สมาชิก

สามหนุ่มเนื้อทอง

ตอนที่ 1

ณ โรงแรมหรู...

ในห้องจัดงานเท่หรูของ “M Group” ผู้นำเข้ายานยนต์แห่งความฝันของผู้ที่รักความเร็วและลุ่มหลงในความงาม เท่ เก๋ ของนวัตกรรมยานยนต์
บนเวทีมีสัญลักษณ์ของ เอ็ม กรุ๊ป ติดอยู่ มีแดนเซอร์สาวเกือบ 10 คน ในชุดนักบิดเก๋ไก๋ เต้นออกมาตามจังหวะดนตรีเทค– โนบีทสนุกสนานทันสมัยที่กระหึ่มห้องอย่างเก๋ แฝงเซ็กซี่เล็กๆ

คอกเทลขนาดกลาง ที่มุมหนึ่ง ทั่วบริเวณงาน มีหนุ่มสาวล้วนหน้าตาดีลีลาเก๋แต่งตัวเท่ เดินไปมากันขวักไขว่ ที่ดูดีในรุ่นใหญ่วัย 50 มาดดี แต่งตัวโก้เก๋มีฐานะ ทุกคนจัดกันมาเต็ม ยืนกันเป็นกลุ่มๆคุยกันอย่างร่าเริงแจ่มใส

ทันใดนั้น ไฟกลางเวทีสว่างพรึบขึ้น อรุณศรี ยืนอยู่กลางเวทีในชุดราตรีสวยสง่า ความเด่นของเธอ เรียกความสนใจจากผู้ร่วมงานมองกันเป็นตาเดียว ทั้งห้องเงียบกริบโดยเฉพาะหนุ่มๆ มองเธอเหมือนถูกตรึง

บนเวทีเหลือแต่อรุณศรีเด่นเป็นสง่าคนเดียว เมื่อแดนเซอร์พากันวิ่งไปหลังเวทีหมด เธอพูดผ่านไมค์ไร้สายที่ติดอยู่กับตัวด้วยน้ำเสียงใส กังวาน มีเสน่ห์น่าฟังว่า

“ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่อาณาจักร “เอ็ม กรุ๊ป”

ผู้นำยานยนต์ ที่ตอบสนองความฝันของผู้ที่รักความเร็ว และลุ่มหลงในความงามของนวัตกรรมยานยนต์”

ในความนิ่งงันของแขกในงานนั้น มีเพียงหนุ่มเดียวที่มีการเคลื่อนไหว เขาใส่สูทเรียบเก๋ เท้าเดินช้าๆ แต่สายตาจับจ้องอยู่บนเวที แววตานิ่งขรึมแฝงไว้ด้วยความพึงพอใจมีรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก

เขาคือ “กริชชัย” หนุ่มหล่อ มาดขรึม แต่แฝงไว้

ด้วยความละเอียดอ่อน โรแมนติก และเป็นสุภาพบุรุษ

อรุณศรียังคงตรึงความสนใจของแขกในงานอยู่บนเวทีด้วยน้ำเสียงมีเสน่ห์ชวนฟังว่า

“เอ็ม กรุ๊ป ถือกำเนิด เติบโต และยืนหยัดอยู่ในวงการมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ...”

กริชชัยยังคงมองอรุณศรีที่ทำงานอยู่บนเวทีอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยความชื่นชม...อดไม่ได้ที่จะคิดถึง...เมื่อ 10 เดือนก่อนหน้านี้...

ooooooo

วันนั้น กริชชัยอยู่ในชุดลำลอง เสื้อยืดเก๋ๆ กางเกงยีนส์สุดเท่ เขาถือสมุดสเก็ตภาพหลวมๆสบายๆเดิน อยู่ที่ระเบียงชั้น 5 ที่เปิดโล่ง แต่ขณะเขาเลี้ยวมุมตึกนั่นเอง ชนกับคุณป้าคนหนึ่งที่ใส่แว่นหนาเตอะ จนสมุดหลุดมือ ตกที่พื้น

ทันใดนั้นลมพัดวูบเข้ามาทำให้สมุดเปิดออก ภาพสเก็ตรูปรถยนต์มากมายที่ซ้อนอยู่ในสมุดปลิวกระจายว่อน

กริชชัยรีบวิ่งเก็บรูป คุณป้าคนนั้นก็ช่วยเก็บด้วย แต่ก็มีภาพสเก็ตรูปรถนานาชนิดจำนวนไม่น้อยที่ปลิวลงไปที่สวน กริชชัยชะโงกมองลงไปด้วยความเป็นห่วง...เสียดาย

แต่มีสิ่งที่ดึงความสนใจของเขาไปจนลืมภาพสเก็ตที่ปลิวลงไป คือ อรุณศรี หญิงสาวในชุดทำงานทะมัดทะแมง เซ็กซี่นิดๆกำลังวิ่งไล่เก็บภาพเหล่านั้นเอาจริงเอาจังด้วยความห่วง...หวงราวกับเป็นของมีค่าสำหรับเธอ...เขามองเธออย่างแปลกใจ

กริชชัยวิ่งจากชั้น 5 ลงมา ถึงชั้น 3 เขามองลงไปเห็นหญิงสาวถอดรองเท้าลุยลงไปในบ่อน้ำเพื่อเก็บภาพที่ตกลงไป เขาร้องเฮ้ย...อย่างทึ่ง ครั้นวิ่งลงไปถึงชั้น 2 มองลงไป เห็นเธอกำลังปีนต้นไม้เพื่อเก็บภาพที่ค้างอยู่บนกิ่งไม้ เขาอุทานเสียงดัง

“เฮ้ยยยยย” ทั้งทึ่งและประทับใจ ยิ้มออกมาอย่างไม่รู้สึกตัว พอนึกได้ก็รีบลงไปที่ชั้น 1 ตรงไปที่สวนทันที

วิ่งลงมาถึงสวน  กวาดตามองไปรอบๆ  เห็นแต่ รปภ.กำลังวางกระดาษภาพสเก็ตที่เปียกน้ำผึ่งไว้ที่ม้านั่ง ส่วนแผ่นที่แห้งแล้วถูกจัดวางไว้รวมกันอย่างเรียบร้อย กริชชัยวิ่งไปถาม รปภ.ว่า

“ผู้หญิงคนที่เก็บภาพพวกนี้อยู่ไหน?”

ooooooo

เมื่อผ่านไปที่ห้องสอบสัมภาษณ์ กริชชัยเห็นอรุณศรีกำลังพูดถึงสมรรถนะของรถมอเตอร์ไซค์แนวสปอร์ตที่จอดอยู่ โดยมีเบญลี่ เลขาของเขา และพนักงานอีกสองคนนั่งฟังและคอยให้คะแนน

อรุณศรีพูดอย่างฉะฉานคล่องแคล่วด้วยบุคลิกที่มั่นใจ สวยสง่า มีเสน่ห์ในขณะพูด ชายหนุ่มยืนดูอยู่นอกห้องด้วยความสนใจ ยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมานิดหนึ่งก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือ มากดข้อความและส่งให้เบญลี่ทันที

หลังจากเบญลี่ได้รับข้อความจากโทรศัพท์แล้ว ถามอรุณศรีที่นั่งรอสัมภาษณ์อยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงงงๆนิดๆว่า

“เมื่อครู่ มี รปภ.แจ้งว่า คุณวิ่งเก็บกระดาษอยู่ในสวน เราอยากรู้เหตุผลว่า คุณวิ่งเก็บกระดาษพวกนั้นทำไม”

กรรมการอีกสองคนหันมองเบญลี่งงๆ กับคำถามนั้น เบญลี่อ่านสายตานั้นออก ตอบด้วยสายตาทำนองว่าตนก็งงเหมือนกัน แต่อรุณศรีที่ถูกสัมภาษณ์ไม่งง เธอตอบฉะฉาน มั่นใจ ชัดถ้อยชัดคำว่า

“ฉันเสียดายค่ะ เพราะรูปพวกนั้นมันสวยมาก คนวาดคงจะตั้งใจวาดมันขึ้นมา ถึงฉันจะไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ แต่ฉันคิดว่าเขาคงไม่อยากให้มันเสียหาย”

กริชชัยที่แอบฟังอยู่ รับรู้โดยสัญชาตญาณว่า อรุณศรีตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาไร้มารยาปรุงแต่ง เขายิ่งตั้งใจฟัง

“ฉันก็แค่เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำในสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ และทำให้ดีที่สุดค่ะ”

อรุณศรีตอบยิ้มๆสบายๆ กริชชัยที่แอบดูแอบฟังอยู่พลอยยิ้มไปด้วย เบญลี่เหลือบเห็นเขาพอดีอุทานเรียก “ท่านค่ะ” อรุณศรีหันไปตามสายตาเบญลี่ แต่ไม่เห็นใคร ได้แต่นึกแปลกใจว่า “ท่านไหน?”

กริชชัยที่หลบมุมอยู่ค่อยๆ ยิ้มออกมาบางๆ...จนยิ้มเต็มหน้าอย่างถูกใจ...

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อ 10 เดือนก่อน...

ooooooo

จนวันนี้ ภาพอรุณศรีที่ยืนอยู่บนเวที พูดจาฉะฉาน มั่นใจด้วยท่าทีสง่างามและมีเสน่ห์ ก็ยิ่งทำให้กริชชัยมีความรู้สึกพอใจยิ่งขึ้น ชายหนุ่มยืนฟังเธอพูดต่อด้วยสีหน้าชื่นชม...

“และในวันนี้...ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างสำคัญของพวกเราชาว เอ็ม กรุ๊ป ก้าวที่เราภาคภูมิใจ และถือเป็นก้าวใหม่ที่จะพา เอ็ม กรุ๊ป ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง”

ระหว่างนั้น มีเจ้าหน้าที่จัดอีเวนต์เดินมาเชิญเขาเข้าประจำที่ กริชชัยพยักหน้ารับ กระชับสูทและเดินตามไปเป็นจังหวะที่อรุณศรีพูดบนเวทีด้วยน้ำเสียงแจ่มใสชัดถ้อยชัดคำว่า

“ขอเชิญทุกท่านพบกับประธานกรรมการบริหารคนใหม่ ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งอาณาจักร เอ็ม กรุ๊ป คุณกริชชัย พงษ์โภคิน”

อรุณศรีผายมือไปด้านหลังแล้วเดินเลี่ยงลงข้างเวที เสียงปรบมือดังกึกก้องขึ้น และเสียงเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซค์ก็กระหึ่มขึ้นพร้อมกับมอเตอร์ไซค์คันโตเกือบ 10 คันทยอยเคลื่อนขึ้นมาบนเวทีอย่างเท่ อลังการจนตรึงคนทั้งห้องมองกัน

ครู่เดียวรถมอเตอร์ไซค์ก็ค่อยๆ เคลื่อน คลี่ออกเผยให้เห็นกริชชัยยืนอย่างสุดเท่อยู่กลางเวที กล้องโทรทัศน์มากมาย แสงแฟลชวูบวาบ กระหน่ำถ่ายกันเต็มที่

เบญลี่ถือกล้องระดมถ่ายรูปกริชชัยทุกแง่ทุกมุมอย่างเมามัน อรุณศรีมองเบญลี่และบรรดาสาวๆที่มองกริชชัยตาแป๋วตาเป็นมันก็รับรู้ถึงความเด่นดังของเขา แม้แต่เบญลี่ก็ยังไม่ยอมหยุดแม้วินาทีเดียว เมื่อตนเดินไปสมทบและจะคุยด้วย เบญลี่พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า

“เดี๋ยวก่อนแอ๊ว นาทีนี้อย่าเพิ่งกวน พี่ขอเก็บรูปท่านประธานก่อน ส่วนเธอไว้ทีหลัง”

อรุณศรีหรือแอ๊วที่เบญลี่เรียกอย่างกันเอง ได้แต่มองแล้วส่ายหน้ากับความเห่อเจ้านายของเธอเห็นความเด่นดังของกริชชัยแล้ว อรุณศรีก็อดนึกถึงวันที่พบเขาครั้งแรกเมื่อ 10 เดือนก่อนไม่ได้

ooooooo

วันนั้น เธอเริ่มงานเป็นวันแรก อรุณศรีรู้สึกตื่นเต้นนิดๆ เบญลี่พาเธอเดินคุยไปแนะนำตัวและสถานที่ไปว่า ตนชื่อเบญลี่เป็นเลขาท่านประธาน อรุณศรี บอกว่าตนชื่อ “แอ๊วค่ะ” จากนั้นเบญลี่ก็เรียกเธอว่าแอ๊วอย่างติดปาก แนะนำว่า

“โอเค...น้องแอ๊วเป็นพนักงานคนแรกที่เข้ามาทำในตำแหน่งประชาสัมพันธ์พิเศษ เรื่องรายละเอียดการทำงานพี่จะค่อยๆบอก วันนี้วันแรก คงไม่มีอะไรมาก ไป...พี่จะพาไปที่โต๊ะ”

ขณะเดินตามเบญลี่ไปนั้น กริชชัยในชุดสูทดูขรึมเท่ เดินออกมา เขามองตามอรุณศรีไปอย่างสนใจ จนอรุณศรีรู้สึกว่ามีคนมองตนอยู่ หันขวับไปเจอกริชชัยมองอยู่จริงๆ กริชชัยมองนิ่งๆ ไม่พูดไม่จาแล้วเดินไปเสียงั้น อรุณศรีมองตามงงๆไม่เข้าใจสายตาสงบนิ่งคู่นั้น

จนมานั่งในห้องประชุมร่วมกับพนักงานอีก 3-4 คน ครู่หนึ่งเธอรู้สึกอีกแล้วว่ามีคนมองตนอยู่ พอหันขวับไปเจอกริชชัยมองอยู่จริงๆ แล้วเขาก็มองไปทางอื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อรุณศรีเริ่มผิดสังเกต เพราะถูกมองสองครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน นึกสงสัยว่าชายหนุ่มมาดนิ่งดูดีคนนี้เป็นใคร?

ต่อมา ที่หน้าออฟฟิศขณะเธอจะเดินเข้าไปก็รู้สึกมีคนมองอยู่ หันไปที่ร้านกาแฟหรูข้างออฟฟิศเห็นกริชชัยมองอยู่จริงๆ แต่พอเธอมองไปเขาก็ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อะไรกันเนี่ย...อรุณศรีเริ่มเอะใจกับการถูกแอบมองเป็นครั้งที่สาม

แล้วก็มีครั้งที่สี่อีกจนได้ ขณะที่เธอกำลังพรีเซนต์รถยนต์รุ่นใหม่อย่างตั้งใจ รู้สึกว่ามีคนมองตนอยู่ ครั้นมองขึ้นไปที่ชั้นบนก็เห็นกริชชัยยืนมองอยู่ แต่พอสบตากันเขาก็หันหน้าหนีแล้วเดินไปทางอื่น เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกตามเคย

อรุณศรีเริ่มรู้สึกไม่พอใจกับท่าทีแปลกๆ ของชายหนุ่ม

นั่นคือ เหตุการณ์หลายๆครั้งที่ทำให้อรุณศรีเริ่มสะกิดใจ กับชายหนุ่มคนนี้

ooooooo

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะเธอนั่งเขียนสคริปต์ แต่เขียนแล้วไม่ถูกใจขยำปาใส่ถังขยะ แต่ปาไม่เข้าตกเกลื่อนอยู่ข้างถัง ครั้นจะก้มลงเก็บ ปรากฏว่ากริชชัยมาเก็บใส่ถัง ไม่เพียงเท่านั้น เขายังยกถังเข้าไปวางใกล้ๆ เพื่อเธอจะปาลงถังได้แม่นๆ อรุณศรีเงยหน้ามอง

ฟึ่บ! หน้ากับหน้าใกล้กันจนเธอตกใจ แต่ที่แปลกคือแอบตื่นเต้นกับหน้าที่ใกล้จนเกือบสัมผัสกัน เธอรีบเลื่อนเก้าอี้ออกห่าง กริชชัยเห็นแล้วพยายามกลั้นยิ้ม อรุณศรีมองหน้าเหมือนจะรอฟังคำพูดจากเขา แต่แล้วก็แป่ว...เพราะเขาเพียงแค่มองหน้าอึดใจเดียวแล้วหันหลังเดินไป
อรุณศรีหมดความอดทน ลุกพรวดไปยืนขวางหน้า ถามห้วนๆว่า “คุณมีปัญหาอะไรกับฉันรึเปล่าคะ?”

“ทำไมผมต้องมีปัญหากับคุณ” น้ำเสียงเรียบจนเย็นชาของเขา ทำให้อรุณศรียิ่งไม่พอใจ ยืนยันว่าเห็นเขาแอบมองตนมานานแล้ว ถามไม่ยั้งปากว่า เขามีอะไรกับตนหรือเปล่า

กริชชัยหน้าร้อนวาบขึ้นมา ยืนอึ้ง พูดไม่ออก แต่ใจเต้น ตุ๊มต่อม...ตุ๊มต่อม...อรุณศรีได้ทีเอามือกอดอกรุกอย่างนักเลงว่า

“ถ้าคุณมีปัญหาอะไร คุยกันตรงๆ ก็ได้นะคะ

แอบมองฉันแบบนี้ ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือถ้าคุณคิดอะไรที่มัน...เอ่อ...อย่างนั้นน่ะ...ฉันขอบอกก่อนเลยนะว่าฉันมีแฟนแล้ว”

กริชชัยใจเต้นแรงพยายามคุมเสียงไม่ให้ตื่นเต้น รีบชี้แจงว่า “ขอบคุณที่บอก...และผมขอโทษถ้าทำให้คุณรู้สึกว่าโดนคุกคาม แต่ทุกอย่างที่ผมทำ....ผมทำตามหน้าที่”

“หน้าที่อะไรคะ” อรุณศรีเปลี่ยนจากกอดอกเป็นเท้าเอว ลอยหน้าพูดกวนๆว่า “อย่าบอกนะว่าคุณมีตำแหน่งเป็นกล้องวงจรปิดของบริษัท”
ทันใดนั้นเอง เบญจาเข้ามาเรียกอย่างรีบร้อน

“ท่านประธานคะ ท่านประธาน...ที่ประชุมพร้อมแล้วค่ะ เชิญท่านประธานที่ห้องประชุมได้เลยค่ะ”

อรุณศรีรู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้ามึน อึ้ง ตะลึงงัน มองหน้ากริชชัยอีกครั้งพึมพำเหมือนละเมอ “คุณ...”

“ใช่ ผมเอง กริชชัย พงษ์โภคิน ซีอีโอของที่นี่” อรุณศรีมือตกจากเอว ยืนอึ้ง มองเหวอ พูดไม่ออก “ส่วนคุณ อรุณศรี ไตรสถาพร เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์พิเศษ” กริชชัยพูดชัดถ้อยชัดคำ

“โห...เต็มยศเลย...” อรุณศรีพึมพำในลำคอ แล้วยืนหน้าซีดจ๋อยสนิท กริชชัยพูดต่อเรียบๆ แต่มีอำนาจว่า

“เดี๋ยวคุณเข้าประชุมด้วยในงานเลี้ยงเปิดตัวผม คุณมีงานสำคัญต้องทำ”

“เอ่อ...ค่ะ...” เสียงตอบรับเบาๆ ด้วยท่าทีอ่อนน้อม อิหลักอิเหลื่อ ทั้งเขิน ทั้งอาย ทั้งเสียหน้า

สั่งงานแล้วกริชชัยเดินนำไป เบญลี่รีบเดินตาม แต่หันมาลากอรุณศรีที่ยืนจ๋อยอยู่ตรงนั้นติดมือไปด้วย

จนวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปถึง 10 เดือนแล้ว แต่ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจของอรุณศรีก็ยังไม่หายไป

ooooooo

กริชชัยยืนอยู่บนโพเดียม แม้จะเห็นแค่ช่วงอกขึ้นไป เขาก็ยังดูดีมาก เมื่อเสียงดนตรีเบาลง  เขาเตรียมพูด ทุกคนในห้องพากันเงียบ

ไม่ทันที่กริชชัยจะพูดอะไร เสียงมือถือก็ดังขึ้น เสียงอยู่ใกล้ๆ เขาชะงักปรายตาไปทางต้นเสียง เป็นตำแหน่งที่  “ธีธัช” ยืนเป็นบอดี้การ์ดห้อมล้อมเขาอยู่ ธีธัชรู้ตัวยิ้มแห้งๆ รู้สึกผิดหน่อยๆ รีบกดปิด แล้วหันไปเหล่ยิ้มหลีพวกสาวๆ ที่อยู่หน้าเวทีต่อ กริชชัยพยายามสงบใจ เริ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานว่า

“ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงานในวันนี้....”

อรุณศรียืนอยู่กับเบญลี่ เธอเอนตัวมาถามเบญลี่ทั้งที่ตายังมองธีธัชอยู่ว่า โมเดลคนนี้มาจากไหน ไม่มีมารยาทเลย เอามือถือขึ้นเวทีแล้วยังเปิดไว้อีก

“คนนี้ไม่ใช่นายแบบจ้ะ แต่เป็นเพื่อนสนิทของคุณกริช” เบญลี่กระซิบบอก พออรุณศรีพึมพำว่าเพื่อนสนิท เบญลี่ก็ลากเสียงยาวว่า “มากกกกกกก ชื่อคุณธีธัช พี่เห็นหล่อดีเลยเชิญมาเป็นนายแบบกิตติมศักดิ์”

อรุณศรีมองธีธัชไม่วางตา เห็นเขายิ้มหวานหว่านเสน่ห์ให้สาวๆ หน้าเวที และที่สำคัญ ตรงหน้าเวทีมีเกย์ล่ำรสนิยมดียืนจ้องจิกธีธัชตาเป็นประกายอยู่ อรุณศรีพยักหน้าพึมพำคิดว่ากริชชัยกับธีธัชมีอะไรกันอยู่ว่า

“เห็นเนี้ยบๆ เฮี้ยบๆ ที่แท้ประธานก็แนวนี้นี่เอง...” อรุณศรียิ้มเมื่อคิดว่าตัวเองรู้จักตัวตนของกริชชัยแล้ว

ooooooo

กริชชัยยังคงยืนพูดอยู่กลางเวทีด้วยความมั่นใจ มีความเป็นผู้นำเต็มเปี่ยมต่อไปว่า

“แนวทางการทำงานของเราคือ มุ่งมั่นทำงานอย่างมืออาชีพ แต่อยู่ร่วมกันแบบครอบครัว ลูกค้าทุกคนคือเพื่อน คือญาติ พี่น้องผู้มีความรักในรถและเครื่องยนต์เหมือนพวกเรา เอ็ม กรุ๊ป คือภาพสะท้อนในทุกๆด้าน ของคนในสังคมปัจจุบัน”

ระหว่างนั้น ธีธัชที่ยังอยู่บนเวที ก็ส่งสายตาให้สาวเอ็กซ์หมวยไม่สวยนักที่มองตนอยู่ ทั้งสองส่งสายตาให้กัน แต่กริชชัยก็ยังคงพูดต่ออย่างมีสมาธิว่า

“พวกเราทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีวิต และมีรถในฝันสักคันเพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ...”

แม้จะหลีสาวอยู่แต่ธีธัชก็ฟังที่กริชชัยพูด พอกริชชัยพูดทิ้งท้าย ธีธัชก็ปรบมือนำทำตัวเป็นหน้าม้าเต็มที่ ทุกคนปรบมือตาม เสียงกรี๊ด เสียงเป่าปาก หัวเราะกันด้วยความสะใจ ถูกใจกับคำพูดของกริชชัย

อรุณศรีถือขวดแชมเปญขึ้นมายืนข้างๆ กริชชัยยิ้มนิดๆ กับบรรยากาศคึกคักฮึมเหิมในงาน

ธีธัชยังคงตั้งหน้าตั้งตาปรบมือไม่หยุด ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือของเขาสว่างวาบขึ้น ธีธัชมองหน้าจอเห็นรูปหน้าของ “วัชระ” พร้อมกับชื่อ “ไอ้วัช” เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของเขา

ooooooo

ที่ถนนสายหนึ่งที่ค่อนข้างจอแจ วัชระนั่งอยู่ในรถ กดวางโทรศัพท์บ่นอย่างหงุดหงิดว่า

“ทำไมไอ้ธีมันไม่รับสายวะ หลีหญิงชัวร์” พอมองไปบนท้องถนนก็ยิ่งหงุดหงิด “ติดอะไรเนี่ย คนยิ่งรีบๆอยู่”

ที่ข้างหน้าเขา รถสามสี่คันติดกันเป็นพืด ธีธัชเบี่ยงออกทางขวา จึงเห็นว่า มีรถสปอร์ตสีดำราคาแพงจอดอยู่ มีรถกระบะจอดเทียบ ทั้งสองคันเปิดไฟฉุกเฉิน

หญิงสาวในชุดดำรัดรูป ร่างผอมผิวขาวราวกับหยวกกล้วย ตัดผมสั้นจนดูแทบไม่ออกว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย กำลังยืนเอามือเท้าเอวด่าชายฉกรรจ์ที่เป็นคนขับรถกระบะอยู่ฉอดๆๆ ต่างเถียงกันว่าตนไม่ผิด ฝ่ายรถกระบะเถียงว่าตนไม่ผิด เพราะตนเปิดไฟขอทางแล้ว นึกว่าให้ตนเสียบเข้าได้ ตบท้ายว่า “ไม่คิดว่าจะไม่มีน้ำใจ”

“อ้าววววว พูดยังงี้ได้ไง เล่นแทรกเข้ามาแบบไม่มีมารยาท เปิดไฟระยะประชิดแบบนี้ ใครจะมองเห็น โธ่เอ๊ย... พูดออกมาได้ว่าไม่มีน้ำใจ ยังกะตัวเองดีนักนี่ ทำผิดแล้วยังจะมายืนว่าคนอื่น ขอโทษสักคำก็ไม่มี!”

วัชระเห็นท่าทางนักเลงก๋ากั่นของเธอแล้วพึมพำสยองนิดๆ ว่า “โห...ผู้หญิงหรือผู้ชายวะเนี่ย...แรง!”

วัชระมองไปเคลื่อนรถไปด้วย มองหญิงสาวเหมือนถูกสะกดไว้ไม่รู้ตัว

เธอคือ สุพรรณิการ์หรือฝ้าย สาวเท่ ก๋ากั่น เปรี้ยว ปากร้ายใจนักเลง นั่นเอง...

ooooooo

ที่ห้องจัดงานของเอ็ม กรุ๊ป กริชชัยพูดทิ้งท้ายอย่างหนักแน่น ด้วยน้ำเสียงที่มีพลังว่า

“ในฐานะประธานกรรมการบริหารของเอ็ม กรุ๊ป ผมจะพาทุกคนเดินหน้าต่อไป และเราจะเดินไปด้วยกัน...ขอบคุณครับ”

เสียงปรบมือดังกึกก้อง กริชชัยหันไปรับขวดแชมเปญจากอรุณศรี มองเธอตาเป็นประกายแวบหนึ่ง จึงเขย่าขวดและเปิดดังป๊อกกก ฟองแชมเปญพุ่งกระฉูด ดนตรีรับอย่างสนุกสนาน จากนั้น กริชชัยรินแชมเปญใส่แก้วที่วางเรียงไว้อย่างสวยงาม ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง ยาวนาน เร้าใจด้วยเสียงดนตรีกระหึ่มคึกคัก

เสียงมือถือของธีธัชดังขึ้นอีก เขาหันหลังหยิบโทรศัพท์มาดู เป็นสายจาก “ไอ้วัช” อีกแล้ว

ooooooo

วัชระยังคงเคลื่อนรถช้าๆ อย่างลุ้นว่าคู่กรณีจะลงเอยกันอย่างไร สุพรรณิการ์ยังคงพูด ฉอดๆๆว่า ทีแรกว่าจะไม่เอาเรื่องต่างคนต่างซ่อม แต่ปากแบบนี้ก็รอตำรวจแล้วกัน ประกันไม่ต้องแล้ว

วัชระค่อยๆ เบี่ยงรถเข้าเลนเดิมหักเข้าไปที่หน้ารถของสุพรรณิการ์ เพราะมัวแต่มองเธอและใจลุ้นผลการโต้เถียงกัน ทำให้รถแฉลบเข้าเฉี่ยวสะโพกเธอ เป็นเรื่องทันที! สุพรรณิการ์หันขวับราวกับงูจะฉก ร้อง “เฮ้ยยยย!”

“โครม!” เสียงชนพร้อมกับรถสะเทือน ทำให้วัชระร้องลั่น “เฮ้ยยยย!” รถเขาถูกรถคันหลังพุ่งชนเพราะเบรกไม่ทัน แต่พอเขาหันมอง รถคันนั้นก็เบี่ยงออกแล้วตะบึงหนีไปต่อหน้าต่อตาเสียแล้ว

เจอรถชนแล้วหนี วัชระไม่ทันหายมึน หันกลับมาก็เจอสุพรรณิการ์ยืนเท้าสะเอวจ้องด้วยแววตาพิฆาต นึกสยองในใจ พลันก็ได้ยินเสียงแหวมา “ขับรถประสาอะไรหา!” พริบตานั้นก็พรวดเข้าทุบหน้ารถเขาอย่างแรง จนรถกระเพื่อม จ้องหน้าวัชระราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ รถกระบะคู่กรณีฉวยโอกาสนั้นขับหนีไป

ooooooo

เมื่อคู่กรณีของสุพรรณิการ์และวัชระต่างหนีไปแล้ว ทั้งสองเลยหันมาเป็นคู่กรณีกันเอง แม้จะทะเลาะโต้เถียงกับเจ้าของรถกระบะมานานแล้ว แต่อารมณ์ของสุพรรณิการ์ก็ยังแรงมาก หลังจากทะเลาะโต้เถียงกันแล้ว สุพรรณิการ์บ่นตำรวจว่าหายไปไหนหมด สถานีก็อยู่ใกล้แค่นี้เอง มายากมาเย็น ทีที่ด่านเก็บเงินล่ะยืนกันแน่นเลย

วัชระฉุนกึกทันที หาว่าเธอมีความผิดเพราะหมิ่นประมาทเจ้าพนักงาน สุพรรณิการ์ย้อนถามว่าตนพูดความจริงผิดตรงไหน เขาเป็นตำรวจหรือถึงได้เดือดร้อนแทน

“ผมเป็นตำรวจ” วัชระแสดงตัว

“อ๋ออออ...เหรอ ดีเลย งั้นช่วยเชิญเพื่อนๆ คุณมาช่วยเคลียร์หน่อยได้ไหมคะคุณตำรวจ ฉันจะได้ไม่โดนชนบั้นท้ายฟรี แถมคู่กรณีฉันก็เผ่นแน่บไปแล้ว ช่วยบอกให้รีบมาหน่อยนะคะ เพราะฉันต้องรีบไป”

“ผมก็ต้องรีบไปเหมือนกัน และคู่กรณีที่ชนท้ายรถผมก็หนีไปแล้ว จะว่าไปคุณกับผมก็เหมือนกัน ถือว่าเจ๊า!”

สุพรรณิการ์ไม่ยอมเจ๊าด้วย เพราะตนเป็นคนเสียหายฝ่ายเดียวที่ถูกเขาชนบั้นท้าย สั่งให้เขาถอนคำพูด วัชระบ่นงึมงำว่า อะไรกันนักหนาวะ แต่ก็ยอมถอนคำพูดให้หมดเรื่องไป ทั้งยังเป็นฝ่ายรับผิดและขอรับผิดชอบเอง หยิบนามบัตรส่งให้ตัดบทว่า

“ตอนนี้แยกย้ายกันไปก่อน รถติดใหญ่แล้ว มีอะไรโทร.มา ผมไม่หนี”

แต่พอวัชระจะไป เธอเรียกไว้ พอเขาหันมาเธอถ่ายรูปเขาด้วยมือถือ และถ่ายรูปทะเบียนรถไว้ด้วย บอกว่า

“เก็บไว้เป็นหลักฐาน ถ้าฉันไปเอกซเรย์ก้นแล้วมีปัญหากระดูกแตก กระดูกเคลื่อน ฉันจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคุณ” เธอเอานามบัตรของเขาในมือชี้หน้าปราม

วัชระถึงกับอึ้งในความแรงไม่มีตกของเธอ พอสุพรรณิการ์ขับรถออกไป เขาพึมพำทึ่ง “ผู้หญิงเหรอวะเนี่ย?”

ooooooo

วัชระโทร.หาธีธัชอีก เจ้าตัวกำลังเล่นบีบีกับสาวหมวยสวยเอ็กซ์ที่ส่งสายตากันเมื่อครู่อย่างสนุกสนาน พอเห็นวัชระโทร.เข้ามา ธีธัชก็ขอตัวไปคุยกับเพื่อนก่อน แต่ไม่วายอ่อยทิ้งไว้ว่า “แล้วค่อยคุยกัน”

วัชระโทร.มาโวยใส่เพื่อนว่ามัวทำอะไรอยู่กว่าจะรับสายได้ แล้วตอนนี้อยู่ไหน เลยถูกธีธัชด่ากลับเอาว่าตัวเองมาช้าแล้วยังมาโวยใส่เพื่อนอีก แล้วนัดให้มาพบกัน บอกว่าตอนนี้กริชชัยกำลังถ่ายรูปปิดงานอยู่ เร่งให้มาไวๆด้วย

ภายในบริเวณจัดงาน กริชชัยกำลังถ่ายรูปกับผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆ อยู่ มีอรุณศรีมายืนเป็นไม้ประดับด้วย เธอยืนห่างจากกริชชัยมีคนอื่นคั่นอยู่สองสามคน เมื่อถ่ายผู้บริหารเซตแรกเสร็จ เบญลี่ก็ร้องขออย่างตื่นเต้นว่า

“คุณกริชคะ ขอรูปคู่กับแอ๊วหน่อยค่ะ จะเก็บไว้เป็นที่ระลึก” เบญลี่ทำเป็นปล่อยมุกแล้วขำคิกๆ พลางวิ่งเข้ามาจัดให้ อรุณศรีขยับเข้าใกล้กริชชัย เมื่ออรุณศรีขืนตัว กริชชัยบอกว่าขยับเข้ามาหน่อย ตนไม่ใช่คนถือตัว

“คุณไม่ถือแต่อาจจะมีบางคนไม่พอใจก็ได้นะคะ” อรุณศรีพูดปรายตายิ้มกริ่มไปทางธีธัชที่ยืนอยู่ในกลุ่มนักข่าวใช้มือถือถ่ายรูปให้กริชชัยด้วย ร้องบอกให้ท่านประธานยิ้มหน่อย เบญลี่ก็บอกให้ยิ้มหน่อย

อรุณศรียิ้มสดใสในขณะที่กริชชัยก็ยิ้มนิดๆแต่พอเท่ เบญลี่ถ่ายรัวไปหลายรูป ส่วนธีธัชเลือกถ่ายเป็นบางท่า โดยเฉพาะตอนที่กริชชัยแอบมองอรุณศรีแล้วยิ้มที่มุมปากแบบปลื้มเอามากๆ ธีธัชถ่ายรูปไว้แล้วมองเพื่อนรักอึ้งๆ พึมพำเบาๆ

“เฮ้ย...ไอ้กริช...”

“มันชอบผู้หยิงคนนี้ชัวร์” เสียงวัชระแทรกขึ้น ทำเอาธีธัชตกใจถามว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่

ooooooo

งานเลิกแล้ว สามหนุ่มอันได้แก่ กริชชัย ผู้เงียบขรึม มาดนักธุรกิจที่ดูดีมีสง่า ร้อยตำรวจเอกวัชระ ตำรวจหนุ่มเลือดร้อน ปากร้ายใจนักเลง และธีธัช หนุ่มเจ้าเสน่ห์ หล่อ ปากหวาน คุยสนุกแต่มีความหยิ่งทะนงในความหล่อของตัวเอง สามหนุ่มสามสไตล์ไปนั่งคุยกันสบายๆ ที่มุมหนึ่งในโรงแรม

ธีธัชกับวัชระช่วยกันอำกริชชัยว่า ชอบอรุณศรี เพราะเขาไม่เคยมองผู้หญิงคนไหนด้วยสายตาแบบนี้ ธีธัชยังเอาหลักฐานที่ตนถ่ายไว้มายืนยัน จนกริชชัยเถียงไม่ออก เพื่อนๆ เลยตีขลุมถามว่านานแล้วรึยัง

“ก็...ตั้งแต่เขาเริ่มเข้ามาทำงาน” กริชชัยยอมรับเขินๆพอเพื่อนซักว่านานแค่ไหน เขาบอกว่า “ก็...เกือบปี”

“โหยยยยย...” เพื่อนรักทั้งสองร้องพร้อมกัน วัชระถามว่าแล้วทำอะไรบ้างรึยัง พอกริชชัยส่ายหน้า เพื่อนเลยร้องอีก “โหยยยย...” หนึ่ง วัชระยุว่า จะรออะไร จีบเลย

“ไม่ได้...ฉันจีบเขาไม่ได้” กริชชัยเสียงอ่อยๆ ทั้งสองถามว่าทำไม กริชชัยได้แต่นั่งอึดอัดใจ ไม่รู้จะบอกเพื่อนยังไงดี

ooooooo

เวลาเดียวกัน อรุณศรีกำลังไปนั่งที่ร้านอาหารเกาหลีกับปรานต์ที่คบหากันมาสามสี่ปีแล้ว ปรานต์เป็นหนุ่มหน้าตาดี แต่อารมณ์ร้อน และที่สำคัญคือเขาทำได้ทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง

เมื่อสั่งอาหารมาแล้ว เขากลับเลื่อนกิมจิถ้วยโตมาให้อรุณศรี อ้างว่าเธอกำลังลดความอ้วน ส่วนเนื้อ หมูสไลด์อย่างดีเอาไว้หน้าตัวเอง ปากหวานว่า

“แอ๊วลดความอ้วนอยู่ไม่ใช่เหรอนี่ก็ดึกแล้ว กินผักนั่นแหละดีแล้ว กิมจิร้านนี้อร่อยนะ รับรองแอ๊วต้องชอบ”

อรุณศรีเคยชินกับความปากหวานของเขา ฟังมาจนเบื่อแล้ว บอกว่ารับรองแบบนี้ทั้งปี แล้วจิ้มกิมจิกินเซ็งๆ

ระหว่างนั้น ปรานต์ยังปรารภว่าไม่อยากให้เธอทำงานนี้ เป็นพริตตี้แบบเก่าก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องตอกบัตรไม่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็ง กลับดึก แต่อรุณศรีต้องการทำงานประจำที่มั่นคงมีเงินเดือนตายตัวไม่ต้องคอยลุ้น

ปรานต์คุยโวตามเคยว่า ถ้าตนรวยเมื่อไรจะไม่ให้เธอทำงาน ตนจะเลี้ยงเองขอเวลาหน่อย ฐานะมั่นคงเมื่อไหร่จะไปขอเธอกับพี่โอบบุญพี่ชายเธอทันที

อรุณศรีเลยแกล้งถามว่าเราคบกันมากี่ปีแล้ว พอปรานต์บอกว่าสามสี่ปี เธอถามอีกว่าแล้วปรานต์พูดแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว เขาบอกว่าก็ต้องการพูดย้ำเพื่อให้เธอมั่นใจว่าตนไม่ลืมเท่านั้นเอง

“แต่ก็ไม่เคยทำได้...” อรุณศรีพูดเบาๆ พอปรานต์ถามว่าพูดอะไร เธอตัดบทว่ารีบกินเถอะ ถ้าไม่รีบกินตนจะแย่งกิน ปรานต์ร้องเสียงหลงว่าไม่ได้ มีแต่หนังมีแต่มัน ให้เธอกินผักไปน่ะดีแล้ว ส่วนพวกนี้ตนจัดการเอง ว่าแล้วก็คีบ เนื้อย่างกินอย่างมีความสุข ส่วนอรุณศรีก็จิ้มกิมจิกินไปเซ็งๆ

ooooooo

สามหนุ่ม ยังนั่งดื่มนั่งคุยกันประสาชายหนุ่มที่เดิม ทั้งวัชระและธีธัชต่างลุ้นให้กริชชัยจีบอรุณศรี เมื่อเขาบอกว่าเธอมีแฟนแล้ว ธีธัชบอกว่าอาจจะไม่จริงก็ได้ อาจเป็นเพียงการเช็กเรตติ้งสร้างกระแสก็ได้

“ถูก! เพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดมาก จีบเลย” วัชระยุ ส่วนธีธัชก็สั่งลุยอย่างเดียวไม่ต้องรอ

“นี่ๆแกสองคนพอเลย ไม่ต้องมายุ เรื่องของฉัน ฉันจัดการเอง แกสองคนเอาตัวเองให้รอดก่อนเหอะ อีกคนก็คั่วคนโน้นทีคนนี้ที ไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน ส่วนอีกคนก็กลัวแฟน!”

วัชระกินปูนร้อนท้องถามว่าใครกลัวแฟน ไม่ทันที่กริชชัยจะพูดอะไร มือถือของวัชระก็ดังขึ้น เขายกดูปรากฏชื่อ “เนตรนภัส” ตามด้วย “ที่รัก” วัชระรีบกดปิดเสียงแล้วคว่ำโทรศัพท์ลง พูดแก้เกี้ยวกับเพื่อนๆ ว่า “ไม่รับ ไม่อยากคุย”

“โหยยยยย...” กริชชัยกับธีธัชร้องพร้อมกัน แล้วธีธัชก็พูดหยอกเพื่อนรักว่า

“ใครบอกไอ้วัชกลัวแฟน ดูซะก่อน เข้มมากๆ!”

ทั้งกริชชัยและธีธัชหัวเราะกันเอิ้กๆ วัชระทำเป็นหยิบแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบด้วยมาดเข้ม ทั้งๆที่ใจหวั่นๆกับการบังอาจไม่รับสายเนตรนภัส แอบถามว่าเองว่า...จะโดนบ่นไหมวะเนี่ย?

ooooooo

เนตรนภัสหรือแหนม กดวางสายด้วยความหงุดหงิด จิกตาใส่โทรศัพท์ พูดเสียงลอดไรฟันว่า

“วัช ทำไมไม่รับสาย เจอสักร้อยมิสคอลดูสิจะรับหรือเปล่า” ว่าแล้วก็ระดมกดไม่ยั้ง

ใกล้ๆนั้น นรีวรรณ ผู้เป็นน้องสาว นั่งกดบีบีอยู่ทำเหมือนไม่สนใจ แต่ที่แท้เงี่ยหูฟังและสังเกตอารมณ์ของพี่สาวตลอดเวลา ส่วนสีรุ้งผู้เป็นแม่ เดินเข้ามาเห็นเนตรนภัสในชุดจะออกไปข้างนอกก็ถามว่า

“แหนม จะออกไปไหนลูก”

เนตรนภัสบอกว่าจะไปกับวัชระ นรีวรรณกดบีบีไปพูดไปว่า ยังติดต่อผู้ชายไม่ได้แน่ใจหรือว่าจะได้ไป ถูกพี่สาวหันมาพูดเสียงเขียวใส่ว่า

“นุ้ย พี่ไม่ได้ถาม ไม่ต้องออกความเห็น เอาหัวจุ่มไว้ในบีบีนั่นแหละ ไม่ต้องเงยหน้ามายุ่งเรื่องคนอื่น”

นรีวรรณไม่หยุดพูด เปรยๆว่า ตามจิกผู้ชายมากๆระวังจะถูกทิ้ง พอเนตรนภัสหันตวาดน้อง สีรุ้งรีบห้ามว่า

“พอแล้ว พี่น้องกันแท้ๆจะมาทะเลาะกันทำไม แหนมใจเย็นสิลูก”

เนตรนภัสไม่ยอม หาว่าน้องแช่งให้วัชระทิ้งตน นรีวรรณโต้ว่าตนพูดความจริงด้วยความเป็นห่วง

สองพี่น้องโต้เถียงกันไปมา เนตรนภัสตัดบทว่าเรื่องของตนกับวัชระไม่ต้องห่วง วัชระไม่มีทางทิ้งตน เพราะเราสองคนรักกัน ไม่ใช่แบบธรรมดาแต่รักกันมาก นรีวรรณไม่ยอมเลิกเถียงกันจนถูกพี่สาวขู่ว่าขืนพูดมากโดนแน่ นรีวรรณเลยเลี่ยงไปดีกว่า

พอเลิกเถียงกับน้อง เนตรนภัสก็หันมาจิกวัชระบ่นว่าไม่รับแล้วยังไม่โทร.กลับอีก สีรุ้งติงลูกว่าดึกแล้วอย่าออกไปไหนเลย ไว้เจอกันพรุ่งนี้ก็ได้

“ไม่ได้ค่ะแม่ แหนมอยากเจอวันนี้ แหนมก็ต้องได้เจอวันนี้ และเดี๋ยวนี้!”

“นี่มันเป็นความผิดของฉันใช่ไหมที่ตามใจลูกจนเป็นแบบนี้...” สีรุ้งรำพึงอย่างรู้สึกผิดด้วยความเหนื่อยใจ...

ooooooo

สามหนุ่มเนื้อทอง

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด