สมาชิก

สามหนุ่มเนื้อทอง

ตอนที่ 12

เมื่อสุพรรณิการ์รู้ว่าอรุณศรีปฏิเสธปรานต์ที่ขอแต่งงาน ก็สนับสนุนเต็มที่ ทั้งยังกำชับว่าอย่าใจอ่อนเด็ดขาด เชื่อว่าปรานต์ต้องมีผู้หญิงคนใหม่และผู้หญิงคนนั้นต้องรวยด้วยปรานต์ถึงได้มีเงินซื้อแหวนราคาร่วมสองแสนให้เธอได้

อรุณศรีกลัวปรานต์จะคิดว่าตนทิ้งไปตอนที่เขาลำบาก และสงสารผู้หญิงใหม่ของเขาด้วย สุพรรณิการ์บอกให้เธอสงสารตัวเองก่อนเถอะ เตือนเพื่อนว่า

“นี่...ทางที่ดีแกควรจะนัดคุยกับมันอีกรอบแล้วก็บอกปฏิเสธไปแบบเด็ดขาด มันจะได้ไม่มาตามตื๊อขอแต่งงานกับแกอีก ไม่งั้นไม่จบแน่”

ทันใดนั้น มีเสียงข้อความเข้ามือถือของสุพรรณิการ์ เธอเปิดอ่านแล้วบอกว่า กริชชัยบอกว่าเดี๋ยวมา ทำเอาอรุณศรีงงซักถามจึงรู้ว่าสุพรรณิการ์บอกกริชชัยว่าเธออยู่ที่ร้านกาแฟนี้ เขาเลยจะมาตอนพักเที่ยง อรุณศรีแอบถอนใจแล้วหาทางเลี่ยงว่าจวนได้เวลาทำงานแล้ว เธอคุยกับเขาไปก็แล้วกัน ว่าแล้วลุกไปเลย สุพรรณิการ์เลยต้องส่งข้อความบอกกริชชัยว่า “ภารกิจล้มเหลวเป้าหมายกลับไปทำงานแล้ว ไว้เจอกันวันหลังนะคะ”

กริชชัยอ่านข้อความเซ็งๆแต่เหมือนโชคช่วย เมื่อเขาเดินไปเจออรุณศรีกำลังเดินออกมาพอดี ต่างมองกันเก้อๆ เขินๆ กริชชัยตัดสินใจรวบรวมความกล้าถามว่า เย็นนี้ว่างไหม อรุณศรีตอบอย่างแปลกใจว่า “ว่างค่ะ ทำไมเหรอคะ”

ไม่ทันที่กริชชัยจะพูดอะไร เสียงเบญลี่ก็แจ๋เข้ามาบอกว่ามิสเตอร์มิตซูชิโอะ โทร.มาบอกว่าตอนนี้อยู่ประเทศไทยอยากจะขอมีตติ้งกับบอสเย็นนี้ จะปรึกษาเรื่องรถที่จะนำมาโชว์ในงานปีหน้า หลังจากมีตติ้งแล้วจะบินกลับญี่ปุ่นเลยถามว่าจะคุยเองเลยไหม ตอนนี้มิสเตอร์มิตซูชิโอะอยู่ในสาย

กริชชัยรับโทรศัพท์ไปคุยพลางเดินเข้าไปในห้องทำงาน เบญลี่จึงรู้ว่ากริชชัยกำลังนัดอรุณศรีพบกันเย็นนี้แต่ไม่ทันบอกว่าเรื่องอะไรตนก็เข้ามาขัดเสียก่อน เบญลี่ถามว่าเจ้านายนัดออกเดตหรือ อรุณศรีบอกว่าไม่รู้เหมือนกันเบญลี่บ่นอย่างแสนเสียดายที่มาขัดจังหวะสำคัญ

อรุณศรีติงว่าเบญลี่คิดมากไปเอง ถูกเบญลี่สวนแบบกระแซะกระเซ้าว่า “พี่คิดมากหรือว่าเธอคิดน้อยกันแน่ยะ ยัยแอ๊ว...”

ooooooo

แววต้องปวดหัวอีกครั้ง เมื่อเนตรนภัสมากดกริ่งหน้าบ้านถี่ยิบ เธอเอาตัวอย่างการ์ดแต่งงานมาฝากให้วัชระดู บอกแววว่าเขาหายไป ตามตัวไม่เจอเลยต้องใช้วิธีนี้ พอแววบอกว่าพักนี้เขาก็ไม่กลับมานอนบ้านเหมือนกัน เธอโวยวายทันทีว่า

“แล้วเขาไปนอนที่ไหนคะ ไปนอนกับผู้หญิงอื่นแน่ๆ... คุณแม่คะ แหนมถามตรงๆ เลยนะคะ วัชมีผู้หญิงอื่นรึเปล่า?”

พอแววบอกว่าคงไม่มี เธอตีขลุมว่าแสดงว่ามี นึกแล้วเชียวเพราะเขาเปลี่ยนไปมาก น้องกับแม่เคยเตือนแล้วแต่ตนไม่เชื่อ  เพราะคิดว่าอย่างเขาไม่น่าเป็นคนแบบนี้ พูดแล้วน้ำตาพานจะร่วง รำพึงรำพันว่า

“เสียแรงที่แหนมทั้งไว้ใจ ทั้งเชื่อใจ ทำไมวัชทำแบบนี้ กับแหนม...ทำไม...”

แววต้องรีบบอกว่าใจเย็นๆ ตนไม่ได้บอกว่าวัชมีผู้หญิงอื่น อย่าเพิ่งคิดมาก เนตรนภัสจึงฝากการ์ดแต่งงานไว้พูดเหมือนขู่ว่า

“แหนมฝากคุณแม่บอกวัชด้วยนะคะ ไม่ว่าเขาจะมีใครก็ตาม แหนมไม่มีวันเลิกและงานแต่งงานของเราจะต้องมีต่อไป...บอกให้เขารีบมาช่วยแหนมเตรียมงานด้วยนะคะ แหนมรออยู่ แหนมกลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”

เนตรนภัสรวดเร็วเสียจนแววรับไหว้ไม่ทัน พอเธอกลับไปแล้ว แววก็นั่งกลุ้มอารมณ์แปรปรวนของเธอ มองการ์ดแต่งงาน หยิบขึ้นมาดูอย่างหนักใจ

ooooooo

เมื่อวัชระกลับบ้านตอนเย็น แววพูดอย่างกังวลใจว่า ยิ่งใกล้วันแต่งงานทำไมจึงดูเหมือนเขากับเนตรนภัสยิ่งเหมือนคนไม่รักกัน ถามลูกตรงๆว่า มีคนอื่นหรือเปล่า

วัชระยืนยันว่าไม่มี แววเตือนว่าถ้าอย่างนั้นจะทำอะไรก็ให้คิดถึงใจเขาใจเราด้วย วัชระบอกแม่ว่าที่กลุ้มอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะคิดนี่แหละ แววถามว่าแล้วมีทางออกที่ดีกว่านี้ไหมนอกจากการวิ่งหนีแบบนี้

“ผมกำลังมองหาอยู่ครับ” วัชระบอกแม่ รับการ์ดแต่งงานไปเคาะกับฝ่ามืออย่างใช้ความคิดหนัก

ครั้นเอาการ์ดแต่งงานไปให้กริชชัยกับธีธัชดูที่คอนโดฯ บอกเพื่อนว่าตนไม่อยากแต่งงานจริงๆธีธัชโพล่งออกมาอย่างระแวงว่า อย่าใช้ลำเภามาแอ๊บเป็นแฟนเด็ดขาด แหนมเอาตายแน่ กริชชัยเหล่เพื่อนถามว่าทำไมต้องเป็นห่วงน้องตนขนาดนั้น ธีธัชเลยแก้เกี้ยวว่า เพราะลำเภาเป็นน้องของเขา แล้วเสนออย่างดีใจเมื่อคิดแผนออกว่า

“เฮ้ย ไอ้วัช แต่ถ้าแกยังอยากใช้แผนเดิม ฉันขอแนะนำอีกคน...คุณฝ้ายไง!” แล้วให้เหตุผลถึงความเหมาะสมทุกด้านว่าเธอเหมาะกับวัชระมากๆเลย

วัชระไม่เล่นด้วยเพราะกลัวถูกลำเภาด่าว่าเห็นแก่ตัว แล้วขอกลับดีกว่าเดี๋ยวเข้าบ้านดึกโดนลำเภาไล่ออกจากบ้านจะยิ่งยุ่งไปใหญ่ ทำเอาธีธัชมองอย่างระแวงแต่ไม่กล้าพูดอะไร ส่วนวัชระออกจากห้อง เดินผ่านห้องสุพรรณิการ์ก็ปรายตามอง อดคิดถึงข้อเสนอของธีธัชขึ้นมาไม่ได้แต่พยายามสลัดออกไป

ฝ่ายธีธัช พออยู่ลำพังกับกริชชัยก็ถามอย่างไม่สบายใจว่าวัชระยังนอนที่บ้านลำเภาอีกหรือ พอเพื่อนดักคอว่าถามทำไมก็เฉไฉว่า ถามไปเรื่อยเปื่อย แล้วเดินกลับไปที่โซฟา กริชชัยมองเพื่อนอย่างอดสงสัยไม่ได้ว่า “ไอ้นี่...มันยังไงกันเนี่ย??”

ธีธัชทำไก๋มองไปทางอื่นเหลือบเห็นการ์ดแต่งงานของวัชระวางอยู่ แววตาเจ้าเล่ห์ก็เป็นประกายขึ้นวาบหนึ่ง

ooooooo

รุ่งขึ้น ธีธัชไปกดกริ่งหน้าบ้านลำเภา มีเจ้าล่ำ ขนมจีบ กับซาลาเปาออกมาเห่ากันขรม เขาพูดอย่างหมั่นไส้ว่าเสนอหน้ามาเลยนะ บอกให้รีบไปตามเจ้านายมาเร็ว พูดไม่ทันขาดคำลำเภาก็ถามขึ้นว่า “คุยกับหมารู้เรื่องด้วยเหรอ”

ธีธัชสะดุ้ง ยิ่งเมื่อลำเภาบอกว่าคุยกับหมาเหมือนกันมันไม่แปลก มองเขาแล้วบอกว่านี่หมาใหญ่ มองไปที่สามหมาบอกว่านั่นหมาเล็ก แล้วสั่งทั้งสามหมาเฝ้าบ้านให้ดี พอสามหมาวิ่งกลับไป เธอปิดประตูเร่งเขาว่าไปได้แล้วเดี๋ยวเข้างานสาย

ธีธัชรีบบอกว่าตนไม่ได้มารับเธอแต่เอาการ์ดแต่งงานของวัชระมาคืนเพราะเพื่อนลืมไว้เมื่อคืนนี้ ลำเภาไม่เชื่อดักคอว่าอยากมาหาตนก็บอกมาเถอะ เหตุผลเรื่องเอาการ์ดมาคืนน่ะไม่สมเหตุสมผลหรอก เพราะถ้าลืมไว้จริงเดี๋ยววัชระก็กลับไปเอาเองแหละ

ธีธัชทำไก๋ บ่นว่าถ้ารู้ว่าวัชระจะไปเอาก็ไม่มาให้เสียเวลาหรอก ลำเภาเร่งว่าจะไปส่งหรือเปล่า ธีธัชยักไหล่กวนๆ ถามว่าเรื่องอะไรจะไปส่งเราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย

“งั้นฉันไปเองก็ได้” ลำเภาพูดเหมือนไม่มีปัญหาแล้วขึ้นรถของเขาขับออกไปเลย ธีธัชตกใจร้องตะโกนเสียงหลง แต่ลำเภาตะบึงไปอย่างสะใจแล้ว...เลยได้แต่ยืนจ๋อยอยู่ตรงนั้น...

ooooooo

ปรานต์ส่งข้อความมาตื๊ออรุณศรีอย่างที่สุพรร-ณิการ์คาดจริงๆ เขาส่งข้อความมาง้อ มาบอกรัก อรุณศรีถอนใจกับคำพูดเดิมๆของเขา นึกที่สุพรรณิการ์เตือนว่า ให้นัดมาพูดกันให้รู้เรื่องเลย ไม่อย่างนั้นเรื่องไม่จบ เธอจึงส่งข้อความกลับไปว่า
“เย็นนี้ค่อยคุยกัน มารับที่ทำงานด้วย”

ปรานต์อ่านแล้วยิ้มพอใจ คิดว่าเธอคงใจอ่อนตามเคย หยิบแหวนแต่งงานขึ้นมาดูอย่างคาดหวัง แต่แล้วก็รีบเอาซ่อนแทบไม่ทัน เมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้น เจ๊เกียวนั่นเอง! เจ๊บอกว่าแอบมาดูเผื่อจะเจอเขาซ่อนผู้หญิงอื่นไว้ แล้วชวนไปกินข้าวกัน ปรานต์ทำทีพูดเอาตัวรอดว่า พักนี้ตนต้องประหยัดอยากเก็บเงินมาคืนพี่เร็วๆ

“โธ่ แค่นี้เอง เรื่องกินไม่ต้องคิดมาก พี่เลี้ยงเอง” แล้วชวนไปกินกันเลยเผื่อมีเวลาเหลือจะได้ทำอย่างอื่น

“ถ้าเป็นความต้องการของพี่ ผมก็เต็มที่ครับ” ปรานต์กระตือรือร้น เพราะตนมีแต่ได้กับได้อยู่เห็นๆ

ooooooo

สุพรรณิการ์ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนห้าโมงเย็น พอลุกเดินไปที่หน้าต่าง เห็นรถของวัชระจอดอยู่ก็นิ่งคิด ครู่เดียวก็เอาขวดน้ำเก๋ไก๋ไปให้เขาบอกว่า ตอบแทน ที่ซื้อข้าวมาให้ วัชระรับขวดไปดูงงๆถามว่าอะไร

“ชารางจืด สมุนไพรไทยแก้เมาค้างได้สุดยอด...” ใช้ชารางจืดถอนพิษเมาค้างแล้วอดเหน็บแบบหยิกแกมหยอกไม่ได้ว่า “รางจืดเนี่ยเขาใช้ถอนพิษเหล้า ส่วนพิษรักตัวใครตัวมัน” พูดแล้วยักคิ้วแผล็บกวนๆ

วัชระยกขวดชารางจืดขึ้นดื่มรวดเดียวหมด แล้วเอ่ยขอบคุณ เธอยิ้มแฉ่งบอกว่าไม่เป็นไรแล้วจะไปทำงาน หูแว่วเสียงเพลงสุนทราภรณ์ก็ชะงัก ถามว่าอยู่กับใคร พอเขาบอกว่าอยู่คนเดียวเธอพรวดเข้าไป เหมือนต้องมนต์เพลง

ทั้งสองต่างเป็นแฟนพันธุ์แท้ของสุนทราภรณ์ เลยคุยกันถูกคอ ยิ่งคุยถึงประวัติของวงสุนทราภรณ์ก็ยิ่งสนุก คุยไปฟังเพลงไป สุดท้ายก็ท้าต่อเพลงกันอย่างสนุกสนาน เพลิดเพลิน

หลังจากร้องเพลงคู่ตอบโต้กันแล้ว ต่างก็พูดถึงที่มาของความเป็นแฟนเพลงสุนทราภรณ์ เกิดมีความเป็นมาคล้ายคลึงกันอีก สุพรรณิการ์บอกว่าเพราะพ่อแม่ชอบตนเลยได้ฟังเพลงสุนทราภรณ์มาแต่เด็ก พ่อแม่เสียตนก็ยังฟังมาเรื่อย เล่าอย่างประทับใจว่า

“ทุกครั้งที่ได้ฟัง มันเหมือนฉันได้กลับไปอยู่กับพวกเขาอีกครั้ง”

ส่วนวัชระก็เล่าอย่างประทับใจว่า “แผ่นเสียงเก่าๆพวกนี้ เป็นของพ่อผม พ่อสะสมมาตั้งแต่หนุ่มๆพอท่านเสียผมก็เก็บรักษาไว้อย่างดี ถึงตอนนี้ผมจะไม่มีเครื่องเล่น แต่ทุกครั้งที่ผมได้มองเห็นมัน ผมจะรู้สึกถึงความสุขที่เราอยู่ด้วยกัน”
ความเหมือน ทำให้ทั้งสองรู้สึกประหนึ่งได้สัมผัสถึงความเชื่อมโยงระหว่างกัน ความรู้สึกที่สนิททำให้ต่างมองกันเขินๆ จนสุพรรณิการ์ต้องเบนหน้าไปทางอื่นก่อนขอตัวไปทำงาน

“คุณฝ้าย...” วัชระเรียกอย่างสนิทสนม พอเธอชะงักหันมา เขาถาม “วันอาทิตย์นี้คุณว่างหรือเปล่า?”

เป็นคำถามที่ทำให้สุพรรณิการ์ชะงักอึ้ง ราวกับได้ก้าวพ้นกำแพงกั้น สู่มิติใหม่แห่งความสัมพันธ์ที่มีแต่ความเป็นมิตรต่อกัน
ooooooo

ส่วนกริชชัยก็เดินหน้าสานสัมพันธ์กับอรุณศรี แต่พอจะนัดทานข้าวกันก็ต้องผิดหวังเมื่อเธอบอกว่าติดธุระส่วนตัว พอดีมีโทรศัพท์เข้ามือถือของเธอจึงเดินเลี่ยงไปรับ กริชชัยเสียความรู้สึกจนบอกไม่ถูกเมื่อได้ยินเธอคุยกับปลายสายที่โทร.เข้ามาว่า

“ปรานต์มาถึงแล้วเหรอ โอเค...เจอกันที่ร้านกาแฟนะ กำลังเดินลงไป...” เมื่อลงไปเจอกันและพากันไปที่ร้านกาแฟแถวนั้น ปรานต์ถามอย่างขัดใจว่าทำไมนัดแถวนี้ น่าไปหาร้านอร่อยๆกินไปคุยไปดีกว่า

อรุณศรีพูดอย่างห่างเหินว่าแค่คุยกันแป๊บเดียว คุยเสร็จตนก็จะกลับบ้านเลย ถูกปรานต์ติงว่าซีเรียสใช่ไหม เธอบอกว่าตนยังยืนยันที่จะไม่แต่งงาน ขอให้เขาเคลียร์เรื่องหนี้สินและเก็บเงินสร้างฐานะให้ดีกว่านี้แล้วค่อยมาคิดเรื่องแต่งงาน

ปรานต์ไม่พอใจทันที หาว่าเธอไม่ยอมแต่งงานด้วยเพราะเงินตัวเดียว ตนไม่รวยเหมือนกริชชัยใช่ไหม ทำให้อรุณศรีไม่พอใจมาก บอกปรานต์ว่าอย่าดึงคนอื่นเข้ามาเกี่ยวได้ไหม เรื่องนี้เป็นเรื่องของเราสองคน เขามีคนอื่นตนยังไม่พูดถึงสักคำ
เลยกลายเป็นการโต้เถียงกันเรื่อง “คนอื่น” ของอีกฝ่าย ปรานต์ย้ำแต่ว่าเธอไปคบกับกริชชัยเพราะเขารวย มีรถสปอร์ตหรูๆให้นั่ง พูดจนอรุณศรีทนไม่ได้ ประชดว่าถ้าเขาอยากให้เป็นแบบนั้นก็จะเป็นให้ดู!

อรุณศรีลุกจากโต๊ะออกไปอย่างโกรธจัด พอดีกริชชัยเดินออกมาเซ็งๆเห็นเข้า สงสัยว่าทำไมมาเดินคนเดียว

จนเมื่อเขาขับรถมาถึงหน้าบริษัทเห็นเธอเดินอยู่จึงแฉลบรถเข้าไปถามว่าจะไปไหน พอเธอบอกว่าเพิ่งทำธุระเสร็จจะกลับบ้าน เขาถามทันทีว่า “คุณว่างแล้วสิ ไปทานข้าวกับผมได้หรือเปล่า?”

อรุณศรีชะงักกึก ถามตรงๆว่า “คุณสนใจฉันหรือคะ คุณชอบฉันหรือเปล่า” ทำเอากริชชัยใจเต้นตูมตาม กลืนน้ำลายฝืดคอ ตอบไม่ออก จนเธอรู้ตัว เอ่ยขอโทษที่ทำให้เขาลำบากใจ ย้ำว่า “ฉันแค่ไม่เข้าใจที่คุณทำเหมือนให้ความสนใจฉันแบบนี้ ก็แค่อยากรู้เหตุผล แต่ถ้าคุณบอกไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

“คุณเป็นพิเศษสำหรับผม” ชายหนุ่มรีบบอกกลัวจะเสียโอกาส แต่พอเธอถามว่าพิเศษยังไง เขาก็ตอบไม่ได้ พูดเลี่ยงไปว่า “ไม่รู้...มันเฉพาะตัว บอกไม่ได้”

อรุณศรียังถามอีกว่า เขามีคนพิเศษแบบตนเยอะหรือเปล่า อย่างสุพรรณิการ์ใช่หรือไม่ เขาสนใจเธอไหม เขาตอบเต็มปากเต็มคำว่า “ผมสนใจคุณมากกว่า” พอถูกติงว่าตอบ ไม่ตรงคำถาม เขาก็ทวงว่า ตนตอบไปหลายคำถามแล้ว แต่เธอยังไม่ตอบเลยว่า จะไปทานข้าวกับตนได้หรือเปล่า อรุณศรีเลยเป็นฝ่ายอึ้งไป ก่อนตอบรับอย่างมีเงื่อนไขว่า

“ไปก็ได้ แต่กินร้านข้างถนนนะ คุณกินได้รึเปล่าล่ะ เพราะคุณอาจจะไม่ชิน อีกอย่างถ้าจะไปกินด้วยกันฉันขอเป็นคนเลี้ยง”

แค่เธอรับปากจะไปกินข้าวด้วย กริชชัยก็หัวใจพองโตแล้ว เงื่อนไขใดๆจึงไม่ใช่ปัญหาแต่เขาก็ยังอ่อยไว้ว่า คราวหน้า ตนค่อยเป็นคนออกก็แล้วกัน ถูกเธอติงมาว่า “ฉันยังไม่ได้รับปากเลยว่าจะมีครั้งหน้า”

“เชิญครับ” กริชชัยทำเนียนรีบไปเปิดประตูรถให้เพราะกลัวเธอจะเปลี่ยนใจ พอเธอขึ้นรถเขาก็ขับรถสปอร์ตคันหรูไปทันที
ปรานต์ที่ซุ่มดูอยู่ตลอดเวลา ขบกรามแน่นอย่างแค้นใจ ที่อรุณศรีถูกกริชชัยฉกขึ้นรถหรูไปจนได้

ooooooo

ปรานต์บ่ายหน้าไปที่ร้านสาดสุราฯ ทันทีด้วยอารมณ์หึงรุนแรง พอเจอหน้าสุพรรณิการ์ก็บอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย เธอแกล้งถามว่าจะเอาเงินมาคืนหรือ ปรานต์ไม่ตอบแต่บอกว่าอยากรู้ว่าคอนโดฯ ของกริชชัยอยู่ไหนเพราะรู้ว่าเธออยู่คอนโดฯ เดียวกัน

สุพรรณิการ์พูดอย่างไม่แยแสว่าตนคงบอกไม่ได้ เพราะกริชชัยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ตนไม่อยากมีปัญหา แล้วพูดประชดว่า
“แล้วอีกอย่างนะ ถึงแม้เขาจะรวย แต่เขาก็ไม่เคยคิดว่าเพื่อนฉันเป็นแค่ของเล่น” ถูกปรานต์หาว่าเชียร์กันอยู่ใช่ไหม เห็นเขารวยใช่หรือเปล่า เลยถูกศอกกลับว่า “รวยหรือไม่รวยไม่สำคัญ ขอแค่เขาไม่ทำเลวกับเพื่อนฉันก็พอ! ส่วนไอ้คนที่ทั้งเลว ทั้งจน ไปให้พ้นจากชีวิตเพื่อนฉันได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี!”

ปรานต์โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ อาฆาตว่าถ้าตนกับอรุณศรีเลิกกัน ตนจะโทษว่ามันเป็นความรับผิดชอบของเธอ!

ปรานต์ชี้หน้าสุพรรณิการ์อย่างอาฆาตมาดร้ายแล้วเดินพลุ่งพล่านออกไป สุพรรณิการ์มองตามพึมพำอย่างสมเพชว่า...
“เวรกรรมของไอ้แอ๊วจริงๆ...เฮ้อออ...”

ooooooo

เมื่อไปนั่งที่ร้านอาหารข้างถนน สั่งอาหารแล้วเด็กเอามาวางพลางบอก “แห้ง ซุป เหลา อย่างละหนึ่ง” กริชชัยสั่งเพิ่มว่า ขอกากหมูเจียวกับผักบุ้งลวกเพิ่มด้วย พอคนขายพยักหน้ารับ อรุณศรีถามว่ากินเยอะขนาดนี้ไม่กลัวอ้วนหรือ เขาตอบทันทีว่า

“ผมชอบออกกำลังกาย” อรุณศรีมองหน้าพูดกวนๆว่า ตอบไม่ตรงคำถาม เขาหัวเราะแหะๆ “งั้นขอตอบใหม่ ผมไม่กลัวอ้วน เพราะผมเป็นคนชอบออกกำลังกาย” พูดแล้วยิ้มใสๆ บอกว่า “คิดว่าตรงแล้วนะ”

ทั้งสองคุยกันอย่างสนิทสนมขึ้นอย่างไม่มีเส้นกั้นระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง จนกริชชัยทำใจกล้าถามว่า เมื่อตอนเย็นทะเลาะกับแฟนหรือ เธอรับว่าใช่ เพราะเขาขอแต่งงานแต่ตนไม่อยากแต่งเขาเลยโกรธไม่พอใจ

“คุณไม่อยากแต่งงาน” กริชชัยลืมตัวทวนคำอย่างตื่นเต้น พอรู้สึกตัวก็ถามว่าทำไมเธอถึงไม่อยากแต่ง เดาว่า “ปัญหาเรื่องผู้หญิงอื่น?”

อรุณศรียอมรับว่าใช่ ตนให้เขาไปแก้ปัญหามาก่อนค่อยคุยกัน กริชชัยถามอย่างร้อนใจทันทีว่า ถ้าเขาแก้ได้เธอจะแต่งไหม
“ฉันยังไม่รู้...เรื่องแต่งงานมันเรื่องใหญ่นะคะ ฉันไม่อยากแต่งด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ฉันยืนอยู่บนความจริง ความรักของฉันไม่ได้เป็นสีชมพูเหมือนตอนเด็กๆ และการแต่งงานก็ไม่ใช่ทางออกที่จะทำให้พ้นจากคำว่าขึ้นคาน แต่มันหมายถึงเราพร้อมแล้วที่จะใช้ชีวิตอยู่กับเขา อยู่อย่างเข้าใจและแบ่งปัน ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์  ถ้าคิดจะแต่งงานกับใคร  ฉันก็อยากอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต ถ้าไม่มั่นใจ ขอไม่แต่งดีกว่า”

กริชชัยฟังแล้วยิ้มอย่างเห็นด้วยกับแนวคิดของเธอ แต่พออรุณศรีเงยหน้ามอง เขารีบหุบยิ้มทันทีทำหน้านิ่งๆเนียนๆ จนเธอถามเขินๆว่า ตนจริงจังไปหรือเปล่า

“ก็เป็นเรื่องจริงจังนี่ครับ ผมเห็นด้วยเรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ต้องคิดให้ดี แล้วก็เห็นด้วยว่า ถ้าไม่ดี ไม่พร้อมก็ไม่ควรแต่ง...แต่ถ้าเห็นว่าดีแล้ว พร้อมแล้ว ก็แต่งไปเลยครับ”

อรุณศรีชะงักกึก มองหน้าเขานิ่ง จนกริชชัยรู้สึกตัว สะดุดกึกว่าตัวเองพูดอะไรไป อรุณศรีพูดทั้งที่ยังอึ้งๆงงๆว่า
“ค่ะ...ฉันก็เห็นด้วย...”

กริชชัยได้แต่อึ้ง นึกโมโหตัวเองว่า ให้คำปรึกษาอะไรไปแบบนั้น...

ooooooo

ธีธัชกับวัชระอยู่ที่พิลาทิสสตูดิโอ สองหนุ่มกำลังฝึกตีลังกาท่าพิสดารกับเครื่องพิลาทิสในห้องส่วนตัว จังหวะหนึ่งธีธัชถามวัชระว่าคืนนี้กริชชัยจะมาไหม พอรู้ว่ากินข้าวอยู่กับอรุณศรีเสร็จแล้วจะตามมา ธีธัชก็สะดุดกึกร้องอย่างอัศจรรย์ใจว่า

“หะ...ไอ้กริชไปกินข้าวกับแอ๊ว? แบบนี้ก็มีลุ้นดิ ถึงว่าโทร.ไม่รับสาย สงสัยจะกำลังหวีตกันแหงๆ”

แต่พอกริชชัยตามมาที่พิลาทิสสตูดิโอ เล่าเรื่องที่ตนยุให้อรุณศรีแต่งงานกับคนที่คิดว่าใช่ให้สองคนฟัง เลยถูกเพื่อนบ่นกันอุบว่า เกิดเธอแต่งไปจริงๆจะทำไง ธีธัชโวยเพื่อนว่า

“เฮ้ย ขอร้องล่ะ เลิกทำตัวเป็นคนดีได้แล้ว เดี๋ยวผู้หญิงสับสน เพราะตัวเองเที่ยวไปเดินตามเขา แอบมอง เป็นห่วงเป็นใยสารพัด แล้วอยู่ๆก็บอกให้เขาไปแต่งงานกับแฟน เป็นใครก็ต้องงง”

วัชระถล่มซ้ำว่า “ตกลงแกจะเอายังไง จะจีบหรือว่าจะเป็นโรคจิต ถ้าแกไม่รีบทำตัวให้ชัดเจนตามที่แกได้ประกาศไว้ว่า จะจีบอรุณศรี แกก็เตรียมตัววืดได้เลย...อดแน่ๆ!”

เสียงบ่นเสียงด่าเสียงยุของเพื่อนทั้งสอง ทำเอากริชชัยเครียด...

ooooooo

วัชระถูกธีธัชจับพิรุธได้ เมื่อเขาเปิดล็อกเกอร์เพื่อไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วทำบัตรคอนเสิร์ตสุนทราภรณ์สองใบร่วงลงมา ธีธัชถามว่าของเขาหรือ ทำไมมีสองใบ จะไปดูกับใคร ถามหยั่งเชิงว่า ไปดูกับแม่หรือ

วัชระอึกอักตอบอย่างมีพิรุธว่า ไม่ใช่ แต่แล้วก็บอกว่า “ไม่บอกโว้ย...” ทำให้ธีธัชยิ่งสงสัย จนเมื่อมาที่ลานจอดรถ วัชระเข้านั่งที่คนขับ จู่ๆธีธัชก็เปิดประตูเข้ามานั่งคู่หน้าตาเฉย ถามวัชระว่าคืนนี้จะไปไหน

“ไปบ้านเภา” วัชระตอบน้ำเสียงปกติ แต่ธีธัชหลิ่วตาถามอย่างระแวงว่า คืนนี้นอนที่นั่นหรือ “เออ...คงจะไปนอนสักพักจนกว่าจะเคลียร์เรื่องแหนมได้เรียบร้อย”

ธีธัชบอกหน้าตาเฉยว่าจะไปด้วย อ้างว่าจะไปเอารถคืนเพราะเมื่อเช้าถูก “ยัยตัวแสบ” ขโมยรถไป ไม่อย่างนั้นตนก็ไม่อยากไปหรอก พอวัชระมองหน้าอย่างจับพิรุธ

ธีธัชทำเสียงสูงยืนยันว่า “จริ๊ง...พูดจริงนะเนี่ย” วัชระเลยทำเป็นเชื่อแต่จริงๆแล้วไม่เชื่อ ต่างฝ่ายต่างก็นั่งอมพะนำกันอยู่อย่างนั้น จนวัชระขับรถออกไป

กริชชัยมาทีหลังจึงเล่นเครื่องพิลาทิสอยู่คนเดียว เล่นไปก็อดคิดไปไม่ได้ว่า ที่เพื่อนบอกว่าอย่าทำให้อรุณศรีสับสน และจีบให้ชัดเจนไปเลย คิดแล้วก็สับสนไม่รู้ว่าจีบแบบชัดเจนนั้น ต้องทำยังไง?

ooooooo

สุพรรณิการ์ครึ้มอกครึ้มใจมาก เติมหน้าทาแป้งไปก็โทรศัพท์คุยกับอรุณศรีไป ให้เพื่อนรักทายว่าวันนี้ใครมาชวนตนไปดูคอนเสิร์ต ทำเอาอรุณศรีงง เดาว่ากริชชัยก็ไม่ใช่ จนเธอขี้เกียจเดา และสุพรรณิการ์เองก็อยากเฉลยเต็มที เลยบอกว่า

“ร้อยตำรวจเอกวัชระ...”

อรุณศรีอึ้งไปอย่างคิดไม่ถึง ถามว่าแล้วเธอจะไปหรือ ได้รับคำตอบที่ทำให้อึ้งยิ่งขึ้นไปอีกว่า

“ไปสิ...แค่ไปดูคอนเสิร์ตไม่เห็นต้องคิดมากเลย ฉันไม่ใช่แกนี่ คิด...คิด...คิดอยู่นั่นแหละคิดจนผู้ชายดีๆจะหนีไปเป็นตุ๊ดแล้ว”

อรุณศรีบอกสุพรรณิการ์ว่า ถ้าเธอหมายถึงกริชชัย ตนกับเขาเป็นเพื่อนกัน เล่าให้น่าเชื่อว่า “วันนี้เขายังให้คำปรึกษาเรื่องปรานต์อยู่เลย เขาบอกว่าถ้าฉันเห็นว่าดี...ก็น่าจะแต่งงาน ถ้าเขาชอบฉัน เขาคงไม่พูดแบบนี้ ฉันว่าแกเลิก แซวได้แล้ว ดูแลตัวเองให้ดีๆเถอะ ไปดูคอนเสิร์ตกับแฟนคนอื่น ระวังคอนเสิร์ตจบ คนไม่จบ...” พูดแล้ววางสายเลย

“เฮ้ย...พูดงี้หมายความว่าไงห้ะ...แอ๊ว...ยัยแอ๊ว...วุ้ย...ทิ้งระเบิดแล้ววางสายเลย หน็อย!” บ่นเพื่อนแล้วก็คิดถึงวัชระ อดนึกถึงบางมุมที่น่ารักของเขาไม่ได้ แต่ก็รีบสะบัดหัวไล่ความรู้สึกนั้นออกไป บ่นตัวเอง “บ้า...เป็นไปไม่ได้...”

ooooooo

ธีธัชตามวัชระเข้าไปยืนในบ้านลำเภาเนียนๆ ลำเภาออกมาเห็นถามวัชระว่าไปไงมาไงกันเนี่ย วัชระบุ้ยใบ้ไปทางธีธัชบอกว่า “มันอยากมาหาเภา” พูดแล้วเดินเลี่ยงเข้าห้องไปเลย

ธีธัชทำเป็นโวยวายว่าตนจะเอารถต่างหาก แล้วทำเสียงเข้มกับลำเภาว่า “เอารถฉันคืนมา” แต่พอลำเภาเอากุญแจรถคืนให้ก็กลับถามเหมือนแกล้งหาเรื่องว่า “คืนกันง่ายๆแบบนี้เนี่ยนะ”

“ใช่ ฉันเบื่อแกล้งมุกเดียวนานๆ เอาไว้แกล้งมุกใหม่ สะใจกว่า” พูดแล้วยิ้มกวนๆ

ธีธัชมองอย่างหมั่นเขี้ยวแต่ทำอะไรไม่ได้

ส่วนวัชระ เข้าห้องแล้วเปลี่ยนเป็นนุ่งผ้าขนหนูผืนเดียวเข้าห้องน้ำเปิดก๊อกจะล้างมือ ปรากฏว่าไม่มีน้ำ ครั้นไปชักโครกก็ไม่มีน้ำอีก เลยเดินไปบอกลำเภาที่ยังยืนเผชิญหน้าต่อล้อต่อเถียงกับธีธัชอยู่ ลำเภาหันมาบอกว่า

“มันเสีย ลืมบอก คุณวัชใช้ห้องน้ำในห้องนอนเภาก่อนก็ได้”

วัชระรับคำแล้วเดินไป ส่วนธีธัชฟังแล้วสะดุ้ง หันขวับมาทางลำเภา ถามเสียงขุ่นว่า

“ไอ้วัชมันใส่ผ้าขนหนูเดินไปเดินมาในบ้านเธอแบบนี้ทุกวันเหรอ แล้วเธอก็ให้มันเข้าไปในห้องนอนเธอเนี่ยนะ!”

“หึงอ่ะดิ๊...” ลำเภาถามยั่ว ธีธัชไม่ยอมรับ แต่พูดขู่ๆว่าถ้าเนตรนภัสมาเห็นวัชระนุ่งผ้าขนหนูเดินเข้าห้องเธอแบบนี้ มีหวังวัชระตายแน่ๆ ถูกลำเภาดักคออย่างรู้ทันว่า “ข้ออ้าง...”

ธีธัชทนใจตัวเองไม่ได้ ยิ่งเมื่อสามหมาเห็นวัชระที่นุ่งผ้าขนหนูในห้องลำเภาแล้วเห่าเอาเป็นเอาตาย ได้ยินเสียงวัชระถามสามหมาว่าจำป๊ะป๋าไม่ได้หรือ ธีธัชอุทานอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่า “ป๊ะป๋า???”

“ใช่...ก็ขนมจีบ ซาลาเปา มีฉันเป็นหม่ามี้ คุณวัชมาอยู่ที่นี่ประจำก็ต้องเป็นป๊ะป๋า...ป๊ะป๋ากับหม่ามี้...น่ารักดีออก” ลำเภาพูดแล้วยิ้มแฉ่งมีความสุขมาก

“ปัญญาอ่อน” ธีธัชด่าออกไปเหมือนดูถูก แต่ที่แท้แอบหึงสุดๆ พอถูกลำเภาดักคอว่าอิจฉาล่ะซิ ก็หาข้ออ้างจะนอนที่นี่เพราะ “ขี้เกียจขับรถกลับบ้าน”

“อ้าว...เนียน...นี่บ้านฉันไม่ใช่โรงแรมนะ ใครนึกอยากจะนอนก็นอนได้”

“ฉันก็ไม่อยากจะนอนหรอกนะ ถ้าเธอไม่ขโมยรถฉันไปเมื่อเช้า คืนนี้ฉันก็ไม่ต้องมาหาเธอ และตอนนี้มันก็ดึกเกินไปแล้ว ฉันไม่อยากขับรถกลับบ้านดึกๆดื่นๆมันอันตราย” ธีธัชทำเป็นคนขวัญอ่อนจนน่าหมั่นไส้

“จะอยู่กันท่าก็บอกมาเถอะ” ลำเภาพูดใส่อย่างรู้ทัน

“ใช่...เพราะฉันไม่ไว้ใจเธอ กลัวว่าเธอจะปล้ำไอ้วัช แต่ฉันไว้ใจไอ้วัช เพราะฉันรู้ว่าอย่างเธอ...มันม่าย...อาวววว...”

ธีธัชพูดด้วยความสะใจ ลำเภากัดฟันกรอดด้วยความแค้นที่โดนหยามอีกแล้ว...เจ็บใจจริงๆ!

พอหันไปอีกทีเห็นวัชระนุ่งผ้าขนหนูเดินออกจากห้องนอนตน เดินเกาก้นแกรกๆไปทางครัว เห็นแล้วก็เบ้หน้าพึมพำ

“อย่างกับเพื่อนตัวเอง น่าเอาตายล่ะ...ชิ!”

ooooooo

วัชระเดินเข้าไปในครัว ก้มมองหม้ออาหารที่วางอยู่ ถามลำเภาว่าเป็นของขนมจีบกับซาลาเปาใช่ไหม พอเธอทำเสียงอือในคอ เขาพูดหน้าตาเฉยว่า “ขอกินหน่อยนะ...หิว”

ลำเภาไม่ทันจะพูดอะไร ธีธัชก็สวนไปทันทีว่าจะกินอาหารหมาหรือ วัชระพูดสบายๆว่า

“เฮ่ย...เภาเขาทำสะอาด ฉันเห็นเขาทำเหมือนอาหารคนเลย กินได้สบายมาก ตอนแรกฉันก็ไม่กล้ากิน แต่ฉันเห็นเภาทำไปชิมไป ก็เลยคิดว่าน่าจะกินได้” พูดพลางตักใส่ถ้วยแล้วกิน หันมาทางลำเภาชมว่า “เภาอร่อยดีพี่ชอบ คราวหน้าทำเผื่อพี่ด้วยนะ”

ลำเภาไม่ทันพูดอะไร วัชระหันไปเห็นธีธัชเปิดทีวีอยู่ ก็ถือชามข้าวหมาเดินผ่านเธอไปนั่งด้วย บอกว่าให้เปิดช่องแฟชั่นทีวี ธีธัชถามว่าเคยดูหลังเที่ยงคืนหรือเปล่า วัชระคุยโวว่าโต้รุ่งมาแล้ว

“เป็นไง?”

“ทะลุจอ!!”

คุยกันแล้วพากันหัวเราะหื่นๆ ลำเภาเห็นแล้วส่ายหน้าอย่างระอาใจ บ่นงึมงำ

“ผู้หญิงพวกนั้น ชอบ “ไอ้” ผู้ชายสองคนนี้ได้ไงเนี่ย...ไม่เข้าใจจริงๆ”

ก่อนเข้าห้องหันมองสองหนุ่มอีกที เห็นวัชระถือชามอาหารหมานั่งดูแฟชั่นทีวีตาเป็นมัน ส่วนธีธัชนั่งเอาเท้าพาดที่โต๊ะมือกดโทรศัพท์แชตกับสาวอย่างเมามันด้วยอาการหื่นพอกัน

ลำเภาทำหน้าเอือมระอาในใจคิดถึงสุภาษิตจีนที่ว่า...

“บนโลกมีผู้ชายที่เพียบพร้อมและแสนดีอยู่เพียงสองคน...คนหนึ่งตายไปแล้ว และอีกคน...ยังไม่เกิด...”

คิดแล้วก็ได้แต่ถอนใจ “เฮ้อ...”

ooooooo

กรกนกยังทำงานอยู่ที่ร้านสาดสุราฯ ได้รับข้อความจากธีธัชบอกว่า “คืนนี้ไม่กลับนะจ๊ะ นอนบ้านยัยเด็กบ๊อง” อ่านแล้วเธอหน้าเสีย ถอนใจเบื่อๆ พอดีเพลงในร้านเป็นจังหวะเศร้า เลยทำให้เธอยิ่งเศร้าจนเกือบน้ำตาร่วง ปลอบใจตัวเองด้วยการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดสเตตัสในเฟซบุ๊กตัวเอง ที่หน้าจอปรากฏตัวหนังสือ

“เบื่ออออออ...”

สีหน้าอารมณ์ของเธอเวลานี้ เบื่อจริงๆ เบื่อจนบอกไม่ถูก ทันใดก็มีเสียงเตือนมาว่ามีคนเข้ามาเม้นต์ เธอหยิบมาเปิดอ่านเป็นข้อความของโอบบุญที่เข้ามาเม้นต์ว่า

“จะทำของอร่อยๆไปให้นะครับ อยู่ที่ร้านเปล่า?”

กรกนกยิ้มแล้วพิมพ์กลับไปว่า “กินของอร่อยไม่ได้ทำให้หายเบื่อนะคะ”

“แต่อย่างน้อยก็เบื่อแบบไม่หิวนะครับ” โอบบุญพิมพ์กลับ ยิ้มอย่างมีความสุข

“ขอบคุณค่ะ” กรกนกพิมพ์กลับไปด้วยรอยยิ้มที่ผ่อนคลายกับความรู้สึกดีๆ ที่ทำให้คืนสุดเหงาของตน เศร้าน้อยลง...

ooooooo

เช้านี้ ปรานต์เดินเข้าร้านเครื่องเสียงอย่างหงุดหงิด ยิ่งได้ยินเสียงเพลงที่ลูกน้องกำลังเล่นเครื่องเสียงดังลั่นก็ยิ่งหงุดหงิดสั่งลูกน้องเสียงเขียวว่าเบาๆหน่อย ดังไปแล้ว ลูกน้องรีบเบาเสียงเพลงลงทันที

ปรานต์โยนกระเป๋ากับกุญแจรถบนโต๊ะทำงานแล้วเดินไปนั่งเซ็งๆ ครู่หนึ่งจึงหยิบโทรศัพท์ โทร.หาอรุณศรี ปรากฏเสียงตอบรับของเธอว่า “ตอนนี้แอ๊วรับสายไม่ได้ รบกวนฝากข้อความไว้นะคะ ขอบคุณค่ะ”

ปรานต์กดทิ้งทันที สบถหน้าเครียด “ทำไมไม่รับ??

กกอยู่กับไอ้ซื่อบื้อล่ะสิ!!”

ทันใดนั้น เจ๊เกียวก็ส่งเสียงหยอกเข้ามาว่า “คิดอะไรอยู่จ๊ะ หน้าเครียดจังเลย”

ปรานต์รีบปรับสีหน้าทันที บอกว่าคิดเรื่องงานอยู่ เจ๊เข้ามาหา บอกว่าน่าสงสารที่สุด แต่มีวิธีคลายเครียดสนใจหรือเปล่า พูดแล้วยิ้มมีความหมาย ปรานต์มองหน้าแล้วยิ้มรับแทนคำตอบอย่างรู้กัน

เจ๊เกียวพาปรานต์ไป คอนโดฯที่ตนซื้อไว้แม้จะตกแต่งไม่หรูแต่ก็น่าอยู่ เรียกปรานต์ให้เข้าไปแล้วบอกว่านี่เป็นคอนโดฯที่ตนซื้อไว้จากเพื่อนที่ปล่อยขายเพราะขี้เกียจคอยตามเก็บค่าเช่า เวลาตนมากรุงเทพฯจะได้ไม่ต้องเช่าโรงแรมอยู่ ชวนมาอยู่ด้วยกันนะ

“มันจะดีเหรอ...ห้องนี้เป็นห้องพี่ ถ้าผมย้ายมาอยู่ด้วยเหมือนมาเกาะพี่กินยังไงไม่รู้ ถ้ามันเป็นห้องผม ผมซื้อเองก็ว่าไปอย่าง” ปรานต์ทำเป็นคิดหนัก

เจ๊เกียวเสนอว่าให้ใส่ชื่อของเขาก็แล้วกัน แล้วให้เขาผ่อน ส่งครบเมื่อไรก็เป็นของเขาโดยสมบูรณ์เลยดีไหม ปรานต์ยิ้มดีใจถามว่า ทุ่มเทให้ตนมากขนาดนี้เลยหรือ เจ๊พูดอย่างทั้งรักทั้งหลงว่า

“ถามแปลกๆก็ปรานต์เป็นแฟนพี่ พี่ก็ต้องเต็มที่อยู่แล้ว คนอย่างพี่ ให้ได้ทุกอย่าง ขออย่างเดียว รักพี่ให้มากๆแค่นี้ก็พอ”

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะรักพี่ให้มากกว่าที่พี่รักผม...” พูดแล้วจ้องหน้าเจ๊ราวกับจะกลืนกินเข้าไปด้วยแววตาร้อนแรงกอดหอมเจ๊อย่างแสนเสน่หา

เจ๊เกียวยิ้มชื่นใจเป็นที่สุด กอดปรานต์ไว้แนบแน่นอย่างมีความสุข หารู้ไม่ว่า ใบหน้าปรานต์ที่เกยอยู่บนไหล่เจ๊นั้น พราวไปด้วยแววเจ้าเล่ห์!

ooooooo

เนตรนภัสนั่งอยู่ในห้องรับแขกที่บ้าน กำลังโทรศัพท์ สีหน้าเคร่งเครียด พลันเธอก็โพล่งใส่โทรศัพท์อย่างเกรี้ยวกราดว่า

“วัชไม่อยู่อีกแล้วเหรอคะ แล้วเขาได้บอกคุณแม่เรื่องการ์ดแต่งงานที่แหนมเอาไปให้รึเปล่าคะ...ไม่ได้บอก!”

ขณะนั้นสีรุ้งกับนรีวรรณในชุดจะออกจากบ้าน มาหยุดมองที่หน้าห้องอย่างระอาใจ เนตรนภัสยังคงพูดอย่างเกรี้ยวกราดถามแววที่กำลังคุยด้วยว่า ทำไมวัชระถึงไม่กลับ แล้วไม่บอกอะไรไว้เลย ให้แววบอกเขาว่าตนรออยู่ โรงพิมพ์ก็รออยู่ ทุกคนรอเขาอยู่คนเดียว เขารู้บ้างหรือเปล่า โวยวายแล้วสั่งแววว่า

“คุณแม่บอกให้วัชรีบติดต่อหาแหนมเร็วที่สุด ถ้าแหนมหมดความอดทน แหนมจะออกตามล่าวัชเอง!”

สีรุ้งเข้าไปถามว่าเรื่องกับวัชระยังไม่จบหรือ เธอบอกว่า มันจะจบก็ต่อเมื่อตนกับเขาแต่งงานกันแล้ว ถ้ายังไม่ได้แต่งก็อย่าหวังว่าจะจบ สีรุ้งฟังแล้วได้แต่ถอนใจ นรีวรรณส่ายหน้าระอา เร่งสีรุ้งว่า

“แม่คะ เรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวไม่ทันดูคอนเสิร์ต ถึงเราพูดไปก็เปลืองน้ำลาย คนแถวนี้เขาไม่ฟังเราหรอกค่ะ”

“รู้ก็ดี!” เนตรนภัสตวาด แล้วหันมาหมกมุ่นอยู่กับเรื่องตามหาวัชระ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบ่นอย่างหงุดหงิดราวกับอกจะแตกตายว่า “วัชนะวัช...หายหัวไปไหนของเขาอีกเนี่ย!!”

นรีวรรณ มองพี่สาวอย่างเบื่อหน่าย แล้วจูงมือแม่ออกไป เพื่อไปดูคอนเสิร์ตวง “สุนทราภรณ์” ที่ชื่นชอบ

ooooooo

สามหนุ่มเนื้อทอง

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด