สมาชิก

ดุจตะวันดั่งภูผา

ตอนที่ 2

6 เดือนผ่านไป...

ไทไปขับเรือพานักท่องเที่ยวดำน้ำอยู่ที่จังหวัดพังงา วันนี้เขาพานักท่องเที่ยวออกไปเตรียมดำน้ำ นักท่องเที่ยวที่มากันเป็นคู่ ต่างพลอดรักกันอย่างมีความสุข ไทเหลือบมองเขาเหล่านั้นบ่อยๆ จนถูกขุนเพื่อนรักเห็นแล้วอมยิ้ม

เมื่อไปถึงที่หมาย ไทบอกขุนว่าเราจะดำกันตรงนี้แหละ ขุนจึงเอาชุดและอุปกรณ์ดำน้ำไปให้นักท่องเที่ยว ช่วยกันแนะนำการใช้อุปกรณ์ต่างๆอย่างชำนาญ เมื่อ นักท่องเที่ยวและลูกน้องลงดำน้ำกันแล้ว ไทนั่งคิดอะไรเพลินๆที่หัวเรือ

“คิดอะไรอยู่วะ” ขุนถามแซวๆ พอเพื่อนปฏิเสธว่าไม่มีอะไร ก็หยอก “ไม่จริงมั้ง กูเห็นมึงมองฝรั่งพวกนั้นพลอดรักกันอยู่ อิจฉาหรือ...เหงาก็หาสักคนสิ อย่างเอ็งมันหล่อเลือกได้อยู่แล้ว”

ขุนมัวแต่แซวเพลิน พอหันมาอีกทีไทหายไปแล้ว เขาลงไปอยู่ใต้น้ำแหวกว่ายไปอย่างชำนาญ ตามองหาหอยมุกใต้ทะเล พอเจอก็เอามีดมาแงะ เห็นมุกเม็ดใหญ่เขารีบขึ้นมาบนผิวน้ำ พรวดขึ้นมาจนขุนที่นั่งปล่อยอารมณ์อยู่ตกใจ

ไทเอาหอยมุกให้บอกว่าเป็นค่าทำขวัญ พอขุนเห็นมุกก็ตาโตถามว่าเอามาจากไหน เม็ดนี้เหยียบหมื่นเชียวนะ ดูแล้วส่งคืนให้ “เอ็งนี่มันแน่จริงๆว่ะ เล่นมุกมาเม็ดเบ้อเริ่มเลย”

“เอาไปเถอะ ฉันให้นาย ถือซะว่าเป็นค่าที่ฉันมาอาศัยอยู่ตั้งเกือบปี” ขุนติงว่าคิดอะไรอย่างนี้ ตนเอาไม่ลงหรอก “เงินมันไม่สำคัญเท่ามิตรภาพหรอก เงินมันหาที่ไหนก็ได้ แต่มิตรภาพมันไม่มีซ่อนอยู่ทุกที่หรอก”

ขุนซึ้งน้ำใจ แต่บอกให้เขาเก็บเอาไว้เผื่อยามแก่จะได้มีบำนาญส่วนตัวกิน

“ขอบใจที่เตือน ฉันก็คิดอยู่เหมือนกันนะว่าอยากจะหาที่ตั้งหลักแหล่งเสียที เละเทะมาหลายปีแล้ว” แต่พอขุนถามว่าคิดจะไปไหน เขากลับบอกว่า “ไม่รู้สิ อยากหาที่สงบๆ ที่ไม่มีใครรู้จักที่ไหนสักแห่งเริ่มต้นทำงานและใช้ชีวิตที่นั่น”

ขุนเอาใจช่วย ถามยิ้มๆว่าคิดจะมีเมียสักกี่คนล่ะ เอาสักโหลดีไหม ถ้าเลี้ยงไม่ไหวแบ่งให้ช่วยเลี้ยงบ้างก็ได้ ไทหัวเราะเบาๆ ขำคำพูดของขุน แต่ในใจก็อดคิด ไม่ได้เหมือนกันว่า บางทีตนอาจจะเจอคนที่ถูกใจก็ได้...

ไทโดดลงน้ำอีกที เขาดำแหวกว่ายไปหาหอยมุกผ่านปลาฝูงใหญ่ไปอย่างสวยงามราวกับเป็นหนึ่งในฝูงปลานั้น...

8 เดือนผ่านไป...

ไทไปทำงานในตำแหน่งหัวหน้าดูแลสัตว์ที่สวนสัตว์ซูเวิลด์ จัดโชว์การแสดงของสัตว์ต่างๆ วันนี้โชว์การแสดงของแมวน้ำเสร็จ ได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมมากมาย
เมื่อนำแมวน้ำเข้ากรง เขากำชับลูกน้องอย่างใส่ใจว่า

“เร่งเครื่องปรับอากาศหน่อยนะ เพราะเมื่อกี๊ อากาศข้างนอกค่อนข้างจะร้อนและเปลี่ยนน้ำด้วย อย่าลืมใส่เกลือลงไปด้วย ตอนนี้อย่าเพิ่งให้อาหารรอให้เขาหายเหนื่อยสักพักก่อน”

พอเดินออกมาก็เจอกับหนูเอม หนูน้อยท่าทาง ทะเล้น หน้าเป็น เอาดอกไม้มาให้คุยอวดว่าตนจัดมาให้เอง เขา ขอบใจหนูเอม แต่แล้วก็แปลกใจว่าทำไมใส่รองเท้า ข้างเดียว หนูเอมเสียงอ่อยว่า “อีกข้าง...มันติดอยู่บนรั้วด้านหลังค่ะ”

ไทเลยรู้ว่าหนูเอมแอบปีนรั้วเข้ามาโดยไม่ซื้อตั๋ว หนูเอมทำหน้าจ๋อยยอมรับว่าตนไม่มีสตางค์ ขอโทษและสัญญาว่าต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว ฉอเลาะว่า “นะคะ... พี่ไทใจดีจะตาย...นะคะ”

“นี่แสดงว่าพ่อกับแม่หนูเอมไม่รู้ใช่ไหม...เอ้า...ไป เพื่อเป็นค่าดอกไม้แสนสวย พี่ไทจะพาชมสวนสัตว์“ดีค่ะ ไชโย้...” หนูเอมกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ คว้ามือไทพากันเดินชมสวนสัตว์อย่างมีความสุข...

ooooooo

ได้เวลาที่ปลายฟ้าต้องไปสอบเชลโล่กับอาจารย์แหม่มที่มหาวิทยาลัยอีกแล้ว เธอรีบเร่งตามเคย แต่คราวนี้ ควบมอเตอร์ไซค์คันใหม่ บีบแตรไล่ผู้คนไปตลอดทาง

แต่ก็ยังไปไม่ทันอยู่ดี อาจารย์แหม่มเห็นใครๆก็ สอบกันหมดแล้ว เว้นแต่ปลายฟ้าที่ยังไม่ได้เซ็นชื่อ ก็บ่น...

“หนึ่งปีผ่านไป ขนาดเปลี่ยนที่สอบใหม่ ก็ยังเหมือน เดิมนะ ปลายฟ้า...เฮ้อ...” พอดีปลายฟ้ามาถึง เธอดีใจมากที่อาจารย์แหม่มยังอยู่ แต่อาจารย์บอกว่า เวลามันหมดแล้ว ปลายฟ้าหน้าสลด อาจารย์แหม่มอบรมว่า

“ปลายฟ้า เธอเป็นนักดนตรีที่มีอนาคตไกลนะ แต่การเป็นนักดนตรีระดับโลก ใช่ว่าจะต้องเล่นดนตรีเก่งอย่างเดียว อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ เวลาเมื่อตรงเวลาก็จะเกิดความพร้อมเพรียง”

“แต่ว่ากว่าหนูจะเลิกงาน...”

“นั่นไม่ใช่เหตุผล ถ้าเธอคิดจะทำอะไรสองอย่างเวลาเดียวกันเธอต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องเลือกเอาอย่าง ใดอย่างหนึ่ง หวังว่าเธอคงเข้าใจนะ...เจอกันปีหน้า”

พูดแล้วอาจารย์เดินจากไป ปลายฟ้ายืนมองตาม ...เศร้าจนบอกไม่ถูก...

ปลายฟ้ามานั่งซึมในโบสถ์ ซิสเตอร์มารีเดินมาทักว่าเป็นอะไรหรือ เธอร้องไห้เบาๆ คร่ำครวญกับซิสเตอร์มารี...

“คุณแม่คะ...หนูเหนื่อยเหลือเกิน ทำไมหนูไม่มีอย่างคนอื่นเขาบ้างคะ ทำไมหนูต้องกำพร้า ไม่มีพ่อแม่พี่น้อง ไม่มีญาติสักคนที่จะคอยให้กำลังใจ ทำไมพระองค์ไม่ทรงเมตตาหนูบ้าง หนูสวดภาวนาทุกวันให้หนูไปให้ถึงฝัน...แต่...มัน...”

“ลูกลองนึกให้ดีๆ ยังมีคนอีกมากที่ไม่มีโอกาสเท่าลูกนะ เด็กกำพร้าอย่างลูกอีกหลายคนไม่มีโอกาสได้เรียน ไม่มีโอกาสเข้าถึงพระเจ้า หลายคนอดอยาก หลายคนแร้นแค้น หลายคนขัดสน จงมองคนที่ต่ำกว่าเราเพื่อให้ได้รับรู้ถึงโอกาสที่ได้รับ จงมองคนที่สูงกว่าเราเพื่อเป็นแรงบันดาล มันยังไม่สายที่จะเริ่มนับหนึ่งใหม่”

ฟังซิสเตอร์มารีแล้ว ปลายฟ้ารู้สึกดีขึ้น บอกว่าตนเข้าใจแล้ว ตนจะเริ่มนับหนึ่งใหม่ และจะนับหนึ่งถึงฝันให้ได้ ขอบคุณซิสเตอร์มารี แล้ววิ่งไปหาเด็กกำพร้าที่วิ่งเล่นกันอยู่ข้างนอก ร้องชวนอย่างร่าเริง “เด็กๆ...วู้...มาเล่นกัน...”

ซิสเตอร์มารีมองปลายฟ้าแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู...

ooooooo

เรียวเป็นบอดี้การ์ดมือดีและซื่อสัตย์ภักดีต่อบุ๊น วันนี้เขาลุยทะลวงผ่านพนักงานและ รปภ.ไปหาพี่สี่ที่บริษัท ถีบประตูห้องเข้าไปเห็นพี่สี่กำลังเดินดูแจกันรักสองสามใบที่ตั้งโชว์ ลูบคลำมันอย่างรักและทะนุถนอม

เรียวเข้าไปบอกพี่สี่ด้วยแววตาพยัคฆ์ร้ายว่า ให้วางมือจากการประมูลเสีย พี่สี่พูดอย่างไม่แยแสว่าของแบบนี้มันอยู่ที่ชั้นเชิงธุรกิจ ใครมือยาวก็สาวเอาสิ

เรียวพุ่งเข้าไปจับมือข้างหนึ่งของพี่สี่วางที่เท้าแขนแล้วสับลงไป พี่สี่ร้องเสียงหลง เรียวปล่อยมือบอกว่า

“ลืมบอกไปว่าคราวนี้เตือนก่อน”

หลังจากนั้นเรียวยังคุกคามข่มขู่จนพี่สี่แทบร้องไห้ พอเขาออกไป พวกลูกน้องพี่สี่ต่างเปิดทางให้ผ่านไปอย่างขยาด

ที่บ้านหลังใหญ่โอ่อ่าของบุ๊น มีรถลีมูซีนจอดรออยู่ อาฮวดลูกน้องคนสนิทยืนรออยู่ในบ้าน ครู่หนึ่งบุ๊นลงมาในชุดสากลเนี้ยบ ในมือมีกระเป๋าเอกสาร อาฮวดรีบไปรับ กระเป๋าอย่างนอบน้อม

บุ๊นถามถึงพัด ซึ่งก็คือนันณภัสลูกสาวคนเก่งของเขา อาฮวดบอกว่าไปประชุมตั้งแต่เช้าแล้ว ครู่หนึ่งมีโทรศัพท์เข้ามือถือ อาฮวดรับสายแล้วรายงาน

“เรียบร้อยแล้วครับท่านประธาน”

“อืม...ดีมาก” บุ๊นพยักหน้าพอใจ แล้วสั่ง “ต่อลูกชายสุดที่รักของฉันให้หน่อย”

อาฮวดพยายามโทร.หาพีท พอเขารับสายก็รีบส่งให้บุ๊น

บุ๊นถามพีทว่าตอนนี้อยู่ไหน ทำไมไม่มาเจอหน้าเจอตากันเลย พีทนอนห่มผ้าผืนเดียวกับหญิงสาวคุยด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ถามพ่อว่าทำไมโทร.มาปลุกแต่เช้า บอกพ่อว่าเมื่อคืนตนมาแต่งงาน บุ๊นตกใจถามว่าแต่งกับใคร

ระหว่างนั้นมีเสียงหญิงสาวลอดเข้าไปในโทรศัพท์ว่า “ไปอาบน้ำก่อนนะคะ” บุ๊นยิ่งตกใจ พีทตัดบทว่า

“ใครก็ช่างเถอะ พ่อไม่รู้จักหรอก แต่ไม่เป็นไรครับ อีกประมาณ 2 ชั่วโมงเราก็จะไปหย่ากันแล้ว”

บุ๊นถามว่าตอนนี้อยู่ไหนเดี๋ยวจะให้อาฮวดไปรับ พีทบอกไม่ต้องตนขอฮันนีมูนก่อน ตัดบทว่า “แล้วเจอกันครับ” แล้ววางสายรีบลุกไปอาบน้ำกับหญิงสาวหยอกล้อหัวเราะกันคิกคัก

“นายโชคดีที่ไม่มีลูก” บุ๊นเปรยๆกับอาฮวดสีหน้าหนักใจ

ผิดกับพัด เธอทำงานอย่างเอาการเอางาน มุ่งมั่น โดยมีลิลลี่ที่เคยเป็นแฟนเก่าของพีทมาร่วมงานและเป็นหุ้นส่วน แต่ลิลลี่ไม่ใส่ใจกับงานนัก พอพัดบ่นก็บอกว่าตนไม่ได้อยากทำเลย ที่มาทำเพราะถูกป๊าบังคับต่างหาก

ป๊าของลิลลี่คือมังกร น้องร่วมสาบานของบุ๊นนั่นเอง มังกรมีลูกสองคนคือ โอตี่ลูกชายโรคจิตและลิลลี่ลูกสาว ไฮโซ

“โตขึ้นทุกวันแล้วลิลลี่เป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว เราต้องหัดทำงานทำการไว้บ้างนะ” พัดเตือนยิ้มๆ ลิลลี่ถามว่าไม่เบื่อบ้างหรือ เธอยอมรับว่า “ก็มีบ้าง แต่ทำยังไงได้ล่ะ”

เลขาเข้ามาแจ้งพัดว่าวันนี้ต้องไปให้สัมภาษณ์เรื่องคอมเพล็กซ์ที่สถานีโทรทัศน์ตอน 11 โมง ลิลลี่ตาโตถามว่านี่เจ๊พัดดังขนาดออกทีวีเลยหรือ

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ที่ไปก็เพราะต้องการจะโปรโมตคอมเพล็กซ์ เราไปด้วย มันก็คือการประชาสัมพันธ์ อย่างนึงนะ นี่นายเรียวไม่อยู่ใช่ไหม” พอรู้ว่าไม่อยู่ เธอพูดอย่างสบายใจ “ดีจัง จะได้ไม่ต้องมีคนมาคอยตาม เบื่อจริงๆ  พวกบอดี้การ์ดเนี่ย” แต่พูดไม่ทันขาดคำ เรียวก็เข้ามา ถามว่าจะไปกันได้หรือยังครับ พัดตอบเซ็งๆ “ไปสิ...”

“เอ่อ...ยังไม่หมดค่ะ” เลขารีบแจ้งกำหนดการต่อ “เสร็จจากทีวีแล้ว ต้องไปประชุมเรื่องการกุศลเด็กกำพร้า แล้วก็ไปทานอาหารเย็นกับพวกสภาหอการค้าค่ะ”

“เฮ้อ...ทำแต่งาน ชาตินี้จะมีแฟนไหมเนี่ย” พัดถอนใจ บ่นๆ แล้วเดินออกไป เรียวรีบเดินตาม

ooooooo

ไทพานักท่องเที่ยวประมาณ 10 คนเดินชมห้องสัตว์น้ำเลี้ยงลูกด้วยนม ชมส่วนแสดงของจระเข้ เขาอธิบายถึงวงจรชีวิตของสัตว์เหล่านั้นได้อย่างละเอียด

แต่ต้องเสียสมาธิบ่อยๆ เพราะความซนของหนูเอม ที่เดี๋ยวจับโน่น หยิบนี่ หยอกล้อกับสัตว์สตัฟฟ์ ไทต้องคอยปรามว่า“อย่าหยิบของเล่น”หนูเอมทำไขสือก็ปราม “บอก ให้เก็บที่ อย่าเล่น ไม่เชื่อเดี๋ยวจะให้ออกไปเลย” นักท่องเที่ยวบางคนฟังเขาอธิบายอยู่ดีๆก็งงถามเขาว่า

“เอ...ถ้าลูกจระเข้ซนนี่ แม่ให้ออกจากไข่ก่อนได้เลยหรือคะ”

ไททำหน้าไม่ถูก รีบอธิบายต่อ แต่ก็ยังถูกหนูเอมซนยุกยิกๆอยู่ข้างหลังไม่เลิก  และแอบหยิบไข่จระเข้เล่น ทำไข่ตกแตกจนได้

ooooooo

เพราะต้องกินต้องใช้ทุกวัน เมื่อยังหางานถาวรทำไม่ได้ แป้งกับปลายฟ้าจึงรับจ้างไปยืนแจกใบปลิวหน้าห้างสรรพสินค้า ปลายฟ้าทำอย่างทะมัดทะแมง ร้องเชิญชวนนักช็อปเสียงใส แต่แป้งทำหน้าเซ็ง เบื่อ และเมื่อย

“ไหนว่าเมืองนี้หางานง่ายไง” แป้งบ่น ปลายฟ้าบอกให้ใจเย็นๆ เดี๋ยวก็หางานใหม่ได้ แล้วขอไปซื้อน้ำกินก่อน

ระหว่างที่ปลายฟ้าไปเข้าคิวซื้อนํ้าที่หน้าร้านฟาสต์ฟู้ดนั่นเอง ได้ยินผู้จัดการร้านออกมาถามลูกน้องอย่างอารมณ์เสียว่า คนที่ทางสาขากลางส่งมาช่วยงานยังมาไม่ถึงอีกหรือ พอรู้ว่ายังก็บอกให้ช่วยเร่งเปลี่ยนพนักงานหน่อย ถ้าน้องเขามาก็ให้พาไปหาตนที่ข้างในเลย

ปลายฟ้ายืนฟังอย่างไม่สนใจ แต่พอซื้อนํ้าเดินออกไปเจอเด็กสาวท่าทางเป็นพนักงานที่ทางสาขากลางส่งมากำลังเดินอย่างเร่งรีบ เธอมองเจ้าเล่ห์แล้ววางมาดเป็นผู้จัดการเข้าไปทัก

“เดี๋ยว...นี่เธอเป็นคนที่ฝ่ายสาขากลางส่งมาทำงานที่นี่ใช่ไหม...ฉันเป็นผู้จัดการที่นี่”

เด็กสาวตอบหน้าตาตื่นว่าใช่ รีบขอโทษที่มาสายเพราะไม่ค่อยคุ้นเส้นทาง ปลายฟ้าวางมาดตัดบทว่า

“ช่างมันเถอะเรื่องนั้นน่ะ พอดีฉันได้คนแล้ว เขาไม่ได้แจ้งเธอหรอกหรือ” เด็กสาวหน้าเสียบอกว่าไม่ได้แจ้ง “ตายจริง...ก็ทำงานกันอย่างนี้นี่น้า...เธอกลับไปทำงานที่เดิมนะ แล้วบอกเขาด้วยว่าฉันได้คนแล้ว”

เด็กสาวรับปากยกมือไหว้ขอบคุณ โล่งใจที่ไม่โดนดุ พอเด็กสาวคล้อยหลังไปเท่านั้น ปลายฟ้ายิ้มเจ้าเล่ห์รีบไปหา แป้ง พาแป้งไปสวมรอยเป็นเด็กสาวคนนั้นเข้าไปพบผู้จัดการ

“อืม...หน้าตาดี จัดการเรื่องชุดแล้วให้น้องเขาไปประจำส่วนหน้าร้านเลย” ผู้จัดการสั่งอย่างพอใจ

แป้งทำงานจนเย็น เลิกงานแล้วเดินกลับที่พักกับปลายฟ้า เธอถามปลายฟ้าว่าทำไมไม่ทำงานนี้เสียเอง ปลายฟ้าพูดสบายๆว่า ตนเอาตัวรอดได้ หางานได้ไม่ยากหรอก พอดีเดินผ่านที่ว่างเปล่า มีป้ายประกาศเป็นสถานที่ก่อสร้างช็อปปิ้งคอมเพล็กซ์ ปลายฟ้าชี้ให้แป้งดู “นี่ไง...อีกหน่อยงานก็เยอะแยะ”

แป้งทำเสียงท้อใจว่ากว่าจะสร้างเสร็จ...ปลายฟ้าพูดกลั้วหัวเราะว่า “ฉันก็ไปออสเตรียแล้วใช่ไหมล่ะ...”

ooooooo

วันนี้ มังกรมาที่บริษัทของบุ๊น โดยมีอาเพียวบอดี้-การ์ดผู้ซื่อสัตย์ติดตามมาอย่างใกล้ชิด ทุกคนในบริษัทต่างแสดงความนอบน้อมต่อมังกรขณะเขาเดินผ่าน
เลขารีบรายงานทางอินเตอร์คอมแก่บุ๊นว่า มังกรกำลังขึ้นมา

“ขอบใจ...สงสัยจะมาเรื่องนี้มั้ง อาฮวดออกไปก่อน” บุ๊นสั่ง พออาฮวดออกไป มังกรก็มาถึงพอดี เขาให้อาเพียวรอที่หน้าห้อง ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป เขาถามบุ๊น

“มันไม่หนักไปหน่อยหรือพี่ใหญ่”

“ฉันเพียงแต่อยากจะสั่งสอนอาสี่ให้รู้สึกตัวว่า การทำลับหลังฉันแบบนี้มันไม่ดี การที่คิดจะให้คนอื่นยืมมือมาแทงข้างหลังฉัน นายว่ามันเหมาะหรือเปล่าล่ะ”

“แต่มันก็ไม่น่าจะถึงลงมือลงไม้”

“เด็กๆมันคงทำเกินไป ฉันจะตักเตือนให้ก็แล้วกัน นายก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้ฉันวางมือไปนานแล้ว สมัยนี้มันหมดยุคมาเฟียแล้วมังกร” บุ๊นลุกไปตบไหล่มังกรเบาๆสองสามที มังกรเชื่อว่าบุ๊นเลิก แต่สำหรับตัวเขา ไม่เคยคิดจะเลิก บุ๊นชวน “ไปกินนํ้าชากันไป”

ส่วนอาฮวดกับอาเพียวที่คุมเชิงกันอยู่หน้าห้อง ต่างทักทายกันอย่างเหน็บแนมประชดประชันแบบไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ อาเพียวทักขึ้นก่อนว่าพักนี้ไม่ค่อยเจอกัน สบายดีหรือ อาฮวดบอกว่าสบายดี ย้อนถามว่าเขาสบายดีหรือ

“ฉันก็ไม่ได้ป่วยไข้อะไร มีความสุขดีทุกอย่าง”

“ดีกว่าสมัยเป็นจับกังแบกข้าวสารอยู่ราชวงศ์ใช่ไหม” อาฮวดพูดขึ้นลอยๆ แต่เพียวเจ็บที่ถูกเหน็บ สวนไปว่า

“แหม...พี่ฮวด นั่นมันเรื่องเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว คนเรามันก็ต้องก้าวหน้าบ้างสิ มันก็เหมือนสมัยที่พี่ฮวดติดคุกนั่นแหละ ออกมามันก็หมดมลทิน เริ่มต้นชีวิตใหม่”

“ในเมื่อเรามีปลอกคอแล้ว เราก็ต้องซื่อสัตย์ คนแบกข้าวสารอย่างนายจะเข้าใจอะไร” อาฮวดหัวเราะหึๆ ก่อนเดินจากไป อาเพียวมองตามอย่างไม่พอใจที่ถูกเหยียด แต่เก็บอารมณ์ไว้

ooooooo

มังกรมาบอกบุ๊นว่า เขาต้องการทำเหมืองทอง บุ๊นนึกว่าทำที่ต่างประเทศ แต่พอมังกรบอกว่าทำในที่ที่เรามี บุ๊นขึ้นเสียงทันทีว่า “บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ให้พูดเรื่องนี้อีก!”

บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที มังกรอ้างว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของตนครึ่งหนึ่ง บุ๊นตวาดหน้าเครียดว่า

“แกไม่มีสิทธิ์ในที่ตรงนั้นแม้แต่ตารางนิ้วเดียว...เข้าใจไหม” บุ๊นขว้างถ้วยชากระแทกประตูปัง เพียวขยับจะเข้ามา ถูกอาฮวดจับไว้ส่ายหน้าทำนองว่าอย่าไปยุ่ง อาเพียวจึงหยุด

มังกรโมโหถามบุ๊นว่า พูดแบบนี้จะฮุบที่ดินไว้คนเดียวใช่ไหม บุ๊นตบหน้ามังกรฉาดใหญ่ตวาดลั่น

“มันไม่ใช่ของใครทั้งนั้น แกก็รู้ดีว่าแกทำอะไรลงไป อย่ามาพูดเรื่องนี้กับฉันอีก”

มังกรเห็นบุ๊นเอาจริงก็ก้มหน้ารับคำ บุ๊นจึงสงบลง เมื่อมังกรออกไปแล้ว บุ๊นเดินไปยืนเหม่อมองออกไปข้างนอกอย่างครุ่นคิด ส่วนอาฮวดมองมังกรเดินไปกับอาเพียวงงๆว่าเกิดอะไรขึ้น

เมื่อแป้งกลับจากทำงาน เธอบอกปลายฟ้าที่กำลังเปิดอินเตอร์เน็ตจากโน้ตบุ๊กพลางจะชงบะหมี่สำเร็จรูปว่า เราต้องปฏิวัติระบบโภชนาการกันแล้ว ปลายฟ้าชะงัก ถามแป้งว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า หรือว่าวันนี้ถูกใช้งานมากจนเพี้ยน

แป้งจัดแจงเอาแฮมเบอร์เกอร์และอย่างอื่นอีกมากมายมาวางตรงหน้าปลายฟ้า บอกว่าของพวกนี้จะ หมดอายุพรุ่งนี้แล้ว เขาจะเอาไปทิ้งให้หมากิน ตนเสียดายเลยเอากลับมากิน ถามปลายฟ้าว่ากำลังทำอะไรหรือ

“กำลังเปิดดูงานในเน็ต มีมากมายก่ายกอง แต่มันเป็นงานประจำทั้งนั้นเลย ฉันอยากได้งานพาร์ตไทม์ จะได้มีเวลาซ้อมดนตรีไง” แป้งบอกว่าเห็นประกาศที่โรงแรมหรูตรงหน้าหาดว่าต้องการนักดนตรีพาร์ตไทม์พรุ่งนี้ เวรตนหยุด สนใจไปสมัครไหม “ดีเหมือนกัน จะได้ซ้อมไปในตัว” ปลายฟ้ามีความหวังขึ้นมา

วันต่อมา เมื่อปลายฟ้าไปลงทะเบียนเทสต์สอบชิงทุนไปออสเตรีย รุ่นน้องคนหนึ่งก็มาปรึกษาว่า ตนเล่นดนตรีประจำอยู่ที่โรงแรมฝั่งติดทะเล บางวันตนติดเรียนจะให้ไปเล่นแทนได้ไหม

“ได้...โอ๊ย...อย่าว่าแต่เป็นครั้งคราวเลยนะ เล่นแทนถาวรเลยก็ได้ เอามะ???”

ไม่เพียงเท่านั้น หัวหน้าชมรมดนตรีแจ๊สยังมาเสนอว่า ถ้าว่างให้มาสอนดนตรีเด็กๆเอาไหม เป็นการสอนส่วนตัวบ้าง เป็นกลุ่มสองสามคนบ้าง เงินดีเหมือนกันนะ ปลายฟ้าหัวเราะร่าอย่างยินดี รู้สึกชีวิตเริ่มกระเตื้องขึ้นแล้ว

ooooooo

พัดแปลกใจที่จู่ๆวันนี้พีทก็มาหาที่ห้องทำงาน ถามหยอกน้องว่าพายุอะไรหอบมาเนี่ย พีทอ้อนว่าคิดถึงมาหาไม่ได้หรือ

พัดหยอกน้องว่า ตั้งแต่กลับจากเมืองนอกมาเกือบปีก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย เกือบจำกันไม่ได้แล้ว เตือนน้องว่าให้ไปกินข้าวเย็นกับพ่อบ้าง ระหว่างนั้น เลขาเอารายชื่อบริษัทตกแต่งภายในมาให้ รายงานว่าทั้งหมดทุนจดทะเบียนไม่ตํ่ากว่า 20 ล้านบาท พัดถามว่าแล้วนายเรียวหายไปไหน เลขาบอกว่าไม่เห็นตั้งแต่ตอนสายแล้ว

“ไม่มาวุ่นวายก็ดีแล้ว พี่ไม่อึดอัดบ้างหรือมี

บอดี้การ์ดเฝ้าทั้งวัน เป็นผมรำคาญตายเลย” พัดบอกว่าบางครั้งก็รำคาญ แต่ทำไงได้ พ่อสั่งมา เรียวก็ต้องทำ “พ่อนี่ก็แปลกคน ทำอย่างกับเรามีศัตรูมากมายอย่างนั้นแหละ”

“ไม่รู้สิ พ่อคงเป็นห่วงเราน่ะ” พูดแล้วนึกได้ ถาม “เอ...มาหาพี่วันนี้เพราะคิดถึงจริงหรือเปล่านะ”

พีทพูดทีเล่นทีจริงว่าเบื่อคนรู้ทันจัง แล้วบอกพัดว่าตนต้องการขอเงินสองล้าน อ้างว่าธุรกิจขาดสภาพคล่องนิดหน่อย อยากเอาไปหมุนสักเดือน พัดบ่นว่าธุรกิจครอบครัวเรามีตั้งเยอะแยะทำไมไม่ทำ พีทอ้างว่าตนอยากตั้งตัวด้วยตัวเองบ้าง

สุดท้าย พัดเซ็นเช็คให้ไปเบิกเอาเอง พอได้รับเช็ค พีทก็เดินตัวปลิวออกมาโทร.ไปหาใครบางคนทันทีว่า

“เรียบร้อย...คืนนี้เจอกัน”

ooooooo

วันนี้ มีประชุมระหว่างมังกร กับเจียง ชาวจีนวัยประมาณ 40 และบุ๊น ที่ห้องประชุมนิคมฯ แต่บุ๊นไม่มา ให้อาฮวดมาแทน อาฮวดแจ้งแก่มังกรกับเจียง ว่า บุ๊นไม่สบาย เจียงไม่มั่นใจศักยภาพของอาฮวด แต่มังกรรับรองว่าอาฮวดทำงานกับบุ๊นมานาน ถ้าเขามอบ หมายมาแล้วแสดงว่าไม่มีปัญหา การประชุมจึงเริ่มขึ้น

เจียงแจ้งว่า ตอนนี้ทางเซี่ยงไฮ้และกวางโจวสนใจที่จะมาใช้นิคมของเรามาก ชมบุ๊นว่าตาแหลม เพราะเมื่อ 7-8 ปีก่อน ที่ดินตรงนี้ไม่มีค่า แต่ตอนนี้ทุกตารางนิ้วเป็นทองทั้งนั้น

ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า ต้องขยายพื้นที่ก่อสร้างเพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุน อาฮวดบอกว่าทุกอย่างพร้อม ทั้งน้ำ ไฟ และระบบสาธารณูปโภค เหลือแต่เรื่องของการก่อสร้างจะติดอะไรหรือเปล่า

“นั่นสิมังกร คุณดูแลเรื่องก่อสร้างคิดว่ายังไง จะล่าช้าหรือติดขัดอะไรไหม” เจียงถาม

“จะรบก็ต้องใช้อาวุธและทหารกล้า เมื่อมีทุน ทุกอย่างก็จบ” มังกรตอบ

“ดี...งั้นก็ลงตัววินวิน คุณบุ๊นดูแลการจัดการทั้งหมด ผมเอาคนมาลงทุน ส่วนคุณมังกรก่อสร้าง”

อาฮวดเห็นด้วย เจียงชวนไปหาอะไรทานกันก่อนค่อยคุยต่อ มังกรเห็นด้วย แต่อาฮวดขอตัวเพราะตนหมดธุระแล้ว

“เดี๋ยวสิ...เรื่องโรงแรมที่เคยคุยกันคุณบุ๊นว่ายังไง” เจียงถาม

“เรื่องนั้นผมไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะตัดสินใจ ผมขอตัวนะครับ” อาฮวดสีหน้าเรียบเฉยแล้วเดินไปขึ้นรถ ที่เรียวรอเปิดประตูอยู่แล้ว พอรถเคลื่อนออกไป เจียงมองตามไปอย่างไม่พอใจ
เรียวขับรถออกมาครู่ใหญ่ ก็ถามอย่างเป็นห่วงว่า ท่านประธานไม่สบายเป็นอะไรหรือ อาฮวดหัวเราะหึๆ เรียวไม่เข้าใจแต่ก็ไม่กล้าถามต่อ

ooooooo

ที่แท้บุ๊นไปรับแขกต่างประเทศสองพี่น้องตระกูลวอลเธอร์ คือรอยกับไมค์ ที่มาดูสนามกอล์ฟ ขณะที่บุ๊นพาสองพี่น้องเข้าไปนั่งคุยกันในห้องวีไอพี นั้น วันชัยทนายของมังกรกลับจากตีกอล์ฟเห็นเข้า เขาสงสัย...

“นายบุ๊นมาทำอะไรกับสองพี่น้องตระกูลวอลเธอร์” แล้วโทร.บอกมังกรทันที

มังกรยังคุยต่อกับเจียง โดยเจียงเสนอให้เขาช่วยเจรจาขอซื้อโรงแรมจากบุ๊น เชื่อว่าคนใกล้ชิดอย่างมังกรช่วยพูดคงจะง่ายขึ้น พูดทิ้งท้ายก่อนกลับเป็นนัยว่า จะด้วยวิธีไหนตนรับได้ทั้งนั้น มังกรรับปากว่าจะลองดู ก็พอดีทนายวันชัยโทร.มา

“ว่าไงทนายวันชัย...พี่ใหญ่หรือ อืม...ขอบใจมาก... ที่บ้าน...ยินดีที่ได้พบ...ที่บ้านหรือรถ...” พอวางสายก็งึมงำในลำคอ “นึกอยู่แล้ว!” เมื่อเดินไปที่รถ อาเพียวเห็นสีหน้านายไม่ดีถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

“ไอ้สองพี่น้องตระกูลวอลเธอร์มันมาหาพี่ใหญ่” อาเพียวคิดว่าคงคุยธุรกิจปกติกระมัง “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี แต่ใครๆก็รู้ ถ้าไอ้สองพี่น้องนี่ปรากฏตัวเมื่อไหร่ หมายถึงผลประโยชน์ล้วนๆ...พี่ใหญ่กำลังทำอะไรนะ?”

ฝ่ายเจียง เมื่อกลับถึงเซี่ยงไฮ้ เขาไปหาพ่อซึ่งเป็นอัมพาตเพราะเส้นเลือดในสมองตีบต้องนั่งรถเข็น พอเห็นหน้าเจียงพ่อก็มีทีท่าเหมือนจะถามอะไร เจียงเดาใจพ่อออก เขารายงานเรื่องที่ไปคุยมาให้พ่อฟัง ทำให้พ่อเกิดอาการปากเบี้ยวน้ำตาไหลอาการกำเริบจนคนใช้ต้องช่วยกันปฐมพยาบาลแล้วเข็นรถออกไป

“มันยังลูกเล่นอยู่...ไม่ต้องห่วงครับท่านพ่อ ผมจะเอาสมบัติของเรากลับมาให้ได้” เจียงจิกตาแค้น

ooooooo

เมื่อพีทได้เงินสองล้านจากพัดแล้ว เขาบึ่งรถคันสวยไปที่สุสานรถ ทั่วทั้งบริเวณมีเพียงแสงไฟหน้ารถเขาเท่านั้น

ที่นั่น พีทได้พบกับหัวหน้าแก๊ง 3 เค ที่จับแม็คเพื่อนของเขาไว้เป็นตัวประกัน ฐานเอารถมาย้อมแมวขาย แก๊ง 3 เคให้พีทเอาเงินสองล้านมาไถ่แม็คเป็นค่าเสียหายที่ตนถูกหลอกทำให้เสียลูกค้า

แม็คถูกผูกปากมัดมือไว้ในซากรถคันหนึ่ง ใกล้ๆนั้นมีรถแบ็กโฮที่ยกตะแกรงพร้อมจะทุบลงมาตรงที่แม็คนั่งอยู่ การเจรจาเป็นไปอย่างตึงเครียด ทั้งเล่นเล่ห์ เล่นลิ้น พีทหวังเอาตัวรอดและช่วยแม็ค แต่แก๊ง 3 เคต้องการเรียกความเสียหายและรายชื่อลูกค้าของแก๊งลูกเต๋าคู่แข่งของตนที่พีทกำลังทำการค้ากันอยู่ อ้างว่า เมื่อพีททำให้ตนเสียลูกค้าไปก็ต้องหามาเติมให้เต็มเหมือนเดิม

“นั่นมันความลับของลูกค้า ฉันบอกแกไม่ได้หรอก” พีททำปากแข็ง แต่พอถูกหัวหน้าแก๊งขู่ว่าถ้าอย่างนั้นจะรีไซเคิลแม็คให้ดูเดี๋ยวนี้ พร้อมกับตะแกรงแบ็กโฮขยับลงมา

“เดี๋ยวๆ เอ่อ...มันเขียนอยู่บนบอร์ดที่ออฟฟิศฉันน่ะ” พีทรีบบอกโดยไม่รู้ว่าพวก 3 เคส่งคนไปคุมอู่ของตนไว้แล้ว พอหัวหน้าแก๊งบอกลูกน้องทางอู่ พวกนั้นบอกว่าไม่มี แต่พอถูกบีบ พีทก็คายออกมาอีกนิดว่าต้องมีแสงไฟส่องจึงจะเห็น

“บอร์ดมันต้องการแสงสว่างนิดหน่อย” หัวหน้าแก๊งสั่ง พวกที่อู่หยิบแบล็กไลต์ส่องที่กระดานจึงเห็นเป็นตัวเลขกับตัวอักษรเต็มไปหมด

พีทถูกบีบนิด ก็คายออกมาหน่อย จนสุดท้ายเมื่อหัวหน้าแก๊งจะใช้แบ็กโฮทุบลงมาที่แม็คจริงๆ พีทจึงยอมบอกว่า ตัวเลขและอักษรเหล่านั้นเป็นรหัส ส่วนโปรแกรมถอดรหัสอยู่ในโน้ตบุ๊กที่รถ

ในที่สุด หัวหน้าแก๊ง 3 เคก็ถอดรหัสได้ทั้งหมด มันจึงยอมปล่อยแม็ค แต่กระหนาบว่า

“คราวหน้าจะย้อมแมวขายละก็ ใช้สีดีๆหน่อย ดีที่เป็นแก๊งฉัน ถ้าเป็นคนอื่นละก็เขาคงไม่ปล่อยแกง่ายๆหรอก วงการนี้มันไม่หมูหรอก แกยังต้องเรียนรู้อีกแยะ หึๆ”

พีทรีบพาแม็คที่ได้รับการปล่อยตัวมาขึ้นรถตะบึงหนีตายไป ลูกน้องถามหัวหน้าแก๊ง 3 เคว่า พีทนี่เป็นลูกใคร

“ลูกหมา...ที่พ่อมันตัดหางปล่อยวัด” หัวหน้าตอบเยาะๆ

พวกลูกน้องพากันยิ้มเพราะรู้อยู่แล้ว แค่ถามให้สะใจเท่านั้น

ooooooo

ดึกคืนนี้ พัดนอนไม่หลับ เธอออกไปยืนที่ระเบียง เห็นบุ๊นเดินออกมาส่งอาฮวดกับเรียวก็แปลกใจว่าพวกเขาคุยอะไรกันจนดึกดื่น

ครั้นลงไปเรียกเรียวมาถามว่าประชุมอะไรกันหรือถึงได้อยู่ดึกดื่นป่านนี้ เรียวตอบเลี่ยงๆ พอถูกคาดคั้น บุ๊นก็มาตอบแทนว่า

“เรื่องงานน่ะ ไม่มีอะไรหรอก พ่อแค่อยากจะพักอยู่บ้าน แล้วฝากงานให้เขาไปทำ กลับไปได้แล้วเรียว” กันเรียวออกไปแล้วก็ถามพัดว่า “ดึกแล้วทำไมไม่นอนล่ะ”

พัดบอกว่านอนไม่หลับ คิดเรื่องคอมเพล็กซ์เพราะมันไม่ง่ายเลย บุ๊นบอกให้ใจเย็นๆ ค่อยๆทำ พัดบอกว่าวันนี้พีทไปหาตน บุ๊นดักคอว่าคงมีเรื่องเดือดร้อนล่ะสิ

“เปล่าหรอกค่ะ แค่มาขอคำแนะนำเรื่องธุรกิจ” บุ๊นหัวเราะหึๆ บ่นว่าจับอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน พัดแก้ต่างแทนน้องว่า “ก็พีทยังเด็กอยู่นี่ เอาไว้โตอีกหน่อยก็เปลี่ยนไปเองแหละค่ะ”

“เฮ้อ...คงยาก คนอย่างตาพีทไม่มีใครไปเปลี่ยนนิสัยได้หรอก แต่พ่อก็ขอบใจพัดนะ...ยุ่งทั้งงาน ยุ่งทั้งนายตัวแสบ แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะได้เป็นฝั่งเป็นฝาล่ะ”

“ยังมองๆอยู่มังคะ” พัดพูดขำๆ บุ๊นถามว่ามองคนแบบไหน “อืม...แบบไหนดีนะ...ไม่รู้สิคะ เขาอาจเป็นแค่คนธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่ได้รวย ไม่มีธุรกิจใหญ่โตก็ได้นะ”

บุ๊นบอกว่าเจอแล้วอย่าลืมบอกว่าพ่อดุนะ พัดควงแขนพ่ออ้อนว่า

“แหม...พัดก็พูดไปอย่างนั้นแหละ ทำงานทั้งวันจะให้ไปมองใคร พอรู้ว่าเป็นลูกสาวพ่อเขาก็ขยาดไม่กล้ามาจีบแล้ว”

“อ้าว...สรุปว่าพ่อเป็นสาเหตุ...ว่างั้น”

“ไม่หรอกค่ะ มันไม่เกี่ยวอะไรหรอก แค่ตอนนี้มันยังไม่เจอน่ะ เอาน่า ถึงเวลามันก็มีเองแหละ อย่าไปเร่งมันนักเดี๋ยวจะไม่ได้ของดี” พูดแล้วหัวเราะกันทั้งพ่อทั้งลูก จากนั้นพ่อลูกก็แยกกันไปนอน

ooooooo

ไททุ่มเทให้กับงานที่สวนสัตว์ทั้งด้วยใจรักและรับผิดชอบ ระยะนี้มีแม่เสือตั้งท้องจะคลอดในอีกไม่กี่วัน แต่คนดูแลไม่พอ ไทเสนอให้เพิ่มคนดูแล พี่ธงเห็นด้วยแต่ติดที่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย

“งั้นเราลองหาเด็กมาทำแบบพาร์ตไทม์ก็ได้” ไทเสนอ พี่ธงติงว่าเขาอาจไม่มีประสบการณ์กับสัตว์พวกนี้

“ไม่เป็นไรครับ ผมจะช่วยเทรนเอง โธ่...แมวน้ำยังฝึกได้เลยครับพี่ ประสาอะไรกับคน จริงป่ะ...” ไทถามหัวเราะอารมณ์ดี แล้วขอตัวไปยืนข้างรถปิกอัพที่ขนอาหารสัตว์เข้ามา

หนูเอมแอบติดรถขนอาหารสัตว์เข้ามาอีกจนได้ ทำหน้าทะเล้นว่าเข้ามาแบบนี้ไม่ต้องเสียตังค์ พอรู้ว่าไทจะไปเอาผักที่ชาวสวนผักทิ้งมาเลี้ยงสัตว์ หนูเอมก็ขอไปด้วย ฉอเลาะว่า “ให้หนูเอมไปช่วยพี่ไทขนผักนะคะ” แล้วโดดขึ้นรถเลย

ช่วยกันขนผักขึ้นรถขับกลับ ปรากฏว่ารถเสียกลางทาง ไทบ่นว่าไม่ได้เอากล่องเครื่องมือมาเสียด้วย เลยพากันเดินไปที่บ้านหลังใหญ่ที่เห็นอยู่ไม่ไกลนักเพื่อขอความช่วยเหลือไปถึงบ้านหลังใหญ่ ตะโกนเรียกก็ไม่มีเสียงตอบ เลยตัดสินใจเดินเข้าไปพลางร้องถาม “มีใครอยู่ไหมครับ...”

พลันก็มีปืนจ่อเข้ามาพร้อมเสียงถาม “นายเป็นใคร” ไทย้อนถามว่าแล้วคุณเป็นใคร “ฉันเป็นเจ้าของบ้าน” เสียงบุ๊นตอบห้วนๆยังจ่อปืนถามว่า “นายเป็นใคร เข้ามาทำอะไร” หนูเอมที่กำลังหยิบแจกันมาดูตกใจทำตกแตก อาฮวดได้ยินเสียงจึงรีบเข้ามา

ไทบอกว่ารถตนเสียเลยจะมาขอยืมเครื่องมือ บุ๊นบอกอาฮวดให้เอาเครื่องมือให้ไทแล้วเก็บปืนเดินกลับไป อาฮวดมองไทอึ้ง จนเมื่อไปคุยเรื่องการส่งสินค้าออกกับบุ๊นอีกที อาฮวดจึงเอ่ย

“ท่านครับ เด็กหนุ่มคนนั้น” บุ๊นหันขวับตัดบทว่าก็แค่เด็กหนุ่มคนงาน “ผมรู้สึกคุ้นเคยแววตามันเหลือเกิน เหมือนเคยเห็นแววตาแบบนี้มาก่อน”

“แววตาคนมันก็เหมือนๆกันทั้งนั้น” บุ๊นทำเป็นไม่สนใจ ทั้งที่ในใจคิด

“แต่แววตาเด็กคนนี้...” อาฮวดอยากจะพูดต่อ แต่บุ๊นก้มหน้าก้มตากับเอกสารบนโต๊ะ สั่งงานว่า

“เตือนพวกชิปปิ้งที่ท่าเรือด้วย...อย่าให้มีปัญหามาถึงฉันอีก”

ฮวดรู้ดีว่าบุ๊นจงใจเปลี่ยนเรื่อง เลยเงียบไปทั้งที่ยังติดใจอยู่...

ooooooo

ดุจตะวันดั่งภูผา

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด