ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

สื่อรักสัมผัสหัวใจ2

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

วันนี้ระหว่างที่เบญจามาช่วยมิรันตีตรวจซุ้มจัดเลี้ยงอยู่นั้น เธอพยายามกรีดนิ้วหมายให้มิรันตีได้เห็นแหวนที่ติณห์ให้ มิรันตีไม่ทันเห็น แต่ทนายสมชาติที่สังเกตอยู่ทักขึ้นว่า

“แหวนใหม่เหรอครับ เห็นหนูเบญจาดูปลาบปลื้มตลอดเวลา”

“แหวนพี่ติณห์ให้เบญจาเมื่อวานค่ะ” เธอแกล้งตอบเสียงดังให้มิรันตีได้ยิน

ได้ผล! มิรันตีหันขวับมองแหวน อุทาน “โอ้มายกู๊ดเนส...นี่ติณห์ขอหนูแต่งงานโดยไม่บอกฉันก่อนได้ยังไงกัน!”

เบญจา รีบแก้ว่าติณห์ยังไม่ได้ขอแต่งงานแต่เป็นแหวนที่ติณห์สวมจับจองไว้เป็นรัก เดียวของติณห์ มิรันตียิ่งสงสัย ถามว่ามีอย่างนี้ด้วยหรือ อยู่ๆก็เอาแหวนมาให้แต่ไม่ขอแต่งงาน พึมพำ “มันจะมาไม้ไหนหรือเปล่า?”

ติณ ห์ได้ยินถึงกับเซ็ง กลัวจะระแวงกันจนแผนตนเสีย เลยรีบเข้าไปโอบเอวเบญจาทำเป็นบ่นว่ามิรันตีใช้งานเบญจาหนักเกินไปจนน้อง หน้าซีดเหน็ดเหนื่อยมาก บอกว่าแม่ควรให้เบญจาพักได้แล้ว ว่าแล้วตระกองกอดพาเบญจาออกไปเลย

มิรันตีมองตามพึมพำพอใจ “เบญจานี่มันเสน่ห์แรงจริงๆ แป๊บเดียวเท่านั้น ตาติณห์ติดหนึบไม่ยอมให้อยู่ห่างเลย”

ทนายสมชาติบ่นว่าเห็นอย่างนี้แล้วอดสงสารญาณินไม่ได้ ถูกมิรันตีตวาดให้หุบปากห้ามเอ่ยชื่อญาณินให้ได้ยินอีก

“เยส มาดาม” ทนายสมชาติยิ้มแหยๆ

“นังญาณิน...ถ้าฉันยังไม่ตาย อย่าหวังเลยว่าแกจะได้รักกับลูกชายฉัน” มิรันตีจิกตาร้าย

ooooooo

ด้วยความเป็นห่วงติณห์ ญาณินจึงย้ายไปอยู่ที่บ้านกำนันพงษ์สถานที่สงบเงียบ เพื่อถอดจิตไปดูแลติณห์ให้ใกล้ชิด โดยมีป้าออมาเป็นเพื่อน

ป้าออไม่สบายใจที่มาอยู่บ้านกำนันพงษ์ ญาณิน บอกว่ากำนันพงษ์อนุญาตแล้วและตนก็นัดพบกับกำนันที่นี่ด้วย

“หา! แต่กำนันพงษ์อยู่ในคุกไม่ใช่เหรอคะ”

“ใช่ ค่ะ...เอาน่าป้าออ อย่าลืมสิคะ เขาก็เคยเรียนวิชาอาคมขั้นสูงมา ถึงเลิกเรื่องไสยศาสตร์ไปแล้ว แต่ความสามารถในการปฏิบัติจิตก็ยังมีอยู่”

เมื่อคนเฝ้าบ้านมาเปิดประตูรับทั้งสองเข้าไปในบ้านแล้ว ญาณินหาที่เหมาะๆนั่งขัดสมาธิทันที ป้าออถามว่าจะลุยเลยหรือ ไม่พักผ่อนเลยหรือ

“ป้า ไม่ต้องห่วงณินหรอกค่ะ เราหาคำตอบได้เร็วเท่าไหร่ คุณติณห์ คุณหลวง เพื่อนๆณิน รวมทั้งป้า ก็จะพ้นภัยจากเบญจาได้เร็วเท่านั้น เพราะณินเชื่อว่า ถึงเราจะออกจากที่นั่นแล้ว แต่เบญจาก็ไม่มีทางเอาพวกเราไว้” ป้าออตกใจถามว่า เบญจาต้องการอะไรแน่ “ตัวตนที่แท้จริงของเบญจาเท่านั้น ที่จะตอบคำถามทุกอย่างให้เราได้”

พูดแล้วญาณินหลับตาเข้าสู่สมาธิ ถอดจิตโปร่งใสออกจากร่าง...

ooooooo

ติณห์หลอกล่อเบญจาไปปูเสื่อนอนเล่นที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาหวานเสียจนเบญจาเคลิ้ม

เวลา เดียวกัน ญาณินถอดจิตมาที่รีสอร์ต เห็นติณห์หวานกับเบญจามากก็อดรู้สึกเจ็บปวดไม่ได้ จนคุณหลวงมาเร่งให้รีบไปทำงาน ทั้งสองจึงรีบไปที่ห้องพักของเบญจา ลงมือค้นหากระเป๋าใบนั้นของเบญจาทันที

ส่วนมิรันตีกับทนายสมชาติยังมา ดูแลควบคุมการเตรียมสถานที่จัดเลี้ยงอยู่ มิรันตีรู้สึกว่ามีสายตาใครบางคนแอบดูตนอยู่ แต่พอมองไปก็ไม่เห็นอะไร จึงให้ทนายสมชาติไปดูให้ แต่ทนายสมชาติก็ไม่พบอะไรผิดสังเกต

แต่ที่มุมไกล มีใครคนหนึ่งท่าทางโทรมๆ เดินอยู่แว้บๆ...

เบญจา กำลังเคลิบเคลิ้มอยู่กับติณห์ เอามือถือขึ้นมาถ่ายรูป กดแชะขณะอิงแอบแนบชิดกระทั่งจุ๊บกันอยู่ แล้วเปิดดูอย่างหลงใหล พลันก็ตกใจเมื่อเห็นชายโทรมๆ คนหนึ่งติดอยู่ในรูปด้วย เบญจาตกใจกลัวติณห์เห็น ทำทีมีโทร.เข้าแต่สัญญาณไม่ดี ลุกเดินไปคุยห่างออกไป

ติณห์โล่งอกที่เบญจาลุกออกไป แต่ใจกลับเป็นห่วงญาณินภาวนาขอให้เธอทำงานได้ทันเวลา

ญาณินกับคุณหลวงกำลังเร่งมือค้นหากระเป๋าใบนั้นของเบญจา แต่หาอย่างไรก็ไม่เจอ คุณหลวงฉุกคิดได้ว่าหาด้วยตาไม่เห็นก็คงต้องใช้ไหวพริบ สะกิดให้ญาณินคิดได้ว่า

“ใช่...เบญจามีวิชาอาคม ถ้าในกระเป๋านั่นมีความลับของเขาซ่อนอยู่ เขาต้องเก็บมันไว้แบบผีบังตา หนูขอใช้วิธีผีหาผีแบบขั้นพื้นฐานก่อนนะ” ว่าแล้วญาณินโก้งโค้งมองลอดหว่างขาตัวเอง

“ได้ผล! เธอเห็นผีตายโหงสาวตัวหนึ่งนั่งโอบกระเป๋าใบนั้นอยู่ที่มุมห้อง เธอตกใจเด้งหงายหลัง บอกคุณหลวงว่า

“กระเป๋า อยู่ตรงนั้น แต่มีผีตายโหงเฝ้าอยู่ ท่าทางมันเฮี้ยนมาก...แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ หนูมีคาถาสะกดวิญญาณขั้นสูงที่ยัยรสสอนให้ติดตัวเอาไว้ใช้”

คุณหลวงเร่งให้รีบจัดการเลย ญาณินยืนพนมมือเริ่มสวดคาถาสะกดวิญญาณทันที

ooooooo

เบญจา เดินห่างออกไปจนลับตาคนแล้วจึงลดมือถือที่แกล้งทำเป็นมีคนโทร.เข้าลง ทันใดชายโทรมๆ คนนั้นก็มายืนอยู่ข้างหลังเธอแล้ว เบญจาหันขวับพึมพำตกใจ

“ในที่สุด...คุณก็มา!” ชายคนนั้นหัวเราะน่ากลัว เดินเข้ามาจ้องหน้าเบญจา สมคิดนั่นเอง!

สภาพสมคิดเหมือนนักโทษแหกคุกแต่แววตาดูเหี้ยมกว่าเดิม เดินเข้ามาพูดเสียงทุ้มต่ำน่ากลัวว่า

“ฉันต้องมา ก่อนที่แกจะถลำลึกมากไปกว่านี้!” เบญจาถามว่าตนทำอะไรผิด ตนทำตามแผนทุกอย่าง “แกหลงเพื่อนไอ้ไตรรัตน์ศัตรูฉันจนหัวปักหัวปําน่ะเหรอแผน!”

“ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียแผนที่เราวางไว้นี่คะ แค่หนูได้ค้นพบสิ่งที่หนูไม่เคยเรียนรู้มาก่อน นั่นก็คือความรัก”

“ความรักบ้านแกสิ นี่ฉันส่งแกมาหาผัวรึไงนังโง่! อะไรที่แกควรรู้ก็ไม่รู้ อะไรที่แกควรเห็นก็ไม่เห็น คาถาอาคมเสื่อมถอยเพราะหลงผู้ชาย ลืมไปแล้วเหรอเบญจา ศัตรูของแกไม่ใช่คนธรรมดา นัง 5 สาวนั่นมันมีญาณพิเศษ ป่านนี้มันอาจจะทลายกำแพงอาคม รู้ตัวตนที่แท้จริงของแกแล้วก็ได้!”

เบญจาอึ้ง พอเริ่มได้สติก็นึกระแวงขึ้นมา เป็นห่วงกระเป๋าที่ทิ้งไว้ให้ผีตายโหงเฝ้าอยู่ กลับไปหาติณห์บอกว่าตนลืมรายชื่อลูกค้าไว้ที่ห้องต้องรีบกลับไปเอา ติณห์ตกใจแกล้งอ้อนให้กินอาหารด้วยกันก่อนตนอุตส่าห์ลงมือทำเอง

“พี่ทานไปก่อนพลางๆ เดี๋ยวหนูไปเอารายชื่อเสร็จแล้วจะตามมาค่ะ” พูดแล้วเดินอ้าวไปเลยทำเอาติณห์เป็นห่วงญาณินจับใจ ไม่รู้ว่าญาณินออกจากห้องเบญจาแล้วหรือยัง...

ooooooo

จิตญาณินเร่งค้นในกระเป๋าเบญจา เธอตะลึงเมื่อพบเอกสารมากมายมีทั้งพาสปอร์ต ไอดีการ์ดหลายใบ ทุกใบเป็นหน้าเบญจาแต่ชื่อและสัญชาติต่างกัน

เมื่อคลำในกระเป๋าอีก เจอไอ้งั่งสองตัวประกบกัน บอกคุณหลวงว่า

“มันเป็นไอ้งั่งที่เบญจาใช้ทำเสน่ห์ใส่ติณห์ให้หลงค่ะ”

พลันเหตุการณ์ก็ตึงเครียดเมื่อคุณหลวงได้ยินเสียงคนเดินมา เชื่อว่าเป็นเบญจาเร่งญาณินรีบเก็บของใส่กระเป๋าไว้ตามเดิม ญาณินรีบเก็บทุกอย่างใส่กระเป๋าแข่งกับเวลาที่เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทุกที ติณห์ที่ตามหลังเบญจามาก็ลุ้นระทึก

ประตูห้องเปิดผัวะ! เบญจาก้าวเข้ามาหยุดกวาดตามองทั่วห้องอย่างสำรวจแต่ไม่พบอะไรผิดปกติ มองไปที่มุมห้องเห็นวิญญาณผีตายโหงยังโอบบังกระเป๋าใบนั้นอยู่ แม้ไม่พบสิ่งผิดปกติแต่แววตาเบญจายังระแวง

“มีอะไรรึเปล่า?” ติณห์เข้ามากอดเบญจาจากข้างหลังจนเธอสะดุ้ง เธอบอกว่าไม่มีอะไรขอไปหยิบรายชื่อลูกค้าก่อน แล้วเดินไปเปิดลิ้นชักทำเป็นค้นหา

ติณห์ถอนใจโล่งอกที่ญาณินออกจากห้องไปได้ทัน

ooooooo

ที่บริษัทซิกซ์เซ้นส์...กรรณา สุคนธรส และเนตรสิตางศุ์กำลังประชุมกันเครียดเรื่องที่กรรณาได้รับโทรศัพท์ขู่ฆ่ากลางดึก แล้วกรรณาก็เลียนเสียงที่ได้ยินให้ทุกคนฟัง

ก๊องได้ฟังกลัวจนหดขาขึ้นบนโซฟาบอกว่าต้องเป็นเสียงผีแน่ๆ กรรณาบอกว่าตนไม่เคยมีประสบการณ์ผีโฟนอินหามาก่อน สุคนธรสติงว่า เดี๋ยวนี้มันทันสมัยอาจเป็นไปได้ที่จะมีผีสมาร์ทโฟน ผีอินเตอร์เน็ต ผีสามจี กรรณาถามว่าถ้าเป็นอย่างที่เพื่อนๆว่า แล้วจะเป็นผีใครล่ะที่โทร.มาขู่ตน

“ผียัยช่อเพชรรึเปล่า?” เนตรสิตางศุ์เอะใจ กรรณาติงว่าช่อเพชรยังไม่ตาย “ถ้างั้นไม่ใช่ผีที่ไหนหรอก อาจเป็นยัยช่อเพชรนี่แหละที่พยายามจะทำมาหลอกผีแก”

สุคนธรสเห็นว่าเป็นไปได้ หมอวรวรรธบอกว่าผีขู่ฆ่ายังไม่น่ากลัวเท่าคนขู่ฆ่า เสนอให้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานดีกว่า

ขณะนั้นเอง ณัฐเดชกับพงอินทร์เดินเข้ามา เพราะกรรณาโทร.บอกเขาว่าถูกขู่ฆ่า พงอินทร์เสนอว่าเราชิงเป็นฝ่ายรุกก่อนมันกันเถิด ณัฐเดชถามว่าอยากรู้ที่อยู่ของช่อเพชรใช่ไหม พลางหยิบกระดาษออกมาให้ดู กรรณาคว้าไปก่อนเพื่อน

“ที่อยู่ตามบัตรประชาชน อยู่ที่ประจวบฯ! ขอบคุณค่ะพี่ณัฐ เก่งจริงๆ เลย สืบแป๊บเดียวก็ได้มาแล้ว”
ทันใดนั้นเอง มือถือของสุคนธรสดังขึ้น พอเห็นว่าญาณินโทร.มา เธอทำเสียงให้ทุกคนเงียบ แล้วกดเปิดโฟนให้ทุกคนได้ยิน บอกญาณินว่ามีอะไรพูดมาเลย พี่ณัฐก็อยู่ที่นี่ด้วย

“วันนี้ฉันแอบเข้าไปค้นห้องยัยเบญจา รู้ไหมว่าฉันเจออะไร บัตรประชาชน พาสปอร์ตของยัยเบญจาเป็นสิบๆเลย หน้าตาเป็นคนเดียวกันหมด แต่ชื่อที่อยู่ไม่เหมือนกันเลย” ณัฐเดชถามว่าได้เอาเอกสารพวกนั้นออกมาด้วยหรือเปล่า “เปล่าค่ะ ณินแอบถอดจิตเข้าไป เอาอะไรออกมาไม่ได้เลย”

ญาณินเล่าต่อว่า ตนยังเจอไอ้งั่งตาแดงสองตัวซ่อนอยู่ในกระเป๋าของเบญจาด้วย เนตรสิตางศุ์ถามว่าไอ้งั่งเป็นใคร

“มันเป็นเครื่องรางมหาเสน่ห์ศาสตร์ของเขมรโบราณ ยัยเบญจาคงพยายามใช้ไอ้งั่งตาแดงสองตัวนี้แหละทำเสน่ห์ผูกมัดคุณติณห์ให้ลุ่มหลงมัน” คำอธิบายของสุคนธรส ทำให้ทุกคนมองหน้ากันอย่างวิตก

ooooooo

สมคิดที่คุยอยู่กับเบญจา จู่ๆเขาก็ปามีดสั้นปักใส่แมงมุมยักษ์ตรึงกับต้นไม้ แล้วเดินไปดึงมีดออก ดูแมงมุมยักษ์ยิ้มเหี้ยมพูดกับเบญจาว่า

“ต่อให้แกเก่ง มีพิษสงรอบตัวยังไง แกก็จะตายอย่างง่ายๆ แบบไอ้แมงมุมตัวนี้ แกดันมีจุดอ่อนให้พวกมันรู้ แล้วโดนมันล่อให้หลงทาง”

“หนูเสียใจ”

“อย่ามาพูดคำว่าเสียใจให้ฉันได้ยิน แกต้องไม่รู้จักคำว่าเสียใจเบญจา! จำเอาไว้นะ แกต้องไม่มีจุดอ่อน    แกถึง จะไม่แพ้ใครในโลกนี้...ฉันคงปล่อยให้แกมาทำงานที่นี่คนเดียวนานเกินไป แกก็เลยปล่อยตัวปล่อยใจ หลงผู้ชาย จนชะล่าใจ”

สมคิดเอามือลูบที่คมมีดจนมีดบาดนิ้วเลือดซิบ เขาเอานิ้วเปื้อนเลือดป้ายที่ปากเบญจา เบญจาเลียเลือดกินเข้าไปแล้วคุกเข่าลง สมคิดหัวเราะหึๆในลำคอ พลันก็เห็นทนายสมชาติเดินมาแต่ไกล สมคิดจึงถอยเข้าป่าหายไป

ทนายสมชาติเดินมาเจอเบญจา บ่นว่าหาเสียตั้งนานที่แท้อยู่นี่เอง ถามว่าเมื่อกี๊คุยกับใคร เบญจาหันขวับมองอย่างไม่พอใจบอกว่าเปล่า พอทนายสมชาติยืนยันว่าเห็น ก็ถูกเบญจาเสียงแข็งจ้องอย่างดุร้าย ทนายพูดเสียงอ่อยว่าตนคงตาฝาดไปเอง

เบญจาเดินไปฉุนๆ ทนายสมชาติมองตามแล้วเหลือบเห็นซากแมงมุมยักษ์ที่พื้น รู้สึกแปลกใจแต่ไม่ติดใจ

ooooooo

ติณห์แอบขึ้นรถของรีสอร์ตที่พานักท่องเที่ยวออกไปทัวร์ ติณห์ลงจากรถที่ถนนเลียบแม่น้ำทำทีโบกมือขอบคุณนักท่องเที่ยวและเชื้อเชิญให้กลับมาเที่ยวอีก

พอลับตาคน ติณห์ก็วิ่งลงป่าข้างทาง วิ่งๆๆๆไปยังจุดที่นัดหมายกับญาณินไว้เพื่อรับไปบ้านพักกำนันพงษ์ที่ทุกคนรอเขาอยู่ที่นั่น

เมื่อพบกันที่บ้านกำนันพงษ์ เพื่อนเก่าเกลอรักต่างทักทายหยอกล้อกัน ณัฐเดชรวบรัดตัดบทคุยเป็นการเป็นงานว่า

“ติณห์! ทางเดียวที่จะสืบประวัติเบญจาได้คือต้องเอาเอกสารในกระเป๋าใบนั้นออกมาให้ได้”

ติณห์ตกใจถามว่าไม่เสี่ยงเกินไปหรือ เพราะเบญจาเหมือนหยั่งรู้ทุกอย่างจนบางครั้งตนคิดว่าเป็นปีศาจด้วยซ้ำ แต่พอณัฐเดชย้อนถามว่า แล้วคิดว่าทุกวันนี้ชีวิตของมิรันตีไม่เสี่ยงหรือ เพราะเบญจากำลังควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเขาอยู่

ติณห์ถามว่าแล้วจะเอาเอกสารพวกนั้นออกมาเมื่อไร ด้วยวิธีไหน และใครจะเป็นคนไปเอา ทุกคนเงียบมองติณห์เป็นตาเดียว ติณห์เห็นสายตาเหล่านั้นแล้วเข้าใจ รับปากว่าตนจะหาวิธีเอาไอดีการ์ดและเอกสารพวกนั้นออกมาให้เอง

ณัฐเดชบอกว่าต้องเป็นภายในวันนี้ลงมือให้เร็วที่สุด กลัวว่าเบญจาจะไหวตัวทำลายหลักฐานพวกนั้นไปเสียก่อน

“I’ll do my best” ติณห์พยักหน้า ญาณินเตือนด้วยความเป็นห่วงว่าระวังตัวด้วย

ป้าออนึกขึ้นได้ติงว่าญาณินเคยบอกว่ากระเป๋าใบนั้นเบญจาปลุกผีตายโหงเฝ้าอยู่ไม่ใช่หรือ

“ไม่ต้องห่วงค่ะป้าออ รสเตรียมยันต์เกราะเพชรหลวงพ่อปานมาให้แล้ว” สุคนธรสหยิบยันต์เก่าๆออกมายกมือพนมก่อนยื่นให้ติณห์บอกเขาว่า “ผู้ที่อยู่ในศีลในธรรม เมื่อมียันต์เกราะเพชรอยู่กับตัว ไม่ว่าอยู่ในรูปแบบของผ้ายันต์ ตะกรุด หรือรูปแบบใดๆ จะแคล้วคลาด ไม่ตายโหง ปลอดภัยจากไสยศาสตร์ทุกชนิด เมื่อโดนทำอาคม ไสยศาสตร์ทุกอย่างจะสะท้อนกลับไป”

ระหว่างที่ติณห์แว่บไปพบพวกญาณินนั้น มิรันตีกับเบญจาเที่ยวตามหากันให้ควั่ก โทร.หาติดแต่ไม่มีคนรับสาย มิรันตีระแวงว่าติณห์จะไปหลงเสน่ห์ญาณินอีก พูดจิกเบญจาอย่างไม่พอใจว่า

“นายติณห์มันไม่ใช่คนซื่อๆเซื่องๆนะ จะเอามันให้อยู่หมัด ต้องมีทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง ลูกล่อลูกชน มันรักยัยบ้านั่นมาก อย่านึกว่ามันจะตัดเยื่อใยได้ง่ายๆ”

“คุณมิรันตีไม่ต้องห่วงค่ะ พี่ติณห์จะต้องรักหนูมากขึ้นๆๆๆทุกวัน คอยดู!” เบญจาพูดอย่างท้าทาย

พอดีติณห์เดินเข้ามา เขาโผเข้าโอบไหล่อิงหัวกับเบญจาอ้อนน่ารัก มิรันตีถามว่าหายไปไหนมาตามหาเสียตั้งนาน ติณห์บอกว่าเดินดูงานอยู่แถวนี้ ครั้นถามว่าทำไมไม่รับโทรศัพท์ เขาทำท่าคลำกระเป๋ากางเกง บอกว่าลืมไว้ที่โต๊ะทำงาน

“อย่างอนพี่เลยนะ วันนี่พี่รีบตรวจเช็กงานให้เสร็จเร็วเพราะว่า...คืนนี้พี่มีนัด” ติณห์อ้อน แล้วนัดเบญจาคืนนี้สองทุ่มออกไปดูดาวกัน เบญจาดีใจรับปากทันที

ooooooo

เบญจาแต่งชุดสวยไปรอติณห์ ณ จุดนัดหมาย รอแล้วรอเล่าติณห์ยังไม่มา...

ที่แท้ติณห์ใช้ยันต์เกราะเพชรเข้าไปขโมยกระเป๋าของเบญจารีบเอาไปให้ณัฐเดชกับไตรรัตน์ที่นัดมารับกลางทาง ระหว่างติณห์หิ้วกระเป๋าไปนั้น เขารู้สึกกระเป๋าหนักขึ้นทุกที...ทุกที...จนเมื่อส่งให้ณัฐเดชกับไตรรัตน์ ทั้งสองถึงกับต้องช่วยกันหิ้วหูกระเป๋าคนละข้างจนตัวเอียง

พอส่งกระเป๋าให้ณัฐเดชกับไตรรัตน์แล้ว ติณห์วิ่งอ้าวกลับไปยังจุดที่นัดกับเบญจาไว้เพราะเลยเวลานัดไปมากแล้ว

ญาณินกับสุคนธรสนั่งสมาธิรวมพลังโดยมีรูปของกำนันพงษ์ที่มีอยู่ในบ้านมาวางประกอบพิธี กำนันพงษ์ที่อยู่ในห้องขังดูนาฬิกาแล้วนั่งขัดสมาธิหลับตาจิตดำดิ่งสู่ภวังค์

ไม่นาน จิตกำนันพงษ์ก็เข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าญาณินกับสุคนธรส สองสาวลืมตาขึ้น ญาณินเอ่ยกับกำนันว่า

“ต้องขอโทษกำนันที่รบกวนให้ถอดจิตมา ณินอยากให้กำนันมารับรู้ด้วยกัน เผื่อกำนันอาจจะรู้จักที่มาของผู้หญิงคนนี้” กำนันบอกว่า ตนก็อยากรู้ว่าเบญจาคนนี้เป็นใครเหมือนกัน พอดีณัฐเดชกับไตรรัตน์ช่วยกันหิ้วกระเป๋าเข้ามา

ณัฐเดชขอเป็นคนเปิดกระเป๋าเอง แต่เปิดอย่างไรก็เปิดไม่ออก ญาณินมาลองก็เปิดไม่ออก กำนันบอกว่ากระเป๋าถูกลงอาคมไว้ สุคนธรสจึงนั่งพนมมือท่องคาถาแก้อาคม แต่กระเป๋าก็ยังเปิดไม่ออกอยู่ดี

“หยุดเถอะคุณ ออกแรงไปก็เหนื่อยเปล่า คุณไสย ขั้นเทพแบบนี้ต้องใช้มีดตัดหวายลูกนิมิตอย่างเดียวถึงจะสะบั้นอาคมขาด” กำนันพงษ์บอก แล้วขอแรงผู้ชายเข้าไปหยิบมีดตัดหวายลูกนิมิตที่วางอยู่บนแท่นในตู้  ไตรรัตน์เป็นคนเข้าไปหยิบมา ถือมีดพนมมือไหว้ต่อหน้ากระเป๋า โดยมีจิตกำนันยืนกำกับให้ทำตาม และสุคนธรสก็นั่งสวดคาถาแก้อาคมไปด้วย

ทำพิธีเสร็จ ไตรรัตน์วางมีดลงแล้วจะเปิดกระเป๋า เขารู้สึกถึงสิ่งผิดปกติในกระเป๋า ราวกับมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ภายใน ญาณินร้องห้ามอย่าเปิด แต่ช้าไปแล้ว!

พอกระเป๋าเปิดออก ผงอาคมก็พุ่งใส่หน้าไตรรัตน์เต็มๆ จนเขาผงะล้มดิ้นทุรนทุรายเพราะตาปวดแสบปวดร้อนไปหมด สุคนธรสตกใจรีบเข้าประคองถามกำนันว่านี่มันอะไรกัน!

“ผงอาคม! ยัยเบญจามันวางยาเอาไว้น่ะสิ” กำนันบอก ณัฐเดชถามว่ามีวิธีแก้ไหม กำนันคิดๆ แล้วบอกให้เอาน้ำมนต์มาล้างตา สุคนธรสรีบไปเอาน้ำมนต์ในกระเป๋ามาล้างตาให้ ไตรรัตน์เจ็บปวดจนหมดสติไป สุคนธรสผวากอดไตรรัตน์ร้องไห้ กำนันบอกว่า “ไม่ต้องห่วง เขาแค่สลบไป พาเขาไปพัก รอเขาฟื้นแล้วดูอาการอีกที”

ณัฐเดช สุคนธรส และป้าออ ช่วยกันยกร่างไตรรัตน์เข้าไปพักข้างใน ญาณินจึงไปแหวกกระเป๋าดู เธอผงะตะลึงเมื่อเห็นในกระเป๋าว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย! กำนันบอกว่าเบญจาคงรู้และใช้คาถาย้ายของไปหมดแล้ว

“เราเสียรู้มันจนได้” ญาณินเจ็บใจมาก กำนันพงษ์เร่งว่า

“ยังไงก็ต้องรีบเอากระเป๋าไปคืน ไม่อย่างนั้น ถ้านังเบญจารู้ว่ากระเป๋าหายไป นายติณห์จะเป็นเหยื่ออาคมรายต่อไปของนังเบญจา”

ooooooo

ติณห์ไปหาเบญจาช้ากว่าเวลานัดมาก เขาจึงเอากล้องดูดาวไปด้วย อ้อนว่าอย่างอนนะตนมัวแต่ไปหากล้องดูดาวเดี๋ยวจะให้ดูพระจันทร์ที่สวยที่สุดในโลกเลย

พอเบญจาได้ดูพระจันทร์ผ่านกล้องดูดาวก็ร้องอย่างตื่นเต้นว่าสวยมาก เหมือนกับตนกำลังยืนอยู่บนนั้นเลยทีเดียว

ติณห์พยายามหลอกล่อถ่วงเวลาให้เบญจาดูดาวเพื่อไม่ให้เธอกลับห้องเร็ว แต่เบญจาอ้างว่าง่วง เขาอ้อนจนเธอยอมอยู่ต่อ แต่จู่ๆก็บอกว่าปวดฉี่แล้วลุกกลับเลยบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ ติณห์ไม่รู้จะรั้งไว้อย่างไร ได้แต่กระวนกระวายใจ

“ตายละวา...นังปีศาจกำลังกลับไปที่ห้องแล้ว พวกนั้นเอากระเป๋าไปคืนไว้ที่เดิมหรือยัง โธ่ๆๆไอ้ติณห์ นั่งงงอยู่นั่นแหละ รีบตามไปขวางซีวะ ไป!!” คุณหลวงที่มาซุ่มดูอยู่กวักมือส่งสัญญาณให้ติณห์รีบตามไป

ณัฐเดชเป็นคนเอากระเป๋ามาคืนที่ห้องเบญจา เกือบออกจากห้องไม่ทัน ดีที่ติณห์วิ่งตามมาขวางทำให้เบญจาชะงักเสียเวลากู๊ดไนต์กับติณห์ ทำให้ณัฐเดชออกจากห้องไปได้ทัน

ทันทีที่เบญจาเดินเข้าห้อง เธอเดินไปเปิดกระเป๋าดู รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เธอสะใจที่วางกับดักอาคมได้สำเร็จ แผดเสียงหัวเราะอย่างผู้ชนะ

สุคนธรสเฝ้าไตรรัตน์ทั้งคืน จนรุ่งขึ้นพอไตรรัตน์ รู้สึกตัวก็อาละวาด เห็นสุคนธรสเป็นผี แผดเสียงร้องตะโกนไล่อย่างบ้าคลั่ง กระทั่งกระโจนเข้าบีบคอสุคนธรสเพราะ เห็นว่าเธอเป็นผีจะมาฆ่าตน

กำนันพงษ์เดินทะลุผนังเข้ามา เห็นสุคนธรสกำลังดิ้นให้หลุดจากมือไตรรัตน์ กำนันตกใจบอกว่าผงอาคมออกฤทธิ์แล้ว ทำให้ไตรรัตน์เกิดภาพหลอนและควบคุมสติไม่ได้ เมื่อสุคนธรสพยายามพูดให้ไตรรัตน์รู้สึกตัว กำนันบอกว่า...

“ไม่มีประโยชน์ พูดอะไรไป เขาก็จะได้ยินเป็นเสียงหลอน ครอบงำสติเขาไปหมด ฉันจะไปตามคนมาช่วย”

กำนันเดินออกไป พวกณัฐเดช ป้าออ และติณห์เข้ามาเห็นไตรรัตน์กำลังบีบคอสุคนธรสก็เข้าไปช่วย ไตรรัตน์ก็เห็นเป็นว่ากำลังถูกผีดิบรุม สุดท้ายณัฐเดชต้องใช้วิชาการต่อสู้ประจำกายเข้าล็อกและช่วยสุคนธรสออกมาได้ แต่ไตรรัตน์ก็ยังอาละวาด จนกำนันกลับเข้ามาอีกครั้งสุคนธรสถามว่าจะทำอย่างไรดี

“ตอนนี้ฉันยังมืดแปดด้าน ทางที่ดีจับมัดเอาไว้ก่อน ไม่งั้นก็อาละวาดอีก แล้วเราค่อยมาคิดช่วยหาทางแก้กัน”

ooooooo

ส่วนที่บ้านไตรรัตน์ โบตั๋นออกมาอาละวาดเพราะพี่ไตรของตนหายไปนาน เรียกร้องให้เอาพี่ไตรของตนคืนมา อาละวาดจนคนทั้งบ้านกลัว ไม่รู้จะหนีไปไหน สุดท้ายพากันหนีเข้าไปอยู่ในห้องพระ

จนวันรุ่งขึ้นจำเป็นต้องออกมาหาอาหารให้อาม่ากินก่อนกินยา แต่พอเปิดประตูห้องพระออกมาก็เจอเณรป๋องที่เคธี่กับทิพย์พามาให้จับโบตั๋นใส่หม้อ

เจ๊หญิงไม่ยอม เสี่ยจำเริญก็เร่งเจ๊หญิงให้รีบไปดูว่าพวกนั้นทำร้ายวิญญาณลูกเราหรือเปล่า
เณรป๋องท่าทางขยาด เคธี่กับทิพย์จับยัดเขาไปในห้องที่โบตั๋นอยู่ ถูกโบตั๋นเล่นงานเสียจนกระเด็นออกมานอกห้อง เคธี่กับทิพย์ก็ผลักเข้าไปอีก ตะโกนยุเณรป๋อง อยู่หน้าห้องว่า

“สู้มันซิอาจารย์ งัดเอาวิชาอาคมออกมาสู้มัน” ทิพย์ตะโกน

“ลูกก่งลูกกรอก ควายธนู วิญญาณภูตผีที่อาจารย์โฆษณาว่าเลี้ยงไว้เยอะน่ะปล่อยของออกมาสู้มันซิ” เคธี่ยุ

“ไม่มีโว้ย” เสียงเณรป๋องตะโกนออกมาอย่างหวาดกลัว แล้วหันขู่โบตั๋นว่าตนมีพระสมเด็จองค์ละล้าน อย่าเข้ามาเชียว ถูกโบตั๋นด่าว่า

“แกมันดีแต่ห้อยพระ แต่ในใจไม่เคยเคารพ พระที่ไหนจะคุ้มครองคนชั่วอย่างแก” โบตั๋นด่าเณรป๋องว่าเป็นหมอผีปลอม แล้วลอยเข้าบีบคอด่า

“ห้อยพระแต่ดันยกแก้วเหล้าข้ามหัวพระทุกวัน แกตาย!!”

เณรป๋องถูกบีบคอพอดิ้นหลุดก็วิ่งอ้าวออกมา ร้องบอกทุกคนที่หน้าห้องว่า “โกยเถอะโยม!”

โบตั๋นลอยออกมาบีบคอเคธี่กับทิพย์จนทั้งสองกรี๊ดลั่นแล้ววิ่งหนีไป โบตั๋นบอกกับอาม่า อาอี๊ เจ๊หญิง และเสี่ยว่า

“อย่าเอาหมอผีมาไล่หนูเสียให้ยากเลย นี่บ้านหนู... หนูจะอยู่ที่นี่ หนูจะไม่ไปไหน หนูจะรอพี่ไตรอยู่ที่บ้าน”

สิ้นเสียงโบตั๋น ประตูห้องก็ปิดเองปัง!

เจ๊หญิง เสี่ย อาม่า  อาอี๊ ต่างยืนน้ำตาคลอด้วยความสงสารโบตั๋น...

ooooooo

ไตรรัตน์ถูกจับมัดไว้กับเสากลางบ้าน แต่ก็ยังอาละวาดโวยวายไม่หยุด เห็นทุกคนที่รายล้อมเป็นผีที่จะมารุมทำร้ายตน ณัฐเดชบอกกำนันว่าเราไม่รู้จะแก้อย่างไรเพราะไม่รู้ว่าไตรรัตน์โดนอาคมอะไร

“พิษผงวิญญาณหลอน” กำนันบอก แล้วอธิบายว่า “มันเป็นวิชาไสยดำของพ่อหมอผีในชนเผ่าโบราณที่ใครโดนเป่าผงเข้าไปแล้ว จะถูกฝังการหลอนลงไปในหัว จนกระทั่งเสียสติและบ้าไปเลย”

“ศาสตร์ลี้ลับแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นในโลก” ญาณินเอ่ย

กำนันอธิบายถึงผู้ที่ถูกผงพิษนี้อย่างละเอียดจนติณห์กับณัฐเดชถามว่า กำนันคงจะรู้ว่านอกจากกำนันแล้วยังมีใครที่มีวิชานี้ติดตัวบ้าง กำนันบอกว่าหมอสมคิด ญาณินถามว่าแบบนี้แสดงว่าเบญจาก็เป็นอีกคนที่มีวิชานี้ กำนันพยักหน้ายอมรับว่า

“เด็กผู้หญิงคนนี้น่ากลัวจริงๆ รูปแบบอาคมที่ เขา ใช้มันมากมายจนคาดเดาไม่ได้เลย ฉันบอกตรงๆว่ายังมองไม่เห็นทางที่จะช่วยได้”

แต่สุคนธรสเชื่อว่าไสยศาสตร์ทุกอย่างมีทางแก้อาถรรพณ์เสมอ เธอนึกถึงยันต์เกราะเพชรที่ให้ติณห์ไว้ คิดว่าอาจจะช่วยได้ แต่เมื่อนำมาทำพิธีและเอาไปแปะที่หน้าผากไตรรัตน์ เขาแผดเสียงร้องอย่างเจ็บปวด ที่หน้าผากมีควันออกมาเหมือนเนื้อสดๆที่ถูกเหล็กร้อนนาบ!

กำนันบอกให้เอาออกเสียเพราะใช้ไม่ได้ผล พอ สุคนธรสเอายันต์เกราะเพชรออก ไตรรัตน์ก็ตาลอยแล้วสลบไป

“ทำไมคะกำนัน ยันต์เกราะเพชรที่ว่าป้องกันคุณไสยได้ทุกชนิดถึงช่วยอะไรนายไตรไม่ได้” ญาณินถาม

“ยันต์มีไว้ป้องกันคุณไสย แต่เมื่อคุณไสยเข้าตัวไปแล้ว คงช่วยอะไรไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนมาหาวิธีเอาคุณไสยออกมา ขืนเอายันต์เข้าไปสู้อาจปลุกให้ของต่อต้านจนร่างคนที่มีของอยู่ลมปราณแตก สติฟั่นเฟือน จิตวิปลาสไปเลยก็ได้”

สุคนธรสฟังแล้วยิ่งเสียใจที่เครื่องรางของขลังที่ตนมีอยู่กับตัวช่วยอะไรไตรรัตน์ไม่ได้เลย เธอร้องไห้ สิ้นหวังจนณัฐเดชต้องบอกให้ใจเย็นๆเชื่อว่าเธอต้องมีวิธีช่วยไตรรัตน์ได้ให้ไปนั่งพักก่อน อย่าเป็นอะไรไปอีกคนเพราะมีเธอคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยไตรรัตน์ได้

เบญจาตามหาติณห์แต่เช้า เข้าไปหาที่ห้องทำงานไม่เจอถามพนักงานก็ไม่มีใครรู้ ถามทนายสมชาติก็ไม่รู้ เบญจาด่ากราดว่าทำไมไม่มีใครรู้สักคน ทนายสมชาติแนะให้โทร.หา เธอบอกว่าไม่ได้เอาโทรศัพท์มาจึงใช้ มือถือของทนายสมชาติโทร. ติณห์รับสายบอกว่าตนกำลังยุ่ง

ทนายสมชาติถามว่าตอนนี้เขาอยู่ไหน ติณห์ปดว่ากำลังซื้อของอยู่ในตัวเมือง ถ้าไม่มีอะไรด่วนเดี๋ยวค่อยกลับไปคุยกันแล้ววางสายเลย

ญาณินถามติณห์ว่ามีอะไรหรือ เขาบอกว่าทนายสมชาติโทร.มาตามไม่มีอะไร ญาณินเชื่อว่าเบญจาเป็นคนใช้ให้ทนายสมชาติโทร.มากกว่า

เบญจาเองก็ไม่เชื่อตามที่ติณห์บอก เชื่อว่าติณห์ต้องไปอยู่กับญาณินแน่ๆ พูดอาฆาตว่า “เอาซี้...นังตัวดี!” จากนั้นก็เอามือถือมากดเปิดรูปถ่ายคู่ของตนกับติณห์ส่งออกไปเป็นชุดๆ แล้วยิ้มสะใจสุดๆ

ooooooo

ระหว่างที่พวกญาณินกำลังช่วยไตรรัตน์นั้น พงอินทร์ก็ขับรถไปหาบ้านช่อเพชรตามที่อยู่ในบัตรประชาชน ในรถมีกรรณาคอยดูเส้นทางและแผนที่ ส่วนเนตรสิตางศุ์กับหมอวรวรรธนั่งอยู่เบาะหลัง

จู่ๆกรรณาที่มีหน้าที่ดูทางและหาบ้านก็ร้องขึ้น “จอดๆๆๆ จอดเลย” พงอินทร์เบรกเสียจนทุกคนหัวคะมำ กรรณาชี้ให้ดูบ้านช่อเพชร เป็นบ้านไม้สองชั้นเก่าๆสภาพบ้านทรุดโทรมอยู่ริมทะเลเหมือนทิ้งร้างมานานแล้ว แต่กรรณาบอกว่าไหนๆมาถึงที่แล้ว ในบ้านน่าจะมีหลักฐานช่วยให้เราตามตัวช่อเพชรได้ ฉะนั้นเราต้องลุย!

เมื่อทั้ง 4 เข้าไปในบ้าน ลมเย็นๆ พัดผ่านไปวูบหนึ่ง จนเสื้อผ้าและผมของทุกคนปลิวสะบัด เนตรสิตางศุ์เอามือลูบแขนบอกหมอว่า “ลมเย็นยะเยือกแบบนี้ ใช่เลยหมอ”

กรรณาเองก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวบางอย่างมีเสียงครางของวิญญาณจนต้องเหล่มอง เธอสะกิดบอกเนตรสิตางศุ์ว่าให้ถอดแว่นออก เนตรสิตางศุ์ไม่ถอดกลัวเห็นผี

“ต้องได้เห็นแน่ๆ เพราะกำลังยืนครางอยู่ข้างหลังฉันตอนนี้” กรรณาบอก ทำเอาทั้งสามสะดุ้งโหยง กรรณาเร่งให้เนตรสิตางศุ์ถอดแว่น ตนอยากรู้ว่าผีอยู่ที่ไหน

พอเนตรสิตางศุ์ถอดแว่น เธอตกใจร้องว้าย เพราะเห็นผู้หญิงผูกคอตายอยู่ที่ต้นลำพูด้านหลัง พลันร่างหญิงคนนั้นก็เริ่มกระตุกและคอเริ่มขยับ ลืมตาขึ้นขยับปากเหมือนจะพูดอะไร กรรณาหันมองทันที ได้ยินเสียงหญิงคนนั้นพูด...

“เพชร...พลอย...กลับมาหาแม่แล้วเหรอลูก ฮือๆๆ” น้ำตาหญิงคนนั้นไหลออกมาเป็นสายเลือด

หมอวรวรรธกับพงอินทร์ช่วยกันทุบกุญแจบ้าน ในขณะที่สองสาวยืนฟังเสียงและมองสภาพรอบบ้านกรรณาบอกว่าเสียงร้องไห้ของผู้หญิงคนนั้นเงียบไปแล้ว เนตรสิตางศุ์ก็ไม่เห็นร่างที่ผูกคอตายแล้ว

ระหว่างนั้นกรรณาฉุกคิดถามเนตรสิตางศุ์ว่าเพชรกับพลอยที่วิญญาณพูดถึงหมายถึงช่อเพชรหรือเปล่า?

พอดีสองหนุ่มงัดประตูสำเร็จ สองสาวจึงผลักประตูเข้าไป ภายในมืดจนต้องใช้ไฟฉาย มีกลิ่นอับเหม็น ที่พื้นมีฝุ่นหนาเป็นนิ้ว และตามเพดานมีหยักไย่ห้อย เป็นม่าน หมอวรวรรธบอกว่า แบบนี้คงไม่มีคนอยู่มาเป็นสิบๆปีแล้ว

ทันใดนั้น มีเสียงดังโครมเหมือนของหนักๆหล่นลงมาที่ชั้นสองมีเสียงผู้ชายแผดร้องและเสียงกรี๊ดของผู้หญิง แต่ชายหนุ่มทั้งสองไม่ได้ยิน กรรณาวิ่งขึ้นไปทันทีพงอินทร์วิ่งตามขึ้นไป หมอวรวรรธจูงมือเนตรสิตางศุ์ที่ยืนตะลึงอยู่วิ่งขึ้นไปด้วย กรรณาสะดุดหุ่นโชว์เสื้อผ้าขาวโพลนวางกองเต็มไปหมด

มีหุ่นสองสามตัวมีรอยเลือดกระเซ็นติดอยู่ พงอินทร์กับหมอเชื่อว่ารอยเลือดนั้นต้องเกิดจากบาดแผลฉกรรจ์แน่ๆ สองหนุ่มพูดกันไม่ทันขาดเสียง กรรณาก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันของชายหญิง เนตรสิตางศุ์ก็เห็นชายหญิงกำลังตบตีกัน

ooooooo

กรรัมภากับจุนจีไปสืบเรื่องพิมพิลาสที่หน้าคฤหาสน์ เห็นอติเทพขับรถออกไป จุนจีบิดมอเตอร์ไซค์ตามทันที

อติเทพขับรถไปจอดที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง เด็กโบกรถมาโบกและกันที่ให้อย่างมีสิทธิพิเศษ จุนจีบิดรถมาจอดห่างจากรถของอติเทพเล็กน้อยแล้วรีบตามเข้าไป เห็นอติเทพเดินไปขึ้นลิฟต์ที่มีอยู่เพียงตัวเดียว ทั้งสองจึงวิ่งขึ้นบันไดแทน

จุนจีพยายามวิ่งขึ้นไปให้ทันเห็นว่าอติเทพขึ้นไปชั้นไหน วิ่งถึงชั้นสามเขาก็ยังไม่ออกจากลิฟต์ กรรัมภาวิ่งไม่ทันจุนจี ปลุกเร้าใจ “แก้ม...อดทน ไอเลิฟยู...ไป” คว้ามือกรรัมภาลากขึ้นไปด้วยกัน

พอถึงชั้นสี่ เห็นอติเทพออกจากลิฟต์ ทั้งสองหยุดกึกก้มหน้างุดแต่เหงื่อเปียกโชก ทั้งสองจับตาสังเกตอติเทพจึงรู้ ว่ามาขอยืมเงินจากเฮียกุ่ย รับรองว่าจะเอามาใช้คืนพร้อม ของเก่า ดอกเท่าไรก็พร้อมจ่าย เฮียกุ่ยถามว่าเขากำลังจะรับมรดกก้อนโตไม่ใช่หรือ เมื่อไรล่ะ?

“ไม่นานหรอกเฮีย รอแค่ลายเซ็นอะไรนิดๆหน่อยๆ เท่านั้นแหละ นะๆๆ เฮียขอด่วนๆ อีก 2 ล้านเถอะ”

เฮียกุ่ยคิดอยู่นาน กรรัมภากับจุนจีหลบหลังเสาแอบถามกันว่าอติเทพจะเอาเงินไปทำอะไรมากมาย จุนจี บอกว่างานนักสืบสนุกแบบนี้เอง มิน่าเธอถึงชอบ กรรัมภาขึงตาใส่บอกว่าตนทำไม่ใช่เพราะสนุกแต่ต้องการช่วยกันจับฆาตกรที่ฆ่าคุณย่าเขา จุนจีทำหน้าเหี้ยมหันมอง

อติเทพคำรามในคอ “คนเลว จะต้องได้รับกรรม”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

ยุ้ย เครียด! ทุ่มสุดตัวปล่อยโฮ ถ่ายทอดบทชีวิตดราม่าใน “ตะวันตกดิน”

ยุ้ย เครียด! ทุ่มสุดตัวปล่อยโฮ ถ่ายทอดบทชีวิตดราม่าใน “ตะวันตกดิน”
12 มิ.ย 2564

12:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2564 เวลา 14:28 น.