ตอนที่ 18
ที่ห้องรับแขกในบ้านลุยบนเกาะมุก ฟางแก้ว ลุย และสร้อยคีรีกำลังปรึกษากันอยู่เพราะฟางแก้วมาบอกสองคนนั่นว่าสายของกริช ลมกรดรายงานมาว่าปกาศิตกับพวกจะมาที่เกาะวันพรุ่งนี้ แต่ลุยกลับยิ้มอย่างสบายใจแถมพูดอีกว่า งั้นพรุ่งนี้ก็เป็นวันสุดท้ายขององค์กรชั่วแล้ว เขาจะถล่มมันให้ราบคาบเลย
“แต่ทางเราก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเหมือนกันแหละ คิดว่าพรุ่งนี้เรื่องไม่ง่ายนักหรอก” ฟางแก้วเตือน
สร้อยคีรีถอนใจ หน้าตาซึมๆจนลุยถามว่า มีอะไรหนักใจหรือเปล่า
“เอ้อ เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”
“ผมรู้จักคุณมานานทำไมจะดูไม่ออก”
“ห่วงบอยน่ะ หายไปหลายวันแล้วไม่ติดต่อมาเลย”
“โธ่ เรื่องแค่นี้ สบายใจเถอะ ถึงแม้บอยไม่เคยสู้ แต่ผมรู้ว่าเขาเป็นคนเก่งไม่แพ้พ่อของเขาหรอก ไม่มีใครทำอะไรบอยได้เด็ดขาด”
“เอาเถอะไม่ต้องห่วง ฉันจะให้คนตามหาบอยให้”
เมื่อได้ยินฟางแก้วพูดอย่างนั้น ลุยเองก็รู้สึกเบาใจขึ้นเหมือนกัน
คนที่ถูกห่วง ขณะนี้อยู่ในห้องนอน มีคนเคาะประตู บอยเดินไปเปิด เจอน็อตยืนอยู่หน้าห้อง เขาร้องอย่างแปลกใจ “อ้าว ไหนว่าผมเป็นคนไม่มีหัวใจไง แล้วมาหาผมทำไม” พูดเสร็จก็หันหลังกลับ น็อตโผเข้ากอดด้านหลัง
“โธ่บอย คุณไม่เข้าใจความรู้สึกฉันซะเลย ที่ฉันทำไปทั้งหมดเพราะห่วงคุณนะคะ ฉันกลัวว่าคุณจะได้รับอันตรายแล้ว ฉันจะไม่ได้เห็นคุณอีก คุณก็รู้อยู่แล้วว่าหัวใจฉันอยู่ที่คุณ ถ้าคุณตายฉันจะอยู่ได้ยังไง ฉันรักคุณมากนะคะ ไม่อยากเสียคุณไป ยกโทษให้ฉันด้วย” น็อตเป็นน้ำหูน้ำตาจนบอยใจอ่อน หันกลับมากอดเธอแน่นและไม่ยอมให้เธอออกไปจากห้องจนแล้วจนรอด
ผ่านไปเกือบครึ่งคืนบอยนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง น็อตรีบลุกขึ้นแต่งตัว เสร็จแล้วไปยืนข้างเตียง
“ขอโทษนะบอยที่ต้องหลอกคุณ ฉันเพียงแค่ไม่อยากให้คุณทำร้ายใครเท่านั้น” น็อตค้นตัวบอยจนได้กุญแจมาพวงหนึ่งจึงรีบออกจากห้องไปยังห้องที่ขังพวกบุปผาเอาไว้
ที่หน้าห้องขังมีลูกน้องปกาศิตสองคนเฝ้าอยู่ พักเดียวได้กลิ่นไฟไหม้จึงมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นไฟกำลังไหม้ห้องเก็บของนอกตัวบ้าน ร้องลั่นด้วยความตกใจ พากันวิ่งออกไปที่เกิดเหตุเพื่อดับไฟ น็อตรีบไขกุญแจห้องขังเข้าไป บุปผา ประดู่ และองศามองอย่างแปลกใจ
“คุณน็อต คุณมาทำไม” ประดู่ถาม
“รีบหนีเร็ว” น็อตเข้าไปฉุดมือ แต่กลับถูกบุปผาถามว่า
“เธอเป็นลูกสาวปกาศิต จะให้เราเชื่อได้ยังไงว่าเธอจะพาเราหนีจริงๆ”
“ตอนนี้พวกคุณไม่มีทางเลือก ขืนอยู่ที่นี่ก็ตายอยู่ดี แล้วทำไมไม่ลองเสี่ยงล่ะ...ไปๆ ไม่มีเวลาแล้วรีบไปเร็วเข้า”
สามคนจึงทำตาม ออกมานอกห้อง พวกลูกน้องปกาศิตมัวแต่วุ่นกับการดับไฟไม่มีใครสนใจใคร น็อตพาทั้งสามหนีไป ได้ยินเสียงเมธาตะโกนถามลูกน้องว่ามีเรื่องอะไรกัน ลูกน้องตอบว่าไฟไหม้ เมธาได้กลิ่นน้ำมันจึงบอกว่ามีคนสร้าง สถานการณ์ แล้วรีบวิ่งไปทางห้องที่ขังพวกบุปผาเห็นประตู เปิดอยู่ แต่ในนั้นไม่มีใครอยู่แล้ว
“พวกมันหนีไปแล้ว แยกย้ายกันตามหาให้ทั่ว” เมธาตะโกนบอกพวกสมุน
น็อตพาพวกบุปผาไปที่ห้องทำงานของปกาศิตพลางอธิบายว่า “นี่เป็นห้องทำงานของคุณพ่อ ในห้องนี้มีทางลับ ไม่มีใครรู้ นอกจากคนในครอบครัว”
เธอหมุนตุ๊กตาทองเหลืองบนโต๊ะเล็กที่มุมห้อง ตู้หนังสือเลื่อนออกโดยอัตโนมัติเผยให้เห็นห้องลับ น็อตเร่งให้พวกนั้นออกไปโดยเร็ว ตัวเองเดินนำหน้า ใช้ไฟฉายที่เตรียมมาพร้อมส่องนำทาง ในห้องลับนั้นมีอาวุธจำนวนมาก หยากไย่และฝุ่นจับพื้นห้องทำให้เดินลำบาก ประดู่สะดุดของหกล้ม บุปผาและองศาช่วยกันประคองให้ลุกขึ้น องศาถามด้วยความเป็นห่วงแต่น็อตกลับหันมาเร่ง
“เร็วเข้า ก่อนที่คุณพ่อจะรู้ตัว”
น็อตพาทุกคนมาจนสุดทางเดิน มีประตูเหล็กบานหนึ่งปิดเอาไว้ “ออกจากประตูบานนี้จะมีทางทะลุไปยังถนนใหญ่ แต่ว่า ฉันไม่มีกุญแจ” เธอพยายามขยับประตูแต่มันถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา
สี่คนต่างคนต่างมองหาเครื่องทุ่นแรงได้ท่อนเหล็กมาช่วยกันทุบอยู่พักใหญ่กลอนที่ขึ้นสนิมก็หลุด องศาใช้กำลังที่มีอยู่ทั้งหมดดันประตูให้เปิดจนกว้างพอออกไปได้ แต่ว่าที่หน้าประตูนั้น บอยยืนอยู่พร้อมลูกน้องจำนวนหนึ่งที่มีอาวุธครบมือแถมมีรถตู้อีกคันจอดอยู่ด้วย
“คิดว่าผมไม่รู้ทันคุณรึน็อต ขอบใจนะที่ช่วยเคลื่อนย้ายตัวประกัน เอ้าเฮ้ย พาสามคนนี้ไปขึ้นรถโว้ย”
“อย่าเข้ามานะ” น็อตกางแขนปกป้องพวกบุปผาพลางหันไปพูดกับบอย “ปล่อยพวกเขาไปเถอะ การแก้แค้นโดยเอาชีวิตของทุกคนไปเสี่ยงมันเกินไปแล้ว”
บอยไม่สน กลับเป็นคนไปล็อกตัวน็อตเอาไว้พลางเร่งให้ลูกน้องจับพวกบุปผาไปขึ้นรถ น็อตดิ้นรนร้องลั่น
“หยุดเถอะฉันขอร้อง คุณจะส่งพวกเขาไปตายนะ พวกเขาเป็นครอบครัวของคุณนะ คุณฆ่าพวกเขาลงรึ...ไม่ไป...ฉันไม่ไปกับคุณ ปล่อยพวกเขา”
บอยรัดน็อตไว้แน่น รถเคลื่อนออกไปพร้อมตัวประกัน
ooooooo
บอยลากน็อตกลับเข้ามาในบ้าน คราวนี้เอาโซ่ล่ามขาเธอไว้แล้วสั่งลูกน้องว่า ถ้าเขายังไม่กลับมาอย่าให้ใครปลดโซ่ออกเด็ดขาด ลูกน้องพยักหน้ารับรู้ปล่อยมือจากน็อต ด้วยเห็นว่าหนีไม่ได้แน่เพราะโซ่ล่ามขาอยู่ น็อต ลุกจากเตียงพุ่งเข้าคว้าแขนบอยที่กำลังเดินออกจากห้อง
“ฉันขอร้อง คุณอย่าทำแบบนี้เลย”
บอยไม่สน ดึงมือน็อตออกจากแขนตัวเองเดินออกไป น็อตวิ่งตามอีกแต่โซ่มีความยาวไม่พอ ครูดขาเธอจนถลอก น็อตร้องลั่นด้วยความเจ็บลงนั่งกุมข้อเท้าตัวเอง บอยชะงักรีบกลับเข้ามาหา “เจ็บมากมั้ย”
น็อตเห็นบอยห่วงจึงดึงมือเขามากุมไว้ พยายามอีก “บอยที่ฉันรู้จักคือคนนี้ต่างหาก คนที่จิตใจดีคอยเป็นห่วงคนอื่น ฉันรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันทำร้ายความรู้สึกของคุณ แต่ฉันขอร้องเถอะนะ ทิ้งบอยคนใหม่ที่คิดแต่เรื่องอาฆาตเอาชีวิตอาลุยซะ...”
“ผมทำตามคุณขอไม่ได้” บอยเดินออกจากห้องไปเลย
ขณะที่บอยกับน็อตมีเรื่องกันอยู่นั้น ที่บ้านพักบนหาดทรายขาว สร้อยคีรีนำข่าวมาบอกลุย
“สายของกริช ลมกรด แอบส่งข่าวมาบอกว่า องค์กรจะเคลื่อนย้ายแท่นพิมพ์คืนนี้”
“งานใหญ่ขนาดนี้ ไอ้ปกาศิตต้องลงมือด้วยตัวเองแน่ๆ” ลุยคาดการณ์
“ใช่ ฉันว่าพวกมันคงเตรียมทางหนีทีไล่ไว้เป็นอย่างดีด้วย และสิ่งที่เราควรทำคือ เก็บตัวให้เงียบที่สุด อย่าเพิ่งรนหาเรื่อง” สร้อยคีรีพูดดักเพราะเห็นลุยเริ่มกระวนกระวาย
“แต่ตอนนี้ บอยเป็นตัวอันตรายสำหรับพวกเรา”
สร้อยคีรีเดินเข้าไปปลอบ “บอยเป็นคนเก่งและมีฝีมือพอๆกับคุณ เขาต้องเอาตัวรอดได้แน่ รอฟังข่าวจากสายของกริชอีกทีก็แล้วกัน”
ooooooo
ที่บ้านปกาศิตคืนนั้น น็อตอาละวาดไม่ยอมกินข้าวที่พวกลูกน้องปกาศิตนำมาให้จนบอยต้องเข้ามาจัดการ แต่กลับถูกน็อตไล่ออกไป ลูกน้องเองก็ไม่กล้าทำอะไรรุนแรงกับน็อตเพราะเป็นลูกสาวเจ้านายจึงได้แต่ยืนมองสองคนตะโกนใส่กันอยู่นั่น ในที่สุดบอยก็พยักหน้าให้พวกมันออกไป
บอยเดินเข้าไปใกล้น็อตบอกให้เธอกินข้าวซะดีๆ เพราะตอนนี้เธอไม่มีสิทธิ์จะเลือกอะไรทั้งนั้น
น็อตสะบัดหน้าใส่ “ต่อให้คุณทรมานฉันมากกว่านี้ฉันก็ไม่มีวันทำตามคำสั่งของคุณ”
“อวดดีนักใช่มั้ย”
“อวดดีเพราะว่าฉันไม่ใช่คนอกตัญญูไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเหมือนคุณไง”
“อย่าคิดว่าผมไม่กล้าทำอะไรคุณนะ” บอยปรี่เข้ากระชากตัวเธออย่างโมโห น็อตร้องโอ๊ยเพราะเจ็บแผลที่ถูกโซ่ครูด เขาก้มลงมองขาเธอแล้วตกใจ “อ๊ะ เท้าคุณเป็นแผลขนาดนี้เชียวเหรอ” ก้มลงจะดึงขาไปดู น็อตหดขาแล้วตวาดใส่ แต่เขาก็ดึงมาดูจนได้ บอยล้วงกระเป๋าหยิบยาออกมาทาให้เบาๆพลางปลอบ
“ทนหน่อยนะ เดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว”
น็อตน้ำตาร่วงทั้งรักทั้งแค้น “ทำไมคุณต้องทรมานฉัน อยากทำร้ายยังไงก็เชิญ ไม่ต้องมาทำดีกับฉันเพื่อให้ฉันตายใจแล้วต้องมาตายทั้งเป็นอีก”
“ผม...เอ้อ” บอยพูดไม่ออกเพราะรู้สึกผิด
“หัวใจฉันจดจำความรักที่มีต่อผู้ชายคนหนึ่ง แต่สมองฉันกลับจำความเจ็บปวดที่ผู้ชายคนนั้นทำร้าย ฉันขอร้องละ อย่าพูดอะไรที่ยิ่งทำให้ฉันเจ็บช้ำไปตลอดชีวิตเลย” เธอสะอึกสะอื้น บอยเช็ดน้ำตาให้
“อย่าร้องไห้เลยนะ อีกไม่นาน ผู้ชายเลวคนนั้นอาจจะหายไป เอางี้ดีกว่า ออกไปเดินเล่นมั้ยเผื่อคุณจะหายเครียด”
“เท้าฉันเจ็บเดินไม่ไหวหรอก”
“ไม่ยาก...” บอยอุ้มน็อตพาเดินออกไปที่สวน บนท้องฟ้าหมู่ดาวระยิบระยับ เขาบอกเธอว่าเป็นคืนเดือนมืด แต่ก็ดีที่เห็นดาวมากมาย พาน็อตไปนั่งที่ม้านั่งชี้ชวนดูนั่นนี่
สมองของน็อตคิดแผนอย่างรวดเร็วไปด้วย เธอถามว่า “จำวันแรกที่เราเจอกันได้ไหม”
บอยหวนคิดไปในคืนนั้นทันที ตอบเสียงแผ่ว “ผมไม่มีวันลืมผู้หญิงที่สะกดสายตาผมให้หยุดมองทุกอย่าง นอกจากคุณตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น”
น็อตยิ้ม เอนหัวซบบ่าบอย “ฉันคิดถึงบอยคนเดิมที่มีแต่รอยยิ้ม อบอุ่น และนำแต่ความสุขมาให้กับทุกคน ฉันคิดถึงเขาจังเลย อยากให้เขาคนนั้นกลับมาหาฉัน”
ขณะพูดน็อตก็แอบเล็งก้อนหินก้อนหนึ่งไว้ พอบอยได้ฟังน็อตพูดถึงตรงนี้ เขาเบือนหน้าหนีเพราะรู้ว่าเธอกล่อมเขาอีกแล้ว จังหวะนั้นเองน็อตก็ก้มลงหยิบก้อนหินอย่างรวดเร็วทุบเข้าที่ท้ายทอยบอยทันทีพลางลุกขึ้นวิ่งหนีไปด้วยขากะเผลก บอยกุมท้ายทอยตัวเองพลางวิ่งตามปากก็ร้องตะโกนเรียก แต่น็อตไม่ฟัง เธอวิ่งหลบเข้าไปในป่าข้างทางเสียแล้ว แต่ไปได้นิดเดียวก็เจองูเห่าแผ่แม่เบี้ยจ้องอยู่ น็อตกรี๊ดลั่นด้วยความกลัว บอยได้ยินเสียงพรวดเข้ามา ใช้ปืนยิงใส่งูสามนัดซ้อนหัวกระจุยอยู่กับที่ เขาเข้ามากระชากตัวเธอด้วยความเป็นห่วงและโกรธ
“ผมคงไว้ใจคุณไม่ได้อีกแล้วต่อจากนี้ไป กลับบ้านเดี๋ยวนี้”
คราวนี้ไม่มีการอุ้มแต่ลากไปแทน กลับถึงห้องนอนของน็อต เขาเหวี่ยงเธอลงกับพื้นแล้วล่ามโซ่เอาไว้ตามเดิม แถมสั่งลูกน้องเสียงเข้ม
“ถ้าคุณน็อตหลุดไปได้ ฉันจะฆ่าแกทั้งสองคน”
ooooooo
คืนเดียวกันนี้ ปกาศิตและเมธากำลังนั่งอยู่ในรถโดยมีลูกน้องอารักขามาด้วยเพียบ ปกาศิตมองไปที่รถคันที่สองบ่อยๆ มองไปยิ้มไปอย่างอารมณ์ดี เพราะรถคันที่สองบรรทุกแม่พิมพ์ธนบัตรมานั่นเอง โดยมีคนของปกาศิตนั่งมาเต็มเหมือนกัน และคันที่สามซึ่งเป็นคันสุดท้าย พวกบุปผาถูกคุมตัวมาในนั้น
รถแล่นมาพักใหญ่ๆก็มีเสียงรถอีกคันตะบึงมาข้างหลังพร้อมบีบแตรเรียก ขบวนรถของปกาศิตจึงลดความเร็วลงจอดชิดข้างทาง คนขับคันที่สี่คือบอยนั่นเอง เขาขับไปเทียบรถ
ปกาศิตแล้วเปิดหน้าต่างคุยกันอยู่พักหนึ่งแล้วจึงลงจากรถเดินมาคันที่พวกบุปผานั่ง
“เปลี่ยนแผน...พาทุกคนไปที่สนามบินเล็ก” บอยสั่ง
สามคนมองบอยอย่างเสียใจปนผิดหวัง บอยมองตอบเฉยเมยแถมบอกว่า
“อย่ามองผมแบบนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีทางที่มันควรจะเป็น”
บอยเดินกลับไปที่รถตัวเองแล้วขับนำไป โดยมีรถปกาศิตวิ่งตามพร้อมกับรถบรรทุกแท่นแม่พิมพ์ธนบัตร ส่วนรถที่บุปผากับประดู่และองศานั่งมาแยกไปอีกทาง เพื่อไปขึ้นเครื่องบินต่อไปที่เกาะโดยไม่บอกให้พวกบุปผารู้ตัว
ooooooo
เวลาเดียวกันนี้ที่ห้องนอนน็อต เธอนั่งอยู่บนพื้นห้องพยายามดึงโซ่ให้ออกจากขาแต่ทำยังไงก็ไม่สำเร็จแถมยังทำให้รอยถลอกเพิ่มมากขึ้น น็อตมองรูปแม่ที่หัวเตียง เห็นโคมไฟตั้งอยู่ข้างๆกันนั้นทำด้วยเซรามิก เธอลุกเดินกระย่องกระแย่งไปหยิบรูปแม่ขึ้นมาดูน้ำตาไหลพรากๆ
“แม่จ๋า หนูไม่อยากให้บอยเป็นคนเลว ฆ่าคนที่มีบุญคุณกับเขา แต่หนูไม่รู้จะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง” เธอร้องไห้ออกมาเสียงดังมากจนลูกน้องปกาศิตสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าห้อง รู้สึกเวทนาสงสาร
ทันใดนั้นเสียงโครมครามดังขึ้นในห้อง สองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กพากันไปเคาะประตูถาม
“คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
ไม่มีเสียงตอบจากน็อต แต่มีเสียงของแตกในห้อง
ดังขึ้นอีก คราวนี้ถี่กว่าครั้งแรกอีก เจ้าสองคนมือสั่นรีบไขกุญแจห้องเข้าไป เห็นกระจกหน้าต่างและหลอดไฟแตกกระจาย สองคนแย่งกันร้องถาม
“คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่า”
เงียบ ไม่มีเสียงตอบจึงแยกย้ายกันย่องข้ามเศษกระจกไปหาคนละทาง คนหนึ่งเดินไปทางเตียงนอน น็อตที่หลบอยู่ข้างประตูพุ่งเข้าหาพร้อมฟาดโคมไฟจนเขาล้มลงไปกับพื้นร้องโอดโอยด้วยความเจ็บ อีกคนที่แยกไปทางห้องน้ำวิ่งเข้ามาจะจับตัว น็อตก้มลงดึงโซ่ขัดขาเขาจนล้มแล้วคว้าปืนขึ้นมาขู่ทันที
“อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นฉันยิง”
“คุณหนูวางปืนเถอะครับ” เขาลุกเดินเข้ามาอีก น็อตปล่อยกระสุนออกไปโดยไม่เล็งสามนัดซ้อน เขาหลบกระสุนไปได้ น็อตรีบฉวยโอกาสยิงใส่โซ่ที่ขาตัวเองจนโซ่ขาดพลางปิดประตูขังไอ้คนที่เหลือไว้แทน เธอวิ่งลงมาข้างล่าง มองซ้ายมองขวาไม่เห็นมีใครอยู่ในบ้านสักคนเดียว “ลูกน้องคุณพ่อหายไปไหนหมดเนี่ย” พูดไปย่องไปจนมาถึงประตูหน้าบ้าน ชายชุดดำคนหนึ่งพุ่งออกมาจากที่ซ่อนจะเข้าไปรวบตัว น็อตตกใจยกปืนยิงทันที เขาหลบอย่างว่องไว เธอชักสงสัยเมื่อเห็นหน้าไม่คุ้นคิดว่าไม่ใช่คนของปกาศิตแน่
ทันใดนั้น คนในชุดดำอีกคนก็พุ่งเข้ามาล็อกตัว เธอสู้สุดฤทธิ์ หลุดออกมาได้ก็ใช้ปืนเล็งไปที่คนทั้งสองทันที
“พวกแกเป็นใคร”
และแล้วจากแววตาเด็ดเดี่ยวก็กลายเป็นหวาดกลัวเมื่อมีกลุ่มชายในชุดดำอีกหกเจ็ดคนจ้องปืนมาที่เธอแล้วค่อยๆตีวงแคบเข้ามา
“พวก...พวกคุณเป็นใคร” น็อตเสียงสั่น
“คุณน็อต” เสียงฟางแก้วดังขึ้นก่อนจะแหวกชายกลุ่มนั้นเข้ามาหาน็อตพร้อมอภิชัย ทั้งสองคนอยู่ในชุดรัดกุมมาก ทุกคนลดปืนลงรวมทั้งน็อตด้วย น็อตพาอภิชัยไปที่ห้องทำงานของปกาศิต เขายื่นหมายศาลให้เธออ่าน อ่านจบน็อตครางออกมา
“คุณพ่อขโมยแม่พิมพ์ธนบัตรของรัฐบาลเพื่อมาพิมพ์แบงก์ปลอม” หันไปมองรอบๆเห็นพวกตำรวจกำลังค้นห้องทำงานของพ่อตัวเองอยู่ ฟางแก้วพูดขึ้นว่า
“ตอนนี้องค์กรที่พ่อเธอเป็นหัวหน้ากำลังกลับมาทำเรื่องผิดกฎหมายอีกแล้ว”
“จากหลักฐานที่ผมมี ยืนยันได้ว่าพ่อคุณเก็บแม่พิมพ์ไว้ที่นี่” อภิชัยเสริม
ตำรวจคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานอภิชัย “ท่านครับ ตรวจจนทั่วแล้ว ไม่พบแม่พิมพ์ธนบัตรเลยครับ”
อภิชัยนิ่วหน้าบอกว่าเป็นไปไม่ได้
ฟางแก้วหันไปหาน็อต “เธอรู้เรื่องนี้ใช่มั้ย บอกมาว่าพ่อเธอเอาแม่พิมพ์ไปซ่อนไว้ที่ไหน”
“ฉันไม่รู้เรื่องแม่พิมพ์จริงๆ รู้แค่ว่าตอนนี้คุณพ่อกับบอยจับน้าบุปผาไป”
“หา บอยจับตัวกำนันบุปผาหรือ” อภิชัยแทบไม่เชื่อหู
“ค่ะ ฉันโดนขังไว้ที่นี่เพราะพยายามจะช่วยน้าบุปผา หรือว่า...” น็อตชะงักเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น สปีดโบ๊ตลำหนึ่งจอดอยู่กลางทะเล ลุยกับสร้อยคีรีอยู่บนเรือลำนั้น สองคนกำลังสาละวนอยู่กับของในมือตัวเอง สร้อยคีรีเตรียมปืนและบรรจุกระสุนเข้าแมกกาซีนจำนวนมาก ส่วนลุยเตรียมระเบิดตั้งเวลาจำนวนมากเหมือนกัน
“เราต้องใช้เรือพาย พายเข้าไปที่เกาะมุก พวกองค์กรจะได้ไม่รู้ตัว ถึงเกาะแล้วคุณจัดการกับอาวุธสงครามทั้งหมด ส่วนผมจะจัดการกับแม่พิมพ์ธนบัตรเอง”
สร้อยคีรีเงยหน้าขึ้นดู “โอ้โฮ ต้องใช้ระเบิดเยอะขนาดนี้เลยเหรอ”
“ใช่ นายกริชบอกว่าอาวุธบนเกาะมุกกับแม่พิมพ์ธนบัตรคือเงินก้อนสุดท้ายขององค์กรที่ทุ่มไป”
“งั้นถ้าเราทำลายทุกอย่างหมดสิ้นได้ก็เท่ากับเผาเงินทุกบาทของพวกมัน”
“ใช่ ถ้าไม่มีเงิน พวกองค์กรก็ไม่สามารถทำเรื่องเลวๆได้อีก” ลุยหยิบปืนคู่กายมาเล็งไปรอบๆด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว
สองคนเตรียมการเสร็จก็ติดเครื่องเรือค่อยๆแล่นเข้าไปยังเกาะ แต่พอก้าวขึ้นหาดเท่านั้นก็โดนสาดกระสุนใส่จากฝีมือของพวกสมุนปกาศิต ลุยยิงสวนกลับไปบ้าง สองคนวิ่งซิกแซ็กหลบไปจนมองเห็นโกดัง สร้อยคีรีดีใจร้องบอกลุย
“นั่นไงโกดัง อาวุธกับแม่พิมพ์ต้องอยู่ในนั้นแน่ๆ”
“คุณเข้าไปก่อน ผมคอยยิงคุ้มกันให้”
สร้อยคีรีพยักหน้าแล้วคว้ากระเป๋าใส่ระเบิดเวลาไปทันที ส่วนลุยก็คว้าปืนยิงล่อไอ้พวกนั้น ลุยหนึ่งมันสามยิงสู้กันพักเดียวเสียงปืนด้านนั้นก็เงียบไป ลุยรีบตามสร้อยคีรีไปทันที พอจะเข้าโกดังก็ถูกสกัดอีก ลุยแยกไปอีกทาง สองคนทำให้คนเฝ้าโกดังหลงทิศ แล้วในที่สุดก็ถูกเก็บหมด ลุยร้องบอกสร้อยคีรี
“เข้าไปแล้วแยกกันจัดการ คุณซ้าย ผมขวา”
เข้าไปข้างใน รอบๆโกดังมีลังอาวุธเต็มไปหมด ลุยกวาดตามองหาจนเจอเครื่องพิมพ์ธนบัตร “นั่นไงแม่พิมพ์ธนบัตร ผมจะไปจัดการละนะ”
“ไปเถอะ ส่วนอาวุธฉันจัดการเอง”
สองคนวิ่งแยกกันไป สร้อยคีรีไปที่ลังอาวุธ จัดการย้ายปืนมาอยู่ในลังเดียวกัน ส่วนลุยก็รีบเอาระเบิดเวลามาติดที่แม่พิมพ์ธนบัตร สองคนทำงานแข่งกับเวลาด้วยความชำนาญ
สร้อยคีรีย้ายปืนเสร็จก็ไปที่ลังระเบิด พอหยิบระเบิดจำนวนหนึ่งขึ้นมาเธอชะงัก เพราะในลังนั้นมีระเบิดเวลาวางไว้ข้างใต้ชนวนถูกต่อไว้กับมือถือ เธอรู้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้น รีบหันไปหาลุย
“ลุย เราโดนซ้อนแผน มีคนวางระเบิดพวกเรา”
ลุยชะงักอึ้งไปเหมือนกัน หันกลับไปที่แม่พิมพ์เห็นผ้าสีดำคลุมกองอะไรอยู่ข้างๆและขยับเขยื้อนได้ ลุยชักปืนขึ้นมามือหนึ่ง อีกมือหนึ่งค่อยๆเอื้อมไปเปิดผ้าคลุมออก เห็นประดู่และหมอองศาถูกมัดตัวติดกันอยู่ตรงนั้น
“ประดู่ องศา” ลุยครางออกมา ก่อนจะเข้าไปแก้มัด ประดู่เห็นมีคนเข้ามา จึงร้องเตือน
“อาลุย ระวังค่ะ”
ลุยตกใจที่ประดู่พูดได้ แต่ยังไม่ทันถามอะไรก็รีบหันกลับไปด้านหลังตัวเอง
“ทิ้งปืนซะ” เมธาสั่งแล้วเล็งปืนมาที่ลุย แต่ลุยไม่ยอม ดังนั้นเสียงปืนหลายกระบอกจึงขึ้นลำพร้อมกัน ลุยกวาดตาไปรอบๆเห็นพวกลูกน้องปกาศิตยืนอยู่รอบโกดัง และอีกคนหนึ่งกำลังล็อกตัวสร้อยคีรีเดินมา ด้านหลังของสร้อยคีรี ปกาศิตเดินตามมาพร้อมลูกน้องที่จับบุปผาเข้ามาด้วย ลุยอึ้งไปทันที ปกาศิตเห็นอาการลุยก็หัวเราะแล้วยกปืนเล็งไปที่บุปผา
“ถ้าแบบนี้แกจะทิ้งปืนได้หรือยัง ไอ้ลุย”
ลุยเห็นบุปผาถูกจ่อปืนที่หัวก็จำใจทิ้งปืนตัวเองลง เมธาเตะมันกระเด็นไปไกล แล้วสำรากออกมา
“จุดอ่อนของลุย หล่มสัก อยู่ที่ผู้หญิงคนนี้จริงๆ”
“จับตัวคนอื่นมาทำไม” ลุยฮึดฮัดใส่
ปกาศิตเดินเนิบๆเข้ามาหา “เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของฉัน ถ้าแกไม่พอใจก็เคลียร์กับคนที่จับพวกมันมาเองก็แล้วกัน”
“ผมเอง” เสียงบอยดังขึ้นก่อนปรากฏตัวพร้อมปืนในมือ ลุยกับสร้อยคีรีอึ้ง
“เป็นไปไม่ได้” ลุยไม่อยากเชื่อ แต่บุปผาร้องบอกเขาว่า
“บอยเป็นคนจับตัวพวกฉันมา”
บุปผาและสร้อยคีรีถูกเหวี่ยงไปรวมตัวกันโดยพวกมันจ้องปืนคุมเอาไว้ ลุยจะเข้าไปหาสองสาวแต่ถูกลูกน้องปกาศิตดึงเอาไว้ ลุยจึงหันกลับมาหาบอย
“บอยทำแบบนี้ทำไม”
บอยเล็งปืนมาที่ลุย “อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้น ผมต่างหากที่ผิดหวังในตัวอา”
“อาทำอะไร”
“อาฆ่าพ่อผม...อาหลอกผมมาตลอดสิบกว่าปี อาหลอกให้ผมเคียดแค้นคนในองค์กร ทั้งๆที่ความจริงอาคือคนหักหลังพ่อผม”
ลุยจะพูดแต่พูดไม่ออก สร้อยคีรีทนไม่ไหวโพล่งออกมา “บอยกำลังเข้าใจผิด ลุยไม่เคยหักหลังเดือน ทั้งหมดมันเป็นแผนขององค์กรที่ทำให้เดือนกับลุยผิดใจกัน”
“แต่คนที่ลั่นกระสุนคืออาลุย อาฆ่าพ่อผมแล้วเก็บผมมาเลี้ยงทำไม ตอบผมมาเดี๋ยวนี้...”
ลุยยังไม่ทันตอบ นอกโกดังเสียงปืนยิงปะทะกันสนั่นทุกคนงงกันไปหมด โดยเฉพาะปกาศิต เพราะพวกลุยก็อยู่ในนี้หมดแล้วจะยังมีใครเหลือมาอีก จนกระทั่งลูกน้องของเขาคนหนึ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“นายครับ มีคนพาตำรวจบุกขึ้นเกาะมาครับ”
ปกาศิตตกใจ รีบร้องสั่งลูกน้อง “พวกแกอยู่ที่นี่ จัดการตำรวจให้หมด” หันหลังจะวิ่งออกไปแต่พวกตำรวจวิ่งสวนเข้ามา จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้นระหว่างลูกน้องปกาศิตและหน่วยจู่โจมของตำรวจ ปกาศิตหนีไปอีกทางโดยมีเมธาช่วยยิงคุ้มกันให้ ตำรวจชุดที่สองเข้ามามีอภิชัย ฟางแก้ว และน็อตตามเข้ามาอย่างกล้าๆกลัวๆ ปกาศิตเห็นลูกสาวก็อึ้งงัน
“ยายน็อตเป็นคนพาตำรวจมาเหรอเนี่ย” หันไปสั่งเมธา “ไปเอาตัวลูกสาวฉันมาให้ได้” ขณะเดียวกันก็กระชากตัวบอยออกไปด้วย ลุยจะตามแต่โดนตำรวจยิงสกัดไว้เพราะคิดว่าลุยเป็นพวกปกาศิต
ลุยพุ่งตัวลงไปหยิบปืนของตัวเองที่เมธาเตะไป แล้วหยิบจากลูกน้องปกาศิตที่นอนตายมาอีกกระบอกหนึ่งโยนให้สร้อยคีรี เธอรับอย่างว่องไวแล้วใช้มืออีกข้างแก้มัดให้บุปผา ส่วนลุยแก้มัดให้ประดู่และองศา เสร็จแล้วลุกขึ้นเล็งปืนใส่ตำรวจ แต่ฟางแก้วกระโดดขวางหันไปบอกตำรวจว่า
“นี่คนของเรา” ตำรวจเลยละจากลุยไปจัดการกับพวกลูกน้องปกาศิตต่อ
น็อตไปหลบอยู่ข้างๆโกดังด้วยความกลัว เมธาจึงดอดเข้ามาคว้ามือ “พาตำรวจมาจับพ่อตัวเองได้ยังไงน็อต ไป อาปกาศิตรออยู่”
“แต่ตำรวจล้อมไว้หมดแล้ว คุณพ่อจะหนีพ้นได้ยังไง”
“ฉันทำให้พวกตำรวจตามเราไปไม่ได้ก็แล้วกัน” เมธากระชากเธอออกไปทันที
ooooooo
สร้อยคีรีแก้มัดให้บุปผาจนสำเร็จแล้วถามอย่างเป็นห่วงว่าลุกไหวไหม บุปผาขยับจะลุกแต่โดนกระสุนยิงเฉียดแขนล้มลงไปอีก สร้อยคีรีหันไปยิงสวน พอเสียงปืนเงียบลงเธอรีบประคองบุปผา อภิชัยเดินเข้ามาพอดี
“พวกคุณรีบหนีไปเร็ว พาลุยออกไปด้วยก่อนที่นักข่าวจะมา”
ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทุกคนชะงักหันไปมองรอบๆ เห็นมือถือผูกไว้รอบโกดังเพื่อเป็นตัวจุดชนวนระเบิด ลุยร้องเตือนทันที
“ระวัง” ยังไม่ทันขาดคำ ระเบิดลูกที่หนึ่งก็ระเบิดขึ้น ตำรวจที่อยู่ใกล้ๆแถวนั้นกระเด็นไปคนละทางสองทางบาดเจ็บระนาว ผ่านไปไม่เท่าไหร่ลูกที่สองและสามก็ตามมา ลูกที่สี่ที่สร้อยคีรี บุปผา และอภิชัยยืนอยู่ใกล้ เริ่มส่งสัญญาณ ลุยพุ่งเข้าถึงสร้อยคีรีก่อน เขาดึงแขนเธอให้พ้นจากระเบิด เสียงตูมดังขึ้น แรงระเบิดทำให้โกดังพังลงมา
“ลุย เป็นอะไรหรือเปล่า” สร้อยคีรีเข้าไปพลิกตัวเขาขึ้นแล้วชะงัก เพราะแม้มือข้างหนึ่งจะโอบเอวเธออยู่แต่ทั้งตัวของลุยนอนทับบุปผาเอาไว้ เสื้อผ้าของเขาฉีกขาดและมีเลือดซึมออกมา “คุณยอมเอาชีวิตตัวเองเสี่ยง เพื่อรักษาชีวิตบุปผาเหรอเนี่ย”
บุปผากับลุยขยับลุกพร้อมกัน ต่างคนต่างถามกันด้วยความเป็นห่วง อภิชัยที่ถูกฟางแก้วลากออกไปได้รีบเข้ามาบอก
“ลุย หนีกลับไปที่กระท่อมก่อน นักข่าวกับตำรวจอีกส่วนหนึ่งกำลังมา ผมเคลียร์ได้เฉพาะคนของผม”
ฟางแก้วพาประดู่กับองศาเข้ามาสมทบ “สปีดโบ๊ตของฉันจอดอยู่ด้านหลังเกาะ”
“ประดู่ขับให้เองค่ะ” ประดู่เอื้อมมือไปรับกุญแจ สร้อยคีรีมองประดู่อย่างแปลกใจ
“นี่เธอกลับมาพูดได้แล้วเหรอ”
ประดู่พยักหน้า ฟางแก้วรีบบอก “ไว้คุยทีหลังเถอะ รีบหนีออกไปเร็ว ตำรวจกับนักข่าวมาถึงที่เกาะแล้ว”
ส่วนใหญ่รีบออกไปจากโกดัง มีแต่ลุยที่ยังมองหาบอย จนสร้อยคีรีต้องมาฉุดออกไป
ประดู่ขับสปีดโบ๊ตไปขึ้นที่เกาะคราม พอเดินไปถึงล็อบบี้ก็เห็นกริชยืนถือปืนอยู่ด้วยท่าทางเครียดๆ
“เป็นไงกันบ้าง”
“ไม่เป็นอะไรมากครับนาย” ลุยตอบ แล้วหันไปไล่องศากับประดู่ให้ไปทำแผลแล้วพักผ่อน เขามีเรื่องจะคุยกับนายกริช
ooooooo
องศาทำแผลให้ประดู่อย่างเบามือ ส่วนเจ้าตัวนั่งเหม่อมองไปนอกหน้าต่างอย่างเศร้าๆ พอหมอองศาบอกว่าเสร็จแล้วเธอจึงหันมาขอบคุณ องศาดูท่าทาง ประดู่ก็รู้ว่าคิดอะไร
“คุณเป็นห่วงบอยใช่ไหมครับ”
“ประดู่ไม่คิดเลยว่าบอยจะทำแบบนี้ บอยคนที่เคยบอกประดู่ว่าจะไม่สู้กับใคร เพราะการสู้กัน มีแต่ทำให้คนตายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ตอนนี้บอยกลับทำแบบนี้เสียเอง”
“ประดู่เคยบอกบอยมั้ยว่าประดู่คิดยังไงกับเขา”
“ไม่มีประโยชน์หรอก บอยไม่เคยคิดกับประดู่มากกว่าเพื่อนคนหนึ่ง”
“คนเราก็แปลกนะ สามารถรักคนคนหนึ่งได้ ทั้งๆที่รู้ว่าเขาไม่มีทางจะรักเรา” หมอองศาถอนใจ
“เรื่องของความรักมันพูดยากค่ะ ประดู่เองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน”
“คงเหมือนกับผมแหละ ผมเองก็เลิกสนใจผู้หญิงคนหนึ่งไม่ได้เหมือนกัน...เอาละ เดี๋ยวผมจะพาประดู่ไปส่งที่ห้องก็แล้วกัน”
“ประดู่อยากไปเดินเล่นค่ะ ยังไม่อยากกลับห้อง นะคะ” ประดู่มองอ้อนๆ องศาเลยต้องตามใจ ประดู่พาองศาไปที่ชายหาด ชี้ให้เขาดูเรือของบอย
“บอยรักเรือลำนี้มากค่ะ ตอนเด็กๆชอบพาประดู่มาซ่อนอาลุยในนี้ ครั้งหนึ่งเราซ่อนจนเผลอหลับไปทั้งคู่ อาลุยกับอาสร้อยต้องให้คนงานเที่ยวตามหาทั่วเกาะกลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต เขาชอบจินตนาการว่ามีโจรสลัดมาล้อมเกาะ ประดู่ถูกจับตัวไว้แล้วบอยเอาเรือลำนี้มาช่วย...คิดถึงตอนนั้นแล้วตลกจังเลย”
องศาทนฟังประดู่พูดถึงแต่บอยไม่ไหว โผเข้ากอดเธอไว้แน่น ประดู่ตกใจ
“ทุกความทรงจำของประดู่มีแต่บอย”
“ก็เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก”
“แต่วันนี้ประดู่อยู่กับผม ตรงนี้ เวลานี้มีแต่เราสองคน ประดู่จะจดจำภาพที่ผมกอดคุณไว้ได้มั้ย แต่ก่อนนี้ผมไม่รู้ว่าคุณพูดอะไร แต่ผมก็พยายามอ่านความรู้สึกของประดู่ทางสายตา แล้วผมก็พบว่าในความเงียบนั้นมีสิ่งหนึ่งที่เคลื่อนไหว นั่นคือเสียงหัวใจผมที่เต้นไม่เป็นจังหวะเมื่ออยู่ใกล้ประดู่ ผม...”
“พี่หมอคะ อย่าเพิ่งพูดอะไรที่จะทำให้เราต้องอึดอัดมากไปกว่านี้เลย ได้โปรดเถอะค่ะ”
องศาคลายอ้อมแขนด้วยความเศร้า ประดู่รู้สึกผิดแต่ไม่รู้จะทำยังไง
ooooooo
ที่ห้องโถงของรีสอร์ต ลุยคุยกับกริชอยู่พักใหญ่เรื่องบอย กริชพยายามโน้มน้าวเท่าไหร่ลุยก็ไม่ยอมฟังแล้วยังพรวดพราดลุกขึ้นจะเดินออกไป สร้อยคีรี
รีบดึงเอาไว้ เธอไม่ให้เขาไปล่าปกาศิตด้วยอารมณ์ แบบนี้ กริชเห็นด้วยเพราะถ้าไปตอนนี้ก็เท่ากับเดิน
ไปหาที่ตาย
“ผมปล่อยบอยให้อยู่กับปกาศิตไม่ได้ ผมไม่กลัว ยังไงผมก็ต้องไปอธิบายทุกอย่างให้บอยเข้าใจ”
“อธิบายยังไง ตอนนี้บอยก็ไม่ฟังคุณหรอก” บุปผาห้ามอีกคน
“แล้วจะให้ผมทำยังไง ให้ผมทนเห็นคนที่ผมเลี้ยงมาต้องกลายเป็นพวกขององค์กรเหรอ”
บุปผากับสร้อยคีรีหน้าเสียเพราะใจจริงก็ไม่อยากให้บอยไปมีชีวิตแบบนั้น กริชลุกขึ้นเดินมากล่อมอีก
“ลุย แกต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น พูดอะไรไปมันก็แก้ไขเรื่องในอดีตไม่ได้แล้ว”
“เราเลี้ยงเขาได้แต่ตัวนะลุย” สร้อยคีรีเข้ามาลูบแขน ลุยยิ่งสับสนด้วยความห่วงบอยสุดๆ
ประดู่กับองศาวิ่งเข้ามาบอก “คุณฟางแก้วกับท่านอภิชัยมาค่ะ”
อภิชัยกับฟางแก้วเดินอย่างรีบร้อนตามหลังมา ฟางแก้วเอ่ยปาก “ตอนนี้ตำรวจกำลังเคลียร์เรื่องที่เกาะมุก พวกคุณต้องหนีไปแล้ว”
“หนีไปไหน แล้วทำไมเราต้องหนี” บุปผาตกใจ
“ตอนนี้สื่อรู้เรื่ององค์กรขโมยแม่พิมพ์ธนบัตร ผมต้องจัดการกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง” อภิชัยพูดเร็วจี๋
“งั้นคงต้องหนีออกต่างประเทศ” กริชสรุป
บุปผา สร้อยคีรี และลุยมองหน้ากันต่างคนต่างเครียด ฟางแก้วรีบบอก
“ฉันจะหาทางทำเรื่องให้พวกคุณหนีออกไปเงียบๆ ทั้งคุณบุปผาและสร้อยคีรีด้วย แต่ต้องไปกันคนละทาง”
“และลุย คุณต้องเลือกว่าจะหนีไปกับใคร” อภิชัยกล่าวทิ้งท้าย
เย็นนั้นฟางแก้วคอยมองไปที่ชายหาดอยู่เรื่อยเพราะจะดูว่าลุยไปคุยกับสองสาวแล้วตัดสินใจยังไง เมื่ออภิชัยเดินเข้ามา ฟางแก้วหันมาถาม
“พี่ว่าลุยจะเลือกไปกับบุปผาหรือสร้อยคีรีคะ”
อภิชัยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบน้องสาว “คนอย่างลุยเดาใจเขายากน้องว่าไหม เออ แล้วถามเรื่องนี้ทำไมล่ะ”
“ที่น้องถามเพราะว่า การที่ลุยเลือกหนีไปกับใครก็แสดงว่าเขาเลือกผู้หญิงคนนั้น ที่แล้วๆมา บุปผาและสร้อยคีรี
ดีกับลุยเท่าๆกัน ถ้าตัวน้องเป็นลุยก็คงลำบากใจเหมือนกัน”
“เธอคงอยากเป็นหนึ่งในสองคนนั้นที่ลุยเลือก ใช่ไหม”
ฟางแก้วชะงักหันมองหน้าพี่ชาย “พี่หมายความว่ายังไงคะ”
“พี่คงไม่ต้องแปลความหมาย คิดว่าเธอรู้อยู่แก่ใจดี” อภิชัยมองน้องสาวอย่างเป็นห่วง ฟางแก้วหลบตาพี่ชาย อ้อมแอ้มออกมาว่า
“น้องรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่น้องก็ห้ามหัวใจตัวเองไม่ได้เช่นกันค่ะ”
“ลุยไม่ใช่ผู้ชายที่ผู้หญิงควรรัก น้องควรเผื่อใจตัวเองเอาไว้บ้าง” อภิชัยเข้ามาโอบไหล่น้องสาวอย่างให้กำลังใจ
ฟางแก้วแอบปาดนํ้าตาทิ้งก่อนเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายด้วยความเศร้า
ooooooo
ที่ริมหาดด้านหลังเกาะคราม ลุยนั่งพิงก้อนหินเหยียดขาบนทรายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม บุปผาเดินเข้ามาหาแล้วโพล่งคำพูดออกมา
“ลุย ไปกับฉันนะคะ ความจริงฉันไม่ควรขออะไรจากคุณ แต่ฉันรู้ว่าคุณกำลังเจ็บปวดเรื่องบอย ฉันทนเห็นคุณทรมานอยู่คนเดียวไม่ได้”
ลุยอึ้งเพราะไม่คิดว่าบุปผาจะขอให้เขาไปกับเธอ จึงอึกอัก “เอ้อ แต่ผม...”
บุปผายกมือห้าม “ฟังฉันให้จบก่อนค่ะลุย” เธอทรุดลงนั่งแล้วจับมือเขามากุมไว้ “ฉันยอมทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อหนีไปจากที่นี่ แต่อย่าให้ฉันต้องทิ้งหัวใจของฉันอีกเลยนะคะ”
ลุยมองหน้าเธอเขม็ง เขาเห็นความรักของเธอที่มีต่อเขาท่วมท้นอยู่ในดวงตาคู่นั้น ทั้งรู้สึกสงสารและรักเธออย่างจับใจเลยดึงเข้ามากอดเอาไว้ บุปผาร้องไห้โฮ
“ไปกับฉันนะคะลุย หนีไปกับฉัน”
ลุยกอดเธอนิ่งๆ ไม่ยอมตอบอะไร เพราะตอนนี้ตัวเองก็ไม่รู้ว่าต้องตัดสินใจอย่างไรดี เขาเงยหน้ามองไปที่ชายหาด เห็นสร้อยคีรีกำลังเดินเข้ามาหา พอมาถึงเธอก็เอ่ยออกมาว่า
“ฉันไม่ได้ตั้งใจมาขัดจังหวะ แต่ฉันมีเรื่องมาคุยด้วย เธอไม่ต้องไปไหนหรอกบุปผา” สร้อยคีรีร้องห้าม เมื่อบุปผา ขยับตัว แล้วหันไปพูดกับลุยต่อ “สิบปีที่ผ่านมา พิสูจน์ให้คุณได้เห็นความรักของฉันบ้างไหม”
“ผมเห็นทุกสิ่งที่คุณทำเพื่อผม”
“แล้วมันมีค่าพอที่ฉันจะขอให้คุณทำอะไรบางอย่างเพื่อฉันได้หรือเปล่า”
“ได้สิ เพื่อเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิต ผมทำให้ได้”
ฟังคำตอบของลุยแล้วบุปผาเบือนหน้าหนี คิดว่าสร้อยคีรีคงขอลุยเหมือนที่เธอขอ ไม่อยากได้ยินคำนี้เลย แต่สร้อยคีรีกลับบอกลุยว่า
“ฉันขอให้คุณทิ้งทุกอย่างไว้ แล้วหนีไปจากที่นี่เสีย หนีไปกับบุปผา”
“อ้าว ทำไมเธอถึงขอให้ลุยหนีไปกับฉันล่ะ” บุปผา ร้องอย่างผิดคาด
“ก็เพราะว่าสิบปีที่ผ่านมา ฉันเห็นตลอดว่าในหัวใจของลุยมีแต่ผู้หญิงที่ชื่อไทรงาม แต่ยังดีที่เขายังมีพื้นที่ให้ฉันในหัวใจบ้าง ถึงมันจะเป็นเพียงพื้นที่ของเพื่อนคนหนึ่ง” สร้อย-คีรีกลืนนํ้าตาตัวเองไม่ให้ไหลออกมา มองหน้าลุย
“ขอบคุณนะลุยที่คุณเห็นฉันสำคัญเสมอ หลายครั้งที่คุณเลือกฉันก่อน แม้กระทั่งวันนี้คุณก็เลือกที่จะดึงตัวฉันให้พ้นจากระเบิดก่อน แต่...ลุยเลือกที่จะเอาตัวเองปกป้องเธอบุปผา แม้เขาจะเลือกช่วยเธอทีหลังก็จริง แต่เขาช่วยเธอด้วยชีวิตของเขา”
ทั้งลุยและบุปผาสะอึกเมื่อได้ฟังถ้อยคำจากหัวใจของผู้หญิงแกร่งและรับรู้ถึงการตัดสินใจของเธอ สร้อยคีรียํ้าอีกครั้ง
“หนีไปนะคะลุย ฉันขอแค่ให้คุณหนีไปจากที่นี่ก็พอ ทิ้งอดีตทั้งหมดไว้ที่บ้านหาดทรายขาว และออกไปทันทีเลย”
“แต่ บ้านหลังนั้น” ลุยยังตัดใจจากไปไม่ได้ เพราะคิดอยู่เสมอว่ามีไทรงามกับทอมอยู่ที่บ้านนั้น
“ทอมกับไทรงามไม่ได้อยู่ที่นั่น ทุกอย่างเป็นแค่จินตนาการของคุณเท่านั้น รีบไปซะ แต่อย่ากลับไปที่บ้านหาดทรายขาวอีกเป็นอันขาด”
“เอ้อ ขอเวลาผมอยู่กับตัวเองสักพัก แล้วผมจะให้คำตอบกับพวกคุณ”
“ได้ค่ะ แต่คุณไม่มีเวลามากนักนะคะ”
ลุยลุกขึ้น พยักหน้าให้สองสาวแล้วเดินจากไป สองคนมองตามด้วยหัวใจเศร้าเหมือนๆกัน
ลุยไปที่บ้านหาดทรายขาวจริงๆดังสร้อยคีรีคาด ไปนั่งมองต้นมะลิและต้นส้มที่ปลูกเอาไว้ด้วยสีหน้าคิดไม่ตก ในใจคิดถึงคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับไทรงามว่าเขาจะวางมือเพื่อใช้ชีวิตสงบสุขกับเธอและลูก จนมาพบที่แห่งนี้และได้ลงมือสร้างบ้านและปลูกมะลิกับส้ม แต่วันนี้ก็จะต้องหนีไปเริ่มต้นใหม่อีกแล้ว เขาไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ทันใดนั้นหูก็แว่วได้ยินเสียงไทรงามร้องเรียก ลุยหันไปมองเห็นไทรงามเดินยิ้มหวานเข้ามาหา เขาคว้าตัวเธอมากอดอย่างดีใจ
“คุณกลับมาหาผมจริงๆไทรงาม”
“ฉันคิดถึงคุณค่ะ” เสียงไทรงามเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
“ผมก็คิดถึงคุณกับทอมมาก”
“สัญญาได้ไหมคะ ว่าคุณจะไม่ลืมฉันกับลูก”
“ผมไม่มีวันลืม คุณกับลูกคือความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตผม” ลุยคิดว่าเขาเห็นสร้อยคีรีและบุปผาเดินเข้ามาหา สามคนเข้ามาดึงตัวเขาคนละด้าน ต่างคนต่างอ้อนวอนให้เขาเลือกเธอ
ลุยสับสนไม่รู้จะตัดสินใจยังไง จะเลือกคนนั้นก็คิดถึงความดีคนนี้ วุ่นไปหมดจนลุกพรวดขึ้นนั่งอย่างตกใจ หันไปมองรอบๆปรากฏว่าตัวเองนอนอยู่ข้างต้นมะลิและหลับไปจนฝันออกมาเป็นเรื่องเป็นราว
ส่วนสร้อยคีรีกับบุปผานั่งรอการกลับมาของลุยด้วยอาการกระสับกระส่าย ฟางแก้วเดินเข้ามาทัก
“คุณสองคนกังวลกับคำตอบของลุยใช่มั้ย ให้เวลาเขาหน่อยนะ การไปจากสถานที่ที่รักและผูกพันมันคงตัดสินใจลำบาก”
“คุณฟางแก้วเข้าใจลุยด้วยเหรอคะ” บุปผาถามอย่างแปลกใจ ส่วนสร้อยคีรีมองอย่างรู้ทัน เอ่ยออกมาตรงๆว่า
“ผู้ชายมีเสน่ห์อย่างลุย ใครอยู่ใกล้ก็ต้องหลงใหลเป็นธรรมดา”
“ฉันไม่ได้คาดหวังอะไร การได้เห็นเขามีความสุขกับคนที่เขารัก ฉันก็ดีใจแล้ว”
ฟางแก้วกับสร้อยคีรีหันไปมองบุปผาพร้อมกัน ทำให้เธอชักร้อนตัว
“อย่าทำให้ฉันรู้สึกว่าเป็นนักโทษแบบนี้สิ” อุทธรณ์ออกมาเขินๆ
สร้อยคีรีพยักหน้า “ถ้าลุยเลือกบุปผา ฉันก็ยินดี เพราะสิ่งเดียวที่ฉันต้องการคือให้ลุยหนีไปจากที่นี่เท่านั้น”
บุปผาฟังแล้วปลงตก “ไม่ว่าจะเป็นรักที่พลัดพราก รักที่เสียสละ รักที่ไม่มีวันสมหวัง สุดท้ายมันคือคำว่ารักเหมือนกัน”
“ใช่ หวังว่าลุยจะเลือกรักที่ดีที่สุดสำหรับเขา” ฟางแก้วยิ้มให้สองสาว ซึ่งได้รับการยิ้มตอบอย่างจริงใจ
ooooooo
พวกปกาศิตมากันแล้วและกำลังขับเรือวนดูรอบเกาะอยู่ ท้ายที่สุดบอยก็พาเรือมาจอดใกล้ปากถ้ำ ซึ่งตอนนี้น้ำทะเลขึ้นสูงจนมองไม่เห็นทางเข้า พักใหญ่ๆ เรือที่เมธานั่งมาก็มาจอดเทียบ เขาเดินขึ้นมาบนเรือปกาศิตพลางรายงาน
“ผมให้คนขับเรือวนดูรอบๆ เกาะนี้สองสามรอบแล้ว ไม่มีทางเข้าหาดทรายขาวเลย” บอกกับปกาศิตเสร็จก็หันหน้าไปจ้องบอยอย่างเอาเรื่อง แต่บอยตอบเสียงเรียบ
“ทางเข้าอยู่ตรงหน้านี่แหละ แต่ตอนนี้น้ำขึ้น เรือไม่มีทางเข้าไปได้”
“อ้าว แล้วจะเข้าไปที่บ้านไอ้ลุยได้ยังไงล่ะ” ปกาศิตเริ่มหัวเสีย
“นั่นสิครับ ไม่มีทางอื่นเลยครับอา ผมวนไปทางด้านหลังเกาะก็ไม่มี” เมธาพยายามเพิ่มเชื้อโมโหให้ปกาศิต บอยหัวเราะ เมธาหันไปมองตาขวางคิดว่าหัวเราะเขา แต่น็อตชิงพูดขึ้นก่อน
“ด้านหลังเกาะคือที่เราจอดเรืออยู่นี่แหละค่ะ”
เมธารู้สึกโดนหักหน้าแต่พูดไม่ออก ได้แต่ทำตาปะหลับปะเหลือกใส่น็อต ปกาศิตรีบถามถึงทางอื่นว่ามีไหม
“มี...ทางเข้าไปบ้านหาดทรายขาวยังมีอีกทาง แต่คนฉลาดเท่านั้นถึงจะเข้าไปได้” บอยพูดแล้วหันไปมองเมธาเยาะๆ ทำให้คนถูกมองเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่ บอยไม่สน เดินไป ขับเรือพาทุกคนไปทางหน้าถํ้า พลางอธิบายเมื่อลอดถํ้าเข้าไป
“ทางเข้าหน้าถ้ำ ก็เหมือนเป็นทางลอดเข้าถ้ำทั่วไป แต่จริงๆแล้ว อาลุยวางกับดักไว้แทบทุกจุด”
ภายในถ้ำมืดสนิท บอยหยุดเรือ “ในถ้ำนี้มืดมาก แต่อาลุยติดกระจกเงาเอาไว้ ถ้าเรือลำไหนเปิดไฟ แสงจะสะท้อนไปทั้งถ้ำ และพวกมันจะออกมาก่อกวน ตอนนี้ทุกคนรีบหมอบลงเร็ว” เขาสั่งแล้วเปิดไฟเรือฉายกราดเข้าไป ทันทีที่แสงไฟกระทบกระจกเงา ฝูงค้างคาวจำนวนนับไม่ถ้วนกระพือปีกบินออกมาเสียงดังไปทั้งถ้ำ ฟังน่าสยดสยองมาก พวกปกาศิตอึ้ง ก้มลงหมอบอยู่ท่านั้นจนฝูงค้างคาวบินออกไปหมดแล้วค่อยๆลุกขึ้น บอยพาเรือไปต่ออีกหน่อยก็หยุด
“อาลุยวางระเบิดไว้ใต้น้ำเต็มไปหมด ลองมองดูซิ เห็นเอ็นที่ถูกขึงเอาไว้ทั่วไปหมดไหม นั่นละระเบิดทั้งนั้น ถ้าเราว่ายน้ำเข้าไปไม่เจอระเบิดก็คงหมดแรงจมน้ำก่อนถึงบ้านอาลุยแน่ๆ โน่นตรงนั้นมีเรือยาง เราพายเรือยางเข้าไปแบบนี้ จะทำให้เราปลอดภัยจากระเบิดแน่ๆ ไม่ต้องเสียแรงว่ายน้ำด้วย”
บอยเป็นคนพายเรือยางเอง จนใกล้บ้านลุย ปกาศิตยิ้มอย่างสะใจ
ooooooo
ที่เกาะครามเวลาเดียวกันนี้ สร้อยคีรี บุปผาและประดู่พากันมาเคาะห้องนอนลุย ร้องเร่งให้เขาตัดสินใจได้แล้วจะเสียเวลามากกว่านี้ไม่ได้อีก แต่ไม่มีเสียงตอบ สร้อยคีรีเลยไปเอากุญแจที่เคาน์เตอร์มาเปิด ทั้งสามคนอึ้งเมื่อเจอแต่ห้องว่างเปล่า ประดู่วิ่งไปถามพวกพนักงานพักเดียวก็กลับมาบอกว่า
“อาสร้อยคะ เด็กในโรงแรมบอกว่าเห็นอาลุยเอาสปีดโบ๊ตหลังรีสอร์ตออกไปไหนไม่ทราบค่ะ”
“ลุยต้องไปตามล่าตัวปกาศิตเพื่อหาบอยแน่ๆ” บุปผาร้องออกมา
สร้อยคีรีนิ่วหน้าแล้วบอกว่า “ถ้าจะไปคงไม่ไปตัวเปล่า ลุยต้องไปเอาอาวุธทั้งหมดที่เก็บเอาไว้ก่อน”
“ที่ไหน”
“บ้านหาดทรายขาว” สร้อยคีรีเสียงกร้าว สองคนจูงมือกันวิ่งไปที่ท่าเรือ โดดลงเรือเร็วโดยบุปผาเป็นคนแก้เชือก สร้อยคีรีรีบไปสตาร์ตเครื่อง เรือพุ่งออกจากท่าไปอย่างรวดเร็วด้วยความเป็นห่วงลุย
“เกาะหาดทรายขาวอยู่อีกไกลไหม” บุปผาตะโกนถาม
“ไม่เกินสิบนาทีหรอก”
“หวังว่าพวกเราคงไปทัน” บุปผาพูดอย่างปลอบใจ
ตัวเอง ทันใดนั้นมีเสียงกุกกักด้านท้ายเรือ สร้อยคีรีหันขวับตะโกนถาม
“ใครอยู่ที่นั่น”
ประดู่โผล่ออกมาจากที่ซ่อน ยิ้มเจื่อนๆ สองสาวตกใจ แต่ไม่รู้จะแก้สถานการณ์ยังไง
ส่วนที่เกาะ องศาถือจดหมายของประดู่วิ่งไปบอกพวกผู้ใหญ่หน้าตาตื่น “น้าบุปผากับน้าสร้อยไปตามอาลุยที่เกาะหาดทรายขาว ประดู่ทิ้งจดหมายไว้ก่อนแอบตามไปอีกคน”
ฟางแก้วรับจดหมายจากองศามาอ่านโดยอภิชัยที่ยืนอยู่ใกล้ๆอ่านไปด้วย อ่านจบอภิชัยบ่นออกมา
“ถ้าพวกปกาศิตซุ่มอยู่ที่เกาะหาดทรายขาว สี่คนนั้นจะไม่ปลอดภัยแน่”
“นั่นน่ะซิ บอยกับพวกองค์กรรอเวลาแก้แค้นลุยอยู่แล้ว” ฟางแก้วเห็นด้วย
“นี่แหละครับที่ประดู่ตามไปก็เพราะอยากพูดให้บอยเปลี่ยนใจ”
“แต่การตายของลุยเท่านั้นที่จะเปลี่ยนความแค้นในใจบอยได้” กริชพูดอย่างเข้าใจ
“ผมจะตามไปช่วยประดู่” องศาตัดสินใจ
“เสี่ยงอยู่นะ แต่ก็ไม่มีทางเลี่ยงดีกว่านี้” ฟางแก้วมองหน้าพี่ชายอย่างขอความเห็น อภิชัยพยักหน้า
“คงถึงเวลาของการเผชิญหน้ากันแล้ว เราต้องตัดสินใจก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป”
ooooooo
ลุยขึ้นจากเรือแล้วรีบเดินตัดชายหาดไปที่บ้าน เขาไม่รู้ว่ามีสายตาลึกลับหลายคู่กำลังติดตามดูพฤติกรรมของเขาอยู่ พักเดียวก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในสายตาของใครบางคน ลุยชะงักหันไปมองรอบๆ แต่ไม่เห็นอะไรผิดปกติจึงรีบเดินต่อ
เข้าบ้านแล้วเขารีบไปเปิดลิ้นชักที่เก็บอาวุธ แต่ต้องชะงักเพราะลิ้นชักว่างเปล่า ลุยเอะใจรีบไปเปิดดูในตู้และช่องลับหลังชั้นหนังสือ ทุกที่ว่างหมด เขาครางออกมา “อาวุธหายไปไหนหมด”
ทันใดนั้น สมุนปกาศิตที่ซ่อนตัวในมุมต่างๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นยิงกราดใส่ลุยไม่ยั้ง จนข้าวของในบ้านพักกระจุย ลุยโดดหลบห่ากระสุนได้อย่างหวุดหวิด เจ้าคนหนึ่งใจกล้าโดดเข้าล็อกคอลุยข้างหลัง ยื้อยุดฉุดกันครู่เดียวก็โดนลุยเด็ดชีพพร้อมกับเพื่อนมันอีกคนหนึ่งที่เข้ามาช่วย โชคดีที่ปืนคู่ใจอยู่ในตัวตลอดเวลา ลุยยิ้มอย่างพอใจและต้องหุบยิ้มกะทันหัน เพราะบอย เมธา และสมุนอีกหลายคนปรากฏตัวขึ้น ทุกคนนอกจากบอยช่วยกันยิงใส่เขา บอยจ้องหน้าลุยเขม็ง เสียงเมธาตะโกนสั่ง
“ไอ้บอย อาวุธไอ้ลุยถูกยึดไว้หมดแล้ว รีบฆ่ามันซะ”
บอยยกปืนจะยิงลุย ลุยตัดสินใจกระโดดออกทางหน้าต่างท่ามกลางเสียงกระสุนยิงตาม
ด้านหลังเกาะหาดทรายขาว ประดู่กำลังเดินตามอ้อนวอนบุปผากับสร้อยคีรีที่ให้เธออยู่เฝ้าเรือโดยบอกว่าที่นี่อันตรายสำหรับเธอ ประดู่มองบุปผาอย่างเสียใจ พลางบอกว่าเธอสัญญาว่าจะระวังตัวอย่างที่สุด
“ตอนนี้อยู่หรือกลับไปก็มีค่าเท่ากันแล้วล่ะสร้อย”
บุปผาบอกเพื่อนสาวสร้อยคีรีกวาดตามองพื้นทรายแล้วตะโกนออกมา
“ระเบิด หลบเร็ว” บุปผาคว้าตัวประดู่หมุนหลบไปทางหนึ่ง สร้อยคีรีไปอีกทางหนึ่ง เสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง ทรายปลิวว่อน
ลุยที่กำลังวิ่งหนีพวกนั้นมาได้ยินชักสังหรณ์ แต่เสียงเมธาที่ตะโกนให้ลูกน้องไล่ยิงเขา ทำให้เขาไปยังจุดที่ระเบิดไม่ได้
ทางด้านบุปผาและสร้อยคีรีหลังจากระเบิดเงียบแล้วก็ลุกขึ้นจะพาประดู่หลบไปอีกทาง สร้อยคีรีร้องบอกให้บุปผา
พาประดู่หลบไปก่อน เธอจะช่วยยิงสกัดให้ บุปผาคว้าแขนประดู่กระชากให้วิ่งตาม สมุนปกาศิตไล่ยิงไม่ยั้ง
แม้ว่าจะเก่งกล้าสักเพียงไหน แต่ในท่ามกลางฝูงหมาป่ากระหายเลือดที่ตามล่าอย่างบ้าคลั่งและยังมีประดู่เป็นห่วงผูกคออีกคนหนึ่ง ท้ายที่สุดทั้งสามคนก็ถูกจับ กระทั่งน็อตที่ปกาศิตผู้พ่อลากมาด้วยจะพยายามช่วยขัดขวางต้องถูกจับไปอีกคน เธอตะโกนบอกพวกของลุย
“บอยกำลังตามล่าตัวอาลุยค่ะ”
ปกาศิตเข้าไปตบหน้าลูกสาว “หุบปากของแกซะ นังลูกไม่รักดี”
“พวกเด็กๆไม่เกี่ยวข้องกับบาปกรรมของผู้ใหญ่” สร้อยคีรีตะโกนว่าปกาศิต
“น้าบุปผากับน้าสร้อยรีบหนีไปค่ะ ไม่ต้องห่วงหนู” ประดู่ตะโกนบอก
“เออ...พวกผู้หญิงของลุย หล่มสัก ใจเด็ดทุกคนเลยนะ” ปกาศิตพยักหน้าหงึกๆ
ooooooo
ขณะที่บนเกาะกำลังสู้กันอย่างดุเดือด เรือเร็วของฟางแก้วและเรือตำรวจอีกสามลำกำลังชะลอความเร็วแล่นเลาะมาตามริมผาเพื่อหาทางเข้าเกาะหาดทรายขาว อภิชัยบ่นพึมไม่รู้ว่าทางเข้าเกาะอยู่ตรงไหน
“เรามาช้า น้ำขึ้นปิดทางเข้าเกาะทางถ้ำแล้วค่ะ เราคงต้องแล่นเรือทวนกระแสน้ำอ้อมไปทางด้านหลังเกาะกัน คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง”
“หา...ถึงเวลานั้นลุยกับพวกยังจะมีชีวิตอยู่หรือเปล่าเนี่ย” อภิชัยร้องอย่างกลัดกลุ้ม
ooooooo
เมธาไล่ลุยไปตามแนวป่า มีพวกลูกน้องวิ่งตามไปด้วย ลุยอาศัยชั้นเชิงที่เหนือกว่าหลอกล่อเมธาจนหัวหมุน ขณะเดียวกันก็เก็บพวกลูกน้องของมันไปทีละคนสองคน จนเหลือกันตัวต่อตัว พอเข้าใกล้เมธานึกว่าหมูแล้วคราวนี้ แต่เจอเอาหมูเขี้ยวตัน เพราะลุยพลิกตัวเอาปืนจ่อหัวมันไว้
“ฝีมือนับว่าใช้ได้ แต่ว่ายังต้องฝึกอีกเยอะ”
ทันใดนั้นได้ยินเสียงปืนดังเปรี้ยงหลายนัดพร้อมเสียงปกาศิตตะโกนหา
“ไอ้ลุย แกอยู่ที่ไหน ออกมาดูเป้ากระสุนใหม่ของฉันสิวะ ฮ่าๆๆ”
“อย่าออกมานะลุย มันเป็นกับดัก” เสียงบุปผาตะโกนแทรก
เสียงปืนดังกลบเสียงบุปผาอีกเปรี้ยง หัวใจลุยกระตุกวูบ เมธาหัวเราะสะใจ ลุยกระชากคอเสื้อเมธาวิ่งไปทางเสียงปืน
ที่หน้าบ้านพักของลุย ประดู่ สร้อยคีรี และบุปผาถูกมัดติดกับระเบิดยืนอยู่กลางลานกว้าง ส่วนน็อตถูกสมุนปกาศิตอีกคนคุมตัวไว้ เธอพยายามอ้อนวอนพ่อตัวเอง
“ปล่อยพวกเขาไปเถอะค่ะคุณพ่อ หยุดสร้างบาปได้แล้ว”
“แกนั่นแหละ หยุดทำตัวเป็นลูกเลวเข้าข้างศัตรูสักที”
บอยเดินเข้ามาสมทบ เขาชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อมองพวกบุปผาแล้วก็วางสีหน้าเรียบ ปกาศิตถามถึงเมธา เสียงลุยบอกว่าอยู่ที่นี่ แล้วลากเมธาเข้ามาพร้อมปืนจ่อหัว
“เรื่องนี้เป็นความแค้นระหว่างฉันกับองค์กร ปล่อยทุกคนไปซะ”
ปกาศิตหัวเราะเย้ย “ความแค้นมันถูกเปลี่ยนมือแล้วเว้ยถามคนที่แกฆ่าพ่อเขาดีกว่าว่าอยากปล่อยใครไหมตอนนี้ฉันก็เพียงแต่เปิดโอกาสให้ลูกไอ้เดือนสะสางความแค้นต่อหน้าฉัน”
“อย่าทำร้ายอาลุยนะบอย อาลุยรักเธอมากนะ” ประดู่อ้อนวอน
บอยชำเลืองดูประดู่แวบหนึ่งแล้วไม่สนใจ ชักปืนออกมาเล็งไปที่ลุย ลุยผลักเมธาออก ลดปืนลงยืนนิ่งไม่มีวี่แววว่าจะตอบโต้บอย ทุกคนเงียบไปหมด ใจระทึกรอดูการแก้แค้นตาไม่กะพริบ
“ชักปืนออกมา พิสูจน์กันให้รู้ไปข้างหนึ่งว่าใครจะมีชีวิตอยู่ต่อไป” บอยตวาดลั่น
ลุยมองหน้าบอยโดยไม่ตอบอะไรแม้แต่คำเดียว แทนที่จะชักปืน ลุยกลับก้มลงวางปืนลงกับพื้นด้านหน้าตัวเองแล้วหลับตา
“เฮ้ยๆ ทำแบบนี้ได้ยังไง” ปกาศิตร้องลั่น
ลุยพูดกับบอยทั้งที่ยังหลับตาอยู่ “บอย อาพร้อมที่จะชดใช้กรรมที่ทำ ตัดสินใจทำตามที่บอยต้องการเถอะ”
บอยชะงักที่ลุยไม่สู้ แต่ปกาศิตชักปืนยิงเปรี้ยงไปทางกลุ่มของสร้อยคีรี ตะโกนเหมือนคนเสียสติว่า
“ถ้าแกไม่สู้กับบอยจนตายไปข้างหนึ่ง นัดต่อไปฉันยิงพวกมันไม่พลาดแน่ เร็ว!” สิ้นเสียงปกาศิต บอยยิงใส่ลุยทันที ลุยกระโจนหลบกลิ้งไปหยิบปืนขึ้นยิงสวนไปสามนัด ฝุ่นข้างตัวบอยฟุ้งกระจาย คนที่ดูอยู่ต่างรู้ว่าลุยแค่ยิงให้เฉี่ยวเท่านั้น สร้อยคีรีกระซิบกับบุปผา
“ลุยไม่มีวันยิงบอย ระยะแค่นี้ไม่มีวันพลาด ถ้าลุยไม่ตั้งใจให้พลาด เขาเจตนาจะเป็นเป้านิ่งให้บอยไล่ยิงพร้อมๆ กับหาทางช่วยพวกเรา บอยไม่มีทางเป็นอันตรายจากกระสุนของลุยแน่นอน”
ทุกคนอ่านเกมของลุยออก มีแต่บอยซึ่งมีความแค้นอยู่เต็มเปี่ยมไม่ได้ฉุกคิดอะไรทั้งสิ้น เขาเปิดฉากยิงใส่ลุยอีกทันที ลุยก้มตัวหลบแล้วหยิบปืนที่วางไว้ผละเข้าป่าไป โดนลูกชายของเดือนไล่ตามยิงไม่ลดละ
ปกาศิตบอกตัวเองอย่างสะใจว่า ลุยสร้างอาวุธขึ้นมาสังหารตัวเอง แต่เมธากลับแย้ง
“แน่ใจได้ยังไงว่าไอ้บอยจะฆ่าไอ้ลุย”
“ฉันไม่เคยแน่ใจหรอก แต่แกน่าจะรู้นะว่าตอนนี้ควรจะทำอะไร เมธา” ปกาศิตพูดแค่นี้ เมธาก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ หันไปหยิบปืนยาวจากมือลูกน้องแล้ววิ่งตามลุยกับบอยไป
บุปผาพูดกับสร้อยคีรีเมื่อเห็นดังนั้น “ปกาศิตยืมมือบอยฆ่าลุย”
“ฉันรู้ แต่ต่อให้ลุยตาย พวกมันก็ไม่มีทางปล่อยพวกเราทุกคนหรอก”
ooooooo
การต่อสู้ของลุยกับบอยตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นการเตะต่อย เพราะบอยเห็นลุยไม่ยอมใช้ปืนกับเขา จึงยิ่งโมโห คิดว่ายังไงตัวเองก็หนุ่มกว่า ใช้เพียงมือกับขาก็คงเอาชนะลุยได้ แต่ผิดคาดอีก เพราะหลายครั้งที่บอยพลาดแล้วลุยไม่ซํ้าเติม เพียงแค่ประคองตัวเองให้พ้นมือตีนของบอยเท่านั้น
“ตอบโต้อะไรบ้างซี่” บอยขัดใจร้องลั่น
ลุยไม่โต้ตอบทั้งถ้อยคำและมือเท้า ปกาศิตทนไม่ไหว จึงส่งสายตาให้เมธาจัดการกับลุยหรือบอยก็ได้ คนรับสัญญาณยิ้มเหี้ยม กะว่าต้องฆ่าบอยก่อนจึงเล็งไปที่นั่น ลุยซึ่งหันหน้าไปทางเมธา เห็นภาพที่เมธากำลังจะยิงบอย ตกใจจึงกระชากปืนออกมาวาดแขนเหยียดตรงจ่อยิงไปด้านหลังบอย ภาพนี้เหมือนกับนรกส่งมาเตือนความจำ เพราะมันเหมือนกับวันที่ลุยเข้าไปต่อว่าเดือนและเดือนมองเห็นคนของปกาศิตกำลังจะยิงลุยทางด้านหลัง เขาจึงยิงไอ้คนนั้นแทน และลุยเข้าใจผิดว่าเดือนจะยิงเขา จึงลั่นกระสุนใส่เพื่อนรักจนตาย
บอยเข้าใจว่าลุยจะยิงเขา แต่กระสุนไม่ถูก หารู้ไม่ว่าตอนนี้เมธารับกระสุนลุยเข้ากลางกบาลเต็มรักล้มลงนอนตายอยู่เบื้องหลัง บอยลั่นไกใส่ลุยที่ยังถือปืนที่เพิ่งยิงเมธาตาย ลุยเอี้ยวตัวหลบแม้กระนั้นกระสุนของบอยก็เจาะเข้าหัวไหล่เขาเต็มๆ เลือดทะลักออกมาทันที
“มันต้องยังงั้นสิไอ้บอย ฆ่ามันเลย” ปกาศิตไม่สนเมธาที่นอนสิ้นลมอยู่ตรงนั้น แต่กลับตะโกนสั่งบอยอย่างสะใจ
บอยหันกลับไปดู เห็นเมธานอนตายจึงเริ่มเข้าใจ แต่ยังเดินไปหาลุยที่ยังล้มอยู่กับพื้นมือกุมไหล่ที่โชกไปด้วยเลือด “คุณช่วยชีวิตผมทำไม...ทำไมไม่ฆ่าผม ผมกำลังจะฆ่าคุณนะ”
“ฉันสมควรได้รับโทษที่เธอตัดสิน จะได้หมดเงาของความรู้สึกผิดที่ตามหลอกหลอนฉันทั้งหลับและตื่น ฉันสมควรตาย ฉันเป็นคนฆ่าเดือน แรมกล้าเพื่อนรักด้วยมือของฉันเอง ล้างแค้นแทนพ่อเธอซะ บอย” ลุยหลับตารอการประหารจากมือลูกชายเพื่อนรัก
บอยหน้าเครียด ปืนในมือของเขายังจ้องไปที่ลุย เสียงประดู่กับสร้อยคีรีร้องห้าม บอยมือสั่นขณะตัดสินใจว่าจะทำยังไงดี ในที่สุดก็ตะโกนถามลุยออกมา
“ทำไมคุณไม่ฆ่าผมเหมือนที่ฆ่าพ่อ คุณเก็บผมไว้ทำไม”
“ไม่มีพ่อคนไหนที่ฆ่าลูกตัวเองได้” นั่นคือเสียงตอบจากลุย บอยชะงัก แต่ยังดันทุรัง
“ผมไม่ใช่ลูกคุณ”
ลุยมองหน้าบอยด้วยดวงตาเศร้าๆ “บอยเป็นลูกของพ่อลุย พ่อเห็นทอมอยู่ในตัวบอยมาตลอดเวลา ทอมอยู่ในความดีและหัวใจบริสุทธิ์ของบอยเสมอ”
บอยหน้าเสีย ภาพที่ลุยเลี้ยงเขามาตั้งแต่พ่อตายผ่านในหัวไปภาพแล้วภาพเล่าอย่างเร็วๆ ในที่สุดมือที่จ่อปืนใส่ลุยอยู่ก็ถูกปลดกระสุนออกหมดด้วยมือบอย พอแมกกาซีนหล่นลงพื้น บอยก็กดไกยิงออกไป เสียงดังแชะ
ลุยลืมตาขึ้นมอง บอยบอกกับเขาว่า “คนที่ผมลั่นกระสุนยิงไปเมื่อกี้ คือคนที่ฆ่าพ่อเดือน ผมได้ล้างแค้นแทนพ่อเดือนแล้ว...แต่คนที่อยู่ตรงหน้าผมขณะนี้ คือคนที่มีพระคุณยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือพ่อคนที่สองของผม ผมไม่มีวันเนรคุณคนคนนี้ได้เป็นอันขาด พ่อลุยครับ บอยขอโทษ” บอยก้มลงกราบเท้าลุย
ปกาศิตทนมองภาพนั้นไม่ไหว ชักปืนออกมาหวังจะยิงให้ตายซะทั้งคู่ แต่ลุยระวังตัวอยู่แล้ว จึงกระชากตัวบอยหลบทัน ในมือของลุยยังมีปืน แต่บอยไม่มีแล้ว เสียงปกาศิตร้องสาปแช่งลั่นๆว่า ในเมื่อรักกันมากก็จะทำให้ตายไปพร้อมกันเลย
“หลบไปทางด้านหลัง ปกาศิตมันต้องการชีวิตของอา ไม่ใช่บอย”
“ผมไม่ยอมปล่อยให้อาลุยต้องตายหรอก”
“ไม่มีทางเลือกแล้ว รีบหนีไปด้านหลัง บอยต้องช่วยชีวิตคนอีกหลายคน อาจะล่อมันไปที่บ้านหาดทรายขาว เอ้า เอาปืนกระบอกนี้ไปช่วยพวกนั้น...ลาก่อน ไอ้ลูกรัก” ลุยตบบ่าบอยแล้วผละไปทันที
จริงดังที่ลุยคาด พวกปกาศิตไม่สนใจบอยและคนอื่นๆ พากันไล่ยิงลุยไปทันที ลุยหลบเข้าไปในบ้าน แต่กระนั้นก็ยังโดนยิงที่ลำตัวสองสามนัด ปกาศิตเห็นดังนั้นก็ตะโกนบอกพวกลูกน้องให้ล้อมบ้านแล้วยิงใส่เข้าไป เพราะตอนนี้ลุยไม่มีอาวุธอะไรทั้งสิ้น
พวกสร้อยคีรีเป็นอิสระจากการช่วยเหลือของบอย เธอบอกเมื่อบุปผาพูดอย่างเป็นห่วงลุย “ลุยเขารู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ตอนนี้พวกเราต้องรีบหนีไปจากที่นี่เพื่อตามคนมาช่วยลุยดีกว่า”
ทุกคนเห็นด้วย พากันวิ่งไปที่หาด และไปพบกับฟางแก้วกับอภิชัยที่นำกำลังตำรวจมา
“ลุยถูกล้อมอยู่ที่บ้านหาดทรายขาว รีบตามไปช่วยเร็วเข้าเถอะค่ะ” สร้อยคีรีวิ่งนำหน้าไปทันที
ลุยอยู่ในบ้าน เขาโดนกระสุนอีกหลายนัดจนนอนอยู่กับพื้น รำพึงกับตัวเองว่า “เวรกรรมที่ทำไว้กับคนอื่นตามมาสนองแกแล้วไอ้ลุยเอ๋ย...แต่ยังนะ แกยังตายไม่ได้ ยังต้องอยู่อีกหน่อย...”
ปกาศิตพาลูกน้องบุกขึ้นไปบนบ้านอย่างย่ามใจ บอกพวกลูกน้องว่า เขาต้องการเห็นศพลุยกับตาตัวเองให้ได้ พอเข้าไปในห้องเห็นอาการลุยปางตาย ปกาศิตหัวเราะอย่างสะใจ
“ฮ่าๆ นี่เหรอไอ้ลุย เพชฌฆาตคุณธรรมที่หลายคนร่ำลือ ไม่เห็นเก่งอย่างที่ใครคิดเลย”
ลุยแค่นหัวเราะตอบอย่างยากเย็น “ฮ่าๆ มาแล้วเหรอ ทำไมช้านักล่ะ ฉันกำลังรอพิพากษาคนชั่วอย่างแกอยู่นี่”
“หัวเราะอะไรวะ จะตายอยู่แล้วยังมีอารมณ์ขัน แกน่ะเหรอจะฆ่าฉัน ฉันนี่แหละจะฆ่าแกอย่างทรมาน”
เปรี้ยง! ปกาศิตยิงเข้ากลางอกลุยทีละนัด “นัดที่สองสำหรับเมียแกนังไทรงาม และนี่นัดที่สามฝากไปให้ไอ้ทอม
ลูกชายสุดที่รักของแก และนัดสุดท้ายสำหรับน็อตลูกสาวฉันที่ไอ้บอยแย่งเอาไป”
ร่างของลุยที่นั่งพิงฝาอยู่ค่อยๆเลื่อนลงทีละน้อย นัยน์ตาของลุยมองเห็นภาพปกาศิตพร่ามัวเต็มทีแล้ว แต่ยังเปล่งเสียงออกมาได้แม้จะกระท่อนกระแท่น
“เวลาการทำเรื่องชั่วของแกหมดแล้วปกาศิต และคนชั่วอย่างแกก็ไม่สมควรมีลมหายใจต่อไป...”
ร่างของลุยเลื่อนลงมาเหลือแต่คอที่ยังตั้งตรง ปกาศิต มองไปเห็นในมือลุยกำรีโมตไว้แน่น เขาตาเหลือกร้องลั่น
“เฮ้ย รีโมตระเบิด”
ไม่มีใครเคยรู้ว่า ใต้บ้านหลังนี้ ลุยเอาระเบิดซีโฟร์หลายสิบกิโลซ่อนไว้นานเท่าไหร่แล้ว
คำพูดสุดท้ายออกจากปากเขาพร้อมกดรีโมตทันที
“พิพากษา...ประหารชีวิต!”
ทุกคนที่จะมาช่วยได้ยินเสียงระเบิดดังติดต่อกันหลายครั้งพร้อมเปลวไฟลุกวาบ บ้านทั้งหลังกระจัดกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยไปทั่วบริเวณ กลางควันระเบิดเหมือนจะเห็นลุยลอยอยู่ และสูงขึ้นไปทุกทีตามแรงลมพัด
ooooooo
-อวสาน-










