ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุสานคนเป็น

SHARE
  • แนว
  • :
  • สยองขวัญ-ดราม่า
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • ประดิษฐ์ กัลย์จาฤก
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • ภาคย์รพี
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • อนุวัฒน์ ถนอมรอด
  • ผลิตโดย
  • :
  • บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • สถานีโทรทัศน์ช่อง 7
  • นักแสดงนำ
  • :
  • เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์,จีรนันท์ มะโนแจ่ม

สุสานคนเป็น ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

คุณนายลั่นทม สาวใหญ่เจ้าของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าย่านชานเมืองฐานะร่ำรวย หลังจากสามีเสียชีวิตไปแล้วเธอได้แต่งงานใหม่กับชีพชายหนุ่มรูปหล่อรุ่นราวคราวเดียวกัน

ด้วยความรักและลุ่มหลงในตัวสามี ลั่นทมจึง มอบหมายให้เขาดูแลกิจการ เชื่อว่าเขารักเธอเหมือนที่พร่ำบอก โดยไม่รู้เลยว่าชีพหวังทรัพย์สมบัติของเธอ และลับหลังเธอ ชีพจะออกลายเจ้าชู้กับผู้หญิงทั่วไป

ไม่เว้นแม้แต่อุษาหลานสาวของสามีเก่าซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน

อุษาเป็นพนักงานฝ่ายบัญชีในโรงงานของลั่นทม มีคนรักเป็นตำรวจชื่อธารินทร์ ทั้งสองมีโครงการจะแต่งงานกัน แต่อุษายังเป็นห่วงลั่นทมที่เจ็บป่วยด้วยโรคประหลาดอยู่เป็นประจำ อาการของโรคคือหายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรง และจะหมดสติในที่สุด มีสภาพเหมือนคนตายแต่หัวใจยังเต้นเป็นปกติ หมอตรวจแล้วไม่พบว่าเป็นโรคอะไร จึงเข้าใจว่าเธอเครียดและพักผ่อนน้อย

ภายในบ้านหลังใหญ่ของลั่นทมมีบริวารเกือบสิบคน หนึ่งในจำนวนนี้คือหวานสาวใหญ่ต้นห้องคนสนิทของลั่นทม วันหนึ่งหวานขออนุญาตกลับไปหาพี่สาวและพี่เขยเพราะรสสุคนธ์หลานสาวมาตาม การไปครั้งนี้ของหวานไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับเหตุการณ์โศกสลด พี่เขยกับพี่สาวฆ่าตัวตายหนีหนี้นอกระบบ หวานจึงจำเป็นต้องรับรสสุคนธ์มาอุปการะ

รสสุคนธ์ สาวสวยจากครอบครัวยากจนแต่ทะเยอทะยานอยากได้อยากมี เธอพอใจกับบ้านหลังใหญ่ที่ได้เข้ามาอยู่แต่ไม่ค่อยชอบเจ้าของบ้านอย่างลั่นทมนัก เพราะเจอกันวันแรกก็ถูกสัมภาษณ์หลายอย่าง ก่อนจะมอบหมายให้ชีพรับเธอเป็นพนักงานในโรงงาน

ชีพกับรสสุคนธ์เคยเจอกันมาแล้วครั้งหนึ่ง ชีพพอใจในรูปร่างหน้าตาของหญิงสาวแต่พยายามเก็บอาการต่อหน้าลั่นทม วางตัวเป็นผู้ใหญ่ใจดีบอกรสสุคนธ์ว่าพรุ่งนี้ให้ไปโรงงานพร้อมกับตน หลังจากนั้นหวานพารสสุคนธ์เอากระเป๋าไปเก็บที่ห้องพักของตน

“คับแคบหน่อยนะ...คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก”

“จะคับอะไรก็แล้วแต่ น้าหวานก็ไม่น่าจะต้องลำบากแบบนี้ บ้านช่องใหญ่โตทำไมให้น้าอยู่อย่างกับรูหนู”

“นังรส...ไม่ได้แคบถึงขนาดนั้นหรอก แค่นี้ข้าก็ไม่มีปัญญาจะถูจะทำแล้ว จัดข้าวของซะ แล้วก็ไปช่วยกันในครัว”

หวานเดินออกไป รสสุคนธ์เบ้หน้า มองสำรวจรอบห้องอย่างไม่ค่อยพอใจ

ooooooo

เช้าขึ้น อุษาแต่งตัวไปทำงานตามปกติโดยมีธารินทร์ขับรถมารอรับหน้าบ้าน ส่วนชีพมีรสสุคนธ์ในชุดสาวโรงงานติดรถไปด้วย

ขณะนั่งรถไปด้วยกันตามลำพัง ชีพกรุ้มกริ่มใส่รสสุคนธ์อย่างเปิดเผย ฝ่ายหญิงสาวก็มีท่าทีเล่นด้วย เมื่อถึงโรงงานชีพพาเธอมาฝากกับฝ่ายบุคคล

“คุณสายสมรช่วยแนะนำพนักงานใหม่ด้วยนะ ให้ฝึกงานไปสักพักหนึ่งแล้วบรรจุเข้าที่ฝ่ายตรวจสอบภายใน”

“ที่ประกาศรับตำแหน่งนี้ต้องจบอย่างน้อยปริญญาตรี แล้วก็ต้องมีประสบการณ์นะคะหัวหน้า”

“บอกให้ทำอะไรก็ทำตามที่บอก” ชีพเสียงเข้มแล้วเดินจากไป

รสสุคนธ์ยิ้มได้ใจ แต่พอโดนสายสมรซักประวัติว่าเรียนจบอะไรมา เคยทำงานมาก่อนหรือเปล่า ก็ชักสีหน้าก่อนจะตวัดเสียงใส่อย่างเหนือกว่า

“จะถามทำไม...ไม่เห็นเหรอว่าใครฝากฉันเข้ามาทำงานที่นี่”

“ขอโทษค่ะ ฉันเป็นฝ่ายบุคคลจำเป็นต้องทราบ...เชิญทางนี้ค่ะ”

สายสมรเดินนำไป รสสุคนธ์หงุดหงิดแต่ก็ก้าวตามสายสมรให้พนักงานใหม่ลองเย็บผ้า ปรากฏว่ารสสุคนธ์ทำได้และฝีมือดีด้วย จึงบอกให้เธอทำงานนี้ไปก่อน มีตำแหน่งว่างเมื่อไหร่ค่อยย้าย

“แล้วเมื่อไหร่ล่ะ”

“ฉันก็ยังตอบไม่ได้ จะไล่คนเก่าออกก็คงไม่ใช่เรื่องมังคะ”

“ก็ไหนว่าแผนกนี้คนขาด”

“ไว้ฉันจะปรึกษาผู้ใหญ่ดูอีกที เชิญค่ะคุณรสสุคนธ์”

รสสุคนธ์มองจักรแล้วก็มองคนงานที่คร่ำเคร่งเย็บจักรอยู่รอบๆ สีหน้าไม่ค่อยพอใจนัก ถามสายสมรว่าตนไม่ทำได้ไหม

“ใบสมัครยังไม่ได้เขียน จะเขียนใบลาออกเลยหรือคะ”

รสสุคนธ์ถอนใจแล้วก็นั่งทำงานต่อไปอย่างหงุดหงิด

ooooooo

ถึงเวลาพักกลางวัน อุษาปฏิเสธชีพไม่ได้ต้องออกไปทานข้าวกับเขา รสสุคนธ์เห็นเข้าก็ไม่พอใจ เพราะตัวเองต้องทนกินข้าวที่น้าหวานใส่ปิ่นโตมาให้ มันทั้งจืดและเย็นชืดแทบกระเดือกไม่ลง

ที่ร้านอาหาร อุษาออกตัวกับชีพว่าตนมีเวลาไม่มากนักอยากกลับไปทำบัญชีต้นทุนให้เสร็จ เพราะน้าลั่นทมเร่งมาก

“ทำไมต้องเร่ง”

“ษาก็ไม่ทราบค่ะ”

“ความจริงน้าอยากพาษาไปทานอะไรดีๆแพงๆ แล้วก็อร่อย”

“ไว้น้าชีพพาคุณน้าลั่นทมไปสิคะ คุณน้าคงชอบ”

ชีพนิ่งอึ้ง อุษากินไปสักครู่ก็วางช้อนแล้วดื่มน้ำ ชีพถามเธอว่าอิ่มแล้วเหรอ

“ค่ะ...ถ้าน้าชีพยังไม่อิ่ม เชิญตามสบายค่ะ”

“บัญชีนี่สำคัญยังไงนะ”

“น้าชีพอยากทราบก็ต้องถามคุณน้าลั่นทมค่ะ ษาทราบแต่ว่าคุณน้าอยากเห็นมาก คุณน้าเป็นห่วงงานทุกอย่าง ถึงไม่ได้มาทำงานที่นี่เพราะปัญหาสุขภาพ แต่ก็อ่านรายงานการประชุมทุกฉบับ ถ้าใครคิดไม่ซื่อต่อท่านหรือโรงงาน  ไม่มีวันรอดสายตาท่านไปได้หรอกค่ะ”

“เคร่งเครียดอย่างงี้น่ะสิถึงป่วย ษาต้องร่วมมือกับน้า ต้องพูดให้น้าลั่นทมเข้าใจว่าต้องรู้จักปล่อยวางซะบ้าง”

“น้าชีพน่าจะทำได้ดีกว่าษานะคะ”

ชีพนิ่งไปอีก อุษาทำไม่รู้ไม่ชี้มองออกไปข้างนอก

ooooooo

ตกเย็นเลิกงาน ชีพขับรถกลับบ้านโดยมีรสสุคนธ์นั่งที่เบาะหลังเหมือนเคย เขาเริ่มชวนเธอคุย ถามว่าวันนี้ทำงานเป็นยังไงบ้าง

“ก็ไม่มีอะไรยากนี่คะ รสทำได้ค่ะ”

“แน่เหรอ...ฉันดีใจที่เธอชอบ”

“รสไม่ได้บอกว่าชอบหรือมีความสุข บอกแค่ว่าทำได้”

“งั้นก็แสดงว่าไม่ชอบ...แล้วก็ไม่มีความสุข”

“ดอกไม้สวยแล้วก็หอมอย่างรสสุคนธ์ควรทำงานแบบนั้นหรือเปล่าล่ะคะ”

หญิงสาวเล่นตากับชีพในกระจกมองหลัง ชีพยิ้มมุมปาก ดวงตาวิบวับประสาคนเจ้าชู้

เมื่อรถแล่นมาถึงหน้าบ้าน วิเวกรีบเปิดประตูรั้ว เห็นรสสุคนธ์นั่งเชิดหน้าอยู่เบาะหลังก็อดคิดไม่ได้ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา เช่นเดียวกับสวาท ยาใจ และจิ้มลิ้มที่แอบมองจากมุมหนึ่ง ต่างก็รู้สึกไม่ค่อยไว้ใจหลานสาวของหวาน

รสสุคนธ์ลงจากรถเดินมายกมือไหว้ขอบคุณชีพ หนุ่มใหญ่ตอบกลับอย่างเมตตาว่า

“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เธอก็ติดรถฉันไปเหมือนวันนี้”

หญิงสาวยิ้มเอียงอาย บรรดาคนรับใช้ต่างแอบซุบซิบกันใหญ่ พอชีพคล้อยหลังไปแล้ว หวานทนไม่ไหวเดินมาบิดหูรสสุคนธ์ด้วยความหมั่นไส้

“ยืนอยู่ทำไม ไปช่วยงานในครัว”

“ฉันเพิ่งมาถึง เหนื่อยสายตัวแทบขาด ยังจะให้ฉันไปทำงานในครัวอีกเหรอ”

“เออ มีอะไรก็ต้องช่วยกัน ไม่เคยได้ยินเหรอ โบราณเขาว่าอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดายปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น”

“ท่านมีลูกซะที่ไหนล่ะ แบบนี้ต้องหาลูกให้ท่านแล้วล่ะ น้าหวานจะได้ปั้นวัวปั้นควายสมใจ”

รสสุคนธ์ทิ้งท้ายแล้วเดินหนีไป ทิ้งให้หวานยืนอึ้ง แล้วพอมาได้ยินพวกสวาทจับกลุ่มเม้าท์กันในครัวเรื่องรสสุคนธ์กับชีพที่ไม่ค่อยน่าไว้วางใจ หวานยิ่งหวั่นหวาด แกล้งเดินเข้ามาเพื่อให้ทุกคนยุติการนินทา ถามว่าวันนี้ทำอะไรให้คุณผู้หญิง

“สลัดปลาทูน่าสำหรับคุณผู้หญิง ส่วนคุณผู้ชายก็กับแกล้มถั่วทอดกรอบๆ แล้วก็สเต็กเนื้อลูกวัว...รสชาติหวานหอม คุณผู้ชายคงอยากหั่นพอคำแล้วก็เอาเข้าปาก...เคี้ยวๆๆๆ”

หวานมองหน้าสวาทที่ลอยหน้าตอบอย่างรู้ทัน “คุณผู้หญิงไม่ทานเนื้อวัว แล้วก็สั่งไม่ให้ซื้อมาตั้งนานแล้วไม่รู้จักจำ เมื่อเช้าก็เอาสมองหมูใส่บาตรแล้วทำไมแกไม่ฉลาดขึ้นเลย”

พูดจบ หวานผลุนผลันออกไป สวาท ยาใจ และจิ้มลิ้มปิดปากหัวเราะกันคิกคัก

รสสุคนธ์อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว หวานเข้ามาเห็นหลานสาวใส่กางเกงขาสั้นนั่งทาโลชั่นอย่างสบายอารมณ์ก็ออกอาการไม่พอใจ

“ไหนว่าจะออกไปช่วยงานในครัวไง”

“ฉันเพิ่งอาบน้ำเสร็จนี่น้าหวาน”

“จะสวยไปถึงไหนกัน ยังไงก็เป็นขี้ข้าเขาหรือไม่ก็สาวโรงงาน สวยไปก็ไม่มีประโยชน์”

“เหรอ...นั่นมันน้าหวาน ไม่ใช่ฉัน”

“หมายความว่ายังไง...แกคิดอะไรอยู่”

“เปล่า...น้ากำลังจะบอกอะไรฉันเนี่ย” รสสุคนธ์ทำไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่เข้าใจดีว่าน้าสาวระแวงอะไร

“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปแกไม่ต้องติดรถคุณผู้ชายไปทำงาน รถสองแถวหน้าบ้านไปถึงโรงงานทุกคัน เสร็จแล้วก็ออกไปช่วยงานในครัว หรือไม่ก็ไปรดน้ำต้นไม้”

สั่งเสร็จหวานหันกลับออกไป รสสุคนธ์หัวเราะในลำคอ ยักไหล่แล้วก็ทาโลชั่นต่อไปอย่างอ้อยอิ่ง

หวานกลับเข้ามาในครัว ยาใจกับจิ้มลิ้มจัดจานอาหารของชีพเสร็จพอดี สวาทให้ยาใจยกไป แต่ยาใจบ่ายเบี่ยงว่าตนมือเลอะ ตัวก็เหม็น รสสุคนธ์โผล่เข้ามาได้จังหวะเลยอาสาเอาไปเอง

“นังรส...ไม่ต้อง” หวานโพล่งขึ้น

“น้าหวานบอกว่าให้ฉันมาช่วยงาน พอฉันจะช่วย น้าหวานก็ไม่ให้ทำ แปลกจัง”

พูดแล้วรสสุคนธ์ไม่สนใจใคร ยกจานอาหารออกไป ทุกคนนิ่งอึ้ง พวกสวาทสบตากันไปมา แต่ไม่มีใครกล้าพูดหรือวิจารณ์อะไรต่อหน้าหวาน

ooooooo

ชีพพึงพอใจในรูปร่างหน้าตาของรสสุคนธ์อย่างมาก ยิ่งเห็นเธอในชุดกางเกงขาสั้นผิวพรรณขาวผ่องก็ใจเต้นไม่เป็นส่ำ แต่จำต้องเก็บอาการไว้เพื่อไม่ให้ลั่นทมสงสัย

ตกกลางคืน ชีพอยากหลับนอนกับลั่นทมประสาผัวเมีย แต่ฝ่ายหญิงปฏิเสธด้วยเหตุผลเดิมๆว่า กลัวอึดอัดหายใจไม่ออก ขอให้ตนแข็งแรงกว่านี้ก่อน ชีพเซ็งในอารมณ์แต่จำเป็นต้องปากหวานยอมตามใจเธอทุกอย่าง...

วันถัดมา ธารินทร์พาอุษาไปพบพ่อของตน

ที่บ้าน นายผันพ่อของธารินทร์เป็นหมอสมุนไพรรักษาผู้คนได้หลายโรค อีกทั้งยังมีวิชาทางไสยเวท อุษาเคยมาปรึกษาเรื่องอาการป่วยของลั่นทมแล้วครั้งหนึ่ง

จู่ๆวันนี้หมอผันก็บอกกับอุษาว่า “ผมรู้สึกว่าคุณนายลั่นทมกำลังมีเคราะห์ กรรมเก่าแต่อดีตชาติกำลังตามติดมาไม่ยอมให้อภัย”

“ไม่น่าเชื่อ...ตั้งแต่ษาจำความได้ คุณน้าไม่เคยทำร้ายใคร แม้แต่ยุงสักตัวก็ยังไม่เคยตบ คุณน้าทำแต่ความดี”

“เรื่องแบบนี้มันตอบกันยาก เราไม่รู้หรอกว่าคุณนายทำกรรมไว้แต่ชาติไหน บอกให้คุณนายสวดมนต์ไหว้พระมากๆนะครับ”

“พ่อพูดไปษาจะยิ่งไม่สบายใจ” ธารินทร์ท้วงขึ้นมา

“พ่อก็แค่เตือนให้หนูอุษาไปบอกคุณนายเท่านั้นแหละ ถ้าหากว่าคุณนายอยากให้ฉันไปพบอย่างที่เคยพูดไว้ก็บอกได้นะ ยินดีไป”

“ขอบคุณค่ะ” อุษายกมือไหว้หมอผันแล้วทำท่าจะลากลับ พอดีเด็กหญิงต้อยติ่งหลานของหมอผันกลับจากโรงเรียน ก็เลยอยู่คุยกันอีกครู่หนึ่ง ต้อยติ่งเป็นเด็กน่ารักช่างพูด อุษาเชื่อว่าถ้าน้าลั่นทมของตนได้เจอต้องเอ็นดูเด็กคนนี้แน่ๆ

ขณะนั่งรถกลับออกมาจากบ้านหมอผัน อุษาครุ่นคิดเป็นกังวลเรื่องที่หมอผันบอกว่าลั่นทมกำลังมีเคราะห์ ธารินทร์สังเกตสีหน้าของแฟนสาวแล้วเดาได้ไม่ยาก ปลอบเธอว่า

“พ่อผมอาจจะพูดเรื่อยเปื่อยไปนะษา อย่าคิดมากไปเลย คุณน้าลั่นทมคงไม่ได้เป็นอย่างที่พ่อผมพูดหรอก”

“ษาเชื่อค่ะ อาการโรคประหลาดของคุณน้าหายไปตั้งนานแล้วทำไมถึงกลับมาเป็นอีก”

ธารินทร์เงียบไป จับมือแฟนสาวบีบเบาๆแทน คำปลอบโยน

ooooooo

เช้าวันใหม่ หวานห้ามรสสุคนธ์นั่งรถไปทำงานพร้อมชีพ ให้ออกไปรอรถสองแถวที่หน้าบ้าน แต่ชีพกับลั่นทมออกมาเห็นเธอเสียก่อน

“จะไปเองให้เสียเวลาทำไมกัน ติดรถคุณชีพไปนั่นแหละ”

ลั่นทมเปิดไฟเขียว รสสุคนธ์รีบยกมือไหว้ ไม่สนใจหวานที่ถลึงตาใส่ แถมเธอยังกล้าเข้าไปขยับเนกไทให้ชีพอย่างไม่แคร์สายตาใคร บอกว่ามันเบี้ยว หวานอยากด่าแต่ไม่กล้า ได้แต่ชำเลืองมองลั่นทมอย่างเกรงใจ

หลังจากชีพออกรถไปแล้ว หวานเดินตามลั่นทมเข้ามาในบ้าน ยกมือไหว้ขอโทษลั่นทมแทนหลานสาวที่ทำสิ่งไม่เหมาะไม่ควรเมื่อสักครู่

“อย่าคิดมากสิ ฉันเป็นเมียคุณชีพ ฉันยังไม่รู้สึกอะไรเลย ทำไมหวานต้องเดือดร้อนด้วย”

“เอ้อ...ความจริงอิฉันให้มันไปสองแถวแล้วล่ะค่ะ แต่ว่าคุณชีพออกมาเสียก่อน”

“คงไม่มีอะไรหรอกจ้ะหวาน มีอะไรก็ไปทำเถอะ”

หวานกลับออกไปด้วยสีหน้าไม่สบายใจ ด้านชีพพอออกรถพ้นหน้าบ้านไปสักพักก็จอดข้างทาง บอกให้รสสุคนธ์มานั่งเบาะหน้า เพราะตนไม่อยากเป็นคนขับรถให้ใคร หญิงสาวยิ้มพอใจ เชื่อว่าความฝันของตนใกล้จะเป็นจริง

ooooooo

ทันทีที่ถึงบ้านในเย็นวันนี้ อุษานำแฟ้มเอกสารบัญชีต้นทุนมาให้ลั่นทมตามความต้องการ

“ขอบใจนะ น้าก็แค่เป็นห่วงโรงงานเท่านั้นแหละ ถึงจะวางมือให้น้าชีพดูแลแต่ก็อดห่วงไม่ได้”

“คุณน้าคะ ถ้าคุณพ่อของรินทร์เขาอยากมาเยี่ยมแล้วก็ดูอาการของคุณน้า...คุณน้าจะอนุญาตไหมคะ”

“ดีสิ...เผื่อหมอจะช่วยอะไรน้าได้บ้าง”

“งั้นษาจะนัดหมอผันมาพบคุณน้านะคะ ให้หนูต้อยติ่งหลานหมอผันมาด้วย แกน่ารักช่างพูดช่างคุย คุณน้าจะได้ไม่เหงา”

ชีพเข้ามาได้ยิน ถามลั่นทมเสียงอ่อนหวาน “ใครจะมาเหรอจ๊ะ”

“คุณพ่อของรินทร์น่ะค่ะชีพ”

“อ้อ...หมอผี...เอ๊ย...หมอยาสมุนไพรน่ะเหรอ จะมาทำไม”

“ไหนคุณบอกว่าจะตามใจฉันทุกเรื่องไง เรื่องนี้ฉันขอก็แล้วกัน ถึงหมอผันจะรักษาฉันไม่ได้ แต่ฉันก็ยังอยากพบเขา”

“งั้นก็ตามใจ”

“ษาขอตัวก่อนค่ะคุณน้า”

พออุษาคล้อยหลัง ชีพมองแฟ้มเอกสารนึกรู้ว่ามันคืออะไร ท้วงลั่นทมว่าทำไมต้องดูบัญชีต้นทุน ตนไม่อยากให้เธอเครียด เดี๋ยวจะเป็นอะไรไปอีก

“ถ้าไม่ดูก็ไม่รู้ว่าทรัพย์สินมีทั้งหมดเท่าไหร่ มันเกี่ยวกับพินัยกรรมด้วยค่ะ”

“จะรีบทำไปทำไมไอ้พินัยกรรมน่ะ มันจะเป็นลางไม่ดี”

“ไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าเป็นอะไรไปทมจะได้นอนตายตาหลับ อย่างน้อยก็ต้องให้ยัยษาอย่างยุติธรรมด้วย”

“ดูคุณจะห่วงอุษาเหลือเกินนะ”

“ค่ะ แกเป็นหลาน”

“ก็แค่หลานสามีเก่า...ที่ผมพูดนี่ ผมไม่ได้อิจฉาอุษาหรืออะไรนะ แต่ผมน้อยใจ”

“น้อยใจ?”

“ใช่...ถ้าคุณแคร์หลานผัวเก่า ก็แสดงว่าคุณยังไม่ลืมผัวเก่าของคุณ ถ้าคุณเป็นผม คุณจะรู้สึกยังไง”

“ชีพคะ ทมไม่...” เธอพูดไม่ทันจบ ชีพผลุนผลันออกไป ลั่นทมรีบลุกตาม แต่ไม่ทันสามีที่ขึ้นรถขับออกไป โดยมีรสสุคนธ์นั่งไปด้วย

ชีพลงมาเจอรสสุคนธ์โดยบังเอิญ กำลังหงุดหงิดหัวเสียก็เลยเรียกให้เธอขึ้นรถไปด้วยกัน หวานเห็นแต่ก็ห้ามหลานสาวไม่ทัน ได้แต่ประคองลั่นทมที่ซวนเซเจ็บหน้าอกหน้าเหยเกมานั่งพักที่เก้าอี้หน้าบ้าน แล้วบีบนวดพลางควานหายาดมที่พกติดตัวไว้ตลอด

“คุณผู้หญิงต้องไม่เป็นอะไรนะคะ”

อุษาออกมาเห็น พุ่งไปหาด้วยความเป็นห่วง “คุณน้า...อีกแล้วเหรอ...ไปหาหมอไหมคะ”

“ไม่...ไม่ต้อง...น้าไม่เป็นอะไร...เดี๋ยวก็ดี”

ลั่นทมสูดดมยาดมและได้รับลมเย็นนอกบ้าน ไม่นานก็รู้สึกดีขึ้น บอกว่าตนไม่เป็นอะไรแล้ว

“วันนี้คุณน้าต้องพักผ่อนมากๆ แล้วยังไม่ต้องดูบัญชีต้นทุนนะคะ ตัวเลขเยอะเดี๋ยวจะเครียด...น้าหวาน ดูแลคุณน้าตลอดเลยนะ งานในครัวเดี๋ยวจะให้รสสุคนธ์ทำแทน”

อุษาพูดจบก็เดินจากไป หวานอึ้งพูดอะไรไม่ออก อุษามาร้องเรียกรสสุคนธ์ที่ห้องพักแต่ไม่มีเสียงตอบรับเลยตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป ปรากฏว่าห้องว่างเปล่าจึงย้อนกลับมาบ่นให้น้าสาวฟังว่า

“หลานสาวแม่หวานไม่อยู่...หาตัวไม่เจอ”

“คงไปรดน้ำต้นไม้หลังบ้านแหละค่ะ ไม่ต้องห่วงมันหรอก มันก็เข้าไปช่วยงานในครัวบ่อยๆ เดี๋ยวก็คงไปช่วยแม่หวาด” หวานจำใจโกหก อุษาพยักหน้าแล้วให้หวานพาน้าของตนขึ้นไปพักผ่อนข้างบน

ooooooo

ชีพออกไปดื่มเหล้าเมามายกลับมาทะเลาะกับลั่นทมด้วยเรื่องโรคประหลาดของเธอ ที่เขาไม่สามารถหลับนอนด้วยได้ ลั่นทมเองก็กลุ้มใจไม่รู้ว่าเวรกรรมอะไรของตนถึงได้เป็นโรคบ้าๆแบบนี้

ฝ่ายรสสุคนธ์ที่กลับมาพร้อมชีพ เธอโดนหวานตบหน้าแล้วด่าซ้ำอย่างรู้ทันว่าคิดจะแย่งสามีเจ้านาย คนแบบนี้หาความเจริญไม่ได้แน่ รสสุคนธ์เจ็บตัวและเจ็บใจ พูดประชดว่าตนยังไม่ได้ทำอย่างที่น้าพูด แต่สงสัยว่าคงต้องทำจริงๆเสียแล้ว

หวานฟังแล้วหวาดหวั่น วันรุ่งขึ้นจึงขัดขวางไม่ให้รสสุคนธ์นั่งรถไปกับชีพ เดินออกมาส่งหลานถึงรถสองแถว แต่หารู้ไม่ว่าระหว่างทางหลานสาวตัวแสบลงจากสองแถวแล้วยืนรอรถชีพไปด้วยกันอีกจนได้

ชีพอยากใกล้ชิดรสสุคนธ์จึงยังไม่เข้าโรงงานแต่พาเธอไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่แทนชุดสาวโรงงานก่อนจะไปกินอาหารในร้านหรูๆ หญิงสาวพอใจและมีความสุขมาก หว่านเสน่ห์ใส่หนุ่มใหญ่หวังใช้เต้าไต่ขยับจากลูกน้องขึ้นเป็นภรรยา

หลังอาหารมื้อนั้น รสสุคนธ์จำใจเปลี่ยนชุดสวยกลับมาใส่ชุดสาวโรงงานเหมือนเดิม  แถมยังต้องลงจากรถของชีพก่อนถึงโรงงานเพื่อไม่ให้เป็นเป้าสายตาของใคร

อุษาไม่ค่อยชอบใจนักหลังทราบจากสายสมรว่าชีพให้ทำเรื่องบรรจุรสสุคนธ์เป็นพนักงานประจำทั้งที่ยังไม่พ้นกำหนดเวลาทดลองงาน หนำซ้ำวันนี้หล่อนก็มาทำงานสาย อุษาเลยตำหนิไปหลายคำ แต่รสสุคนธ์ก็ยอกย้อนอย่างไม่กลัวเกรง

ตกเย็นกลับมาถึงบ้าน รสสุคนธ์เอาเสื้อผ้าชุดใหม่แขวนใส่ตู้ หวานเห็นก็อดพูดจาจับผิดหลานสาวไม่ได้ว่า เงินเดือนยังไม่ออกทำไมมีเงินซื้อเสื้อผ้า

“ฉันก็มีติดตัวของฉันมาบ้างน่าน้าหวาน”

“ไม่ใช่ไปอ้อนใครซื้อให้นะ”

“กะอีแค่เสื้อตัวเดียว น้าหวานอย่าทำให้เสียอารมณ์ดีกว่า”

หวานเก็บกลั้นอารมณ์ไม่อยู่เพราะทั้งรักและสงสารเจ้านายผู้มีพระคุณ ดุด่าหลานสาวยกใหญ่

“นังรส...วันนี้แกกับข้าจะต้องพูดกันให้รู้เรื่อง อีเนรคุณ ข้าวคุณผู้หญิงไม่มียางหรือไง ถึงไม่ทำให้สำนึกในบุญคุณบ้างเลย”

“มีหรือไม่มีฉันไม่รู้หรอกน้าหวาน  รวยแล้ววิเศษมาจากสวรรค์ชั้นไหนเหรอ ก็ไม่ใช่เพราะไอ้พวกคนรวยเหรอที่มันโกงคนจนๆอย่างพ่อแม่ฉัน ทำให้พ่อแม่ฉันต้องตาย น้าหวานนับถือคนรวยมากนักก็เดินไปกราบแทบเท้าเขา

เลยสิ กราบเช้ากราบเย็น กราบให้สำนึกความเป็นทาสของน้าหวานมันซึมเข้าไปในหัว”

“นังรส!!” หวานตบหน้ารสสุคนธ์อย่างแรง

“ถ้าน้าหวานพูดมากอย่างนี้อีกฉันจะทำให้บ้านนี้ป่วนที่สุด วุ่นวายที่สุดเลยคอยดู” รสสุคนธ์ประกาศทั้งน้ำตา

“ระวังจะไม่มีที่ซุกหัวนอน...คิดบ้างสิ”

“น้าหวานนั่นแหละต้องคิด ถ้าคุณผู้หญิงเขาเฉดหัวฉันออกไป ฉันยังสาวคงไม่ยาก แต่น้าหวานจะไปตายที่ไหนก็คิดเอา”

พูดจบเธอสะบัดหน้าเมินหนี หวานหงุดหงิดแทบบ้าแต่ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้

ooooooo

เมื่อลั่นทมต้องการพบหมอผัน อุษากับธารินทร์จึงไปรับเขามาพร้อมต้อยติ่ง แต่แค่มาส่งที่บ้านแล้วหนุ่มสาวก็พากันกลับไปทำงาน ทิ้งต้อยติ่งไว้กับหมอผันและลั่นทม

ในขณะที่ธารินทร์ขับรถไปส่งอุษาที่โรงงาน ทั้งคู่เห็นกับตาว่ารสสุคนธ์นั่งรถออกไปกับชีพ อุษาสงสารน้าสาวที่โดนสามีนอกใจ  ธารินทร์ก็เช่นกัน  กำชับแฟนสาวอย่าให้คุณน้ารู้เรื่องนี้เดี๋ยวจะป่วยไปอีก

ที่บ้านลั่นทม หวานให้ยาใจมาพาเด็กหญิงต้อยติ่งออกไปเล่นข้างนอก ส่วนตัวเองนั่งอยู่กับลั่นทมที่พูดคุยกับหมอผันเรื่องอาการเจ็บไข้ได้ป่วย

หมอผันเคยฝากยาสมุนไพรมาให้ลั่นทม แต่ชีพไม่ยอมให้กินเพราะกลัวจะไม่ปลอดภัย หมอผันรับรู้แต่ไม่ว่าอะไร ให้คำแนะนำว่า

“อาการที่เป็นอยู่นี่อาจเกิดจากกรรมเก่าที่เคยทำมา แล้วก็เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงด้วยครับ ต้องกินยาบำรุงแล้วก็ต้องสวดมนต์ไหว้พระทำบุญมากๆ อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เขาจะได้อโหสิกรรมให้เรา”

“ค่ะหมอ...เรื่องยาช่วยจัดให้ด้วย ฝากยัยอุษามาก็ได้ หวานคงดูแลฉันเรื่องนี้ได้ ส่วนเรื่องสวดมนต์ไหว้พระฉันจะทำให้มากขึ้นกว่าเก่า”

ลั่นทมตั้งใจทำตามคำแนะนำของหมอผันทุกอย่าง พยายามรักษาตัวให้หายเป็นปกติเพื่อตัวเองและชีพสามีสุดที่รัก หารู้ไม่ว่าเขากำลังนอกใจเธอ เสพสุขกับรสสุคนธ์ที่ทอดกายให้ด้วยความเต็มใจ

หลังจากสุขสมอารมณ์หมายแล้ว รสสุคนธ์ถือโอกาสออดอ้อนชีพขออยู่ห้องแอร์เย็นๆแทนห้องเล็กแสนคับแคบ ชีพยินดีไม่มีปัญหา รับปากจะจัดการให้โดยเร็ว

รสสุคนธ์ยิ้มย่องลำพองใจ กลับถึงบ้านในค่ำนั้นได้ยินน้าหวานบ่นเรื่องเดิมๆ ดักคอไม่ให้แย่งสามีเจ้านายก็สุดแสนจะรำคาญ ตัดสินใจหยิบสร้อยข้อมือเส้นหนึ่งส่งให้หมายปิดปาก แต่กลายเป็นว่าหวานยิ่งโมโห ถามอย่างจับผิดว่าเอาเงินที่ไหนมาซื้อทอง

ขณะที่สองน้าหลานทุ่มเถียงกันอยู่ในห้องพัก อุษานำเอกสารจากฝ่ายบุคคลขึ้นมาให้ลั่นทมเซ็นอนุมัติรับรสสุคนธ์เป็นพนักงานประจำ ลั่นทมไล่เรียงแล้วจำได้ว่ารายนี้เพิ่งไปทำงาน ถามว่าทำไมถึงบรรจุเร็วนัก อุษาไม่ทันตอบ เห็นชีพเดินเข้ามาเลยโบ้ยให้น้าสาวถามสามีเอาเอง

เมื่ออยู่กันตามลำพัง ชีพอ้างชื่อสายสมรเป็นคนบอกว่ารสสุคนธ์หัวไวเรียนรู้งานเร็ว ลั่นทมคล้อยตามเพราะรักและไว้ใจสามี ยิ่งพอเขาหอมแก้มซ้ายขวาก็ใจอ่อนไปหมด ยอมแม้กระทั่งเปลี่ยนห้องให้หวานใหม่เพื่อตอบแทนความดีที่ดูแลเธอมาตลอดอย่างที่ชีพอ้าง

หวานไม่ได้ยินดียินร้ายกับห้องใหม่ที่ใหญ่กว่าเก่าแถมติดแอร์เย็นฉ่ำ เพราะแน่ใจว่าเป็นฝีมือรสสุคนธ์ แต่ดุด่าไปหล่อนก็ไม่สลด ซ้ำยังบอกอย่างลำพองด้วยว่า “อยู่เฉยๆเถอะน่า ฉันทำให้น้าหวานสบายได้ก็แล้วกัน”

หวานอึดอัดคับแค้นใจ แล้วก็ยิ่งกลัดกลุ้มเมื่อได้ยินบรรดาสาวใช้จับกลุ่มซุบซิบนินทาการกระทำของรสสุคนธ์ที่เอาตัวเข้าแลกเพื่อความสุขสบายโดยไม่คำนึงว่าใครจะเดือดร้อนหรือทุกข์ใจสักแค่ไหน

ooooooo

วันก่อนหมอผันแนะนำให้หมั่นทำบุญไหว้พระ เช้าวันนี้ลั่นทมจึงชวนอุษากับธารินทร์ไปวัด ไหว้พระประธานในโบสถ์และอธิษฐานให้ตัวเองหายจากโรคประหลาดที่เหมือนตายทั้งเป็น ขอให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมแก่ตนด้วย

อุษากับธารินทร์ปลอบใจลั่นทมที่นั่งน้ำตาซึม ขอให้เธอต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บและสู้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เธอเป็นทุกข์ พวกตนจะอยู่เคียงข้างเธอตลอดไป

“แต่บางทีน้าก็อดปลงไม่ได้หรอกอุษา...บางทีก็นึกอยากตายขึ้นมาจริงๆ”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ” ธารินทร์ท้วงขึ้นมา

ลั่นทมนิ่งไป...หลังจากนั้นทั้งสามคนออกจากโบสถ์เดินผ่านจุดบริการทำบุญซื้อโลงศพแก่ศพผู้ยากไร้ไม่มีญาติ อุษาทำท่าจะรีบพาน้าสาวไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด กลัวท่านไม่สบายใจ แต่ลั่นทมกลับเอ่ยขึ้นว่า

“ทำบุญให้น้าหน่อย...เห็นแล้วก็ยิ่งทำให้น้าปลง คนเราแก่งแย่งชิงดีกันแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่มีใครใหญ่เกินโลง”

ooooooo

ตอนที่ 2

หวานตั้งใจจะเอาสร้อยทองที่ชีพซื้อให้รสสุคนธ์ไปคืนลั่นทม แต่พอเห็นเจ้านายเพิ่งไปไหว้พระกลับมาก็ไม่อยากทำให้ท่านไม่สบายใจ จึงถือถุงสร้อยเดินเลี่ยงออกมาแต่ไม่นึกว่าพวกสวาทจะเห็น แล้วเลยเกิดซักไซ้จนรู้กันทั้งบ้าน ยกเว้นลั่นทมเพียงคนเดียว

รสสุคนธ์เหิมเกริมมากขึ้น เชื่อมั่นว่าชีพจะเลี้ยงดูตัวเองให้สุขสบาย เธอไม่เพียงวางท่าเหนือกว่าคนรับใช้ในบ้านลั่นทม แต่ยังกระด้างกระเดื่องกับสายสมรที่เป็นหัวหน้างาน แม้แต่อุษาซึ่งเป็นหลานของลั่นทม รสสุคนธ์ก็เถียงอย่างไม่เกรงใจ

หวานหนักใจในการกระทำของหลานสาว พยายามตักเตือนแต่ไม่เป็นผล รสสุคนธ์มักใหญ่ใฝ่สูงต้องการครอบครองทั้งชีพและทรัพย์สมบัติของลั่นทม โดยไม่สนใจเสียงก่นด่าของหวาน แถมยังลำเลิกบุญคุณว่าตนเองเป็นคนทำให้หวานได้ดีมีห้องใหม่ใหญ่กว่าเดิม

“ฉันถามหน่อยเถอะ ถ้าฉันไม่ขอห้องให้น้าได้มาอยู่ห้องกว้างๆอย่างนี้ น้าจะมีวาสนาได้อยู่เหรอ คงตายอยู่ในรูหนูนั่นแหละ นังคุณผู้หญิงมันไม่เคยเห็นความสำคัญของน้าน่ะสิ ตาสว่างได้แล้วน้าหวาน อย่าโง่”

“ตาข้าไม่สว่าง แต่ใจข้าสว่างโว้ยนังรส สักวันกรรมมันจะตามสนองเอ็ง”

ด่าเสร็จหวานผลุนผลันออกจากห้องจะเอาสร้อยทองไปคืนลั่นทมเพื่อให้รสสุคนธ์ถูกเฉดหัวออกจากบ้าน  แต่โชคไม่ข้างมาเจอชีพนั่งกินข้าวอยู่กับเธอด้วย หวานเลยต้องล่าถอยไปอย่างไม่กล้า

หวานกลับมาที่ห้องพักพร้อมสร้อยทอง รสสุคนธ์รู้ทันความคิดน้าสาว กระชากถุงสร้อยมาจากมือแล้วขว้างไปบนเตียงอย่างมีอารมณ์

“อย่าให้ฉันรู้นะว่าน้าหวานคิดจะเอาไปคืนนังลั่นทม เพราะนี่ไม่ใช่ของของมัน...เป็นของฉัน”

“แต่ผัวเขาซื้อให้เอ็ง...อย่าลืม เงินผัวก็เงินเขา”

“เหรอ...งั้นก็รู้ไว้ว่าต่อไปมันจะเป็นของฉันทั้งหมด”

“นังรส! นี่เอ็งคิดอะไรอยู่”

“ถึงขนาดนี้แล้วน้ายังจะสงสัยอีกเหรอ ร่วมมือกับฉันดีกว่า”

หวานสุดจะทนพุ่งเข้าตบหน้ารสสุคนธ์ดังฉาด สำทับว่าคงจะทำให้คนอย่างเอ็งมีสติรู้คิดขึ้นมาบ้าง

“น้าหวานตบหน้าฉันหลายทีแล้วนะ เชื่อฉันเถอะ ไม่ว่าน้าจะร่วมมือกับฉันหรือไม่ ทุกคนในบ้านนี้ก็ต้องคิดว่าเป็นแผนของน้าหวานทั้งนั้น”

“ข้าไม่เกี่ยวข้องกับความชั่วช้าระยำอัปรีย์ของเอ็ง”

“แต่น้าเป็นคนเอาฉันมาอยู่ในบ้านหลังนี้ น้าจะห้ามไม่ให้พวกเขาคิดอย่างที่ฉันพูดได้เหรอ”

หวานนิ่งอั้น น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว พูดพึมพำว่ากรรมเวรแต่ปางไหนถึงได้ส่งผีนรกจกเปรตอย่างเอ็งมาให้ข้า...

รสสุคนธ์ไม่สะทกสะท้าน ยังคงทำตัวเหนือกว่าบ่าวไพร่คนอื่นๆ และเริ่มหนักข้อขึ้นทุกทีชนิดที่พวกสวาทพากันต่อต้าน แล้วพาลไปกระแนะกระแหนหวานด้วยอีกคน ทำให้หวานยิ่งอึดอัดลำบากใจเป็นที่สุด

ชีพแสดงความรักต่อลั่นทมทุกเช้าด้วยการหอมแก้มก่อนออกจากบ้าน แรกๆรสสุคนธ์เห็นก็ไม่มีท่าทีอะไร แต่บัดนี้เธอเป็นเมียชีพแล้วเหมือนกัน จึงวางท่ากระเง้ากระงอดขณะชีพจอดรถรับระหว่างทางก่อนถึงโรงงาน

“นึกว่าจะไม่มารับเสียแล้ว”

“มาสิ ยังไงก็ต้องไปทำงาน”

“เห็นจูบลาเมียทุกเช้า เลยนึกว่าผู้หญิงอย่างรสคงไม่มีความหมายแล้ว รสบอกไว้ก่อนนะ คนอย่างรสไม่มีต้นทุนอะไรจะต้องเสีย ถ้าคุณทิ้งรส รสจะไม่ยอมให้คุณลอยนวลอยู่ได้หรอก”

ชีพหัวเราะหึๆ รสสุคนธ์หันมาถามเขาว่าไม่เชื่อเหรอ

“เปล่า...แต่อยากให้เธอรู้ไว้ ฉันจูบลั่นทมทุกเช้าก็แค่จูบไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้นหรอก...เขากลัวตาย กลัวอึดอัดจะขาดใจตายไปซะก่อน”

“มีอย่างนี้ด้วยเหรอ”

“อ้าว...หวานไม่ได้เล่าให้ฟังเหรอ”

รสสุคนธ์นิ่งไป คิดในใจว่าต้องถามความจริงจากน้าหวานให้ได้

ooooooo

ทันทีที่ถึงโรงงาน รสสุคนธ์ถูกสายสมรไล่บี้เรื่องงานที่มอบหมายแต่อีกฝ่ายกลับขึ้นเสียงใส่อย่างไม่พอใจ

“จะไม่ให้พักกันบ้างเหรอไง คนเพิ่งมาเหนื่อยๆ”

“นั่งรถแอร์เย็นๆยังเหนื่อยอีกเหรอ ถ้าโหนรถสองแถวมาก็ว่าไปอย่าง” อุษาสวนขึ้นมา

รสสุคนธ์ชะงักไปนิด แต่ก็ตอบอย่างไม่แคร์ “ก็แค่บางวัน...ถ้าท่านผู้จัดการไม่ผ่านมาพอดี ฉันก็ต้องโหนรถสองแถว”

“บ่ายคงส่งงานที่ฉันสั่งไว้ได้ทันนะ” สายสมรกำชับอีกทีก่อนเดินจากไป

รสสุคนธ์นั่งหน้าเครียด แอบมองเขม่นอุษาแล้วจงใจตามไปเอาเรื่องที่หน้าห้องน้ำ แต่ถูกอุษาศอกกลับอย่างรู้ไส้รู้พุง

“เธอคิดอะไร ทำอะไร อย่าคิดว่าไม่มีคนรู้ทัน เพียงแต่เธอน่ะโชคดีที่ได้อยู่ท่ามกลางคนมีมารยาท พวกเขาก็เลยไม่อยากใส่ใจกับพฤติกรรมของเธอ”

“พูดเหมือนนั่งอยู่บนหัวฉันเลยนะ ว่างมากนักเหรอ”

“หยาบคาย...ถ้าคุณน้าลั่นทมรู้เรื่องของเธอกับน้าชีพ เธอก็ต้องออกไปอยู่ที่อื่น”

“อุ๊ย...กลัวจัง...ก็บอกไปเลยสิ นังลั่นทมจะได้ขาดใจตายเร็วๆ หรือว่าจริงๆแล้วไม่ออกไปอยู่ที่ไหนก็คิดจะฮุบสมบัติน้าสะใภ้ ก่อนจะดูถูกคนอื่นน่ะก้มดูตัวเองซะบ้าง”

“ฉันไม่เคยคิดอะไรต่ำๆอย่างนั้นหรอกรสสุคนธ์ อย่าเอาคนอื่นไปเปรียบกับตัวเอง”

“อยู่วิมานบนสวรรค์ชั้นไหนล่ะ ถึงเปรียบไม่ได้” รสสุคนธ์กระแทกเสียงใส่อุษาแล้วเดินปึงปังออกไป อุษาได้แต่ส่ายหน้าหนักใจกับความร้ายกาจของผู้หญิงคนนี้

รสสุคนธ์แค้นใจอุษาที่ทำเหมือนอยากเปิดศึกกับตน พอสายสมรมาทวงงานซ้ำอีก คราวนี้หล่อนเลยออกฤทธิ์ออกเดชจะรอให้ชีพมาทวงด้วยตัวเอง พูดจบก็คว้ากระเป๋าเดินออกไปโดยไม่สนใจเสียงเรียกของสายสมรที่บอกว่ายังไม่ถึงเวลาเลิกงาน

ooooooo

คืนนั้น รสสุคนธ์ถามหวานเรื่องอาการป่วยของลั่นทม หวานพูดไปตามจริงเผื่อหลานสาวรู้แล้วจะสงสารเจ้านายของตนบ้าง

“ท่านมีอาการประหลาด บทจะเป็นขึ้นมาก็หยุดหายใจไปดื้อๆ แล้วหัวใจก็ไม่เต้น ชีพจรก็ไม่เต้น...เหมือนคนตายไปแล้ว หมอหาสาเหตุของโรคไม่พบ แต่ว่าท่านรู้ตัวทุกอย่างนะ ไม่ว่าใครจะพูดจะทำอะไร ท่านรู้หมด ท่านต้องรวบรวมพลังให้รู้สึกตัวขึ้นมาให้ได้”

รสสุคนธ์รับฟังแต่ยังไม่ค่อยเชื่อนัก จนกระทั่งกลางดึกลั่นทมมีอาการของโรคประหลาดนี้ขึ้นมา ทุกคน

วิ่งวุ่นกันทั้งบ้าน ชีพดูแลเอาใจใส่ลั่นทมอย่างใกล้ชิดก่อนที่หมอจะมา รสสุคนธ์เห็นแล้วยิ่งไม่เชื่อ แถมหมั่นไส้พูดจาเป่าหูชีพขณะออกมารออยู่นอกห้องตอนหมอตรวจอาการ

“รสบอกตรงๆนะว่าเมียคุณไม่ได้เป็นอะไรหรอก นอกจากโรคสำออยผัว”

“รส...ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะ”

“ก็ไม่เห็นเหรอ พอคุณบอกว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้ามัน...เอ๊ย...เขาต้องตายไป คนอื่นๆก็พากันคร่ำครวญถึงคุณงามความดีที่สั่งสมไว้จนท่วมหัว เลยรู้สึกตัวขึ้นมาทันที ทุเรศ แบบนี้ไม่เรียกว่าโรคสำออยแล้วจะให้เรียกว่าอะไร”

“ถึงยังไงฉันก็ไม่อยากให้เธอพูดแบบนี้ ถ้าใครมาได้ยินเข้ามันไม่ดี”

“รสพูดความจริง ถ้าจะเข้าใจอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ เขาตั้งใจทรมานคุณ...ไม่ใช่สิ ทรมานเราต่างหาก ทำเป็นป่วย แต่ความจริงตรวจสอบคุณทุกอย่าง เงินทองก็ยังควบคุม นี่คงสำออยอยากให้คุณทำกำไรมากกว่านี้น่ะสิ ถึงแกล้งตาย รสบอกตรงๆนะคะ เห็นคุณทำงาน

เหนื่อยสายตัวแทบขาดแล้วสงสาร...เอาล่ะ รสไปนอนดีกว่า พูดมากไปแล้ว นี่มันเรื่องครอบครัวคนอื่นชัดๆ ถ้าเป็นครอบครัวของเรา  รสจะไม่มีวันทำร้ายคุณอย่างนี้เลย”

รสสุคนธ์ทิ้งท้ายเอาดีเข้าตัว...ชีพฟังแล้วยืนอึ้ง อดคิดคล้อยตามไม่ได้...

หมอตรวจอาการลั่นทมพบว่ากล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง จึงกำชับให้เคร่งครัดเรื่องกินยา

“ต่อไปฉันจะพยายามไม่ให้ขาด....หมอคะ ฉันจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้ไหม ยังไงก็ขอให้ฉันทำพินัยกรรมให้เสร็จก่อน”

“ถ้าดูแลตัวเองดีๆ ก็ไม่น่ามีปัญหา แต่หมออยากเตือนว่าอย่าเครียดและอย่าอยู่ในที่ที่ไม่มีอากาศ  อึดอัดหรือสถานการณ์ที่ตื่นเต้นจนเกินไป”

ลั่นทมรับปากแล้วให้อุษาไปส่งหมอ จากนั้นกำชับหวานพรุ่งนี้ให้ตามทนายมาพบตน หวานเลยพูดเรื่องทำบุญบ้านที่เคยเกริ่นไว้  ลั่นทมเห็นด้วยให้หวานดำเนินการได้เลย บอกหมอผันมาเป็นแม่งานนิมนต์พระให้ด้วย

พอหวานกลับมาที่ห้องพัก ไม่นึกว่าจะได้ยินหลานสาวประชดประชันว่าเป็นหมอกับเขาด้วยหรือไงถึงอยู่พยาบาลกันจนป่านนี้

“เอ๊ะนังนี่ เจ้านายเจ็บป่วยจะให้ข้าดูดายได้ไงล่ะวะ ข้าไม่ใช่เอ็งนี่”

“ฉันก็แค่สงสารน้าที่จะต้องอดหลับอดนอนไปดูแลเขาก็เท่านั้น  นี่น้าไม่เห็นความดีของฉันบ้างเลยเหรอ”

“เขาเป็นเจ้าเป็นนายเรา แค่นี้จะเป็นไรไป คุณผู้หญิงเธอน่าสงสาร ท่านเป็นอะไรข้าก็เล่าให้เอ็งฟังหมดแล้วนี่ เอ็งก็น่าจะสงสารท่านบ้าง มีอะไรพอช่วยได้ก็ช่วยกันไป”

“ฉันช่วยอยู่แล้ว น้าไม่ต้องห่วงหรอก ถึงไม่ได้ช่วยคุณผู้หญิงโดยตรง ฉันก็ช่วยคนข้างตัวของท่าน”

“ผีเจาะปากให้เอ็งพูดหรือไงวะนังรส” พูดแล้วหวานถอนใจส่ายหน้าเอือมระอามันจริงๆ

ooooooo

ธารินทร์พาพ่อและหลานมางานทำบุญบ้านลั่นทมตามคำเชิญ แต่ชีพไม่พอใจเพราะไม่ชอบหน้าธารินทร์อยู่เป็นทุน ขณะที่รสสุคนธ์ก็คอยยุแหย่เป่าหูชีพว่าอุษาคิดจะฮุบสมบัติของลั่นทมถึงขนาดพาญาติแฟนมาเป็นแม่งาน อีกหน่อยคงย้ายมาอยู่ที่นี่กันหมด

ชีพหน้าตึงไม่ยอมแน่ๆ กลับเข้าไปประเคนของถวายพระร่วมกับลั่นทม รสสุคนธ์ตามมาเมียงมองภาพหวานชื่นของคนทั้งคู่อย่างไม่สบอารมณ์ ที่สุดก็สะบัดหน้าออกไปข้างนอก แล้วนึกไม่ถึงว่าจะได้เจอบรรจงแฟนเก่าที่ไม่รู้ว่ามาได้ยังไง

หวานนั่นเองเป็นคนโทร.ตามบรรจงมา ด้วยหวังว่าเขาจะทำให้รสสุคนธ์กลับตัวกลับใจ แต่ที่ไหนได้หล่อนกลับสร้างเรื่องขับไล่บรรจงอย่างไม่มีเยื่อใย โวยวายต่อหน้าน้าหวานว่าเขาคือขโมย บรรจงหวาดกลัวเลยวิ่งหนีไป พวกธารินทร์วิ่งมาจากในบ้านจะติดตามคนร้ายแต่รสสุคนธ์ทัดทาน อ้างโน่นอ้างนี่จนทุกคนยอมกลับเข้าไปร่วมพิธีทำบุญต่อ

หวานเห็นความร้ายกาจของหลานสาวซึ่งหน้าแต่ก็พูดไม่ออก แต่แล้วรสสุคนธ์เองนั่นแหละที่บังเอิญไปได้ยินพวกบ่าวไพร่ในครัวพูดถึงหัวขโมยที่วิ่งหนีแล้วพวกตนจับตัวไว้ได้ ตอนปีนรั้วหนีมันสารภาพว่ามาหาเมียที่ชื่อรสสุคนธ์ ขอร้องให้ปล่อยมันไป มันจะไม่มาที่นี่อีก

พวกสวาทฟังสมพรกับวิเวกเล่าเรื่องราวนั้นแล้วพากันหัวเราะเยาะหยันนังสาวสวยไส้เน่า สักวันจะกระชากหน้ากากเพื่อที่คนบ้านนี้จะได้ตาสว่างกันเสียที... รสสุคนธ์แค้นใจแต่ไม่เผยตัวตอบโต้ เดินฮึดฮัดจากมา แต่อีกครู่ก็ย้อนกลับไปอีกครั้งพร้อมขันน้ำเล่นงานสวาททีเผลอ

สวาทเปียกปอนแถมโดนรสสุคนธ์ด่าอาฆาตแล้วลอยหน้าจากไปอย่างถือดี...ด้วยความเจ็บแค้นใจ สวาทจึงมาเจรจากับหวานตามลำพังในมุมลับตา เพราะยังไม่อยากให้เรื่องรู้ถึงหูคุณนายลั่นทม

“แม่หวานน่าจะรู้ดีว่าหลานแม่หวานกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าแม่หวานไม่จัดการให้เรียบร้อย พวกฉันนี่แหละจะบอกคุณผู้หญิงเอง”

“อย่านะแม่หวาด...ฉันขอร้อง...อย่าทำให้คุณผู้หญิงไม่สบายใจเลย เดี๋ยวจะ...”

“ตอนนี้ยังไม่ได้ทำอีกเหรอ แม่หวานนั่นแหละที่ทำให้คุณผู้หญิงไม่สบายใจ บอกไว้ก่อนนะ ฉันจะไม่ยอมให้หลานสาวแม่หวานมาวางอำนาจเป็นเจ้าเป็นนายของพวกฉันได้หรอก...รีบจัดการด้วย”

หวานหนักใจเหลือเกิน และแน่นอนว่าพอหวานไปตำหนิรสสุคนธ์ ก็โดนหล่อนแหวใส่อย่างไม่กลัวเกรง

“ก็เพราะน้าหวานน่ะสิยุ่งไม่เข้าเรื่อง พาไอ้บรรจงมาทำไม คนในบ้านนี้มันก็เลยดูถูกฉันได้”

“ก็ถ้าแกทำตัวดีๆ มีเหรอที่คนจะดูถูก”

“ฉันไม่ดีตรงไหน ฉันทำทุกอย่างก็เพื่อน้าหวานนะ”

“อย่าเอาข้าไปเกี่ยวข้องด้วย”

“สายไปแล้วน้าหวาน...ตอนนี้ใครๆเขาก็ว่าน้าร่วมมือกับฉัน ทางที่ดีน้าก็ร่วมมือกับฉันจริงๆซะไม่ดีกว่ารึ”

“ข้าไม่ยอมทำบาปร่วมกับเอ็งหรอกนังรส”

“ก็ตามใจ...เอาเป็นว่าเรื่องไหนน้าหวานไม่อยากยุ่ง น้าหวานอยู่เฉยๆ ก็แล้วกัน” รสสุคนธ์สะบัดหน้าเดินหนี ทิ้งหวานยืนอึ้ง ไม่รู้จะทำยังไงกับมันจริงๆ

ooooooo

คืนนี้ ชีพอยากหลับนอนกับลั่นทมแต่เธอบ่ายเบี่ยงด้วยเหตุผลเดิมๆ กลัวโรคเก่ากำเริบ ชีพหมดความอดทนบ่นขึ้นมาอย่างหงุดหงิด

“เบื่อ...เมื่อไหร่นะไอ้โรคบ้าๆของคุณนี่มันจะหายซะที”

“นั่นคุณจะไปไหนคะชีพ”

“เดินเล่นที่สนาม ไม่ต้องตามมาหรอก เดี๋ยวโรคบ้าๆของคุณมันจะกำเริบ”

ลั่นทมเสียใจทรุดตัวลงนั่งน้ำตาซึม ส่วนชีพออกไปเจอรสสุคนธ์เข้ามานัวเนียก็ค่อยอารมณ์ดีขึ้นแต่แล้วจู่ๆหล่อนกลับบ่ายเบี่ยงเหมือนนึกอะไรได้

“อย่าค่ะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าค่ะ อีกอย่างรสกำลังกลุ้ม”

“เรื่องอะไร”

“ก็อีพวกในบ้านนี้สิคะ มันจับตาดูเราสองคน มันพยายามกีดกันรส รสกลัวว่าจะไม่ได้อยู่กับคุณ รสรักคุณค่ะ”

ชีพรวบตัวรสสุคนธ์มากอด กระซิบเบาๆข้างหู “ไม่ต้องห่วง ผมจะไม่ยอมให้พวกเขามาทำอะไรรสได้”

รสสุคนธ์ยิ้มสมใจโถมตัวเข้ากอดชีพแน่น ลั่นทมมองมาจากหน้าต่าง ชัดเจนด้วยตาตัวเองแล้วว่าชีพนอกใจเธอ...อุษาเองก็เห็นภาพนี้ เธอไปบอกหวานที่กำลังตามหาหลานสาว หวานตกใจมากแกล้งส่งเสียงเรียกรสสุคนธ์...สองคนเลยผละออกจากกันทันที

หวานลากรสสุคนธ์กลับเข้ามาในห้องพัก แล้วขับไล่ด้วยความโมโหสุดขีด

“เอ็งออกไปจากบ้านหลังนี้ แล้วก็ออกไปจากชีวิตข้าซะนังรส นังแพศยา นังเนรคุณ สัตว์เดรัจฉานมันยังรู้จักเชื่องกับเจ้าของ แต่นี่เอ็งเป็นคนแท้ๆ ทำไมเอ็งทำร้ายคุณผู้หญิงได้ลงคอ”

“น้าก็เห็นแล้วว่าฉันไม่ได้ตบมืออยู่ข้างเดียว

คุณชีพก็ร่วมตบมือกับฉันด้วย เสียงตบมือมันเลยดังลั่นบ้านไงน้า”

“นี่ข้าด่าเอ็ง เอ็งไม่รู้สึกรู้สาเลยเหรอนังรส”

“ฉันคิดว่าน้าอวยพรฉันต่างหาก”

“นังรส!!”

“หรือว่าไม่จริง ลึกๆแล้วน้าก็แอบให้กำลังใจฉันตลอด อย่าปิดฉันเลยน่า”

“ข้าไม่ได้ชั่วเหมือนเอ็งหรอกนังรส”

“ชั่ว? ทำไมน้าไม่คิดบ้างว่าฉันช่วยเหลือคุณผู้หญิงต่างหาก คุณผู้หญิงผู้น่าสงสาร มีโรคภัยไข้เจ็บตลอดชาติ ฉันช่วยไม่ให้คุณชีพไปมีเมียน้อยนอกบ้านดีเท่าไหร่แล้ว น้ายังจะว่าฉันชั่วอีก ความจริงน้าควรจะสรรเสริญฉันด้วยซ้ำ”

หวานสะอึกอึ้ง ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่ามันดี!

ooooooo

เพียงเช้าวันใหม่ ชีพก็ทำตามความต้องการของรสสุคนธ์ด้วยการลงมาคุยกับบรรดาคนรับใช้ก่อนออกไปทำงานตามปกติ แล้วแวะรับรสสุคนธ์ระหว่างทางเหมือนเดิม รสสุคนธ์รู้เรื่องก็สะใจเป็นบ้า ถามชีพว่าพวกมันไม่ช็อกตายกันไปเลยเหรอ

“ก็ไม่นี่...ว่าแต่รสจะให้รางวัลอะไรผมล่ะ”

“แหม...แบบนี้ก็ต้องให้สิคะ ให้พวกนังหวาดมันรับใช้รสไม่ต่างกับรสเป็นเจ้านายมันอีกคนหนึ่ง รสสะใจจัง”

“งั้นเราอย่าเพิ่งเข้าที่ทำงานเลยนะ เลยไปคอนโดฯก่อน”

รสสุคนธ์แสร้งทำสะเทิ้นอายแต่ก็พึงพอใจ...ยอมทอดกายให้ชีพหาความสุข พลางนึกในใจว่าถ้าไม่ได้บ้านหลังใหญ่ คอนโดฯหรูหราแห่งนี้ก็ไม่เลว...

เมื่ออุษาเห็นชีพเข้ามาทำงานพร้อมรสสุคนธ์ เธอหาจังหวะเหมาะเจรจากับฝ่ายหญิงอย่างตรงไปตรงมาให้เลิกยุ่งกับชีพ ไม่เช่นนั้นตนจะฟ้องน้าลั่นทมให้เฉดหัวออกจากบ้าน

“อยากฟ้องก็เชิญ โธ่เอ๊ย ที่แท้ก็อยากให้คุณผู้หญิงช็อกตายใช่ไหมล่ะ จะได้ฮุบสมบัติของน้า”

“ไม่มีใครคิดสกปรกได้เท่าเธออีกแล้ว...รสสุคนธ์”

“ก็ไม่มีใครล้ำลึกเท่าเธอเหมือนกัน น้าชายตายตั้งนานแล้วก็ออกจากบ้านเขาไปซะทีสิ จะอยู่ทำไม ถ้าไม่หวังสมบัติ”

“ฉันไม่คิดเลยว่าเธอจะเลวถึงเพียงนี้”

“ฉันยังยืนยันคำเดิมนะคุณอุษา อยากฟ้องให้คุณผู้หญิงช็อกตายก็เชิญเลย เชิญไปบอกเลย กล้าไหมล่ะ”

ถ้อยคำท้าทายของรสสุคนธ์ทำให้อุษาหดหู่เศร้าใจ ตกเย็นเจอธารินทร์จึงปรึกษาว่าตนอยากบอกเรื่องนี้ให้น้าลั่นทมทราบ ท่านจะได้เฉดหัวรสสุคนธ์ออกจากบ้าน แต่ชายหนุ่มกลับบอกว่าบางทีคุณน้าอาจรู้แล้วก็ได้ คนเป็นผัวเมียกันมีหรือจะปิดบังอะไรกันได้ เธอคงรู้ว่าชีพไม่ได้จริงจังกับรสสุคนธ์

“ผู้ชายน่ะมีคนมาเสนอก็ต้องสนอง...มันเป็นธรรมชาติ”

“รวมถึงผู้ชายคนนี้ด้วยหรือเปล่า”

“เว้นผู้ชายที่ชื่อธารินทร์หนึ่งคน เพราะคนคนนี้รักใครรักจริงตลอดไป” ธารินทร์พูดจากใจ อุษายิ้มเขินอาย

ooooooo

บรรดาคนรับใช้ในบ้านลั่นทมเริ่มตั้งตัวเป็นศัตรูกับรสสุคนธ์เพราะหล่อนวางอำนาจราวกับเป็นเจ้านายอีกคน ฝ่ายอุษาที่รู้เห็นเรื่องของชีพกับรสสุคนธ์มาพักหนึ่งแล้วก็ถึงคราวอดใจไม่ไหวอยากบอกให้น้าสาวรับรู้

แต่พอเธอจะเอ่ยปากก็มีเหตุให้ชะงักไปอีก เพราะชีพรีบมาดักคออย่างรู้แกว ลั่นทมเองพอจะทราบเรื่องที่ชีพนอกใจแต่เลือกที่จะนิ่งเสียเพื่อให้โอกาสเขากลับตัวกลับใจ พร้อมกันนี้ก็พยายามทำตัวเองให้สดชื่นแจ่มใสจะได้หายจากโรคประหลาดที่เป็นอยู่เสียที

ลั่นทมตัดสินใจชวนชีพไปเที่ยวพักผ่อนที่ระนองในวันรุ่งขึ้น โดยเธอขอขับรถเองแต่ชีพไม่ยอมเพราะกลัวจะเกิดอุบัติเหตุถ้าโรคประหลาดของเธอกำเริบขึ้นมา ส่วนรสสุคนธ์แอบอิจฉาลั่นทม แต่พอชีพนำเงินก้อนหนึ่งมาให้ไว้ใช้จ่ายในยามที่เขาไม่อยู่ หญิงสาวค่อย
อารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังไม่วายหยอดว่าถ้าเปลี่ยนจากเงินเป็นทะเบียนสมรสได้ก็จะดี

เมื่อชีพไม่อยู่ รสสุคนธ์ตั้งใจจะแวะไปนอนเล่นที่คอนโดฯ บ้าง แต่กลายเป็นว่าพนักงานไม่อนุญาตให้เข้าถ้าไม่มีเจ้าของห้องมาด้วย เธอเลยหน้าแตกกลับออกมาด้วยความเจ็บใจ แล้วพาลไม่ไปทำงาน กลับมานอนอุตุอยู่บ้านอ้างกับน้าหวานว่าปวดหัว อย่าเคี่ยวเข็ญคนป่วยเลย

“ปวดหัวงั้นเรอะ อิจฉาที่เขากลับไปรักกันเหมือนเดิมล่ะสิ กลับตัวกลับใจเสียใหม่เถอะนังรส”

“เมื่อไหร่จะเลิกเรียกฉันว่านังว่าอีซะทีนะ”

“จะให้ข้าเรียกว่าคุณผู้หญิงรึไง แข่งอะไรก็แข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนาน่ะไม่ได้หรอก ทำตัวดีๆคนเขาก็ยังให้โอกาส”

“โอกาสของคนแพ้ คนไม่มีทางสู้อย่างน้าหวานไง ชาตินี้ทั้งชาติถึงได้อยู่แต่ก้นครัว”

“แต่ข้าก็มีศักดิ์ศรีโว้ย เดินไปทางไหนก็ไม่มีคนมาชี้หน้าด่าได้...อีเนรคุณ แย่งผัวเจ้านาย”

“หยุดซะทีได้มั้ย ฉันเบื่อที่จะฟัง” รสสุคนธ์โวยวายดังลั่นอย่างเหลืออด

เสียงน้าหลานทะเลาะกันดังลอดออกไปนอกห้อง ทำให้พวกสวาทพากันตกใจ แต่เดี๋ยวเดียวก็เดาได้ไม่ยากว่าผีแพศยาคงเข้าสิงรสสุคนธ์เพราะทนไม่ได้ที่เมื่อเช้าเห็นผัวเมียเขารักกัน

ooooooo

เย็นนั้น ธารินทร์มารับอุษาและบอกให้เธอรู้ว่าเขาอาจต้องย้ายไปประจำการที่อื่น พอเขาเร่งรัดเรื่องแต่งงานที่เคยเกริ่นไว้เพื่อที่เธอจะได้ไปกับเขาด้วย อุษากลับบอกตรงๆว่ายังไม่คิดเรื่องนี้เพราะเป็นห่วงน้าลั่นทม

ธารินทร์ฟังแล้วอดน้อยใจไม่ได้ แต่เพราะความผูกพันที่มีต่อกันมานานระหว่างสองน้าหลานเลยทำให้เขาไม่อาจเห็นแก่ตัวอยู่ฝ่ายเดียวได้

อุษายิ่งไม่สบายใจเมื่อรู้จากหมอผันว่าดวงชะตาของลั่นทมน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เธอไปเที่ยวระนองกับชีพ กลัวโรคประหลาดจะกำเริบขึ้นมาอีก แต่ปรากฏว่าลั่นทมแข็งแรงมาก เธอสนุกสนานกับการว่ายน้ำหรือแม้แต่กิจกรรมโลดโผนอย่างขี่ม้าก็ทำได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

ตกกลางคืน เธอดินเนอร์กับชีพด้วยสีหน้าสดชื่นแจ่มใส พูดคุยกับเขาอย่างอารมณ์ดี

“ทมมีความสุขจังค่ะ อาการป่วยก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง สงสัยว่าที่ผ่านมาทมอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน”

“ผมดีใจที่ทมหาย...ต่อไปเราจะได้มาเที่ยวแบบนี้กันบ่อยๆ”

“ค่ะ แล้วทมก็จะกลับไปช่วยงานชีพที่โรงงาน”

“ผมยังไม่อยากให้ทมเหนื่อย”

“ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ บอกแล้วไงไม่อยากอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน”

“ถ้าหายดีแล้วผมไม่อยากให้คุณคิดเรื่องพินัยกรรม ผมบอกแล้วไงว่ามันจะเป็นลางไม่ดี”

“โธ่ชีพ...นึกว่าเรื่องอะไร คงไม่ได้แล้วละค่ะคุณ ทนายร่างพินัยกรรมเสร็จแล้ว ทมก็เห็นชอบกับพินัยกรรมฉบับใหม่ ยุติธรรมกับทุกฝ่าย”

“แม้แต่ผมเหรอ”

“ค่ะ...ทมรักคุณนะคะ รักมากที่สุด...พินัยกรรมนั่นเป็นเรื่องของชีพล้วนๆเลยนะคะ”

ชีพตื่นเต้นดีใจมากแต่สงวนท่าทีเพื่อไม่ให้น่าเกลียด ทำเป็นปากหวานให้เธอตายใจ

“โธ่ที่รัก...ผมไม่เคยคิดจะยุ่งเกี่ยวอะไรกับสมบัติของคุณเลย...สักนิดผมก็ไม่สน”

“ไม่รู้ละ ทมตายเมื่อไหร่ เปิดพินัยกรรมออกมา ชีพก็รู้เองแหละค่ะ”

หลังอาหารมื้อพิเศษนั้นแล้ว ชีพเอาใจลั่นทมด้วยการพาไปเต้นรำ สองคนกอดซบกันไปตามจังหวะเพลงไพเราะอย่างอบอุ่นและอิ่มเอมใจ

“ผมมีความสุขที่สุด อยากกอดคุณ อยากอยู่ใกล้คุณอย่างนี้ตลอดไป” ชีพปากหวาน

“สัญญาได้ไหมว่าจะรักทมตลอดไป”

“โธ่...ทมจ๊ะ ผมอาจจะเหลวไหลไปบ้าง นอกลู่นอกทางบ้างแต่ขอให้ทมรู้ไว้ไม่มีใครแทนคุณได้แน่”

ลั่นทมตื้นตันใจ ซบหน้ากับอกกว้างของชีพอย่างสุขล้น

ooooooo

วันเดินทางกลับบ้าน ลั่นทมดื้อรั้นขอขับรถเองจนได้ ชีพไม่มั่นใจแต่ก็ไม่รู้จะทัดทานเธอย่างไร จนกระทั่งใกล้ถึงเต็มทีจึงลองพูดกับเธออีกครั้ง

“ผมขับเองดีกว่า...คุณขับมาไกลแล้วจะเหนื่อย”

“ไม่ค่ะ จะขับให้ถึงบ้านเลย อ้อ เดี๋ยวแวะดูผลไม้ในสวนหน่อย ไม่ได้แวะไปตั้งนานแล้ว”

“นี่จะไปสวนอีกเหรอ”

“ก็อยู่ติดกับบ้านเรา นิดเดียวเองค่ะชีพ”

ชีพพูดไม่ออก ลั่นทมขับรถต่อไปอย่างอารมณ์ดี แต่ไม่นานนักรู้สึกตาพร่ามัว รถเริ่มวิ่งไม่ตรงทาง ชีพตกใจถามว่าไหวหรือเปล่า?

เขาพูดไม่ทันขาดคำ ลั่นทมฟุบคาพวงมาลัย รถไถลลงข้างทางชนต้นไม้ดังโครมอยู่ตรงปากทางเข้าสวน... สมพร วิเวิกและฉ่ำคนงานในบ้านลั่นทมที่แอบมากินเหล้ากันในสวนได้ยินเสียงตกใจลุกพรวดรีบวิ่งไปดู

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ทั้งสามคนวิ่งกลับมาที่บ้านบอกทุกคนว่ารถชีพเกิดอุบัติเหตุ ทุกคนตกใจแต่พยา– ยามตั้งสติ สวาทให้สมพรพาเจ้านายส่งโรงพยาบาล ส่วนหวานรีบโทร.บอกอุษาที่โรงงาน

อุษารับทราบข่าวร้ายด้วยความตกใจ รสสุคนธ์แอบฟังอยู่ใกล้ๆ พอเห็นอุษาคว้ากระเป๋าผลุนผลันออกไปก็คว้ากระเป๋าตัวเองเดินแกมวิ่งตามไปด้วย

รสสุคนธ์ขึ้นนั่งในรถอุษาหน้าตาเฉย อุษาไม่มีเวลาต่อล้อต่อเถียง ปล่อยเลยตามเลยรีบบึ่งรถไปโรงพยาบาลด้วยความเป็นห่วงลั่นทม พร้อมกันนี้ก็โทร.บอกธารินทร์ด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“รินทร์คะ คุณน้าเป็นอีกแล้วค่ะ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล”

“ใจเย็นๆนะษา คุณน้าลั่นทมคงไม่เป็นอะไรหรอก”

“แต่ครั้งนี้คุณน้าขับรถ รถชนต้นไม้ด้วย ษาว่าคุณน้าต้องกระเทือนมากด้วย...ษากลัวจังค่ะ”

“ผมจะโทร.บอกหมอวัฒนาเพื่อนผมให้ดูแล

คุณน้าลั่นทมเป็นพิเศษ เดี๋ยวผมจะตามไปที่นั่นด้วย”

“ค่ะ แล้วเจอกัน”

รสสุคนธ์เงี่ยหูฟังอยู่ตลอด รีบถามอุษาว่า “แล้วคุณชีพล่ะเป็นอะไรมากมั้ย”

อุษานิ่งเงียบไม่ตอบ รสสุคนธ์ไม่พอใจตวัดเสียง ใส่ราวกับตนเองเป็นเจ้านาย

“ฉันถามว่าคุณชีพเป็นอะไรมากมั้ย ไม่ได้ยินหรือไง”

“ได้ยิน แต่เธอไม่มีสิทธิ์เสียงแข็งแบบนี้กับฉัน”

รสสุคนธ์เชิดหน้าไม่แคร์ อุษาชำเลืองมองไม่พอใจอย่างแรง

ooooooo

ตอนที่ 3

บุรุษพยาบาลเข็นเตียงลั่นทมไปที่ห้องฉุกเฉิน ส่วนชีพนั่งรถเข็นมีเลือดไหลที่ขมับถูกเข็นไปอีกทาง อุษากับรสสุคนธ์มาถึงด้วยความรีบร้อน

อุษาวิ่งไปบอกบุรุษพยาบาลที่กำลังเอาลั่นทมเข้าห้องฉุกเฉินว่าขอให้ตนเข้าไปด้วย ตนทราบดีว่าน้าสาวเป็นอะไร แต่เขาไม่ยอม บอกให้เธอรออยู่ข้างนอก

ธารินทร์มาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน อุษาบอกเขาว่าหมอกำลังดูอาการน้าลั่นทมอยู่ ตนว่าจะไปดูน้าชีพก่อน รสสุคนธ์ได้ยินดังนั้นก็ชิงตัดหน้าไปหาชีพที่ห้องทำแผล...ชีพแปลกใจถามหญิงสาวว่ามาได้ยังไง

“มากับอุษา” ตอบเสร็จ เจ้าตัวเดินเข้ามาพร้อมธารินทร์พอดี

“เป็นยังไงบ้างคะ” อุษาถามชีพ

“ขอบใจที่มาเยี่ยมน้า น้าไม่เป็นอะไรมากหรอก ห่วงก็แต่ลั่นทม ไม่รู้เป็นยังไงบ้าง”

“ให้ตัวเองหายก่อนเถอะ ค่อยห่วงคนอื่น” รสสุคนธ์สวนขึ้นมาอย่างไม่แคร์ใคร อุษาทนไม่ได้ตอบโต้นิ่มๆว่า

“เขาเป็นสามีภรรยากันนี่คะ ก็ต้องห่วงใยกันเป็นธรรมดา”

รสสุคนธ์ชักสีหน้าทันที ชีพเห็นท่าไม่ดีรีบส่งสายตาปรามเธอ แล้วตอบคำถามของธารินทร์ที่อยากรู้ว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ยังไง

“เธอขอขับรถเอง ผมห้ามแล้วแต่เธอไม่ยอม ก่อนหน้านี้เธอก็แข็งแรงดีอยู่นะ แต่พอมาถึงหน้าสวน ก็มีอาการเหมือนเดิม ฟุบไปกับพวงมาลัย...ผมเป็นห่วงลั่นทม”

ชีพเล่นละครห่วงใยลั่นทมเสียจนรสสุคนธ์ชักไม่แน่ใจว่าจริงหรือหลอก พอดีหมอเดินมาตามชีพให้ไปที่ห้องฉุกเฉินเพราะลั่นทมหัวใจไม่ทำงาน ทุกคนตกใจกรูตามหมอไปทันที รวมทั้งชีพที่บาดเจ็บเล็กน้อยแต่ต้องนั่งรถเข็นและมีพยาบาลเข็นรถไปให้

หมอและพยาบาลพยายามปั๊มหัวใจครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ลั่นทมไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น อุษาสงสารน้าสาวกลัวเธอเจ็บจึงขอร้องหมอให้หยุดปั๊ม และคิดว่าอีกไม่นานเธอก็จะรู้สึกตัวเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

“แต่ตอนนี้หัวใจคนไข้ไม่ทำงานแล้วนะครับ”

“นั่นสิ หยุดหายใจนานกว่าทุกครั้งนะษา”

“น้าชีพ...ทุกครั้งคุณน้าก็รู้สึกตัว ครั้งนี้ก็ต้องรู้สึก...จริงๆนะคะคุณหมอ คุณน้าหยุดหายใจแต่คุณน้ารู้สึกทุกอย่างค่ะ”

หมอมองอุษาเหมือนมองคนที่พูดจาไม่รู้เรื่องไม่มีเหตุผลรองรับ ชีพตัดสินเฉียบขาดให้ลั่นทมอยู่ในความดูแลของหมอ ธารินทร์จึงพาอุษาออกจากห้อง โดยที่หมออนุญาตให้ชีพอยู่ได้แค่คนเดียว

ทุกครั้งที่หมอปั๊มหัวใจ ลั่นทมนอนนิ่งแต่ความจริงเธอรู้สึกตัว เจ็บปวดร่ำร้องตลอดเวลาแต่ไม่มีใครได้ยินเสียงเธอสักคน...

หวานและคนรับใช้อีกหลายคนพากันมาดูอาการลั่นทม พอทราบจากอุษาว่าหัวใจเธอหยุดเต้นต่างพากันเศร้าสลด ยกเว้นรสสุคนธ์ที่ดูสาสมใจถึงขนาดเผลอพูดจาไม่น่าฟังออกมาทำนองว่าลั่นทมตายแน่ หวานเลยทั้งหยิกทั้งปรามให้หล่อนอยู่เฉยๆ ไม่ต้องแสดงความคิดเห็น

ลั่นทมรู้สึกตัวตลอดเวลาและพยายามต่อต้านคำพูดหมอที่บอกว่าหมดหวังแล้ว เธอดิ้นรนจะลุกขึ้นแต่ไม่สามารถทำได้ ร่ำร้องว่าตนหายใจไม่ออก อย่าเอาผ้ามาปิดหน้าตน เมื่อบุรุษพยาบาลเข็นเตียงเธอที่มีผ้าขาวคลุมร่างออกมา เธอร้องเรียกอุษาให้ช่วยเหลือ บอกว่าน้ายังไม่ตาย อย่าทำอะไรกับน้า...

ยิ่งได้ยินทุกคนร่ำไห้เสียใจและคุยกันว่าจะเอาศพไปทำพิธีที่วัด ลั่นทมยิ่งทุรนทุรายแต่ไม่มีใครรับรู้ ขณะที่อุษาก็ยังไม่เชื่อว่าน้าสาวเสียชีวิตแล้วจริงๆ พูดทั้งน้ำตาให้น้าเข้มแข็ง ต่อสู้ให้ได้เหมือนทุกครั้ง ไม่งั้นเขาจะเอาน้าไปเผาไปทำพิธีทางศาสนา

“ไม่นะษา...น้ายังไม่ตาย น้ารู้สึกตัวทุกอย่าง น้าเห็น น้าได้ยินษา...บอกเขาทีสิ”

เปล่าประโยชน์ ไม่มีใครได้ยินเสียงของลั่นทมสักคน ธารินทร์ปลอบอุษาให้ทำใจแต่เธอยังยืนยันว่าคุณน้าต้องฟื้นได้เหมือนทุกครั้ง รสสุคนธ์หมั่นไส้สวนขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ไหว อ้างว่าหมอเพิ่งบอกหยกๆว่าหมดหวังก็ยังจะเพ้ออยู่ได้

“ไม่ใช่เรื่องของเธอ อย่ามายุ่ง” อุษาตวาดแว้ด หวานเองก็ทนกับความสาระแนของหลานสาวไม่ไหวจ้องหน้าถลึงตาดุใส่ให้หยุดเสียที แต่รสสุคนธ์กลับยักไหล่ก่อนพูดต่อไปอย่างไม่สนใจใครทั้งนั้น

“รสก็แค่หวังดี อยากให้ทุกคนทำใจค่ะ คนตายไปแล้วก็ต้องตาย ไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้หรอก”

“เผื่อใจไว้บ้างก็ดีนะอุษา ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเสียใจ แต่ว่ามันสุดวิสัยของหมอแล้ว ษาก็ได้ยินนี่”

รสสุคนธ์สะใจที่ชีพเข้าข้างตน อุษาร้องไห้เสียใจไล่คนอื่นๆออกไปจนหมดและไม่ยอมให้ใครฉีดยาหรือทำอะไรกับศพลั่นทม หมอซึ่งเป็นเพื่อนกับธารินทร์เริ่มอ่อนใจและไม่เชื่อเมื่ออุษาบอกว่าน้าของตนรู้สึกตัวแล้ว

ลั่นทมรวบรวมพลังจนสามารถสัมผัสมืออุษาได้แต่ก็แค่ครู่เดียวเท่านั้น คนอื่นๆไม่มีใครเชื่อ อุษาได้แต่ร่ำไห้คร่ำครวญปานจะขาดใจว่าทำไมคุณน้าไม่สู้ ไม่ฟื้นขึ้นมาเหมือนเคย

“ษา...น้าพยายามแล้ว แต่น้าทำไม่ได้ น้าไม่มีแรงเลย” ลั่นทมน้ำเสียงอ่อนแรง ร่างกายอ่อนล้าลงทุกที

ooooooo

ในที่สุดทุกคนก็ช่วยให้ลั่นทมฟื้นขึ้นมาไม่ได้ อุษาเสียใจมาก ยอมให้จัดพิธีศพอย่างไม่มีทางเลี่ยง แต่เธอก็ยังเชื่อว่าลั่นทมจะต้องฟื้น จึงขอร้องเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลไม่ให้ฉีดฟอร์มาลิน โดยมีหมอซึ่งเป็นเพื่อนของธารินทร์ช่วยรับรองให้อีกคน

แต่ชีพไม่รู้เรื่องนี้ เข้าใจว่าศพลั่นทมถูกฉีดฟอร์มาลินหรือยากันเน่าไปแล้ว ขณะนั่งรถกลับบ้านพร้อมกับรสสุคนธ์ สองคนจึงพูดคุยกันด้วยความดีใจว่ายังไงลั่นทมก็ฟื้นขึ้นมาไม่ได้แล้ว ต่อให้เทวดาจากสวรรค์ก็ยังช่วยอะไรไม่ได้เลย

หวานและคนงานในบ้านต่างเศร้าโศกเสียใจต่อการจากไปของลั่นทม โดยเฉพาะกลุ่มของสวาทที่อดคิดไม่ได้ว่าอีกไม่นานเด็กเมื่อวานซืนอย่างรสสุคนธ์คงชูคอขึ้นมาเป็นนายคนใหม่ แต่หวานเอ่ยปากจะขัดขวางทุกวิถีทาง ไม่ยอมให้หลานของตนเนรคุณต่อลั่นทมเป็นอันขาด...

หมอผันใจหายเมื่อทราบข่าวของลั่นทมจากธารินทร์ แล้วเย็นนั้นทั้งหมอผัน ธารินทร์และต้อยติ่งก็เตรียมตัวไปร่วมพิธีรดน้ำศพที่วัด เช่นเดียวกับผู้คนในบ้านลั่นทม แต่รสสุคนธ์กลับเจ้ากี้เจ้าการสั่งให้สวาทกับจิ้มลิ้มไปช่วยงานที่วัดได้แค่สองคน ส่วนคนอื่นๆให้อยู่เฝ้าบ้าน

ใช่แต่คนอื่นไม่พอใจที่รสสุคนธ์วางอำนาจ หวานเองก็รับไม่ได้ ถามรสสุคนธ์ว่ามีหน้าที่อะไรมาสั่งการฉอดๆแบบนี้

“เอาละ ถ้าโง่กันนักไม่มีใครรู้ก็จะบอกให้ว่าคุณชีพให้ฉันทำหน้าที่แทนคุณลั่นทม แล้วนี่ชุดของฉัน แม่หวาดเอาไปรีดให้ฉันแล้วเอาขึ้นไปไว้ที่ห้องคุณผู้ชาย”

“อ้าว...ชุดหล่อนแล้วทำไมถึงให้ฉันเอาไปไว้ที่ห้องคุณผู้ชาย”

“ฉันจะขึ้นไปแต่งตัวที่ห้องคุณผู้ชาย...สั่งให้รีดก็รีบไปรีดเร็วๆสิยะแม่หวาด อะไรพูดแค่นี้ยังไม่เข้าใจกันอีก สมองเป็นอะไรกันไปหมด หรือว่าตะลึงกับข่าวใหม่ที่เพิ่งได้ยิน รู้แล้วก็รีบไปทำงานก่อนที่จะไม่มีงานทำ...ไป๊”

สวาทตะลึงมองหน้ารสสุคนธ์อย่างแค้นเคืองแต่ไม่กล้าเอาเรื่อง หวานอดรนทนไม่ได้ลากหลานออกไปทางห้องพักของตน คนอื่นๆมองตามแล้วซุบซิบกันว่าเป็นอย่างที่พวกเราคิดกันวาสนาเขาดีจริงๆ แต่สวาทพูดโพล่งว่าถ้าดีจริงก็ต้องไม่แย่งผัวชาวบ้านเขาแบบนี้

ส่วนหวานฉุดกระชากรสสุคนธ์เข้าไปต่อว่าในห้องพักอย่างเหลืออด

“กล้าดีขึ้นไปครอบครองห้องคุณผู้หญิงแล้วเหรอ ศพยังคาวัดอยู่เลย ถ้าริจะหน้าด้านก็ให้งานศพผ่านไปก่อนไม่ได้รึไงวะ”

“น้าพูดแบบนี้แสดงว่าเข้าข้างฉันใช่ไหม ถึงแนะนำ ไม่ให้ฉันทำอะไรผลีผลาม...โอ๊ย ฉันรักน้าจังเลย” รสสุคนธ์ยิ้มร่าโผเข้าสวมกอด แต่หวานสะบัดหนีอย่างรังเกียจ

“อย่ามาถูกตัวข้า...นังรส แกมันชั่วช้าหาที่เปรียบไม่ได้...หน้าด้าน”

“ใครว่าหนูหน้าด้าน หนูทำให้คุณชีพมีความสุขต่างหาก นังลั่นทมตายไปแล้ว คุณชีพเขายังหนุ่ม คิดว่าเขาจะกอดศพให้เน่าตามกันไปรึไง ยังไงเขาก็ต้องมีเมียใหม่อยู่ดี น้าอย่าทำเป็นศีลธรรมจัดหน่อยเลย หัดจำตอนที่น้าต้องล้างจานให้มัน เทกระโถนให้มันบ้างสิ”

“นังเนรคุณ!”

“น้าจะว่ายังไงฉันก็ไม่แคร์ ฉันไม่มีวันจะกลับไปทำงานโรงงานหรือเข็นกับข้าวขายเหมือนตอนเด็กๆอีกแล้ว”

พูดจบ รสสุคนธ์เดินเชิดหน้าหนีไป หวานร้องไห้อย่างอัดอั้น ตะโกนไล่หลังไปว่าสักวันกรรมจะตามสนองเอ็ง!

รสสุคนธ์ได้ยินแต่ไม่แคร์ เดินขึ้นมาบนห้องชีพ เห็นเขากำลังแต่งตัวเตรียมไปงานศพ เธอมองสำรวจในห้องไปมาก่อนถามกึ่งบ่นอย่างไม่ชอบใจว่า “สวาทเอาชุดที่ให้รีดมาหรือยัง...ทำอะไรช้านัก”

“นี่...ลั่นทมเพิ่งตาย เธออย่าเพิ่งแสดงอะไรมากนัก คนเขาจะมองเราว่าร่วมมือทำฆาตกรรมลั่นทม...ฉันว่าเธออย่าเพิ่งขึ้นมาใช้ห้องนี้เลย”

รสสุคนธ์ชะงักไปนิดก่อนทำเป็นตัดพ้อต่อว่าด้วยความน้อยใจ

“ก็ได้ค่ะ รสลืมไป รสมาทีหลัง รสเข้าใจดียังไง รสก็ไม่สามารถแทนเมียคุณได้ คุณยังอาลัยอาวรณ์เมียคุณอยู่ ที่รสต้องการเข้ามาในห้องนี้ก็เพราะเห็นว่าคุณบาดเจ็บ อยากมาดูแลคุณ อีกอย่างเรื่องของเราสักวันคนอื่นก็ต้องรู้”

เธอตีหน้าเศร้าแล้วซบหน้ากับแผ่นอกของเขา... เพียงเท่านั้นชีพก็ใจอ่อนยวบ โอบกอดและจูบเรือนผมยาวสลวยของเธออย่างหลงใหล

ooooooo

เพราะเชื่อว่าลั่นทมยังไม่ตายและอาจฟื้นขึ้นมาเหมือนคราวก่อน อุษาจึงนั่งเฝ้าร่างของน้าสาวตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนรดน้ำศพ...

ธารินทร์อ่อนใจไม่รู้จะทัดทานเธออย่างไร ขณะที่คนอื่นๆเริ่มมองท่าทีแปลกๆของอุษาแล้วอดคิดไม่ได้ว่าเธอเสียใจจนเสียสติหรือเปล่า ฝ่ายรสสุคนธ์เริ่มวางตัวมีบทบาทภายในงานจนเกินงาม หวานตักเตือนก็ไม่เป็นผล หล่อนเถียงฉอดๆอย่างถือดี

ลั่นทมนอนนิ่งไม่ไหวติงแต่รับรู้ทุกอย่าง พยายามบอกอุษาว่าตนยังไม่ตาย ไม่ต้องการให้ใครมารดน้ำศพ ยิ่งได้ยินว่าขั้นตอนต่อไปคือมัดตราสังแล้วเอาศพลงโลง ลั่นทมร่ำร้องด้วยความหวาดกลัว กลัวตัวเองหายใจไม่ออก แต่ไม่มีใครรับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของเธอแม้แต่อุษาที่นั่งเฝ้าอย่างใกล้ชิด

อุษาแอบกระซิบบอกสัปเหร่อว่าศพลั่นทมไม่ได้ฉีดยากันเน่าและขอความร่วมมือให้เขามัดตราสังศพอย่าแน่นจนเกินไป ต้องให้หายใจได้ เพราะน้าของตนเคยตายแล้วฟื้น สัปเหร่อคิดค้านในใจแต่ก็ยอมปฏิบัติตาม โดยมีธารินทร์ร่วมรับรู้และรับรองให้สัปเหร่อคลายความกังวลว่าจะโดนใครตำหนิ

ถึงเวลาเอาศพลงโลง อุษากำชับสัปเหร่ออย่าตอกตะปูแน่นเกินไป แง้มไว้ให้น้าของตนหายใจบ้าง ลั่นทมได้ยินทุกอย่างที่อุษาและทุกคนพูด เธอพยายามรวบรวมกำลังตะโกนสุดเสียงบอกว่าตนยังไม่ตาย แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมคือไม่มีใครได้ยินเธอสักคน

ชีพออกไปรับหน้านายไกรทนายความของลั่นทมที่นอกศาลาสวดศพ รสสุคนธ์เดินตามมาเมียงมอง พอเห็นไกรยื่นเอกสารบางอย่างให้ชีพก็ขยับเข้ามาใกล้อย่างสอดรู้สอดเห็น

“ทรัพย์สินทั้งหมดเป็นมรดกตกทอดจากสามีเก่าคุณลั่นทมทั้งสิ้น ซึ่งก็คงต้องเป็นของคุณชีพเพียงคนเดียว” ไกรอธิบาย

“แล้วอุษาหลานแท้ๆของสามีเก่าลั่นทมล่ะคุณไกร”

“คุณลั่นทมเคยเปรยว่าจะเขียนพินัยกรรมยกทรัพย์สินบางอย่างให้คุณอุษา”

“แต่ยังไม่ทันเขียนก็มาตายเสียก่อนใช่ไหมคะ งั้นก็ตัดอุษาออกไปได้ไม่ต้องพูดถึงอีกนะคะ และกรุณาอย่าแสดงความคิดเห็นใดๆด้วย”

ไกรมองรสสุคนธ์ตาขวาง ชีพรู้สึกว่าเธอล้ำเส้นเกินไปจึงบอกให้กลับไปฟังพระสวดในศาลา แต่เธอไม่ขยับแถมยังเอ่ยปากขอเอกสารจากไกรอ้างว่าจะเอามาศึกษาเพื่อดูแลให้ชีพ

“เอาไว้ไปดูที่บ้านเถอะรส” ชีพเสียงเข้ม รสสุคนธ์จำใจผละไปทั้งที่ไม่พอใจ ส่วนชีพรีบออกตัวกับไกรว่า “เขาห่วงเราไปหน่อย เป็นเด็กอย่าไปสนใจเลย เรื่องทรัพย์สินผมคิดว่าคุณกลับไปประเมินราคาทรัพย์สินให้ครบทุกรายการก่อน ผมจะได้ดำเนินการรับงานต่อจากลั่นทมไม่ให้ขาดตอน”

ไกรรับคำแล้วขอตัวไปกราบศพ แต่ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นอุษาจ้องตาแป๋วมาจากด้านหลังโลงศพ พอกราบศพเสร็จจึงเข้าไปถามเธอว่ามาทำอะไรอยู่ในนี้

“รอคุณน้าฟื้นค่ะ คุณน้าเคยแน่นิ่งเหมือนตายแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ได้หลายครั้งแล้วค่ะ”

“แต่ก็ไม่เคยนานอย่างนี้ และธรรมดาก็ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุก่อนหลับไปอย่างนี้ด้วย น้าเป็นเพื่อนสนิทของคุณน้าของหนู น้าจะพยายามพูดกับคุณชีพให้จัดหาทุนรอนให้หนูสร้างตัว หนูอย่าคิดอะไรมากเลยนะ”

รสสุคนธ์จับตามองทั้งสองคนอย่างสงสัย ธารินทร์มองไปเช่นกัน แต่ไม่ได้คิดอะไรมากกว่าการทักทายกันปกติ

“ถ้าคิดว่าหนูเสียสติมานั่งเฝ้าคุณน้าเพราะหวังแบบที่รสสุคนธ์เข้าใจ คุณน้าไกรเข้าใจผิดค่ะ กรุณาออกไปเถอะค่ะ หนูไม่อยากให้ใครๆสนใจเรา” อุษาตัดบทเสียงเรียบ... ไกรพูดอะไรไม่ออก ค่อยๆถอยกลับออกมาอย่างงงงัน

ooooooo

หลังจากสวดศพเสร็จในคืนแรก รสสุคนธ์เจ้ากี้เจ้าการราวกับเป็นแม่งานออกมายืนเคียงคู่ชีพคอยส่งแขก หวานกระซิบเตือนเธอก็ไม่สน

ชีพสีหน้าไม่สู้ดี พอแขกซาจึงเตือนรสสุคนธ์ให้ระงับกิริยาหน่อย อย่าประเจิดประเจ้อมากนักเดี๋ยวชาวบ้านจะนินทาเอาได้

“คุณชีพกลัวชาวบ้าน กลัวทำไมคะ”

“พวกชาวบ้านนับถือลั่นทมมาก หากพวกเขาเห็นเธอแสดงออกนอกหน้าแบบนี้เขาจะว่าฉันได้ว่าคว้าเธอมาแทนที่ ทั้งๆที่ศพยังคาวัดอยู่ ต่อไปเราจะทำอะไรลำบาก”

“ฮึ! ไม่ใช่พยายามกันรสออกให้ห่างแล้วเบียดบังเอาอะไรต่อมิอะไรไปให้อุษา รสเห็นนะว่าคุณมองอุษายังไง นึกว่ารสไม่รู้เหรอ”

“เหลวไหล” ชีพบ่นเบาๆ แล้วผละไปทางกลุ่มของอุษาที่อยู่ข้างโลงศพ ถามว่าจะกลับกันหรือยัง อุษาบอกว่าตนยังอยากอยู่เป็นเพื่อนคุณน้า รสสุคนธ์เสนอหน้าเข้ามาทันที

“คุณธารินทร์ต้องดูแลหน่อยนะคะ รู้สึกว่าสติคุณษาจะไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว หรือพูดอีกอย่างว่าไม่ปกติ”

“รส” ชีพปรามเสียงขุ่น

“ก็จริงนี่คะ ไม่เห็นเหรอว่าคนทั้งงานเขามองดูอุษายังไง รสเตือนด้วยความหวังดี กลัวคนจะหาว่าคุณอุษาเป็นบ้า”

“ฉันยอมรับว่าฉันเสียสติเพราะสงสารคุณน้าลั่นทม ฉันรู้ว่าคุณน้าถูกหักหลัง”

ชีพเห็นท่าไม่ดีรีบตัดบทขอตัวกลับก่อน อ้างแผลจากอุบัติเหตุเริ่มระบม...เมื่อเหลือแต่คนกันเอง ธารินทร์แปลกใจทำไมวิเวกกับสมพรยังอยู่ ปรากฏว่าอุษาขอให้อยู่แต่ไม่บอกเหตุผล จนกระทั่งเห็นหมอผันเข้ามาก็เลยซักถามจนได้ความว่าอุษาจะเปิดโลงศพ เพราะแน่ใจว่าลั่นทมยังไม่ตาย

“เหลวไหลน่าษา คนตายแล้วไม่มีทางฟื้นได้หรอกน่า”

“เรื่องมหัศจรรย์มันเกิดขึ้นได้เสมอแหละ คนตายแล้วฟื้นมีให้เห็นตั้งเยอะไป นะคะรินทร์...ษาขอร้องขอให้ษาเปิดโลงคุณน้าเถอะค่ะ ป่านนี้คุณน้าคงทรมานแย่แล้ว”

ในที่สุดธารินทร์ก็ยินยอม สมพรคว้าชะแลงจะลงมือ แต่จู่ๆสัปเหร่อเข้ามาขอจัดการด้วยตัวเองเนื่องจากรับเงินจากอุษามาแล้ว เมื่อเปิดฝาโลงเสร็จ ทุกคนเห็นหน้าตาลั่นทมยังสดใส อุษาแน่ใจว่าน้ายังไม่ตาย รีบตัดสายสิญจน์ที่มัดร่างออกแทบหมด ทำให้ลั่นทมรู้สึกหายใจคล่องขึ้น

“คุณน้าได้ยินษาไหมคะ ลุกขึ้นอย่างที่เคยมาแล้วสิคะ พยายามหน่อยค่ะคุณน้า กระดิกนิ้วซักนิดก็ยังดี”

ไม่มีการตอบรับใดๆทั้งสิ้น อุษาผิดหวังอย่างแรงถึงกับร้องไห้ ธารินทร์ให้สัปเหร่อปิดฝาโลง ก่อนจะปลอบใจแฟนสาวด้วยความสงสาร บอกให้ตัดใจ คิดเสียว่าคุณน้าไปสบายแล้ว

ooooooo

กลับมาถึงบ้าน ชีพระงับความดีใจไม่อยู่เอาเพชรนิลจินดาของลั่นทมออกมาอวดรสสุคนธ์แล้วป้อนคำหวานว่าของพวกนี้ต้องเป็นของเธอ แต่ตอนนี้เธอต้องลงไปอยู่กับน้าหวานก่อน

“ทำไมคะ หรือว่าคุณคิดจะให้รสเป็นแค่เมียลับๆ รสไม่ยอมนะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ฉันไม่อยากให้ใครนินทาเรา นี่เพิ่งจะคืนแรกเอง ถ้ารสรักฉันรสก็ต้องเข้าใจ”

หญิงสาวกระฟัดกระเฟียดหันข้างให้อย่างงอนๆ ชีพเชยคางเธอให้หันกลับมา...พลันได้ยินเสียงหวานเรียกหารสสุคนธ์ ชีพเร่งให้เธอออกไป แล้วหยิบเครื่องเพชรชุดใหญ่ขึ้นมา ก่อนแอบเอาไปวางไว้ในห้องนอนอุษาพร้อมเขียนข้อความสั้นๆทิ้งไว้

หวานโกรธจัดที่เห็นรสสุคนธ์ออกมาจากห้องชีพ ลากตัวลงไปด่าอย่างเหลืออด แต่รสสุคนธ์ก็ไม่สะทกสะท้านเหมือนเดิม หวานเจ็บใจและคับแค้นจนไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่กล่าวโทษตัวเองไม่น่าเอานังงูเห่าเข้ามาทำร้ายนายของตนเลย...

ธารินทร์มาส่งอุษา ชีพแอบมองด้วยความหึงหวงเพราะตัวเองหลงรักอุษามาก ขนาดเขาเอาเครื่องเพชรกับเงินจำนวนหนึ่งแอบเข้าไปวางไว้ให้ อุษาก็ยังไม่เล่นด้วย คิดแต่ว่าชีพเลวมากที่มักมากนอกใจน้าสาวของตน

รสสุคนธ์เดินหนีน้าหวานออกจากห้องแล้วเห็นชีพยื้อยุดอุษาก่อนที่ฝ่ายหญิงจะเลี่ยงเข้าห้อง...ความหึงหวงบวกกับความระแวงอยู่เป็นทุนทำให้รสสุคนธ์พุ่งเข้าไปทุบตีชีพพร้อมกับต่อว่าเป็นการใหญ่ แต่ชีพก็อ้างเอาตัวรอดว่า

“ฉันแค่ดุอุษาเรื่องที่เขากลับดึกว่ามันไม่เหมาะสม แถมไอ้ตำรวจนั่นยังจับมือถือแขน ยอมให้มันโอบกอดอีก อุษาไม่ฟังจะเดินหนีฉันก็เลยดึงตัวไว้ก็แค่นั้น นี่เธออย่าหึงหวงอะไรไม่เป็นเรื่องแบบนี้ ฉันไม่ชอบ”

“เขาไม่ใช่หลานคุณซะหน่อย ทำไมคุณต้องสนใจขนาดนั้นด้วย”

“อุษาเป็นหลานลั่นทมก็เหมือนหลานฉัน เรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ ปวดแผลจะตายอยู่แล้วยังมาทำให้ปวดหัวอีก ฉันไปนอนดีกว่า ไร้สาระจริงๆ” ชีพทำเป็นโมโหเดินปึงปังจากไป รสสุคนธ์สงบลงแต่ยังคงไม่ไว้ใจอยู่ดี...ถ้าเขาคิดจะเคลมนังหลานนอกไส้ ได้เห็นฤทธิ์ของตนแน่!

ooooooo

ตอนที่ 4

เช้าวันรุ่งขึ้น รสสุคนธ์เจ้ากี้เจ้าการสั่งพวกสวาท ขนเสื้อผ้าข้าวของของลั่นทมไปไว้ในห้องเก็บของ ชีพรู้เห็นแต่ก็ไม่ห้ามปรามเพราะขี้เกียจรำคาญ ไม่อยากทะเลาะกับเธอต่อหน้าคนรับใช้อุษาตั้งใจเอาเครื่องเพชรกับเงินมาคืนชีพ  แต่พอเห็นรสสุคนธ์อยู่ด้วยก็เลยเดินหนีออกมา แต่รสสุคนธ์เห็นเธอเต็มตาจึงเดินตามมาถามหน้าตาขึงขังไม่ชอบใจ

“เมื่อกี้เธอคิดจะเข้าไปพูดอะไรกับคุณชีพ”

“เกี่ยวอะไรกับเธอ”

“หน้าตาเธอก็ไม่โง่นี่ ตอนนี้เธอก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าฉันกับคุณชีพเราเหมือนคนคนเดียวกัน เพราะฉะนั้นฉันควรจะรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสามีฉัน”

“กับเธอเนี่ยใช้คำว่าเนรคุณยังน้อยเกินไปจริงๆ กล้าพูดออกมาได้ยังไงเต็มปากเต็มคำว่าน้าชีพเป็นสามีเธอ ทั้งๆที่คุณน้าลั่นทมดีกับเธอขนาดไหน”

“ฉันไม่เถียงว่าน้าเธอดีกับฉัน ให้ที่อยู่ที่กิน แล้วตอนนี้ฉันก็กำลังตอบแทนบุญคุณน้าเธออยู่ไง...ทำให้สามี...เอ๊ะ...ไม่ใช่สิ อดีตสามีน้าเธอมีความสุขจนแทบสำลักตายคาเตียง น้าเธอจะได้ไม่ต้องห่วง นอนตายตาหลับไง”

รสสุคนธ์ลอยหน้าลอยตาเยาะเย้ยจนอุษาทนไม่ไหวตบหน้าหล่อนไปที รสสุคนธ์ยอมซะที่ไหนเงื้อง่าจะตบคืนแต่หวานวิ่งเข้ามาแทรกแล้วดุด่าไม่ไว้หน้า แม้ว่ารสสุคนธ์จะบอกว่าตนเป็นฝ่ายโดนทำร้าย หวานก็ว่าแค่ตบยังน้อยไป

“อะไรนะน้า นี่ฉันเป็นหลานน้า แทนที่น้าจะเข้าข้างฉัน”

“หลานเลวๆอย่างแกฉันไม่อยากนับญาติด้วยหรอก ไปเลย...แกจะไปไหนก็ไป”

รสสุคนธ์ฮึดฮัดมองอุษาแบบฝากไว้ก่อนแล้วเดินปึงปังจากไป ส่วนหวานออกตัวกับอุษาว่าตนไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับรสสุคนธ์ ให้ตนไปสาบานที่ไหนก็ได้ อุษาไม่พูดอะไรมากนอกจากบอกหวานให้เตือนหลานบ้างก็ดี เพราะตนรู้สึกว่าหล่อนชักจะล้ำเส้นมากเกินไปแล้ว
 ooooooo

กลางวันแสกๆ โลงศพลั่นทมสั่นสะเทือนก่อนจะกลิ้งตกจากที่ตั้งจนฝาโลงเปิด  ศพกระเด็นออกมานอนนิ่งกับพื้น สัปเหร่อตกใจและไม่เข้าใจว่าโลงหล่นมาได้ยังไง หรือว่าเธอยังไม่ตายอย่างที่อุษาพร่ำบอก จึงลองเอามืออังจมูกเธอก็พบว่าไม่หายใจ

แต่ด้วยความสงสัยผสมหวาดกลัวว่าโลงหล่นมาได้อย่างไร สัปเหร่อจึงไปตามเจ้าอาวาสวัดมาดู หลวงพ่อ เข้ามาพร้อมกับนายสมานผู้ดูแลวัด เห็นสภาพตรงหน้าก็บ่นขรม

“โลงเบ้อเร่อเบ้อร่าหล่นลงมาได้ยังไง แล้วนั่นอะไร ใครแกะผ้าตราสัง มือไม้ไม่ได้มัดเลย”

สัปเหร่อรู้เห็นแต่รับทรัพย์จากอุษามาแล้วรีบแก้ตัวว่าคงหลุดออกตอนโลงหล่น

“มัดกันอีท่าไหนถึงได้หลุดออกมาง่ายๆ”

สมานหันไปเห็นเครื่องมืองัดแงะที่พวกอุษาลืมทิ้งไว้จึงมั่นใจว่าต้องมีคนงัดโลงศพ ซึ่งหลวงพ่อคาดว่าเป็นพวกขี้ยามางัดแงะหาของติดตัวศพแล้วยกโลงขึ้นตั้งไม่เรียบร้อย สั่งสัปเหร่อรีบจัดการซะ โดยให้สมานอยู่ช่วยด้วย แล้วก็อย่ามัวแต่เมาจนปล่อยให้พวกขี้ยาลอบเข้ามาอีก

สองคนช่วยกันจัดการตามที่หลวงพ่อสั่ง ไม่ทันสังเกตว่านิ้วมือลั่นทมกระดิก ได้แต่บ่นกันว่าแปลกมาก ตายมาคืนหนึ่งแล้วยังไม่เน่าไม่เหม็น...แต่ไม่ได้ยินเสียงลั่นทมที่พยายามพร่ำบอกว่าตนยังไม่ตาย เอาตนออกไป ตนกลัวเหลือเกิน!

ooooooo

อุษาเข้าห้องเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ แต่พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นชีพยืนจังก้าอยู่ตรงหน้า เธอไม่พอใจมากถามเขาเสียงขุ่นว่าเข้ามาในห้องของตนทำไม

“ไม่มีอะไรหรอกน่า น้าแค่อยากคุยกับหนูเรื่องรสสุคนธ์...น้าอธิบายได้”

“ษาไม่อยากฟังค่ะ กรุณาออกไปจากห้องษาเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ษาจะตะโกน”

ชีพเห็นแววตาเกลียดชังท่าทางเอาจริงของอุษาก็รีบยกมือห้าม “ตกลง...วันนี้น้าจะออกไปก่อน  ไว้ให้ษาใจเย็นกว่านี้แล้วเราค่อยคุยกัน”

ชีพกลับออกไป อุษารีบเดินมาล็อกประตูแล้วพึมพำอย่างอ่อนอกอ่อนใจว่าตนอยากให้น้าลั่นทมฟื้นขึ้นมาเสียทีจะได้รู้ว่าสามีสุดที่รักของเธอเป็นยังไง...

ตกเย็นทุกคนเตรียมตัวไปวัด รสสุคนธ์แต่งตัวสวยแถมด้วยสร้อยเพชรที่คอยิ่งทำให้เธอดูสง่างามจนชีพเห็นแล้วอดใจไม่ไหวเข้ามานัวเนีย แต่แล้วชีพชะงักจนกลายเป็นผงะ เมื่อมองผ่านกระจกเห็นลั่นทมยืนอยู่ข้างหลัง แต่พอรสสุคนธ์ถามว่าเป็นอะไร เขากลับไม่พูดให้เธอฟัง ได้แต่บอกว่าตัวเองคงตาฝาดไป

เมื่อรสสุคนธ์ลงมาข้างล่าง หวานเห็นสร้อยเพชรที่คอหล่อนก็จังงัง จำได้ว่าเป็นของลั่นทม กระชากเสียงถามหลานสาวว่าเอาสร้อยเส้นนี้มาใส่ได้ยังไง

“คุณชีพเป็นคนให้ฉันใส่ อ้อ ไม่ใช่สิ เขาใส่ให้ฉันเองเลยนะน้าหวาน”

“แกก็น่าจะรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ของคุณผู้หญิงแกไม่ควรบังอาจไปแตะต้อง”

“ถ้าจงรักภักดีมันมากนัก ทำไมไม่ฆ่าตัวตายตามมันไปเลยล่ะ” รสสุคนธ์ยอกย้อนแล้วผละไปด้วยท่าทีไม่ชอบใจ ทิ้งให้หวานตะลึงอย่างเจ็บใจ

ooooooo

ที่วัด...ธารินทร์เห็นอุษายืนอยู่หน้าโลงศพ ตัดสินใจเดินเข้ามาบอกเธอให้เลิกคิดได้แล้วเรื่องที่น้าลั่นทมจะฟื้นขึ้นมา ตนไม่อยากเห็นเธอจมอยู่กับความเศร้า

อุษาไม่พูดแต่มองหน้าแฟนหนุ่ม แววตามีรอยแห่งความเสียใจและผิดหวัง หมอผันเดินตามสัปเหร่อเข้ามาที่สองหนุ่มสาว ฟังเรื่องราวที่แกบอกเล่า

“เมื่อคืนพวกเราคงตั้งโลงศพไม่ดี ตอนสายกลิ้งตกลงมาจากแท่น ดีนะท่านเจ้าอาวาสไม่สงสัยอะไร ไม่งั้นล่ะก็ผมซวยเลย”

 “นั่นไง คุณน้าฟื้นแล้ว คุณน้าคงดิ้นจนโลงกลิ้งตกลงมา เร็วเถอะค่ะรีบยกโลงลงมา ตอนนี้ยังไม่มีแขกมา...นะคะลุง หนูไหว้ละ ลุงช่วยหนูนะ” อุษาพูดระรัวพร้อมกับดึงเงินจากกระเป๋าส่งให้สัปเหร่อ โดยไม่ฟังเสียงปรามของธารินทร์ “เร็วเถอะค่ะคุณลุง ทุกคนช่วยกันนะคะ นึกว่าเห็นแก่ษาเถอะค่ะ”

ที่สุดทุกคนก็ช่วยกันยกโลงศพลงมาวางกับพื้นแล้วสัปเหร่อใช้ชะแลงงัดฝาโลง...ลั่นทมนอนสงบนิ่งไม่มีวี่แววว่าจะฟื้น อุษาหน้าสลดลงด้วยความผิดหวัง

“คุณน้าขา...นี่ษานะคะ ได้ยินษาไหมคะ”

ทุกอย่างเงียบสนิท ธารินทร์ถอนใจก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ผมว่าพวกเรารีบปิดฝาโลงแล้วยกโลงไว้ที่เดิม   ก่อนที่ใครจะมาเห็นเถอะครับ”

ธารินทร์จะปิดฝาโลงแต่อุษาเกาะโลงสะอึกสะอื้นรำพึงรำพันให้ลั่นทมฟื้นขึ้นมาเสียที ขณะที่หมอผันก็ท้วงลูกชายว่าอย่าเพิ่งปิดฝาโลง ให้สังเกตดูศพคุณนายลั่นทม ถึงจะซีดแต่ตัวไม่แข็งและไม่มีกลิ่นด้วย ไม่เชื่อก็ลองจับดู

“พ่อเลิกพูดให้ความหวังษาเสียทีเถอะครับ” ธารินทร์ติง

“ก็พ่อเคยเห็นจริงๆนี่หว่า คนตายแล้วฟื้นมีถมไป ดูซิ ศพคุณนายไม่ขึ้นอืดเลย ได้แต่ซีดไม่แข็งด้วย ลองมา จับดูสิ” หมอผันย้ำอีกครั้ง ธารินทร์เลยแตะมือไปที่ศพ ปรากฏว่าเป็นจริงอย่างที่พ่อพูด

“ทีนี้คุณเชื่อหรือยังคะรินทร์ว่าคุณน้ายังไม่ตาย” อุษาพูดกับแฟนหนุ่มอย่างมีความหวัง

ooooooo

เมื่อชีพกับรสสุคนธ์มาถึง อุษาบอกพวกเขาว่าน้าลั่นทมของตนฟื้นแล้ว ทั้งคู่ตกใจรีบเดินตามอุษามา ที่โลงศพซึ่งเปิดฝาออกเผยให้เห็นลั่นทมนอนนิ่งไม่ ไหวติง
“นี่เธอเล่นตลกอะไรกับน้า ไหนว่าลั่นทมฟื้นแล้ว” ชีพเสียงขุ่นใส่อุษา

“นั่นสิ ก็ยังนอนเป็นผีเน่าอยู่ในโลงเหมือนเดิม ชีพขา...รสว่าหลานสาวคุณคนนี้คงเสียสติไปแล้วล่ะค่ะ”

“ลองดูดีๆสิครับคุณ คุณนายตายไปเป็นวันๆแล้ว แต่เนื้อตัวยังเหมือนคนปกติ” หมอผันช่วยพูด ส่วนอุษาก็ท้าชีพว่าถ้าไม่เชื่อให้ลองจับตัวน้าลั่นทมดู ชีพกล้าๆกลัวๆ ยื่นมือลงไปแต่รสสุคนธ์รีบดึงเอาไว้

“คุณก็จะบ้าตามพวกนี้ไปด้วยเหรอคะ ศพน่ะมีเชื้อโรคเยอะแยะ เดี๋ยวก็ได้ติดโรคเข้าให้หรอก”

ชีพหดมือกลับทันที รสสุคนธ์ยืนยันไม่เชื่อว่าลั่นทมฟื้น ที่โลงหล่นลงมาก็แค่วางไม่ดี แล้วสั่งสัปเหร่อปิดฝาโลงก่อนที่แขกจะมา ถ้าไม่รีบจัดการตนจะไปฟ้องเจ้าอาวาสสัปเหร่อไม่อยากมีปัญหาจึงรีบปิดฝาโลง แต่อุษายังขอร้องชีพให้เอาน้าของตนออกจากโลงรอดูอีกสักคืน ตนเชื่อว่าคืนนี้เธอต้องฟื้นแน่ ชีพลังเลเล็กน้อย แต่พอสบตารสสุคนธ์ที่จ้องเขม็งเป็นเชิงให้ปฏิเสธ ก็พูดเสียงแข็ง

“ไร้สาระน่าษา สิ่งที่เธอทำเท่ากับเป็นการรบกวนไม่ให้คุณน้าไปสู่สุคติ เอาโลงขึ้นที่เดิม นี่เป็นคำสั่งของฉัน ซึ่งเป็นสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของลั่นทม หากใครวุ่นวายกับศพเมียฉันอีก ฉันเอาเรื่องแน่”

รสสุคนธ์อมยิ้ม ปรายตามองทุกคนอย่างสะใจ ธารินทร์สงสารอุษาที่ยืนน้ำตาไหลพรากคับแค้นใจ หลังจากนั้นรสสุคนธ์เข้าไปดูหวานและพวกสวาทที่ช่วยกันจัดสำรับอาหารเลี้ยงแขก ได้ยินหวานบ่นกลัวอาหารจะไม่พอ หล่อนโพล่งขึ้นทันใดว่าจะเลี้ยงอะไรกันใหญ่โตสิ้นเปลือง คนเขามาฟังสวดศพไม่ได้มางานเลี้ยง

“พวกที่มาน่ะเขาผู้ดีมีชาติมีตระกูลทั้งนั้น ไม่ใช่พวกคางคกขึ้นวออย่างเอ็ง กินไม่กินก็ต้องเลี้ยงเขา บางคนเขายังไม่ได้กินอะไรมา พวกคางคกมันจะไปรู้อะไร”

“น้าหวาน...ทำไมต้องขัดฉันทุกเรื่องเลยนะ”

รสสุคนธ์สะบัดหน้าเดินกลับไปอย่างอารมณ์เสีย พวกสวาทหัวเราะสะใจ แต่พอหันมาเห็นหน้าหวานเศร้าก็พากันนิ่งไป

หมอผันกระซิบบอกอุษาว่าตนกำชับสัปเหร่อไม่ให้มัดตราสังแน่นเกินไป ฝาโลงก็ให้ตอกตะปูไว้หลวมๆ อุษาขอบคุณหมอผัน หวังว่าน้าลั่นทมจะหายใจได้บ้าง ธารินทร์ไม่เห็นด้วยกับพ่อ ขอร้องอย่าพูดเรื่องตายแล้วฟื้น อุษาจะได้เลิกคิดเลิกพะวงเสียที อุษาได้ยินเลยงอนเดินหน้าตูมหนีแฟนหนุ่มไป

แขกทยอยกันมาฟังสวดศพลั่นทม รสสุคนธ์เห็นไกรเดินไปคุยกับอุษาก็ทำท่าไม่พอใจบ่นกับชีพว่าทนายคนนี้ไว้ใจได้หรือเปล่า ชีพบอกว่าคงไม่มีอะไร แต่เธอไม่เชื่อ แอบเดินไปฟังแล้วรีบกางกั้นเมื่อได้ยินแว่วๆว่าไกรจะช่วยให้อุษาได้รับส่วนแบ่ง ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้หวังอะไรทั้งนั้น

ไกรเอือมระอากับความจุ้นจ้านของรสสุคนธ์ ย้ำเตือนเธอว่าพินัยกรรมยังไม่เปิด อย่าเพิ่งคาดหวังอะไร

เหตุนี้เองทำให้รสสุคนธ์ยิ่งอยากรู้ข้อมูลทรัพย์สินของลั่นทมทั้งหมด กลับถึงบ้านในคืนนี้จึงออดอ้อนถามชีพก่อนยั่วยวนให้เขาหลงใหลและยอมจดทะเบียนสมรสกับเธอ

ชีพตามใจแต่ต้องผ่านงานศพลั่นทมไปก่อน กันคนนินทา รสสุคนธ์เลยรวบรัดว่าพรุ่งนี้สวดครบสามวันให้เผาเลย อย่าเก็บไว้ร้อยวัน เพราะศพลั่นทมจะยิ่งทำให้เขามีปัญหา...

เช้าขึ้น อุษาลงมาเจอชีพในครัว เธอไม่อยากพูดคุยด้วย ยิ่งได้ยินเขาถามว่าทบทวนข้อเสนอของตน

หรือยัง อุษารับไม่ได้แกล้งบอกปัดว่าตนจำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร ชีพใจกล้าหน้าด้านเคยบอกรักอุษาหมดใจ รสสุคนธ์แค่คนที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป อุษาฟังแล้วยิ่งเกลียดชังเขามากขึ้น สั่งห้ามไม่ให้เขามายุ่งกับเธออีก ชีพรับฟังแต่ไม่เชื่อ ยังไงก็จะเอาชนะและครอบครองหัวใจของเธอให้ได้

อุษาเตรียมตัวออกจากบ้านแต่เช้า ชีพกับรสสุคนธ์ทักถามก็ไม่อยากพูดด้วย รสสุคนธ์ไม่พอใจพาลพาโลผลักไสไล่ส่งหาว่าอุษาเป็นกาฝาก ชีพกับหวานต้องช่วยกันปรามแต่เธอไม่สน พออุษาออกไปแล้วเธอรีบโทร.หาไกร สั่งให้มาพบโดยด่วน ชีพกับตนรอข้อมูลตรวจสอบประเมินทรัพย์สินของลั่นทมที่สั่งไว้เมื่อคืน

ไกรรีบมาทั้งที่ไม่ค่อยชอบใจ เขาต้องการคุยกับชีพโดยตรงแต่รสสุคนธ์ดึงแฟ้มเอกสารมาอย่างเร็ว อยากรู้ว่ามีทรัพย์สินส่วนไหนที่ลั่นทมระบุว่าเป็นของอุษาบ้าง

“ตรงนี้แหละครับที่ผมกำลังตรวจเอกสารอย่างละเอียดก็เลยทำให้ช้า คิดว่าอาจจะมี”

“อย่าพยายามใช้ความเป็นเพื่อนสนิทผัวเก่าลั่นทมมายักยอกเอาอะไรไปให้อุษานะจะบอกให้”

“นี่คุณ...ผมขอพบคุณชีพก่อน” ไกรเริ่มเสียงแข็ง

“ไม่จำเป็น คุณรีบกลับไปทำไอ้ที่ยังไม่เสร็จให้เสร็จภายในวันนี้ เข้าใจมั้ย”

รสสุคนธ์ผลุนผลันเข้าบ้านโดยไม่เชื้อเชิญ ไกรมองตามอย่างงงงัน

ooooooo

นอกจากจะวุ่นวายที่บ้านแล้ว รสสุคนธ์ยังไปวางก้ามข่มทุกคนที่โรงงาน ไม่เว้นแม้แต่อุษา พูดจาราวกับตัวเองเป็นของเจ้าโรงงานก็ไม่ปาน

อุษาเจ็บใจมากแต่ไม่อยากต่อล้อต่อเถียง รีบไปทำธุระของตนที่สุสานซึ่งเตรียมบรรจุศพลั่นทม แล้วเผอิญเจอหมอผันจึงขอร้องให้แกช่วยใช้สมุนไพรปลุกคนตายให้ฟื้นตามตำราหมอเทวดาที่ผู้คนกล่าวขาน แต่หมอผันออกตัวว่า

“ไม่ใช่ลุง ที่ว่าเทวดานั่นปู่ไอ้ธารินทร์มัน ก็พ่อของลุงนี่แหละ สมัยนั้นเขามีวิชาทำคนตายให้ฟื้นได้ แต่เท่าที่รู้มาไอ้ที่ว่าฟื้นน่ะมันบังเอิญ เพราะไอ้คนนั้นไม่ได้ตายแต่ชาวบ้านคิดว่าตาย พอพ่อลุงกรอกยาสองสามจอกมันเลยฟื้น คนเขาก็ติดปากเรียกลุงไปงั้นเอง อย่าบอกใครเชียวนาเสียประวัติพ่อลุงหมด”

“แต่คุณลุงก็เชี่ยวชาญทางยาแผนโบราณ ยังไงก็ต้องได้รับการถ่ายทอดวิชารักษาคนตายให้ฟื้นมาบ้าง”

“โธ่...ตำราที่ว่ามันไม่ได้ใช้กับคนตาย แต่ใช้กับคนที่เหมือนตายเท่านั้น ไอ้ที่ตายจริงๆ ต่อให้หมอเทวดาบวกพระอินทร์ก็ไม่มีทางชุบให้ฟื้นได้นอกจากในหนัง”
“ก็คุณน้าลั่นทมนี่ไงคะเหมือนตาย เราน่าจะลองดูนะคะ ขอให้ได้ลองดูเท่านั้น เราจะขโมยศพมาทำพิธีรักษาดีไหมคะ”

หมอผันตกใจ ปฏิเสธพัลวันแต่พอเห็นน้ำตา

ของอุษาก็ใจอ่อน กลับไปค้นหาตำราของบรรพบุรุษ ส่วนอุษานัดพบธารินทร์เพื่อให้ช่วยหาบ้านเช่า เพราะรสสุคนธ์ไม่อยากให้ตนอยู่ร่วมชายคา นายตำรวจหนุ่มเห็นใจแฟนสาวรับปากจะช่วยเต็มที่ แต่ตอนนี้เขาสงสัยว่าเธอซื้ออะไรมาทำไมต้องใส่ถุงมิดชิด อุษาไม่ตอบ หิ้วถุงเข้าไปซ่อนไว้บริเวณสุสานก่อนชวนเขาไปที่ศาลา

อุษาเข้าไปกราบศพลั่นทมตามปกติ จู่ๆสมานเข้ามาบอกเรื่องเตาเผาไม่พร้อม อุษาสงสัยว่าเตาเผาอะไร สมานเลยสาธยายให้ฟังว่ารสสุคนธ์แจ้งไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้ว่าสวดคืนนี้เสร็จพรุ่งนี้ก็จะเผาชีพกับรสสุคนธ์มาถึงพอดี อุษาต่อว่าชีพที่จะเผาลั่นทมทั้งที่ยังไม่ตาย พูดมาพูดไปเลยมีปากเสียงกัน

ครู่หนึ่ง ก่อนที่อุษาจะยืนยันว่าต้องเก็บศพไว้ร้อยวัน ธารินทร์ไม่กล้าค้านทั้งที่ไม่เห็นด้วย แต่เปลี่ยนไปถามสิ่งที่ค้างคาใจว่าอุษาเอาถุงอะไรไปไว้ในสุสาน

“เครื่องมือกะเทาะปูน ตอนเขาเอาศพไปเก็บษาจะเอาคุณน้าออกจากสุสานไปไว้ที่บ้านเช่า”

“ไม่ได้นะษา ขโมยศพผิดกฎหมาย”

“ศพที่ไหนกันเล่า ก็บอกแล้วว่าคุณน้ายังไม่ตาย”

“ผมเป็นตำรวจ จะยอมให้คุณทำผิดกฎหมายไม่ได้”

“คุณก็ไม่เชื่อษาหรือคะ ขอร้องล่ะค่ะรินทร์ เชื่อษาสักครั้งเถอะ ษามั่นใจว่าคุณน้าต้องฟื้นแน่ๆ ษาจะไม่เอาเครื่องมือนั่นกลับมา จะเอาไว้ที่นั่น ษาจะช่วยคุณน้าให้ได้”
“ก็ได้ งั้นถ้าคุณลงมือเมื่อไหร่ผมจับคุณแน่”

“คนตายไปแล้วสามวันจะมีลักษณะแบบไหนคะ”

“ขึ้นอืด”

“ถ้าคืนนี้เปิดโลงแล้วคุณน้าไม่ได้เป็นแบบนั้นคุณจะช่วยษาไหม...ษาไม่ได้บ้าไม่ได้เสียสติ ทำไมคุณไม่เชื่อษา คุณเป็นคนเดียวที่ษาเหลืออยู่ตอนนี้ คุณเองก็เห็นสภาพร่างกายคุณน้า”
 
“ศพที่ฉีดยาก็มีสภาพแบบนี้” ธารินทร์พูดไปโดยไม่รู้ว่าอุษาแอบขอร้องไม่ให้เจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาลฉีดฟอร์มาลิน พอเธอเฉลยให้เขาฟังแล้วถามว่าจะเชื่อได้หรือยังว่าน้าของตนยังไม่ตาย ธารินทร์ถึงกับอึ้งงันไปทันที

ooooooo

เมื่อได้บ้านเช่าที่ธารินทร์หาให้ไม่ไกลจากโรงพัก อุษาเตรียมการจะเอาศพลั่นทมมาให้หมอผันรักษาเพราะยังหวังเต็มเปี่ยมว่าเธอต้องฟื้น

ทางด้านรสสุคนธ์ที่จ้องจะครอบครองทรัพย์สมบัติของลั่นทมทั้งหมดด้วยการจดทะเบียนสมรสกับชีพให้เร็วที่สุด เธอเร่งทนายไกรให้ตรวจสอบทรัพย์สินว่ามีอะไรอื่นอีกนอกจากโรงงานและบ้านหลังใหญ่ที่อยู่อาศัย แต่พอรู้จากชีพว่าด้านหลังบ้านยังมีเรือนไทยเก่าแก่อีกหลังซึ่งเขาจะยกให้อุษา รสสุคนธ์ก็ออกอาการหวงก้างทั้งที่ไม่ชอบเรือนไทยหลังนี้

เหตุผลสำคัญที่รสสุคนธ์ไม่ต้องการให้อุษาอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันก็เพราะหึงหวง เธอมองออกว่าชีพพึงพอใจอุษา แต่หารู้ไม่ว่าฝ่ายหญิงรังเกียจเขามากขนาดไหน จึงไม่มีความจำเป็นอะไรต้องอยู่ร่วมชายคานอกเสียจากว่าลั่นทมจะฟื้นขึ้นมาแล้วใช้ชีวิตได้ตามปกติ

นอกจากพยายามจะตรวจสอบทรัพย์สินของลั่นทม แล้วรสสุคนธ์ยังวางอำนาจเป็นคุณผู้หญิงคนใหม่ของบ้าน จิกใช้พวกสวาทราวกับเป็นขี้ข้า แต่พวกสวาทมีท่าทีกระด้างกระเดื่องใส่เธอ ยกเว้นว่าอยู่ต่อหน้าชีพจะไม่ค่อยกล้า

อุษาใช้เงินที่ชีพมอบให้มาเป็นค่าใช้จ่ายในการเอาศพลั่นทมออกจากสุสานไปไว้ที่บ้านเช่าเพื่อให้หมอผันรักษาด้วยตำรายาสมุนไพร โดยจ้างสัปเหร่อและลุงสมานผู้ดูแลวัดให้ร่วมมือจนธารินทร์สามารถนำศพของลั่นทมที่ไม่เน่าเหม็นออกไปได้ ซึ่งอุษาสัญญากับแฟนหนุ่ม ว่าถ้าน้าของตนไม่ฟื้นจะรีบนำศพกลับมาคืนโดยเร็วที่สุดก่อนที่จะมีใครล่วงรู้

สมพร วิเวก และฉ่ำคนงานในบ้านลั่นทมทราบเรื่องนี้แต่ไม่มีใครกล้าปากสว่างเพราะได้รับเงินปิดปากจากอุษา หนำซ้ำพวกเขายังร่วมมือกับเธอเพราะอยากให้คุณนายลั่นทมฟื้นคืนชีพเหมือนกัน

ลั่นทมรับรู้ทุกอย่างแต่ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้ จู่ๆวิญญาณเธอออกจากร่างราวกับคนตายไปแล้ว เธอกลับมาที่บ้านและเห็นชีพกับรสสุคนธ์อยู่ด้วยกันฉันผัวเมีย เธอปรากฏตัวให้ชีพเห็นจนเขาขนหัวลุก แต่รสสุคนธ์ไม่เชื่อแถมตะโกนท้าทายอย่างไม่กลัว

วิญญาณลั่นทมล่องลอยกลับไปเข้าร่างด้วยความ รู้สึกเจ็บช้ำและหวาดกลัว ไม่แน่ใจว่าเธอตายไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ แต่ถึงอย่างไรก็ยังตั้งความหวังว่าวิธีรักษาของหมอผันจะทำให้เธอฟื้นขึ้นมาได้

คืนนั้น หมอผันเคี่ยวยาสมุนไพรตำรับเก่าแก่ที่สืบทอดมาจากพ่อ โดยมีอุษานั่งเฝ้าตลอดเวลา ส่วน ธารินทร์กลับไปเข้าเวรที่โรงพัก และให้สมพรกับวิเวกอยู่เป็นเพื่อนอุษา

กลางดึก ทางวัด โทร.มาที่บ้านลั่นทมแจ้งให้ทราบว่าศพลั่นทมหายไปจากสุสาน หวานเป็นคนรับสายตกใจแทบช็อก บอกต่อแก่พวกสวาทแล้วพากันตีความว่าอาจมีคนขโมยศพคุณนายไป หรือไม่ศพก็ออกมาจากสุสานเองและอาจจะกลับมาที่บ้านเพราะตายครบสามวัน

ทุกคนเกาะกลุ่มกันไม่เป็นอันนอนด้วยความกลัวผี ส่วนที่บ้านเช่าอุษาก็ไม่ได้หลับได้นอนนั่งเฝ้าร่างของลั่นทมและจับตาดูหมอผันทำการรักษาตลอดทั้งคืน

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.9 บุญวดี เผยด้านมืด เล่าเรื่องเลวๆ ของพีทให้ชาครีย์ฟัง
20 เม.ย. 2564

09:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 16:18 น.