สมาชิก

สุสานคนเป็น

ตอนที่ 13

หลังจากตามหาชีพอยู่ข้ามคืนรสสุคนธ์ก็ฉุกคิดถึงสุสานก่อนจะตามไปพบเขานอนในโลงกับศพลั่นทมที่เน่าเฟะ!

ทุกคนเชื่อว่าเป็นฝีมือลั่นทม อุษาไม่ต้องการให้น้าสาวทำบาปจึงพนมมือภาวนาหน้าต่อศพให้ละเว้นพวกเขา เพราะตนเชื่อว่าคนชั่วยังไงก็ต้องได้รับผลกรรมวันยังค่ำ แต่เธอไม่ได้ยินวิญญาณลั่นทมค้านว่ามันช้าเกินไป น้าจะไม่ปล่อยพวกมันอีกแล้ว...

เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งทำให้ชีพหวาดกลัวลั่นทมมากถึงขนาดชวนรสสุคนธ์ย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่เธอกลับตวาดแว้ดใส่เขาอย่างไม่ชอบใจ

“จะบ้าเหรอ ทันทีที่เราย้ายออกไปก็เท่ากับว่าไม่ได้สมบัติอะไรเลยแม้แต่ชิ้นเดียว...รสไม่ไป”

ชีพกอดออดอ้อนแต่รสสุคนธ์ไม่ใจอ่อน พยายามบ่ายเบี่ยงประเด็นว่าเขาไม่ได้ถูกผีหลอกแต่เป็นเพราะเมามากก็เลยเผลอทำอะไรลงไป

“ถึงเมาขนาดไหนผมก็ไม่บ้าลงไปนอนในโลงหรอกรส คุณต้องเชื่อผม ผีลั่นทมมันจะเล่นงานเราจริงๆ เรารีบย้ายออกไปเถอะ”

“คุณเมาจนขาดสติ แล้วก็ไปอาละวาดที่สุสานเหมือนเคย คุณอาจจะไปเปิดฝาโลงแล้วก็ล้มลงไปเพราะความเมา พอฟื้นขึ้นมาก็ตกใจกลัว เลยคิดว่าลั่นทมพาคุณไป คิดดูดีๆสิเราลงทุนกันมามากแล้วนะชีพ จะยอมให้สมบัติทั้งหมดตกเป็นของนังอุษาเหรอ”

ชีพอึ้งไป พยักหน้าช้าๆเหมือนเด็กยอมจำนนต่อเหตุผล แต่พอลงมาจากห้องนอนแล้วถูกอุษาซักถามว่าเข้าไปในโลงศพได้ยังไง ชีพก็มีอาการหวาดผวาขึ้นมาอีก ตะคอกใส่อุษาอย่างฉุนเฉียว

“ทำไมน่ะเหรอ ก็นังผีบ้ามันบังคับฉันไปน่ะสิ” แล้วพุ่งไปคว้าเหล้ามาดื่มก่อนตะโกนสาปแช่ง “นังลั่นทม แกต้องตกนรกหมกไหม้ แกทำร้ายฉัน ฉันขอสาปแช่งแก”

ชีพคว้าเหล้าทั้งขวดวิ่งหนีขึ้นชั้นบน นฤมลกลัวมากลุกขึ้นบอกรสสุคนธ์ว่าตนกลัวและคงอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว

“ไร้สาระน่าพี่มล คุณชีพไม่ได้โดนผีหลอก แต่เขาโดนวางยาเลยประสาทหลอน มีคนไม่หวังดีอยากเห็นเขาเป็นบ้า”

“ใครล่ะ พูดมาตรงๆเลยดีกว่ารสสุคนธ์”

“ถ้ารู้ก็แจ้งความได้เลยครับ คุณชีพบอกหรือเปล่าว่าใคร”

“ก็เขากลัวจนพูดไม่รู้เรื่อง แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันจะหาตัวคนทำให้ได้”

“ได้ตัวเมื่อไหร่ก็รีบบอกแล้วกัน ฉันจะรอ...ไปกันเถอะค่ะรินทร์” อุษาเดินนำธารินทร์ออกไป รสสุคนธ์มองตามเจ็บใจ แล้วหันขวับมาที่กลุ่มของฉ่ำที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าฝีมือคุณผู้หญิงแน่นอน ทำให้นฤมลกับลูกๆยิ่งหวาดกลัว รสสุคนธ์เลยตวาดลั่นก่อนเดินฮึดฮัดตามชีพไป

“ห้ามใครพูดว่าเป็นฝีมือลั่นทมอีก ใครไม่เชื่อฉันจะไล่ออก”

หวานมองตามพึมพำเบาๆอย่างมั่นใจ “มันต้องเจอกับตัวถึงจะเลิกหลอกตัวเองซะที อีกไม่นานหรอกนังรส แกเจอดีแน่”

ooooooo

ปากบอกไม่กลัว ผีไม่มีจริง แต่พอตกเย็นเห็นทุกคนเตรียมตัวจะไปวัด รสสุคนธ์หวั่นหวาดถึงขนาดไม่กล้าอยู่กับชีพสองคน

“น้าหวาน สวาท จิ้มลิ้ม ยาใจ ไม่ต้องไป อยู่เป็นเพื่อนกันก่อน”

“แต่วันนี้ยังสวดศพพี่วัตนะน้องรส”

“พี่มลกับลูกๆก็ไปสิ ส่วนคนอื่นๆให้อยู่ที่นี่ อ้อ แล้วเอาพวกที่นอนมาปูนอนกันแถวๆห้องรับแขกนี่นะ กลางคืนมีอะไรจะได้เรียกสะดวก”

“แล้วพี่จะไปยังไงตามลำพัง”

“แต่ก่อนทำไมพี่ไปไหนมาไหนได้ล่ะ รสก็อยู่ตาม ลำพังไม่ได้ เดี๋ยวคุณชีพอาละวาดขึ้นมาใครจะช่วยรส พี่รีบไปเถอะน่า สวดเสร็จก็รีบกลับ”

นฤมลหน้าเศร้าน้ำตาคลอ โอบลูกสองคนเดินออกไป นึกเสียใจว่าตนไม่น่าพาเรวัตมาที่นี่เลย...

ในที่สุดคืนนี้รสสุคนธ์ก็เจอดีเข้าจนได้ ลั่นทมปรากฏร่างในสภาพเหมือนคนปกติเผชิญหน้ากับรสสุคนธ์ภายในห้องนอน โดยที่ชีพเมาหลับไม่รู้เรื่อง

รสสุคนธ์หวาดผวาแต่ยังถามว่าลั่นทมเป็นผีจริงหรือ ทำไมตนถึงเห็นเธอชัดมาก

“ฉันไม่รู้ว่าฉันเป็นผีหรือเปล่า แต่ฉันตายแล้ว... รสสุคนธ์ เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

“ไม่ ฉันไม่มีอะไรจะคุย”

“สิ่งที่เธอทำกับฉัน ฉันน่าจะเอาคืน แต่ชาตินี้ฉันต้องทนทุกข์ทรมานมากแล้ว ฉันอยากจะสร้างบุญกุศล ฉันจึงจะให้โอกาสเธอ ถ้าเธอยอมสำนึกแล้วยอมไปจากชีพ ฉันจะปล่อยเธอไป”

รสสุคนธ์มองลั่นทมอย่างไม่แน่ใจ สภาพเธอปกติมาก จนอดคิดไม่ได้ว่าเธอยังไม่ตาย

“ฉันรู้แล้ว ทุกอย่างมันเป็นแผนจริงๆ เธอยังไม่ตาย ศพในโลงนั่นมันไม่ใช่เธอ พวกเธอจัดฉากหลอกชีพหลอกฉัน ฉันลืมไปได้ยังไงว่าครั้งหนึ่งเธอก็เคยฟื้นมาแล้วนี่นา”

“ฉันตายแล้วรสสุคนธ์ แต่ฉันอยากทำบุญด้วยการให้โอกาสเธอ นี่เธอยังไม่ยอมเข้าใจอีกเหรอ”

“เธอนี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆ ทำเป็นผีมีคุณธรรม สุดท้ายก็จะให้ฉันไปจากชีพ ฉันไม่เชื่อเธอหรอกแล้วฉันก็ไม่กลัวเธออีกแล้ว แผนเธอแตกแล้วลั่นทม”

“เธอไม่ยอมรับโอกาสที่ฉันให้เธอแน่หรือรสสุคนธ์”

“ฉันจะไม่ไปจากชีพ...ชีพคะ ตื่นเถอะ เราโดนมันหลอกจริงๆ ไม่ต้องกลัวมันอีกแล้ว ลั่นทมยังไม่ตาย”

“ถ้าเธอไม่เชื่อ ไม่กลัวก็ดี งั้นเธอไปกับฉัน”

รสสุคนธ์โวยวายไม่ยอมไป พยายามปลุกชีพให้ตื่นแต่ไม่สำเร็จ ที่สุดเธอถูกลั่นทมสะกดให้เดินไปถึงหน้าสุสาน โชคดีพวกหวานตามไปทัน พอเธอได้สติก็งุนงงว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

“แกคงโดนคุณผู้หญิงเล่นงานเข้าให้แล้วล่ะนังรส ข้าบอกแล้วให้รีบไปอยู่ที่อื่น”

รสสุคนธ์นิ่งคิดสับสน สุสาน แล้วพูดโพล่งว่าลั่นทมยังไม่ตาย เมื่อสักครู่ยังมาต่อรองกับตนอยู่เลย พวกหวานได้ฟังก็แตกตื่นตกใจ แล้วผลุนผลันตามรสสุคนธ์เข้าไปในสุสานเพื่อพิสูจน์ความจริง

“ฉันจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าในโลงนี่ไม่ใช่ลั่นทม พวกแกช่วยกันเปิดฝาโลงที”

“ว้าย! ไม่เอาหรอก ใครจะเปิดก็เปิด ฉันไม่เอาด้วยหรอก” พูดแล้วจิ้มลิ้มเหลียวหน้าเหลียวหลังหวาดกลัว คนอื่นๆก็เช่นกัน ปฏิเสธเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เปิด

“ต้องเปิด ฉันสั่งให้แกเปิด” รสสุคนธ์ตวาดเสียงเข้ม

“ไม่ต้องเปิดโลงหรอก ถ้าอยากพิสูจน์ก็หันมาสิ” เสียงลั่นทมดังข้างหลัง รสสุคนธ์หันไปเห็นชัดเจนมาก แต่คนอื่นๆไม่มีใครเห็นสักคน

“นั่นไง นังลั่นทมยืนอยู่นั่น มันไม่ได้อยู่ในโลง มันหลอกพวกเราทุกคน มันยังไม่ตาย เห็นมั้ย”

รสสุคนธ์โวยวายชี้มือชี้ไม้ แต่ทุกคนก็ไม่เห็นลั่นทมอยู่ดี

“ไม่มีใครเห็นฉันหรอก พวกเขาเชื่อว่าฉันตายแล้ว ฉันไม่ให้เขาเห็นเพราะฉันไม่อยากให้พวกเขากลัว แต่เธอไม่เชื่อ หาว่าฉันหลอก ฉันก็จะหลอกเธอคนเดียว”

ฉับพลัน! ใบหน้าของลั่นทมเริ่มแปรเปลี่ยนกลายสภาพเป็นศพขึ้นอืดมีน้ำเหลืองน้ำหนองเต็มหน้า รสสุคนธ์ตะลึงแหกปากร้องอย่างตกใจสุดขีด แล้ววิ่งหนีล้มลุก คลุกคลานออกจากสุสาน ร้องขอความช่วยเหลือไปตลอดทาง ส่วนคนอื่นๆไม่เห็นผีลั่นทมแต่เห็นอาการของรสสุคนธ์ก็หวาดผวารีบพากันออกไปจากตรงนั้น หวานเดินรั้งท้ายยกมือไหว้ภาวนาขอร้องลั่นทมไว้ชีวิตรสสุคนธ์ด้วย...

เจอจังๆกับตาแบบนี้รสสุคนธ์ถึงกับเปิดแน่บ เร่งชีพให้ช่วยกันเก็บเสื้อผ้าข้าวของจำเป็นออกจากบ้านลั่นทมกลางดึก โดยไม่สนใจนฤมลที่ติดรถธารินทร์กับอุษากลับจากวัดมาเจอพอดี

อุษาสงสัยว่ารสสุคนธ์เป็นอะไรทำไมอยู่ๆขนของออกจากบ้านอย่างเร่งด่วน ถามหวานก็ได้คำตอบว่า

“โดนคุณผู้หญิงเล่นงานเอาน่ะสิคะ นึกว่ามันจะเก่งเหมือนปาก วิ่งหางจุกตูดไปเลย ฉันเตือนมันแล้วเตือนมันอีก มันอวดดี...สมน้ำหน้าแล้วล่ะค่ะ”

นฤมลฟังอยู่ด้วยถึงกับหน้าซีดเผือด เช่นเดียวกับทุกคนที่ท่าทางหวาดกลัว แต่อุษาหนักใจมากกว่ากลัว เธอชวนธารินทร์ไปที่สุสาน กราบลงหน้าโลงศพ ขอร้องลั่นทมปล่อยสองคนนั้นไป พวกเขาคงสำนึกแล้ว อย่าตามอาฆาตจองเวรอีกเลย ตนไม่อยากให้น้ามีบาปติดตัว

สิ้นเสียงของอุษาภายในสุสานสงบนิ่ง เธอใจไม่ดีหันไปหาธารินทร์ด้วยสีหน้าเป็นกังวล บอกว่าตนสังหรณ์ใจยังไงไม่รู้ กลัวคุณน้าจะไม่ยอมปล่อยพวกเขา

“อะไรจะเกิดมันก็คงต้องเกิด ตอนนี้พวกเราคงทำอะไรไม่ได้ คุณน้าให้โอกาสสองคนนั่นมามากพอแล้ว แต่พวกเขารนหาที่เอง”

ทันใดนั้น ลมพัดวูบเข้ามาทั้งๆที่ไม่ได้เปิดหน้าต่าง... เหมือนเจ้าของสุสานจะเห็นด้วยกับที่ธารินทร์พูด

ooooooo

รสสุคนธ์ขับรถฝ่าความมืดออกไปโดยมีชีพนั่งคู่ด้านหน้า อาการของเขาไม่ค่อยดีนักยังมึนเมาและหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

“เราจะไปไหนกันน่ะรส”

“เข้ากรุงเทพฯ คอยดูนะนังลั่นทม แกกับฉันต้องได้เห็นดีกันแน่ อย่าคิดว่าแกจะชนะ ฉันแค่ถอยไปตั้งหลักเท่านั้น”

“แต่ฉันไม่อยากยุ่งกับมันแล้ว ฉันเหนื่อยเหลือเกิน”

“เอาเถอะค่ะ รสจะจัดการทุกอย่างเอง” ชีพหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ไม่ได้ยินเสียงรสสุคนธ์พึมพำด้วยความละโมบโลภมาก “แค่ผีหลอกถึงกับจะยอมทิ้งสมบัติทุกอย่างก็ไม่ใช่นังรสแล้วล่ะ”

ขณะเดียวกันที่บ้านลั่นทม นฤมลบ่นอย่างเป็นทุกข์ว่าตนกับลูกๆจะทำยังไงต่อไป ถามอุษาที่กลับเข้ามาพร้อมธารินทร์ว่าจะไล่ตนไปหรือเปล่า ตนไม่มีที่ไปที่ไหนแล้ว

“ถ้าคุณไม่มีที่ไปก็อยู่ที่นี่ได้ ข้าวปลาอาหารคุณมีกินไม่ขาดแคลนแน่ แต่เรื่องเงินทองฉันไม่มีให้คุณหรอกนะ คุณคงต้องทนไปก่อนจนกว่าจะครบหกเดือน น้าชีพคงกลับมารับมรดกตามพินัยกรรม ถึงตอนนั้นคุณกับลูกๆคงไม่มีปัญหา...รินทร์คะ คุณกลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ ดึกมากแล้ว”

พออุษากับธารินทร์เดินออกไปหน้าบ้าน นฤมลหันมาพูดกับหวานทันทีว่า

“เขาพูดเหมือนไม่โกรธฉัน ทั้งๆที่ฉันพวกเดียวกับรสสุคนธ์ หรือว่าเขามีแผนอะไรในใจ”

“คนหนอคน เพราะตัวเองเลวไม่เคยคิดดีกับคนอื่นก็เลยคิดว่าคนอื่นเขาจะเลวจะชั่วเหมือนตัว อย่างแกเนี่ย มันก็น่าจะลงไปอยู่ในโลงคุณผู้หญิงสักคืน เผื่อหูตามันจะสว่างขึ้นมาบ้าง”

ด่าเสร็จหวานเดินจากไป กลุ่มของสวาทมองนฤมลอย่างไม่พอใจ ช่วยกันกระหน่ำซ้ำเติมไปอีกว่า

“รู้ไว้ด้วยว่าคุณอุษาไม่เหมือนแม่รส ต่างกันเหมือนฟ้ากับเหว คนดีคนชั่วอย่าเอาไปปนกัน”

“ขืนยังไม่รู้เรื่องอีก ฉันว่ารายต่อไปต้องเป็นแกแน่นังมล”

“ใช่ๆๆ ไปกันเถอะ”

สวาท จิ้มลิ้ม ยาใจพากันกลับห้องพัก ทิ้งนฤมลนั่งป้ายน้ำตาป้อยๆ ฉ่ำเห็นน้ำตาผู้หญิงแล้วอดสงสารไม่ได้ บ่นพึมพำว่าพวกสวาทพูดมากเกินไป...

ooooooo

อุษาออกมาส่งธารินทร์ที่รถและไม่ลืมกำชับเรื่องที่เธอฝากไปปรึกษาหมอผัน...แต่ไม่ทันกลับบ้าน วิญญาณลั่นทมปรากฏร่างข้างๆอุษา

“ไม่ต้องกลัวบาปติดตัวน้าหรอกษา น้าจำเป็นต้องสั่งสอนคนเลวให้พวกมันสำนึกเสียบ้าง”

อุษาชะงัก เหมือนได้ยินเสียงอะไร หันมองรอบตัวและถามว่าคุณน้าใช่ไหม คุณน้าอยู่ใกล้ๆตนใช่ไหม... ลั่นทมนิ่งไปอย่างชั่งใจว่าจะให้หลานเห็นดีหรือไม่

“คุณน้า...ษาไม่กลัวคุณน้าหรอกค่ะ คุณน้าให้ษาเห็นสิคะ ษาอยากคุยกับคุณน้า ต้องการยังไงบอกษา ษาจะทำให้ทุกอย่าง แต่ษาขอคุณน้าอย่าทำร้ายใครอีก มันบาปนะคะคุณน้า”

ลั่นทมตัดสินใจจะให้หลานสาวเห็น แต่ทันใดต้องล้มเลิกไปเพราะหวานเดินออกมาเรียกอุษา

“คุณอุษาเข้าบ้านเถอะค่ะ มายืนทำอะไรตรงนี้คะ”

“ษากำลังจะเข้าบ้านอยู่เดี๋ยวนี้ล่ะค่ะน้าหวาน” อุษากับหวานพากันเดินเข้าบ้าน...วิญญาณลั่นทมมองตาม พูดพึมพำถึงจุดประสงค์ของตนเอง

“น้าต้องการให้น้าชีพเขาสำนึก แล้วกลับมาอยู่บ้านนี้ด้วยใจบริสุทธิ์ แต่ถ้าเขายังโลภ เขาจะไม่เหลืออะไรเลยแม้กระทั่งชีวิต”

หวานหยุดกึก บอกอุษาว่าเหมือนได้ยินเสียงคุณผู้หญิง

“จริงเหรอน้าหวาน...ษาก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงคุณน้าเหมือนกัน”

หวานอึ้งไป อุษากลับระบายยิ้ม มองไปรอบๆ เชื่อว่าลั่นทมอยู่ใกล้ๆ พูดผ่านลมฟ้าอากาศออกไป

“คุณน้าต้องเชื่อษานะคะ คุณน้าอย่าทำอะไรใครเขาอีก มันจะเป็นบาป”

ส่วนหวานก็พนมมือวิงวอนทั้งน้ำตาเคลือบคลอ “ไว้ชีวิตนังรสด้วยเถอะนะคะคุณผู้หญิง มันทำไปก็เพราะมันยังเด็ก มันรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ฉันจะอบรมมันเอง...ฉันสัญญา”

ลั่นทมปรากฏร่างแต่ไม่มีใครเห็น สีหน้าของเธอแค้นจัดไม่ให้อภัยรสสุคนธ์อย่างแน่นอน!

ooooooo

ธารินทร์แวะไปหาหมอผัน เล่าเรื่องชีพกับ รสสุคนธ์หนีออกจากบ้านเพราะโดนวิญญาณลั่นทมอาละวาด แต่อุษาไม่ต้องการให้น้าทำบาปเลยให้ตนมาถามพ่อว่ารู้จักใครที่ติดต่อวิญญาณได้บ้าง หมอผันนิ่งคิดอยู่ไม่กี่อึดใจก่อนส่ายหน้าปฏิเสธว่าพ่อไม่รู้จักใครเลยจริงๆ

ดึกโข...รสสุคนธ์กับชีพยังอยู่บนท้องถนนที่เงียบ เชียบ นานเข้าก็ทั้งมืดและเปลี่ยวจนน่ากลัว รสสุคนธ์ตั้งใจหนีไปตั้งหลักที่กรุงเทพฯ ขณะที่ชีพกลัวมากไม่คิดจะต่อสู้กับลั่นทมอีก แต่ลั่นทมตามมาด้วยแรงแค้น เธอบันดาลให้ทั้งสองขับรถเวียนวนทั้งคืน

เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ชีพยิ่งกลัว ถึงกับลั่นวาจาว่าจะคืนสมบัติทุกอย่างให้หมด แต่อย่ามาหลอกหลอนกันอีก

“ชีพ...จะบ้าเหรอ พูดอะไรออกมา รู้ตัวหรือเปล่า”

“ก็ดีกว่าเราต้องตาย โดนมันหลอกขนาดนี้ยังไม่เข็ดเหรอรส”

รสสุคนธ์อึ้งไป...ด้วยความโลภทำให้บ่ายเบี่ยงว่าผีมีที่ไหน ผีลั่นทมไม่มีจริง...ทั้งสองง่วงงุนและอ่อนเพลีย ขับรถวนไปมาแล้วพุ่งพรวดเข้าไปในพงหญ้าข้างทางออกไม่ได้ ก็เลยนอนหลับกันอยู่ในรถจนกระทั่งเช้าพระออกบิณฑบาตผ่านมาเจอ

หลวงพ่อกับลูกศิษย์วัดจำชีพได้ ซักถามกันเล็กน้อยก่อนที่หลวงพ่อจะนิ่งไปเหมือนรู้ว่าวิญญาณลั่นทมอยู่บริเวณนี้ และเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกับทั้งคู่

รสสุคนธ์วานสัปเหร่อที่คุ้นหน้าตากันดีแต่วันนี้มาทำหน้าที่แทนเด็กวัดให้ช่วยเข็นรถ แต่ลุงสัปเหร่อคาดคะเนดูแล้วคนเดียวไม่ไหวแน่จึงให้เธอรอพวกสาวโรงงานเดี๋ยวคงออกมารอรถสองแถวเหมือนทุกวัน

“วัด...โรงงาน...แถวนี้ใกล้วัดเหนือเหรอ นี่มันอะไรกันคะชีพ รสขับรถทั้งคืนมันน่าจะไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ที่ไหนได้ห่างบ้านเราไม่ถึงสองกิโล”

“นี่มันด้านหลังวัดเองนะครับคุณชีพ”

ชีพเชื่อว่าเป็นฝีมือลั่นทม พูดละล่ำละลักกับหลวงพ่อว่าเราสองคนถูกผีหลอก แต่รสสุคนธ์รีบปรามไม่ให้เขาพูดเพ้อเจ้อ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น เราสองคนแค่จอดรถนอนตรงนี้ สัปเหร่อมองดูทิศทางรถแล้วส่ายหน้าไม่เชื่อว่าจอดนอน ขณะที่ชีพก็ยืนยันอีกว่าเราถูกผีหลอกจริงๆ หลวงพ่อมีของดีอะไรให้เราป้องกันตัวบ้างไหม?

“ไม่มีหรอก ผีไม่ทำร้ายใครหรอก ถ้าโยมไม่รบกวนเขาก่อน”

“ผมไปก่อนละ เดี๋ยวคนงานก็ออกมารอรถกันแล้วล่ะครับคุณชีพ”

สัปเหร่อเดินตามหลังหลวงพ่อไป รสสุคนธ์ฮึดฮัดไม่ได้ดังใจ หาว่าเขาไม่มีน้ำใจ แล้วหันกลับมาเล่นงานชีพต่อ

“นี่ชีพ...ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะ อย่าพูดอะไรให้คนเขาเชื่อว่าผีนังลั่นทมมันเล่นงานเรา”

“แต่เราโดนหลอกจริงๆนี่รส”

“เราแค่ตกใจ ฝันไป ตาฝาด ไม่มีอะไรจริงๆนะคะชีพ แต่ถึงมี...มันก็ทำอะไรเราไม่ได้ อย่าลืมสิว่าทรัพย์สมบัติของมันมากมาย มันต้องเป็นของเรา มันต้องแพ้เราค่ะชีพ”

รสสุคนธ์พยายามปลอบใจตัวเองไม่ให้กลัวเกินกว่าจะทิ้งสมบัติ...ครู่ต่อมาเห็นคนงานแต่งชุดฟอร์มโรงงานของลั่นทม ชีพจึงเรียกมาช่วยเข็นรถขึ้นจากพงหญ้า

ooooooo

สายวันเดียวกัน หวานมาบอกอุษาว่าตนนอนคิดทั้งคืนเลยจำได้ว่าเคยรู้จักชายคนหนึ่งที่ติดต่อวิญญาณได้ เขาชื่อจรัล...

อุษาดีใจมากรีบไปจุดธูปบอกกล่าวน้าสาวที่สุสานว่าตนกำลังหาทางช่วยอยู่ แต่จู่ๆพวกสวาทวิ่งตึงตังเข้ามา หวานซึ่งนั่งอยู่กับอุษาเลยหันไปกำราบเสียงขุ่น

“อะไรวะ นังหวาด นังยา นังลิ้ม...ทำเหมือนโลกจะแตกยังงั้น”

“ยิ่งกว่าแตกอีกนะน้าหวาน คือฉันไปตลาด คนเขาลือกัน เขาว่าคุณผู้ชายกับแม่รสโดนผีหลอกอยู่หลังวัด”

“ใช่ๆ สัปเหร่อที่เคยช่วยคุณอุษาเรื่องศพคุณผู้หญิงน่ะค่ะ แกเล่าทั่วตลาดเลย”

“น้าชีพกับรสสุคนธ์ออกไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนี่นา”

“ก็นั่นสิคะคุณอุษา สงสัยว่าโดนคุณผู้หญิงหลอกทั้งคืนเลยนอนอยู่ในรถหลังวัด”

“น้าหวาน เราไปดูกัน จะได้ตามน้าชีพกลับบ้านด้วย”

“คุณอุษามั่นใจแล้วเหรอคะว่าคุณผู้หญิงจะพอใจ”

“คุณน้าต้องเชื่อษานะคะ อย่าก่อกรรมทำเข็ญอีกเลยค่ะ” อุษาวิงวอนพลางมองไปที่โลงศพลั่นทม...

ขณะเดียวกันนั้น รสสุคนธ์ขับรถต่อไปอย่างหงุดหงิดเพราะเหนื่อยล้า อีกทั้งรู้สึกว่าถนนมันยาวกว่าทุกวัน

“หรือว่าลั่นทม...” ชีพรำพึงออกมา...รสสุคนธ์ยิ่งไม่สบอารมณ์ ตวาดแว้ด “คำก็ลั่นทม สองคำก็ลั่นทม ตกลงคุณเกลียดมันหรือคิดถึงมันกันแน่”

“อย่าบ้าน่า...มันทำเราเกือบตายจะไม่ให้ผมพูดถึงมันได้ยังไง จอดซิ ฉันขับเอง”

รสสุคนธ์จอดรถริมถนนเปล่ียนให้ชีพขับ แต่ขับได้ไม่เท่าไหร่เครื่องก็ดับเสียดื้อๆ

“อ้าว เกเรแล้วไหมล่ะ เพิ่งเข้าอู่เช็กมาเมื่อไม่กี่วันนี่เอง”

“หรือว่าเราใช้งานมันหนักเกินไป”

“ฉันว่าฝีมือนังผีลั่นทมอีกแน่ๆ”

“โอ๊ย...รสเบื่อๆๆๆๆ เบื่อได้ยินมั้ย...เงินทองก็ไม่มี แถมยังมีอะไรบ้าบอมาให้วุ่นวายอีก”

รสสุคนธ์เอะอะโวยวาย ชีพพยายามสตาร์ตรถแต่ไม่ติดอีก เลยระเบิดอารมณ์อย่างอึดอัด คับแค้นใจ

“เอาสิวะ เอาไงเอากัน มาหักคอฉันตอนนี้เลยก็ได้ มาสิ แดดเปรี้ยงแบบนี้จะได้รู้ว่าเธอมันแน่...มาเลย... นังผีบ้า แน่จริงก็มาเลย”

รสสุคนธ์หน้าเสีย ทำท่าจะท้วง ชีพถามเธอว่ากลัวเหรอ ไหนบอกว่าผีลั่นทมไม่มีจริง ถ้าไม่เชื่อก็ไม่ต้องกลัว...แต่แล้วรสสุคนธ์ได้ยินเสียงหัวเราะ บอกชีพว่ามันต้องอยู่ใกล้ๆเรา เธอได้ยินเต็มสองหู

ชีพเห็นอีกฝ่ายลนลานแทบบ้าคลั่งจึงตวาดให้หยุด พร้อมกับกระชากมือที่เธออุดหูออกแล้วตวาดถามว่าได้ยินอีกหรือเปล่า?

เงาหน้าของลั่นทมที่รสสุคนธ์เห็นหายไป หญิงสาวมองรอบๆด้วยอาการหวาดกลัว บอกว่าไม่ได้ยินแล้ว ชีพลองสตาร์ตรถอีกครั้ง คราวนี้สำเร็จ เขารีบขับออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว

ooooooo

หลังจากนั่งอยู่ในสุสานเป็นเวลานาน อุษากลับมาบอกหวานว่าตนตัดสินใจแล้วว่าเราต้องติดต่อคุณจรัลโดยเร็ว

“อะไรทำให้คุณอุษาแน่ใจคะ”

“ก็ษานั่งในสุสานทั้งวัน คิดว่าจะติดต่อคุณน้าได้บ้าง ษาเคยได้ยินเสียงคุณน้า แต่วันนี้ษาอ้อนวอนเท่าไหร่ คุณน้าก็ไม่ส่งสัญญาณว่ารับรู้เลย ษากลัวว่าคุณน้ากำลังตามไปเล่นงานเขาสองคนอยู่”

นฤมลกับลูกสองคนลงบันไดมาได้ยินพอดี นฤมลถามหน้าตาตื่นว่า “หมายความว่ายังไงเหรอ ผีลั่นทมอาละวาดใครเหรอคะคุณษา”

“กรุณาเรียกคุณน้าลั่นทมให้สุภาพกว่านี้ด้วยค่ะ คุณนฤมล”

“พาลูกออกไปข้างนอกซะ ข้าจะคุยกับคุณอุษา ไปสิ” หวานเสียงเข้ม นฤมลจำใจพาหนุ่ยกับโหน่งออกไปเดินเล่นข้างนอก...

“ต่อให้ต้องใช้เงินมากเท่าไหร่ ษาก็ยอมค่ะ ขออย่างเดียวอย่าให้คุณน้าต้องทำบาปอีกเลย”

เมื่ออุษายืนยันอย่างนั้น หวานจึงโทรศัพท์ติดต่อไปที่บ้านจรัล...คนรับใช้ชื่อแฉล้มรับสายแล้วจะรายงานจรัล แต่ชายหนุ่มกลับชิงพูดเสียก่อนว่า

“บอกแม่หวานว่าจะมาก็มาได้เลย วันนี้ช่วงบ่ายฉันว่าง”

แฉล้มประหลาดใจว่าจรัลรู้ได้ยังไง ตัวเองยังไม่ได้บอกสักหน่อย...ครั้นหวานคุยเสร็จ ก็รายงานอุษาว่าเรียบร้อยแล้ว

“ดีจ้ะ ว่าแต่คุณจรัลคนนี้เขาเก่งแน่นะน้าหวาน”

“แน่สิคะ ของแท้ไม่ใช่พวกหลอกลวง คุณจรัลเก่งทางจิตวิญญาณ เขามีห้องทดลองเก็บวิญญาณด้วย ฉันเคยเห็นกับตา ตอนพ่อกับแม่นังรสตาย เขาเรียกวิญญาณมาได้ พ่อนังรสปรากฏร่างให้เห็นจะจะเลย”

นฤมลแอบฟังอยู่มีท่าทีตื่นเต้น เยี่ยมหน้าเข้ามาอย่างอดใจไม่ไหว หวานตั้งท่าจะเล่นงาน  แต่อุษารีบตัดบทให้เธอไปเตรียมตัว ส่วนตนต้องรีบไปโรงงาน

หวานเดินเลี่ยงไปที่ห้องของตน อุษาออกจากในบ้านตรงมาที่รถ นฤมลเดินตามประกบ ถามหยั่งเชิงว่า

“แน่ใจเหรอคะคุณอุษา ว่าจะไปพบคนที่ชื่อจรัล”

“นี่เธอแอบฟัง”

“เปล่า...ฉันไม่ได้ตั้งใจ พอดีจะไปหยิบของ แต่ได้ยินเข้าก็เลยอยากจะเตือน”

“เรื่องอะไร”

“คุณจรัลคนนี้เขาเคยชอบน้องรสอยู่ ก่อนพ่อแม่น้องรสจะตายได้ข่าวว่าเช้าถึงเย็นถึง รู้อย่างนี้แล้วมีหรือที่คุณจรัลจะช่วยคุณอุษา ฉันเกรงว่าคุณจรัลจะช่วยปราบวิญญาณคุณนายลั่นทมซะมากกว่า”

“ทำไมคุณจรัลต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะคะ”

“ป่านนี้น้องรสคงไปหาเขาแล้วล่ะค่ะ ฉันเตือนด้วยความหวังดีนะคะ”

“ษาเชื่อว่าคุณจรัลเป็นคนดี แล้วก็มีบุญค่ะ เพราะถ้ามีกรรมก็คงได้ผู้หญิงอย่างรสสุคนธ์เป็นเมียแล้ว นี่บุญเขายังมากอยู่ ก็เลยรอดไปได้...ษาเชื่อว่าคุณจรัลแยกแยะได้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร”

นฤมลหน้าตึงขึ้นมาทันที บอกตามใจ ตนก็แค่เตือนด้วยความหวังดีเท่านั้น

“ที่กล้ามาพูดแบบนี้ เลิกกลัววิญญาณคุณน้าลั่นทมแล้วหรือคะ” อุษายิ้มเยาะ นฤมลหน้าซีด ไม่พอใจแต่ไม่กล้าหือเพราะกลัวถูกไล่ออกจากบ้าน พออุษาขึ้นรถออกไปแล้ว หล่อนก็ไม่เก็บอาการแม้แต่น้อย

“ก็คอยดูกันไป...ครบหกเดือนคุณชีพกับน้องรสกลับมา เธอนั่นแหละจะต้องระเห็จออกไปจากที่นี่”

ooooooo 

หลังจากแอบได้ยินอุษาคุยกับหวานเรื่องจรัล นฤมลคอยจับตาดูหวานเป็นพิเศษ ครั้นรู้เห็นว่าเธอกำลังจะไปพบจรัลก็รีบตามประกบเพื่อขอติดตามไปด้วย

“น้าหวานฉันไปด้วยคนได้ไหม อยู่ว่างๆมันกลุ้มน่ะ”

“ข้ารู้ว่าแกไม่เชื่อ อยากจะไปดูล่ะสิท่า ไอ้เรื่องสอดรู้น่ะยกไว้ให้ เอาละ จะไปก็ไป แกก็รู้จักคุณจรัลนี่”

“รู้ แต่ไม่เคยเจอกันสักครั้ง ได้ยินแต่ที่น้องรสเล่าให้ฟัง”

“นังรสมันเล่าอะไร”

“ก็เห็นว่าจีบน้องรสอยู่พักหนึ่ง แต่น้องรสไม่สนใจ ถ้าไปถึงเขาเกิดยังอาลัยอาวรณ์น้องรสอยู่แล้วพาลจับคุณผู้หญิงลงหม้อถ่วงน้ำจะว่ายังไงล่ะ”

“นังมล ผีเจาะปากมาหรือไง พูดจาได้ทุเรศมาก”

“มันก็ไม่แน่นะน้าหวาน เอาเป็นว่าฉันไปเป็นเพื่อนน้าหวานก็แล้วกัน เผื่อมีอะไรน่ากลัวจะได้ช่วยกันวิ่ง”

หวานพยักหน้าเดินนำไปขึ้นรถที่ฉ่ำรออยู่...เมื่อไปถึงบ้านจรัล หวานพูดอย่างไม่อ้อมค้อมว่าต้องการให้เขาช่วยติดต่อวิญญาณคุณผู้หญิง แต่พอจรัลทำพิธีลั่นทมกลับไม่ให้ความร่วมมือ วิญญาณที่ปรากฏคือแม่ของรสสุคนธ์ เตือนให้ลูกสาวระวังตัวและหมั่นทำบุญไปให้ตนบ้าง

หวานกลับออกมาด้วยความผิดหวังแต่ยังไม่ถอดใจ คิดว่าสักวันจรัลคงติดต่อเชิญวิญญาณลั่นทมได้ ต่างจากนฤมลที่ดูจะไม่ค่อยเชื่อถือจรัลเท่าไหร่นัก

 

ooooooo

สุสานคนเป็น

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด