ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ธรณีนี่นี้ใครครอง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เย็นแล้ว เกร็งกับสามเกลอยังตัดแต่งกิ่งส้มอยู่ในสวน สามเกลอพากันสะกิดเมื่อเห็นดรุณีเดินเข้ามากับอาทิจ

ดรุณีถามอาทิจว่าจะปลูกข้าวหรือ เขาบอกว่าอีกไม่กี่วันก็จะปักดำแล้ว เธออาสาจะช่วย ยังไม่ทันคุยอะไรกันต่อ บรรดาคนงานก็แห่กันเข้ามาสวัสดี ทักทายกันเสียงขรม ไพฑูรชิงพูดเอาหน้าถามอาทิจว่าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับดรุณีไหม

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ ณีต้องกลับบ้านทุกปิดเทอมอยู่แล้วไม่ใช่โอกาสพิเศษอะไร ยังไงก็ต้องขอบใจทุกคนมากนะที่ออกมารับ เอาเป็นว่า พรุ่งนี้มื้อกลางวัน ณีจะทำกับข้าวพิเศษมาให้ทุกคนกินก็แล้วกัน ดีไหมพี่อาทิจ”

สามเกลอหูผึ่ง ไม่ใช่เพราะจะได้กินอาหารพิเศษมื้อเที่ยง แต่เพราะทึ่งคำว่า “พี่” ที่ดรุณีเรียกอาทิจ

ตกเย็นอาทิจต้องไปกินข้าวบ้านคุณย่าตามปกติ แต่วันนี้เขาแต่งตัวดีเป็นพิเศษจนสามเกลอแซวกันคิกคัก เกร็งปรามทั้งสามว่า อย่าไปแซวอาทิจมากนักเดี๋ยวไก่จะตื่น แล้วอาทิจจะไม่กล้าจีบดรุณี สามเกลอทำคอย่นหุบปากเงียบ

ดรุณีเข้าครัวช่วยจัดผักล้างผัก น้าแก้วบอกให้ไปพักเสียเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ พวกตนทำเองได้ ระหว่างนั้นเอง จิ๋วแจ๋วอุ้มตะวันเข้ามา ดรุณีถามว่าลูกใครหน้าตาน่าชังจังแล้วเข้าไปขออุ้ม

“ลูกแม่ทองประศรีค่ะคุณณี” จิ๋วแจ๋วส่งตะวันให้ดรุณี เธอใจหายวาบ มองหน้าเด็กอย่างพินิจพิจารณา พูดเปรยๆว่า อาทิจมีลูกโตขนาดนี้แล้วหรือ น้าแก้วเลยเล่าให้ฟังว่า

“ไม่ใช่ลูกคุณอาทิจหรอกค่ะคุณณี นังทองประศรีมันคลอดนายตะวันหลังจากที่คุณณีไปเรียนได้ 3 เดือน นับย้อนไปถึงวันที่บ้านนั้นมาโวยวายว่าคุณอาทิจไปทำมิดีมิร้ายลูกสาวเขา มันก็แค่ 7 เดือนเอง”

ดรุณีบอกว่าเด็กอาจคลอดก่อนกำหนดก็ได้ น้าแก้วยืนยันว่าตนไปคาดคั้นกับตุ๊มาแล้ว รู้ความจริงว่า ทองประศรีไปมีอะไรกับคนอื่นมาก่อนเลยมาจับอาทิจให้เป็นพ่อเด็ก และก็เป็นความซวยของอาทิจที่วันนั้นเมาหนักไปหน่อย

“แล้วหลังจากที่หนูไปเรียน เขา...หนูหมายถึงพี่อาทิจกับทองประศรีได้อยู่ด้วยกันรึเปล่าคะ”

“โอ๊ย...มันก็ตามไปเฝ้าคุณอาทิจตลอดล่ะค่ะ แต่คุณอาทิจไม่ใจอ่อนด้วย” ส่วนที่ดรุณีถามว่า อาทิจรับเป็นพ่อเด็กนั้นใช่ไหม อาทิจตอบเองเพราะเดินเข้ามาได้ยินพอดีว่า “ใช่”

ooooooo

เมื่อไปนั่งคุยกันที่มุมพักผ่อนบ้านคุณย่า โดยมีคุณย่านั่งอยู่ด้วย อาทิจชี้แจงว่า

“พี่สงสารเด็กตาดำๆที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ก็เลยยอมที่จะให้เด็กเรียกว่าพ่อ ไม่ถึงขั้นจดทะเบียนรับเป็นลูกหรอกนะ พี่ไม่อยากผูกมัดตัวเองด้วยสัญญาอะไรทั้งนั้น เพราะถ้าวันข้างหน้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา พันธะของสัญญามันจะมัดตัวเราจนดิ้นไม่หลุด”

คุณย่าบอกว่า ท่านเองก็รับเอาไว้เป็นหลานคนหนึ่ง เพราะลูกหลานคนงานเป็นร้อยๆคนเรายังช่วยได้ นี่เด็กอีกคนเดียวจะเป็นไรไป เลี้ยงไว้เอาบุญ ดรุณีถามว่าเหมือนที่คุณย่าเลี้ยงตนไว้ใช่ไหม คุณย่าแย้งทันทีว่า “แม่ณีเป็นน้องย่า”

“หนูรู้ตัวดีค่ะว่าหนูอยู่ในฐานะอะไร แต่ตอนนี้หนูยอมรับสถานภาพของหนูได้ เพราะหนูโตพอที่จะเข้าใจเรื่องทุกอย่างแล้ว” เธอหันไปพูดกับอาทิจว่า “ยังไงณีก็ต้องขอบคุณพี่อาทิจด้วยนะคะ ที่เป็นตัวอย่างที่ดี ทำให้ณีคิดเป็น ถ้าเรามัวแต่คิดถึงแต่เรื่องที่เราขาด เราจะเติมเต็มชีวิตที่เหลือให้ตัวเราเองและคนรอบข้างของเราได้ยังไง”

“ทีนี้แม่ณีก็เรียกพี่เขาว่า “พี่” ได้อย่างสนิทใจ ไม่ต้องให้ย่าบังคับแล้วสินะ” คุณย่ายิ้มแซวๆ

“ค่ะ...ขอบคุณนะคะ พี่อาทิจ”

คุณย่ายิ้มอย่างสบายใจ สองมือกอดหลานรักไว้สองข้างด้วยความรัก...

ooooooo

หลังจากทองประศรีคลอดตะวันเลี้ยงได้ 3 เดือนพอลูกหย่านมก็กลับไปขายของที่ร้านเพราะทนทำงานกลางแดดกลางดินไม่ได้ ซ้ำอาทิจก็ไม่เคยมาดูดำดูดีด้วย

กลับมาอยู่บ้านแล้วก็ยังถูกพ่อแม่ด่าที่ไปมั่วกับทองใบ บอกว่ายังดีที่ฝ่ายโน้นไม่ประจานออกมาให้ขายหน้า

ทองประศรีอัดอั้นตันใจวิ่งออกไปนั่งร้องไห้ที่น้ำตก บรรยงที่นั่งฟังอยู่อย่างเห็นใจตามไปปลอบ บอกทอง–ประศรีว่าตนเคยรักยังไงก็ยังรักเหมือนเดิม เสนอมาสร้างครอบครัวกันใหม่ไหม ไม่ต้องห่วงตะวันตนจะรักเหมือนลูกตัวเอง

บรรยงปลอบประโลมจนทองประศรีผวาเข้ากอดด้วยความซาบซึ้ง และในที่สุดทั้งสองก็ปล่อยใจไปตามอารมณ์ปรารถนา

เพราะมัวระเริงอยู่กับบรรยงจนดึก ทำให้ไม่ได้ไปรับตะวันตามปกติ ดรุณีอุ้มตะวันรอตั้งแต่หัวค่ำจนน้าแก้วบ่น อาทิจมาช่วยรับไปอุ้ม เขาอุ้มตะวันอย่างถนัดมือจนดรุณีชม น้าแก้วเลยแซวว่า ดูแล้วเหมือนครอบครัวพ่อแม่ลูกเลย

ไม่นานนัก ทองประศรีก็มารับตะวัน อ้างว่าที่มาดึกเพราะติดธุระสำคัญ ถูกน้าแก้วตำหนิ ดรุณีเลยตัดบทว่าวันหลังก็มารับเร็วกว่านี้ก็แล้วกันจะได้มีเวลาคุยเล่นกับลูกบ้างเพราะเด็กอายุหนึ่งขวบถึงสามขวบสมองเขาจะพัฒนาเร็วกว่าทุกช่วงอายุ

ทองประศรีรับตะวันไปแล้ว อาทิจขอบใจดรุณีที่ช่วยพูดให้ทองประศรีเข้าใจว่าตัวเองต้องรับผิดชอบลูกให้มากกว่านี้

“ไม่น่าเชื่อว่าเด็กกระโดกกระเดกอย่างณีจะพูดอะไรแบบนี้ได้ใช่ไหมคะ” ดรุณีถามหยอก

“เชื่อครับ ก็ตอนนี้น้องณีไม่ใช่เด็กแล้วนี่” อาทิจ ตอบจริงจัง ทำเอาดรุณีเขิน

ooooooo

หลังจากปักดำกล้าไปได้อาทิตย์เดียว ต้นข้าวก็ชูใบเขียวขจีแข็งแรงสวยงามไปทั้งทุ่ง อาทิจ คุณย่า ดรุณี และน้าแก้วมาดูผืนนาอย่างปลื้มใจ อาทิจคาดหวังว่าอีกไม่กี่เดือนข้าวก็ออกรวงสุกปลั่งให้เกี่ยวได้แล้ว

“อิจฉาทุกคนจังเลย หนูว่ามันน่าตื่นเต้นนะคะ ที่จะได้เห็นข้าวที่เราปลูกเองกับมือค่อยๆโตจนเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ยังไงก็เขียนจดหมายเล่าให้หนูฟังด้วยนะคะคุณย่า เอ๊ย...น้าแก้วเขียนนี่นา”

ดรุณีจำได้ว่าจดหมายที่คุณย่าเขียนถึงตนฉบับนั้นไม่ใช่ลายมือคุณย่าแถมยังเขียนตัวโตเท่าหม้อแกงด้วย น้าแก้วบอกว่าตนไม่ได้เขียน แล้วหันไปบอกอาทิจว่าคราวหลังเขียนหนังสือให้ตัวเล็กๆหน่อย

พอดรุณีรู้ว่าอาทิจเป็นคนเขียน ก็ถามว่า เขาเขียนตามคำสั่งคุณย่าใช่ไหม น้าแก้วตอบแทนอีกว่า ไม่ใช่เขียนตามคำสั่งคุณย่าเท่านั้นยังอ่านตามคำสั่งคุณย่าด้วย ดรุณีเขินจัดเมื่อรู้ว่าที่ตนเขียนถึงเขาแล้วบอกคุณย่าว่าอย่าบอกเขานั้น เขารู้หมดแล้ว

คุณย่ากับน้าแก้วเห็นอาการของดรุณีก็แอบสบตาอย่างรู้กันประสาผู้ใหญ่

ooooooo

วันต่อมา ดรุณีขับรถตะบึงไปบอกอาทิจว่า น้าแก้วบอกว่าจะมีพายุเข้าและน้ำป่าอาจทะลักผ่านทางบ้านแม่กลางน้อย อาทิจเป็นห่วงข้าวในนา รีบขับรถจะไปดูดรุณีตามไปด้วย เจอเกร็งสวนมาพร้อมกับสามเกลอ บอกว่าฝนตกหนักมากน้ำกำลังทะลักผ่านเส้นทางนั้นอันตรายมากให้กลับดีกว่า

อาทิจเป็นห่วงข้าวในนาบอกดรุณีให้กลับไปกับเกร็งตนจะดูนาข้าว ทุกคนจึงตัดสินใจไปด้วยกัน

ไปกลางทาง พบถนนถูกน้ำตัดขาด อาทิจยังจะหาทางอื่นไปให้ถึงที่นา เกร็งบอกว่ามีเส้นทางนี้เส้นทางเดียว แต่อาทิจยังไม่ยอมถอย จนดรุณีต้องเตือนสติว่า

“พี่อาทิจต้องคิดถึงใครอีกคนมากกว่าข้าวนะคะ คุณย่าจะเป็นยังไงถ้ารู้ว่าพี่อาทิจมายืนเสี่ยงอันตรายอยู่ตรงนี้” พูดแล้วเห็นอาทิจนิ่งไป เธอขอร้อง “กลับบ้านเรานะคะ คุณย่ารออยู่...” พลางจับมือเขาพากลับมาที่รถ

คุณย่ากับน้าแก้วคอยอยู่ด้วยความเป็นห่วงทั้งสองมาก พอเห็นกลับมาคุณย่าลุกยืนด้วยความดีใจ โล่งใจ อาทิจขอโทษคุณย่า ที่ไม่สามารถไปถึงที่นาได้เพราะน้ำป่าทะลักตัดถนนขาด

คุณย่าบอกว่าไม่จำเป็นต้องเข้าไปตอนนี้ อาทิจ บอกว่าตนเสียดายข้าวของคุณย่า คุณย่าอุตส่าห์ช่วยปลูก

“ไม่มีอะไรที่เป็นของย่า ถ้าจะให้ย่าเลือกระหว่างข้าวของที่ย่ามี กับชีวิตเราสองคน ย่าขอเลือกอย่างหลังแม้ย่าจะไม่เหลืออะไรเลย พรุ่งนี้ทุกอย่างอาจจะดี อาจจะไม่มีอะไรเลวร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้”

คุณย่าโอบกอดทั้งสองไว้อย่างปลอบใจ ให้กำลังใจและให้ความหวัง...

แต่เมื่ออาทิจ คุณย่า ดรุณี พากันไปดูนาที่ล่มเพราะน้ำป่าแล้ว เขายิ่งเจ็บปวด ที่ความฝันของคุณย่าพังทลายไปต่อหน้า คุณย่าก็ยังเข้มแข็ง ให้กำลังใจเขาทั้งที่ท่านเองก็เจ็บปวดว่า

“ความฝันของย่ามีหลายอย่าง ย่าฝันจะปลูกส้ม ย่าก็ปลูก ล้มลุกคลุกคลานผิดหวัง เสียน้ำตากับมันมาก็บ่อยครั้ง แต่ย่าไม่เคยยอมแพ้ มนุษย์เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะเรามีใจที่แข็งแกร่ง เราล้มได้ ร้องไห้ได้ แต่ล้มเลิกความตั้งใจไม่ได้ เข้าใจไหมพ่อ”

“ครับ”

“เราเป็นแค่มดปลวกก็จริง แต่เราก็ขยันและอดทน พลังใจอันมหาศาลเท่านั้นที่จะทำให้เราอยู่กับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เราจะปลูกข้าวกันใหม่ใช่ไหมพ่อ”

“ครับคุณย่า”

คุณย่าลูบหัวอาทิจที่ยิ้มทั้งน้ำตา ทุกคนต่างซาบซึ้งสะเทือนใจ มีแต่วิไลลักษณ์เท่านั้นที่มองอาทิจด้วยความริษยาที่ได้รับความเมตตาจากคุณย่าอย่างมาก

ooooooo

กลับมาทานอาหารกันที่บ้าน อาทิจบอกคุณย่าว่า เสาร์อาทิตย์นี้ตนจะขอแรงคนงานไปช่วยปลูกป่าแถวต้นน้ำเพื่อป้องกันที่ต้นเหตุ ดรุณีเห็นด้วยและตนจะช่วยทำฝายชะลอน้ำด้วย

“ปลูกตะไคร้กั้นแนวดินด้วยสิอาทิจ” วิไลลักษณ์เสนอขึ้นอย่างมั่นใจมาก อาทิจทำหน้างง เธอก็ยังอธิบายเป็นคุ้งเป็นแควว่า “อาเคยพาพวกผู้ใหญ่ไปดูงานที่โครงการหลวงบ่อยๆเห็นเขาปลูกตะไคร้กั้นน้ำตามคันดินกัน ตาสีตาสาที่ไหนก็รู้นะ เราเรียนมาทางนี้ไม่รู้เลยเหรอจ๊ะ...อู๊ยยยย...ขำ”

อาทิจเลยนึกได้ถามว่าหญ้าแฝกหรือเปล่า วิไลลักษณ์หัวเราะค้าง รู้ตัวว่าพูดผิดทำเป็นอุทานว่า

“ต๊ายยยย...จริงด้วยจ้ะ หญ้าแฝก...เมื่อกี้อาเผลอเรียกว่าอะไรนะ” ลูกทั้งสองบอกว่าตะไคร้ วิไลลักษณ์เลยยิ้มเจื่อน ตักของว่างกินกลบเกลื่อน

เมื่อกลับไปเล่าให้ประเวทย์ฟัง ถูกตำหนิว่า “นี่ไม่ใช่ เรื่องตลกนะ คุณวิไล คุณไม่ใช่มีฐานะเป็นแค่แม่ของลูกอย่างเดียว แต่คุณเป็นภรรยาของผู้ว่าฯด้วย คุณจะพูดผิดในเรื่องที่ชาวบ้านทั่วไปเขารู้ดีอยู่แล้วไม่ได้”

“แหม...ก็น้องคิดว่ามันเป็นตะไคร้จริงๆนี่คะ”

“ถ้าไม่รู้จริงก็ควรจะเลือกเป็นผู้ฟังมากกว่าจะลุกขึ้นมาพูด ทุกวันนี้มีแต่คนพูดในเรื่องที่ไม่รู้จริงมากพอดูอยู่แล้ว คุณอย่ากลายเป็นส่วนหนึ่งในนั้นเลย” พูดแล้วลุกเดินออกไปเลย ปล่อยให้แม่ลูกบ่นกันว่าคุณพ่ออารมณ์เสียมาจากไหนเนี่ย

วิไลลักษณ์ยังบงการบัญชาให้เวทางค์ต้องชิงทำคะแนนกับคุณย่า เพราะดูท่าอาทิจตีตื้นขึ้นมาเยอะแล้ว วิยะดาเห็นด้วย

“ถ้าลูกไม่อยากให้เจ้านั่นได้มรดกเท่าลูก และไม่อยากให้ยายณีเห็นมันดีกว่าลูก ลูกก็ต้องรีบทำคะแนน เจ้าอาทิจทำอะไรลูกต้องทำด้วย เอาชนะใจยายณีอย่างเดียวไม่ได้ ลูกต้องเอาชนะใจคุณย่าให้ได้ด้วย เข้าใจไหม”

เวทางค์พยักหน้าเซ็งๆที่งานนี้ต้องเหนื่อยและสกปรกอีกแน่ๆ

ooooooo

เวทางค์ไปปลูกหญ้าแฝกด้วย แต่ไปทำเปิ่นเสียท่าเสียหน้า ข้ามลำธารก็หกล้ม เห็นอาทิจปีนขึ้นไปปลูกหญ้าแฝกที่สูงชันก็อยากเอาชนะ หอบหญ้าแฝกปีนสูงและชันกว่าอาทิจ แต่พลาดท่ากลิ้งตกลงมา

แม้จะเจ็บแต่เวทางค์ก็แข็งใจวางฟอร์มเข้มแข็ง แต่ความเจ็บที่บั้นเอวก็สุดที่จะฝืนเลยเดินกุมสะโพกเขยกๆไป จนทุกคนมองอย่างสมเพช

เช้าวันรุ่งขึ้น อันเป็นวันที่ดรุณีต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ อาทิจไปที่แปลงกะหล่ำปลี มือทำงานแต่ตาคอยชำเลืองมองที่ถนน ใจคาดว่าป่านนี้ดรุณีคงนั่งรถเวทางค์ผ่านไปแล้ว

แล้วอาทิจก็ต้องกลับบ้านเพราะคุณย่าให้เกร็งมาตาม คุณย่าถามอาทิจว่าให้ไปเซ็นสัญญาซื้อขายแทนย่าที่กรุงเทพฯได้ไหม จะได้พาดรุณีไปส่งที่คอนโดฯด้วย อาทิจแปลกใจคิดว่าเวทางค์ไปส่งแล้ว

“คุณเวมารับไม่ได้ค่ะ โทร.มาบอกแก้วเมื่อครู่นี้เองว่ายังนอนเดี้ยงสะโพกครากอยู่เลย สงสัยจะโชว์พลังอนุรักษ์แมกไม้สายน้ำลำธารมากไปน่ะค่ะ” น้าแก้วเหน็บขำๆ

คุณย่าเร่งให้รีบไปเถอะเดี๋ยวจะไปถึงกรุงเทพฯค่ำเกินไป อาทิจกับดรุณียิ้มให้กันเชิงเห็นด้วย คุณย่ากับน้าแก้วมองหนุ่มสาวแล้วยิ้มให้กัน

ooooooo

ระหว่างทาง ดรุณีเล่าอย่างสนุกสนานกับการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยวันแรกให้อาทิจฟัง ชายหนุ่มฟังอย่างรู้สึกเพลินและสนุกไปด้วย แต่ครู่เดียวเธอเงียบไป พอหันมองปรากฏว่าหลับไปแล้ว เขาพึมพำยิ้มๆว่าสงสัยจะเหนื่อยกลับมาก็ทำแต่งาน

ดรุณีหลับยาวไปจนถึงกรุงเทพฯ อาทิจไม่รู้ว่าคอนโดฯของเธออยู่ไหน เลยขับไปเรื่อย พอดรุณีตื่นขึ้นมาเขาจึงถาม

เมื่อพาดรุณีไปส่งที่คอนโดฯแล้ว ดรุณีถามว่าแล้วเขาจะไปพักที่ไหน อาทิจบอกว่าคุณย่าจองโรงแรมไว้ให้แล้ว ต่างอวยพรให้หลับฝันดีแล้วอาทิจก็กลับไป

รุ่งขึ้น เมื่อไปถึงหน้าบริษัทส่งออกพืชผลทางการเกษตร ที่คุณย่าให้มาเซ็นสัญญาแทน ขณะเขาหันไปหยิบเอกสาร จึงเห็นกระเป๋าสตางค์ของดรุณีหล่นอยู่ที่พื้น เขาก้มเก็บกระเป๋าสตางค์ขึ้นมานึกเป็นห่วงเจ้าของกระเป๋า

ooooooo

ที่มหาวิทยาลัย ตุลยานี หรือตุ่น กำลังซ้อมควงคฑาในตำแหน่งดรัมเมเยอร์นำหน้าขบวนดนตรีที่เคลื่อนมาอย่างเป็นระเบียบ แต่ในจังหวะที่ตุ่นควงคฑาแล้วโยนขึ้นไปบนฟ้าตามแบบที่รุ่นพี่ทำเป็นตัวอย่าง ปรากฏว่าคฑาถูกโยนขึ้นไปอย่างไร้ทิศทาง ทำให้ตุ่นต้องวิ่งไล่ตามตะครุบจนหน้าคะมำ

แต่ไม่ทันที่ร่างจะล้มกระแทกพื้น ก็มีมือที่แข็งแรงมารับไว้ก่อน แม้จะรับอย่างแข็งแรงแต่สุภาพมาก เมื่อเธอตั้งหลักได้มือนั้นก็คลายออก เธอมองเจ้าของมือเต็มตา ขอบคุณเขา กำลังจะถามชื่อ รุ่นพี่คนหนึ่งก็เข้ามาถามเสียก่อนว่าเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บรึเปล่า เธอบอกว่าไม่เจ็บและหันไปมองทางผู้ช่วยเหลืออีกที รุ่นพี่ก็เร่งให้ไปซ้อมต่อ

“เอ้อ...คุณ...คุณ...” ตุ่นจะถามชื่อเขา แต่ชายหนุ่มบอกว่าไม่เป็นไรแล้วผละไปเลย

ที่แท้เขาคืออาทิจนั่นเอง อาทิจกำลังเอากระเป๋าสตางค์มาคืนดรุณีแต่มาประสบเหตุนี้เสียก่อน

ดรุณีดีใจมากบอกว่าตนหาทั้งคืนเลย ส่วนอาทิจ

ก็เป็นห่วงว่าวันนี้ทานอะไรหรือยัง มาเรียนได้อย่างไร ดรุณีบอกว่าตนเก็บสตางค์ไว้หลายที่เลยยังมีใช้อยู่ เธอชวนเขากินข้าวเย็นด้วยกันก่อนไหม อาทิจขอกลับเลยดีกว่าเดี๋ยวจะถึงบ้านดึกเกินไป คุณย่าจะเป็นห่วง ดรุณีเดินมาส่งนัดเจอกันตอนปิดเทอมก็แล้วกัน

พออาทิจขึ้นรถขับออกไป ตุ่นก็วิ่งมาหาดรุณีเล่าอย่างตื่นเต้นว่าเมื่อกี้ตนเจอใครไม่รู้ หล่อมากกกกก...

ขณะกำลังคุยกันอยู่นั่นเอง เวทางค์ก็เข้ามาเก๊กหน้าหล่อถามว่า “พี่เหรอ...” ทำเอาตุ่นเซ็งไปเลย

เวทางค์มาชวนดรุณีกับตุ่นไปเที่ยวญี่ปุ่นกันในช่วงปิดเทอมเพราะได้ตั๋วราคาถูกมา 3 ใบพอดี

ดรุณีบอกว่าตนนัดอาทิจไว้แล้วว่าจะไปหว่านข้าวกัน ส่วนตุ่นก็จะกลับไปหาแม่ พูดแล้วขอตัวไป บอกดรุณีว่าจะไปสืบว่าเขาคนนั้นชื่ออะไร เรียนคณะไหน ได้ความอย่างไรแล้วจะมาบอก เวทางค์ถามว่าใครหรือ

ดรุณีบอกว่าตนก็ไม่รู้ เวทางค์ให้เธอไปคิดเรื่องไปญี่ปุ่นอีกที ดรุณีตอบทันทีว่า ไม่คิด ไม่เปลี่ยนใจ ตนมีเวลาแค่อาทิตย์เดียวขอกลับไปปลูกข้าวดีกว่า เวทางค์ได้แต่พยักหน้ายิ้มแหยๆ กับคำตอบของสองสาวเดินหน้าแห้งกลับไป

ooooooo

1 เดือนต่อมา...

ดรุณีกับตุ่นต่างมุ่งมั่นในการเรียนอย่างมีสมาธิ ส่วนทางสวนคุณย่า อาทิจและทุกคนกำลังเก็บส้ม จัดและส่งส้มกันอย่างขะมักเขม้น ส่วนคุณย่าก็คอยแนะนำงานต่างๆ แก่อาทิจอยู่ไม่ห่าง

ดรุณีเขียนจดหมายถึงคุณย่า บอกคุณย่าว่า...

“ช่วงนี้หนูอาจจะไม่ได้เขียนจดหมายถึงคุณย่าบ่อยนัก เพราะต้องอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อเตรียมตัวสอบปลายภาค หนูสัญญาค่ะว่าหนูสอบเสร็จเมื่อไหร่ จะรีบขึ้นไปกราบเท้าคุณย่าทันที หนูจะกลับพร้อมพี่เวกับยายวินะคะ คุณย่าไม่ต้องเป็นห่วง...รักคุณย่ามากที่สุดในโลก...ดรุณี”

หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ ดรุณีก็กลับมากราบเท้าคุณย่า โดยมีน้าแก้วนั่งยิ้มแก้มแทบปริอยู่ข้างๆแต่คนที่ ตื่นเต้นจนหัวใจเต้นโครมครามคืออาทิจ ที่เดินเข้ามาเห็นพอดี

น้าแก้วชมไม่ขาดปากว่าดรุณีมาเที่ยวนี้เป็นสาวเต็มตัวและสวยมาก มารยาทก็งาม เรียบร้อยเหลือเกิน

“โตขึ้น สาวขึ้น สวยขึ้น น่ารักขึ้น ว่าไหมคะคุณอาทิจ” น้าแก้วถามอาทิจที่เดินเข้ามา ดรุณีได้ยินว่าอาทิจมาก็หันมองร้องทักอย่างตื่นเต้น

อาทิจเห็นหน้าดรุณีเต็มตาก็ตอบน้าแก้วว่า “น่ารัก ครับ” ทำเอาดรุณีเขิน เลยเปลี่ยนเรื่องคุยกับคุณย่ากลบเกลื่อนว่า

“เที่ยวนี้ หนูอยู่ได้อาทิตย์เดียวนะคะคุณย่า หนูลงเรียนซัมเมอร์ไว้ อยากจบเร็วๆ น่ะค่ะ” พอได้ยินอาทิจบอกว่าพรุ่งนี้ตนจะไปตกกล้า ดรุณีบอกเขาว่า “ที่หนู แวบขึ้นมานี่ก็เพราะจะมาช่วยพี่อาทิจตกกล้าน่ะค่ะ”

“ดีแล้วลูก เอ้า...ถ้าอย่างนั้นก็ตามย่ามานี่ทั้งคู่เลย ย่ามีอะไรจะให้” คุณย่าลุกเดินนำไป ดรุณีกับอาทิจจึงลุกตาม

สิ่งที่คุณย่าเอาให้ คือเมล็ดข้าวที่ท่านไปเก็บจากท้อง สนามหลวงที่ในหลวงท่านเสด็จในพระราชพิธีพืชมงคล ท่านพระราชทานพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรนำไปปลูก คุณย่า

มอบให้อาทิจนำไปหว่านเพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเองกับที่นาของเรา

อาทิจรับถุงพันธุ์ข้าวขึ้นทูนเหนือหัว ดรุณียกมือไหว้ตาม ต่างรู้สึกตื้นตันใจยิ่งกว่าได้แก้วแหวนเงินทองมากมายนัก

ooooooo

เพราะคุณย่าทุ่มเทแนะนำและกระทั่งช่วยอาทิจทำโครงการต่างๆ มาตลอด ทำให้วันนี้ คุณย่ารู้สึกเหนื่อย น้าแก้วเป็นห่วง ไปเอายาหอมมาให้ ส่วนดรุณีก็มาบีบนวดให้คุณย่าด้วยความเป็นห่วง

“ย่าไม่ได้เป็นอะไรหรอกลูก แค่เหนื่อยง่ายตามประสาคนแก่น่ะ”

เมื่อคุณย่ากินยาหอมที่น้าแก้วเอามาให้แล้ว อาทิจขอไปดูกะหล่ำปลีกับสตรอเบอร์รี่ ดรุณีขอตามไปช่วยด้วย คุณย่าบอกว่าเกร็งคงเอารถเข้าเมืองไปแล้ว ให้เอารถของท่านไปก็ได้ อาทิจจะถีบจักรยานไป ดรุณีติงว่ากว่าจะถึงก็ค่ำพอดี

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ เดี๋ยวพี่พาไปทางลัด”

ดรุณีแปลกใจเพราะไม่เคยรู้ว่ามีทางลัด ได้แต่นึกสงสัยว่าทางไหน??

อาทิจขี่จักรยานพาดรุณีลัดเลาะไปตามทางเล็กๆ แต่พอโผล่ออกถนนใหญ่ ดรุณีก็ตะลึงพรึงเพริดกับ

สีชมพูหวานของดอกนางพญาเสือโคร่งที่บานสะพรั่งไปทั้งแถบ อาทิจถามว่าสวยไหม เธอบอกว่าสวยมาก ถามว่าเขารู้เส้นทางลัดนี้ได้ยังไง

“ปีก่อน พี่ถีบจักรยานเลาะมาดูที่ของคุณย่าแถวนี้ เห็นนางพญาเสือโคร่งออกดอกพอดี ก็เลยคิดว่าถ้ามีถนนตัดผ่านเส้นนี้  มันคงทำให้ทุกคนไปทำงานอย่างมีความสุข แถมยังร่นระยะทางไปไร่สตรอเบอร์รี่กับถนนเข้าเมืองได้อีกต่างหาก”

“พี่อาทิจก็เลยเกณฑ์คนงานมาทำถนน” ดรุณีถาม เขารับว่าใช่ ดรุณีเลยแซวอย่างปลื้มใจว่า “ใครเป็นคนงานพี่อาทิจนี่ต้องเก่งทุกอย่างเลยนะคะ ทั้งหมักปุ๋ย ทำไร่

ทำสวน ปลูกข้าว ทำถนน สารพัดอย่าง พี่อาทิจทำยังไง คนงานถึงได้ร่วมแรงร่วมใจได้ขนาดนี้”

อาทิจบอกว่าไม่ได้ทำอะไร แค่ทำให้เขาเห็น แล้วก็อยู่กับเขาจนงานเสร็จเท่านั้น ดรุณีบอกว่าอยากเก่งอย่างเขาจัง

“พี่ไม่ได้เก่งอะไรจริงๆนะครับ  เพียงแต่พี่ตั้งใจเต็มร้อยกับงานทุกอย่างที่พี่ทำ”

“นั่นล่ะค่ะที่ณีว่าสำคัญที่สุด จริงๆ คนเก่งๆในบ้านเรามีเยอะ  แต่เก่งแล้วตั้งใจทำงานเต็มร้อยมีน้อยมาก ณีอยากเป็นเหมือนพี่อาทิจ อาจจะไม่เก่งที่สุดแต่จะตั้งใจทำงานอย่างที่สุด...มีอะไรก็สั่งสอนด้วยนะคะ อาจารย์”

ดรุณีโค้งคารวะอาทิจท่าทางน่ารัก จนอาทิจเอามือขยี้หัวเธออย่างเอ็นดู วินาทีนั้นดรุณีรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

อึดใจเดียว พออาทิจรู้สึกตัวก็เอามือออก ยิ้มให้เธอเก้อๆ

“พรุ่งนี้เรามาที่นี่อีกนะคะ ณีจะเอากล้องมาถ่ายรูปดอกนางพญาเสือโคร่งให้อาจารย์ที่คณะดู เผื่อจะเอาไปทดลองทำอะไรได้บ้าง”

“ได้เลยครับ...ลูกศิษย์” อาทิจหยอกแล้วพากันหัวเราะร่าเริงท่ามกลางดงนางพญาเสือโคร่งสีหวาน รับแสงอาทิตย์อ่อนๆ ที่ทอดลงมาเป็นลำ ช่างเป็นภาพที่สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ...

ooooooo

บ่ายวันรุ่งขึ้น  อาทิจพาดรุณีมาที่นี่อีกครั้ง  เธอถ่ายรูปอย่างหลงใหล ถามอาทิจว่ามีข้อมูลของต้นนางพญาเสือโคร่งไหม  อาทิจยิ้มถูกใจ บอกว่านึกแล้วว่าจะต้องถาม ถ้าตนไม่ได้เตรียมอ่านข้อมูลมาละแย่เลย

แล้วอาทิจก็บรรยายข้อมูลของต้นนางพญาเสือโคร่งอย่างละเอียด ส่วนดรุณีก็จดยิกๆ เขาบรรยายทั้งความสวยงามและคุณประโยชน์อย่างครบถ้วน

ได้ข้อมูลจนพอใจแล้ว ดรุณีขอถ่ายรูปกับเขา บอกว่าจะเอาไปดูต่างหน้า  อาทิจมองลึกเข้าไปในดวงตาเธอ บอกว่าถ้าเธอใช้สมองจำก็อาจจะมีวันลืม  แต่ถ้าใช้ หัวใจจำ ภาพนั้นก็จะอยู่กับเราตลอดไป ไม่มีวันลืม...

คำชี้แจงของอาทิจทำเอาดรุณีหัวใจอ่อนยวบร่างเปลี้ยจนแทบจะยืนไม่ติด เธอรีบตัดบทว่า ไม่ถ่ายก็ได้ เราไปทำงานกันต่อเถอะ  พูดแล้วเดินลิ่วไปที่รถจักรยานเลยอาทิจตามไปถีบรถพาเธอกลับ มือที่เกาะเอวเขาไว้หลวมๆ ทำให้อาทิจไม่รู้เลยว่า หญิงสาวที่ซ้อนท้ายเขามานั้น ใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกร่างอยู่แล้ว...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป
23 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 15:20 น.