ตอนที่ 4
เช้านี้ ตุ๊ไปที่ร้านขายของชำเพื่อบอกทองประศรีว่าอาทิจจะลงกล้าผักแล้ว แต่แปลกใจที่ทองประศรี
ไม่กระตือรือร้นเหมือนเคย จัดของไปถามไปว่าร้อนหรือเปล่า คนเยอะไหม ถ้าคุณย่าอยู่ล่ะจะว่ายังไง
ตุ๊ติงว่าถามเหมือนไม่อยากไป ทองประศรีบ่นกระปอดกระแปดว่ามันเสียอารมณ์ที่ไปหลายทีแล้วไม่เจอ
ทองประสานกับทองประสมน้องสาวสองคนยุ
พี่สาวว่ายรรยงก็ไม่เลว ทองประศรีร้องยี้ว่าเป็นแค่สิบตำรวจโท
ระหว่างนั้น ทองใบก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาขอซื้อมีดโกนหนวด พูดเป็นนัย ตาเป็นประกายว่า มีคนบอกว่าโดนแล้วมันจั๊กจี้ ทองประศรีฟังแล้วเขิน แต่พอหยิบมีดโกนหนวดให้ ทองใบส่งเงินพร้อมกับจดหมายน้อยนัด “ที่เก่าเวลาเดิม” ทองประศรีอ่านแล้วยิ่งสะเทิ้นเขินอาย
ตุ๊นั่งกินกล้วยนํ้าว้าอยู่ที่โต๊ะเห็นอาการของทั้งคู่แล้วฟันธงว่า “ไม่ธรรมดา...อะอ๊า...ไม่ธรรมดา”
ooooooo
เย็นนี้เอง เมื่อคุณย่าไปนั่งที่โต๊ะอาหารแล้วถามดรุณีว่าอาทิจยังไม่มาอีกหรือ เธอได้โอกาสทำเป็น พูดว่า ต๊อดมาบอกแล้วว่าเย็นนี้อาทิจไม่มากิน เพราะจะกินกับคนงานและมีเหล้าด้วย ซํ้าเป็นเหล้าเถื่อนต้มกันเองอีกต่างหาก
เป็นเรื่องทันที คุณย่าบ่นว่าทำไมทำอย่างนั้น ตนเคยห้ามแล้ว ต๊อดไม่บอกอาทิจเลยรึไง น้าแก้วติงว่าคนอย่างอาทิจไม่น่าจะกล้าทำ ดูไม่น่าจะเป็นคนดื่มด้วย
“น้าแก้วน่ะมองคนในแง่ดีเกินไป คนที่ดีเว่อร์อย่างนายอาทิจนี่ล่ะ ที่มักจะซ่อนความร้ายกาจที่เรานึกไม่ถึงไว้ข้างในเชื่อหนูสิ” ดรุณีเป่าหู ทันใดนั้น มีเสียงคนเมาร้องเพลงและคุยกันขโมงโฉงเฉงแว่วมา ดรุณียุทันทีว่า “นั่นไงคะ ปาร์ตี้เหล้าเถื่อนเริ่มขึ้นแล้วน่ะค่ะ”
“ไปดูหน่อยสิ” คุณย่าวางช้อนทั้งที่ยังไม่ทันได้กินเลย ดรุณีรีบลุกตามไปอย่างสะใจ
ooooooo
ไปถึงลานนั่งเล่นบ้านพักอาทิจ เห็นต๊อดกำลังยกแก้วขึ้นเชิญชวนทุกคนดื่มท่าทางเมาแอ๋ทีเดียว
คุณย่าเข้าไปถามเสียงเข้มว่าทำอะไรกัน อาทิจรีบวางแก้ว ยกมือไหว้ขอโทษคุณย่าที่พวกตนเสียงดังไปหน่อย
คุณย่าไม่สนใจคาดคั้นว่า อยากรู้ว่าที่ดื่มกันอยู่นี้ มันอะไร ดรุณีแทรกขึ้นทันทีว่า จะเป็นอะไรได้ถ้าไม่ใช่เหล้า แล้วก็เป็นเหล้าเถื่อนด้วย พลางชี้ไปที่เตา หม้อ ที่ยังวางอยู่เป็นหลักฐานครบครัน
แค่เห็นท่าทางไม่พอใจของคุณย่า ทุกคนก็พากันเกร็ง ใจคอไม่ดีแล้ว ต่างอึกอัก ดรุณียิ่งมั่นใจว่าจับได้คาหนังคาเขาแน่แล้ว จนกระทั่งอึ่งบอกว่าพวกตนไม่ได้เมา และที่กินนี่ก็ไม่ใช่เหล้า เกร็งจึงชี้แจงว่า
พวกตนเมาดิบประชดอาทิจที่บอกว่าจะต้มเหล้าให้ดื่ม แต่พอเอาเข้าจริงกลับต้มนํ้ามะตูมกับนํ้าเปล่า ส่วนเตากับหม้อนั่นก็เตรียมไว้ต้มปลาที่ช่วยกันไปหามา
ดรุณีถึงกับใบ้กินสนิท ส่วนคุณย่าบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป บ่นดรุณีว่าไปได้ยินจากใครมาหรือคิดเองเออเอง แล้วคุณย่าก็ชะงักกับกลิ่นหอมที่โชยมา พันบอกว่ากลิ่นปลาเผา คุณย่าบ่นๆว่าเมื่อกี้รีบมาเลยยังไม่ทันได้กินข้าว ชวนดรุณีกินด้วยกันเสียที่นี่เลย ดรุณีบอกว่าตนไม่หิวแล้วทำท่าจะกลับ
“คุณณีรังเกียจพวกเราเหรอครับ พวกเรากลับก็ได้นะครับ คุณณีจะได้กินข้าวกับคนในครอบครัว ไปพวกเรา” ต๊อดลุกขึ้น
“ฉันไม่เคยเห็นพวกเราเป็นคนอื่น เราทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน” ดรุณีหันกลับมา
“งั้นก็กินข้าวด้วยกันสิครับ” อาทิจชวนยิ้มจริงใจ แต่มีเหน็บนิดๆในนํ้าเสียง ดรุณีเลยมาร่วมวง
ดรุณีนั่งข้างๆคุณย่า แกะปลาเผากินอย่างเอร็ดอร่อยกว่าใครเพื่อน ส่วนพวกหนุ่มๆก็เคาะจานร้องเพลงแบบเมาดิบกันอย่างครื้นเครง
ครู่หนึ่ง คุณย่าอยากฟังเสียงแคนขึ้นมา บอกว่าวันก่อนได้ยินต๊อดเป่าเพราะดี ดรุณีก็ยุให้เป่าบอกว่าไม่เคยคิดว่าต๊อดจะเป่าได้ เพราะอย่างนั้น ต๊อดทำหน้าปุเลี่ยนๆ บอกว่าที่ว่าเพราะนั้นตนไม่ได้เป่าหรอก ชี้ไปทางอาทิจบอกว่า
“ฝีมือนายครับไม่ใช่ผม...เอ้าโชว์เลยนาย จัดเต็มซวดๆเด้อ”
อาทิจรับแคนไปเป่าสบายๆ ทำเอาทุกคนเคลิ้มกับเสียงแคนอันไพเราะ ดรุณีเองหลังจากหน้าแตกเพราะชมผิดคนแล้วก็นั่งเท้าคางฟังเพลิน แต่พอเห็นอาทิจเหลือบมาก็รีบยืดตัวตรง นั่งคอแข็งทำเหมือนไม่ได้สนใจฟังสักนิด
ooooooo
ทองประศรีไประเริงกับทองใบ “ที่เก่าเวลาเดิม” กลับมาอย่างอิ่มเอมใจเพราะทองใบบอกว่า กลับไปคราวนี้จะให้เจ้าพ่อกับเจ้าแม่มาสู่ขอ ทองประศรีตื่นเต้นดีใจมาก ไม่คิดไม่ฝันว่าตัวเองจะมีวาสนาได้เป็นสะใภ้เจ้า
กลับมาถึงบ้านถูกคำมาตวาดแว้ดว่าไปไหนมา ทองประศรีชะงักไปนิดหนึ่งแล้วปดหน้าตาเฉยว่าไปหาอาทิจมา สิงห์ทองถามว่าอาทิจไหน ทองประสานตอบแทนพี่สาวว่า
“ก็หลานคุณย่าแดง เจ้าของสวนแถวนี้ไงพ่อ พี่ศรีเขาเล็งไว้กะทำผัว”
สิงห์ทองเสียงอ่อนลงทันที บอกว่าค่อยยังชั่ว มีผัวทั้งทีก็ต้องหาที่มันรวยๆเข้าไว้ ฝ่ายคำมาก็ผสมโรงว่า อย่าเอาไอ้พวกที่ไม่มีหลักแหล่งอย่างพ่อค้าเร่ขายยาถ่ายนั่นเชียว
ทองประศรีอวดว่าทองใบเป็นเจ้าของกิจการ มีชาติตระกูล พ่อแม่อาจจะเป็นเจ้าก็ได้ คำมาขำกลิ้งถามว่าเจ้าพ่อเจ้าแม่เข้าทรงหรือ ถ้ารวยขนาดนั้นมาเร่ขายของทำไม ทองประศรีโต้ว่าแบบในละครที่พระเอกเป็นเศรษฐีพันล้านแต่ปลอมตัวออกมาหารักแท้ไง
“อีบ้า...เรื่องแบบนี้มันมีแต่ในนิยายเท่านั้นเว้ย” คำมาด่า
“ข้าว่า...จับคุณอาทิจให้อยู่หมัดยังจะง่ายกว่าหาพระเอกในนิยายเน่าๆแบบนั้นนะ” สิงห์ทองแนะ
ทองประศรีสะกดกลั้นเต็มที่ทั้งที่อยากจะตะโกนให้ทุกคนรู้ว่า “ผัวฉันเป็นเจ้า!!”
ooooooo
เช้านี้ ดรุณีถูกคุณย่าใช้ให้ไปตามอาทิจมาพบ ไปถึงเห็นเขากำลังถือสายยางรดนํ้าผักเพลิน เรียกอย่างไรก็ไม่ได้ยินเลยเข้าไปตีเพียะ! อาทิจสะดุ้งหันสายยางใส่ เลยกลายเป็นฉีดนํ้าใส่ดรุณีเปียกม่อลอกม่อแลก
ดรุณีโกรธจนแทบจะเข้าไปขยํ้าคอเขา อาทิจรีบขอโทษ บอกเสียงอ่อยว่าคุณย่ามีธุระกับตนหรือ เดี๋ยวจะตามไป เห็นดรุณีทำท่าจะเดินกลับเลยหันไปรดนํ้าอีกแปลง ดรุณีอาศัยทีเผลอวกกลับมาแย่งสายยางฉีด ใส่เขาจนเปียกปอน
อาทิจสั่งให้ไปปิดนํ้า ดรุณีสวนไปอย่างถือดีว่าไม่ปิด โต้เถียงกันไม่ถึงอึดใจก็เล่นสงครามฉีดนํ้าใส่กันอีก ฉีดใส่กันจนดินแฉะลื่นล้มไปด้วยกันหน้าดรุณีเกือบชนหน้าอาทิจ เลยต่างมองกันอึ้ง พอรู้สึกตัวต่างก็อายรีบผละออกมา เห็นนํ้าในสายยางพุ่งกระฉูดสะบัดอย่างไร้ทิศทาง ก็ตกใจรีบลุกจะไปปิดนํ้า ลื่นล้มคลุกคลานกันเลอะเทอะไปหมด
อาทิจเอาผ้าขนหนูผืนเล็กมาจะเช็ดหน้าเช็ดผมให้ เขาดูแลเหมือนทำกับน้องๆที่บ้าน ทำเอาดรุณีเขินรีบดึงผ้าขนหนูไปทำเอง อาทิจยังดูอย่างเป็นห่วงเห็นมดไต่ที่ผมก็ช่วยหยิบออกให้ ท่าทางเขาเป็นธรรมชาติอบอุ่น แต่ดรุณีกลับเขินจนทำตัวไม่ถูกเลยจะกลับ
อาทิจพูดตามหลังว่า “เด็ก” เธอหันขวับมาแหวใส่ ว่าบอกกี่ครั้งแล้วว่าตนไม่ใช่เด็ก เขาเลยอบรมว่าถ้า ไม่ใช่เด็กก็ต้องรู้จักขอบคุณคนที่ช่วยเหลือ เธอเลยกระชากเสียง “ขอบใจ”
“นอกจากขอบใจเป็นแล้ว คนที่มีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่ ต้องรู้จักตอบแทนคนที่ช่วยเหลือเราด้วย เช่น ให้นั่งจักรยานไปด้วยอะไรแบบเนี้ย”
ดรุณีกลั้นใจบอกว่า “นายถีบฉันนั่ง แล้วทีหลังก็ไม่ต้องมาทำอะไรให้เป็นบุญคุณกันอีก” พูดแล้วค้อนควับ ปาผ้าขนหนูคืนแล้วสะบัดหน้าไป อาทิจเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ เขาปะทะคารมกับดรุณีจนรู้สึกว่าวันไหนไม่ได้ปะทะกันเหมือนชีวิตขาดอะไรไปสักอย่าง
ooooooo
ดรุณีซ้อนท้ายจักรยานที่อาทิจขี่กลับมาถึงบ้าน ทั้งคุณย่าและน้าแก้วมองอย่างแปลกใจ คุณย่าถามว่าไปคลุกขี้โคลนที่ไหนกันมา ดรุณีโบ้ยให้ถามอาทิจ อาทิจเล่าเลี่ยงๆ ดรุณีทนไม่ได้เลยเล่าฉอดๆ โทษว่าอาทิจแกล้งตน พอถูกคุณย่าดักคอว่าตัวเองไม่ได้ตอบโต้เลยใช่ไหม เลยพูดไม่ออก
เมื่อไล่ให้ไปอาบน้ำกัน คุณย่าเอาชุดของคุณปู่ไปให้อาทิจเปลี่ยน พอดรุณีมาเห็นก็อ้อนว่าตนก็อยากใส่ชุดของคุณย่าบ้าง คุณย่าเลยไปเอามาให้ใส่
อาทิจในชุดเสื้อม่อฮ่อมกางเกงเลเดินมาหาคุณย่า ทั้งคุณย่าและน้าแก้วมองตะลึงอึ้งเพราะเขาเหมือนคุณปู่เหลือเกิน คุณย่าเอาจดหมายจากทางบ้านให้อาทิจ เขาอยากเปิดอ่านตอนนั้นใจแทบขาด แต่ก็ยับยั้งชั่งใจเอาใส่กระเป๋าและไปเก็บส้มตามคำชวนของคุณย่า
พอต๊อด อึ่ง และพันเห็นอาทิจกับดรุณีก็พากันอุทานว่า ดรุณีสวยน่ารัก อาทิจก็หล่อตะพึดตะพือ เกร็งเข้ามาทักว่า
“เห็นคุณหนูกับคุณอาทิจใส่ชุดนี้แล้วเหมือนย้อนเวลากลับไปเห็นคุณปู่กับคุณย่าทำงานด้วยกันเมื่อตอนลุงยังเด็ก...เหมือนมาก”
อาทิจอาศัยเวลาพักกลางวันหามุมสงบไปนั่งอ่านจดหมายจากทางบ้าน ดรุณีพูดเหน็บกับน้าแก้วว่า คงเป็นจดหมายแฟนถึงต้องหลบไปอ่าน เพราะกลัวคุณย่ารู้ แล้วบรรยายข้อเสียของการมีแฟนว่า
“การมีแฟนทำให้ไม่มีสมาธิ สะเพร่า เลินเล่อ สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะมัวฝันถึงแฟน”
พอน้าแก้วบอกว่า นั่นเป็นจดหมายจากทางบ้านไม่ใช่แฟน เพราะตอนคุณย่าเอาให้ตนอยู่ด้วย ดรุณีเลยจ๋อยไป
ooooooo
อาทิจอ่านจดหมายของพ่อกับแม่อย่างมีความสุข มีกำลังใจที่จะทำให้ความฝันของตนและความหวังของพ่อแม่เป็นจริง ยิ่งเมื่อได้อ่านที่น้องๆแต่ละคนเขียนต่อท้ายจดหมายของพ่อกับแม่ อาทิจก็แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เขาอยากจะบอกกับทุกคนเหลือเกินว่า ทุกตัวอักษรนั้นมีความหมายต่อเขามากมายเพียงใด
บ่ายจัด คุณย่านอนพักผ่อนให้น้าแก้วกับจิ๋วแจ๋วนวดให้ที่บ้าน จิ๋วแจ๋วบอกว่า เย็นนี้อาทิจจะเอาผักลงปลูกที่แปลง ตนขออนุญาตคุณย่าไปช่วยอาทิจได้ไหม น้าแก้วบอกว่าไม่ต้องขอหรอก เพราะทุกคนต้องไปช่วยอาทิจอยู่แล้ว
ดรุณีสวนขึ้นทันควันว่าตนไม่ไป เพราะต้องดูหนังสือเตรียมสอบและดูแลคุณย่า เพราะคุณย่าปวดเนื้อปวดตัวไม่ค่อยสบาย เธอพูดไม่ทันขาดคำ อาทิจก็คลานเข้ามาหาคุณย่า ขอให้ไปลงผักต้นแรกเพื่อเป็นสิริมงคลด้วย
ดรุณีกันท่าทุกทางเพื่อไม่ให้คุณย่าไป จนคุณย่าขัดขึ้นว่า ให้อาทิจไปทำงานต่อเถอะ แล้วย่าจะไป ดรุณีงอนตุปัดตุป่องหาว่าคุณย่าไม่เห็นความหวังดีของตน คุณย่าเลยบอกว่า ถ้าอยากอ่านหนังสือย่าก็ไม่ว่า ย่าไปกับน้าแก้วกับจิ๋วแจ๋วเองก็ได้
“เชิญคุณณีอ่านหนังสือตามสบายนะคะ” น้าแก้วย้ำ ดรุณีเลยยิ่งกระฟัดกระเฟียดที่ไม่มีใครเข้าข้างตนเลยสักคน
ตกเย็น คุณย่าไปปลูกผักต้นแรกลงในแปลงให้อาทิจเพื่อเป็นสิริมงคล คำอวยพรของคุณย่าลึกซึ้งกินใจจนทุกคนน้ำตาคลอ โดยเฉพาะอาทิจถึงกับก้มกราบแทบเท้าคุณย่าเมื่อได้รับพรว่า
“...ย่าขอให้พ่อเป็นดั่งเมล็ดพันธุ์ของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ว่าจะไปตกอยู่ที่ใด ก็มีแต่นำพาความอุดมสมบูรณ์ ความงดงามไปสู่ที่นั่น นะพ่อนะ”
คุณย่ากอดอาทิจไว้แน่น บอกว่า “นับแต่นี้ไป พ่ออาทิจคือเกษตรกรเต็มตัวแล้วนะ”
อาทิจรับคำด้วยความภาคภูมิใจ จากนั้น ทุกคนกรูกันไปหยิบผักที่เพาะในตะแกรงแยกย้ายกันไปปลูก มีแต่ดรุณีเท่านั้นที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ถือว่าตนมาดูแลคุณย่าไม่ได้มาช่วยปลูกผัก แต่ดูไปดูมาก็อดไม่ได้เมื่อเห็น
ต๊อดจับผักแรง อึ่งปลูกจนชิดกันเกินไป และพันก็ปลูกไม่เป็นแถวเป็นแนว ขัดใจนักเลยลงมือปลูกเสียเอง
คุณย่าเห็นอาทิจกับดรุณีทำตัวเหมือนขมิ้นกับปูนเจอกันทีไรได้เรื่องทุกที คืนนี้ ปรารภกับน้าแก้วว่า สองคนนี้จะปรองดองกันได้ไหม บอกน้าแก้วว่า
“ฉันเองก็ไม่รู้จะฝากผีฝากไข้กับใคร นอกจากสองคนนี้ แต่มันก็ทะเลาะกันเสียจริง”
น้าแก้วคาดว่าเพราะดรุณีขี้งอนขี้น้อยใจ ตัวเองเคยเป็นหนึ่งของคุณย่า พออาทิจมาก็เลยอิจฉากลัวคุณย่าจะรักอาทิจมากกว่า อีกทั้งอาทิจเป็นคนอัธยาศัยดีไม่ถือตัว ใครๆก็เทใจให้ ดรุณีก็เลยยิ่งระแวง แต่ก็เชื่อว่าอาทิจจะพิสูจน์ความตั้งใจของเขาให้ดรุณีเห็นจนได้ ขนาดน้องผู้หญิงหลายคนเขายังเอาอยู่ นับประสาอะไรกับดรุณีแค่คนเดียว
“มันจะไม่ง่ายก็เพราะความดื้อรั้นของแม่ณีนี่แหละ” คุณย่าอดกังวลไม่ได้
อาทิจอาศัยช่วงเวลากลางคืนตอบจดหมายของพ่อ แม่ และน้องๆ เขาบรรยายความสุขในการทำงานของตนที่ได้รับกำลังใจและการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากคุณย่า ให้สัญญากับทุกคนที่บ้านว่า
“...ผมจะตั้งใจ จะอดทนเพื่อพวกเราทุกคน ฝากความคิดถึงน้องๆทุกคนด้วยนะครับ บอกพวกเขาด้วยว่า พี่อาทิจรักพวกเขาเหลือเกิน...รักและคิดถึงคุณพ่อคุณแม่เสมอ...อาทิจ”
ส่วนดรุณีก็อ่านหนังสืออย่างหนักมุ่งมั่นที่จะเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ จะไม่ทำให้คุณย่าผิดหวัง แต่คุณย่ากลับบอกว่า ท่านไม่ตึงเครียดกับเรื่องเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ ขอแต่ให้เธอทุ่มเทและทำให้ดีที่สุด ถ้าสอบไม่ได้ก็คือไม่ได้ เพราะความรู้ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม พูดจากประสบการณ์ของตัวเองว่า
“เราสามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา เรียนรู้จากการได้เห็นของจริง ได้สัมผัส ได้ลงมือทำ ได้พูดคุยกับคนที่ทำเป็นจริงๆ ซึ่งนั่นสำคัญกว่าการเรียนในห้องสี่เหลี่ยมมากมายนัก”
ดรุณีโผเข้ากอดคุณย่าไว้ด้วยความซาบซึ้งใจในความรัก ความเมตตาที่ได้รับจากคุณย่าอย่างมากมายเสมอมา
ooooooo
ทองประศรีฝันเฟื่องที่จะได้เป็นสะใภ้เจ้า แต่รอแล้วรอเล่าทองใบก็ไม่มาสู่ขอเสียที เลยรวบรัดให้ทองใบมาทาบทามกับพ่อแม่ก่อนก็ได้ ทองใบอ้างว่าตนมาในสภาพพ่อค้าเร่แบบนี้ ขืนไปพูดกับพ่อแม่มีหวังถูกฆ่าตายก่อน
ทองใบใช้ความกะล่อนกล่อมทองประศรีหลอกกินฟรีไปเรื่อยๆ
ส่วนตุ๊ที่เอาอาทิจมาล่อทองประศรีหลอกเซ็นของไปมากมายแล้ว แต่มาวันนี้ทองประศรีไม่แยแส จนตุ๊แปลกใจ เชื่อว่าทองประศรีต้องมีคนใหม่แล้วแน่ๆ ที่กะจะเอาอาทิจมาอ่อยขอเซ็นน้ำมันเซ็นไข่ไปกินเลยอด
ooooooo
วิไลลักษณ์ยังหมายที่จะได้สมบัติจากคุณย่า นอกจากพาลูกๆมาใกล้ชิดทำเป็นขยันขันแข็งเอาใจคุณย่า และตัวเองก็มาอ้อนคุณย่าว่าจะออกงานสังคมใหญ่ เอ่ยปากขอยืมเครื่องเพชรชุดใหญ่ใส่ไปงานเพื่อให้สมศักดิ์ศรี คุณย่าบอกว่าชุดใหญ่ไม่มีก็ขอชุดเล็ก คุณย่าบอกว่าชุดเล็กก็ไม่มี แต่จะเอาหีบสมบัติล้ำค่ามาให้ดู
สามแม่ลูกตาโตพากันชะโงกเข้าไปดูหีบสมบัติที่คุณย่าเปิด ปรากฏว่ามีแต่หนังสือเกี่ยวกับการเกษตรที่คุณย่าบอกว่าเก็บสะสมมาตั้งแต่คุณย่ายังสาว บอกว่าจะยืมไปอ่านก็ไม่หวง แต่อ่านเสร็จแล้วต้องเอามาคืน ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจเลย
วิยะดาที่ทำเป็นสนใจการเพาะปลูกก็เพียงเพื่อจะได้ใกล้ชิดฉอเลาะอาทิจเท่านั้น เวทางค์ก็กล้ำกลืนกับการใช้แรงงานแค่รดน้ำผักแปลงเล็กๆก็บ่นว่าทำไมไม่ติดสปริงเกิลหรือทำฝนเทียม ใช้สายยางรดแบบนี้โลว์เทคมาก
แล้วทั้งคู่ก็ถอดใจเมื่ออาทิจจะพาไปดูการทำปุ๋ยชีวภาพ แค่พูดถึงทั้งสองก็แทบจะอ้วกแล้ว สุดท้ายอาทิจเลยต้องไปคนเดียว
ระหว่างทางนี่เอง เขาได้เห็นสวนกล้วยที่เขียวชอุ่มร่มรื่น มีเครือกล้วยห้อยสวยงาม อาทิจก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาทันที
พอกลับมา เขาเสนอคุณย่าว่าอยากทำสวนกล้วย เพราะกล้วยใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้น คุณย่าเห็นด้วยเพราะตัวเองก็ชอบกินกล้วยอยู่แล้ว ถามอาทิจว่าแล้วจะไปหาหน่อกล้วยที่ไหน อาทิจบอกว่าไปขุดเอาจากแปลงที่เห็น ขอแค่เอารถไปขนเท่านั้น
ดรุณีหูผึ่ง แต่พอขยับจะพูด น้าแก้วก็พูดดักคอเสียก่อนว่า
“แต่ต้องคิดค่าน้ำมันและค่าเสื่อมสภาพ คุณณีจะพูดอย่างนี้ใช่ไหมคะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมจะทำบัญชีละเอียดเหมือนตอนปลูกผักทุกอย่าง”
คุณย่าบอกให้ทำเลยสนับสนุนเต็มที่ แล้วย่าจะให้เงินเดือนด้วย ดรุณีสะอึกขึ้นมาติงว่าไหนคุณย่าตอบจดหมายคุณลุงไปว่าจะให้อาทิจมาทำงานที่นี่ก็ได้ แต่จะไม่ได้รับเงินเดือนไง
“ใช่ ถ้านั่นเป็นงานที่ย่าทำมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ทั้งแปลงผักกับสวนกล้วยมันเป็นงานที่พี่เขาทำขึ้นเอง พี่เขาก็ควรจะได้เงินเดือนและผลกำไรจากน้ำพักน้ำแรงของเขาด้วย มันถึงจะยุติธรรม แล้วย่าจะดูให้นะพ่อนะที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่เท่าไหร่”
“ขอบพระคุณครับคุณย่า” อาทิจกราบที่ตักคุณย่า ดรุณีตาร้อนผ่าวทั้งหมั่นไส้อาทิจและน้อยใจคุณย่าระคนกัน
แต่เธอไม่ยอมแพ้ มุ่งมั่นที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ บอกน้าแก้วที่เข้ามาคุยว่า
“จบมาเมื่อไหร่หนูจะสู้นายนั่นไม่ถอยเลย คอยดู!!!”
ooooooo
หลังจากทำสวนมาทั้งวัน ตกกลางคืน อาทิจเอาแคนมาเป่าให้ต๊อด อึ่ง กับพันได้เซิ้งกันให้ผ่อนคลายเบิกบานใจ เซิ้งไปได้พักใหญ่ อึ่งเสนอว่าเราน่าจะไปที่ร้านทองประศรี ที่นั่นมีอะไรๆน่าสนุกมากมาย เช่น คาราโอเกะ เหล้ายาปลาปิ้ง อาทิจน่าจะไปเปิดหูเปิดตาบ้าง
“ฉันไม่ชอบเที่ยวอย่างนั้น ฉันชอบอยู่กับดินกับต้นไม้”
ต๊อดเลยแซวว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบอยู่กับดินกับต้นไม้เหมือนกัน อาทิจถามว่าใคร ต๊อดกับอึ่งตอบพร้อมกันว่า
“คุณณี”
ดรุณีที่เดินมาจะเอาเรื่องอาทิจที่เป่าแคนหนวกหูรบกวนการอ่านหนังสือของตน ได้ยินหนุ่มๆคุยกันก็ชะงักแอบฟังเก็บข้อมูลเพื่อเอาไปฟ้องคุณย่า ยิ่งต๊อดกับอึ่งเอ่ยชื่อตนก็เงี่ยหูฟัง ซ้ำอาทิจยังทำเสียงสยองปนเบื่อหน่ายว่า
“เขาเกลียดฉันยังกับอะไรดี วันๆเคยพูดดีกันที่ไหน” พันติงว่าคุณณีน่ารักออกนิสัยดีด้วย “ก็อาจจะเป็นอย่างที่นายว่า เขาอาจจะดีกับคนอื่น แต่ไม่ใช่ฉัน ที่สำคัญ...ฉันไม่ชอบผู้หญิงที่นิสัยเหมือนเด็กๆ ฉันไม่มีเวลาไปตามงอนง้อใคร แค่ทำงานก็แทบไม่มีเวลาหายใจแล้ว”
ดรุณีหน้าง้ำเมื่อรู้ว่า ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังอาทิจก็ยังคงมองตนเป็นเด็กอยู่ร่ำไป
เมื่อคุณย่าอนุญาตและสนับสนุนการทำสวนกล้วย อาทิจลงมือไถที่ทันที ขณะกำลังไถที่อยู่ ดรุณีก็มาตะโกนโหวกเหวก บอกว่าคุณย่าให้มาเรียกไปกินข้าว ทั้งคู่พูดกันไม่เข้าหูตามเคย เรื่องง่ายๆเลยกลายเป็นเรื่องยาก พูดกันไม่รู้เรื่อง อาทิจเลยแกล้งยั่วว่าหงุดหงิดขี้โมโหระวังจะ...เขาทิ้งไว้แค่นั้น
ดรุณีอาละวาดเข้าไปทุบเขา บอกให้พูดมาว่าจะ... อะไร อาทิจเลยกระโดดลงจากรถ เป็นจังหวะที่ดรุณีโน้มตัวเข้าหาเขาเต็มที่เลยตกลงไปเข่ากระแทกพื้นทั้งสองข้างลุกไม่ขึ้น นั่งร้องโอดโอย จึงเป็นหน้าที่ของอาทิจ ที่ต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษจะพาไปที่จักรยาน ถามว่าจะให้อุ้มเข้าสะเอวหรือจะขี่หลังแบบเกาหลี
ดรุณีเลือกขี่หลัง ก็ถูกเหน็บอีกว่ามีแฟนหน้าเกาหลีเลยต้องเลือกแบบเกาหลี
แม้จะเป็นคู่กัดแต่พอได้ใกล้ชิดสัมผัสร่างกัน ความ รู้สึกอื่นก็แทรกเข้ามา ต่างรู้สึกวูบวาบยังไงบอกไม่ถูก
แต่พอไปถึงบ้าน เวทางค์เห็นอาทิจประคองดรุณีขึ้นบ้านก็หึงขึ้นมา หาว่าอาทิจแต๊ะอั๋งดรุณี แล้วแย่งทำหน้าที่แทน คุณย่าจึงบอกอาทิจให้ไปกินข้าวก่อน
คุณย่าให้เวทางค์ไปเอากล่องอุปกรณ์ทำแผลให้ พอได้กล่องปรากฏว่าแว่นคุณย่าหาย เลยต้องให้เวทางค์ ทำแผลให้ แต่พอเวทางค์เปิดดูแผลเห็นเลือดเท่านั้น ก็เป็นลมหงายผึ่งไปเลย
อาทิจจึงถูกเรียกมาทำแผลแทน เขาทำแผลอย่างคล่องแคล่ว เอาสำลีชุบแอลกอฮอล์จนชุ่มเพื่อล้างแผลวางแช่ไว้ที่แผล แสบจนดรุณีร้องลั่น ดรุณีโมโหคิดว่าเขาแกล้งเลยดีดติ่งหูเขาจนร้องลั่นไปเหมือนกัน ทำเอาคุณย่างงว่าใครเป็นคนเจ็บกันแน่
ooooooo
ทองประศรียัง “ไปตามนัด” กับทองใบเป็นประจำ ที่น้ำตก เฝ้ารอวันที่จะได้เป็นสะใภ้เจ้า แต่วันแล้ววันเล่าทองใบก็เอาแต่บ่ายเบี่ยง จนวันนี้ทองประศรีถามว่าพรุ่งนี้เช้าไปเลยได้ไหม
“เดี๋ยวจ้ะ...รอก่อน รอเจ้าพ่อเจ้าแม่พี่นะจ๊ะ ท่านจะมาถึงที่นี่ช่วงบ่าย” แล้วบอกทองประศรีให้เตรียมแต่งตัวสวยๆรอรับเจ้าพ่อเจ้าแม่ได้เลย
พอกลับบ้าน ทองประศรีบอกพ่อแม่และน้องๆว่าให้ทุกคนเตรียมเอาเสื้อผ้าชุดที่สวยที่สุด ดีที่สุดออกมาแต่ง และทำผมแต่งหน้าให้สวยงามด้วย เพราะจะมีแขกกิตติมศักดิ์มาเยี่ยม
ทุกคนพากันงงกับแขกกิตติมศักดิ์ของทองประ–ศรีว่าเป็นใคร??
เป็นการลงทุนอย่างมาก ที่ทุกคนต้องไปเช่าชุดและจ้างช่างมาแต่งหน้าแต่งผม แล้วตั้งหน้าตั้งตารอแขกกิตติมศักดิ์กัน เมื่อได้เวลาปรากฏว่ายรรยงในชุดตำรวจยศสิบโทเต็มยศเดินเท่เข้ามา ทำเอาทุกคนแทบเป็นลมนึกว่าเป็นแขกกิตติมศักดิ์ แต่เพราะอยากอวด ทองประศรีเลยชวนยรรยงร่วมอยู่ต้อนรับแขกกิตติมศักดิ์ของครอบครัวด้วย
คอยกันจนเงก ตุ๊ก็รีบเข้ามาถามว่าตนมาสายหรือเปล่า ทองประศรีบอกว่าแขกกิตติมศักดิ์ยังไม่มาเลย
“แล้วไป นึกว่ามาไม่ทัน นี่ถ้าไม่เจอไอ้รถขายของชำนั่น พี่ตุ๊คงมาถึงเร็วกว่านี้”
ทองประศรีดีใจถามว่าเจอกันที่ไหน ตุ๊เล่าว่า เจอทองใบที่ถนนทางเข้าหมู่บ้าน เล่าถึงความขี้หลีเจ้าชู้ยักษ์ของทองใบ พอเจอก็ถามว่าคุณผู้หญิงจะไปไหนอาสาจะไปส่ง แต่พอตุ๊บอกว่าไปบ้านทองประศรี ทองใบก็กระโดดขึ้นรถเผ่นไปเลย แถมยังตะโกนใส่หน้าตนด้วยว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีกเด็ดขาด
พอตุ๊เล่า ทองประสานกับทองประสมก็เล่ากันฉอดๆ บ้างว่า หมอนี่แหละเวลาทองประศรีไม่อยู่มักจะมาชวนไปเที่ยวเล่นที่น้ำตกกัน ที่จะคุยกันได้นานหน่อยก็เรื่องยี่เก เพราะเป็นคอยี่เกเหมือนกัน ยรรยงฟังอยู่ด้วยเลยแฉแหลกว่า
“ไอ้พระเอกยี่เกเก่านี่แหละ ที่ไปฟาดผู้หญิงหนอง– สะพือมาไม่รู้กี่คนต่อกี่คน จนฉันรับแจ้งความไม่ไหว ตำรวจที่โรงพักถึงกับตั้งฉายาให้มันว่า ทองใบจอมตะบันฟันแล้วทิ้ง”
“พี่ตุ๊ไปเจอมันที่ไหน” ทองประศรีถามเครียด
“ก็ทางเข้าหมู่บ้านนั่นแหละ ป่านนี้คงถึงถนนใหญ่แล้วมั้ง”
ทองประศรีหายใจเสียงครือ...ปากคอสั่นจะเป็นลมเสียให้ได้ พอตั้งหลักได้ทองประศรีก็วิ่งทางลัดไปดัก เจอทองใบกำลังประคองสาวสะโพกดินระเบิดจะพาขึ้นรถพอดี แต่พอเห็นทองประศรีเท่านั้นก็ทิ้งหญิงสาวคนนั้นขึ้นรถเผ่นแนบไปเลย
“ไอ้ทองใบ...ไอ้เลว แกจะหนีไปไหน ไอ้ยี่เกบ้านนอก แกทำอย่างนี้กับฉันได้ยังไง ไหนล่ะวัง ไหนล่ะเจ้าพ่อเจ้าแม่ของแก มันอยู่ไหน ไอ้กะล่อน ไอ้คนเลว!!!”
ทองประศรีแทบจะหมดแรงอยู่ตรงนั้น เจ็บทั้งตัวและเจ็บทั้งใจเหมือนตายทั้งเป็น
เมื่อกลับมา ถูกทั้งพ่อทั้งแม่คาดคั้นถามว่าไปตามทองใบทำไม แล้วแขกกิตติมศักดิ์ที่ว่าเป็นใคร ทองประศรีหาทางโกหกเพื่อให้เรื่องเลวร้ายน้อยที่สุด
เธอปดพ่อกับแม่ว่าที่ไปตามทองใบ เพราะมันเป็นหนี้ตนถึงสองพันบาท ส่วนแขกกิตติมศักดิ์ที่ว่านั้นคืออาทิจหลานคุณย่า ได้ข่าวว่าคนงานจะชวนมาเที่ยวที่ร้านเรา เลยถูกด่าทั้งสองเรื่องว่า แค่เงินสองพันจะร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรขนาดนี้ทำไม นึกว่าเสียตัวให้มันเสียอีก ส่วนหลานคุณย่านั้น อย่าหวังว่าเขาจะมาเที่ยวร้านชำอย่างเรา ระดับเขาต้องไปเที่ยวที่หรูมีแอร์เย็นฉํ่ามีสาวสวยคอยปรนนิบัติ บอกให้เลิกฝันลมๆแล้งๆได้แล้ว
ทองประศรีกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ได้แต่เจ็บชํ้า นํ้าใจจนอกแทบระเบิดอยู่คนเดียว
ooooooo
วันนี้ อาทิจจะไปขุดหน่อกล้วย วิยะดา เวทางค์ และดรุณีต่างก็อ้างเหตุผลที่ไปด้วยไม่ได้ คุณย่าจึงให้ไพฑูรไปช่วย ไพฑูรไปถึงก็ทำเป็นไม่สบายจนอาทิจต้องให้นั่งพักที่รถ แล้วตัวเองไปขุดหน่อกล้วยคนเดียว
ไพฑูรกลับมาเล่าให้ดรุณีฟังว่า อาทิจไปขุดหน่อกล้วยป่าจะเอามาปลูก ดรุณีสะใจมาก หาทางกันพวกที่ดูกล้วยเป็น ไม่ให้ไปช่วยปลูกในวันรุ่งขึ้น อีกด้านหนึ่งก็พูดยั่วยุว่างานแค่นี้เขาทำคนเดียวก็ได้หมายให้อาทิจฮึด จะได้หลงปลูกกล้วยป่า โดยคิดว่าเป็นกล้วยบ้าน แอบนึกสะใจว่า “คราวนี้ล่ะ นายต้องได้เป็นเทวดาตกสวรรค์แน่ ฮิ...ๆ...ๆ”
เช้าวันรุ่งขึ้น อาทิจจะไปลงหน่อกล้วย คุณย่าจะไปดูให้กำลังใจ แต่ถูกดรุณีมาอ้อนให้ไปตรวจบัญชีที่ออฟฟิศในเมืองกับตน เพื่อกันไม่ให้คุณย่าไปเห็นหน่อกล้วย เพื่ออาทิจจะได้หลงปลูกกล้วยป่าไปทั้งสวนเลย
อาทิจมารับคุณย่าตามนัด ถูกดรุณีกันท่าไม่ให้พบ บอกว่าคุณย่าจะไปตรวจบัญชีกับตนในเมือง อาทิจจึงฝากให้บอกคุณย่าด้วยว่าตนมาแล้ว แต่พอเขาจะกลับ ก็ถูก ดรุณีพูดแดกดันว่า
“ทีหน้าทีหลังจะทำอะไรก็คิดให้ดีก่อนนะ อย่าเที่ยวหลงตัวเองว่าปลูกผักได้ แล้วจะทำอย่างอื่นได้ตามไปด้วย”
อาทิจบอกว่าตนยอมเจ็บตัว เพราะอย่างน้อยก็เป็นประสบการณ์ชีวิตในวันข้างหน้า ดีกว่าบางคนที่เอาแต่บริหารปากไม่รู้จักฝึกที่จะบริหารสมองของตัวเอง
ถูกอาทิจด่ากลับเนียนๆ ดรุณีฮึดขึ้นมาบอกว่าตนไม่เดือดร้อนหรอก เพราะคนที่จะเดือดร้อนคือเขา พออาทิจมองงงๆ เธออวยพรประชด “ขอให้นายโชคดี ทำงานอย่างมีความสุขก็แล้วกัน” ปากพูดอย่างนั้นแต่ใจอาฆาตว่า “ในเมื่อนายไม่ลดราวาศอกให้ฉัน เรื่องอะไรฉันจะต้องเห็นใจนาย”
ooooooo










