สมาชิก

ดุจดาวดิน

ตอนที่ 4

ที่มุมรับประทานอาหาร บุญทิ้งนั่งทานขนมอยู่ข้างๆธัญวิทย์ ถูกธัญวิทย์ปัดจานขนมออกห่างอย่างรังเกียจ ถามภูวดลว่า

“มันเป็นใครครับพ่อ...”

ภูวดลบอกว่าพ่อก็ไม่รู้ ปานเดือนโผเข้ากอดบุญทิ้ง ถามอย่างห่วงใยว่า

“ลูกแม่...เป็นอะไรหรือเปล่า” แล้วหันไปด่าธัญวิทย์ตาขวาง “ไอ้เด็กบ้า ไอ้เด็กใจร้าย” ถูกปานดาวเอ็ดว่ามีสิทธิ์อะไรมาว่าลูกตน ธัญวิทย์ได้แม่ถือหาง ก็หันไปตวาดบุญทิ้งว่ามองอะไร ไล่ให้ออกจากบ้านตนไปเดี๋ยวนี้

ปานฟ้า สายอุษา ภาคิน และป้าแก้ววิ่งเข้ามา ปานฟ้าเอ็ดธัญวิทย์ว่าไม่มีสิทธิ์พูดอย่างนั้น ปานดาวเถียงแทนลูกว่า

“ทำไมธัญวิทย์จะพูดไม่ได้ ไม่จริงรึไง ไอ้เด็กข้างถนนคนนี้ต่างหากที่มันควรรู้ไว้ว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ของมัน!”

“หรือว่าคุณฟ้าเห็นเด็กอื่นดีกว่าหลานแท้ๆของตัวเอง” ภูวดลออกโรงปกป้องธัญวิทย์

“พอทีเถอะ ไม่เห็นเหรอว่ายัยเดือนเป็นอะไร” สายอุษาแทรกขึ้นอย่างทนไม่ได้ เมื่อเห็นปานเดือนทำท่าเหมือนจะช็อก ตาเหม่อลอย หอบ หายใจแรง ทันใดก็กรีดร้องสุดเสียง

ปานฟ้ากอดปานเดือนไว้ บุญทิ้งผละออกไปหาภาคินท่าทางตื่นๆ ภาคินกอดบุญทิ้งไว้ เป็นจังหวะเดียวกับที่ปานเดือนหมดสติคอพับ ภาคินบอกให้รีบพาส่งโรงพยาบาล แล้วเขาก็อุ้มปานเดือนออกไป ทั้งสายอุษา ป้าแก้ว และปานฟ้าวิ่งตามไปด้วยความเป็นห่วง

ooooooo

ภาคินอุ้มปานเดือนมาที่รถของปานฟ้า ปานฟ้าหันไปฝากบุญทิ้งไว้กับสายอุษา ป้าแก้วรีบบอกว่าไม่ต้องห่วงตนจะดูแลให้เอง

ปานฟ้าพูดกับปานดาวอย่างไม่พอใจว่า ถ้าปานเดือนเป็นอะไรไปตนจะไม่ให้อภัยเลย กระนั้น ปานดาวก็ยังโต้ว่าจะมาโทษตนได้อย่างไร ปานเดือนเป็นบ้าเอง พูดอะไรนิดอะไรหน่อยก็อาละวาด แบบนี้พูดอะไรก็ต้องระวังตายเลย

ปานฟ้าบอกว่า ใช่ ตราบใดที่ปานดาวยังเห็นว่าปานเดือนเป็นน้องสาวก็ต้องระวังตัว

ปานฟ้าขึ้นรถไป ทุกคนมองตามรถไปด้วยความเป็นห่วง บุญทิ้งจะตามไป ถูกภูวดลกระชากตัวไว้ ตะคอกใส่ “จำไว้นะไอ้หนู อย่ามาที่นี่อีก ไม่งั้นแกตาย!”

“ปล่อยเด็กนั่นเดี๋ยวนี้!” เสียงเติมบุญสั่งพลางเดินเข้ามา

“คุณพ่อ...” ปานดาวอุทานอย่างคิดไม่ถึงว่าพ่อจะลงมา

เมื่อกลับเข้าในบ้าน สายอุษารีบโทร.บอกอนิรุทธิ์ที่อยู่ห้างให้รีบไปเยี่ยมปานเดือนที่โรงพยาบาล

ooooooo

เติมบุญพาบุญทิ้งไปนั่งในมุมสวน ป้าแก้วเอาขนมมาให้ เติมบุญมองดูบุญทิ้งกิน ถามว่าอร่อยไหม ป้าแก้วพูดเสริมว่า ขนมเค้กนี้ ปานฟ้าทำเองเลยนะ

“พี่ปานฟ้าเก่งจังครับ...อร่อยด้วย...” เติมบุญหัวเราะอารมณ์ดี ถามว่าบุญทิ้งเป็นลูกใคร เล่าให้ตาฟังหน่อยได้ไหม

“ผมไม่ทราบครับ คนที่เลี้ยงผมเล่าว่า พ่อแม่ผมเอาผมมาทิ้งไว้ที่กองขยะ” บุญทิ้งก้มหน้าน้ำตาคลอ

เติมบุญสบตาป้าแก้ว ยกมือโอบหัวบุญทิ้งไปแนบอกตัวเองอย่างปลอบใจ

ooooooo

ปานดาวกลับถึงห้องก็พูดกับภูวดลอย่างร้อนใจว่าไหนพิมบอกว่านายพ่วงพาทินภัทรไปขายที่ชายแดนแล้ว ทำไมถึงยังมาที่นี่อีก พิมยืนยันว่านายพ่วงบอกอย่างนั้นจริงๆ ส่วนภูวดลปลอบใจว่า บุญทิ้งเป็นแค่เด็กข้างถนนพ่อแม่เอามาทิ้ง อย่าคิดมากเลย

ปานดาวโต้ว่าตนอดคิดไม่ได้ เพราะเราทำทุกอย่างเพื่อให้ธัญวิทย์ได้รับมรดกของตระกูล พูดอย่างหมายมาดว่าตนจะไม่ยอมให้เด็กนั่นมาเป็นมารขวางทางร่ำรวยของธัญวิทย์เด็ดขาด แล้วหันไปปรามพิมว่า

“อย่าปากสว่างไปล่ะ นอกจากธัญวิทย์จะไม่ได้อะไรแล้ว แกจะไม่มีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ด้วย จำใส่สมองกลวงๆของแกไว้นังพิม!”

พิมรับคำจ๋อยๆ แต่ในใจแค้น พอดีธัญวิทย์เปิดประตูพรวดเข้ามาทวงสัญญาที่ปานดาวจะพาไปเที่ยวพรุ่งนี้ ปานดาวรับปากให้ผ่านๆไป แล้วให้พิมพาธัญวิทย์ออกไป

พอพิมกับธัญวิทย์ออกไปแล้ว ปานดาวบอกภูวดลว่าต้องหาทางทำอะไรสักอย่างจะปล่อยให้ปานเดือนเอาเด็กนั่นมาอุปโลกน์แทนลูกที่หายไปไม่ได้ เพราะถ้าพ่อกับแม่อยากให้ปานเดือนอาการดีขึ้นก็อาจจะเอาเด็กนั่นเข้ามาอยู่ในบ้านได้

“จริงสิ...ผมลืมไป ถ้างั้น เราต้องหาทางกำจัดไอ้เด็กนั่นให้พ้นทางของเรา ไม่ต้องห่วงหรอก ตัวแค่นี้มันไม่รอดมือผมไปได้แน่!”

ปานดาวมองลงไปเห็นเติมบุญนั่งอยู่กับบุญทิ้งอย่างเมตตาก็ยิ่งร้อนใจ ถามภูวดลว่าจะทำยังไงดี??

ooooooo

ขณะที่เติมบุญกำลังคุยกับบุญทิ้งนั้น เขาบอกให้เรียกตนว่าตา และถ้าอยากมาบ้านตาเมื่อไร ตาจะให้คนเอารถไปรับ เติมบุญลูบหัวบุญทิ้งอย่างเอ็นดู

พิมพาธัญวิทย์มายืนดูอยู่มุมหนึ่ง ชี้ให้ดู ยุว่าเห็น ไหมว่าเด็กขอทานนั่นกำลังจะแย่งความรักจากคุณตาไปแล้ว ธัญวิทย์เดินพรวดๆเข้าไปตบหัวบุญทิ้งผัวะ!

“โอ๊ย...” บุญทิ้งร้องตกใจ ป้าแก้วร้องว้าย...ส่วนเติมบุญไม่พอใจ ถามธัญวิทย์ว่าทำไมทำอย่างนี้ ไปเอานิสัยแบบนี้มาจากไหน ลูกหลานตาต้องไม่เป็นคนแบบนี้ ถามว่า “ใครสั่งใครสอนให้เราทำยังงี้...หา”

พิมแก้ต่างให้ว่าธัญวิทย์ไม่ได้ตั้งใจ ถูกเติมบุญดุว่า “ไม่ใช่เรื่องของแก” แล้วหันไปดุธัญวิทย์ “นิสัยเสียอย่างนี้ ระวังตาจะไม่รักเรานะ ธัญวิทย์”

“คุณตาไม่รักผม ผมก็ไม่รักคุณตา” ธัญวิทย์เถียงอย่างก้าวร้าวแล้วสะบัดจะไปตบหัวบุญทิ้งอีก ป้าแก้จับมือไว้ ถูกธัญวิทย์ตวาด “นังแก้ว...ผมจะฟ้องแม่!”

เติมบุญให้จับธัญวิทย์ไว้ตนจะตีสั่งสอน ก็พอดีสายอุษาออกมาถามว่าอะไรกัน ธัญวิทย์โผไปหาสายอุษากอดไว้ร้องไห้ฮือๆ เติมบุญบ่นอย่างผิดหวังว่า “ตัวแค่นี้นิสัยเกเรแล้ว ต่อไปจะเป็นคนดีกับเขาได้ยังไง”

เรื่องธัญวิทย์กลายเป็นประเด็นให้ผู้ใหญ่โต้เถียงกัน

ปานดาวกับภูวดลปกป้องธัญวิทย์ หาว่าพ่อเห็นเด็กกำพร้าสกปรกดีกว่าหลานแท้ๆของตัวเอง ดีแล้วจะได้รู้ไปเลยว่าตนกับลูกไม่มีความหมายในสายตาของพ่อ

ปานดาวต่อว่าพ่ออย่างรุนแรงจนสายอุษาต้องปรามว่าอย่าพูดกับคุณพ่ออย่างนั้น แต่เธอก็ยังจะพูด อ้างว่าตนไม่ผิด

“ผิดสิ ผิดที่แกรักลูกในทางผิดๆไง เพราะเชื้อที่ให้มันเป็นคนชั่วช้าสารเลว” เติมบุญสวนไปอย่างฉุนเฉียว ปรายตาไปทางภูวดลก่อนพูดต่อว่า “เลือดข้างฉันไม่มีแบบนี้หรอก”

ภูวดลชักสีหน้าแต่ไม่พูด ปานดาวตรงไปกระชากบุญทิ้งออกไป บุญทิ้งร้องไห้อย่างตกใจ เติมบุญสั่งให้ปานดาวหยุด ปานดาวไม่หยุด เมื่อป้าแก้วเข้าช่วยบุญทิ้งก็ถูกภูวดลผลักจนเซตวาด “อย่างยุ่ง...อีแก่”

“หยุด...หยุด...” เติมบุญร้องเสียงขาดๆหายๆไม่ทันพูดอะไรก็เป็นลมหมดสติไป

เกิดโกลาหลขึ้น ปานดาวเห็นพ่อเป็นลมก็ปล่อย

บุญทิ้งจนล้มลง ป้าแก้วกับสายอุษารีบเข้าประคองเติมบุญ ภูวดลรีบบอกปานดาวให้ไปดูพ่อ ปานดาวทำเป็นเข้าไปดูอย่างเป็นห่วง ถูกสายอุษาถลึงตาใส่บอกให้หลีกไป

ในจังหวะชุลมุนนั่นเอง ภูวดลแถเข้าไปกระชาก

บุญทิ้งขึ้นมาจับตัวเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอน คำรามลอดไรฟัน

“ไสหัวออกไปจากบ้านนี้ก่อนที่ฉันจะบีบคอแกตายคามือ ไป๊!” ภูวดลผลักบุญทิ้งออกตามไปเงื้อมือจะฟาด

บุญทิ้งร้องไห้โฮ วิ่งหนีไปสุดชีวิต ภูวดลมองตาม

อย่างสะใจ!

ooooooo

ปานเดือนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลไม่นาน อนิรุทธิ์ ก็ตามไปถึง ปานฟ้าบอกว่าตนกับภาคินต้องรีบกลับไปรับบุญทิ้ง อนิรุทธิ์บอกว่าไม่เป็นไร เขาถามหมอถึงอาการของปานเดือนอย่างเป็นห่วง

“คนไข้กระทบกระเทือนจิตใจอย่างแรง ระยะนี้ต้องระวัง หมอเกรงว่าหลังหายจากอาการคลุ้มคลั่ง คนไข้อาจเข้าสู่ระยะที่เรียกว่าซึมเศร้า ถึงตอนนั้นอาจมีอาการหลงผิด”

ปานฟ้าถามว่าอาการหลงผิดเป็นอย่างไร หมออธิบายว่า “ก็อาจจะเห็นภาพหลอน หรือหูแว่วได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง บางทีก็อาจจะคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องอดีต ตอนนี้ฉีดยาให้แล้ว ตื่นขึ้นมาก็คงดีขึ้น พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้”

ปานฟ้ากับภาคินรีบกลับเพื่อไปรับบุญทิ้ง เป็นเวลาที่บุญทิ้งเดินร้องไห้ท่ามกลางรถราและผู้คนมากมาย แต่ไม่รู้จักใคร ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน หนูน้อยร้องไห้น้ำตาอาบหน้า เคว้งคว้าง ไม่รู้จะไปไหน...เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก...

ooooooo

เติมบุญค่อยๆรู้สึกตัว สายอุษาบีบนวดให้สามี พร่ำบอกว่า “อย่าเป็นอะไรไปนะคะ...”

ส่วนปานดาวก็ยังพูดไม่เลิกว่าที่พ่อต้องเป็นอย่างนี้เพราะหลงผิด ไปโอ๋เด็กบ้านั่น แม้สายอุษาจะขอให้หยุดพูดเสียที เธอก็ยังเถียงว่าตนพูดความจริง จนสายอุษาพูดอย่างหมดความอดทนว่า

“ฉันบอกให้แกหยุด แล้วก็ไปให้พ้นหน้าฉันด้วย ไปสิ”

ปานดาวทำท่าจะเถียงอีก ภูวดลจับแขนเมียไว้ไม่ให้ พูด แต่พอได้ยินเติมบุญถามถึงบุญทิ้ง เธอก็สวนไปทันทีว่าป่านนี้เตลิดไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ตอกย้ำอีกว่า

“เด็กมันรู้ค่ะว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านมัน...มันก็ต้องไปตามทางของมันสิคะคุณแม่”

เติมบุญบอกให้ป้าแก้วไปดูบุญทิ้ง ป้าแก้วอึกอักไม่กล้าบอกความจริง จนสายอุษาบอกให้ไป ป้าแก้วจึงออกไป

“ผมรู้สึกว่าเด็กคนนี้คือทินภัทร...หลานของเรา” เติมบุญบอก แต่สายอุษาส่ายหน้า พูดอย่างไม่มีความหวังว่า

“มันจะเป็นไปได้ยังไงคะคุณ...”

ooooooo

ระหว่างที่ปานฟ้ากับภาคินกำลังเดินทางกลับบ้านนั่นเอง ปานฟ้าได้รับโทรศัพท์จากป้าแก้วบอกว่าบุญทิ้งหายไปตนยังไม่รู้จะบอกท่านยังไงดี

ปานฟ้าบอกป้าแก้วให้ใจเย็นและให้บอกท่านว่าภาคินมารับบุญทิ้งกลับไปแล้วดีกว่า ท่านจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง ซึ่งป้าแก้วก็เห็นด้วยเพราะไม่มีทางออกดีกว่านี้แล้ว จากนั้นเธอจึงหันบอกภาคินที่นั่งอยู่ข้างๆว่าบุญทิ้งหายไปจากบ้าน

ภาคินตกใจมาก จากนั้นทั้งสองจึงรีบออกตระเวนตามหาบุญทิ้งไปตามถนนสายต่างๆ

ปานดาวเครียดขึ้นมา เมื่อรู้ว่าเติมบุญคิดว่าบุญทิ้งเป็นทินภัทร แบบนี้มีหวังเอามาเลี้ยงเชิดชูในบ้านแน่ ถามภูวดลว่าจะทำอย่างไรดี ภูวดลบ่นตัวเองว่าไม่น่าไปขู่เด็กนั่นเลย ป่านนี้ไม่รู้เตลิดไปถึงไหนแล้ว...บอกปานดาวว่าเราต้องทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เด็กนั่นมาที่นี่ได้

ขณะนั้นเอง พิมก็มาด้อมๆมองๆ บอกว่าปานฟ้ายังไม่กลับตนคิดว่าคงไปตามหาเด็กบุญทิ้งนั่นแน่ๆ

ปานดาวหน้าเครียด คว้าโทรศัพท์กดโทร.ออกทันที...

ooooooo

ครู่เดียว ก้องภพก็แต่งตัวจะออกจากบ้าน วิมล-วรรณถามว่าจะไปไหนดึกดื่น เขาบอกว่าจะไปบ้านปานฟ้า ทีแรกวิมลวรรณนึกว่าลูกชายนัดกับปานฟ้ากลางดึก หลงดีใจว่าความสัมพันธ์ลึกซึ้ง แต่พอรู้ว่าตอนนี้ปานฟ้ากำลังไปไหนต่อไหนกับภาคินก็แหวขึ้นทันทีว่า
“ไอ้ภาคิน...แม่มันก็เป็นมารหัวใจของแม่คนหนึ่งแล้ว นี่มันยังจะมาเป็นมารหัวใจของลูกอีกเหรอ...”
อานนท์ออกมาได้ยินพอดี เขาถามก้องภพว่า ปานฟ้าบอกรักเขาแล้วหรือ ก้องภพย้อนถามว่า พ่อถามทำไม

“ถ้ายัง หนูปานฟ้าก็ยังมีสิทธิ์ที่จะเลือกคบใครก็ได้”

“แต่ใครคนนั้นต้องไม่ใช่ไอ้ภาคิน” วิมลวรรณเสียงเขียวใส่ ครั้นอานนท์ถามว่าถ้าเป็นภาคินแล้วเป็นไง “ฉันไม่ยอม ก้องภพจะแพ้มันไม่ได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งนั้น อย่าลืมสิคะว่าก้องภพเป็นลูกของเรา”

“ภาคินมันก็ลูกผมเหมือนกัน”

“ก็แค่ไอ้ลูกแม่ทิ้ง ลูกติดจากผู้หญิงไร้สกุลรุนชาติ เป็นลิเกเร่ไปเร่มาไม่รู้นอนกับใครมาบ้าง คุณก็ยังคิดยกมาเชิดชูเป็นลูกออกหน้าออกตา รู้ไหมว่าคนในสังคมเขาพูดถึงคุณว่าไง บอกตรงๆว่าฉันไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว”

อานนท์พูดอย่างรำคาญใจว่าก็เอาไว้บนบ่านั่นแหละ หรือถ้าไม่มีที่ไว้ก็บอกมาจะหาให้ ทำให้วิมลวรรณแผดเสียงกรี๊ดออกมา ตรงเข้าทุบอานนท์ไม่นับ ก้องภพส่ายหน้าแล้วเดินออกไป วิมลวรรณรีบวิ่งตามไปสั่งว่าถ้าเจอภาคินก็เอาให้ตายไปต่อหน้าปานฟ้าเลยยิ่งดี

“คุณแม่ได้เห็นมันยับเยินกลับมาแน่” ก้องภพพูดอย่างผยองแล้วเดินอ้าวไป วิมลวรรณสะใจมากหันยิ้มเยาะใส่อานนท์

“คุณหญิงควรจะยุติธรรมบ้าง เจ้าภาคินมันไม่เคยทำความเดือดร้อนให้เรา มีแต่ก้องภพแหละ เรียนก็ไม่จบ งานการก็ไม่ทำ เอาแต่ผลาญเงินไปวันๆ” อานนท์เตือนสติแล้วเดินไป ถูกวิมลวรรณระเบิดอารมณ์ตามไปว่า

“ใช่ซี้...ใครจะประเสริฐเลิศเลอเท่าลูกลิเกเร่ใจง่ายอย่างไอ้ภาคินล่ะ!”

อานนท์หันกลับมาจ้องหน้าแล้วหันเดินไปอย่างเบื่อหน่าย

ooooooo

ปานฟ้ากับภาคินยังคงขับรถตระเวนตามหาบุญทิ้งไปตามถนนสายต่างๆ ที่คาดว่าหนูน้อยจะไป ปานฟ้าปรารภอย่างหนักใจว่า ถ้าหาบุญทิ้งไม่เจอ ปานเดือนคงอาการทรุดหนักลงกว่านี้อีกแน่ ภาคินได้แต่ปลอบให้ใจเย็นๆ ตนเชื่อว่าเราต้องตามหาบุญทิ้งเจอ

ระหว่างนั้น บนท้องถนนรถติดผิดปกติ ภาคินคาดว่าคงเกิดอุบัติเหตุ เขาลงจากรถไปดู ปานฟ้าใจไม่ดีตามลงไป ได้ยินเสียงชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์กันว่า...ชนแล้วหนี...ตายหรือเปล่า...

ภาคินกับปานฟ้าตกใจรีบเข้าไปดู เห็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับบุญทิ้งนอนคว่ำหน้าอยู่ ปานฟ้าตกใจนึกว่าเป็นบุญทิ้ง แต่เมื่อเข้าไปช่วยเหลือ ปรากฏว่าไม่ใช่

ทั้งสองพาเด็กเคราะห์ร้ายส่งโรงพยาบาล ปรารภกันอย่างโล่งใจว่าถึงมือหมอแล้วคงไม่เป็นไร
“เราจะเจอบุญทิ้งไหมคะ” ปานฟ้าใจคอไม่ดี

“ต้องเจอสิครับ” ภาคินกุมมือเธอปลอบใจ “กลับบ้านก่อนเถอะครับ คุณพ่อคุณแม่ของคุณจะเป็นห่วง ระหว่างที่คุณปานเดือนยังอยู่โรงพยาบาลเราอาจจะโชคดีได้พบแก”

ปานฟ้าพยักหน้าอย่างไม่มีทางเลือก แล้วพากันขับรถกลับ ระหว่างทางรถผ่านบุญทิ้งที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างทาง แต่ทั้งสองไม่เห็น...

ภาคินเสนอว่าตนคงจะต้องให้ตุลย์ช่วยตามหาบุญทิ้งด้วยอีกคน เพราะเขาเป็นตำรวจพอจะรู้ว่าเด็กเร่ร่อนอยู่ที่ไหนกันบ้าง ปานฟ้าเสนอให้ตั้งรางวัลให้ผู้พบเห็น ภาคินติงว่า

“อย่าเพิ่งเลยครับ ผมเกรงว่ารางวัลจะกลายเป็นแรงจูงใจพวกมิจฉาชีพ”

“จริงด้วย...ฉันลืมคิดไป” ปานฟ้าเพิ่งนึกได้ เธอมองไปข้างนอก ภาวนา “ขอให้เจอบุญทิ้งทีเถอะ...”

ooooooo

ปานฟ้ากับภาคินกลับมาถึงบ้าน เจอรถของก้องภพจอดขวางอยู่ เขาลงจากรถเดินตรงมาหาภาคินทันที ภาคินเดินออกมาไม่ทันระวังตัว ถูกก้องภพต่อยเปรี้ยงจนเซไป

“หยุดนะ อย่ามาทำตัวนักเลงแถวนี้” ปานฟ้าเดินเข้าไปห้าม ถูกก้องภพตะคอกว่าตนไม่ฆ่าก็ดีแล้ว “กลับไปเถอะค่ะคุณก้องภพ ไม่งั้นฉันจะเรียกตำรวจมาจัดการข้อหาบุกรุก”

“ปานฟ้า...แล้วไอ้ภาคินล่ะ” ก้องภพมองขวับ

“เขาเป็นแขกของฉันค่ะ...เชิญ!”

ก้องภพกุมแผลที่ปากมองภาคินอย่างแค้นใจ เมื่อภาคินไปเลื่อนรถเปิดทางให้ ก้องภพขึ้นรถขับตะบึงไปอย่างหัวเสีย ปานฟ้าเดินมาหาภาคินถามด้วยความเป็นห่วงว่าเจ็บมากไหม เขาบอกว่านิดหน่อย

“คุณเจ็บตัวเพราะฉันหลายครั้งแล้วนะคะ” ปานฟ้าพูดอย่างรู้สึกเสียใจ ทั้งสองสบตาอย่างเข้าใจกัน...

ooooooo

เมื่อภาคินกลับถึงบ้าน ถูกวิมลวรรณที่ดักอยู่ด่าทันที “เนรคุณ!”

ภาคินอุทาน “คุณแม่...” ถูกวิมลวรรณตวาดว่า ตนไม่ใช่แม่ เมื่อไรจะจำใส่กะโหลกเสียที จนอานนท์เดินมาเรียกเพื่อเตือนสติ ก็ถูกวิมลวรรณแหวใส่ว่า

“ฉันพูดผิดตรงไหนเหรอคะคุณ ก็ฉันไม่ได้เบ่งมันออกมานี่ ฉันจะเป็นแม่มันได้ยังไง คุณก็รู้ว่าฉันกับแม่มันต่างกันราวฟ้ากับดิน ผู้ดีอย่างฉันไม่มีวันเป็นผู้หญิงใจง่ายอย่างมันหรอก”

ภาคินทนฟังไม่ได้เดินออกไป ถูกวิมลวรรณตะโกนถามว่ายอมรับความจริงไม่ได้รึไง อานนท์สุดทนจับตัววิมลวรรณเขย่าอย่างแรง ตะคอกใส่หน้าว่า

“ใช่...คุณหญิงพูดถูก แม่ของภาคินเทียบกับคุณหญิงไม่ได้หรอก ต่างกันราวฟ้ากับดิน ตรงที่แม่ของภาคินแสนดี ส่วนคุณหญิงน่ะชั่วช้าจนหาใครมาเปรียบไม่ได้ต่างหากล่ะ”

วิมลวรรณผลักอานนท์สุดแรง ถามว่าด่าตนหรือ อานนท์ตะคอกใส่ว่า “ใช่!” แล้วเดินไป วิมลวรรณแผดเสียงกรี๊ดสบถ “บ้าเอ๊ย!!”

ooooooo

ป้านุ่มที่รู้เห็นเหตุการณ์ตลอด ตามไปปลอบใจภาคินในห้องนอน บอกว่าอย่าคิดมากเลย คุณหญิงมักอารมณ์ขึ้นๆลงๆ แบบนี้แหละ มองหน้าภาคินถามว่าทำไมถึงได้ลงไม้ลงมือกับก้องภพล่ะ
“ป้าเลี้ยงผมมา ป้าก็ทราบว่าผมไม่เคยทำใครก่อน”

ป้านุ่มบอกว่ารู้ ถามว่าเจ็บไหม เขาพูดเรียบๆ ว่าเจ็บใจมากกว่า แล้วถามป้าว่าทำไมตนถึงไม่มีแม่เหมือนคนอื่นเขา ป้าบอกว่ามี ทุกคนต้องมีแม่กันทั้งนั้น อย่าคิดมากเลย

“ถ้างั้น แม่ผมก็คงเป็นผู้หญิงที่ใจร้ายที่สุดในโลก ถึงได้ทิ้งลูกได้ลงคอ” ภาคินพูดด้วยความน้อยใจ

“อย่านะคะ...คุณหนู พูดยังงั้นจะบาปค่ะ เชื่อป้านะคะ สักวัน คุณหนูได้พบหน้าแม่ แล้วคุณหนูจะทราบว่าเธอเป็นคนดีที่สุดในโลก แล้วก็เป็นแม่ที่รักลูกไม่น้อยไปกว่าแม่คนอื่น...คุณหนูพักผ่อนนะคะ”

“ครับป้า...ผมโชคดีที่ยังมีป้านุ่มเป็นคนคอยให้กำลังใจผม...” ภาคินกอดป้านุ่มอย่างโหยหาความอบอุ่น...

ooooooo

เมื่อออกไปมุมบ้าน ป้านุ่มอดรำพึงอย่างสะเทือนใจไม่ได้ว่า...

“คุณหนูขา...คุณหนูจะรู้หรือเปล่าคะว่า คุณแม่ของคุณหนูก็รักและห่วงคุณหนูยิ่งกว่าใคร”

ป้านุ่มชะงักเมื่อเห็นอานนท์ยืนอยู่ ค้อมตัวจะเดินไป ก็ถูกอานนท์เรียกไว้ ถามว่า ไม่ได้ข่าวบุษบาบ้างเลยหรือ เมื่อ ป้านุ่มบอกว่าไม่ได้ข่าวเลย อานนท์พึมพำอย่างสะเทือนใจว่า...

“เธอจะรู้หรือเปล่านะว่าลูกชายของเธอน่ะเป็นหนุ่มแล้ว”

วิมลวรรณมาได้ยินเข้า แหวขึ้นทันทีว่า

“อะไรกัน! ถึงกับต้องปรับทุกข์กับคนใช้เลยหรือคะคุณพี่...หรือว่า...” วิมลวรรณทำเสียงมีเลศนัย

“ผมนึกว่าปากคุณจะสกปรกอย่างเดียว ใจคุณก็สกปรกด้วย ทำตัวให้เป็นเทพธิดาเหมือนเวลาอยู่ในงานสังคมหน่อยสิคุณหญิง” อานนท์ปรามประชดแล้วเดินไปเลย

ถูกด่าสวนมาอย่างเจ็บแสบ วิมลวรรณขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโกรธแค้นที่ทำอะไรไม่ได้

ooooooo

ดึกแล้ว ลิเกเลิกแต่ยังเก็บเครื่องของไม่เสร็จ จู่ๆ บุษบาก็ได้รับโทรศัพท์จากป้านุ่มที่แอบโทร.ที่เรือนคนใช้ บอกเธอว่า

“เป็นยังไงบ้าง รู้ไหม วันนี้คุณผู้ชายบ่นถึงเธอด้วย” ป้านุ่มพูดเบาๆ อย่างระแวดระวัง

“ฉันไม่เคยนึกถึงเขาหรอกจ๊ะ ห่วงก็แต่ตาหนูเท่านั้น ภาคินเป็นยังไงบ้าง”

เมื่อป้านุ่มบอกว่าคุณหนูสบายดี บุษบาบอกว่าอยากเจอป้านุ่มจัง คิดถึง ป้านุ่มจึงนัดพบพรุ่งนี้ที่เดิม

พอดีช้อยเดินผ่านมา ถามประชดว่าคุยกับชู้รักหรือ บุษบาตอบเสียงเข้มว่า “เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับเธอ”

“อ้าว ! ไหนว่าอยู่คณะเดียวกันควรจะรักกัน  พอฉันถาม ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย กลับหาว่าฉันยุ่ง โอย...อย่าให้พี่ถมจับได้ก็แล้วกัน” ช้อยลอยหน้าประชดแล้วขู่ทิ้งท้าย

บุษบาไม่แยแสเดินผ่านช้อยไปเหมือนผ่านตอไม้ ช้อยเบ้หน้าใส่อย่างไม่แคร์

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น บุษบาเตรียมออกข้างนอกแต่เช้ามืด ถมถามว่าจะไปไหน เธอบอกว่าจะไปตลาดเมื่อคืนฝันไม่ค่อยดีอยากไปถวายสังฆทานหน่อย ถามถมว่าอยากซื้ออะไรไหมเดี๋ยวตนก็กลับแล้ว
เมื่อถมไม่ฝากซื้อเพราะกับข้าวกับปลาก็มีเยอะแล้ว บุษบาจึงเดินเลี่ยงไป ช้อยแอบดูอยู่มุมหนึ่งอย่างสนใจ...

ooooooo

เช้าตรู่วันเดียวกัน ภาคินเพิ่งกลับมาถึงมูลนิธิ เฟื่องแก้วเดินออกมาหาทันที บอกว่าเมื่อคืนตนรอทั้งคืน ไม่เห็นพาบุญทิ้งกลับมาส่ง พูดแล้วมองหาถามว่าบุญทิ้งไปไหน หรือว่าผู้หญิงคนนั้นรับอุปการะเป็นลูกไปแล้ว

“บุญทิ้งหายไป เฟื่องแก้วช่วยโทร.ตามหมวดตุลย์มาพบผมหน่อยสิ ด่วนเลยนะ” สั่งแล้วภาคินเดินเข้าข้างใน

เฟื่องแก้วขึงโทร.ถึงหมวดตุลย์ทันที จากนั้นเดินเข้าไปหาภาคินในห้องเห็นเขากำลังค้นรูปถ่ายของบุญทิ้งออกมา เธอถามอย่างกระตือรือร้นว่ามีอะไรให้ช่วยไหม เขาบอกว่าไม่มี ครั้นเห็นเขารื้อแฟ้มหน้าเครียด เธอถามอีกว่าหาอะไรให้ช่วยไหม เขาก็บอกอีกว่า “ไม่เป็นไรครับ”

“แก้วเป็นคนทำหน้าที่จัดเอกสารทั้งหมดของที่นี่ บางทีแก้วอาจจะช่วยคุณภาคินได้นะคะ”

“คุณแก้วไปดูเด็กๆ เถอะครับ เดี๋ยวผมหาเอง” ภาคินยิ้มบางๆ เห็นเฟื่องแก้วขยับจะถามอะไรอีก เขายิ้มให้อีกที เฟื่องแก้วเลยจำต้องเดินออกไป

ออกไปอยู่กับเด็กๆ แล้ว เฟื่องแก้วพึมพำว่าถ้าบุญทิ้งเจอแม่ก็ดี ผู้หญิงคนนั้นจะได้ไม่ต้องมาที่นี่อีก

พอดีหมวดตุลย์มาถึง หมวดทักทายเฟื่องแก้วอย่างร่าเริง กะลิ้มกะเหลี่ย พูดแหย่ด้วยสำนวนเชยๆ จนเฟื่องแก้วไล่ให้ไปเล่นลิเกแทนการเป็นตำรวจเสีย ทำเอาหมวดหน้าเป็นไม่ออก ยิ้มแหยๆ แล้วเข้าไปหาภาคินในห้อง

หมวดตุลย์เดินไปแล้ว เฟื่องแก้วพึมพำอย่างเสียดายว่า

“นี่ถ้าเป็นคุณภาคินพูดหยอกล้อกับเราอย่างนี้บ้าง เราคงมีความสุขมากกว่านี้...”

ooooooo

วิมลวรรณยังจ้องจับผิดภาคินและยกย่องเชิดชูก้องภพตลอดเวลา แต่ก็ถูกอานนท์คอยตำหนิโต้แย้งและปกป้องภาคินจนมีปากเสียงกันเนืองๆ ที่โต๊ะอาหารเช้านี้ก็มีปากเสียงกันจนวิมลวรรณกินไม่ลง แต่พอจะลุกไป ป้านุ่มก็เข้ามาขออนุญาตว่า

“คุณท่านคะ วันนี้อิฉันจะขอลาไปหาญาติที่ซอยตรงข้ามนี้แหละค่ะ เที่ยงๆ ก็คงกลับ”

วิมลวรรณอนุญาต ป้านุ่มยกมือไหว้ขอบคุณอย่างดีใจ

บุษบาไปถึงตลาดก่อนแล้ว ช้อยตามไปซุ่มดูเห็นท่าทางบุษบาเหลียวมองไปรอบๆ อย่างร้อนรนก็สงสัย

ที่ร้านอาหารในตลาดนี่เอง บุญทิ้งหิวจึงมาด้อมๆ มองๆ แถวหน้าร้าน เห็นชายคนหนึ่งกินข้าวได้ไม่กี่คำมีโทรศัพท์เข้า คุยกันไม่กี่ประโยคก็ลุกไป บุญทิ้งจึงเข้าไปกินอย่างหิวโหย

หญิงในร้านไล่บุญทิ้งอย่างรังเกียจ แม่ค้าก็ร้องให้จับหาว่ามาขโมยกิน บุญทิ้งตกใจวิ่งหนีออกไป ลูกจ้างในร้านไล่ตามไป ช้อยชะเง้อมองหาบุษบาถูกบุญทิ้งวิ่งมาชนจนล้มถูกช้อยตะโกนด่า “ว้าย...ไอ้เด็กบ้า!”

เสียงร้องของช้อยทำให้บุษบาหันไปเห็นช้อย พอดีบุญทิ้งวิ่งมาถึงสะดุดล้มลง ลูกจ้างในร้านที่วิ่งตามมาเงื้อกำปั้นจะทุบ บุษบาขอร้องว่าอย่าทำเลยแกยังเด็ก เสียหาย เท่าไรตนจะชดใช้ให้  ลูกจ้างจะจับส่งตำรวจ บุษบาขอร้องและส่งเงินค่าชดใช้ให้

คนในตลาดพากันหันมอง จำบุษบาได้ว่าเป็นนางเอกลิเก บุษบายิ้มแหยๆ ยอมรับแล้วดึงบุญทิ้งไปกอดไว้ พอดีมีรถตุ๊กตุ๊ก ผ่านมา บุษบาจึงพาบุญทิ้งขึ้นรถไป ช้อยเพิ่งลุกขึ้นมองตามไปงงๆ
บุษบากอดบุญทิ้งไว้ปลอบว่าอย่าร้องไห้ ถามว่าบ้านอยู่ไหน บุญทิ้งร้องไห้พลางส่ายหน้า ทำให้บุษบายิ่งสงสาร

ooooooo

บุญทิ้งที่ร้องไห้อย่างหวาดกลัวในอ้อมกอดนี้ ทำให้บุษบาคิดถึงอดีต เมื่อครั้งยังอยู่ที่บ้านอานนท์ เวลานั้นเธอกำลังท้องถูกวิมลวรรณทำทารุณกรรม ไล่ออกจากบ้าน เมื่อเธอไม่ยอมไป ก็ทั้งตบทั้งถีบหมายให้แท้งและหนีไปเสีย

อานนท์ทนไม่ได้ ออกมาสั่งวิมลวรรณให้หยุด ด่าว่าไม่คิดเลยว่าเธอจะใจร้ายอย่างนี้

“ฉันหรือใจร้าย คุณกับนังนี่ต่างหากที่ใจร้ายกับฉัน ทรยศฉัน หน็อย เอามันมาเล่นลิเก ฉลองครบรอบวันแต่งงาน ฉันยังหลงคิดว่าคุณคิดแผลงๆ เอาลิเกมาเล่นในบ้าน คงอยากให้พวกนักข่าวมันตื่นเต้น ที่ไหนได้ คุณกลับหลงเสน่ห์มัน...สวยมากใช่ไหม!”

วิมลวรรณกระชากผมบุษบาอย่างแรง เธอร้องไห้โฮ ป้านุ่มวิ่งมา ยืนอยู่ด้านหลังอานนท์ ป้ามองบุษบาด้วยความสงสาร อานนท์ตะโกนให้วิมลวรรณพอได้แล้ว แต่เธอไม่ยอมหยุด อานนท์ตวาดเสียงดังว่า

“บุษบาเขาไม่ผิด แต่ผมต่างหากที่ทำร้ายเขา ตอนนี้ เขากำลังท้อง นึกว่าสงสารเด็กในท้องเถอะนะ”

วิมลวรรณยอมให้บุษบาอยู่ในบ้านนี้ แต่ให้ป้านุ่มพาไปอยู่ที่เรือนคนใช้ ให้ส่งข้าวส่งน้ำแต่ไม่ให้ออกไปไหน จนกว่า “ไอ้มารหัวขนมันจะออกมาดูโลก!”
คิดถึงอดีตของตัวเองแล้ว บุษบาร้องไห้ออกมา จนบุญทิ้งถามว่าร้องไห้ทำไม เธอบอกว่าสงสารหนูไงลูก แล้วนั่งกอดบุญทิ้งบนรถตุ๊กตุ๊ก ที่ขับไปข้างหน้าอย่างเร็ว
ooooooo

บุษบายังไม่อาจสลัดพ้นจากความนึกคิดในอดีตได้...

เมื่อเธอคลอดลูกแล้ว วิมลวรรณไล่ออกจากบ้านทันที ป้านุ่มขอร้องว่าบุษบาเพิ่งคลอดอย่าเพิ่งไล่เลย ถูกวิมลวรรณตะคอกให้หยุด สั่งให้เอาเด็กไว้ไล่แม่มันไป

“ถ้าให้ฉันไปจากที่นี่ ฉันก็จะไป แต่ฉันจะต้องเอาลูกไปด้วย ฉันรักลูก...”

“ฉันรู้ แล้วแกก็จงจำไว้ด้วยว่า อะไรที่แกรัก ฉันจะพรากไปจากแกให้หมด ไสหัวออกไปจากบ้านนี้ได้แล้ว วันไหนที่แกกลับมาเป็นมารชีวิตฉัน ลูกแกต้องตายด้วยมือของฉัน... เอามา!” วิมลวรรณกระชากเบาะเด็กไปจากบุษบา เด็กร้องไห้จ้า ส่วนป้านุ่มสะเทือนใจจนร้องไห้โฮ...

คนขับรถตุ๊กตุ๊ก หันมาถามว่าจะลงไหนกัน ทำให้บุษบาสะดุ้งจากภวังค์ เธอบอกให้จอดตรงนี้เลย จ่ายค่ารถแล้วจูงมือบุญทิ้งลงจากรถ มองไปข้างหน้า เห็นวัดที่อยู่ริมทาง...

ooooooo

ภาคินกับปานฟ้ายังขับรถตามหาบุญทิ้งอย่างร้อนใจ ปานฟ้าเปรยๆกับภาคินอย่างหนักใจว่า

“ถ้าเราหาแกไม่พบ ไม่ใช่แต่พี่เดือนที่ต้องมีอาการแย่ลงนะคะ ตอนนี้คุณพ่อของฟ้าก็หลงบุญทิ้งจนถึงกับล้มป่วยด้วยโรคหัวใจกำเริบเลยล่ะค่ะ”

“ทั้งๆที่ท่านเพิ่งเจอกับบุญทิ้งเมื่อวานน่ะเหรอครับ” ภาคินถามทึ่ง

“ค่ะ หลานท่านหายไปทั้งคน ท่านคงรอคอยวันที่จะกลับมา ไม่ต่างจากพี่เดือนที่รอคอยลูกกลับมาค่ะ”

ปานฟ้าเล่าน้ำตาคลอด้วยความสะเทือนใจเป็นห่วงพี่สาวและคุณพ่อ ภาคินเองก็พูดไม่ออก หยิบทิชชูส่งให้เธอซับน้ำตา

ทันใดนั้น มีโทรศัพท์เข้ามือถือของภาคิน เขารับสายถามอย่างตื่นเต้น

“ว่าไงหมวด...ดีเลย ถ้างั้นเจอกันที่ตลาดนะ”

พอภาคินปิดโทรศัพท์ ปานฟ้าถามอย่างตื่นเต้นว่าพบบุญทิ้งแล้วหรือ แล้วทั้งคู่ก็รีบไปหาหมวดตุลย์ทันที

ooooooo

เมื่อไปถึงตลาด ปานฟ้ากับภาคินตรงรี่ไปหาหมวดตุลย์ทันที หมวดกำลังสอบปากคำลูกจ้างร้านอาหารอยู่

“มันขโมยอาหารในร้านของผมครับหมวด ผมก็เลยกะจะจับตัวมันส่งตำรวจให้มันเข้าโรงเรียนดัดสันดาน”

ฟังพนักงานของร้านเล่าแล้ว ตุลย์ถามว่าแล้วตอนนี้เด็กอยู่ไหน แม่ค้าบอกว่าหนีไปแล้ว

“ไปไหน...” ปานฟ้ากับภาคินถามเกือบพร้อมกัน

“เห็นนังกัญญามันพาขึ้นตุ๊กตุ๊กไป” ช้อยเข้ามาแทรก

“ใครครับกัญญา?” ภาคินถาม ช้อยทำท่าจะพูด แต่ไม่ทันแม่ค้าคนหนึ่ง เห็นรถตุ๊กตุ๊กคันที่บุษบานั่งไปเข้ามาเทียบที่ริมตลาด เล่าอย่างตื่นเต้นว่า

“คันนี้แหละค่ะ มันวิ่งมารับส่งคนที่หน้าตลาดฉันจำได้”

ปานฟ้ากับภาคินรีบไปขึ้นตุ๊กตุ๊กคันนั้นทันที คนขับถามว่าจะไปไหน ภาคินบอกว่า

“ตะกี้ไปส่งคนที่ไหน พาผมไม่ที่นั่น” ปานฟ้าเร่งให้ไปเร็วๆเลย คนขับตุ๊กตุ๊กออกรถไปอย่างเร็วทันที

ป้านุ่มที่ยืนปะปนกับคนที่มาฟังเหตุการณ์ ฟังอย่างสนใจ ช้อยฟ้องตำรวจอย่างมาดร้ายว่า

“ฉันรู้จักนังผู้หญิงคนที่พาเด็กไปค่ะคุณตำรวจ มันเป็นนักแสดงลิเกเหมือนฉันที่แหละ สงสัยมานานแล้ว เพิ่งรู้วันนี้เองว่ามันเป็นแก๊งเดียวกับไอ้เด็กหัวขโมยนั่น หน็อย แกล้งทำใจดีให้คนเขากราบไว้ ที่แท้ก็...”

ป้านุ่มรู้ทันทีว่าช้อยหมายถึงใคร อุทานเบาๆ “แม่กัญญา...” แล้วรีบเดินไปจากตรงนั้น ส่วนช้อยยังเล่าให้ตำรวจกับชาวบ้านแถวนั้นฟังอย่างเมามัน

ooooooo

ภาคินกับปานฟ้าเร่งคนขับตุ๊กตุ๊กให้ซิ่งไปเลยเพราะกลัวจะตามบุญทิ้งไม่เจอ

บุษบาพาบุญทิ้งไปกินข้าวที่ร้านในวัด บุญทิ้งกินไปน้ำตาคลอไปจนบุษบาถามว่าไม่อร่อยหรือ บุญทิ้งบอกว่าตนคิดถึงใครบางคน...คนนั้นเขาบอกว่าเป็นแม่ตน...

ขณะบุษบากำลังคุยกับบุญทิ้งนั่นเอง ตุ๊กตุ๊กที่ภาคินกับปานฟ้านั่งก็มาถึง ภาคินชี้ให้ปานฟ้าดูบุญทิ้ง บุษบาหันไปเห็นตกใจลุกพรวดเดินหนีไปอย่างเร็วทันที

ปานฟ้ารีบเข้าไปขอโทษบุญทิ้งที่ดูแลไม่ดีทำให้ต้องลำบาก ทั้งภาคินและปานฟ้าถามบุญทิ้งว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร

“ผมก็ไม่รู้ครับ แต่คุณป้าคนนั้นใจดีมากเลยนะครับ เขาช่วยผมไว้”

ส่วนบุษบาเดินหนีไปซ่อนตัวใจสั่น ดีใจจนน้ำตาไหลพราก พยายามกลั้นไว้ไม่ให้มีเสียง ฝ่ายภาคินมองหาบุษบาไม่เห็นจึงชวนกันกลับ

บุษบาค่อยๆโผล่จากที่ซ่อน มองตามภาคินไปพึมพำเสียงเครือ “ลูกแม่...”

ooooooo

กลับมาถึงมูลนิธิ ทั้งภาคินและปานฟ้าถามบุญทิ้งว่าทำไมถึงหนีออกจากบ้าน หรือว่าถูกใครรังแก บุญทิ้งนิ่งไปอึดใจ ส่ายหน้าน้ำตาพรู เมื่อนึกถึงที่ถูกภูวดลขู่ แต่กลับบอกภาคินว่า

“ผมผิดเองครับพี่ภาคิน ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้ทุกคนต้องเป็นห่วงผมอีกแล้วครับ”

ปานฟ้าไม่อยากรื้อฟื้นให้สะเทือนใจอีก บอกภาคินว่าช่างเถอะ อย่าคาดคั้นอีกเลย แค่นี้บุญทิ้งก็ขวัญเสียจะแย่แล้วภาคินจึงให้บุญทิ้งไปหาเฟื่องแก้วอาบน้ำแล้วก็อ่านหนังสือเสีย

เมื่อออกมาส่งปานฟ้าที่หน้ามูลนิธิ ภาคินขอบคุณปานฟ้า ที่ช่วยตามหาบุญทิ้งจนเจอ เธอบอกเขาว่า

“มันเป็นความรับผิดชอบของฉันด้วยค่ะ แกหายไปจากบ้านฉันแล้วยังเกี่ยวกับความเป็นความตายของคนในบ้านฉันอีก ยังไงฉันก็ต้องตามแกให้เจอ” เมื่อภาคินเดินไปส่งเธอถึงฝั่งที่นั่งคนขับ ต่างสบตาอย่างเข้าใจกัน ปานฟ้าย้ำเตือนว่า “หวังว่ามูลนิธิของคุณจะส่งเด็กเข้าประกวดวาดรูปนะคะ เผื่อบางทีเด็กที่มูลนิธิจะได้รับทุนการศึกษา”

“ผมให้เด็กซ้อมมือไว้แล้วล่ะครับ แล้วก็มั่นใจด้วยว่า เด็กของผมจะต้องชนะเลิศ” ภาคินตอบอย่างมั่นใจ

ปานฟ้าบอกว่าอีกสองวันก็แข่งแล้ว ภาคินยิ้มรับ บอกเธอให้ขับรถดีๆ ยืนส่งจนรถเธอออกไปพ้นรั้วมูลนิธิ แต่ที่ข้างหลังเขาในอีกมุมหนึ่งนั้น เฟื่องแก้วแอบดูอยู่ด้วยความน้อยใจ...

เมื่อกลับเข้ามาดูแลบุญทิ้งที่นั่งกินข้าวอยู่ เฟื่องแก้วถามว่าบ้านปานฟ้าเป็นอย่างไรบ้าง พอบุญทิ้งบอกว่าบ้านใหญ่มาก ท่าทางจะรวยมาก เล่าว่าคุณตาชวนตนไปอยู่ที่บ้านด้วย เฟื่องแก้วถามลุ้นๆว่าแล้วบุญทิ้งจะไปไหม

“ไม่หรอกครับ คนที่นั่นใจร้าย...”

คำตอบนี้ทำให้เฟื่องแก้วยิ้มออกมาอย่างโล่งใจชวนให้อยู่ด้วยกันที่นี่แหละ แต่บุญทิ้งกลับบอกว่า

“แต่ผมก็ยังอยากเจอหน้าพ่อแม่ผมนะพี่แก้ว...”

ooooooo

เรื่องที่เกิดในตลาด ทำให้เจ้าของตลาดบอกเลิกการเปิดวิกลิเก ทำให้ต้องรื้อถอนขนย้ายกันกะทันหัน ช้อยด่าบุษบาว่าก่อเรื่องจนถูกไล่ แล้วจะเอาอะไรมายาไส้กัน ถมปรามช้อยว่าถ้าไม่พอใจก็ลาออกไปอยู่คณะอื่นได้

ช้อยตะบึงตะบอนหาว่าถมได้ใหม่แล้วลืมเก่า เมื่อก่อนเอาใจตนสารพัด พอบุษบามาอยู่ด้วยตนก็กลายเป็นหมาหัวเน่า ด่าถมว่าทำไมถึงได้ตาต่ำนัก พูดประชดว่าจะไปเต้นโคโยตี้ดีกว่าไม่ต้องมาทนเล่นลิเกย้ายวิกบ่อยๆแบบนี้

บุษบาบอกถมว่าตนไม่น่ามาเป็นภาระเขาเลย ถมพูดอย่างขอความเห็นใจว่า ถ้าเธอไม่อยู่แล้วใครจะสอนพวกเด็กให้เล่นลิกาเก่งๆใครจะเขียนบทให้คณะเราแสดง ชี้ให้เห็นว่าทั้งหมดนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัวของเธอทั้งนั้น พูดให้เธอสบายใจว่า ที่ต้องย้ายวิกเป็นเพราะเจ้าของตลาดหาเรื่องมากกว่า เธอไม่ได้ทำผิดอะไรเลย เธอช่วยไม่ให้เด็กถูกทำร้าย ตำรวจน่าจะขอบใจเธอเสียอีก

ช้อยไม่พอใจมาก ถามถมว่าชอบบุษบาจริงๆหรือ ลืมไปแล้วหรือว่าบุษบาเคยมีผัวมาแล้ว ไม่ใช่สาวๆอย่างตน ถูกถมถามว่า “ไม่ใช่...แล้วไง...หา!แล้วไง!นังช้อย!”

เห็นถมท่าทางขึงขังจริงจังมาก ช้อยเลยหน้าจ๋อย เสียงอ่อยว่า เปล่า ตนไม่มีอะไร...

ooooooo

ตุลย์กับภาคินนั่งดื่มกาแฟพลางคุยกันถึงเรื่องการตามหาบุญทิ้ง พอพูดถึงท้ายตลาดที่ลิเกไปเปิดวิกภาคินบอกว่าตนก็รู้จักดีเพราะเคยพาปานฟ้าไป

กินก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าอร่อยที่นั่น ตุลย์อุทานแซวๆว่าแบบนี้ตนต้องพาเฟื่องแก้วไปกินบ้างแล้ว

“เมื่อไหร่จะลงเอยกันเสียทีหมวด” ภาคินถามลุ้นๆเมื่อตุลย์ปรารภว่าเฟื่องแก้วก็ไม่ค่อยโอเคกับตนสักเท่าไหร่ ภาคินเลยบอกว่า “ผมเอาใจช่วยนะหมวด” แต่พอถูกตุลย์ถามเรื่องเขากับปานฟ้าบ้าง ภาคินก็ทำเฉไฉชวนไปดูวิกลิเกกันไหม หมวดถามว่าจะไปทำไมหรือ

“บางทีผมอาจจะได้เบาะแสพ่อแม่ของบุญทิ้งบ้าง...

บอกตรงๆนะว่าผมสงสารแก...”

แต่พอพากันไปถึง ปรากฏว่าลิเกย้ายวิกไปแล้ว หมวดพูดทึ่งๆว่าเพิ่งรู้ว่าภาคินก็สนใจลิเกเหมือนกัน ภาคินไม่ตอบ แต่สายตาที่มองไปข้างหน้านั่น แฝงด้วยความเศร้า...

ooooooo

วิมลวรรณยังกระแนะกระแหนและกีดกันภาคินตลอดเวลาและทุกเรื่อง คืนนี้ขณะเตรียมจะออกงานกลางคืนกัน อานนท์เห็นภาคินเดินมาพอดี ชวนไปงานด้วยกัน ภาคินบอกว่าตนไม่ชอบออกงานสังคม

ก้องภพกับวิมลวรรณได้ทีเยาะเย้ยถากถางทันทีว่า อย่างภาคินมันต้องลิเกเท่านั้น เพราะสายเลือดเป็นมาอย่างนั้น จะหนีกำพืดของตัวเองไปได้ยังไง

ภาคินพยายามอดกลั้น เขาเดินไปหาก้องภพ ก้องภพก็รีบหลบไปอยู่หลังแม่ทันที วิมลวรรณด่าภาคินว่าอย่ามาทำเป็นนักเลงที่นี่ อานนท์พยายามจะหย่าศึก ถูกคุณหญิงแว้ด ใส่ว่า “ไม่เห็นหรือว่ามันจะรังแกก้องภพ”

“ผมไม่ทำอะไรคุณก้องภพหรอกครับคุณหญิง แต่ผมอยากเตือนคุณหญิงและลูกชายไว้เท่านั้นว่า จะเป็นลิเกหรืออาชีพไหนก็เป็นคนเหมือนกัน ศักดิ์ศรีของคนไม่ได้อยู่ ตรงนั้นหรอกครับ แต่อยู่ที่ไหนผมไม่ขออธิบาย เพราะคุณหญิงกับคุณก้องภพคงไม่อยากฟัง”

แต่คำพูดของภาคินไม่สะเทือนความรู้สึกของสองแม่ลูกแม้แต่น้อย วิมลวรรณไล่ภาคินให้ไปตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเสียบ้าง ส่วนก้องภพก็ทำกร่างว่า “ถ้าไม่เกรงใจ

คุณพ่อคุณแม่นะ ผมต่อยมันแล้ว”

ooooooo

สายอุษากับปานดาวและภูวดลเตรียมไปงานเดียวกัน สายอุษาถามว่าปานฟ้าไม่ไปด้วยหรือแล้วบ่นว่าเติมบุญไม่ค่อยอยากไป ทั้งที่ควรไปเพื่อจะได้เปิดหูเปิดตาเพราะล้วนแต่เป็นนักธุรกิจรุ่นเดียวกันทั้งนั้น

เติมบุญตัดสินใจไปงาน แต่ให้ไปรับปานฟ้าก่อน ปานดาวเร่งให้รีบไปกลัวจะไม่ทันให้นักข่าวถ่ายรูป เติมบุญบอกว่า ถ้าปานดาวอยากไปก่อนก็ได้ ทำให้ปานดาวหงุดหงิดริษยาขึ้นมา พูดประชดว่าตนมันไม่ใช่ลูกรักแค่เดินไปในงานด้วยกันพ่อก็ไม่อยากเดินแล้ว ภูวดลจึงชวนปานดาวไปกันก่อน

สายอุษาบอกว่าตนจะโทร.บอกปานฟ้าให้แต่งตัวรอเดี๋ยวจะไปรับ ปานฟ้ารับปากบอกว่าถ้าแม่ต้องการอย่างนั้นก็ได้ ตนมีชุดอยู่ที่ทำงาน แต่อาจจะแต่งได้ไม่สวยเหมือนปานดาวหรือคนอื่นๆในงาน

ooooooo

เพราะคืนนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน พิมเหิมเกริมทำท่าเป็นคุณนาย กระทั่งคิดสร้างเรื่องหมายปั่นให้บ้านป่วน โดยแอบเข้าไปในห้องปานเดือน เมื่ออนิรุทธ์เข้าห้องก็โวยวายหาว่าเขาปลุกปล้ำ เมื่อป้าแก้วมาดูก็คร่ำครวญว่า อนิรุทธิ์ข่มเหงตน ได้ตนแล้วไม่รับผิดชอบ ป้าแก้วตกใจกลับออกไป อนิรุทธิ์วิ่งตามไปชี้แจง แต่ป้าแก้วบอกปัดว่า

“ไว้คุณท่านกลับมา คุณรุทธิ์ก็คอยตอบคำถามของท่านเองเถอะค่ะ”

ครู่ใหญ่อนิรุทธิ์จะออกไปเฝ้าปานเดือนที่โรงพยาบาล ป้าแก้วปรารภอย่างกังวลว่าไม่รู้ว่าพิมจะสร้างเรื่องอะไรขึ้นมาอีก แต่อนิรุทธิ์ไม่กลัวเพราะเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตน

ปรากฏว่าพิมโทรศัพท์เล่าแผนอุบาทว์ของตนให้ปานดาวฟัง ปานดาวสะใจมาก โทร.ไปบอกปานเดือนที่โรงพยาบาลว่า

“เดือนน้องรัก พี่ไม่รู้จะเล่าดีหรือเปล่า แต่พี่ก็ไม่อยากเห็นน้องสาวของพี่เป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่น ให้ใครต่อใครนินทาได้ รู้ไหมเจ้าอนิรุทธิ์น่ะ มันได้นังพิมเป็นเมีย ผัวเธอทรยศเธอ ผัวเธอมีเมียน้อย ผัวเธอไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อเธอเลยนะปานเดือน เพราะอะไรล่ะ ก็เพราะเธอมันบ้า ไม่มีใครเขาทนมีเมียเป็นบ้าได้หรอก”

ปานเดือนช็อก โทรศัพท์ตกจากมือ อาการที่ดีขึ้นจนพรุ่งนี้จะกลับบ้านได้อยู่แล้ว ก็กลับคลุ้มคลั่งขึ้นมา เมื่ออนิรุทธิ์ไปถึง เขาพยายามเข้าหาและเรียกสติ เธอร้องไห้ ดิ้นรน ตวาดไล่...

“ออกไป๊...ออกไป ฉันเกลียดแก ปล่อยฉัน ฉันจะกลับบ้าน...ฮือๆๆ...”

พยาบาลกับอนิรุทธิ์ช่วยกันจับตัวปานเดือนไว้...

ooooooo

ดุจดาวดิน

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด