ตอนที่ 14
เวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงสิบกว่าปี ลุยพาบอยกับประดู่ไปอยู่เกาะ ทำมาหากินสร้างเนื้อสร้างตัวจนสามารถมีรีสอร์ตของตัวเอง โดยบอยซึ่งเรียนเกือบจบแล้วจะต้องมาเป็นผู้จัดการที่รีสอร์ตแห่งนี้ แต่ตอนนี้เขากำลังไปฝึกงานอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง และเป็นโรงแรมที่น็อตมาพักอยู่วันนี้พอดี
น็อตในวัยสาวเป็นคนที่สวยมาก เธอกำลังหมุนตัวอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องพัก เพราะปกาศิตซึ่งรักษาตัวจนหายจากการโดนไฟคลอกและผ่าตัดใบหน้ามาเรียบร้อยจะพาลูกสาวมาเปิดตัววันนี้โดยเชิญแขกมาเพียบ
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นก่อนที่ทีมงานสาวจะผลักประตูเข้ามาถาม “คุณน็อตพร้อมหรือยังคะ อีกสิบนาทีงานจะเริ่มนะคะ”
น็อตเดินนำหน้าลงไปที่ห้องบอลล์รูมซึ่งนายปกาศิตผู้พ่อกำลังรอเธออยู่ เข้าไปควงแขนพ่อเดินไปด้วยกัน บรรดาแขกที่มาในงานมองตามอย่างชื่นชม
“คืนนี้ลูกพ่อสวยที่สุด พ่อภูมิใจตัวลูกจริงๆ” ปกาศิตหน้าตายิ้มแย้มอย่างมีความสุข
ขณะนั้น เมธา หนุ่มเพลย์บอยลูกชายของศักดาเดินเข้ามาหา พอน็อตมองเห็นก็ทำหน้าเมื่อย แต่เมธาเข้ามาทักปกาศิตอย่างสนิทสนม
“สวัสดีครับคุณอาปกาศิต...คุณอาจะรังเกียจมั้ยครับ ถ้าผมจะขออนุญาตเต้นรำกับน็อต”
“เฮ่ย จะรังเกียจยังไง คนกันเองไม่ต้องเกรงใจ อาสงวนสิทธิ์นี้ไว้ให้เมธาคนเดียวอยู่แล้ว ไม่เห็นรึว่าอายืนคุมยายน็อตไว้เลย ใครหน้าไหนก็ไม่กล้ามาแหยมหรอก...เอ้าน็อต ไปสิลูก...” จับมือลูกสาวยื่นให้เมธาซึ่งรีบตะครุบเอาไว้ น็อตต้องออกไปเต้นรำกับเขาอย่างไม่ชอบใจ ที่มุมห้อง บอยกำลังทำงานอยู่ มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกเสียดายที่ผู้หญิงสวยๆต้องเต้นรำกับหนุ่มเพลย์บอย บอยจำไม่ได้ว่าน็อตคือเด็กผู้หญิงที่เคยพบกันตอนพาบุปผาไปเที่ยวทะเลเมื่อสิบปีที่แล้วนั่นเอง
ศักดาเดินเข้ามายืนด้านหลังปกาศิตที่ยืนมองน็อตกับเมธาเต้นรำ ถามหยั่งเชิงว่า “คิดเหมือนกันมั้ย ว่าเด็กสองคนนี้เหมาะสมกันจริงๆ คุณจะคิดยังไง ถ้าเราจะรวมเป็นทองแผ่นเดียวกัน”
หันมาเห็นศักดา ปกาศิตตอบทันที “เรารู้จักกันมานาน เมธาก็เหมือนลูกชายคนหนึ่ง ฉันยินดีมากถ้าได้เมธามาช่วยดูแลยายน็อตของฉัน”
สองพ่อต่างคนต่างปลื้ม แต่น็อตตอนนี้กำลังอารมณ์เสียอย่างหนักเพราะเมธาเริ่มแต๊ะอั๋งกอดเธอเสียแน่นขณะเต้นรำ
“ปล่อยนะ...อย่าทำแบบนี้”
“โธ่...ไม่เห็นต้องอายเลย พ่อน็อตก็ไฟเขียวพี่แล้ว อีกหน่อยเราก็ต้องแต่งงานกัน”
น็อตโมโห แกล้งเหยียบเท้าเมธาด้วยส้นสูง เมธาร้องโอ๊ยด้วยความเจ็บจนคู่อื่นหันมามอง พอดีเพลงจบ น็อตถือโอกาสเดินหนีทันที เมธาร้องสั่งให้ลูกน้องตามไปคอยอยู่หน้าห้องน้ำ นึกด่าในใจว่าน็อตเล่นตัว สักวันเขาจะทำให้มาสยบแทบเท้าตัวเองให้ได้
เหตุการณ์ระหว่างน็อตกับเมธาอยู่ในสายตาของบอยตลอด รู้สึกโมโหแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พอดีกัปตันห้องอาหารมาสั่งบอยให้ไปเอาไวน์มาเพิ่ม บอยจึงต้องผละไปจากตรงนั้น ขณะที่ขนลังไวน์เดินกลับมาผ่านหลังห้องน้ำที่น็อตไปแอบอยู่ บอยทำของตกจึงวางลัง ไวน์ก้มลงคลานหาเพราะตรงบริเวณนั้นมืด เป็นเวลาเดียวกับที่น็อตปีนหนีลงทางหน้าต่าง เหยียบลงบนหลังบอยที่กำลังคลานหาของอยู่ ต่างคนต่างตกใจล้มลงไปด้วยกัน น็อตมองหน้าบอย แต่ก็จำเขาไม่ได้เหมือนกัน บอยพาน็อตไปที่ห้องทำสปากลางสวนเพื่อหลบเมธา
ooooooo
ปกาศิตกับศักดายังยืนคุยกันอย่างเคร่งเครียดอยู่ที่เดิม ปกาศิตว่าตอนนี้ผ่านมาสิบกว่าปีแล้วที่องค์กรต้องสะดุดการทำงานไปเพราะลุย เขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องฟื้นองค์กรขึ้นมาใหม่เสียที และต้องทำให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมด้วย
“จะทำอะไรอย่าลืมว่าไอ้ลุย ศัตรูของเรามันยังอยู่” ศักดาสีหน้าเป็นกังวล
“ไม่มีวันลืม...ฉันยังจำได้ครั้งสุดท้ายที่พบมัน แววตาของมันที่มองดูฉันเหมือนสัตว์ร้ายบาดเจ็บที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อจนตรอก ตอนนั้นฉันคิดว่าตัวเองคงไม่รอดแล้วด้วยซ้ำ...” ปกาศิตนึกถึงวันที่ลุยบุกเข้าไปจะยิงเขา ดีแต่ว่าน็อตวิ่งเข้ามาหา และเขาพูดขอร้องไม่ให้ยิงลูกสาว ลุยจึงใจอ่อน
“อืม...ความจริงหลายปีมานี้ เราก็ส่งคนเที่ยวตามหามันแทบจะพลิกแผ่นดินนะ แต่ก็ไม่พบ...ยังไงเราก็ประมาทมันไม่ได้ การตายของเทียวและทองเพชรพิสูจน์แล้วว่า ไอ้คนนี้มันไม่ธรรมดา จะจัดการกับมันไม่ใช่เรื่องง่าย”
“ใช่...นับว่ามันเก่ง แต่มันก็มีจุดอ่อนที่ใจ มันคิดผิดที่ปล่อยให้ฉันรอดชีวิตในครั้งนั้น เพราะฉันจะกลับไปล้างมันเอง แต่ตอนนี้เรายังขาดเงิน ถ้ามีเงินถึงจะมีอำนาจ”
“พอจะมีช่องทางอยู่หรอก พวกค้าอาวุธใช้ทะเลฝั่งตะวันออกเป็นเส้นทางขนส่งอาวุธ ที่ผ่านมาเราทำได้แค่ลักลอบขนส่งครั้งละเล็กละน้อย เพื่อไม่ให้ถูกจับตามอง แต่ถ้าจะส่งลอตใหญ่ เราต้องหาที่พักของ...เส้นทางเดินเรือของเรามีเกาะสองเกาะขวางอยู่ เกาะมุกกับเกาะคราม เคยส่งคนไปเจรจากับเจ้าของเกาะมุกหลายครั้งแล้ว แต่เขาไม่รับข้อเสนอ”
“มันเป็นใคร ทำไมถึงกล้าปฏิเสธ” ปกาศิตเริ่มโมโห
“วันนี้เขาก็มาร่วมงานด้วย...นั่นไง นายทองกูล เจ้าของเกาะมุก” ศักดาเพิ่มเติมข้อมูลให้ปกาศิตฟังว่า นายทองกูลเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับลุย เป็นคนติดดิน สู้ชีวิต จิตใจดี และซื่อตรง แต่ปกาศิตไม่ฟัง
“ไม่มีอะไรที่ปกาศิตอยากได้แล้วไม่ได้” พูดจบก็เดินเข้าไปหานายทองกูล เอ่ยทักทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ทองกูลมองหน้าอย่างแปลกใจ “ผมไม่เคยรู้จักพวกคุณ”
“คนของผมเคยไปเจรจาขอซื้อเกาะมุก” ศักดาชี้แจง
“อ๋อ...ถ้างั้นคุณคงได้คำตอบไปแล้วว่า ไม่ขาย และคุณก็คือ นายศักดา ปาฏิหาริย์ใช่มั้ย”
“ใช่...” ศักดาคิดว่านามนี้คงยิ่งใหญ่จนใครๆต้องก้มหัวให้
“คุณนี่เองที่มีส่วนพัวพันกับคดีขนอาวุธเถื่อน แล้วยังคดีอื่นๆอีก ผมไม่ชอบเรื่องผิดกฎหมาย เกาะมุกเป็นบ้านเกิดของผม ผมอยากเก็บไว้แบบนั้น ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร หวังว่าคุณคงเข้าใจ” พูดจบทองกูลเดินหนีไปทันที ทิ้งให้ปกาศิตเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้น
“มันอยากทำให้ทุกอย่างยาก...มันก็ต้องโดนเล่นงานอย่างสาสม”
และแล้วขากลับบ้านในคืนนั้น ทองกูลก็ถูกเก็บโดยฉกาจลูกน้องของศักดา มีขรรชัยร่วมมือด้วย โดยทำให้เป็นการตายเพราะนายทองกูลกินเหล้าเมาแล้วขับรถตกข้างทาง
ooooooo
ทางโรงแรมที่จัดงานเปิดตัวน็อต หลังจากบอยช่วยพาน็อตหนีเมธาไปหลบอยู่ในห้องสปากลางสวน สองคนทำความรู้จักกันมากขึ้น แต่เมธาที่พาลูกน้องออกตามหาน็อตก็ไปหาจนเจอ คราวนี้กลายเป็นน็อตช่วยบอยไว้โดยให้เขาหนีไปทางหน้าต่าง ตัวเองออกไปรับหน้าเมธา
“คุณอยู่กับใครในห้องเมื่อกี้ ผมได้ยินเสียงผู้ชาย”
“หูฝาด...รีบกลับเข้าไปในงานเถอะ หายมานานแล้วเดี๋ยวคุณพ่อเป็นห่วง” น็อตดึงเมธาออกไป เมธายังขืนตัวเอาไว้จนน็อตต้องออกแรงดึง
“คุณเข้าไปก่อนเถอะ ผมจะจับแมวขโมย” เมธาเอาจริงจนน็อตไม่สบายใจพาลูกน้องเที่ยวตามหาอีก น็อตเดินไปด้วยไปเจอพนักงานหญิงแก่ๆคนหนึ่งกำลังเช็ดโคมไฟในสวน น็อตเลยบอกว่า
“ป้าคนนี้แหละที่อยู่กับฉันในห้อง ฉันพยายามจะบอกคุณแต่คุณไม่ฟังฉันเลย” น็อตเดินหนีไป เมธาตกใจรีบเดินตามง้อ
ส่วนบอย กัปตันเดินมาตามเขา โดนดุว่า “ให้ไปขนไวน์มาเพิ่มมัวทำอะไรอยู่ รู้มั้ยว่าข้างในยุ่งกันมาก ฝึกงานวันสุดท้ายอย่าก่อเรื่อง”
“ครับ ขอโทษครับจะรีบไปเดี๋ยวนี้” บอยรีบไปยกลังไวน์ที่วางเอาไว้เมื่อสักครู่ ไปเจอต่างหูเพชรของน็อตทำหล่นไว้ บอยเก็บขึ้นมาดูแล้วคิดว่าจะเอาไปคืนเจ้าของ
เข้าไปถึงห้องจัดงาน เห็นเมธายังตามง้อน็อตไม่เลิก แต่น็อตทำเป็นโมโหเดินไปหาพ่อตัวเอง
“พ่อคะ น็อตรู้สึกไม่สบายอยากกลับบ้าน น็อตลานะคะคุณอาศักดา” น็อตยกมือไหว้ศักดาแล้วเดินออกไป
“ไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจเข้าล่ะ” ศักดาถามลูกชาย เมธาอึกอักตอบไม่ได้
“หนุ่มสาวก็แบบนี้แหละ พ่อแง่แม่งอนเป็นธรรมดา ฉันขอตัวกลับก่อนนะ เรื่องที่คุยกันไว้จัดการให้เรียบร้อยล่ะ” ปกาศิตพูดเสร็จก็เดินตามลูกสาวออกไป
ที่โรงแรมคืนนั้นพอปิดงานแล้วบอยก็ไปที่ห้องพนักงาน จัดแจงเก็บเสื้อผ้าและข้าวของตัวเองใส่กระเป๋า เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการฝึกงานแล้ว กัปตันเดินเข้ามาคุยด้วย
“ยินดีด้วยนะบอย...เรียนจบแล้วจะไปทำงานที่ไหนล่ะ บอยเป็นคนทำงานดี ถ้าสนใจทำงานที่นี่พี่แนะนำให้ก็ได้”
“ขอบคุณครับพี่ แต่ผมคงกลับไปช่วยงานที่บ้านครับ ครอบครัวผมทำรีสอร์ต”
“อ้องั้นเหรอ...งั้นก็โชคดีนะ”
บอยยกมือไหว้ กัปตันเดินออกไป บอยเก็บของต่อเห็นต่างหูเพชรของน็อตจึงหยิบขึ้นมาดูด้วยความคิดถึงเจ้าของ คิดในใจว่า “หวังว่าเราคงเจอกันอีกนะครับ...คุณน็อต”
ooooooo
ที่เกาะครามรีสอร์ต ประดู่ซึ่งทำงานอยู่ที่นี่เหมือนกัน และตอนนี้เธอก็โตเป็นสาวแล้วหน้าตาจิ้มลิ้มสวยหวานจนแขกติดใจ วันนี้ขณะกำลังกำกับพนักงานให้จัดโต๊ะอยู่ แขกผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งเล็งอยู่นานแล้วก็ร้องเรียก
“น้องๆ...เช็ดโต๊ะหน่อย”
ประดู่มองหาพนักงานแต่ไม่มีใครว่าง เลยเดินมาเช็ดเอง โดนจับข้อมือหมับ
“น้องชื่ออะไรจ๊ะ...”
ประดู่ตกใจพยายามดึงมือออก อ้าปากพูดให้ปล่อย แต่เสียงก็ไม่มีตามเคย จึงอื้อๆอ้าๆ นายคนนั้นได้ใจ เลยดึงเข้าไปกอด แต่มือลึกลับมือหนึ่งเอื้อมมาจับมือเขาบิดเต็มแรง
จนร้องโอ๊ยด้วยความเจ็บ
“ปล่อยมือสกปรกของแกเดี๋ยวนี้” สร้อยคีรีนั่นเอง
“แกบิดมือฉันทำไม ฉันเป็นแขกของที่นี่นะ”
“ที่นี่ไม่ต้อนรับคนเลวอย่างแก จำไว้นะ ผู้หญิงเป็นเพศเดียวกับแม่แก ล่วงเกินผู้หญิงก็เหมือนทำร้ายแม่ตัวเอง”
“ฉันรู้จักนักข่าวหลายคนนะเว้ย ฉันจะโพนทะนาให้ทั่วว่าคนที่นี่ทำร้ายร่างกายแขก”
“เอาสิ...กล้องวงจรปิดมีภาพยืนยันว่าแกล่วงเกินผู้หญิงก่อน ลองดูมั้ย ว่าใครจะเสียชื่อกว่าใคร”
เจ้านั่นบ้อท่าเลยเดินหนีไป สร้อยคีรีขอโทษแขกทุกคนที่เกิดเรื่องขึ้น แล้วรีบเดินกลับไปที่ห้องทำงาน เนื่องจากกำลังคุยค้างอยู่กับกริช ลมกรด ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ฮ่องกง กริชถามว่าเกิดอะไรขึ้น
“ปัญหาเล็กๆน้อยๆน่ะ ตอนนี้รีสอร์ตกำลังไปได้สวย แขกพักเต็มตลอด หลายปีที่ผ่านมาลุยวางมือจากองค์กร ทำให้พวกเรามีชีวิตที่สงบสุขกันมากขึ้นกว่าเดิม”
“ได้ยินอย่างนี้ฉันก็สบายใจ แต่ฉันสงสัยจริงๆ ลุยรอดพ้นหูตาขององค์กรได้ยังไงตั้งหลายปี โลกนี้ยังมีที่ที่องค์กรเข้าไม่ถึงอีกรึ”
“มีสิ...ลุยอยู่ที่เกาะส่วนตัวของฟางแก้ว ทางเข้าออกมีทางเดียวคือต้องนั่งเรือลอดถ้ำเข้าไป แต่จะผ่านเข้าออกได้เวลาน้ำลงเท่านั้น พอน้ำขึ้นก็ปิดปากถ้ำ...เกาะแห่งนี้มีภูเขาล้อมรอบ คนภายนอกไม่มีใครรู้เลยว่าภายในมีชายหาดสวยงามขนาดไหน ลุยอยู่ที่นี่ตลอดไม่ออกไปไหนถ้าไม่จำเป็น...”
สร้อยคีรีบรรยายสถานที่อยู่ของลุยให้กริชฟังอย่างละเอียด และเย็นนั้นพอน้ำลง สร้อยคีรีก็เอาถุงเสบียงไปให้ลุยที่นั่น ไปถึงเห็นลุยกำลังพรวนดินต้นมะลิที่มีดอกขาวพราว
เต็มต้น ข้างๆกันนั้นเป็นต้นส้มซึ่งคล้ายจะเป็นสัญลักษณ์ของทอม
ลุยกำลังพูดกับต้นไม้ “ผมเคยสัญญากับคุณ...ว่าวันหนึ่งผมจะวางมือจากองค์กร แล้วเราสามคนพ่อแม่ลูกจะได้อยู่พร้อมหน้ากัน มีชีวิตที่สงบสุข...วันนี้ผมทำได้แล้ว แต่จะมีประโยชน์อะไรเมื่อไม่มีคุณกับลูก”
สร้อยคีรีมองท่าทางสร้อยเศร้าของลุยอย่างเจ็บปวด คิดในใจว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนจิตใจของลุยก็คือไทรงามกับทอม
“ไม่เคยมีที่ว่างสำหรับฉันเลยใช่ไหม” เธอถามตัวเอง และพยายามยิ้ม เมื่อเดินเข้าไปหาลุย
“ฉันเอาเสบียงมาเพิ่มให้ วางไว้ในบ้านแล้ว...วันนี้บอยจะกลับมา เราจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับบอยที่รีสอร์ต คุณต้องไปให้ได้นะ คุณเป็นคนสำคัญที่สุดสำหรับเขา...”
“บอยเรียนจบแล้วหรือ...นี่ถ้าทอมยังอยู่วันนี้เราคงได้เลี้ยงฉลองบัณฑิตใหม่สองคนซินะ” ลุยถอนใจ
“อดีตก็คืออดีต อย่าเก็บมาทำร้ายตัวเองอีกเลย คุณควรจะอยู่กับความจริง ยังมีคนที่รักคุณและพร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณ คุณควรจะอยู่เพื่อเขา...”
ลุยรู้ว่าสร้อยคีรีหมายถึงตัวเธอเอง เขากุมมือเธอแล้วบอกว่า “หลายปีที่ผ่านมาคุณคอยดูแลผม ดูแลบอยและประดู่ คุณเหนื่อยเพื่อผมมามาก ถ้าไม่มีคุณ ก็คงไม่มีวันนี้...ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งอย่าง คุณเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด...”ปล่อยมือเธอแล้วเดินเข้าบ้านไป
สร้อยคีรีมองตามด้วยความเสียใจ “สำหรับคุณ...ฉันเป็นได้แค่เพื่อนสินะ”
ooooooo
ที่รีสอร์ตวันนี้ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยการกำกับของประดู่ พร้อมทั้งเรื่องอาหารเธอก็จัดทำแต่ของที่บอยชอบทั้งนั้น สร้อยคีรีที่พาลุยมาด้วยเดินดูแล้วก็นึกชมประดู่อยู่ในใจ ประดู่พอมองเห็นก็เข้ามาทำปากถามว่า
“อาลุยล่ะคะ”
“อาลุยมาแล้ว แต่ฉันให้พักอยู่บนห้อง แขกเยอะกลัวจะไม่ปลอดภัย แล้วนี่ใกล้ถึงเวลาแล้วทำไมประดู่ยังไม่แต่งตัวอีกล่ะ...ไปได้แล้ว ที่เหลือฉันจะดูแลเอง”
ประดู่รีบไปอาบน้ำแต่งตัว พอดีสร้อยคีรีมาถามว่า “ใกล้ถึงเวลาแล้ว ใครไปรับบอยที่ท่าเรือ”
ประดู่ชี้ที่ตัวเอง สร้อยคีรีไม่เห็นประดู่แต่งหน้าเลยคว้าตัวเอาไว้ หยิบลิปสติกออกมาทาปากให้ พลางสั่งสอน
“วันนี้วันสำคัญ แต่งหน้าแต่งตาสักหน่อย เป็นผู้หญิงต้องรู้จักดูแลตัวเอง...เอาละ...สีนี้เหมาะกับประดู่มาก...”ยื่นลิปสติกที่ทาให้ ประดู่รับมาแล้วกอดสร้อยคีรีอย่างดีใจ
ขับเรือไปจอดรอบอยอยู่ที่ท่าพลางชะเง้อ ชายคนหนึ่งเดินมาดูที่เรือ เห็นชื่อเกาะครามรีสอร์ตก็เข้ามาถาม ประดู่พยักหน้า เขาก้าวลงเรือทันที “มาเร็วดีจริง...ไปกันเลยไป”
ประดู่งงแต่ไม่ยอมออกเรือจึงถูกต่อว่าอีก
“งงอะไร ไปที่รีสอร์ตสิ ผมเป็นแขกของรีสอร์ต...อะไรของคุณน่ะ เอาแต่ส่ายหน้า”เขาไม่รู้ว่าประดู่พูดไม่ได้ ประดู่ไม่รู้จะอธิบายยังไงจึงผลักผู้ชายคนนั้นให้ขึ้นจากเรือ แต่โดนต่อว่าอีก
“คุณไล่แขกแบบนี้ได้ไง ผมขับเรือเองก็ได้ เอากุญแจมาถ้าคุณไม่ยอมขับก็...”พูดจบก็เอื้อมมือไปคว้ากุญแจในมือประดู่ สองคนแย่งกุญแจกันไปมาจนหกล้มลงไปทั้งคู่ เสียง บอยร้องถามจากท่าเรือ
“ประดู่ พี่หมอ ทำอะไรกันน่ะ”
ประดู่อายรีบผละจากองศา ซึ่งก็รีบฟ้องบอยว่า “พนักงานคนนี้น่ะสิ ไม่ยอมให้ฉันไปรีสอร์ต พูดด้วยก็ไม่พูด”
บอยหัวเราะเพราะองศาไม่รู้ว่าประดู่เป็นใคร “ประดู่ไม่ใช่พนักงานครับพี่หมอ เป็นเพื่อนผมเอง แล้วที่เขาไม่พูดไม่ใช่ว่าหยิ่ง แต่เพราะเขาไม่มีเสียง เขาพูดแล้วแต่พี่หมอไม่เข้าใจเอง...ประดู่ นี่พี่หมอ ชื่อองศา รุ่นพี่ผมเอง รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ผมชวนพี่หมอมางานเลี้ยงคืนนี้ด้วย”
องศายิ้มเก้อๆ ประดู่ค้อนเพราะไม่พอใจ องศาอยากจะขอโทษแต่ประดู่ไม่เปิดโอกาสให้ พอถึงเกาะก็ชิ่งหนีไปเลย สร้อยคีรีออกมาต้อนรับบอยโดยการดึงตัวมากอดพลางต่อว่า
“มัวแต่ฝึกงาน ไม่กลับมาเยี่ยมบ้านบ้างเลย ดูสิ ฉันเกือบจะลืมหน้าแล้ว”
“น้าสร้อยยังสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะครับ” บอยพูดยิ้มๆ
“เราก็ปากหวานไม่เปลี่ยนเหมือนกัน เข้าไปในงานกันเถอะ อาลุยรออยู่”
บอยพยักหน้าแล้วชะเง้อหาใครสักคน พอสร้อยคีรีถามก็ตอบว่า
“มีคนสำคัญอีกคนหนึ่งที่ผมเชิญมางานนี้ด้วย”
สร้อยคีรีแปลกใจ แต่ถามยังไงบอยก็ไม่ยอมบอก
ooooooo
คนสำคัญที่บอยว่าก็คือบุปผานั่นเอง ตลอดเวลาสิบปีที่จากกัน บอยติดต่อไปหาบุปผาตลอด แต่บุปผาไม่เคยตอบจดหมายเลย ครั้งนี้บอยชวนให้มาที่รีสอร์ต โดยบอกไปว่าเขาเรียนจบแล้ว กำลังจะไปทำงานที่รีสอร์ต อยากให้บุปผามาหาเขาสักครั้งเพราะคิดถึงมาก
บุปผาจึงตัดสินใจมาโดยพาจ้อยกับจ๋องมาด้วย พอก้าวขึ้นท่าเรือ จ้อยกับจ๋องก็โวยวายเสียงดัง โดยเฉพาะจ้อยปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่ม
“โอ้โฮ...โน่นก็ทะเล นี่ก็ทะเล รีสอร์ตนี้มองเห็นทะเลทุกมุมเลยว่ะไอ้จ๋อง”
โป๊ก! จ๋องเขกหัวจ้อย “ไอ้โง่ ก็ที่นี่มันเป็นเกาะ มันก็ต้องมีทะเลล้อมรอบสิวะ ทำตื่นเต้นไปได้ ไม่เคยเห็นทะเลรึไง”
“ก็ที่ราชบุรีไม่มีทะเลนี่หว่า”
“เออ...บ้านนอกจริงๆ เอ็งนี่” จ๋องวางฟอร์ม
“ถุย...เอ็งกับข้าก็บ้านเดียวกันนั่นแหละ...หรือว่าเอ็งไม่ตื่นเต้น”
สองคนถล่มกันไปถล่มกันมาอยู่ที่ท่าเรือนั่นเอง บุปผาขี้เกียจห้ามเลยปลีกตัวไปเดินเล่นตามลำพัง แสงไฟของรีสอร์ตส่องสว่างไปทั่ว มองเห็นบุปผาเดินกอดอกอยู่คนเดียว
ลุยยืนอยู่ที่ระเบียงห้องนอน มองดาวระยิบระยับบนฟ้า แล้วก็หวนนึกถึงคืนวันที่คุยอยู่กับบุปผาที่ชายหาด ก่อนจากกันคืนนั้น บ่นกับตัวเองว่า นานเหลือเกินที่เราไม่ได้พบกัน ป่านนี้คุณเป็นยังไงบ้างหนอ...พอก้มลงมองที่หาดเห็นบุปผายืนอยู่ใกล้ระเบียงนิดเดียว ลุยตกใจร้องออกมา
“นี่ผมคิดถึงคุณมากซะจนประสาทหลอนเลย คุณจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...”
“แล้วถ้าคนที่คุณเห็นตรงหน้านี้เป็นตัวจริง ไม่ใช่ความฝันล่ะ...” เป็นเสียงตอบของบุปผา ลุยชะงักแล้วโดดจากระเบียงลงมาหาอย่างรวดเร็ว เข้ามาดึงมือบุปผาไปจับดูว่าไม่ใช่ฝันไป ทั้งสองคนเกือบจะโผเข้ากอดกันด้วยความคิดถึง
“ลุย...บุปผา” เสียงสร้อยคีรีร้องเรียกก่อนพาตัวเข้ามาหาพร้อมกับบอย จ้อย และจ๋อง บอยรีบอธิบายว่า
“ผมส่งจดหมายไปบอกน้าบุปผาเองครับ วันสำคัญของผม ผมอยากให้คนสำคัญทุกๆคนมาอยู่กันพร้อมหน้า”
“ไม่ได้เจอกันหลายปีเลยนะบุปผา เธอสบายดีมั้ย” สร้อยคีรีทักทายอย่างเป็นมิตร
“ฉันสบายดี เธอยังสวยเหมือนเดิมนะ สร้อยคีรี”
“ขอบใจ...ฉันอยู่ที่นี่มีความสุขดี ชีวิตสงบ...กับคนที่ ฉันรัก...เราเข้าไปในงานกันเถอะ” สร้อยคีรีจับแขนลุย
เดินนำหน้า ตามด้วยบอยกับบุปผา ซึ่งใจแห้งผากตั้งแต่ได้ยินคำพูดสุดท้ายของสร้อยคีรี พอเดินไปถึงสระน้ำของรีสอร์ตก็เข้าร่วมวงกับพวกประดู่และองศา จ้อยกับจ๋องแยกตัวไปประจำที่หน้าเตาบาร์บีคิว ขณะกำลังกินอาหาร ลุยถามบอยว่า
“นี่แสดงว่าบอยติดต่อกับบุปผามาตลอดเลยใช่มั้ย”
“ใช่ครับ...แต่น้าบุปผาไม่ได้ตอบกลับสักครั้ง...”
“เอ้อ...น้างานยุ่ง ไม่ค่อยมีเวลา...”
“นี่ถ้าไม่ใช่งานเลี้ยงฉลองการเรียนจบของบอย บุปผาก็คงไม่ยอมมาสินะ” สร้อยคีรีถาม
บอยรีบบอกว่า “วันนี้ผมอยากให้ทุกคนที่ผมรักอยู่กันพร้อมหน้าเป็นครอบครัวอบอุ่นอีกครั้ง”
“น้าดีใจนะที่บอยเป็นเด็กรักดี และมุ่งมั่นจนประสบความสำเร็จ”
“เป็นเพราะความรักที่ทุกคนให้ผม และเลี้ยงดูผมอย่างดี ผมคงไม่มีวันนี้ถ้าไม่มีอาลุย น้าบุปผา และน้าสร้อย... ขอบพระคุณทุกคนนะครับ” บอยยกมือไหว้ขอบคุณลุย บุปผาและสร้อยคีรี ทุกคนยิ้ม องศามองบรรยากาศที่อบอุ่นแล้วยิ้ม บอยจึงนึกได้ รีบแนะนำว่า
“พี่หมอองศาเป็นรุ่นพี่สมัยเรียนมัธยมครับ เราสนิทกันมาก ผมก็เลยอยากให้พี่หมอได้รู้จักผู้มีพระคุณของผมทุกคน”
องศายกมือไหว้ ลุยบอกว่า “ยินดีต้อนรับ เพื่อนบอยก็เหมือนลูกหลานของเราทุกคนแหละ”
“เอ้า รีบทานอาหารกันเถอะจะเย็นชืดหมดแล้ว ประดู่เขาลงมือทำเองเลยนะ เป็นของโปรดของบอยทั้งนั้น” พูดถึงบอยแต่กลับไปตักอาหารใส่จานให้ลุยจนพูน บุปผาแอบจี๊ดในใจ
หลังจากอาหารมื้อนั้นผ่านไปแล้ว คนอื่นๆก็แยกย้ายกันไป บุปผาออกไปเดินเล่นเพื่อย่อยอาหาร ลุยเดินตามไปติดๆ กำลังจะปรับความเข้าใจกันได้ สร้อยคีรีก็ตามมาเอาผ้าพันคอมาพันให้ลุย บอกว่าเป็นห่วงเพราะที่นี่อากาศเย็น เดี๋ยวจะไม่สบาย แล้วก็เลยยืนคุยอยู่ด้วย
“งานกำนันคงยุ่งเหมือนเดิมสินะ”
“ฉันลาออกแล้ว หลังพวกคุณย้ายไปจากบ้านร่มเย็นไม่นาน ใช้ชีวิตทำไร่ทำสวนและให้ความรู้ทางเกษตรกับชาวบ้าน”
“ทำไมคุณตัดสินใจแบบนี้”
บุปผาหันมามองหน้าลุย “การตายของอัศนีทำให้ฉันคิดได้ว่า บางครั้งเราต้องยอมปลดภาระบนบ่าลงบ้าง เพื่อรักษาความบอบช้ำในใจ...เห็นบอยบอกว่า พวกคุณกับคุณฟางแก้วร่วมกันทำรีสอร์ตนี้” บุปผาเปลี่ยนเรื่อง
“คุณฟางแก้วรับหน้าเป็นเจ้าของที่นี่ เพื่อไม่ให้ใครสนใจฉันกับลุย โชคดีที่บอยจะกลับมาช่วยบริหารอีกคน”
“การทิ้งอดีตเพื่อเริ่มต้นใหม่ให้ชีวิตที่ดีแก่บอยและประดู่จริงๆ”
สร้อยคีรีเหลือบมองลุย “ลุยเขาตัดสินใจถูกแล้วที่เดินออกมาจากวังวนอาฆาตจองเวรพวกนั้น”
“แต่...ถ้าไม่มีคุณสองคน ผมอาจจะเป็นวิญญาณบาปสักดวงที่ล่องลอยไร้ทิศทาง ขอบคุณสำหรับความเป็นเพื่อนที่ดีเสมอ...” ลุยตัดบทเป็นคนสุดท้าย สร้อยคีรีและบุปผาต่างคนต่างฝืนยิ้ม เพราะอยากได้เป็นมากกว่าเพื่อนที่ดีสำหรับลุย
ooooooo
บอยยังนั่งอยู่ที่เดิมหลังจากที่หลายคนแยกย้ายกันไปหมด พักเดียวองศาก็เข้ามาสมทบด้วย ประดู่ยกอาหารมาให้บอยอีก บอยขอบใจพลางคุยนั่นนี่กับประดู่ องศามองเวลาประดู่พูดแล้วบอยจ้องปาก แล้วก็โต้ตอบกับประดู่ได้ด้วยความทึ่ง พออาหารหมดประดู่ก็ไปหามาให้อีก
“โอ๊ย...น่าทานทั้งนั้นเลย ขอชิมก่อนนะครับ” องศากำลังเอื้อมมือจะไปตัก แต่ประดู่รีบเลื่อนไปตรงหน้าบอย เพราะอยากแกล้งเขา
“ประดู่ทำอาหารเยอะแยะขนาดนี้ ทุกคนคงอิ่มไปถึงอาทิตย์หน้าแน่ ให้พี่หมอช่วยทานก็ดีนะ”
“บอยอ่านภาษาปากของประดู่เก่งจริง”องศาที่นั่งดูอยู่นานแล้วเอ่ยชม
“ผมกับประดู่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กนี่ครับพี่หมอ”
“น่ารักดีนะ...” องศาตักอาหารจานอื่นมาชิมแล้วร้องว่าอร่อยทุกเมนูเลย พอจะตักอีก ประดู่ก็เลื่อนไปวางตรงหน้าบอย ท้ายที่สุดตรงหน้าหมอก็ไม่มีกับข้าวสักจานเดียว บอยต้องร้องห้าม
“อย่าแกล้งพี่หมอสิประดู่...”
“ไม่ได้แกล้ง แต่ไม่ให้กิน”
“ทำไมล่ะประดู่...เอ...สงสัยเคืองพี่หมอเรื่องเมื่อกลางวัน...”
ประดู่ไม่ตอบ แต่ลุกหนีไปเฉยๆ บอยต้องเล่าประวัติของประดู่เรื่องพูดไม่ได้เพราะอะไรให้หมอองศาฟัง ทำให้หมอคิดว่าจะต้องหาทางรักษาโรคของประดู่ให้ได้ แต่ก็ยังหนักใจไม่รู้จะเข้าไปผูกมิตรกับเธอยังไง บอยเลยบอกว่าเขาจะเป็นคนไปพูดกับเธอเอง
ooooooo
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ลุยตกใจตื่นเพราะสร้อยคีรีมาตบประตูเรียก บอกว่ามีเรื่องด่วน พูดกันอีกสองสามคำลุยก็กลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าตามสร้อยคีรีไปที่เรือสปีดโบ๊ทอย่างเร่งร้อน บุปผากับจ้อยและจ๋องพากันมาเดินเล่นเห็นเข้าจึงถาม
“จะไปไหนกันคะ”
สร้อยคีรีชำเลืองมองลุยเห็นเขาพยักหน้าจึงบอกว่า “คุณทองกูล เจ้าของเกาะมุกที่อยู่ใกล้กับเกาะครามรีสอร์ตของเราเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุรถคว่ำเมื่อคืนวาน...”
จ้อยตกใจ“เมาแล้วขับเหรอครับ”
“ไม่แน่ใจ แต่คุณทองกูลไม่ใช่นักดื่ม ผมถึงต้องขึ้นฝั่ง ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
“งั้นขอพวกฉันไปด้วย”บุปผารีบบอก
บอยกับประดู่กำลังต้อนรับแขกที่เพิ่งเข้ามาถึง พอจัดการเสร็จเรียบร้อย บอยก็ถามว่า พวกอาๆหายไปไหนกันหมด พนักงานตอบว่า
“คุณลุยให้ออกเรือไปฝั่งค่ะ คุณสร้อยกับคุณบุปผาตามไปด้วย”
“คงพาน้าบุปผาไปเที่ยวมั้ง...” ประดู่บอก บอย
ถามถึงหมอองศา แต่ประดู่ทำเป็นไม่ได้ยิน บอยจึงบอกว่า
“พี่หมอเป็นคนดีนะ...จะโกรธอะไรเขานักหนา...มีเหตุผลหน่อยสิประดู่...” เห็นประดู่ยังทำหูทวนลม บอยได้แต่ ส่ายหน้ากับความดื้อรั้น
ooooooo
เวลาเดียวกันนี้ที่ท่าจอดเรือของรีสอร์ต ศักดากำลังก้าวลงเหยียบแผ่นดินของเกาะ เขามาพร้อมกับฉกาจและพวกสมุนอีกเจ็ดแปดคน ฉกาจแนะนำว่านี่คือเกาะคราม ศักดายิ้ม ชมว่าสวยเหมือนเกาะสวรรค์จริงๆ พูดจบก็เดินนำเข้าไปที่ห้องรับรองของรีสอร์ต ลูกน้องหิ้วกระเป๋าตามไปติดๆ
ประดู่กำลังต้อนรับแขกคนหนึ่งอยู่ ฉกาจปรี่เข้ามาผลักแขกเซแล้วไล่ให้ออกไป ศักดาเดินเข้ามาถามว่า
“ใครเป็นเจ้าของเกาะครามรีสอร์ต”
ประดู่เงยหน้ามองแล้วชะงักเพราะจำศักดาได้ บอยเดินเข้ามาเห็นก็จำได้เหมือนกันจึงร้องเรียกออกมา
“ศักดา ปาฏิหาริย์”
พวกนั้นจำบอยกับประดู่ไม่ได้ แต่หันมามองบอยกันหมด
“รู้จักนายศักดาด้วยเหรอ”ฉกาจถาม
“อดีตนักการเมืองชื่อดัง ใครจะไม่รู้จัก”บอยตอบเลี่ยงไปแล้วบอกว่าเขาเป็นคนดูแลที่นี่
“เออ...ดีเหมือนกัน คุยกับเด็กเมื่อวานซืนคงง่ายดี” ศักดาหันไปสบตาฉกาจ ซึ่งรีบยกกระเป๋าใบหนึ่งขึ้นมาวางปึง บนโต๊ะ แล้วเปิดกระเป๋าให้เห็นเงินสดมัดเป็นฟ่อนเต็มกระเป๋า
“ผมจะซื้อเกาะนี้พร้อมด้วยกิจการรีสอร์ตทั้งหมด” ศักดาพูดหน้าตาเฉยพลางกวาดสายตาดูพวกแขกที่มาพักในรีสอร์ตพากันสนใจเดินเข้ามาใกล้ องศาที่กำลังเดินเล่นอยู่แถวนั้นถามพนักงานว่ามีอะไรกันเหรอ แต่พนักงานตอบไม่ได้ บอยพยายามตอบอย่างสุภาพ
“ขอประทานโทษครับ แต่ผมขายไม่ได้...”
ฉกาจขยับจะเข้ามาหาบอย แต่ศักดายกมือกันไว้
“คิดดูดีๆนะไอ้หนุ่ม เงินสดพร้อมความสุขกำลังรอนายอยู่...” ศักดาพูดยิ้มๆ
“ความสุขบางอย่าง เงินก็ซื้อไม่ได้หรอกครับ” บอยตอบยิ้มๆเช่นกัน
“ในเมื่อพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็ต้องพูดด้วยวิธีอื่นแล้วละ...” ศักดายกมือ พวกลูกน้องกรูกันเข้าไปที่กระเป๋าเปิดออกหยิบปืนออกมายิงกราดไปรอบๆ ทำลายข้าวของจนเสียหาย แขกกับพนักงานส่งเสียงร้องด้วยความกลัว ลูกน้องศักดาหันปืนมาทางบอยกับประดู่ องศาร้องเตือนให้สองคนระวังแล้วโดดเข้ารวบตัวประดู่กลิ้งลงไปกับพื้น บอยที่ล้มลงไปก่อน เพราะองศาผลักลุกขึ้นเดินมาหาศักดา
“หยุดเถอะครับ ผมขอร้อง”
ศักดาโบกมือให้ลูกน้องหยุดยิง องศาเข้ามาช่วยพูดอีกคน
“พูดกันดีๆก็ได้ ทำไมต้องใช้วิธีป่าเถื่อนแบบนี้ด้วย”
“แกไม่เกี่ยวอย่าแส่...”ฉกาจกระชากคอเสื้อองศาแล้ว ต่อยเปรี้ยง องศาล้มลง ประดู่กับบอยรีบวิ่งเข้าไปประคอง ศักดาร้องห้ามฉกาจที่กำลังจะเข้าไปซํ้า แล้วเดินมาหยุดตรงหน้าบอย
“ผมรู้สึกถูกชะตาคุณเหมือนเคยรู้จักกันมาก่อน ถ้ายังไงก็เก็บข้อเสนอนี้ไปคิดนะ อีกสองวันจะมาเอาคำตอบ” ศักดาพาลูกน้องกลับไปท่ามกลางความหวาดกลัวของแขกที่มาพัก
ooooooo
การติดต่อสื่อสารสมัยนี้รวดเร็วมาก พอลุยกลับถึงเกาะครามรู้เรื่องก็รีบส่งข่าวไปให้ฟางแก้วทันที พอรู้เรื่องฟางแก้วก็รีบไปหาพี่ชาย
“ศักดาพาพวกไปซื้อเกาะครามรีสอร์ตงั้นเหรอ” อภิชัยตกใจมาก
“ใช่...ลุยบอกว่า พวกมันจะมาเอาคำตอบภายในสองสามวันนี้...ฉันแปลกใจอยู่เรื่องหนึ่ง ที่คุณทองกูลเจ้าของเกาะมุกเสียชีวิตก่อนพวกศักดาจะบุกมาเกาะครามแค่วันเดียว” ฟางแก้วนิ่วหน้าจนคิ้วขมวด
“เป็นไปได้มั้ย ที่สองเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกัน” อภิชัยหารือน้องสาว
ส่วนที่รีสอร์ตเกาะคราม ลุยบอกกับพรรคพวกว่า “เสร็จงานท่านอภิชัย ฟางแก้วจะรีบมาทันที”
“ฟางแก้วมาเพราะการปรากฏตัวของพวกศักดาใช่มั้ย”
บุปผาฟังคำถามของสร้อยคีรีแล้วบอกว่า “เป็นไปได้มั้ยว่าองค์กรจะเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง...แล้วการเสียชีวิตของคุณทองกูลเกี่ยวข้องกับศักดาหรือเปล่า”
“เป็นไปได้ทั้งนั้น การเสียชีวิตของคุณทองกูลดูแล้วคือการจัดฉาก...ผมรู้จักเขามาเป็นสิบปีไม่เคยเห็นแตะแอลกอฮอล์เลยสักครั้ง ผมมั่นใจว่าศักดาและองค์กรกำลังมีแผนการอะไรบางอย่าง...” ลุยหยุดพูดเพราะเห็นบอยก้าวเข้ามา จึงถามถึงองศาว่าเป็นยังไงบ้าง
“ชํ้านิดหน่อยครับ แต่ไม่เป็นอะไรมาก...แล้วมันเกิดอะไรขึ้นครับอาลุย ทำไมนายศักดาถึงพาพวกมาบุกเกาะคราม”
พวกผู้ใหญ่มองหน้ากัน เพราะไม่อยากให้บอยรู้ ลุยรีบบอกว่า
“อากำลังสืบอยู่...ช่วงนี้บอยเตือนทุกคนระวังตัวบ้างก็แล้วกัน”
ooooooo










