ตอนที่ 15
ผ่านจากวันที่ศักดามาอาละวาดที่เกาะคราม วันเดียวเมธาก็พาน็อตมาที่นี่ พอเข้าไปที่เคาน์เตอร์เขาก็กร่างใส่ประดู่ที่มาต้อนรับ ตะคอกว่าต้องการห้องพัก มีห้องแบบไหนก็พูดมา แต่ประดู่อ้าปากพูดไม่มีเสียงเมธาเป็นฟืนเป็นไฟทันที พนักงานต้องบอกว่า
“ประธานโทษค่ะ ประดู่พูดไม่ได้”
“อ้าว ก็ไม่รู้นี่ว่าเป็นใบ้ แล้วทำไมถึงให้มาต้อนรับ เอาละ เธอนั่นแหละรีบเปิดห้องพักให้ฉันเร็วๆ”
“ห้องเดี่ยวที่ว่างอยู่ มีคนโทร.มาจองแล้วค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ”
“คนจองยังไม่มาก็ตัดสิทธิ์ไปสิ”
น็อตเห็นเมธาชักจะกร่างเกินไปแล้วจึงพูดกับพนักงานดีๆว่า “ฉันเจาะจงมาพักที่นี่โดยเฉพาะเลยนะ ช่วยหาห้องให้เราหน่อยได้มั้ย”
“เราเปลี่ยนไปพักรีสอร์ตอื่นเกาะอื่นก็ได้ ไม่เห็นต้องง้อไอ้เกาะสับปะรังเคนี่ มีเงินซะอย่างหาเกาะหรูๆกว่านี้สบายมาก” เมธาแทรกขึ้น น็อตเลยหันมาว่า
“การที่ฉันยอมมากับคุณตามคำสั่งคุณพ่อ มันก็ขัดใจฉันมากพอแล้ว อย่าทำตัวกร่างแบบทุเรศๆให้ฉันรำคาญใจมากกว่านี้ได้มั้ย” น็อตพูดจบเดินหนีเมธาไปทางสระว่ายน้ำ
“มีอะไรให้ผมช่วยมั้ยครับ” บอยเดินยิ้มเข้ามาหา ไม่ทันเห็นว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร
“อ้าว...คุณทำงานที่นี่เหรอ” น็อตร้องทักอย่างดีใจ บอยยังไม่ทันตอบเมธาก็ปราดเข้ามากั้นกลาง พร้อมกับแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของน็อต
“นี่แก...ห้ามเข้าใกล้คู่หมั้นฉันโว้ย ไปหาห้องพักที่รีสอร์ตอื่นเถอะน็อต”
“ฤดูท่องเที่ยวรีสอร์ตแถบนี้ถูกจองเต็มทุกที่แหละครับ... แต่เอาเถอะ บางทีผมจะช่วยคุณได้” บอยพูดกับน็อต แล้วพาเดินไปปีกซ้ายของรีสอร์ต ไขกุญแจเข้าไปในห้องชุดสุดหรู ปากก็บอกว่าห้องชุดนี้มีสามห้อง เขาพักอยู่ห้องนอนเล็ก
“เฮ้ย เรื่องอะไรฉันจะยอมให้นายพักห้องฉัน” เมธาโวยทันที
“นี่เป็นห้องพักส่วนตัวผม” บอกกล่าวเสียงเรียบ
“หา!...เด็กยกกระเป๋าอย่างนายมีห้องพักหรูขนาดนี้เลยเหรอ อ้อ ลืมไป ก็แค่ห้องเล็กๆแคบๆในห้องชุดต่างหาก”
“ผมอนุญาตให้คุณกับคู่หมั้นคนสวยพักชั่วคราว พรุ่งนี้ถ้ามีแขกเช็กเอาต์ผมจะรีบเปลี่ยนห้องให้ทันที”
“ฉันตกลงพักห้องนี้ค่ะ ขอบคุณที่ช่วยจัดการให้ นี่ทิปคุณ” น็อตส่งแบงก์ร้อยให้บอยแต่เขาไม่รับ แถมยังบอกอีกว่าต้องการอะไรก็เรียกใช้ได้ตลอด
“ขอบใจว่ะ แต่เอาเวลางานไปยกกระเป๋าให้แขกคนอื่นเถอะ” เมธามองเหยียดๆ
บอยยิ้มเดินจากไป น็อตโมโหที่เขาไม่รับทิป บ่นว่าบอยหยิ่ง จองหอง เมธาเสริมทันที
“ใช่จ้ะที่รัก เจ้ากี้เจ้าการน่าเตะฉิบ...” ไม่ทันหลุดคำว่าหายตามหลังเพราะพนักงานยกกระเป๋าขึ้นมาให้ ได้ยินสองคนบ่นเลยถามว่า
“หมายถึงคุณบอยเหรอครับ...ท่านไม่ใช่พนักงานหรอก แต่เป็นเจ้านายของพวกผมและผู้จัดการใหญ่ของที่นี่”
เมธาหน้าแตก ส่วนน็อตอึ้งยังงงงวย
ooooooo
ฟางแก้วมาถึงรีสอร์ตเกาะครามเวลาใกล้กับเมธา แต่ไม่ได้เจอกันเพราะพวกลุยพาไปที่ห้องรับรองส่วนตัว ทุกคนต้อนรับฟางแก้วด้วยความดีใจ
“เพื่อนเก่าอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยนะ” ฟางแก้วร้องทัก
“ดีใจค่ะ ที่ได้เจอคุณฟางแก้วอีกครั้ง” บุปผาทักตอบด้วยรอยยิ้ม
“ฉันคิดว่าจะไม่ได้เจอกำนันบุปผาอีกแล้ว เป็นไงลุย คงสบายดีนะคะ สร้อยคีรีด้วย”
กำลังทักทายกันอย่างดีอกดีใจอยู่จ้อยกับจ๋องก็วิ่งนำพนักงานคนหนึ่งเข้ามา พอเห็นหน้าลุยจ้อยก็บอกว่า
“แย่แล้วครับ...พนักงานคนนี้บอกว่าคนเรือบนฝั่งแอบได้ยินลูกน้องไอ้ศักดาคุยกันว่าพวกมันจะไปถล่มเกาะมุกตอนบ่ายครับ”
บรรยากาศชื่นมื่นเปลี่ยนไปทันที ทุกคนสีหน้าเครียด ลุยลุกออกจากห้องนั้นไปที่ห้องพักตัวเอง สร้อยคีรีตามไปเห็นลุยนั่งลูบคลำปืนคู่ใจอยู่ที่โต๊ะ จึงเดินเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง
“คุณแน่ใจแล้วเหรอลุย คุณยอมวางอาวุธฆ่าคนมาเป็นสิบปี ฉันไม่อยากให้มือคุณเปื้อนเลือดอีก”
“แค่ติดไปป้องกันตัวเท่านั้น คุณก็ควรเผื่อไว้ด้วย”
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งของรีสอร์ต เมธายังบ่นไม่เลิกหลังจากรู้ความจริงว่าบอยเป็นใคร “ไม่น่าเชื่อว่าไอ้หน้าอ่อนนั่นจะเป็นถึงผู้จัดการใหญ่ ท่าทางไม่มีน้ำยาแบบนั้นจะบริหารรีสอร์ตได้สักกี่น้ำ”
น็อตยืนมองไปที่สระน้ำ เห็นบอยกำลังเดินเทกแคร์แขกอยู่ที่นั่น พอหันมาเห็นเขาโบกมือให้ เธอเผลอยิ้มตอบ เมธามาข้างหลังสวมกอดอย่างถือวิสาสะ น็อตสะดุ้งรีบแกะมือเขาออก
“แหม ขอกอดหน่อยเดียวก็ไม่ได้เหรอ คุณอยากมาที่นี่ผมก็ตามใจ น่า กอดหน่อยน่า”
“ฉันมากับคุณก็เพราะคุณพ่อสั่ง ถ้าพูดไม่รู้เรื่องฉันจะกลับ” ท่าทางน็อตเอาจริงจนเมธาชักหวั่น
“ตกลงๆผมไม่ทำอีกแล้ว ว่าแต่ตอนนี้คุณอยากได้อะไรล่ะ ผมยินดีทำให้ทุกอย่างเลย”
น็อตคิดครู่หนึ่งก็ร้องออกมา “คุณจำชุดว่ายน้ำสีชมพูคอลเลกชั่นใหม่ที่ฉันดูไว้ก่อนมาเกาะครามได้มั้ย”
“อืมม์ ที่ห้างในตัวจังหวัดน่ะเหรอ”
“แหมปลื้มจังที่คุณจำได้ ตอนแรกฉันคิดว่าสีนั้นมันไม่เข้ากับตัวฉัน แต่ตอนนี้ฉันอยากได้มาก คุณกลับขึ้นฝั่งไปซื้อให้หน่อยสิคะ”
“ตอนนี้เลยเหรอ”
“ค่ะ ฉันอยากใส่ทูพีซสีสวยเซ็กซี่ให้คุณดู แต่ถ้าคุณลำบากใจก็ไม่เป็นไร”
“โอ๊ย ไม่เลยจ้ะ ถ้าคุณจะใส่มันเพื่ออวดผม ผมจะรีบบึ่งเรือไปซื้อให้คุณทันที อดใจรอโชว์ความเซ็กซี่ของคุณให้ผมดูได้เลยจ้ะ”
เมธาตาลีตาเหลือกไปท่าน้ำ แต่ว่าเรือสปีดโบ๊ตถูกแขกเหมาไปเที่ยวรอบเกาะหมดแล้วมีแต่เรือยนต์ที่แล่นช้าแสนช้า เมธาก็ยอมไป พอเรือยนต์แล่นออกจากเกาะ น็อตก็มาปรากฏตัวอยู่หน้าบอย เขาบอกว่าให้รีบไปที่ท่าน้ำเพราะเห็นแฟนเธอไปที่นั่น น็อตตอบงอนๆว่า
“ฉันไม่ได้บอกว่าจะไปกับเขา”
“อ้าว รออยู่รีสอร์ตคนเดียวก็เหงาแย่สิครับเพราะไม่มีคนรู้ใจ”
“ยังไม่เคยมีใครรู้ใจฉันจริงๆสักคน” น็อตจ้องหน้าบอยอย่างท้าทาย บอยก็สนองการท้าทายนั้นด้วยการชวนน็อตไปนั่งเรือเที่ยวกันสองต่อสองทันที
ooooooo
วันนั้นยังไม่ถึงบ่าย พวกฉกาจก็ยกกำลังไปที่เกาะมุกโดยไม่รู้ว่าฝ่ายของลุยไปซุ่มรออยู่ก่อนแล้ว เพื่อหาโอกาสตอบโต้ ฉกาจและลูกน้องนับสิบใช้ปืนขู่กวาดต้อนชาวบ้านให้ไปรวมกลุ่มกัน พวกชาวบ้านกลัวจนตัวสั่นแต่ไม่รู้จะทำยังไง ฉกาจยืนตะโกนโหวกเหวกอยู่ตรงหน้า
“นี่คือการขอร้อง ให้ทุกคนย้ายออกไปจากเกาะมุกให้เร็วที่สุด”
ชาวบ้านหนุ่มคนหนึ่งบ่นอย่างไม่พอใจ “ขอร้องหรือข่มขู่กันแน่ทำยังงี้”
ปัง! ฉกาจยิงพื้นทรายที่อยู่ข้างตัวหนุ่มชาวบ้านคนนั้น ทำให้พวกชาวบ้านกลัวมากยิ่งขึ้น พากันร้องว่าอย่าทำอะไรพวกเราเลย
“ถ้าพวกแกยอมทำตามที่ฉันขอร้องดีๆก็รอด” เขายกปืนวาดไปวาดมาข่มขู่
“คุณทองกูลเป็นเจ้าของเกาะนี้ แต่พวกแกไม่ใช่”คนที่โดนยิงขู่ครู่นี้เถียงอีก คราวนี้โดนฉกาจตบด้วยด้ามปืนจนทรุดลงไปกองกับพื้น พวกขี้ข้าฉกาจพลอยทันที เข้ารุมกระทืบจนอ่วม
“มีใครอยากฟังคำขอร้องชัดๆอีกมั้ย”ฉกาจตะคอก
เด็กชายคนหนึ่งแหวกชาวบ้านวิ่งเข้าหาชายคนที่ถูกซ้อม ร้องเรียกพ่อ แล้วหันไปสู้กับพวกฉกาจ“ไอ้คนชั่ว มารังแกพ่อฉันทำไม”
เด็กน้อยชกซ้ายป่ายขวาอุตลุด ฉกาจลากคอเด็กน้อยเอาไว้ พวกลูกน้องชักปืนจ่อหัวทำท่าจะยิง ทันใดนั้นมีดพกของฟางแก้วลอยหวือเข้ามาปักกลางหลังคนที่ถือปืนล้มคว่ำลงไป ตามด้วยเสียงปืนกราดเข้ามาถี่ยิบจากพวกลุย พวกเหล่าร้ายหลบกันจ้าละหวั่น ฉกาจร้องสั่ง
“ยิงสกัดไว้ ที่เหลือตามฉันไปที่เรือ”ออกวิ่งโดยกระชากตัวเด็กไปด้วย
ลุยร้องบอกพรรคพวก“พวกคุณดูแลชาวบ้านที่นี่ ผมจะไปตามเด็กเอง”
ฟางแก้ว สร้อยคีรี บุปผา และจ้อยกับจ๋องช่วยกันตะลุมบอนกับพวกลูกน้องฉกาจ และในที่สุดก็ฆ่าพวกนั้นได้หมด ส่วนลุยตามไปเอาตัวเด็กคืนได้ ลูกน้องฉกาจห้าคนที่อยู่ในเรือถูกฆ่าเรียบ เหลือฉกาจที่ขับเรือหนีไป เย็นนั้นฉกาจไปบ้านปกาศิต แต่ถูกศักดาที่อยู่ที่นั่นตบด้วยด้ามปืนพร้อมด่าว่า
“ฉันให้พวกแกไปไล่ชาวบ้านออกจากเกาะมุก ไม่ใช่ถูกไล่กลับมาเหมือนหมายังงี้”
“พวกเราเกือบทำสำเร็จครับ ถ้าไม่มีไอ้ลุยเข้ามาขวาง”
ปกาศิตบอกว่าลุยฉลาดเข้าใจหาที่ซ่อนตัว แต่เอาเถอะ มันเก็บตัวเงียบมาเป็นสิบปีแล้ว ค่อยจัดการมันทีหลังก็ได้ องค์กรเราหยุดเคลื่อนไหวมานานต้องทำเรื่องด่วนก่อนคือการระดมเงินทุนให้พร้อมสำหรับการกลับมา ก่อนอื่นคือต้องรีบยึดเกาะมุกและเกาะครามให้ได้เร็วที่สุดเพื่อตั้งคลังแสง
ooooooo
บอยพาน็อตไปเที่ยวเกาะมุกอีกด้านหนึ่งจึงไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังเกาะ สองคนเที่ยวชมสถานที่แล้วลงเล่นน้ำด้วยกัน น็อตหลอกบอยทำเป็นจมน้ำ บอยตกใจเที่ยวควานหาพลางร้องเรียก แต่น็อตกลับมาโผล่ด้านหลังแล้วโผเข้ากอดบอย บอยหวั่นไหวแต่ก็พยายามห้ามใจตัวเองไว้ได้
ขากลับต้องอ้อมเรือไปออกทางอื่นเพราะน้ำขึ้นจนปิด
ปากทางเข้าหมดแล้ว
“ทำไมไม่มีทางออกเหมือนตอนเราเข้ามาคะ”
“ฤดูหนาว กระแสน้ำเปลี่ยนเวลา เราต้องรีบกลับเร็วกว่าเวลาปกติ ผมคำนวณผิดไป”บอยรีบพาเรือลัดเลาะจนออกมาหน้าหาดได้
“โอ้โฮ หาดด้านนี้ของเกาะนี่สวยกว่าด้านโน้นเยอะเลย สวยเซอร์ไพรส์อย่างที่คุณว่าจริงๆด้วย แล้วนั่นบ้านใครคะ...”
“บ้านอาลุย”
“เกาะนี้ลึกลับพออยู่แล้ว ทำไมต้องปลูกบ้านลึกเข้าไปอีก”
“เหตุผลของอา ผมไม่รู้หรอกครับ รู้แต่ว่าเราไม่ควรเข้าไปที่นั่น”
“ต่อให้ชวนฉันก็ไม่เข้าไปหรอก เพราะสวรรค์ของฉันมันอยู่ตรงนี้กับคุณ” น็อตจ้องตาจนบอยรู้สึกเหมือนถูกสะกดแถมเธอยังเข้ามาใกล้เขามากจนเขาหายใจสะดุด เสก้มลงหยิบปะการังแห้งอันนึงส่งให้เธอ
“ของที่ระลึกจากหาดทรายขาวครับ”
น็อตรับมาอย่างทะนุถนอม “ฉันขอรับมันไว้ด้วยหัวใจค่ะ”
สองคนมองตากันอย่างอาวรณ์ ต่างรู้สึกว่าความผูกพันต่อกันร้อยรัดแน่นขึ้นทุกขณะ
เรือแล่นมาพักหนึ่งน็อตก็ถามบอยว่าทำไมสีหน้าของเขามีความไม่สบายใจแสดงออกมา
“เอ้อ คือว่า ขากลับนี่ต้องอ้อมกลับอีกทางและต้องแล่นเรือทวนน้ำทำให้ต้องช้ากว่าเดิม”
“กลัวเมธากลับมาไม่เจอฉันเหรอ” น็อตทำเสียงงอนใส่
“ผมไม่เคยกลัวใคร แต่กลัวความรู้สึกความเป็นผู้ชายของผมจะขโมยหัวใจของคุณ”
น็อตปราดเข้ากอดเขาแล้วจูบปากทันที บอยอึ้งเมื่อเธอบอกหลังจูบว่า “เจ้าของหัวใจดวงนี้เต็มใจให้คุณขโมย...ต่อจากนี้เรียกฉันว่าน็อตเฉยๆนะไม่ต้องมีคุณ”
“ความจริงผมไม่อยากเป็นผู้ชนะที่ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆเหมือนอาลุย แต่ถ้าเป็นความต้องการของคุณผมก็ยินดีทำ”
“เฮ้อ...ในที่สุดฉันก็เจอคนที่รู้ใจฉันจริงๆ ขอบคุณมากนะบอย” เธอกอดเขาอีก
“เราน่าจะถึงรีสอร์ตอย่างช้าไม่เกินครึ่งชั่วโมงนี้ หวังว่าคุณเมธาคงไม่กลับถึงก่อน”
น็อตถอนใจอย่างหงุดหงิดเมื่อได้ยินชื่อเมธา แต่จะหงุดหงิดยังไงก็ต้องกลับไปพบจนได้ เพราะเมธากำลังเดินตามหาน็อตให้ควั่ก เห็นเธอกำลังเดินลัดสนามมองหน้ามองหลังไปอย่างเร่งรีบ เขาก็ร้องเรียก พอเข้าใกล้ก็ต่อว่า
“ผมกลับมาถึงเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ตามหาคุณจนทั่วก็ไม่เจอ”
“ฉันไปเดินเล่นท้ายเกาะมา”
“กับใคร?” เมธาหน้าบึ้ง
“ฉันไม่ใช่ผู้ต้องหาให้คุณสอบสวนนะ”
“แต่คุณเป็นคู่หมั้นผม”
“หมั้นได้ก็เลิกได้ ถ้ามันทำให้ฉันอึดอัด ไปละฉันจะไปอาบน้ำแต่งตัว คืนนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับทัวร์พิเศษริมสระน้ำ บอยให้บัตรเชิญเราสองคนไปร่วมงาน” พูดจบก็สะบัดหน้าเดินหนีไป
เมธาสีหน้านิ่งนึกไปถึงที่ท่าเรือมีชายคนหนึ่งบอกเขาว่าคู่หมั่นคุณออกเรือไปกับคุณบอยตั้งแต่กลางวัน
ooooooo
งานเลี้ยงที่รีสอร์ตคืนนั้น น็อตกับประดู่ทำให้ผู้คนตะลึงไปตามๆกัน เมื่อสองคนปรากฏตัวขึ้น ประดู่ออกมาในชุดราตรีสวยหวาน ส่วนน็อตก็ชุดราตรีเหมือนกันแต่เป็นชุดสั้นอวดน่องเรียวสวย หมอองศาหันมาเห็นประดู่ก็จ้องอย่างตะลึงพรึงเพริด ส่วนบอยก็เอาแต่มองน็อต ฟางแก้วกับสร้อยคีรีต่างถามกันว่าน็อตเป็นใคร เพราะไม่เคยรู้จัก
เมธาที่กรึ่มๆแล้วรีบวางแก้วไวน์เดินไปหาน็อตทันที ยิ่งเห็นน็อตเดินไปหาบอย เมธายิ่งลมออกหู ตรงเข้าไปยืนขวางพูดเสียงดัง
“คู่หมั้นผมอยู่นี่เอง ไปหาดินเนอร์โรแมนติกของเรากันเถอะ” ยกมือโอบแสดงความเป็นเจ้าของ น็อตหงุดหงิดแต่ต้องไป ส่วนบอยมองน็อตอย่างเสียดาย ประดู่เห็นบอยสนใจน็อตก็หน้าเสียจนองศาเป็นห่วง
เวลาผ่านไปไม่นาน บอยเดินขึ้นไปบนเวที แขกสนใจเพราะหน้าตาหล่อเหลาแถมมาดดีอีกด้วย บอยไปยืนหน้าไมค์แล้วกล่าวว่า “โอกาสนี้ผมขอมอบเพลงพิเศษให้กับแขกทุกท่าน และแขกพิเศษสุดอีกหนึ่งคน ขอให้มีความสุขกับค่ำคืนอันแสนอบอุ่นนี้นะครับ”
ดนตรีขึ้นอินโทรเสร็จเสียงบอยก็แทรกผ่านบรรยากาศดังกังวานไปทั่ว สะกดแขกทุกคนให้นิ่งฟัง บอยร้องเพลงแสนล้านนาทีด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มฟังไพเราะมาก เมธาเหลือบดูหน้าน็อตเห็นท่าเคลิ้มๆแล้วก็อดไม่ไหว เดินขึ้นไปบนเวทียกแก้วไวน์ในมือราดหัวบอยจนหมดแก้วท่ามกลางความตกใจของบรรดาแขก เมธาขว้างแก้วทิ้งแล้วตรงเข้าไปต่อยบอย บอยเอี้ยวตัวหลบทำให้เมธาเสียหลักหกล้ม เมธา รู้สึกเสียหน้า กระชากไมค์มาประกาศ
“ท่านผู้มีเกียรติครับ นายคนนี้เหยียดหยามผมด้วยการพยายามแย่งคู่หมั้นผม ผมขอท้าให้เขาสู้กับผมตัวต่อตัวอย่างลูกผู้ชาย” เมธายืนแอ่นไปแอ่นมาด้วยความเมา น็อตรีบขึ้นมาดึงตัวเมธาลงจากเวที
“กลับห้องเดี๋ยวนี้...” น็อตลากเมธากลับห้อง บอยรีบขอโทษแขก
“เกิดการเข้าใจผิดกันเล็กน้อย ขอให้ท่านสนุกสนานกันต่อนะครับ”
“ทำไมบอยไม่ตอบโต้ เขาไม่มีเลือดนักสู้ของลุย หล่มสัก บ้างรึไง”
“เรื่องของเด็ก เราอย่ายุ่งดีกว่า”สร้อยคีรีบอกฟางแก้ว ประดู่มองบอยอย่างเป็นห่วง เดินตามลุยไปหลังเวทีเอาผ้ามาช่วยเช็ดไวน์ที่หัวให้พลางบอกว่า
“บอยไม่ควรยุ่งกับผู้หญิงคนนี้ เราไม่อยากให้บอยเจ็บตัว”
บอยกระชากผ้าจากมือประดู่มาเช็ดเองพลางเดินหนีไป องศาเข้ามาหาประดู่ที่ยืนร้องไห้อยู่
“อย่าร้องไห้เลยครับ บอยคงกำลังเครียดที่เสียหน้าใน งาน” องศาเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้ประดู่ เธอขอบคุณเขาด้วยการก้มหัว องศาถือโอกาสบอกประดู่ว่า“บอยเป็นคนนิ่ง แต่มีความดื้อรั้นไม่ค่อยฟังเสียงใคร คุณควรจะฝึกพูดถ้าอยากเตือนบอยจริงๆ”
องศาอยากให้ประดู่ยอมรับการรักษาของเขานั่นเอง เพราะทุกครั้งที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ประดู่จะหนี แต่คราวนี้ประดู่มององศาอย่างตัดสินใจ
ส่วนเมธาถูกน็อตลากไปถึงห้องก็ทะเลาะกันใหญ่โต เมธาบอกว่าเขาไม่ชอบที่บอยส่งตาหวานให้น็อตและเธอก็เป็นใจให้ด้วย ไม่ยังงั้นจะขึ้นเรือไปด้วยกันทั้งวันหรือ เขาเดินไปที่โต๊ะหยิบปะการังที่บอยให้น็อตมาหักทิ้งแล้วตรงเข้าปลุกปล้ำพลางด่าไปด้วย
“ง่ายกับคนอื่นแต่หวงตัวกับคู่หมั้นดีนัก คืนนี้ผมจะทำให้คุณเห็นว่าคนอย่างเมธาไม่เคยยอมใคร” ผลักน็อตลงไปบนเตียง พอดีบอยเข้ามาเจอ ถลาเข้าไปกระชากคอเสื้อเมธาแล้วชกเต็มแรงจนเซ ขณะที่กำลังถามน๊อตว่าเป็นอะไรหรือเปล่าเธอก็ร้องให้เขาระวังเพราะเมธากำลังจะเอาคืนโดยกระชากบอยแล้วต่อยจนหน้าหัน จะซ้ำอีกแต่บอยหลบเมธาเลยชกตู้เข้าเต็มรัก
“โอ๊ยยย”เมธากุมมือที่เจ็บแล้วร้องกล่าวหาว่าบอยทำ
“ฉันเห็นกับตาว่าคุณทำตัวเอง” น็อตสวนทันควัน
“คุณเข้าข้างมันเหรอ ได้ เราจะได้เห็นดีกันแน่”เมธาเดินกระแทกบอยออกไปจากห้อง น็อตหันมาขอบใจบอย
“คุณเป็นคนสวยมีเสน่ห์ ฐานะทางบ้านดี แล้วทำไมถึงเลือกคนอย่างเขาเป็นคู่หมั้น”
น็อตน้ำตากบตา“คุณพ่อเป็นคนเลือกและบงการชีวิตฉันมาตลอด”
“พ่อคุณเป็นใคร ทำไมอยากให้ลูกสาวตัวเองต้องมาใช้ชีวิตกับคนอันธพาลยังงี้” คำถามของบอย น็อตไม่รู้จะตอบยังไง
ส่วนเมธาที่ลงไปที่ล็อบบี้ กดโทรศัพท์ไปรายงานปกาศิตทันทีโดยปั้นเรื่องขึ้นมาเกินจริง แล้วย้ำว่า“ผมรักน็อตมากนะครับ ถึงได้เป็นห่วงแทนคุณอาอยู่นี่”ทำให้ปกาศิตโกรธจนลมออกหู
ooooooo
บุปผาจะกลับวันนี้จึงพาประดู่มาคุยด้วยที่ริมทะเล เพราะเธอรู้ว่าประดู่รักบอย แต่บอยไม่ได้รักประดู่ตอนแรกบุปผาก็พูดอ้อมๆว่ารู้เรื่องที่หมอองศาพยายามช่วยรักษาประดู่ ขอให้ประดู่อดทนรับการรักษาแล้วจะดีสําหรับชีวิตในภายหลัง ประดู่ร้องไห้กอดบุปผาแน่น
“น้าชวนประดู่มาตรงนี้เพื่อจะบอกว่าน้าจะกลับบ้านแล้ว”
ประดู่คว้าแขนบุปผามากอดไว้แน่นไม่ยอมให้กลับ บุปผาลูบหัวแล้วบอกเหตุผลว่า
“งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกราเราต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องไปทำ น้าอยากจะเตือนประดู่ก่อนไปว่า...อย่ามองข้ามคนที่ดีกับเราและรักเรา น้าไม่อยากให้ประดู่เสียใจเหมือนที่น้าเคยทำผิดพลาดมาแล้วใจอดีต”
คำพูดบุปผา ประดู่ฟังแล้วคิดอย่างสับสนเพราะรู้ความหมายในคำเตือนนั้น
ขณะเดียวกันที่ล็อบบี้ของรีสอร์ต สร้อยคีรีกับฟางแก้วกำลังคุยกันเรื่องบุปผาจะกลับ สร้อยคีรีเสียดายเพราะเพิ่งคุยกันได้ไม่กี่วันเอง ฟางแก้วเบ้ปาก
“ใครจะห้ามแม่คนนั้นได้”
ทันใดนั้น ปกาศิตก็ก้าวเข้ามาพร้อมลูกน้องเป็นฝูง มาดเจ้าพ่อใหญ่ของเขาทำเอาหลายคนมองอย่างสงสัย สร้อยคีรีกับฟางแก้วตกใจพากันหลบไปอีกทาง เห็นปกาศิตเดินไปเรียกน็อตสั่งให้กลับบ้านเดี๋ยวนี้ สองคนจึงรู้ว่าน็อตเป็นลูกสาวปกาศิต นั่นเอง
น็อตไม่ฟังคำสั่งพ่อ แต่เดินตามไปดึงเมธา ซึ่งกำลังหาเรื่องบอยอยู่ “เลิกหาเรื่องคนอื่นสักทีได้ไหม”
เมธาเปลี่ยนทิศทางหันหาปกาศิต “สวัสดีครับคุณอา”
ปกาศิตพยักหน้ารับแล้วสั่งให้ลูกน้องเข้าคุมตัวลูกสาว แต่น็อตดิ้นขัดขืน “หนูยังไม่อยากกลับ”
ปกาศิตพยักหน้าให้ลูกน้อง น็อตจึงถูกลากออกไป บอยเดินเข้าไปหาอย่างไม่กลัว บอกว่า
“ผมกำลังอยากเจอคุณพ่อน็อตอยู่พอดี...น็อตไม่ได้รักเมธา ทำไมคุณต้องบังคับใจเธอให้หมั้นกับคนคนนี้”
“แกเป็นใครถึงกล้ามาออกความเห็นกับฉัน”
“ผมเป็นเพื่อน ก็แค่ห่วงน็อต ไม่อยากเห็นเขาตกนรกทั้งเป็น”
ปกาศิตมองบอยอย่างเหยียดๆ พอดีประดู่วิ่งเข้ามาดึงบอยออกไปบอกว่าสร้อยคีรีให้มาตาม พอเข้าไปในห้องก็โดนสร้อยคีรีเล่นงานทันที
“บอย ฉันขอสั่งห้าม อย่าไปยุ่งกับผู้หญิงที่ชื่อน็อตอีกเด็ดขาด”
“ทำไมครับ”
“น็อตมีคู่หมั้นแล้ว บอยทำไม่ถูก”
“ถ้าเหตุผลแค่นี้ ผมกับน็อตก็ยังเป็นเพื่อนกันได้”
“ไม่ได้ ห้ามติดต่อหรือยุ่งเกี่ยวกับน็อตอีก นี่เป็นคำสั่ง ถ้าบอยไม่ฟังน้าจะบอกเรื่องนี้กับอาลุย” สร้อยคีรียังพูดไม่จบบอยเดินหนีออกจากห้องไปแล้วด้วยความไม่พอใจ สองสาวมองตามแล้วหันมามองหน้ากัน เพราะไม่แน่ใจว่าบอยจะเชื่อฟัง
ooooooo
ที่ท่าเทียบเรือบนฝั่ง ลุยมาส่งบุปผา จ้อยกับจ๋องเดินไปก่อนพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้า ลุยรับบุปผาขึ้นมายืนบนท่าแล้วยังไม่ยอมปล่อยมือเธอ เดินกุมมือไปด้วยกันบนสะพาน บุปผาแม้จะรู้สึกอบอุ่นที่ลุยทำยังงั้น แต่ก็ต้องตัดใจเป็นคนถอนมือออกมาเอง
“ขอบใจคุณ ที่มาส่งฉัน”
“ผมเต็มใจ...ขอให้โชคดีและเดินทางโดยปลอดภัย” ลุยตัดใจหันหลังกลับเหมือนกัน
บุปผามองตามครู่เดียวก็สะกดอารมณ์ไม่ไหวโผตามไปกอดลุยเอาไว้ “ฉันขอกอดคุณเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เราจะไม่ได้เจอกันอีก ฉันรักคุณค่ะลุย เวลาไม่เคยทำให้ฉันลืมคุณได้เลย ฉันชินที่จะคิดถึงคุณตลอดเวลา ลาก่อนค่ะที่รัก ฉันจะรักคุณตลอดไป”
บุปผาปล่อยมือจากลุยหันกลับ แต่ลุยดึงเธอเข้าไปกอดไว้เอง น้ำเสียงสั่นพร่าเมื่อบอกว่า
“ไม่มีวันไหนที่ผมจะไม่คิดถึงคุณ”
สองคนกอดกันด้วยความอาวรณ์
ประดู่ที่ติดเรือมาซื้อของด้วย ยืนแอบมองลุยกับบุปผาอยู่ตรงท่าเรือ พอเห็นลุยส่งบุปผาเสร็จเดินกลับมาท่าทางเศร้าสร้อยจึงเข้าไปถามด้วยวิธีของตัวเองที่ยังออกเสียงไม่ได้
“ทำไมอาลุยถึงไม่รักกับกำนันล่ะคะ ประดู่ไม่อยากให้อาลุยเหงา...”
“ในใจฉันมีแต่ไทรงามกับทอมเท่านั้น มันไม่มีที่เหลือให้ใครแล้ว”
“อาลุยเป็นคนดี รักเดียวใจเดียว” ประดู่เข้าไปกอดแขนลุย ลุยตบหัวเธอเบาๆอย่างเอ็นดู
“บอยเขาก็เป็นผู้ชายรักเดียวใจเดียวนะ แต่ว่าตอนนี้บอยอาจจะตาบอดไม่รู้ว่าตัวเองควรรักใคร” ทิ้งเป็นปริศนาไว้ให้ประดู่แค่นั้น
ขากลับเรือของลุยสวนกับเรือของปกาศิตจึงเกิดการต่อสู้กันขึ้นอย่างดุเดือด ตั้งแต่ในน้ำจนขึ้นไปบนฝั่ง การต่อสู้ครั้งนี้ประดู่เข้าร่วมด้วยความจำเป็นเพราะลุยคนเดียวต่อกรกับพวกนั้นไม่ไหว จนจวนตัวเต็มทีก็มีรถขับมาชนขรรชัยจนกระเด็นแล้วมาจอดรับลุยกับประดู่ไป พอขึ้นรถลุยจึงรู้ว่าเป็นฟางแก้วนั่นเอง
ooooooo
น็อตถูกพ่อลากตัวขึ้นรถจะกลับบ้าน ระหว่างทางเธอเฝ้าแต่ถามเรื่องที่เกิดขึ้นที่ท่าเรือว่ามันมาจากอะไร เพราะเห็นพ่อใช้ลูกน้องจำนวนมากเข้าห้ำหั่นฝ่ายตรงข้าม แต่ปกาศิตกลับบอกเพียงว่าไม่ใช่เรื่องที่เธอจะต้องมาสนใจ
ปกาศิตยังพูดยืดยาวต่อไปอีกว่า “เลิกสนใจเรื่องของพ่อได้แล้ว ตอนนี้ลูกควรสนใจเมธาให้มากที่สุด ยังไงลูกก็ต้องแต่งงานกับเขา”
“หนูไม่ชอบเขา ไม่เพียงแค่ไม่ชอบ หนูยังรังเกียจเขาอีกด้วย พ่อจะให้หนูแต่งงานกับคนที่หนูไม่ได้รักเหรอคะ”
ปกาศิตไม่ตอบแถมยังเอนตัวพิงเบาะรถหลับตา ไม่สนว่าน็อตจะพูดอะไรต่อ น็อตหวนคิดไปถึงตอนที่เธอยังเล็กอยู่ พ่อไม่เคยสนใจแม่นวลของเธอเหมือนกัน ทุกอย่างแม่ต้องคอยรับคำสั่งพ่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกินอยู่หลับนอน แม้กระทั่งพ่อพาผู้หญิงนอกบ้านเข้ามานอนด้วยแม่ก็ต้องทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ บางทีแม่ก็ถูกพ่อซ้อมยามเมื่ออารมณ์
ไม่ดี จากนั้นไม่นานแม่ก็ช้ำในจนตายจากไป ส่วนตัวน็อตเองจะได้รับการเอาใจใส่จากพ่อก็ตอนที่เขาอารมณ์ดีเท่านั้น
รถกลับมาถึงบ้านเมื่อไหร่แทบไม่รู้ตัว มาสะดุ้งเมื่อพ่อกระชากเธอลงจากรถเอาไปเหวี่ยงบนห้องนอน พอเธอร้องเจ็บก็ถูกปกาศิตชี้หน้าด่า
“แกจะเจ็บตัวกว่านี้อีก ถ้ายังไม่ยอมทำตามที่พ่อสั่ง” หันไปสั่งแม่บ้านให้ขังน็อตเอาไว้ในห้องห้ามออกไปไหนจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากเขา น็อตรีบลุกไปกอดขา
“พ่อจ๋า หนูไม่เคยขัดใจพ่อสักครั้ง ขอแค่เรื่องแต่งงานเรื่องเดียวไม่ได้เหรอคะ”
“ได้! ไม่ต้องแต่งก็ได้ จะได้ไม่เปลืองเงิน พ่อจะหาฤกษ์ส่งตัวแกเข้าหออย่างเดียว”
น็อตร้องไห้โฮ “พ่อต้องให้หนูตรอมใจตายเหมือนแม่ใช่ไหมพ่อถึงจะสนใจความรู้สึกหนู” คำพูดของน็อต ผลที่ได้รับคือปกาศิตหันมาตบหน้าเธอฉาดใหญ่แล้วออกจากห้องไป น็อตหันไปดูรูปแม่ที่วางอยู่หัวเตียงนอน “แม่จ๋า หนูจะทำยังไงดี หนูไม่อยากผิดสัญญากับแม่ แต่หนูไม่เก่งเหมือนแม่ หนูทนทุกข์ทรมานเหมือนแม่ไม่ได้”
น็อตซบหน้าลงสะอึกสะอื้นกับเตียงนอน
ooooooo
ที่ริมสระว่ายน้ำของรีสอร์ต บอยกำลังยืนคุยกับองศาเรื่องประดู่ เพราะเคยเห็นวิธีการรักษามาแล้วครั้งหนึ่งทางจิตวิทยา พอประดู่คิดถึงเรื่องที่เห็นแม่กับพ่อถูกฆ่าตาย ประดู่ก็สติแตกร้องโหยหวนไม่ยอมเข้ารักษาอีก
“ผมเข้าใจว่าพี่หมออยากช่วย แต่ผมเป็นห่วงเขากลัวจะช็อกอีก”
“ที่ประดู่เป็นแบบนี้เพราะเก็บกดกับเรื่องในอดีต ไม่อยากพูดถึงมัน” หมอองศาโต้กลับ
“เรื่องในอดีต บางทีปล่อยให้หายไปอาจจะดีกว่านะครับ เพราะสิ่งที่เกิดกับประดู่ในวันนั้นมันทำให้เพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตผมเปลี่ยนไป”
บอยชะงักเพราะมองไปเห็นประดู่ยืนฟังอยู่หน้าเสียเพราะได้ยินที่บอยพูดว่าเธอเป็นเพียงเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาเท่านั้นเอง
องศาเห็นบอยเงียบไปจึงหันกลับไปดูบ้าง พอประดู่เห็นหน้าหมอองศาก็ทำหน้าบึ้งเดินหนี บอยร้องเรียกยังไม่หันมา องศาจับแขนบอย
“ให้พี่ช่วยรักษาประดู่นะบอย ถึงประดู่จะสดใสร่าเริงเหมือนคนทั่วไป แต่แววตาของเธอมีแต่ความเศร้า บอยไม่อยากได้เพื่อนคนเดิมที่ดีที่สุดของบอยกลับมาเหรอ”
คำพูดขององศาทำให้บอยต้องชั่งใจ
ooooooo
สร้อยคีรีเปิดประตูเข้ามาในห้องของลุยอย่างรีบร้อน โดยมีฟางแก้วและเจ้าของห้องตามเข้ามาด้วย พอมาถึงตู้เสื้อผ้าก็หยิบกระเป๋าลงมาเปิดเก็บของของลุยใส่ลงไปในนั้น
“ฉันไม่สนหรอกว่าปกาศิตกลับมาเดินได้ยังไง แต่มันไม่ปล่อยคุณไว้แน่ เผลอๆคืนนี้อาจส่งคนออกตามล่าตัวคุณแล้ว คุณต้องหนีไปเดี๋ยวนี้ให้พ้นจากถิ่นนี้ไปก่อน”
ฟางแก้วพยักหน้า “ฉันเห็นด้วย คุณควรหลบหนีไปก่อน หลบไปต่างประเทศก็ได้”
“ไม่...ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น”
สร้อยคีรีแว้ดทันที “ไม่หนี แล้วจะอยู่สู้กับพวกมันเหรอ สิบปีที่ผ่านมามันไม่ช่วยดับไฟแค้นในใจคุณเลยใช่มั้ย”
“ไม่ใช่อย่างนั้นสร้อย ที่ไม่หนีเพราะผมมั่นใจว่า ตอนนี้พวกองค์กรกำลังวางแผนทำการใหญ่อยู่แน่ๆ”
“แล้วคุณจะไปทำอะไรได้ จะขัดขวางพวกมันอีกงั้นเหรอ คิดว่าตัวเองเป็นใคร ใหญ่มาจากไหน”
ฟางแก้วเห็นสร้อยคีรีอารมณ์เสียจึงช่วยพูด “คุณคนเดียวทำอะไรพวกมันไม่ได้หรอกลุย”
ลุยเข้าไปแย่งกระเป๋าจากสร้อยคีรี “ฟังผมนะสร้อย ที่ผ่านมาไม่มีใครคิดจะจัดการกับพวกองค์กรอย่างจริงจัง เอาแต่กลัวแล้วปล่อยให้พวกมันลอยนวลไป แต่สำหรับผม ผมจะไม่ปล่อยให้มันกลับมายิ่งใหญ่อยู่เหนือกฎหมายอีก แล้วถ้าท่านอภิชัยรู้เรื่องนี้ ท่านจะปล่อยไว้เฉยๆหรือเปล่า” หันไปถามฟางแก้ว ซึ่งเธอก็พยักหน้ารับว่าคงไม่ปล่อยแน่ ลุยยิ้มออกมาอย่างพอใจ “งั้นก็แสดงว่าผมไม่ได้สู้กับองค์กร
เพียงลำพัง...พวกเราต้องช่วยกันสืบให้รู้ว่าพวกปกาศิตมันกำลังทำอะไรอยู่...”
ooooooo
ทางด้านหมอองศาเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการพูดอ้อนวอนประดู่ให้ยอมรับการรักษาจากเขา แต่ประดู่ก็เอาแต่ส่ายหน้าจนองศาต้องลากเธอไปที่ห้องของเธอ ทั้งขอร้องทั้งบังคับให้เธอเล่าเรื่องจริงทั้งหมดของพ่อแม่ที่อยู่ในใจออกมา
หมอองศาพูดกล่อมโดยชักแม่น้ำทั้งห้าจนประดู่เริ่มสงบ จึงเริ่มซักถามว่าเกิดอะไรขึ้น ประดู่เริ่มเล่า แต่พอถึงภาพที่แม่เอาเธอซ่อนไว้ใต้เตียงแล้วกระซิบบอกให้เธอเงียบอย่าส่งเสียง ประดู่ก็เริ่มอาการเก่ากำเริบอีก ดิ้นรนร้องกรี๊ดๆจนลั่นห้อง หมอองศาโถมตัวเข้ากอดบังคับเอาไว้ก็ไม่อยู่ จนบอยที่ยืนฟังอยู่หน้าห้องทนไม่ไหวไขกุญแจเปิดเข้ามา ประดู่โผเข้ากอดบอยร้องไห้โฮ
“พอเถอะนะครับพี่หมอ” บอยร้องบอก หมอองศามองประดู่ด้วยความสงสารจับใจ
ooooooo
ในห้องนั่งเล่นบ้านปกาศิต พวกเหล่าร้ายกำลังสุมหัวกันวางแผนโดยทำภาพจำลองของเกาะครามและเกาะมุกไว้เบื้องหน้า การประชุมคราวนี้กริชถูกเรียกตัวกลับมาจากฮ่องกงให้เข้าร่วมด้วย ศักดาเป็นคนอธิบายก่อน เรื่องจะใช้เกาะมุกเป็นที่พักอาวุธเพราะมีที่ซ่อนอาวุธได้เยอะ
“ส่วนเกาะคราม เราจะใช้เป็นที่ผลิตสิ่งที่สำคัญที่สุด ในการกลับมาขององค์กร” ปกาศิตพูดไม่ทันจบ ศักดาก็แทรกขึ้น
“แบงก์ปลอม”
ปกาศิตหันไปตวาดทันที “ฉันบอกหลายครั้งแล้วว่ามันไม่ใช่แบงก์ปลอม”
“จะไม่ใช่แบงก์ปลอมได้ยังไง...องค์กรของเราพิมพ์แบงก์ขึ้นมาเองมันก็ต้องเป็นของปลอมอยู่แล้ว” เสียงกริชดังขึ้นเพราะเพิ่งมาถึง พวกนั้นหันไปจ้องอย่างไม่พอใจ
“บอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิ ต่อให้มีคนเอาไปพิสูจน์ผลออกมาก็คือแบงก์จริงร้อยเปอร์เซ็นต์”
“จะทำให้เป็นแบงก์จริงได้ยังไง” กริชซักอีก ปกาศิตหน้าบึ้งกระชากเสียงตอบ
“นั่นไม่ใช่สิ่งที่แกควรรู้ตอนนี้”
ศักดารีบเปลี่ยนเรื่อง “เกราะครามนั่น กำลังสืบรู้ว่าใครคือเจ้าของ ถ้าได้ตัวเมื่อไหร่คงจัดการได้ทันทีเลย ตอนนี้ที่น่าห่วงที่สุดคือไอ้ลุย”
ศักดากับปกาศิตจ้องหน้ากริชทันทีเมื่อเอ่ยถึงลุย กริชตอบหน้าตายว่า
“ฉันไม่ได้ติดต่อกับลุยตั้งแต่ไปอยู่ฮ่องกง”
ศักดาแว้งกัดว่า “ใช่ สิบปีที่ผ่านมาฉันรู้ว่าไม่เคยติดต่อกัน แต่พอแกกลับเมืองไทยไอ้ลุยก็ปรากฏตัวทันที”
กริชหัวเราะอย่างดูถูก “นั่นเป็นเพราะองค์กรไม่มีปัญญากำจัดลุยต่างหาก”
ปกาศิตโมโหชักปืนเล็งใส่กริช ลูกน้องของกริชสองคนรีบใช้ปืนเล็งไปที่ปกาศิตและศักดา ทันใดนั้นพวกฉกาจก็ชักปืนเล็งใส่กริชเหมือนกัน กริชหัวเราะออกมา
“ฉกาจ ถ้าแกคิดจะจัดการกับคนอย่างฉัน แกต้องกล้าลั่นกระสุนทันที เดี๋ยวนี้เลย”
ฉกาจไม่กล้า ได้แต่มองเจ้านาย ศักดาจึงบอกให้ลูกน้องวางปืน กริชยิ้มเยาะ
“เพราะไม่เด็ดขาดยังงี้ ไอ้ลุยถึงยังมีชีวิตอยู่”
ooooooo










