ตอนที่ 7
ที่หน้าบ้าน พวกขรรชัยมาถึงแล้ว บงการให้พวกลูกน้องจับตายลุยให้ได้ ลุยไม่กล้าเผชิญหน้ากับพวกนั้นมากนัก เพราะเป็นห่วงว่าบอยจะถูกลูกหลง ในที่สุดเขาก็พาบอยหนีจากวงล้อมออกไปได้ ไปซ่อนตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อติดต่อกับสร้อยคีรี พอเธอมาหาลุยก็บอกว่า
“ผมจะไม่ยอมตายง่ายๆหรอก ผมตัดสินใจที่จะต้องทำลายองค์กรอุบาทว์นี้ให้สิ้นซาก ผู้คนจะได้ไม่ต้องตายเพราะพวกมันอีก”
“มันอันตรายมาก คุณคนเดียวจะรับมือคนทั้งองค์กรได้ยังไง คุณต้องไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ ฉันจะพาคุณหนีออกนอกประเทศ”
“ไม่...ผมไม่กลัว ตอนนี้ผมก็เหมือนตายทั้งเป็นตั้งแต่ลูกเมียผมถูกวางระเบิดแล้ว ผมจะแก้แค้นมันให้ได้”
“คุณรู้มั้ย กว่าฉันจะมาพบคุณได้ฉันต้องเล่นลูกไม้กับพวกมันตั้งเยอะแยะ ถ้าไปที่โรงแรมแรกที่คุณนัดป่านนี้ก็แย่แล้ว...”
“ผมรู้พิษสงขององค์กรดี เรื่องดักฟังโทรศัพท์ เพราะพวกมันเป็นคนสอนผมเอง ผมจึงส่งซิกไปให้คุณไง.... ป่านนี้พวกมันคงแห่ไปที่โรงแรมแรกแล้ว...”
“นั่นสินะ องค์กรถึงไม่อยากให้คุณมีชีวิตอยู่อีก... แต่ตอนนี้คุณมีเด็กบอยมาเป็นห่วงคล้องคออยู่จะทำบุ่มบ่ามอีกไม่ได้แล้ว ต้องนึกถึงเด็กด้วย เราแยกกันดีกว่า ฉันจะไปคอยพวกมันเองก็แล้วกัน...”
จริงดังที่สร้อยคีรีคาด เทียวกำลังงุ่นง่านเมื่อขรรชัยพาหน้าตายับเยินเพราะต่อสู้กับลุยก่อนที่ลุยจะพาบอยหนีไปกลับเข้ามารายงาน เขาตบหน้าลูกน้องเรียงตัว ด่าว่าสร้อยคีรีหนีออกไปได้ เพราะพวกแกไม่มีน้ำยา พอหันมาเห็นขรรชัย เทียวตวาดทันที
“ยังมีหน้ามาให้ฉันเห็นอีกเหรอ คนที่ทำงานพลาดถึงสองครั้งอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์” เทียวคว้าปืนจะยิง ขรรชัยไม่หลบ แต่กลับบอกว่า
“ให้โอกาสผมพิสูจน์ตัวเองว่า ผมยังมีประโยชน์ต่อองค์กร”
เทียวชั่งใจเป็นครู่ก่อนลดปืนลง “ได้...แต่ถ้าพลาดอีกคราวนี้แก...ตาย!”
ขรรชัยโทรศัพท์หาลูกน้องที่เป็นตำรวจ บอกให้เช็กที่กล้องวงจรปิดให้ทั่วกรุงเทพฯ หารถเลขทะเบียนที่เป็นของสร้อยคีรีโดยด่วน ครู่เดียวก็ได้ยินทางโน้นรายงานมา จึงบอกเทียวว่าเจอรถของสร้อยคีรีแล้ว
“ฉันจะไปฆ่ามันด้วยตัวเอง ทั้งไอ้ลุยทั้งนังสร้อยคีรีนังนกสองหัว” เทียวกระเหี้ยนกระหือรือ รีบพาลูกน้องไปที่ โรงแรมที่เห็นรถสร้อยคีรีจอดอยู่ แทบจะพังประตูห้องเข้าไปเลย แต่กลับเจอสร้อยคีรีกำลังออกจากห้องน้ำ พอเห็นเทียวเธอก็ยิ้มร่าเข้ามากอด บอกว่ากำลังจะโทร.ไปเรียกให้เทียวมาที่นี่ เพราะเธอเบื่อบรรยากาศซ้ำซากจำเจสถานที่เก่า เทียวอึ้งแทบหายโมโห รีบไล่พวกลูกน้องออกไปจากห้อง
ooooooo
ลุยพาบอยหนีมาที่บ้านของบุปผา บอกเธอว่าบอยเป็นลูกของเพื่อนจะพามาอยู่ด้วย บุปผาบอกไม่มีปัญหาจะดูแลให้เอง แล้วให้ลุยกับทอมไปอาบน้ำก่อนเพราะมอมแมมมาก พอลุยอาบน้ำเสร็จเธอก็เอาเสื้อผ้าผู้ชายมาให้เขาผลัด
“โชคดีนะคะ มีเสื้อผ้าของเพื่อนฉันอยู่....คุณน่าจะใส่ได้พอดี” ส่งเสื้อผ้าให้แล้วก็รีบออกไปจากห้อง
ที่หน้าบ้าน เพื่อนที่บุปผาเพิ่งบอกกับลุยเมื่อสักครู่ กำลังถือหม้อใส่ขนมบัวลอยเดินมาด้วยหน้าตายิ้มแย้ม พอถึงก็ย่องๆเข้ามากะว่าจะเซอร์ไพรส์บุปผาสักหน่อย เพราะเขาไม่ได้กลับมานาน เห็นมีคนยืนหันหลังอยู่ก็โผเข้ากอดเพราะปกติบ้านนี้ไม่มีใครนอกจากบุปผา
“ไม่ได้เจอตั้งนาน คิดถึงจังเลยค่ะที่รัก”
คนที่ถูกกอดหันกลับมา อัศนีตกใจร้องจ๊าก... “เฮ้ย...แกเป็นใคร มาทำอะไรในบ้านแฟนฉัน...เฮ้ยๆแล้วทำไมเอาเสื้อผ้าฉันมาใส่!”
เสียงบุปผาดังมาก่อนตัว “อาบน้ำอาบท่าแล้วหล่อขึ้นตั้งเยอะ” เธอจูงบอยออกมาด้วย
อัศนีตกใจทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “อะไรวะเนี่ย...จากกันไม่กี่ปี นารีมีลูกโตซะแล้ว โธ่ๆบุปผา ทำไมเธอทำแบบนี้ ฉันก็แค่ย้ายไปทำงานต่างอำเภอทำไมเธอไม่รอฉันห๊า...”
“พูดอะไร ใครเป็นอะไรกับนาย...” บุปผาตวาดแหว
“หรือว่า...แกขืนใจที่รักของฉัน...ไอ้เลว” อัศนีนอกจากไม่ฟังบุปผาแล้วยังดันคิดไปอีกแง่หนึ่ง โดดเข้าชกลุย แต่ลุยหลบ อัศนียังตามชกอีก คราวนี้ชกโดนกำแพงเต็มรัก เพราะลุยเอี้ยวตัวหลบ อัศนีร้องโอ๊ยดังลั่นด้วยความเจ็บ
“หยุดนะ” เสียงบุปผาห้าม
อัศนีปัดมือบุปผาที่กันเขาไว้ “อย่าห้ามฉัน...” ร้องแล้วก็วิ่งใส่ลุยอีก แต่คราวนี้ยิ่งหนักเพราะลุยยืนอยู่ริมหน้าต่าง อัศนีที่พุ่งเข้าใส่ เลยร่อนถลาตกลงไปข้างล่างเสียงดังโครม
“โอ๊ยยย...” เสียงร้องดังขึ้นมาถึงข้างบน ลุย บุปผาและบอยวิ่งแข่งกันลงไป กว่าจะลากอัศนีเข้ามาในบ้านได้บุปผาก็เหนื่อย อัศนีครางอ๋อย โดนบุปผาด่าอีก
“คิดได้ยังไงว่าฉันกับลุยเป็น...เอ่อ...ผัวเมีย” เสียงเบาเพราะกลัวลุยได้ยิน
“ก็ใครจะไปรู้ว่าเป็นสามีเพื่อน” อัศนีตอบแล้วหันไปดูลุย เห็นสองคนนั่นกำลังกินบัวลอยกันเอร็ดอร่อยก็ตกใจแทบหายเจ็บ ลุกเข้าไปแย่งบอกว่าเขาทำมาให้บุปผากินคนเดียว แต่พอยกหม้อขึ้นดูปรากฏว่าเกลี้ยงแล้ว ลุยชี้ไปที่ถ้วยซึ่งตักเอาไว้ อัศนีรีบคว้ามาประเคนให้บุปผา
“บุปผาจ๋า ฉันทำบัวลอยรูปหัวใจสีชมพูมาให้ เนี่ยปั้นด้วยหัวใจเลยนะจ๊ะ แทบไม่ต้องใส่น้ำตาลเลย มันหวานด้วยความรักของฉันน่ะจ้ะ กินสิจ๊ะ”
บุปผาส่ายหน้าทำท่าเลี่ยนๆ พอดีเสียงท้องของ บอยร้องจ๊อกๆ บุปผาเลยยกบัวลอยถ้วยนั้นให้บอยกินจนหมด เด็กชายยังมีแก่ใจชมอีกว่า
“คุณอาอัศนีปั้นเก่งจังเลยนะครับ เป็นรูปหัวใจทุกเม็ดเลย อร่อยด้วย”
อัศนีหน้าเจื่อน แอบค้อนใส่เล็กๆ หลังจากนั้นอัศนีก็บอกกับบุปผาว่าลุยไม่ควรจะอยู่ที่บ้านนี้อีกแล้ว เพราะตอนนี้เมียตายไปแล้ว ลุยเดินเข้ามาได้ยินพอดีจึงหน้าเครียดขึ้น บุปผารีบดุอัศนีว่าปากเสีย ต่อไปไม่ให้พูดแบบนี้อีก จากนั้นก็ปรึกษากัน และมีความเห็นตรงกันว่าลุยควรย้ายไปอยู่ที่บ้านของอัศนีที่อยู่ลึกเข้าไปในสวน เพราะไม่รู้ว่าวันไหนตำรวจจะมาหาหลักฐานเรื่องรถระเบิดอีก
ฝ่ายเทียวกำลังอยู่ในห้องของสร้อยคีรี ลูกน้องเข้ามารายงานว่า ได้ส่งคนไปเที่ยวตามหาลุยตามที่เทียวสั่งแล้ว และเรื่องศพของเดือนก็จัดการเรียบร้อยแล้วด้วย เทียวพยักหน้ารับบอกว่าดีมาก ลูกน้องออกไป สร้อยคีรีถามว่า
“คุณฆ่าเดือนทำไม...”
“ฉันไม่ได้ฆ่า มันตายด้วยมือเพื่อนรักของมันต่างหาก”
สร้อยคีรีตกใจ บอกว่าไม่จริง แต่เทียวกลับเดินหัวเราะออกไปจากห้อง
ที่บ้านสวนของบุปผา ทอมกำลังนั่งเล่นหุ่นยนต์อยู่สองตัว โดยสมมติว่ากำลังสู้กัน ตัวหนึ่งให้เป็นตัวเอง อีกตัวหนึ่งให้เป็นทอม ขณะนั้นเด็กหญิงประดู่ซึ่งเป็นลูกสาวของชาวบ้านแถวๆนั้นเดินผ่านเห็นบอยจึงเข้ามาแนะนำตัวเอง
“สวัสดีจ้ะ...ฉันชื่อประดู่ เธอชื่ออะไร” เงียบ บอยทำเป็นไม่ได้ยิน เด็กหญิงเริ่มโมโห “ฉันถามทำไมไม่ตอบ เธอหูหนวกเหรอ”
ไม่มีคำตอบอีก พอดีไม้กับสร้อยซึ่งเป็นพ่อแม่ของเด็กหญิงมาตาม ประดู่จึงกลับไป แต่พอวันรุ่งขึ้นประดู่ก็มาหาบอยอีก
“สวัสดีจ้ะ ขอฉันเล่นด้วยสิ วันนี้ฉันพาน้องตุ๊กตามาด้วย น้องตุ๊กตาของฉันน่ารักนะ ฉันตั้งชื่อว่าน้องต้อยติ่ง ให้ น้องต้อยติ่งเล่นด้วยนะคะพี่หุ่นยนต์” บอยหันข้างให้ ประดู่ เริ่มทนไม่ไหว
“ถามจริงเหอะ เป็นบ้าหรือเปล่า พูดคนเดียวอยู่ได้... ทอมไม่อยู่แล้วทำไมต้องทำเหมือนทอมยังอยู่”
บอยหยุดพูดกับหุ่นทันทีหันมาเถียง “เขายังอยู่”
“ไม่จริง ทอมตายไปแล้ว”
“ไปไกลๆอย่ามายุ่ง” บอยผลักประดู่ล้ม หยิบหุ่นยนต์ทำท่าจะลุกหนี ประดู่ลุกขึ้นฉอดๆใส่ทันที
“เธอไม่ควรหลอกตัวเอง เธอต้องเข้มแข็งสิ ถ้าทอมมองดูเธออยู่ ทอมจะเสียใจที่เห็นเธออ่อนแอแบบนี้...” ประดู่ก้มลงเก็บตุ๊กตาขึ้นมาปัดฝุ่น กระฟัดกระเฟียดเดินหนีไป บอย มองตาม อึ้ง หวนคิดไปถึงตอนทอมยังมีชีวิตอยู่ ทอมคอยช่วยเหลือเขาทุกอย่าง แม้กระทั่งเคยสอนว่า
“พ่อบอกว่าเราต้องไม่รังแกคนอื่น แต่ถ้ามีใครรังแกเรา เราต้องรู้จักป้องกันตัวเอง”
บอยก้มลงดูหุ่นยนต์ในมือแล้วร้องไห้ พูดคล้ายกับทอมยืนอยู่ตรงหน้า “ทอม...ฉันขอโทษที่อ่อนแอ ต่อไปนี้ฉันจะเข้มแข็ง”
ooooooo
ที่สวนหลังบ้านของทองเพชรที่จังหวัดราชบุรี เจ้าของบ้านกำลังซ้อมยิงปืน โดยมีพวกลูกน้องคอยรักษาความปลอดภัยอยู่ใกล้ๆแถวนั้น จักรเดินอย่างรีบร้อนเข้ามาบอกว่าเทียวมาขอพบ ทองเพชรหยุดยิง หันไปเจอเทียวหน้าบึ้งเดินเข้ามา พอเห็นท่าทางสบายๆของทองเพชรเทียวก็โมโห
“จนป่านนี้ทำไมยังจัดการคนที่มาถล่มอาวุธพวกเราไม่ได้ หรือต้องการให้ฉันจัดการเอง” เทียวทำท่าจะชักปืนที่เอว แต่จักรที่ยืนอยู่ข้างทองเพชรชักปืนเล็งไปที่เทียว บอดี้การ์ดของเทียวจึงชักปืนเล็งไปที่ทองเพชรบ้าง หัวหน้าสองคนจ้องหน้ากันครู่หนึ่งแล้วต่างหันไปสั่งให้ลูกน้องของตัวเองเก็บปืน ทองเพชรต่อว่าเทียว
“จะทำอะไรก็ให้เกียรติกันบ้างสิ...ไอ้เรื่องอาวุธที่โดนถล่มก็ใจเย็นๆหน่อย ฉันกำลังให้คนตรวจสอบอยู่ว่าเป็นฝีมือของใครจะได้เล่นงานให้ถูกตัว”
“แต่เล่นงานเราได้แบบนี้ ฝีมือไม่ธรรมดา...ไอ้ลุย หล่มสัก บางทีมันอาจจะย้อนกลับมาอยู่ที่นี่อีกก็ได้”
ทองเพชรส่ายหน้ายิ้มเยาะ “ไม่มีทางหรอก คนของเราออกจะกว้างขวาง ถ้ามันกลับมาอยู่ที่นี่อีกพวกเราต้องรู้... แล้วอีกอย่างไอ้ลุยมันคงไม่โง่กลับมาอยู่ในถิ่นฉันหรอก...อาจ แค่คนแถวๆนี้อยากทำตัวเป็นฮีโร่นั่นแหละจัดการไม่ยากหรอก... เอาเรื่องของไอ้อภิชัยดีกว่า มันยังขวางทางเราอยู่ไม่ใช่เหรอ”
“ไอ้นี่มันเห็นเกียรติสำคัญกว่าเงิน...ไม่รับสินบน...แต่คอยขัดแข้งขัดขาคนของเราอยู่เรื่อย”
“ถ้ามันเป็นปัญหามากนักก็จัดการให้พ้นทางไปซะ ถ้าจัดการไอ้อภิชัยได้ องค์กรของเราก็จะยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าทันที...”
แล้วค่ำนั้นเอง ทองเพชรพาลูกน้องไปที่โกดังพักอาวุธ จักรที่ยืนคุมลูกน้องเช็กอาวุธสงครามชนิดต่างๆอยู่เดินเข้ามารายงานว่า
“ตั้งแต่ย้ายของมาเก็บไว้ที่นี่ ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้ ทางสะดวกมากเลยครับนาย”
“เออดี...ถ้าตรวจเช็กสภาพเรียบร้อยแล้วก็จัดใส่ลังได้เลย”
“จะส่งของเข้ากรุงเทพฯเมื่อไหร่ครับ”
“เมื่อถึงเวลา...และที่สำคัญ ครั้งนี้องค์กรของเราจะส่งอาวุธพวกนี้พร้อมกันทีเดียวทั่วประเทศ”
เจ้านายกับลูกน้องวายร้ายกำลังคุยกันอยู่ข้างใน ด้านนอก ไม้กับสร้อยพ่อแม่ของประดู่กำลังแอบถ่ายรูปด้วยมือถืออยู่ แต่มีเสียงดังขึ้นมา ทองเพชรกับจักรได้ยิน จักรเดินมาดูแถวหน้าต่างแล้วหันไปบอกว่าไม่มีอะไร ทองเพชรพูดดังๆว่าเขาอาจจะหูแว่วไปเอง แต่พอสร้อยกับไม้วิ่งไปแล้วทองเพชรก็บอกจักรว่าให้ตามไป และคืนนั้น สร้อยกับไม้ก็ถูกฆ่าปิดปากทั้งคู่แถมยังเผาบ้านเพื่อกลบเกลื่อนหลักฐานการฆ่าคนตาย มีประดู่ที่เหลือรอดไปได้ เพราะสร้อยเอาแอบไว้ใต้เตียง แต่ประดู่ก็เห็นพ่อกับแม่ตายต่อหน้าจึงช็อกจนพูดไม่ได้
เช้าวันรุ่งขึ้น ลุย บอย บุปผา และอัศนีเดินมาดูเพราะเมื่อคืนได้ยินเสียงปืนและเห็นแสงไฟไหม้ พอมาถึงจึงรู้เป็นบ้านของประดู่ ทุกคนตกใจ ลุยรีบบุกเข้าไปตรวจข้างในบ้านเจอแค่กะโหลกของสองผัวเมีย บุปผาถึงกับช็อก เมื่อเจอแค่นั้นทุกคนก็คิดว่าประดู่ยังอยู่แน่ๆจึงเที่ยวเดินตามหา และคนที่ไปพบประดู่ก็คือบอยนั่นเอง ประดู่พอเจอบุปผาก็โผเข้ากอดร้องไห้ แต่ไม่มีเสียง อัศนีบอกบุปผาว่าเขาเรียกตำรวจมาแล้ว บุปผาตกใจ
“ตำรวจ...ลุย...คุณพาบอยกับประดู่กลับไปก่อนเร็ว จ้อย จ๋อง...แกสองคนไปกับลุยด้วย”
“ทำไมลุยถึงอยู่เจอตำรวจไม่ได้” อัศนีสงสัย
“นายอย่ารู้เลยอัศนี...ไว้ถึงเวลาฉันจะเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้ฉันขอนะ อย่าพูดเรื่องลุยกับตำรวจเด็ดขาด”
ตำรวจตรวจสถานที่เสร็จก็กลับไปโรงพัก บุปผาตามไปด้วยในฐานะกำนัน พอเห็นข้อสันนิษฐานของตำรวจ เธอตบโต๊ะปัง “พวกคุณสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุได้ยังไง”
“ก็กำนันบอกเองว่าลุงป้าคู่นี้ไม่มีศัตรูที่ไหน คงไม่ระวังจุดตะเกียงทิ้งไว้ก่อนนอนไฟเลยไหม้”
“ไม่จริง ลุงไม้กับป้าสร้อยไม่ใช่คนเลินเล่อ”
“ใครจะมาทำร้ายเขาล่ะ”
“ก็พวกรับเงินใต้โต๊ะไง...ลุงกับป้าโดนฆ่าปิดปากเพราะอาจจะได้หลักฐานเอาผิดผู้มีอิทธิพลบางคน”
“ถึงจะเป็นกำนัน แต่ถ้ามาพูดลอยๆไม่มีหลักฐานก็เข้าคุกได้นะ...ตำรวจเขาก็ตรวจดูแล้วไม่เห็นเจอหลักฐานอะไรเลย” ทองเพชรที่เพิ่งมาถึงออกความเห็น แต่บุปผาไม่ฟังบอกตำรวจให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจอีกครั้ง ทองเพชรเลยยิ้มเยาะ หันไปบอกตำรวจ
“เอาน่าคุณตำรวจ จัดให้กำนันเขาหน่อย ถ้ากำนันว่ามีคนร้ายก็คงมีจริงๆ ยังไงก็ตามจับตัวคนร้ายมาให้ได้ด้วยนะ ชาวบ้านแถวนี้คงอุ่นใจที่มีกำนันใจเด็ดอย่างกำนันบุปผา”
“ใช่...และคนใจเด็ดอย่างฉัน จะขอจัดการกับพวกชั่วๆให้หมดไปจากบ้านร่มเย็น โดยเฉพาะพวกชั่วๆในคราบคนดี” บุปผาจ้องหน้าทองเพชรก่อนจะเดินออกไป
“ให้ผมจัดการเลยมั้ยนาย” จักรกระซิบถาม
ทองเพชรส่ายหน้าแสร้งพูดว่า “แกอยู่กับฉันมานาน ฉันเป็นคนโหดเหี้ยมขนาดนั้นเชียวเหรอ”
ooooooo
เมื่อบุปผากลับมาที่บ้านก็เจอลูกน้องทองเพชรมาคอยเล่นงานอยู่สามคน ถึงแม้จะเป็นหญิงแกร่งยังไงก็สู้พวกมันไม่ได้ ดีแต่ลุยมาช่วยไว้ทันและไอ้สามคนนั่นถูกจับส่งตำรวจหมด แต่ลุยก็ได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน ขณะทำแผลบุปผาพูดถึงประดู่ขึ้นมาว่า
“เรื่องประดู่ ไว้ฉันหาหมอที่ไว้ใจได้แล้วฉันจะพาเขาไปตรวจให้ที่บ้าน”
“ประดู่มีญาติที่ไหนอีกมั้ย ถ้าไม่มีผมจะดูแลประดู่เอง”
“จะไหวเหรอ ดูแลเด็กที่เพิ่งสูญเสียครอบครัวไปตั้ง สองคน”
“ไม่ต้องห่วง ผมน่าจะดูแลพวกเขาได้ดีด้วยซ้ำ เพราะผมเข้าใจดีว่าพวกเขารู้สึกยังไง” บุปผาเห็นลุยพูดแล้วก็นิ่งไปด้วยความสะเทือนใจเพราะคิดถึงลูกตัวเอง เธอรีบลุกไปหยิบของอย่างหนึ่งมายื่นให้บอกว่า
“วันก่อนฉันเก็บห้องแล้วเจอเข้า คิดว่าให้คุณเก็บไว้ดีกว่า”
ลุยรับมาดู มันคือรูปถ่ายของเขากับไทรงามและทอมที่ถ่ายด้วยกัน ลุยน้ำตาคลอด้วยความคิดถึง แต่ต่อหน้าบุปผาจึงพยายามกลั้น บุปผาเอื้อมมือไปจับไหล่ให้กำลังใจแล้วบอกว่า
“ร้องออกมาเถอะค่ะ อย่ากลั้นมันไว้เลย มีแต่คุณกับฉันเท่านั้น”
ลุยปล่อยโฮออกมาทันที บุปผาน้ำตาคลอหน่วย สงสารเขาเหมือนตัวเองเจ็บปวดไปด้วย ขณะนั้นจ้อยกับจ๋องเข้ามาบอกข่าวเรื่องชาวบ้านถูกเผาบ้านไล่ที่ บุปผาเลยต้องรีบไปดูเหตุการณ์ ไปถึงที่นั่นเจอชาวบ้านหลายครอบครัวนั่งร้องไห้กันอยู่ แข่งกันเล่าเรื่องทั้งหมดให้บุปผาฟัง เธอบอกให้จ้อยกับจ๋องพาชาวบ้านไปพักที่บ้านเธอก่อนคืนนี้ แล้วพรุ่งนี้จะสร้างบ้านให้ใหม่ ส่วนตัวเธอกับลุยเดินดูที่เกิดเหตุ ลุยไปเจอมีดพกเล่มหนึ่งตกอยู่จึงหยิบมาดู เห็นตราสัญลักษณ์ขององค์กร จึงถามบุปผา
“พวกมันจะเอาที่กลางป่าแบบนี้ไปทำอะไร”
“ที่ลับหูลับตาคนแบบนี้ ถ้าไม่ทำโรงงานยาเสพติดก็คงเป็นที่ซ่อนของเถื่อน ฉันจะหาหลักฐานไปให้ตำรวจให้ได้” ลุยส่ายหน้า บุปผาจึงถามว่า “คุณจะบอกฉันว่าไม่มีทางจัดการกับพวกมันได้เลยใช่มั้ย...ถ้าอย่างนั้นฉันจะใช้วิธีเดียวกับพวกมัน”
ooooooo
และแล้วคืนนั้นบุปผาก็ไปเผากระท่อมของลูกน้องทองเพชรที่ใช้เป็นที่บัญชาการมาไล่ที่ชาวบ้าน มีการยิงต่อสู้กันและบุปผาก็เกือบถูกจับตัวได้ ดีแต่ลุยมาช่วยไว้อีก ลุยให้บุปผาหนีกลับไปก่อน ส่วนเขาแยกไปอีกทาง แต่อยู่ๆลุยก็ได้ยินเสียงรถวิ่งมาเขาจึงหลบเข้าไปในป่าคอยแอบดู เห็นทองเพชรลงจากรถพร้อมกับจักร ทองเพชรถามพวกลูกน้องว่าเป็นฝีมือใครมาเผา แล้วกระเป๋าเงินอยู่ที่ไหน
“ผมไม่รู้จริงๆครับนาย มันมาซุ่มโจมตีพวกเรา”
“เรื่อง...เอ่อ...กระเป๋า...ผมลืมครับ ไม่ได้หยิบออกมาด้วยตอนไฟไหม้”
“เปรี้ยง” ทองเพชรยิงใส่เจ้าคนแรกและย้ายปากกระบอกปืนมายังคนที่สองอีกเปรี้ยง สองคนม่อยกระรอกลงไปกับพื้นแล้วหยุดหายใจ...จักรลนลานตอบว่า
“ผมว่าฝีมือของนังกำนันคนนั้นแน่ๆเลยครับ”
“รู้แล้วยังไง...ฉันต้องเอาดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมามันไหม” ทองเพชรหันปากกระบอกปืนมาที่จักรซึ่งห่อตัวลงด้วยความกลัว พอดีมีรถอีกคันแล่นเข้ามาจอด ทองเพชรหันความสนใจไปที่รถคันนั้น คนขับรีบลนลานลงมาทำหน้าที่ เทียวก้าวลงจากรถตามมาด้วยสร้อยคีรี ทองเพชรยิ้มแป้นเก็บปืน เข้าไปคว้ามือสร้อยคีรีขึ้นมาจูบ
“ไม่นึกเลยว่า คนอย่างเทียวจะพาผู้หญิงสวยๆมาส่งให้ถึงที่”
“เออ...คืนนี้ทิ้งของเล่นชิ้นนี้ไว้ให้ แล้วพรุ่งนี้จะส่งรถมารับคืน” เทียวเดินขึ้นรถกลับออกไป สร้อยคีรีมองตามรถอย่างแค้นๆแต่ทำอะไรไม่ได้ ถูกทองเพชรโอบดันให้ขึ้นรถของตัวเองไปทันที ทิ้งศพลูกน้องที่เพิ่งถูกยิงตายหยกๆไว้ตรงนั้น ส่วนพวกเดนตายอีกสองสามคนมองตามด้วยความอิจฉา
ooooooo
สร้อยคีรีถูกพาไปที่บ้านของทองเพชร พอถึงเธอขออาบน้ำก่อน ตั้งใจเพียงแค่หนีทองเพชรมาสักพักก็ยังดี แต่พอเปิดประตูเข้าไปเจอลุยอยู่ในนั้นเพราะเขาแอบตามมา
“ลุย...คุณมาได้ยังไง ทำไมถึงรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่...แล้วคุณจะทำอะไรฉัน” สร้อยคีรีตกใจเมื่อเห็นลุยจ้องปืนมาที่เธอ
“คุณต่างหากทำอะไร ทำไมคุณถึงกลายมาเป็นพวกมัน”
“ฉันเป็นคนขององค์กร”
“แต่เมื่อก่อนคุณไม่ใช่นางบำเรอ”
สร้อยคีรีตบหน้าลุยทันที “สิ่งที่พวกมันทำกับฉัน ยังไม่ทำให้ฉันเสียใจเท่ากับที่คุณดูถูกฉันแบบนี้”
“งั้นคุณทำแบบนี้ทำไม”
“ฉันต้องการรู้ความจริงของการเคลื่อนไหวทุกอย่างในองค์กร เพื่อจะรู้ว่าพวกมันจะตามล่าคุณอีกเมื่อไหร่...จะได้ช่วยคุณได้”
ลุยอึ้งไปที่สร้อยคีรีเอาตัวเองเข้าแลกเพื่อช่วยเขา ทันใดนั้นเสียงทองเพชรก็ดังอยู่นอกห้องน้ำถามว่าทำอะไรอยู่ทำไมถึงนานนัก สร้อยคีรีเร่งลุยให้รีบหนีไป แต่ลุยไม่ยอม เพียงแต่หลบไปอยู่ข้างประตู ดังนั้นเมื่อทองเพชรผลักเข้ามาจึงไม่เห็นลุย สร้อยคีรีรับหน้าบอกว่าเดี๋ยวจะออกไปแล้ว ดันทองเพชรให้ออกไป แล้วตามไปปรนนิบัติบีบนวดให้บนที่นอน ถือโอกาสที่ทองเพชรเผลอ เธอถอดตุ้มหูที่มีก้านแหลมออกจากหูเสียบเข้าที่ก้านคอ ตัวยาสลบทำงานทันที พักเดียวทองเพชรก็หลับสนิท สร้อยคีรีเรียกให้ลุยออกไปช่วยเธอถอดเสื้อผ้าของทองเพชร จัดท่าทางให้นอนเหมือนกำลังทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ส่วนเธอเองรีบเปลี่ยนมาเป็นผ้าเช็ดตัวพันร่างเอาไว้แค่นั้น ลุยซึ้งมากที่สร้อยคีรีทำเพื่อเขาถึงขนาดนี้ สร้อยคีรีจ้องหน้าลุย
“สำหรับฉัน ไม่มีวินาทีไหนที่ฉันจะทำเพื่อคุณไม่ได้เพราะฉันรักคุณ...รีบหนีไปเถอะ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ฉัน นายกริชและเดือนทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่า” พอได้ยินชื่อเดือน ลุยชะงัก
“คุณกับนายกริชทำเพื่อผม ผมเชื่อ แต่สำหรับเดือน มันหักหลังผมคุณไม่รู้เรื่องเหรอ ไทรงามกับทอมตายด้วยระเบิดของมัน...ผมเห็นหลักฐานด้วยตาตัวเอง แล้วมันก็ยอมรับกับผมด้วยว่าเป็นระเบิดที่มันทำเอง”
สร้อยคีรีเสียงแข็งใส่ทันที “...แต่คุณก็ต้องเชื่อในสิ่งที่ฉันพูด เทียวสั่งให้คนเอาระเบิดของเดือนไปฆ่าคุณ เดือนโดนซ้อมปางตายเพราะไม่ยอมไปวางระเบิด...ถ้าคุณไม่เชื่อก็ไปถามลูกของเดือนก็แล้วกัน เพราะวันที่เดือนโดนซ้อมบอยก็อยู่ที่นั่นด้วย...จำไว้นะลุย นอกจากฉันกับกริชแล้ว เดือนคืออีกคนที่ไม่มีวันทรยศคุณ”
ลุยอึ้ง สมองร้าวด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าตัวเองเข้าใจเพื่อนผิดไป กลับไปถึงบ้าน ลุยถามบอยเรื่องนี้ เด็กน้อยเล่าให้ฟังอย่างหมดเปลือก
“มีคนจะบังคับให้พ่อไปฆ่าอาลุย แต่พ่อไม่ยอม บอย สงสารพ่อที่โดนซ้อม...แต่บอยรู้ว่าพ่อรักอาลุยมาก ถ้าเป็นบอยก็คงไม่ทำเหมือนกัน ในที่สุดก็มีผู้ชายคนนึงเอาระเบิดของพ่อไป...” เด็กชายเห็นลุยหน้าซีด ไม่พูดอะไรก็นึกว่าลุยไม่เชื่อจึงย้ำว่า “บอยพูดจริงๆนะครับอาลุย บอยไม่ได้โกหก”
ลุยรู้สึกตัว หันมากอดบอยบอกให้นอนต่อ แล้วก็เดินออกไปจากห้องลงไปที่สนาม ลุยไปตะโกนระบายความเสียใจอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก ร้องไห้คร่ำครวญในสิ่งที่ตัวเองทำจนครึ่งค่อนคืน พอระงับสติได้ลุยก็บอกกับตัวเองว่า “ไอ้เทียว...แกทำให้ฉันต้องฆ่าเพื่อนรัก แกฆ่าลูกเมียฉัน ทั้งๆที่พวกเขาไม่เคยทำผิดคิดร้ายกับใคร...นรกอย่างแกจะต้องไม่ตายดีไอ้เทียว ฉันจะไม่ยอมเสียลูกกระสุนแม้แต่นัดเดียวเพราะกระสุนของฉันมีค่ามากกว่าชีวิตแก...”
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น ทองเพชรเอาสร้อยคีรีไปส่งคืนให้เทียว เทียวหยอกว่า เป็นยังไงเมื่อคืน...ถึงใจขนาดไหน ทองเพชรส่ายหัวตอบว่า
“สงสัยจะดื่มหนักไปหน่อย บอกตามตรงว่าจำอะไรไม่ค่อยได้ มารู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว”
สองคนนั่งคุยที่ริมสระน้ำซึ่งมีร่างของสร้อยคีรีแหวกว่ายอยู่ไม่ห่างเท่าไหร่ เธอแอบชำเลืองดูสองคนนั่นตลอดเวลา ทองเพชรปรายตามองสร้อยคีรีก่อนจะถามเทียวว่าไว้ใจสร้อยคีรีได้หรือเปล่า เทียวหัวเราะดังลั่น
“นกปีกหัก...ไม่มีทางรอดที่ดีกว่าอยู่กับเทียว สิบทิศหรอก” เทียวพูดอย่างมั่นใจตัวเอง
“นกน้อยหรืองูพิษกันแน่” ทองเพชรพึมพำอยู่ในลำคอ แต่ที่พูดออกเสียงคือ “จะปรึกษาเรื่องจุดพักอาวุธ ความจริงแล้วทุกอย่างคงจะราบรื่นเรียบร้อยกว่านี้ถ้าไม่มีไอ้อภิชัยกับนังกำนันบุปผา ที่อวดเก่งทำตัวเป็นก้างขวางคอเราอยู่เรื่อย ตอนแรกก็ดูเหมือนไม่ค่อยมีพิษสงอะไร แต่ตอนนี้มันบ้ามากขึ้นทุกวัน”
“ใครขัดขวางองค์กรก็เหมือนมันไม่อยากหายใจ จะปล่อยมันไว้ทำไม” เทียวกัดฟันกรอด
สร้อยคีรีก้าวขึ้นจากสระเดินเยื้องกรายผ่านเทียวกับทองเพชรพลางส่งสายตายิ้มยั่ว สองคนชักกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที เธอหยุดเดินหันมาบอกเทียวว่า “คุยธุระเสร็จแล้วไปหาฉันบนห้องนะคะ ฉันมีเซอร์ไพรส์”
เทียวกลืนน้ำลายจนลูกกระเดือกวิ่งพล่าน ทองเพชรเห็นถึงกับหัวเราะออกมา พูดกับเทียวว่า
“ขยันแจกเซอร์ไพรส์กันอย่างนี้นี่เอง นางเสือถึงกลายเป็นลูกแมว...ฮ่า...ฮ่า”
แล้วทั้งสองคนก็ประสานเสียงหัวเราะกันดังลั่น
ooooooo










