ตอนที่ 10
หลังจากทุ่มเถียงกับหลวงอรรถเมื่อบ่ายทำให้ท่านดาบขุ่นเคืองใจเรื่อยมาจนถึงค่ำ โดยเฉพาะเรื่องนางโลมตัวหอมที่หลวงอรรถบอกว่าคุณพระพาณิชย์ใจดีมอบนางมาบำเรอ ทำท่านดาบว้าวุ่นฟุ้งซ่านหนักถึงขนาดนอนไม่หลับจนต้องออกไปที่โรงโสเภณี แล้วใช้วิธีปีนกำแพงเข้าไปเพราะไม่ต้องการให้เอิกเกริกจนได้อาย
แต่ด้วยความรีบร้อนและเห็นเงาใครคนหนึ่งข้างในเป็นเหตุให้ท่านดาบพลัดร่วงลงมา จนคนในเงามืดตกใจวิ่งตรงมาดู
“ท่านนั่นเอง เจ็บตรงไหนหรือไม่”
พอเห็นชัดว่าเป็นนางโลมตัวหอม ท่านดาบถึงกับสะบัดหนีด้วยความโมโห
“อย่ามายุ่งกับข้า ออกไป”
“เอ้า พื้นเสียจากไหนมา”
“เจ้าไปบำเรอชายอื่น ไอ้หลวงอรรถนั่น ถามจริงๆ เจ้าไม่มียางอายรึ เที่ยวบำเรอชายมากหน้าทุกคืนๆ เจ้ามันสกปรก”
“ที่ลำบากลำบนปีนเข้ามานี่ เพื่อมาด่าหญิงรึ” เอยาวดีไม่พอใจจะเดินกลับ แต่โดนท่านดาบรั้งแขนไว้
“จะไปไหน เจ้าทำให้ข้าโดนหม่อมแม่ตี ต้องหนีไปนอนที่อื่น เจ้าทำให้คนทั้งพระนครด่าว่าข้าเป็นถึงท่านชาย แต่โง่เขลาเบาปัญญาถูกนางโลมหลอกเอาอัฐ นี่ยังไม่นับนะว่ามาแต่ละครั้งข้าไม่เคยทำอะไรเจ้า”
“แล้วแต่ละครั้งที่มาที่นี่ แม้แต่คืนนี้ ที่ทำบ้าๆปีนรั้วเข้ามา ใครบังคับท่านล่ะ พอมาถึงก็มาด่าทอหญิง”
“ยัง...ยังไม่หมด ราตรีกาลมาเยี่ยมเยียนคราใด ข้าก็แทบนั่งนอนไม่ติด เพราะมัวแต่คิดว่าคืนนี้เจ้าต้องบำเรอใคร เจ้าทำให้ข้าว้าวุ่นใจอยู่ทุกค่ำคืน...ข้า...ข้าเกลียดเจ้า ได้ยินไหมว่าข้าเกลียดเจ้า”
แทนที่เอยาวดีจะโกรธหรือเศร้าสลด นางกลับยิ้มๆเดินเข้าไปหา แววตาพราวเสน่ห์ยั่วยวนจนท่านดาบต้องเป็นฝ่ายถอยหนี
“เกลียดหญิง...เกลียดหญิงจริงรึ ทั้งหมดที่ทำคือวิถีของคนเกลียดกันงั้นรึ ใช่จริงรึ” น้ำเสียงนั้นยั่วยวนน่ารัก ท่านดาบเลยอึกอักพูดไม่ถูก ได้แต่ยืนฟึดฟัด
เอยาวดีมองท่านดาบด้วยสายตาที่เริ่มมีประกายของความรัก แต่เมื่อคิดไป...สายตานั้นก็เปลี่ยนเป็นอาลัยลา
“ม.จ.ดาบปราบศัตรู ชื่อนี้คุ้นเคยนัก ไม่นึกเลยเมื่อได้พบหน้า ท่านจะเป็นชายผู้งดงามสูงศักดิ์และเปี่ยมไปด้วยจิตใจบริสุทธิ์ เสียดายแล้ว ชาตินี้หญิงคงไม่มีวาสนาเป็นข้ารองบาทรับใช้พระองค์”
“พูดจาแปลกนัก...เอ้า นั่นจะไปไหน”
เอยาวดีเดินไปนั่งที่ศาลาแหงนมองท้องฟ้า ท่านดาบเดินตามมายืนมอง
“คนทั่วไปมองดาวคงเห็นว่าสวยงามอยู่ในที่สูงส่งจนน่าอิจฉา แต่หารู้ไม่ดวงดาวมีภาระหน้าที่ใหญ่หลวงต้องอุทิศตนเพื่อส่องแสงนำทางคนอื่น มิอาจมีชีวิตเป็นของตนเองได้”
“คืนนี้เจ้าออกมามองดาวงั้นรึ ที่จริงดาวบนดินก็มีนะ”
เอยาวดีไม่เข้าใจในคำพูดนั้น กระทั่งท่านดาบจับหิ่งห้อยตัวหนึ่งมาเกาะบนผมของเธอ
“เช่นนี้ไง ดาวบนดิน...ของข้า”
“ดาวบนดิน...ของท่าน” เอยาวดีทวนคำพลางสบสายตาอ่อนโยนลึกซึ้งของท่านดาบ
“คืนนี้เจ้าเป็นอะไร ข้าไม่ค่อยเห็นเจ้าเป็นเช่นนี้ ทุกครั้งที่พบล้วนแต่วุ่นวายอยู่ในห้องหับ เจอกัน พูดคุยกันเหมือนคนทั่วไป ออกจะแปลกๆอยู่”
เอยาวดีไม่ตอบคำถาม แต่กลับบอกเขาว่า “วันประมูลข้างหน้า ท่านจงอย่ามาประมูลหญิงได้หรือไม่ หญิงขอร้อง”
“ทำไม” น้ำเสียงเริ่มแข็งขึ้นมาอีก
“หญิงมีภาระหน้าที่ต้องทำในคืนนั้น ภาระหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อประเทศชาติ”
“ประเทศชาติไหน เจ้าพูดเรื่องอันใดกัน”
“รับปากสิเพคะท่านชาย ท่านจะไม่มาประมูลขันแข่งชิงตัวหญิง”
“เจ้ารังเกียจข้า อยากบำเรอชายอื่น หลวงอรรถหรือคุณเทพผู้นั้นล่ะ...ได้ ข้าจะไม่มา ไม่ว่าคืนไหนข้าก็จะไม่มา” ท่านดาบกระแทกเสียงแล้วหนีเดิน เอยาวดีรีบก้าวตาม
“ท่านชาย เดี๋ยวก่อน”
“เจ้าพูดเช่นนี้ก็ดีแล้ว ข้าจะได้เลิกทำเรื่องบ้าๆ จะได้ไม่ต้องเป็นคนโง่ในสายตาคนอื่น”
“หญิงมิได้รังเกียจท่าน ตรงข้าม หญิงรู้สึก...รู้สึกเป็น
พระคุณยิ่งที่ท่านให้ความเมตตาไม่เคยทำอะไรหญิง และเพราะความเมตตาของท่าน จึงทำให้หญิงรอดจากภัยอันตรายมาได้”
“แต่เจ้าก็ยังปฏิเสธข้า อยากไล่ให้ข้าไปพ้นๆหน้า”
“ชีวิตของหญิงเกิดมาพร้อมภาระหน้าที่ มิอาจทำตามใจได้ อีกไม่นานเราต้องจากกัน ไม่รู้ว่าจะได้ทดแทนพระคุณในชาตินี้หรือไม่...กราบนี้ ขอถวายแด่ท่านชายที่หญิงอาลัยยิ่ง”
เอยาวดีพนมมือกราบที่อกท่านดาบ มองอย่างอาลัยครู่หนึ่งแล้ววิ่งหนีไป ท่านดาบตั้งตัวไม่ทันได้แต่ยืนงงสงสัย
“พูดจามีความนัยพิกล ผิดจากทาสธรรมดา เจ้าเป็นใครกัน”
ออกจากโรงโสเภณีมาแล้วท่านดาบไม่ได้กลับไปนอนที่กระทรวงตามเดิม แต่กลับมาที่วังเขียวด้วยคิดว่าดึกดื่นคงไม่ต้องเผชิญหน้ารบรากับหม่อมแม่ แต่ที่ไหนได้ หม่อมนวลหูตาเป็นสับปะรดลงมาต้อนหน้าต้อนหลังคาดคั้นลูกชายว่าไปไหนมา
ท่านดาบโกหกไม่เก่งก็เลยถูกหม่อมนวลรู้ทันไปซะหมด แถมยังดุด่าว่ากล่าวเรื่องนางโลมที่โรงโสเภณีจนท่านดาบหูชา แกล้งหาวแล้วเดินหนีไปนอนมันซะดื้อๆ หม่อมนวลเลยยิ่งปวดใจ คิดไม่ถึงว่าลูกชายจะติดนางโลมจนโงหัวไม่ขึ้น แต่ถึงยังไงก็จะไม่ยอมให้ลูกชายมีเมียเป็นนางโลมอย่างเด็ดขาด ต้องหาทางกำจัดนางให้พ้นทาง!
ooooooo
รุ่งเช้าวันใหม่ หลวงอรรถวางแผนส่งสมุนคนหนึ่งของตนเข้าไปของานทำในวังเขียวเพื่อสอดแนมเรื่องเจ้าหญิงเอยาวดี แต่โชคไม่ดีมันดันมาเจออองดินที่ฉลาดหลักแหลม แผนการครั้งนี้จึงไม่สำเร็จแถมมัน
ยังถูกอองดินสะกดรอยตามไปจนถึงเรือนหลวงอรรถ แต่อองดินไม่รู้จัก จึงคาดคะเนว่าเรือนหลังนี้น่าจะเป็นของขุนนางชั้นสูง
แต่ที่น่าตกใจก็คือพวกเขารู้เรื่องราวของเจ้าหญิงเอยาวดี ดังนั้นอองดินจึงวนเวียนสืบข่าวจนรู้ว่าขุนนางคนนั้นคือหลวงอรรถ
“เป็นถึงคุณหลวงเรืองอำนาจ ตามสอดแนมเรื่องเจ้าเชียงน้อยเพราะเหตุใดกัน หรือว่า...สมิงสินธูว่าจ้างเอาไว้”
ฉุกใจคิดเช่นนั้นแล้วอองดินเป็นกังวลอย่างมาก ห่วงความปลอดภัยของทั้งเอยาวดีและวาดที่อยู่ในฐานะเจ้าหญิงตัวจริงและตัวปลอม
ส่วนที่เรือนหลวงโอสถวันนี้ วงกับไผ่นำทองคำที่ได้จากวาดมาขอไถ่ตัว ยังความแปลกใจให้แก่หลวงโอสถและโนรีเป็นอย่างมาก รวมทั้งทาสอีกนับสิบชีวิตที่พากันแตกตื่นมาห้อมล้อม
“ทองคำแท้...เอ็งไปเอามาจากที่ใด” หลวงโอสถคาดคั้นทั้งคู่
“มีคนให้เรามา คนผู้นั้นบอกว่าค่าตัวของเราสองคนเพียงไม่กี่ชั่ง ดังนั้นเมื่อคุณหลวงรับทองคำนี้ไปแล้วต้องทอนอัฐบางส่วนให้แก่เรา”
“ทองคำมีค่าขนาดนี้ ข้าเคยเห็นแต่ในท้องพระคลังเท่านั้น ใครให้เอ็งบอกมานะ”
“เราบอกไม่ได้ ขอความกรุณาคุณหลวงอย่าถามเราเลย”
“คุณหลวงมีข้าทาสมากมาย รับทองคำนี้ไปแล้ว ปล่อยเราสองคนไปเถอะนะเจ้าคะ”
วงกับไผ่คลานเข้าไปกราบกรานหลวงโอสถ ขออิสระ
ให้แก่ตัวเองแต่หลวงโอสถซึ่งยังคาใจเรื่องทองคำก็อ้างว่าสารกรมธรรม์สัญญาทาสของทั้งคู่ไม่รู้เก็บไว้ที่ไหน คงต้องใช้เวลาหา แล้วพรุ่งนี้ค่อยมารับคืนไป
หลังจากทาสทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว หลวงโอสถก็รีบทำการทดสอบทองคำที่รับไว้ ปรากฏว่าเป็นของจริงของแท้ นังทาสสองคนไม่ได้แหกตา จึงสงสัยนักหนาว่ามันไปเอาของมีค่าเช่นนี้มาจากใครกัน คิดไปคิดมานึกได้ว่านังวาดกำลังเฟื่องที่โรงโสเภณี แต่ก็ยังแปลกใจอยู่ดีว่าใครหน้าไหนจะให้ของพรรค์นี้แก่นางโคมเขียว
“คุณพ่อทำงานรับราชการมาทั้งชีวิต ยังไม่มีของพรรค์นี้เลย หนอย...นังทาสในเรือนเบี้ยสองคนนี้มันเอามาเยาะเย้ยเราชัดๆ” โนรีเจ็บใจ
“ถึงยังไงมันก็เป็นแค่ทาส ต่อให้โชคเข้าข้างมันก็สู้ปัญญาคนอย่างเราไม่ได้ดอก”
“คุณพ่อทำสีหน้าเช่นนี้ คิดอ่านประการใดอยู่เจ้าคะ”
“ขืนปล่อยมันเป็นอิสระ พ่อคงเสียหน้า ไหนจะทองคำก้อนนี้อีก มันต้องเป็นของเราถึงจะถูก” หลวงโอสถยิ้มร้าย แผนการเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นในหัว
ครั้นวันพรุ่งซึ่งเป็นวันนัดหมายให้วงกับไผ่มาเอาสัญญาทาส หลวงโอสถกลับพาตำรวจหลวงมาจับทั้งคู่ในข้อหาขโมยทองคำของตนไป โดยโนรีก็ช่วยพ่อยืนยันแข็งขันกับตำรวจ
“มันขโมยทองของพ่อข้า แล้วยังมีหน้าเอาทองคำนี้มาไถ่ตัวเองอีก หน้าไม่อาย”
“ไม่จริง...นั่นมันทองของเรา” ไผ่ร้องลั่น
“โกหก ข้าไปค้นแล้ว ทองในหีบสมบัติข้าหายไปจริงๆ กินบนเรือนขี้บนหลังคา ข้าอุตส่าห์ชุบเลี้ยง เผลอไม่ได้ มาขโมยของของข้า”
วาดซึ่งย้อนกลับมาแอบดูแอบฟัง ทั้งตกใจทั้งโกรธสองพ่อลูกนั่นจนตัวเนื้อสั่น พอเห็นตำรวจทำท่าจะจับแม่กับเพื่อนไปสอบสวน วาดทนไม่ไหวจะพุ่งเข้าไปช่วย ทันใดนั้นอองดินโผล่มาดึงตัววาดไว้
“อย่า...สงบสติอารมณ์หน่อย”
“นี่ท่าน...ท่านมาได้ยังไง ปล่อยข้านะ ปล่อย”
“เปิดเผยตัวตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ มานี่ มาด้วยกัน” อองดินลากวาดห่างออกไปไกลพอควร ก่อนย้ำเตือนอีกครั้งว่า ถึงวาดออกไปยืนยันก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะอีกฝ่ายเป็นคุณหลวง คุณหลวงไม่มีทางขโมยทองของทาส มีแต่ทาสที่จะขโมยทองคุณหลวง
“มันเป็นถึงคุณหลวง ชาตินี้มันยังมีไม่พออีกหรือ ทำไมมันจะต้องโกงคนไม่เคยมีอะไรอย่างเราด้วย ทำไม...ทำไม...ไอ้คนชั่ว คนเลว คนเห็นแก่ตัว ใจคอมันทำด้วยอะไร มันโกงทองของข้า โกงข้า ฮือๆๆๆ”
วาดร่ำไห้คร่ำครวญอย่างเจ็บปวดคับแค้น อองดินนิ่งมองด้วยความเวทนาสงสาร...ส่วนที่เรือนหลวงโอสถ ความรู้สึกของวงก็ไม่ต่างจากวาด วงกำลังวิงวอนทั้งน้ำตา
“คุณหลวง ชีวิตของเรามีโอกาสครั้งนี้เพียงครั้งเดียว พลาดโอกาสนี้ไปข้าคงต้องตายทั้งที่ยังเป็นทาสเขา คืนทองให้เรา ปล่อยเราไปเถอะนะเจ้าคะ ข้าไหว้ล่ะ ให้กราบตีนก็ได้ คืนทองเรามาเถอะนะ คืนทองเรามาเถอะ”
หลวงโอสถนิ่งไม่สนใจไยดี ตำรวจจึงเข้ามาจับวงให้ลุกขึ้น เหลือเห็นแล้วทนไม่ไหวเดินเข้าหาตำรวจช่วยยืนยันว่าสองคนนี้ไม่เคยขโมยของ
“อีเหลือ...อย่าเสือก” โนรีแผดเสียงพร้อมผลักเหลือกระเด็นไป แล้วหันไปถีบไผ่อีกคนที่ตัดพ้อต่อว่าหลวงโอสถอย่างรุนแรง
“นี่หยุดนะ พระอาญาบ้านเมืองมิให้ทำร้ายทาส” ตำรวจปรามโนรี หลวงโอสถรีบเข้ามาไกล่เกลี่ยเสียงอ่อน
“แม่โนรีเขาบันดาลโทสะน่ะ เอ้อ ทำเช่นนี้ดีไหม เดี๋ยวคนเขาจะหาว่าหลวงโอสถใจร้ายใจดำ เอาเป็นว่าข้าไม่เอาความมันสองคนแล้ว”
“ไม่เอาความแล้วรึ”
“เราสองคนได้ทองคืนมา แถมมันทั้งคู่ก็เป็นคนเก่าคนแก่ มันคงเกิดความโลภชั่ววูบชั่วขณะ เอาเถอะ ข้าไม่ถือสาหาความแล้ว ขอท่านตำรวจหลวงจงปล่อยมันเถิด”
“โถ คุณพ่อช่างมีจิตใจเมตตา ทาสขโมยของเราแท้ๆยังให้อภัยได้ เป็นนายคนต้องมีทั้งพระเดชพระคุณเช่นนี้เอง โนรีจะจดจำเอาไว้เป็นแบบอย่าง”
เมื่อหลวงโอสถยืนยันไม่เอาความ นั่นเท่ากับไม่มีเจ้าทุกข์ ตำรวจจึงจับใครไม่ได้...พอส่งตำรวจลงเรือนไปแล้ว สองพ่อลูกก็กลับขึ้นมาตบตีไผ่กับวงอย่างไม่ปรานี
“ในเมื่อจะเอาเราไว้เป็นทาส ก็เอาทองเราคืนมา เอาของของเราคืนมา” ไผ่ร่ำร้องขอความเป็นธรรม
“เรามาทำข้อตกลงกัน” หลวงโอสถเสียงอ่อนลง “ทองคำนี่ข้าจะถือเป็นค่าข้าวค่าน้ำ ค่าที่อยู่ ต่อไปนี้เอ็งสองคนไม่ต้องทำงาน ข้าจะเลี้ยงดูเอ็งให้อยู่สุขสบาย เจ็บป่วยได้ไข้ ข้ารักษาให้ กับทองก้อนนี้ก้อนเดียว เอ็งตกลงไหม”
“ถึงยังไงท่านก็จะยึดทองของเราให้ได้ใช่ไหม”
หลวงโอสถตบวงอีกเปรี้ยง ทาสทั้งหลายที่รายล้อมเริ่มจ้องมองหลวงโอสถด้วยสายตาเกลียดชัง
“โธ่ อีแก่ มึงนี่โง่นัก เลี้ยงดูจนตาย มึงนึกว่ากูได้กำไรงั้นรึ พวกมึงก็เหมือนกัน ไอ้อีทาสทั้งหลาย บุญคุณท่วมหัวของกูตั้งแต่ชั้นปู่ย่าตาทวดน่ะเคยเห็นกันบ้างหรือไม่ หมู่นี้กำเริบเสิบสานกันนัก”
“พอแล้วเจ้าค่ะคุณพ่อ ไม่ต้องลดตัวไปพูดกับมันแล้ว เอาเป็นว่าตกลงตามนี้ ใครขืนพูดมาก โดนอาญาแผ่นดินแน่”
“เข้าใจกันแล้วใช่ไหม...โนรี เอาทองนี่เข้าไปเก็บซะให้เรียบร้อย”
ทาสทุกคนไม่มีใครหืออืออีก ต่างก้มหน้าด้วยความหวาดกลัวนายเงินจอมโหด
ooooooo
วาดและอองดินเดินกลับมาที่รั้วเรือนหลวงโอสถ พอเห็นแม่กับเพื่อนเดินร้องไห้ลงเรือนมา วาดก็น้ำตาไหลออกมาอีก
“พวกมันคงไม่กล้าเอาผิดแม่เจ้าจริงๆ คงแค่ขู่เท่านั้น ทำใจให้มั่นคงไว้ ไปคุยกับแม่เจ้าซะ”
อองดินเดินจากไปก่อนที่ใครจะมาเห็น ส่วนวาดปรี่เข้าไปหาแม่กับไผ่ แล้วสามคนก็กอดกันร้องไห้ระงมไป
“ลูกแม่ มันเอาทองเราไป มันเอาไปแล้ว...”
“ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ไถ่ตัวแม่เอ็ง แล้วยังถูกมันหลอกเอาทองไปด้วย”
“พวกเราสามคนต้องเป็นทาสเขา ต้องเป็นทาสเขาต่อไปใช่ไหมลูก”
วาดพูดไม่ออก แต่สีหน้าบ่งบอกว่าดุดันเคียดแค้นเหลือเกิน...ในที่สุดคืนนั้นวาดก็กลับไปวังเขียว แต่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรสักคำกับอองดินที่รออยู่ แถมยังนั่งอยู่ที่ศาลาจนถึงเช้าโดยไม่หลับไม่นอน
“นี่เจ้าไม่ได้หลับเลยรึ” อองดินเข้ามาถาม วาดส่ายหน้าแทนคำตอบ “ใช้เวลาคิดทั้งคืน แล้วคิดออกหรือไม่ว่าจะทำเช่นใดต่อไป”
“คิดออกแล้ว” ตอบเสร็จก็นิ่งไปอีก ไม่ชี้แจงว่าคิดประการใด
“เรื่องทองคำ...ข้าให้เจ้าใหม่ได้”
“ข้ามีทองอีก คนก็หาว่าข้าขโมยอีก ไม่ใช่เพราะข้าไม่มีอัฐ แต่เพราะคนพวกนั้นเชื่อว่าข้าเป็นทาส และเมื่อเกิดเป็นทาส เขาก็ต้องกดขี่ให้ข้าเป็นทาสตลอดไป เมื่อโลกไม่มีที่ยืนสำหรับคนต้อยต่ำ คนต้อยต่ำหากไม่อ่อนแอจนตายก็ลุกขึ้นสู้ ท่านเดาออกใช่หรือไม่ว่าข้าจะเลือกทำเช่นใด ท่านอองดิน”
“หมายความว่ากระไร เจ้าจะทำเช่นใดต่อไป อะไรที่อยู่ในหัวเจ้างั้นรึ”
วาดไม่ตอบแต่ยิ้มร้าย ตัดสินใจปล่อยจิตใจให้ตกต่ำเข้าสู่ด้านมืดของความเป็นมนุษย์ แล้วในวันนี้เองวาดก็ย้อนกลับไปที่เรือนหลวงโอสถ แอบกลั่นแกล้งไอ้นายเงินหน้าเลือดตกบันไดขาแทบหัก ก่อนจะย่องออกมาด้วยความสะใจ
ooooooo
สายวันเดียวกัน เอยาวดีพาขาวและบางเดินมาดูใต้ต้นไม้ใหญ่หลังโรงโสเภณี
“วันพรุ่งนี้จะเป็นวันประมูล ไม่ว่าคุณเทพจะเป็นพี่ชายรัชทายาทที่หญิงตามหาหรือไม่ หญิงก็ต้องกลับเชียงน้อย แต่เมื่อไปแล้วหญิงจะส่งคนเอาทองคำมาฝังไว้ใต้ต้นไม้ตรงนี้”
“เอาทองมาฝังรึ”
“ให้เจ้าสองคนและพี่ใบได้ใช้ แต่จงใช้ด้วยปัญญา ใช้ยามจำเป็นเท่านั้น อย่าให้คนสงสัยได้”
“เจ้าหญิง เจ้าหญิงจะให้ทองเรา...อีบางได้ยินไหม กูชักอยากเป็นลมเพราะความร่ำรวยขึ้นหน้า” ขาวเซไปพิงต้นไม้ รู้สึกเวียนหัวขึ้นมากะทันหัน แต่บางยังขรึมอยากรู้ว่าเอยาวดีจะหนีออกจากโรงโสเภณีด้วยวิธีใด...
กลับไปทำงานในหน้าที่ของตนได้ไม่นาน ขาวก็เข้ามากระซิบบางกับเอยาวดีว่า
“พวกทาสมันพูดกันว่าวันที่อีนังเจ้าหญิงไปบำเรอหลวงอรรถ อีพริ้งมันเป็นคนยุให้หลวงอรรถกระทำรุนแรงกับอีเจ้าหญิง”
“อะไรนะ ฝีมืออีพริ้งรึ” บางโกรธมากจะไปเอาเรื่องพริ้ง
“นี่จะไปไหนแม่บาง อย่านะ” เอยาวดีรีบห้าม
“ครั้งแรกมันเอายาพิษให้เจ้ากิน เจ้าก็ไม่ยอมบอกคุณพระ ครั้งที่สองมันจะฟ้องเรื่องเจ้า เจ้าก็ให้เงินปิดปากมัน ถามสักนิด มีอะไรดีขึ้นหรือไม่”
“แล้วที่แม่บางจะไปทำร้ายเขาน่ะ ใครทำร้ายเราแล้วเราทำร้ายตอบ มันมีอะไรดีขึ้นตรงไหน”
“ความถูกต้องมีประโยชน์อะไรหา...ใครทำร้ายเรา เราทำร้ายตอบ เป็นวิถีปกติของโลกใบนี้ เจ้าควรเรียนรู้ไว้เสียบ้าง” บางเดินอาดๆออกไปแล้ว เอยาวดีตกใจรีบฉุดมือขาวก้าวตามไป
บางเดินตรงเข้าไปในที่โรงครัวที่พริ้งกับสมุนคนสนิทกำลังหุงต้มอาหาร สองฝ่ายเปิดฉากทะเลาะกันด้วยเรื่องที่พริ้งทำชั่วช้ากับนังทาสบ้า พริ้งไม่ปฏิเสธแถมยังพาลด่าไปถึงบุพการีของบาง บางเลยบันดาลโทสะคว้าท่อนฟืนแดงฉานจากเตาจะฟาดพริ้งให้ถึงตาย แต่เอยาวดีพุ่งเข้าขวางจนได้รับบาดเจ็บบริเวณแขน ในขณะที่พริ้งรอดตาย แต่ยืนตัวสั่นงันงกด้วยความตกใจ และไม่เข้าใจว่าทำไมนังทาสบ้าถึงได้เอาตัวเข้ามาเสี่ยงเพื่อช่วยชีวิตตน
ขาวพาเอยาวดีกลับไปประคบรอยแผลผื่นแดงที่แขน จู่ๆบางก็ตามมาฮึดฮัดโวยวายชี้หน้าเอยาวดี จนแม้แต่ขาวยังตกใจอาการของบาง
“มึงจะเอาไงกับกู อีเจ้าหญิง กูถามว่ามึงจะเอาไง”
“พี่บางโมโหอะไรน่ะ”
“ตั้งแต่มึงโผล่เข้ามาที่นี่ มึงมาเที่ยวทำดีกับกู พี่กู จากที่กูเกลียดมึง กูต้องกลายเป็นรักมึง แล้วนี่กระไร พอกูจะปกป้องมึงจากศัตรู มึงก็ยังเสือกไปทำดีกับศัตรูของมึงจนต้องเจ็บตัวขนาดนี้ มึงจะเอาไงกับกู...หา”
“หญิงคงทำให้พี่วุ่นวายใจล่ะสิ”
“เออสิ เกิดมากูไม่เคยเห็นคนอย่างมึง มึงมันโง่ได้ถึงขนาด”
“โง่รึ คนดีมักกลายเป็นคนโง่ใช่ไหม ใครๆถึงไม่ชอบทำความดี” เอยาวดีพูดไปยิ้มไปจนบางแว้ดใส่ด้วยความโมโห
“มึงหัวเราะอะไร”
“หัวเราะสาแก่ใจล่ะมั้ง ถ้าแม่บางแก้แค้นแม่พริ้งสำเร็จ แม่บางก็คงหัวเราะแบบนี้ใช่ไหม แล้วถ้าหญิงทำดีกับแม่พริ้งบ้าง ทำไมจะหัวเราะสาแก่ใจบ้างไม่ได้”
“ก็จริงนะ ป่านนี้อีพริ้งมันคงงงเป็นไก่ตาแตกกับอีเจ้าหญิงตกยากของเรา”
จริงดังที่ขาวว่า เวลานี้พริ้งกำลังว้าวุ่นใจ ขบคิดหัวแทบแตกแต่ก็หาเหตุผลไม่ได้อยู่ดีว่าทำไมนังทาสบ้ามันถึงกล้าเอาชีวิตเข้าเสี่ยงแบบนั้น...
“แม่บาง ถ้าแม่บางเอาไฟฟาดแม่พริ้ง แม่บางก็จะโดนโทษหนัก แถมยังต้องผูกพยาบาทจองเวรกับแม่พริ้งไปจนกว่าจะตายจากกัน” เหตุผลของเอยาวดีทำให้ขาวต้องครุ่นคิดตาม
“ก็จริงนะ ถูกกดขี่ให้เจ็บช้ำ อีกฝ่ายแก้แค้นเอาคืน เพราะคิดว่าจะกำราบให้จบเรื่อง แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นคุไฟแค้นให้ต่อเนื่องแก้แค้นไปมาไม่จบสิ้น”
“หญิงไม่เคยถือโทษแม่พริ้ง เพราะเห็นใจเขา หญิงยังมีทางไป แต่แม่พริ้งไม่มี ต้องเป็นทาสเขาตลอดชีวิต ชีวิตของแม่พริ้งจำต้องวนเวียนอยู่ในความทุกข์อยู่แล้ว”
“เมตตาเขา ยอมเอาตัวเองเข้าไปเจ็บแทน แล้วมึงเคยได้ยินเรื่องชาวนากับงูเห่าไหม สุดท้ายชาวนาก็ถูกงูเห่าที่ตนช่วยไว้กัดตาย” บางพูดซะขาวเห็นภาพ เลยเออออไปด้วย แต่เอยาวดีก็ยังค้านขึ้นมาอีก
“นั่นมันงูเห่า เป็นเดรัจฉาน ธรรมชาติเดรัจฉานย่อมมีใจต่ำกว่ามนุษย์”
“แล้วเดรัจฉานในร่างมนุษย์น่ะเคยเห็นไหม มันมีอยู่สักครึ่งโลกได้กระมัง” บางยอกย้อน
“แหม ฟังคนมีปัญญาคุยกันนี่มันสนุกนัก เอ้า เจ้าหญิงเอ็งจะตอบมันว่ากระไร”
“จริงอยู่เราต้องระมัดระวังเดรัจฉานในร่างมนุษย์ แต่หากเรากลัวคนชั่วเหล่านี้ด้วยการสร้างความชั่วให้เพิ่มมากขึ้นอีก ท้ายสุดโลกนี้จะเหลือเพียงความกลัวและความชั่ว และเราเองก็จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้”
บางกระแทกตัวลงนั่ง ค้อนเอยาวดีปะหลับปะเหลือก
“เอ๊า พี่บาง...ไม่ตอบโต้เขาแล้วรึ”
“กูเหนื่อย!”
ขาวและเอยาวดีอดยิ้มขำบางไม่ได้ แล้วขาวก็ขอให้บางสอนราชาศัพท์ให้ตนบ้าง
“สอนทำไมวะ”
“ข้าจะพูดกับนังเจ้าหญิงมัน ด้วยหัวใจดีงามของมัน ข้าเชื่อแล้วว่ามันเป็นขัตติยะนารี”
“ขาว...เพื่อนข้า” เอยาวดีครางออกมาด้วยความซาบซึ้ง
“ข้าเป็นคนสยาม ข้าคุ้นชินกับพระมหากษัตริย์หัวใจสูงที่รักประชาชนยิ่งกว่าตนเอง ข้าเชื่อเอ็งแล้วล่ะ” พูดจบขาวก็สวมกอดเอยาวดีแน่น บางโถมตัวเข้ามากอดอีกคนโดยไม่พูดไม่จา...
ในขณะที่เอยาวดีใช้ความดีเอาชนะความชั่วจนเป็นที่ยอมรับ แต่สำหรับวาดที่ตัดสินใจกลับไปวังเขียวอีกครั้ง วาดกำลังปล่อยให้ความเจ็บความแค้นฉุดดึงตัวเองไปในด้านมืด
“เมตตากรุณาและให้อภัย ฮึ ข้าเบื่อหน่ายกับคำเหล่านี้เหลือเกิน บุญกุศลดีงามทั้งหลาย ข้าเหนื่อยที่จะปรารถนา ต่อไปนี้อีทาสในเรือนเบี้ยชื่อวาดขอเลือกเดินสู่เส้นทางสายนรก เส้นทางแห่งความเกลียดชังและความริษยา!”
ooooooo
หม่อมนวลยังโกรธลูกชายไม่หาย เจอหน้ากันเมื่อไหร่เป็นต้องตำหนิเหน็บแนมไปซะทุกที ซ้ำทำท่ารังเกียจรังงอนไม่อยากอยู่ใกล้คนสกปรกที่ชอบไปคลุกคลีกับนางโลม แม้ท่านดาบพยายามง้อเอาใจหม่อมแม่สักเพียงใดก็ไม่บังเกิดผลดี จึงทั้งหนักใจทั้งไม่สบายใจ
หลังอาหารมื้อเช้าท่านดาบจะไปเยี่ยมเจ้าหญิงที่ได้ข่าวว่าประชวร แต่พอไปถึงหน้าห้องติ๊ดกลับกางกั้นไม่ยอมให้เข้า อ้างเหตุผลเหมือนที่เคยอ้างกับหม่อมนวลว่าเจ้าหญิงเป็นโรคติดต่อ แต่ท่านดาบบอกไม่กลัว เจ้าหญิงเป็นแขกของวังเขียว ถือเป็นหน้าที่ของตนที่ต้องดูแลอย่างดี
ติ๊ดเลิ่กลั่กมีพิรุธเพราะกลัวความลับแตก นั่นยิ่งทำให้ท่านดาบสงสัยรีบเปิดประตูเข้าไป ติ๊ดก้าวตามติด แล้วติ๊ดก็ผงะงุนงงเมื่อเห็นวาดกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง สงสัยว่ามันเข้ามาตอนไหนยังไง
เมื่ออยู่กันตามลำพัง ท่านดาบซักถามอาการป่วย วาดแสร้งทำพอเป็นพิธี และบอกว่าติ๊ดมียาจากเชียงน้อยติดมา กินไปแล้วจึงทุเลาลง
“ก็แค่นั้น ทำเป็นเรื่องใหญ่นักหนา ถึงกับปิดประตู ปิดหน้าต่าง ทำเช่นนี้คนป่วยก็ยิ่งแย่ เจ้าแน่ใจรึว่าดีขึ้นแล้ว”
“พี่ติ๊ดบอกว่าข้าเป็นโรคติดต่อ ท่านไม่กลัวรึ”
“เจ้าเป็นแขก เป็นเพื่อน แล้วก็พลัดที่อยู่มาเพียงองค์เดียว หากเจ้าเป็นโรคติดต่อจริง ข้ายิ่งต้องดูแล”
“ท่านเป็นห่วงข้าด้วยใจจริง ถือเป็นความเมตตาอย่างยิ่ง”
“สุราของเจ้ารสเลิศกว่าใครในแผ่นดิน ถ้าขาดเจ้า ข้าจะไปหาดื่มที่ไหนอีก”
“ข้ามีชีวิตเหมือนอยู่ในราตรีกาล จู่ๆวันหนึ่งก็มี
ดวงเดือนเช่นท่านมาส่องสว่างนำทางข้า”
“พูดแบบนี้อีกแล้ว หมายความเช่นใดกันแน่”
“ข้าจะบอกท่านในวันหนึ่งว่าหมายความเช่นใด... ท่านชาย ที่ท่านประทานความเมตตาให้ข้าทุกวันนี้ เพราะอะไร”
“เพราะ...ข้าก็ไม่เคยถามตัวเอง อาจเป็นเพราะข้าเป็นลูกคนเดียว ไม่เคยมีพี่น้อง พูดคุยกับเจ้า ดูเจ้าเล่นซน ข้าเหมือนรู้สึกว่ามีน้องสาว”
วาดน้ำตาคลอที่ทาสอย่างตนมีคนสูงส่งอย่างท่านชายมานับญาติด้วย
“เอ๊ะ ถึงกับมีน้ำตาเทียวรึ นี่เจ้าเป็นอะไรไป”
“ข้าเกรงท่านจะตอบว่า เพราะข้าเป็นเจ้าหญิงคู่หมั้นของท่าน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ข้าคงเสียใจมาก”
“ข้ามิได้คบคนที่ตำแหน่งดอก เรื่องคู่หมั้นอะไรนั่น หากข้าไม่มีใจเสน่หา ใครก็บังคับท่านดาบมิได้ เจ้าฉลาดพูดคุย เป็นหญิงที่ไม่น่าเบื่อ ข้าจึงชอบอยู่กับเจ้า”
“ท่านพึงพอใจที่ตัวข้า ไม่เกี่ยวกับยศศักดิ์ สมแล้วที่ข้าชื่นชมท่าน ท่านชาย หากท่านคิดว่าข้าเป็นน้อง ข้าขอสิ่งหนึ่งได้ไหม”
“เจ้าต้องการสิ่งใด บอกมาสิ”
“ข้าขอคำสัญญา คำสัญญาว่าจะอภัยข้าเมื่อข้าทำผิด”
“ให้อภัยเจ้า...เจ้าทำผิดอันใดไว้รึ”
“ในอนาคต ข้าจะบอกท่านทุกสิ่ง แต่ท่านต้องสัญญาก่อนว่าท่านจะอภัยให้ข้า”
“พูดเช่นนี้เหมือนมัดมือชก หากเจ้ากระทำการร้ายแรงล่ะ”
วาดไม่ตอบ แต่เน้นย้ำขอคำสัญญาที่บอกไปข้างต้น ท่านดาบนิ่งมองอย่างลังเล แต่แล้วก็พ่ายแพ้ต่อสายตาวิงวอนน่าสงสารคู่นั้น
“ก็ได้ ข้าให้คำสัญญาเจ้า เลิกร้องไห้ได้หรือยังล่ะ”
วาดยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม ชื่นใจ...
ooooooo
ที่โรงโสเภณี เอยาวดีกำลังเตรียมตัวเตรียมใจเพราะคืนนี้แล้วที่ตนเองจะต้องไปจากที่นี่ จึงบอกลาขาวกับบางด้วยความกังวลปนอาลัย
“ไม่ว่าคุณเทพจะใช่หรือไม่ใช่องค์รัชทายาท หญิงให้สัญญากับอองดินว่าคืนนี้หญิงจะทิ้งทุกอย่างกลับเชียงน้อย ลากันครั้งนี้ไม่รู้เมื่อใดจะได้พบ อย่าลืมนะแม่บาง เมื่อข้าส่งคนมารับ จงพาพี่ใบหนีไปอยู่ที่เชียงน้อย ส่วนขาวเพื่อนข้า จงใช้อัฐที่ข้าฝังไว้ให้อย่างระมัดระวัง หาไม่ก็จงตามพี่บางไปพบกับข้าที่เชียงน้อย”
“ถ้าคืนนี้เอ็งไม่กลับเรือนทาส เอ็งก็คือเจ้าหญิงจริงๆ ข้าพูดราชาศัพท์กับเอ็งไม่เป็น แต่ข้าอยากบอกว่า ข้ารักเอ็ง และคงคิดถึงเอ็ง” ขาวทำท่าจะร้องไห้ โผเข้ากอดเอยาวดี
“อย่าเพิ่งร่ำลาเลย หนีจากเรือนรับรองนับว่ายากแล้ว หนีจากโรงโสเภณีที่มีคนเดินยามทุกประตู ยากยิ่งกว่า เอ็งจะหนีพ้นได้จริงรึ”
บางเตือนขึ้นมา เอยาวดีจึงเล่าเรื่องที่อองดินแอบมาเปิดช่องทางที่รั้วหลังโรงโสเภณีไว้ให้แล้ว รวมทั้งตนก็มีทั้งมีด ยาสลบ และยาเมา
“แต่หากโชคเป็นของหญิง หญิงจะไม่ได้หนีคนเดียว แต่จะได้พี่ชายรัชทายาทกลับไปด้วย คุณเทพ ขอให้ท่านเป็นพี่ชายที่พลัดหายไปจริงๆเถอะ ขอให้เป็นจริงๆ หญิงจะพาท่านกลับไปหาท่านพ่อ ไปกอบกู้ประเทศของเรา”
ในขณะที่เอยาวดีเตรียมความพร้อม ฟากท่านดาบที่ วังเขียวกำลังยุ่งยากใจจนไม่เป็นอันทำอะไร เพราะจำได้แม่นว่าคืนนี้จะมีการประมูลนางโลมตัวหอม ส่วนก้านที่สนิทจนรู้จิตรู้ใจก็เดาอาการของท่านดาบได้ไม่ยาก และแอบบ่นพึมพำกับตัวเองโดยไม่รู้ว่าหนิมจับจ้องสอดแนมอยู่ในระยะประชิด
เมื่อหนิมได้ยินก็เลยเป็นเรื่อง หนิมคาดคั้นก้านครู่ หนึ่งก่อนไปเล่ารายละเอียดให้หม่อมนวลฟัง แต่ไม่แน่ใจว่าท่านดาบจะไปประมูลนางโลมคนนั้นด้วยหรือไม่
“ตราบใดที่ข้ายังอยู่ อย่าแม้แต่จะคิด นังหนิม ไปติดตาม สอดส่องท่านชายเอาไว้ ออกจากวังเพลาใดมาบอกข้าด้วย”
“จัดให้ตามนั้นเจ้าค่ะ” หนิมกระวีกระวาดออกไป
ส่วนในห้องพักของวาด ติ๊ดเก็บของเตรียมพร้อมแล้วสำหรับการหนีไปจากวังเขียวในคืนนี้ โดยติ๊ดบอกอองดินว่า พอถึงเวลาเราจะทิ้งจดหมายไว้เหมือนคราวที่แล้ว ทูลท่านชายและหม่อมนวลว่าเรามีราชการสำคัญต้องกลับเชียงน้อย
อองดินพยักหน้ารับรู้ แล้วเดินเข้าไปบอกวาดที่ยังวางเฉย
“เจ้าหญิง ติ๊ด และข้า จะกลับเชียงน้อยแล้ว ข้าอยากให้เจ้าไปด้วยกัน”
“ข้าอยากคุยกับท่านพอดี แต่อยากคุยเป็นการส่วนตัว” วาดมองติ๊ดเป็นเชิงไล่
“ข้าไม่ใช่ขี้ข้าของเจ้า ข้าไม่ไป” ติ๊ดเชิดใส่ ยังไงก็ไม่ลงให้ วาดจ้องหน้าติ๊ดอยู่ครู่หนึ่งก็เป็นฝ่ายเดินออกไปเอง
อองดินเหนื่อยใจกับความบาดหมางระหว่างติ๊ดกับวาด แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่ส่ายหน้าแล้วเดินตามวาดออกไปในสวน
“ในเมื่อไถ่ตัวแม่ไม่ได้ เจ้าก็เหมือนคนไม่มีอนาคต ถ้าไม่กลับเชียงน้อย เจ้าจะทำเช่นใด”
“ท่านบอกว่าจะให้ทองกับข้าอีก ท่านยังคงยืนยันเช่นนั้นหรือไม่”
อองดินหยิบทองคำจากในเสื้อหนึ่งก้อนส่งให้วาด “เจ้าช่วยราชสำนักเชียงน้อยไว้มาก เรายินดี แต่หากเอาไปให้คุณหลวงชั่วช้าคนนั้น เจ้าก็คงถูกยึดไปอีก”
“เราถูกยึดทองเพราะเราเป็นทาส แต่หากผู้ที่นำทองนี้ไปไถ่ตัวแม่ข้าคือท่านชายดาบ หลวงโอสถไม่กล้าบิดพลิ้วแน่”
“อะไรนะ”
“เมื่อเจ้าหญิงและพวกท่านไปแล้ว ข้าจะบอกความจริงทุกอย่างกับท่านดาบ และขอให้ท่านดาบไปไถ่ตัวแม่ข้า”
“นี่เจ้าไม่กลัวอาญาแผ่นดินรึ หากทำเช่นนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่แค่ไหนเจ้ารู้หรือไม่”
“ท่านชายประทานคำสัญญาว่าจะอภัยให้ข้า ส่วนเรื่องของพวกท่าน พวกท่านมิได้ตั้งใจหมิ่นพระเกียรติ เจ้าหญิงทรงมีเหตุผลที่จะตามหาพี่ชายรัชทายาท ส่วนเรื่องที่ข้ามาอยู่ที่นี่ ก็เป็นไปเพราะความเข้าใจผิดของหม่อมนวล”
“แน่ใจหรือว่าท่านดาบจะเข้าใจ”
“เรื่องเจ้าหญิงสับตัวกับนางทาสเกิดขึ้นเพราะตกกระไดพลอยโจร มิใช่เพราะเราตั้งใจหลอกลวง ข้าเชื่อว่าข้าจะอธิบายให้ท่านดาบเข้าใจได้ หรือท่านห่วงไมตรีระหว่างสองประเทศ”
“ที่จริง หม่อมนวลมิได้แพร่งพรายเรื่องเจ้าหญิงเชียงน้อยมากนัก หากยังไม่รู้ถึงพระเนตรพระกรรณ ก็ยังมีหวังว่าเรื่องจะไม่บานปลาย”
“หากท่านดาบและหม่อมนวลให้อภัย เรื่องก็จะจบแต่เพียงในวังเขียว แต่หากท่านดาบโกรธเคืองหาว่าเราหลอกลวง อย่างมากเจ้าหญิงและท่านก็คงไม่มีโอกาสเดินทางมาสยาม พิธีเสกสมรสถูกยกเลิก”
“แล้วเจ้าจะต้องโทษอาญาแผ่นดิน อาจถึงประหารหรือจองจำตลอดชีวิต”
“ข้ายินดีเดิมพันด้วยสิ่งนั้น...เมื่อข้าไถ่ตัวแม่ ไถ่ตัวเองไม่ได้ ข้ายินดีตาย หากต้องกลับไปเป็นทาสในเรือนเบี้ยอีก ข้ายินดีเป็นผี เป็นนักโทษ”
“เจ้าดูเปลี่ยนไป แข็งกร้าวยิ่งกว่าแม่วาดคนเดิมที่ข้ารู้จัก”
“ชีวิตข้ามาถึงจุดนี้แล้ว ย้อนกลับไปไม่ได้อีก เมื่อท่านจากไป ทาสอย่างข้าหวังเพียงความเข้าใจและความเมตตาจากท่านดาบเท่านั้น”
“เอาเถิด ในเมื่อเจ้าตัดสินใจเช่นนั้น ข้าก็จะตามใจเจ้า แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ข้ายังไม่วางใจ”
อองดินเป็นห่วงวาด อยากให้วาดฝึกการต่อสู้ เมื่อยามมีภัยจะได้เอาตัวรอดได้ แต่พออองดินเอามีดสั้นมายื่นให้ วาดกลับหันหน้าหนี
“ท่านกำลังจะเดินทางกลับเชียงน้อย มีเรื่องให้ทำอีกมาก อย่ามาสนใจเรื่องข้าเลย ข้าเป็นหญิงจะเรียนอาวุธไปทำไม”
“เพราะมีคนมุ่งหมายเอาชีวิตของเจ้าหญิงเอยาวดีอยู่รอบวังเขียว ในเมื่อทุกคนรู้จักเจ้าในนามเจ้าหญิงพระองค์นั้น เท่ากับว่าเจ้ากำลังถูกปองร้าย หมายเอาชีวิต”
“หมายเอาชีวิตข้างั้นรึ” วาดมีท่าทีแตกตื่นตกใจ
“เมื่อวันก่อนขุนนางชั้นสูงแห่งสยามส่งทหารเลวมา สอดแนมเรื่องเจ้าหญิงถึงในวังเขียว ดีที่มาเจอข้าเสียก่อน”
“เมื่อพวกท่านไปแล้ว แต่ข้ายังอยู่ ข้าก็จะเป็นเป้าหมายของคนพวกนั้น”
“ในเมื่อไม่ยอมไปกับข้า เจ้าต้องฝึกอาวุธ”
วาดทั้งกลัวทั้งกังวล จำต้องรับมีดนั้นมาฝึกการต่อสู้ โดยอองดินเป็นคู่ฝึกให้ ฝีมือวาดไม่ธรรมดา แต่ก็คล่องแคล่วเข้มแข็งแบบมวยวัด อองดินจึงต้องสอนยุทธวิธีอีกหลายอย่าง สอนไปสอนมาเกิดใกล้ชิดจนอองดินเผลอใจด้วยอาลัยรักในทาสคนนี้อย่างไม่รู้ตัว
“เชียงน้อยมีขุนเขาและน้ำตกสวยงาม มีพระธาตุที่ประดับด้วยทองคำและอัญมณี เจ้าเคยเห็นหรือไม่”
“ทาสอย่างข้าไม่มีอิสระ ไม่มีแม้แต่ชีวิตของตนเอง จะไปเคยเห็นได้อย่างไร”
“งั้นก็ไปกับข้าสิ ข้าจะพาเจ้าท่องเที่ยวจนทั่ว เจ้าอยู่คนเดียวที่นี่เต็มไปด้วยอันตรายและชีวิตที่ไม่แน่นอน...ข้าคงคิดถึงเจ้าไม่น้อย”
“ห่วงข้าถึงเพียงนั้นเทียวรึ”
“ใช่แล้ว สิ่งนี้คงเรียกว่าความห่วงใย...แม่วาด ได้โปรดจดจำไว้ ทาสผู้ต้อยต่ำอย่างเจ้าจะมีราชองครักษ์อย่างข้าคอยส่งความห่วงใยให้เสมอทุกโมงยาม”
วาดตะลึงไปชั่วครู่ พอได้สติก็พลิกตัวออกจากอ้อมแขน อองดินแล้วตีเข่าใส่จนอองดินทั้งเจ็บทั้งจุก แต่กระนั้นองครักษ์หนุ่มก็ยังชื่นชมฝีมือนาง
“หลายปีมานี้ ข้าพยายามสอนเจ้าหญิง แต่พระองค์ไม่สนใจเลย จิตใจของพระองค์เหมือนนักบุญ ไม่ใช่นักสู้ ไม่เหมือนเจ้า มีทั้งปฏิภาณและไหวพริบ”
“ทั้งท่านและท่านดาบล้วนเหมือนกัน ชื่นชมข้า แต่ เสน่หาเจ้าหญิง ข้าเป็นคน มีหัวจิตหัวใจ บางทีข้าก็ปรารถนาความเสน่หามากกว่าคำชื่นชม”
คำพูดจากใจของวาดทำให้อองดินนิ่งไปเล็กน้อย แล้ววกเข้าเรื่องการต่อสู้ให้วาดเข้าสู่บทเรียนต่อไป โดยจำลองเหตุการณ์ว่าวาดต้องคดีอาญาโดนจองจำด้วยโซ่ที่มือและเท้า
“ท่านจะสอนข้าให้หนีอาญาบ้านเมืองงั้นรึ”
“ที่นี่เจ้าเป็นนักโทษ แต่หากเจ้าหนีสำเร็จ ที่เชียงน้อยเจ้าคือข้าหลวงคนสนิทเจ้าหญิงเอยาวดี เพราะฉะนั้น จงหนีไปให้ได้”
“โดนโซ่แบบนี้ จะหนีได้อย่างไรกัน”
“ใช้ทุกอย่างให้เป็นประโยชน์ ลองดูสิ”
แทนที่จะใช้สิ่งของบนร่างกายให้เป็นประโยชน์อย่างที่อองดินแนะนำ วาดกลับใช้มารยาหญิงแกล้งเป็นลมล้มพับจนอองดินตกใจรีบเข้ามาปลดกุญแจโซ่ที่มือและเท้าออกให้ กว่าอองดินจะรู้ตัวว่าโดนหลอกก็ถูกวาดผลักตกลงไปในน้ำ แต่อองดินไม่ยอมเปียกคนเดียว กระโดดขึ้นมาคว้าตัววาดลงไปด้วย แล้วเลยเล่นน้ำสนุกสนานทั้งสองคน
ติ๊ดเดินมาเห็นภาพนั้น ให้ฉุกใจคิดขึ้นมา “เห็นท่านอองดินตั้งแต่เล็กแต่น้อย เพิ่งเคยเห็นท่านหัวร่อเสียงดังก็วันนี้... หวังว่าคงไม่หลงเสน่ห์นางทาสไปอีกคนนะ”
ooooooo










