ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ดุจดาวดิน

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ดุจดาวดิน ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ณ คฤหาสน์โอ่อ่าของเติมบุญ อัครดำรงกุล มหาเศรษฐีเจ้าของห้างสรรพสินค้า ผู้มีลูกสาวสามคนเป็นสามใบเถา คือ ปานดาว ปานเดือน และปานฟ้า วันนี้จัดงานเลี้ยงที่กลางสนาม เป็นงานเลี้ยงส่งปานฟ้า อัครดำรงกุล ลูกสาวคนเล็กไปเรียนต่อปริญญาตรีและโทที่ต่างประเทศ และฉลองครบรอบหนึ่งขวบของทิน-ภัทรลูกของปานเดือนกับอนิรุทธิ์ หลานชายคนเดียวของตระกูล แขกผู้มีเกียรติมากันมากมาย

เมื่อพิธีกรขึ้นทักทายบนเวทีแล้วเชิญเติมบุญขึ้นกล่าวเปิดงาน เติมบุญเดินขึ้นเวทีอย่างยิ้มแย้มยินดี ขอบคุณแขกที่ฝ่ารถติดมางานในคืนนี้

ทักทายแขกแล้ว เติมบุญหันไปอีกด้านของเวที ปานเดือนอุ้มลูกชายมาส่งให้ เติมบุญรับหลานชายตัวน้อยไปกอด หอมซ้ายหอมขวาอย่างหลงใหล บรรดานักข่าวพากันถ่ายรูปวูบวาบเก็บภาพน่าประทับใจไว้มากมาย

ที่โต๊ะหน้าเวที ปานดาวลูกสาวคนโตของเติมบุญ มองตาร้อนผ่าว พึมพำแววตาร้าย...

“มีความสุขกันไปเถอะ อีกเดี๋ยวก็จะรู้สึก”

ooooooo

เมื่อเติมบุญอุ้มทินภัทรลงมาที่โต๊ะ อนิรุทธิ์พ่อของทินภัทรรีบไปรับลูกชายไปอุ้มพูดกับลูกชายว่าเดี๋ยวคุณตาหนักแย่ เติมบุญหยอกกลับว่า “อ้าว...พูดแบบนี้ก็ดูถูกกันนี่พ่อรุทธิ์” พูดแล้วหัวเราะอารมณ์ดี

ปานเดือนเห็นทินภัทรหาวนอน บอกอนิรุทธิ์ว่าลูกคงจะง่วงแล้ว ขอตัวพาลูกไปนอนก่อน ปานดาวขัดขึ้นว่าให้ป้าแก้วพาไปก็ได้ เพราะเดี๋ยวก็จะเปิดฟลอร์กันแล้ว ปานเดือนหัวเราะขำๆ บอกว่าตนไม่ชอบเต้นรำอยู่แล้ว ถูกภูวดลสามีของปานดาวลุ้นให้ไปเต้นยืดเส้นยืดสาย พูดหยอกว่า ถ้าปานเดือนไม่อยู่แล้วอนิรุทธิ์จะเต้นกับใครล่ะ

ปานฟ้าเห็นด้วยกับภูวดล บอกพี่สาวว่ายังไงคืนนี้ก็ไม่ยอมให้หลบขึ้นตึกแน่ แล้วถามหาป้าแก้วเพื่อจะให้พาทินภัทรขึ้นนอนแทน สายอุษาผู้เป็นแม่บอกว่า ตนให้ป้าแก้วไปดูผลไม้ที่เรือนครัว เพราะยังไม่มีใครยกออกมาเลย

“ฟ้าไปตามเองค่ะ” ปานฟ้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางเรือนครัว ปานดาวสบตากับภูวดลอย่างสมใจ...
ooooooo

ก้องภพลูกชายของคุณหญิงวิมลวรรณภรรยาของอานนท์เขามีลูกติดคนหนึ่งคือภาคิน ก้องภพจึงมีศักดิ์เป็นน้องต่างมารดาของภาคิน ก้องภพเห็น

ปานฟ้าเดินออกไป เขาหันถามแม่ว่าฟ้าจะไปไหน วิมลวรรณยุลูกชายให้รีบตามไปประกบติดไว้เดี๋ยวจะได้เต้นรำกัน กำชับลูกชายว่า

“เดี๋ยวตอนเต้นรำ แกต้องเปิดฟลอร์กับหนูปานฟ้าให้ได้รู้ไหม” อานนท์ได้ยินถามว่าทำไมต้องทำแบบนั้น วิมล–วรรณบอกเบาๆว่า “อ้าว...ก็เป็นการเปิดตัวให้ทุกคนรู้ไปเลยไงคะ...ว่าตาภพกับหนูปานเป็นแฟนกัน”

อานนท์ส่ายหน้าเบาๆ บ่นว่าทำอะไรน่าเกลียด สองคนนั้นยังไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย เตือนภรรยาว่าอย่าทำอะไรรุ่มร่าม เดี๋ยวเติมบุญจะตำหนิเอาได้ วิมลวรรณโต้อย่างถือดีว่า

“โอ๊ย...ใครจะกล้าตำหนิ ก้องภพน่ะลูกคุณหญิงวิมล–วรรณเชียวนะ ใครได้ไปเป็นเขยก็ถือว่าโชคดีที่สุดแล้วล่ะคุณ” แล้วเร่งก้องภพให้รีบตามปานฟ้าไป

ก้องภพรับคำแม่แล้วรีบไป ส่วนอานนท์ชะเง้อมองไปรอบตัว บ่นว่าภาคินเอารถไปจอดนานแล้ว ทำไมยังไม่มาสักที จึงรู้ว่าวิมลวรรณสั่งภาคินว่าจอดรถแล้วให้ไปรอที่โรงครัว อานนท์ถามว่าทำไมทำแบบนั้น ภาคินไม่ใช่คนขับรถถึงต้องไปรอที่โรงครัว

วิมลวรรณชักสีหน้าถาม­ว่าแล้วจะให้มานั่งชูคอประจานเราทั้งสองคนให้คนเอาไปนินทากันสนุกปากงั้นหรือ อานนท์ถามหน้าตึงว่าประจานอะไร วิมลวรรณทำหน้าเยาะบอกว่า

“สำหรับคุณก็คือผู้ชายตัณหาหน้ามืดมั่วไม่เลือก ส่วนฉันก็ผู้หญิงหน้าโง่ให้ผัวสวมเขาไง!”

อานนท์สะอึกอึ้งพูดไม่ออก ในขณะที่วิมลวรรณสะบัดหน้าไปทางอื่นอย่างขุ่นมัว แต่พอมีแขกเดินมาทักก็ปั้นยิ้มทักทายราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

ooooooo

ปานฟ้ารีบไปตามป้าแก้วชนเข้ากับภาคินที่เดินออกมา เธอเซจะล้ม ภาคินประคองไว้ทันต่างมองหน้ากันตะลึงไปครู่หนึ่ง พอได้สติ ภาคินทำเสียงดุนิดๆ บอกว่าเดินให้ระวังหน่อย ใส่ส้นสูงขนาดนี้ล้มไปขาจะพลิก ปานฟ้าขอโทษและขอบคุณเขา

แต่ยังไม่ทันแยกกัน ก้องภพก็ร้องเรียกปานฟ้ามาแต่ไกล พอมาเห็นภาคินยืนอยู่กับปานฟ้าก็กระชากคอเสื้อภาคินถามอย่างไม่พอใจว่าทำอะไรปานฟ้า จนปานฟ้าต้องออกมาอธิบายว่า ตนเป็นคนเดินชนภาคินเอง

พอดีป้าแก้วมาเจอ ป้าตกใจถามว่ามีอะไรกันหรือ ปานฟ้ารีบตัดบทว่า

“ไม่มีอะไรหรอกป้า ฟ้ามาตามให้ป้าแก้วไปรับทินภัทรไปนอนน่ะค่ะ”

ป้าแก้วพยักหน้ารับทราบแล้วเดินนำไป ปานฟ้ามองภาคินแวบหนึ่งก่อนเดินตามป้าแก้วไป ส่วนก้องภพยังจ้องหน้าภาคินอย่างเอาเรื่องก่อนรีบตามปานฟ้ากับป้าแก้วไป

ภาคินจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง พลันก็ชะงักเมื่อเห็นกิ๊บติดผมของปานฟ้าหล่นอยู่ เขาหยิบขึ้นมองอย่างครุ่นคิด

ooooooo

ป้าแก้วมารับทินภัทรจากปานเดือนพาไปนอน ปานดาวมองตามตาวาวอย่างสมใจว่าเวลามาถึงเสียที ซึ่งก็เป็นเวลาที่พิธีกรกล่าวเปิดฟลอร์พอดีเช่นกัน

ก้องภพยื่นมือเข้ามาตรงหน้าปานฟ้า ขอให้เกียรติเปิดฟลอร์กับตน ปานฟ้าส่ายหน้าบอกว่าตั้งใจจะเปิดฟลอร์กับคุณพ่อ แต่เติมบุญหัวเราะบอกลูกว่า พ่อแก่แล้วไปเต้นกับก้องภพเถอะ เธอจึงจำใจส่งมือให้ก้องภพ เขาพาเธอพลิ้วออกไปที่กลางฟลอร์อย่างสวยงาม

ภูวดลมองแล้วชมว่าสองคนช่างสมกันเหลือเกิน สาย–อุษาติงว่า “พูดอะไรอย่างนั้น ยัยฟ้ายังเด็กอยู่เลย”

“ไม่เด็กแล้วนะคะ ตอนนี้ล่ะกำลังเป็นสาวเต็มตัว” ปานดาวสนับสนุน เลยถูกเติมบุญขัดขึ้นเรียบๆว่า

“น้องไม่ใช่แกนี่ยัยดาว จะได้มีผัวตั้งแต่ยังไม่ถึงยี่สิบน่ะ”

ปานดาวหน้างํ้าชวนภูวดลออกไปเต้นรำกัน สายอุษาบ่นเติมบุญเบาๆว่า ไม่น่าไปแขวะลูกเลย

“ผมไม่ได้แขวะนะ แต่พูดความจริง ตัวเองนอกรีตนอกรอยไปคนหนึ่งแล้ว ยังคิดจะมายุน้องให้เป็นเหมือนตัวอีกรึไง”

สายอุษาเห็นบรรยากาศไม่ดีจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง ถามอนิรุทธิ์ว่าทำไมไม่พาปานเดือนออกไปเต้นรำล่ะ อนิรุทธิ์จึงลุกขึ้นส่งมือให้ปานเดือนพาออกไปเต้นรำกัน เติมบุญมองตามเอ่ยอารมณ์ดีขึ้นว่า

“ยังดีนะที่แม่เดือน­กับยัยฟ้าทำตัวดี แถมแม่เดือนยังมีทินภัทรให้ผมได้ชื่นใจอีก”

สายอุษามองไปเห็นวิมลวรรณส่งยิ้มมา อุทานอย่างตื่นเต้นว่ายังไม่ได้ไปทักทายเลย เติมบุญพยักหน้าชวนกันไปทักทาย

ooooooo

เมื่อเติมบุญกับสายอุษาเดินไปที่โต๊ะอานนท์กับวิมลวรรณ วิมลวรรณกับอานนท์รีบลุกขึ้นยกมือไหว้ วิมลวรรณทักเติมบุญว่า “สวัสดีค่ะเจ้าสัว” เติมบุญรีบออกตัวว่า ให้เรียกชื่อดีกว่าอย่าเรียกเจ้าสัวเลย พูดออกตัวว่าถ้ามีอะไรขาดตกบกพร่องก็ขออภัยด้วย

อานนท์ขยับจะพูดแต่ไม่ทันเพราะวิมลวรรณชิงพูดขึ้นก่อน วิมลวรรณชมว่างานจัดได้เริดมาก สายอุษาถามว่าสองคนไม่ออกไปเต้นรำกันบ้างหรือ อานนท์ทำท่าจะพูดอีก แต่ก็ไม่ทันวิมลวรรณอยู่ดี ชิงตอบไปว่า

“อ๊าย...ไม่ล่ะค่ะ ดูหนุ่มสาวเขาเต้นกันดีกว่า แหมยิ่งคู่ของตาภพกับหนูปานฟ้ายิ่งดูยิ่งสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยกเลยนะคะคุณพี่...ดูสิคะ...”

วิมลวรรณชี้ชวนให้ดูไปที่กลางฟลอร์ สายอุษากับเติมบุญมองตามไปยิ้มๆ แต่ไม่พูดอะไร ส่วนอานนท์นั่งกระอักกระอ่วนใจที่วิมลวรรณออกอาการเสียจนเกินงาม

ooooooo

ก้องภพเต้นรำกับปานฟ้า ชายหนุ่มบอกว่าคืนนี้ตนมีความสุขมาก แต่พอปานฟ้าเบือนหน้าไปหน่ายๆ เขาอุทานถามว่า กิ๊บติดผมเธอหายไปไหนข้างหนึ่ง ปานฟ้า จึงรู้ว่ากิ๊บหาย คาดว่าคงหล่นตอนชนกับภาคินกระมัง

ก้องภพหน้าเจื่อนไปนิดหนึ่งทักว่าจำชื่อแม่นจัง ปานฟ้าบอกว่าได้ยินเขาเรียกเองเมื่อครู่นี้ ถามว่า

“ภพรู้จักเขาด้วยเหรอ เขาเป็นใครทำไมฉันไม่เห็นเขาเข้ามาในงานเลย”

ก้องภพตัดบทว่า “ฟ้าอยากรู้จักไปทำไม ก็ไอ้แค่ลูกเมียเก็บของคุณพ่อ มันจะกล้าเสนอหน้าเข้ามาในงานได้ยังไง” ปานฟ้าพึมพำว่าเมียเก็บหรือ ก้องภพพูดอย่างชิงชังรังเกียจว่า “ใช่...วันนี้มันมาในฐานะคนขับรถให้ผม รู้แบบนี้แล้ว ฟ้าก็เลิกสนใจคนอย่างมันได้แล้ว มันกับเราคนละชั้นกัน”

ปานฟ้าติงว่าทำไมพูดอย่างนั้น เพราะถ้าเป็นลูกพ่อเขาก็เท่ากับเป็นพี่ชายเขาคนหนึ่ง ก้องภพปฏิเสธเสียงขุ่นว่า

“อย่าเอามันมานับญาติกับผมนะ หยุดพูดเรื่องไอ้ภาคินเถอะ ผมไม่อยากฟัง”

บรรยากาศการเต้นรำกร่อยไปถนัดใจ ก้องภพพาปานฟ้าวาดลวดลายบนฟลอร์อย่างหงุดหงิด ส่วนปานฟ้าก็เต้นตามไปอย่างไม่พอใจเหมือนกัน

ภาคินยืนหลบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มือถือกิ๊บมองไปที่ฟลอร์อย่างครุ่นคิด เห็นปานฟ้ากับก้องภพเต้นรำกันอยู่ เขาตัดสินใจหันกลับ เจอคนรับใช้ถือถาดใส่ผลไม้ผ่านมาพอดี เขาถามว่ามีประตูทางออกอื่นไหมนอกจากประตูหน้า บอกว่าตนจะไปรอที่รถจอดไว้ด้านนอก

คนรับใช้บอกว่ามีประตูด้านข้างเลยเรือนครัวไป พวกตนเข้าออกกันทางนั้น ภาคินพยักหน้าขอบใจแล้วเดินไป คนรับใช้มองตามพึมพำอย่างเสียดายว่า “ท่าทางดี๊ดี...ไม่น่าเป็นคนขับรถเล้ย...”

ooooooo    

ขณะที่ทุกคู่บนฟลอร์กำลังเต้นรำกันอย่างเพลิดเพลิน ปานดาวกับภูวดลฉวยโอกาสนั้นพากันลุกเลี่ยงออกไป ที่ประตูหลัง พิมเด็กสาวจากสลัม

น้องสาวของภูวดลมาทำลับๆล่อๆอยู่ พอประตูเปิดก็วิ่งไปบอกว่า “ฉันมารอตั้งนานแล้ว!”

พลันพิมก็ชะงัก เมื่อคนที่เปิดประตูออกมาไม่ใช่ภูวดล พูดอึกอักติดอ่างขึ้นกะทันหัน จนภาคินบอกว่าไม่เป็นไร แล้วเดินเลี่ยงไป พิมถอนใจบ่นงึมงำ

“เกือบไปแล้วไหมล่ะ มัวทำบ้าอะไรอยู่น่ะพี่ภู...เดี๋ยวก็ซวยกันหมดหรอก”

ที่แท้ ภูวดลเพิ่งขึ้นไปแอบอยู่หน้าห้องนอนของทินภัทร เห็นป้าแก้วยังดูแลทินภัทรอยู่ จนเมื่อป้าแก้วจะออกไปเห็นนํ้าร้อนหมดจึงเอากระติกไปเติม ภูวดลถือโอกาสนั้นเข้าไปขโมยทินภัทรออกจากห้อง พึมพำขณะอุ้มร่างน้อยๆขึ้นมาว่า

“โทษฉันไม่ได้นะเจ้าหนู ต้องโทษที่ตาของแกมันลำเอียงมากเกินไป”

ooooooo

ปานเดือนกับอนิรุทธิ์เต้นรำกันแต่ตามองคู่ของปานฟ้ากับก้องภพซึ่งเป็นคู่เด่นบนฟลอร์ ดูไปชมไปคุยไป จนปานเดือนก้าวพลาดขาแพลง อนิรุทธิ์รีบพาไปที่โต๊ะ เจอปานดาวนั่งอยู่ ปานดาวถามอย่างระแวงว่าไม่เต้นรำหรือ ปานเดือนบอกว่าเหนื่อยเพิ่งมาพักเมื่อกี้นี่เอง อนิรุทธิ์ถามว่าแล้วภูวดลล่ะ ปานดาวกลบเกลื่อนอย่างไร้พิรุธว่า

“ไปเอานํ้าให้พี่น่ะ แล้วเธอสองคนล่ะ ทำไมหยุดเต้นรำเสียล่ะ กำลังสนุกออก”

ปานเดือนมองอนิรุทธิ์ที่นวดขาให้ตน บอกว่าดีขึ้นแล้ว พอแล้ว อนิรุทธิ์ขึ้นนั่งด้วยกันมองไปที่ฟลอร์อย่างสนใจ

ปานดาวเริ่มกระวนกระวายร้อนใจว่า “ภูจัดการเรียบร้อยหรือยังเนี่ย...”

ภูวดลจัดการเรียบร้อยแล้ว เขาอุ้มทินภัทรไปส่งให้พิมที่ประตูหลัง สั่งให้รีบไปจัดการให้เร็วที่สุด พิมทวงค่าจ้าง ภูวดลตัดบทว่า “เออ...เอาไว้ให้เรื่องเงียบก่อนฉันจะเอาไปให้แกเอง เร็ว...รีบไป”

พิมมองซ้ายมองขวาแล้วอุ้มทินภัทรลัดเลาะหายไปในเงามืด ภูวดลยืนดูจนพิมหายไปแล้วก็ถอนใจโล่งอก

ooooooo

ป้าแก้วเอานํ้าร้อนกลับเข้าไปในห้อง ไม่เห็นคุณหนูบนเตียงแล้ว ตกใจเที่ยวมองหาจนทั่วก็ไม่เจอ วิ่งสุดฝีเท้าไปบริเวณจัดงานที่ทุกคนกำลังสนุกสนานกับการกินดื่มและเต้นรำกันอยู่ ละล่ำละลักเข้าไปบอกสายอุษาว่าคุณหนูหายไป!

บรรยากาศตึงเครียดทันที ทุกคนตกใจกับข่าวนี้มาก งานเลิกโดยปริยาย แขกทยอยกันกลับ สวนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาตรวจหาหลักฐาน

เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามเติมบุญว่าเคยมีเรื่องบาดหมางกับใครบ้างหรือเปล่า เขาบอกว่าไม่มีตนทำธุรกิจด้วยความโปร่งใส ตำรวจสันนิษฐานว่าอาจเป็นการลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ เติมบุญบอกทันทีว่ามันเรียกเท่าไรตนยินดีจ่าย ตำรวจแจ้งว่าระหว่างนี้เราคงต้องรอให้มันติดต่อมาก่อน
ปานเดือนร้องไห้คร่ำครวญจนเป็นลม ทุกคนหันไปสนใจปานเดือน ส่วนปานดาวยืนมองความโกลาหลอย่างสะใจ เมื่อเกิดเหตุร้ายเช่นนี้ ปานฟ้าเสนอว่าตนยังไม่อยากเดินทางพรุ่งนี้ แต่สายอุษาเห็นว่าควรไปตามกำหนด ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นทางนี้เชื่อว่าตำรวจจัดการได้
ooooooo

พิมอุ้มทินภัทรไปขายให้นายพ่วงหัวหน้าแก๊งเด็กขอทาน นายพ่วงจ่ายเงินแล้วถามว่าทำไมคราวนี้มาคนเดียว พิมบอกว่าไอ้ก้านผัวตนติดคุกคดียาเสพติดอยู่ นายพ่วงมองทินภัทรที่หลับปุ๋ย ชมว่าท่าทางเป็นลูกผู้ดีมีเงิน ดูจะเลี้ยงง่าย เลยตั้งชื่อให้ใหม่ว่า บุญทิ้ง

ภูวดลติดต่อทางโทรศัพท์กับพิม พอรู้ว่าจัดการเรียบร้อยแล้วก็ชมว่าดี ทำงานเร็วดี เมื่อปานดาวเข้ามารู้ว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พูดกับภูวดลว่า

“ฉันสาแก่ใจจนบอกไม่ถูก ตอนที่เห็นหน้าคุณพ่อกับนังปานเดือนที่รู้ว่าไอ้ทินภัทรหายไป สุขกันมามากแล้ว ถึงเวลาที่จะได้รู้กันเสียบ้างว่า ความเจ็บปวดน่ะ มันเป็นยังไง!”

ฝ่ายวิมลวรรณกลับไปแล้วก็ติดตามข่าวนี้ทางสื่อ แต่ไม่มีที่ไหนเสนอข่าวนี้เลย คาดว่าเติมบุญคงปิดข่าวนี้ เห็นก้องภพจะออกข้างนอกถามว่าจะไปไหน พอรู้ว่าจะไปส่งปานฟ้าที่สนามบินก็พึมพำว่า นึกว่าจะเลื่อนการเดินทางเสียอีก เพราะหลานหายไปทั้งคน เมื่อก้องภพบอกว่าคุณลุงกับคุณป้าขอร้องเธอเลยต้องไป  วิมลวรรณจึงฝากให้ถามข่าวคราวทินภัทรแทนแม่ด้วย

ก้องภพอยากให้นายช่วงช่วยขับรถให้ เพราะไปรีบๆ ตนขับเองเดี๋ยวโดนตำรวจจับ แต่นายช่วงไปขับรถให้อานนท์แล้ว สองแม่ลูกจึงให้ภาคินขับให้ ทั้งสองมองหน้ากันอย่างสะใจที่มีข้ออ้างกดให้ภาคินลงมาเป็นคนขับรถได้อีกครั้ง

ระหว่างทาง ก้องภพข่มและขู่ภาคินว่า ถ้าตนไปส่งแฟนไม่ทันได้เรื่องแน่ แต่ภาคินก็นิ่งฟังอย่างอดกลั้น

ooooooo

เหตุร้ายที่เกิดกับทินภัทรทำให้วันเดินทางของปานฟ้า มีแต่เติมบุญและสายอุษาไปส่งที่สนามบิน ปานฟ้าเป็นห่วงปานเดือน บอกพ่อกับแม่ให้ช่วยดูแลพี่สาวเป็นพิเศษด้วย สายอุษาบอกว่าเรื่องนี้ไม่ต้องห่วง อนิรุทธิ์ดูแลดีอยู่แล้ว

เมื่อใกล้เวลาเครื่องออก ปานฟ้าขอตัวไปเข้าห้องน้ำ เติมบุญกับสายอุษายืนรออยู่ตรงนั้น พอดีก้องภพเดินทางมาถึง เขาตกใจนึกว่าปานฟ้าเข้าไปข้างในแล้ว พอรู้ว่าเธอไปเข้าห้องน้ำก็ยิ้มออกมาได้

ที่หน้าห้องน้ำในสนามบิน ภาคินเพิ่งออกจากห้องน้ำ เจอเด็กเอาดอกกุหลาบสดมาขาย ขอให้ช่วยซื้อเพราะจะเอาเงินไปเป็นค่าเทอม เด็กขายดอกละ 10 บาท ภาคินให้ไป 20 บาท บอกว่าไม่ต้องคืน สะสมเอาไปจ่ายค่าเทอม บอกให้ตั้งใจเรียนให้ดี

แต่พอเขาเดินออกมา เจอปานฟ้าเข้าพอดี เธอยกมือไหว้ เขาถามว่าไหว้ตนทำไม เธอตอบด้วยแววตาซื่อๆว่า

“ก็คุณเป็นพี่ชายของก้องภพไม่ใช่หรือคะ”

“ถ้าก้องภพได้ยินคงไม่พอใจนัก ทีหลังไม่ต้องไหว้ ผมหรอกครับ มันไม่เหมาะ”

“ฉันโตพอที่จะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าอะไรเหมาะอะไรไม่เหมาะ แล้วการตัดสินใจของฉันก็ไม่เกี่ยวกับใครด้วย โดยเฉพาะก้องภพ ฉันไปล่ะนะ”

ปานฟ้าหันหลังจะเดินไป ภาคินเรียกไว้ บอกเธอว่า

“คุณ...ทำกิ๊บติดผมตกไว้ที่สนาม ผมเก็บได้ จะเอาไปให้แต่ไม่มีโอกาส”

ปานฟ้ามองอย่างดีใจ บอกว่าขอฝากไว้ก่อนก็แล้วกัน อีก 6 ปีจะกลับมาเอา ถ้าเขาไม่ทำหายเสียก่อน

ภาคินอดยิ้มไม่ได้ รีบอวยพรก่อนเธอจะหันไปว่า “ขอให้เดินทางปลอดภัยนะครับ” พร้อมกับยื่นดอกกุหลาบให้ เธอขอบคุณ รับดอกกุหลาบไปเขินๆ แก้มแดงเรื่อ เธอรีบหมุนตัวกลับ ภาคินยืนมองจนเธอเดินลับตาไป...

ooooooo

กลับมาถึงตรงที่พ่อกับแม่รออยู่ ก้องภพเห็นเธอกลับมาก็รีบเดินไปหา พูดอย่างตื่นเต้นว่านึกว่าจะมาไม่ทันส่งเสียแล้ว เธอบอกเขาว่าไม่น่าต้องลำบากเลย สายอุษาเตือนว่าจวนได้เวลาแล้วกระมังเธอจึงเข้าไปกราบที่ไหล่พ่อกับแม่บอกลา และถ้ามีข่าวของทินภัทรให้รีบบอกตนด้วย

“ไม่ต้องคิดเรื่องอื่นนะยัยฟ้า คิดแต่เรื่องเรียนอย่างเดียว พ่อกับแม่จะรอความสำเร็จของลูก”

ปานฟ้ารับคำของพ่อกับแม่แล้วหันไปเอ่ยลาก้องภพ ขอบคุณที่มาส่ง ก้องภพพูดอ้อนๆว่าแล้วเมล์มาคุยกันบ้าง เธอพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปข้างใน แต่อดหันมองหาภาคินไม่ได้ เมื่อไม่เห็น เธอก้มมองกุหลาบในมือ ถือไว้อย่างถนอม โบกมือลาทุกคน แล้วเดินเข้าข้างใน

เครื่องทะยานขึ้นครู่ใหญ่แล้ว ปานฟ้ามองไปนอกหน้าต่าง เห็นปุยเมฆลอยฟูฟ่อง ปล่อยใจให้คิดถึงเรื่องที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่ ก้มมองกุหลาบในมือยิ้มนิดๆ ราวกับเห็นหน้าผู้ให้อยู่ในกุหลาบดอกนั้น

ooooooo

ภาคินขับรถพาก้องภพกลับ ระหว่างทาง ก้องภพกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างมีความสุขพูดอย่างย่ามใจว่า ป่านนี้ปานฟ้าคงร้องไห้ขี้มูกโป่งเพราะคิดถึงตนแล้ว ถามภาคินว่า

“แกว่าแฟนฉันสวยไหมไอ้ภาคิน...เสียดายจริงๆ ที่ยังไม่ทันได้ฟันก่อนไป แต่ก็ช่างเถอะยังไงๆยัยฟ้าก็ไม่พ้นมือฉันอยู่แล้ว”

ก้องภพนั่งกระดิกเท้าอย่างสบายอารมณ์ จู่ๆภาคินก็เบรกรถอย่างแรงจนก้องภพหัวทิ่มด่าภาคินว่า ขับรถภาษาอะไร ภาคินขอโทษด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่าคันหน้าแซงปาดกะทันหันถ้าตนไม่หลบก็ต้องชน ก้องภพมองหน้าภาคิน อย่างจับผิดแต่เห็นสีหน้าเรียบเฉยก็เชื่อว่าเขาไม่ได้แกล้งจริงๆ

แต่หารู้ไม่ว่า ในสีหน้าที่เรียบเฉยของภาคินนั้น มีแววสะใจในดวงตาวาบขึ้นนิดหนึ่ง แล้วมองเครื่องบินที่บินอยู่บนท้องฟ้าอย่างครุ่นคิด...

เมื่อกลับถึงบ้านและเข้าห้องนอน ภาคินหากล่องเล็กๆ น่ารักออกมา เอากิ๊บที่ปานฟ้าฝากไว้ถึง 6 ปีจึงจะมารับ เก็บใส่กล่องไว้อย่างทะนุถนอม ยิ้มกับกล่องก่อนเก็บใส่ลิ้นชักไว้อย่างดี

ooooooo

เวลาผ่านไปเป็นเดือนแล้ว แต่การหายตัวไปของทินภัทรยังไม่มีความคืบหน้า เติมบุญไปตามข่าวนี้ที่โรงพัก เขาหัวเสียมากเมื่อไม่มีความคืบหน้า ตำรวจบอกว่าคนร้ายยังไม่ยอมติดต่อมา คาดว่าคงจะไม่ใช่การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ แต่อาจเป็นการขโมยเด็กไปเป็นลูกหรือเป็นพวกโรคจิตที่ชอบทำร้ายเด็กก็ได้

ปานเดือนเสียใจจนเป็นลม อนิรุทธิ์ต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล ยังความสะใจแก่ภูวดลและปานดาวยิ่งนัก ปานดาวถึงกับสาปแช่งลับหลังว่าขอให้เป็นบ้าไปเลยยิ่งดี

สายอุษาเห็นอาการเซื่องซึมไม่พูดไม่จากับใครของปานเดือน ถามหมอว่าทำไมลูกตนถึงเป็นแบบนี้ หมอรายงานว่าตรวจร่างกายแล้วทุกอย่างเป็นปกติ วินิจฉัยว่าน่าจะเป็นอาการทางจิต เสนอให้พาคนไข้ไปพบจิตแพทย์ให้เร็วที่สุด

สายอุษาคร่ำครวญด้วยความเสียใจ แต่เติมบุญนั้นเสียใจมากโรคหัวใจกำเริบ จนต้องพาไปโรงพยาบาลนอนนิ่งไม่รู้สึกตัวท่ามกลางความโกลาหลห่วงใยของทุกคน

สายอุษาเครียดจัดไหนหลานจะหาย ลูกจะเหม่อลอยจนต้องพบจิตแพทย์ แล้วสามียังมานอนไม่ได้สติอยู่อีก ปรารภกับอนิรุทธ์อย่างกลัดกลุ้มว่า ที่เป็นอย่างนี้เพราะทินภัทรหายไปแท้ๆ

“ใช่ครับ ถ้าตามลูกกลับมาได้ ทุกคนคงดีขึ้น” อนิรุทธิ์เอ่ย สายอุษาถามว่าแล้วเราจะไปตามที่ไหนเพราะขนาดตำรวจก็ยังไม่เจอเลย “ยังไงๆผมก็ต้องตามทินภัทรกลับมาให้ได้” อนิรุทธิ์น้ำตาคลอแต่สีหน้าอย่างมุ่งมั่น

เวลาผ่านไปเป็นเดือนแล้ว ภูวดลเอาเงินค่าจ้างไปให้พิมที่ห้องเช่าเก่าๆ พิมกระตุกเงินจากภูวดลบ่นว่านึกว่าจะไม่ได้เสียแล้ว ภูวดลถามว่าแล้วเงินที่ได้จากการขายทินภัทรใช้หมดแล้วหรือ จึงรู้ว่าพิมอยู่คนเดียว ผัวติดคุกและตัวเองก็กำลังท้อง บ่นกับพี่ชายว่าอยากจะไปเอาออก เพราะขืนปล่อยให้ออกมาก็จะพากันอดตาย

ภูวดลกลับออกมาเล่าให้ปานดาวฟัง เขาเสนอแผนอุบาทว์เพื่อจะฮุบสมบัติของเติมบุญว่า

“เราน่าจะเอาลูกนังพิมมาเป็นลูกของเราเสีย ตอนนี้ทินภัทรก็ไม่อยู่แล้ว ถ้าคุณมีลูกแล้วเกิดเป็นผู้ชาย สมบัติพ่อคุณจะไปไหนเสีย”

ปานดาวกลัวว่าพิมจะไม่ยอมยกลูกให้ ภูวดลมั่นใจว่าน้องสาวตนไม่มีปัญหาแน่ เพราะตัวเองก็ไม่อยากได้ ส่วนเรื่องที่ตนเป็นหมันก็ไม่มีใครรู้ ครั้นปานดาวถามว่าเรื่องตนท้องล่ะจะทำอย่างไรไม่ให้ใครสงสัย

“ไม่ยาก...” ภูวดลยิ้มเจ้าเล่ห์ “กลับไปนี่ คุณก็แกล้งทำเป็นแพ้ท้อง แล้วก็บอกใครๆว่าแพ้อากาศเมืองไทยอะไรทำนองนี้ แล้วขอคุณแม่ไปเมืองนอก รอจนนังพิมคลอดเราก็อุ้มเด็กกลับมาอุปโลกน์ว่าเป็นลูกเรา ใครจะมาสงสัย”

ปานดาวฟังแผนการแล้วยิ้ม แต่ก็กังวล ถามว่าแล้วพิมล่ะจะทำอย่างไร ภูวดลบอกให้เอามาอยู่กับลูกตัวเองก็ได้ ให้เป็นคนเลี้ยงเด็กให้ ไม่ต้องกังวล เพราะว่า...

“นังพิมน่ะ ถึงมันจะล้นๆไปบ้าง แต่มันก็เกรงผมมาก ผมรับรองว่ามันไม่ทำให้เราเดือดร้อนหรอก คุณว่าไง...คุณดาว...”

ปานดาวพยักหน้าช้าๆ อย่างเห็นด้วยกับแผนอุบาทว์อันบรรเจิดของภูวดล

ooooooo

ปานฟ้าไปเรียนเมืองนอกแต่นั้นมายังไม่กลับ เธอติดต่อพูดคุยกับทางบ้านผ่านเว็บแคม ทุกครั้งเธอได้คุยกับแม่และอนิรุทธ์ ถามถึงปานเดือนแม่ก็บอกว่าหลับไปแล้วครั้นถามถึงพ่อ แม่ก็บอกว่าไปงานเลี้ยงบ้าง ติดงานบ้าง

ปานฟ้าไม่ติดใจสงสัยอะไรเลย กลับดีใจเมื่อรู้ว่าปานดาวมีหลานให้พ่อกับแม่ได้ชื่นใจ ถามว่า ธัญวิทย์ ลูกของปานดาวอายุเท่าไรแล้ว พอสายอุษาบอกว่าขวบกว่าๆ เธอก็พูดอย่างเอ็นดูมันเขี้ยวว่า “คงกำลังน่ารักน่าดูเลย”

พิมได้มาเป็นคนเลี้ยงดูธัญวิทย์ตามแผนของภูวดล พิมเลี้ยงไปตามแบบของตัวเอง และลึกๆ แล้วก็รู้ว่าเป็นลูกตัวเองจึงไม่ได้โอ๋อย่างลูกผู้ลากมากดี เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ดุด่ากระทั่งตบตี จนหลายครั้ง ปานดาวไม่พอใจ ด่าพิมว่า

“ถ้าแกไม่ไหวจริงๆ ก็ไสหัวไป แต่ถ้าแกจะอยู่ต่อก็ต้องทำให้ได้และอย่าบังอาจมาแตะต้องลูกฉันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นแกโดนดีแน่นังพิม!”

อยู่ต่อหน้าพิมไม่เถียงไม่ตอบโต้ แต่พอลับหลังก็เบ้ปากพูดอย่างดูถูกหมั่นไส้ว่า

“ลูกฉันๆๆๆ เชอะ! พูดได้ไม่อายปาก นี่ถ้าไม่เห็นแก่สมบัติไอ้แก่ละก็ นังพิมไม่อยู่ให้สับโขกอย่างนี้ร้อก!”

ooooooo

สองปีผ่านไปแล้ว ปานฟ้ายังคิดถึงเจ้าของกุหลาบดอกนั้น เธอเอาทับไว้ในหนังสือจนแห้งได้รูปสวย วันนี้เปิดหนังสือเจอกุหลาบดอกนั้น ก็อดคิดถึงผู้ให้ขึ้นมาไม่ได้ ถามกุหลาบว่า...

“ป่านนี้เจ้าของกุหลาบดอกนี้ จะยังเก็บกิ๊บของเราไว้ให้หรือเปล่าน้า...”

ส่วนภาคิน ก็อดที่จะเอากิ๊บในกล่องออกมาดูไม่ได้ เก็บรักษาและวเฝ้าดู เฝ้าคาดหวังว่า...

“สองปีแล้วสิ....เหลืออีกสี่ปีกว่าเจ้าของจะมาเอาคืน หรือไม่ป่านนี้เขาลืมเจ้าแล้วล่ะเจ้ากิ๊บน้อย...”

ขณะกำลังเคลิ้มคิดถึงเจ้าของกิ๊บอยู่นั้น ป้านุ่มก็มาเรียกบอกว่าคุณพ่อให้มาตามไปพบ ภาคินแปลกใจ เก็บกล่องกิ๊บไว้อย่างดีก่อนเดินออกไป

อานนท์เรียกภาคินไปพบ บอกว่าเรียนจบก็ดีแล้ว จะได้มาช่วยงานที่บริษัท ถามว่าเริ่มพรุ่งนี้เลยดีไหม ไปพร้อมกันแล้วพ่อจะดูรถดีๆให้ใช้สักคัน

“ผมได้งานแล้วครับ” ภาคินบอกพ่ออย่างเกรงใจ แต่เด็ดเดี่ยว อานนท์ทำหน้าฉงน ถามว่างานอะไร “เป็น อาสาสมัครมูลนิธิเด็กกำพร้าครับ”

อานนท์ส่ายหน้าถามว่านึกยังไงไปทำงานนั่น งานของเราก็มีน่าจะมาช่วยพ่อมากกว่า วิมลวรรณแทรกเข้ามา ทันทีว่าจะไปฝืนใจลูกชายหัวแก้วหัวแหวนทำไม พูดเยาะว่า “ฉันว่างานที่เขาทำก็เหมาะสมกับตัวเขาอยู่แล้ว...มูลนิธิเด็กกำพร้า

...ไม่เลว...ไม่เลวทีเดียว”

วิมลวรรณหัวเราะราวกับเป็นเรื่องขำมาก ภาคินกำมือ แน่นอย่างอดกลั้นเต็มที่

ooooooo

ภาคินลงไปเดินที่สนามพยายามข่มอารมณ์อย่างที่สุด เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า ถามอย่างอัดอั้น...

“แม่ครับ แม่อยู่ที่ไหน ทำไมแม่ถึงทิ้งผมไป ทำไม... ทำไม...” ภาคินคุกเข่าลงเหมือนจะอ้อนวอน

ป้านุ่มคนเก่าแก่ของที่นี่ เดินออกมาจับบ่าภาคินบีบเบาๆ แล้วคุกเข่าลงข้างๆเขา พูดนํ้าตาคลอว่า

“อดทนไว้นะคะคุณหนู เชื่อป้าเถอะค่ะว่าคนดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายย่อมคุ้มครอง สักวันคุณหนูก็ต้องได้รับ สิ่งดีๆตอบแทน”

ภาคินพูดเสียงเครือว่า “ผมไม่ต้องการอะไรเลยครับป้านุ่ม ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ผมขอให้แม่กลับมาหาผม อย่าทิ้งผมไป อย่างนี้ ผมก็พอใจแล้ว”

ป้านุ่มปลอบใจว่าแม่เขาไม่ได้อยากทิ้งเขาไป ทำให้ ภาคินเอะใจถามว่าป้ารู้จักแม่ตนหรือ รู้เรื่องแม่ของตนใช่ไหม ป้านุ่มอึกอักอย่างมีพิรุธ ปฏิเสธว่าไม่รู้จัก เพียงแต่เชื่อว่า คนเป็นแม่ไม่มีวันที่จะทิ้งลูกของตัวเอง ถ้าไม่มีเรื่องคอขาด บาดตายจริงๆ

ooooooo

เมื่อกลับไปที่ห้องนอน วิมลวรรณตาขวาง เสียงเขียวใส่อานนท์ว่า ทำไม...ตนแตะต้องภาคิน ไม่ได้เลยใช่ไหม

อานนท์ย้อนถามว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงชอบ ฟื้นฝอยหาตะเข็บ เธอมีความสุขมากใช่ไหมที่ได้พูดจา กระทบกระแทกแดกดันตนกับภาคิน

“ฉันไม่ได้มีความสุข ฉันมีแต่ความเจ็บปวดที่โดน ผัวตัวเองสวมเขาให้” ครั้นอานนท์บอกว่าตนขอโทษเป็นร้อย ครั้งแล้ว ก็ถูกแหวใส่ว่า “อ๋อ...คุณนึกว่าแค่ขอโทษมันก็ลบล้าง ความชั่วที่คุณกับนังบุษบาร่วมมือกันทำร้ายจิตใจฉันได้ อย่างนั้นหรือ”

ภาคินเดินกลับผ่านหน้าห้องได้ยินเสียงอานนท์กับวิมลวรรณโต้เถียงกันชัดเจน เขาชะงักกึกเมื่อได้ยินวิมลวรรณ เอ่ยพาดพิงถึงแม่ตน และเป็นครั้งแรกที่เขารู้ว่า แม่ตัวเองชื่อ “บุษบา”

ภาคินสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงวิมลวรรณไล่อานนท์ว่า “จะไปลงนรกที่ไหนก็ไปเลย” อึดใจเดียวก็มีเสียงเปิดประตูออกมา เขาหลบแทบไม่ทัน เห็นอานนท์เดินหัวเสียออกไป

ภาคินหลบนิ่งบอกตัวเองอย่างตื่นเต้นว่า “บุษบา... แม่ชื่อบุษบา...”

บุษบาที่ใช้ชื่อว่า กัญญา ในการแสดงเป็นนางเอก ลิเกชื่อดัง เธอสวย เก่ง จึงมีแฟนลิเกมากมาย วันนี้หลังการ เตรียมเล่นลิเกเสร็จ บุษบาหยิบนิตยสารฉบับหนึ่งขึ้นพลิกดู เธอขนลุกซู่ เมื่อเห็นรูปครอบครัว มีอานนท์ วิมลวรรณ และก้องภพถ่ายขณะให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับนั้น แต่แล้ว ก็สะท้อนใจเมื่อไม่มีรูปของภาคินร่วมเป็นครอบครัวด้วย

บุษบาเศร้าใจ เสียใจ สงสารลูกจนนํ้าตาร่วง ถมหัวหน้า คณะมาบอกว่าถึงคิวเล่นแล้ว เห็นบุษบาร้องไห้ ถามว่าคิดถึงลูก อีกแล้วใช่ไหม ถมซึ่งหลงรักบุษบามานาน ปลอบใจว่า

“ลูกแม่กัญญาก็ตายไปนานแล้ว หักอกหักใจเสียบ้างเถอะ เห็นเธอโศกเศร้าบ่อยๆอย่างนี้ฉันเป็นห่วง”

บุษบาขอบใจที่เป็นห่วง ถมถามว่าเมื่อไรจะใจอ่อน กับตนเสียที พอดีช้อยมาได้ยิน พูดลอยๆให้เข้าหูทั้งสองว่า

“เคยเห็นแต่นางเอกต้องง้องอนเจ้าของคณะ เพิ่งจะ เห็นคณะนี้แหละที่เจ้าของต้องคอยงอนง้อเอาใจแม่นางเอก อีกหน่อยคงต้องกราบให้มาเล่นเลยละมั้ง”

บุษบาชะงักแต่ตัดใจเดินเลี่ยงไปอย่างไม่อยากมีเรื่อง ช้อยยังปรายตามองพูดต่ออย่างหมั่นไส้ว่า

“พี่ถมก็ช่างกระไร สาวๆสดๆไม่สน สนแต่พวกแตง เถาตายอย่างนังกัญญา เชอะ!”

เมื่อบุษบาแสดง ถมไปยืนดูที่หน้าโรง พูดอย่างชื่นชมว่า ไม่ว่าแม่กัญญาจะไปแสดงที่ไหนแฟนๆก็มาดูกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งทุกที่

ช้อยได้ยิน เบ้หน้าพูดอย่างหมั่นไส้ว่า “สักวัน ฉันจะเฉดหัวแกออกจากคณะนี้ให้ได้!”

ooooooo

ด้วยความคิดถึงลูก วันนี้บุษบาไปแวะเวียน แถวบ้านของอานนท์ เจอป้านุ่มออกมาหามอเตอร์ไซค์ รับจ้างจะไปตลาดพอดี บุษบารีบเข้าไปทัก ป้านุ่มดีใจ มากที่ได้เจอบุษบาอย่างไม่คาดฝัน รีบชวนไปคุยกัน ที่อื่นเพราะกลัวใครมาเห็นเข้า

พากันไปนั่งในร้านกาแฟที่ตลาดสด ทั้งสองนั่งคุยกัน อย่างตื่นเต้นดีใจ ป้านุ่มถามสารทุกข์สุกดิบ ถามว่าตอนนี้ ทำมาหากินอะไรอยู่ บุษบาบอกว่ายังคงเล่นลิเกตามเดิม แต่อยู่ไม่ค่อยเป็นที่เป็นทาง ที่ไหนเล่นดีก็ปักหลักนานหน่อย ถ้าไม่มีคนก็เร่ร่อนไปเรื่อยแล้วแต่เจ้าของคณะ
ป้านุ่มมองบุษบาอย่างพินิจพิจารณา พูดอย่างเวทนา เห็นใจว่าคงลำบากมาก ทั้งผอมทั้งดำไปเยอะ ถามว่ามานี่ มีอะไรเดือดร้อนหรือเปล่า พลางจะแบ่งเงินค่ากับข้าว ให้เพราะไม่ได้ติดเงินมาเยอะ

“ฉันไม่ได้มาหาพี่นุ่มเพราะเรื่องเงินหรอกจ้ะ ฉัน อยากรู้ข่าวคราวเรื่องลูก เขาเป็นยังไงบ้าง ป่านนี้คงโตเป็นหนุ่ม แล้วสินะ”

ป้านุ่มนิ่งอึ้งมองบุษบาที่ร้องไห้ออกมาด้วยความสงสาร

ooooooo

ตอนที่ 2

วันนี้ ภาคินรับเฟื่องแก้วเข้าเป็นเจ้าหน้าที่คนใหม่ของมูลนิธิ เพราะพอใจในประสบการณ์ของเธอ ถามว่าจะเริ่มงานได้เมื่อไร

เฟื่องแก้วบอกว่าวันนี้เลย ภาคินบอกให้เธอพักที่นี่ ซึ่งเธอก็ไม่มีปัญหา ภาคินจึงให้เธอไปทำความรู้จักกับเด็กๆก่อนส่วนเรื่องตารางกิจกรรมต่างๆอยู่ที่ห้องด้านนอก ให้ลองไปศึกษาดู ไม่เข้าใจอะไรให้ถามตนได้

เฟื่องแก้วดีใจมาก ออกจากห้องก็หันมองเข้าไปในห้องอีกที ยิ้มเคลิ้มๆพึมพำ

“หล่อจัง...ฮึ่ม...”

แต่พอหันกลับก็ชนเข้ากับชายหนุ่มคนหนึ่งจนตัวเองเซ ชายหนุ่มรีบประคองกอดเธอไว้เขามองเธอแววตาซึ้ง นึกในใจว่าเหมือนในละครเลย สงสัยจะเป็นเนื้อคู่

พริบตานั้นเอง เฟื่องแก้วได้สติผลักเขาออกอย่างแรงตบหน้าเขาฉาดใหญ่ ด่าว่ามาแต๊ะอั๋งตน ทำเอาชายหนุ่มยืนอึ้ง เอามือลูบแก้มกลืนน้ำลายพึมพำ “ไม่เห็นเหมือนในละครเลย...”

“อ้าว...หมวดตุลย์...สวัสดีครับ” ภาคินออกมาเจอพอดี เขาร้องทักอย่างยินดี

“สวัสดีคุณภาคิน” เฟื่องแก้วหันไปมอง ภาคินจึงแนะนำว่า

“แก้ว รู้จักร้อยตำรวจตรีตุลย์ พิบูลย์รังสรรค์ไว้สิ หมวดทำหน้าที่ประสานงานกับมูลนิธิเรา นี่คุณเฟื่องแก้ว ครับหมวดเจ้าหน้าที่คนใหม่ของเรา”

เฟื่องแก้วยิ้มเจื่อนๆเอ่ยขอโทษ หมวดยิ้มหน้าเป็นบอกว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมถือว่าฟาดเคราะห์ก็แล้วกัน”

ภาคินมองทั้งสองถามงงๆว่า “พูดเรื่องอะไรกันครับเนี่ย”

ทั้งสองมองกันขำๆทำให้ภาคินยิ่งงง

ooooooo

เมื่อพากันเข้าไปนั่งในห้องทำงานของภาคินแล้ว ตุลย์จึงเล่าให้ฟัง ภาคินพูดขำๆว่า เพราะวันนี้หมวดไม่ได้แต่งเครื่องแบบ เฟื่องแก้วคงคิดว่าเป็นพวกโรคจิตชอบฉวยโอกาสกับผู้หญิงกระมัง หมวดถาม ว่าหน้าตาตนเหมือนพวกนั้นหรือ

“เปล่าๆผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น ว่าแต่หมวดมานอกเครื่องแบบอย่างนี้ สงสัยไปสืบอะไรเด็ดๆมาอีกล่ะสิท่า”

“ผมกำลังตามตัวไอ้หัวหน้าใหญ่มันอยู่ ไอ้นี่มันร้ายมาก จับกี่ทีก็ได้แต่พวกกระจิ๊บกระจ้อย ส่วนตัวมันหนีไปได้ทุกที เจ้าหน้าที่ชุดเก่าน่ะล่ามันมาหลายปีแล้ว”

“ไม่ว่าจะกี่ปี เราก็ต้องกำจัดพวกขยะสังคมพวกนี้ให้หมด ไม่อย่างนั้นจะต้องมีเด็กที่ถูกลักพาตัวไปใช้แรงงานอย่างทารุณอีกนับไม่ถ้วน”

หมวดตุลย์เห็นด้วย ชมภาคินว่ามีอุดมการณ์แรงกล้าอย่างนี้เราถึงร่วมมือกันได้ ภาคินถามว่าตัวหัวหน้ามันชื่ออะไร

“ไอ้พ่วง!”

ooooooo

ป้านุ่มยังนั่งคุยกับบุษบาอยู่ที่ร้านกาแฟในตลาด บุษบาปรารภอย่างเป็นทุกข์ว่าลูกคงเกลียดตนมากที่ทิ้งเขาไป ป้านุ่มบอกว่าไม่หรอก คุณหนูเพียงแต่เสียใจเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ต้องทิ้งเขาไป ป้านุ่มบ่นตัวเองว่าอยู่ในสภาพน้ำท่วมปากบุษบาคงเข้าใจ

“ฉันเข้าใจดีจ้ะพี่นุ่ม ยังไงฉันก็ฝากภาคินด้วย ฉันมันคนมีกรรม มีลูกก็ไม่ได้เลี้ยงดูอุ้มชูเขาเลย”

ป้านุ่มนึกได้ หยิบกระเป๋าเงินออกมา ดึงรูปถ่ายครึ่งตัวของภาคินออกมาให้ บอกว่าเป็นรูปตอนเรียนจบเห็นว่าต้องไปติดใบสมัครงานอะไรนี่แหละ ภาคินเอามาอวดตนเลยขอไว้ ป้านุ่มยื่นรูปให้บุษบา “เอ้า...ฉันให้แม่บุษ”

บุษบารับรูปไปดูด้วยความตื้นตันใจ พึมพำ “ภาคิน... โตเป็นหนุ่มขนาดนี้เชียวหรือ”

“โอ๊ย...รูปร่างสูงใหญ่ ดูสิ ได้เค้าหน้าทั้งพ่อและแม่มาเชียว”

บุษบาเอารูปแนบอกน้ำตาคลอ ป้านุ่มเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างสะเทือนใจ

ooooooo

ที่บ้านเก่าทรุดโทรมของพ่วง พวกเด็กๆสกปรกมอมแมมทยอยกันกลับเข้ามา พ่วงนั่งรอรับเงินอยู่ เปี๊ยกเอาเงินมาส่งให้พ่วงยิ้มพอใจชมว่าดีมาก วันนี้ได้กินข้าวอิ่มแน่

บุญทิ้งในวัย 7 ขวบเดินเข้ามายื่นเงินให้ พ่วงตีหน้ายักษ์อย่างไม่พอใจถามว่าทำไมได้แค่นี้ หาว่าบุญทิ้งอมเงินตน บุญทิ้งตกใจบอกว่าวันนี้ตนหาได้แค่นี้จริงๆ พ่วงก็หาว่าบุญทิ้งอู้งานอีก

“เปล่านะลุง ฉันไม่ได้อู้ แต่วันนี้ไม่มีใครให้ฉันเลย”

พ่วงไม่สนใจ หาว่าบุญทิ้งอู้งาน ครั้นบุญทิ้งชี้แจงก็หาว่าลองดีกับตน กระชากไปตีไม่ยั้ง บุญทิ้งได้แต่อ้อนวอนร้องว่าเจ็บและวิ่งหนีไปรอบๆ พ่วงร้องขู่อย่างโกรธจัดว่า

“มานี่...มาให้ข้าตีเสียดีๆไอ้ทิ้ง...จับตัวได้เอ็งหลังลายแน่ ไอ้ทิ้ง”

ooooooo

บุญทิ้งไม่กล้าเข้าบ้านไปนั่งร้องไห้อยู่หลังบ้าน เปี๊ยกแอบเอาข้าวไปให้กิน บุญทิ้งกินอย่างหิวโหย กินเสร็จวิ่งไปตักน้ำในตุ่มกินแล้วมานั่งหงอยๆข้างเปี๊ยก ถามเบาๆว่า

“ทำไมลุงพ่วงแกใจร้ายกับพวกเราจัง”

เปี๊ยกบอกว่าเพราะเราไม่ใช่ลูกหลานของแก บุญทิ้งถามอีกว่าทำไมเราต้องอยู่กับลุงพ่วงด้วย ทำไมเราไม่หนี เปี๊ยกตกใจรีบปิดปากบุญทิ้งบอกว่า “เอ็งอย่าไปพูดให้ลุงพ่วงได้ยินนะ ถ้าแกได้ยินเอ็งตายแน่”

บุญทิ้งภาวนาประสาเด็กว่า อยากให้มีนางฟ้ามาช่วยพวกเราจัง ตนอยากไปให้พ้นจากที่นี่ เปี๊ยกพูดอย่างไม่มีความหวังว่านางฟ้าที่ไหนจะมาช่วยได้ บอกให้กลับไปนอนเสีย เพราะพรุ่งนี้ต้องไปหาเงินแต่เช้า ลุงพ่วงแกยิ่งคาดโทษอยู่ด้วย

ooooooo

6 ปีผ่านไป ปานฟ้ากลับมาแล้ว เธอดีใจมากที่ได้พบกับพ่อ แม่ และพี่ๆที่จากไปนานหลายปี แต่อยากให้ตื่นเต้น จึงมาเงียบๆไม่บอกล่วงหน้า

แม้จะดีใจที่ได้พบพ่อแม่ แต่ปานฟ้าก็เสียใจ ที่พ่อป่วยต้องนอนอยู่แต่บนเตียง เติมบุญลูบหัวลูกพูดอย่างปลื้มใจว่า

“กลับมาเสียทีนะฟ้า ทีนี้พ่อก็คงหมดห่วงเรื่องงานเสียที”

ปานฟ้าบ่นอย่างน้อยใจว่าพ่อเป็นมากถึงขนาดนี้ทำไมไม่มีใครบอกตนเลย เติมบุญบอกว่าตนเป็นคนสั่งไม่ให้บอกเอง ไม่อยากให้ลูกกังวลจนไม่เป็นอันเรียน

สะเทือนใจกับสภาพของพ่อแล้ว ปานฟ้าก็ต้องเศร้าสะเทือนใจยิ่งขึ้นเมื่อไปเยี่ยมปานเดือน พบว่าพี่สาวอยู่ในอาการเหม่อลอยเหมือนไม่รับรู้อะไรเลย

“นี่ถือว่าดีขึ้นแล้วนะฟ้า ใหม่ๆมีอาละวาด กรีดร้อง บางทีดึกๆก็ลุกขึ้นมาร้องไห้ แต่หลังๆมานี่แค่ซึมๆเศร้าๆ” อนิรุทธิ์ที่ดูแลปานเดือนอย่างใกล้ชิดเล่าให้ฟัง

ปานฟ้าถามว่าพาไปหาหมอต่อเนื่องหรือเปล่า สายอุษาบอกว่าให้จิตแพทย์มาดูแลทุกเดือน เธอถามว่าแล้วหมอว่ายังไงบ้าง อนิรุทธิ์เล่าอาการว่า

“หมอบอกว่าเป็นอาการทางจิตที่ไม่ยอมรับความจริง คุณเดือนจะเพ้อถึงทินภัทรอยู่เรื่อย หมอแนะนำให้พาไปไหนๆบ้าง เพื่อผ่อนคลาย และอย่าพยายามพูดถึงเรื่องเก่าๆ ไม่อย่างนั้นจะไปกระตุ้นให้คุณเดือนคลั่งขึ้นมาได้”

“โธ่...พี่เดือน...ฟ้ากลับมาแล้วนะคะ ฟ้าจะต้องหาหลานให้เจอให้ได้” ปานฟ้าจับมือปานเดือนไว้อย่างปลอบใจ

พิมแอบดูแอบฟังอยู่หน้าห้อง อึดใจเดียวก็แจ้นไปบอกปานดาวกับภูวดล ภูวดลพูดอย่างไม่พอใจว่า กลับมาถึงก็ทำตัวเป็นนางเอกเชียว ปานดาวตัดบทอย่างหมั่นไส้ว่า

“ช่างมัน ฉันก็อยากจะดูนํ้าหน้ามันเหมือนกันว่าจะเก่งสักแค่ไหน ป่านนี้ไอ้ทินภัทรมันไปอยู่มุมไหนของโลกแล้วก็ไม่รู้” พูดแล้วยิ้มเยาะ

ooooooo

หลังจากติดตามการเคลื่อนไหวของแก๊งขอทานเด็กมาระยะหนึ่งจนกุมสภาพได้แล้ว วันนี้หมวดตุลย์ก็ลงมือปฏิบัติการจับเด็กขอทานได้จำนวนหนึ่ง ที่สำคัญคือจับนายพ่วงหัวหน้าแก๊งได้

นายพ่วงโวยวายว่ามาจับตนได้ยังไง เด็กพวกนี้เป็นลูกหลานตนทั้งนั้น หมวดตุลย์ไม่สนใจเดินผ่านไป ภาคินก้มบอกบุญทิ้งที่นั่งร้องไห้อยู่ว่า

“ไม่ต้องกลัวนะ ฉันรับรองว่าเธอจะได้กลับไปเจอพ่อแม่แน่ๆ”

เป็นวันที่คนที่คฤหาสน์เติมบุญจะไปทำบุญกัน อนิรุทธิ์พาปานเดือนไปด้วย ปานฟ้าถามว่าอาการของพี่สาวเป็นยังไงบ้าง อนิรุทธิ์บอกว่าวันนี้อาการดีกว่าทุกวัน

ส่วนปานดาวถามเยาะๆว่า แน่ใจหรือที่จะเอาคนบ้าไปข้างนอก เดี๋ยวได้อาละวาดฟาดหัวฟาดหางจนชาวบ้านแตกตื่นกันหมด ปานฟ้าติงพี่สาวว่าทำไมพูดอย่างนี้ ปานดาวพูดอย่างไม่แยแสว่าตนก็แค่หวังดี ปานฟ้าเองเพิ่งกลับมายังไม่รู้อะไร อยากทำตัวเป็นนางเอกก็ตามใจ

สองพี่น้องพูดประชดประชันกันไปมาเล็กน้อย จนพิมมาตามปานดาวบอกว่าภูวดลให้มาตาม ปานดาวจึงผละไป

ภูวดลเรียกปานดาวไปเพื่อจะบอกข่าวว่านายพ่วงที่รับซื้อทินภัทรไปถูกตำรวจจับ ปานดาวตกใจกลัวถูกซัดทอดมาถึงตัว ภูวดลบอกว่าใจเย็นๆ พิมแทรกขึ้นว่า นายพ่วงจะบอกทำไมในเมื่อมันขายเด็กไปแถวชายแดนแล้ว

“แต่ยังไงก็อย่าเพิ่งไว้ใจมัน แกไปที่โรงพักทำทีเป็นญาติไปเยี่ยมแล้วกำชับมันให้ดี ให้มันหุบปากให้สนิท ไม่อย่างนั้นมันตาย!” ปานดาวสั่งเหี้ยม

พิมไปที่โรงพักตามคำสั่งของปานดาว เจอหมวดตุลย์ถามว่ามาทำอะไร ก็โกหกอึกๆอักๆว่า มารอญาติที่จะมาแจ้งความบัตรประชาชนหาย หมวดตุลย์เดินผ่านลงไปจากโรงพักอย่างไม่สนใจ แต่พิมมองตามอย่างกังวลใจ

หมวดตุลย์ไปที่มูลนิธิคุ้มครองเด็กเร่ร่อน เจอสิริโสภานักแสดงที่กำลังเล่นกับเด็กๆอย่างสนุกสนาน เฟื่องแก้วบอกว่า เธอจะมาทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ถ้าไม่มาเลี้ยงอาหารกลางวันก็จะเอาหนังสือดีๆมาให้ บอกหมวดว่า สิริโสภาเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของภาคิน

ตุลย์มองไปรอบๆ ถามว่าไม่เห็นมีนักข่าวมาทำข่าวเลย เฟื่องแก้วเล่าอย่างชื่นชมว่า เพราะเธอไม่ต้องการสร้างภาพ ผิดกับบางคนที่มาเลี้ยงข้าวเด็กทีก็ขนพวกนักข่าวมาถ่ายรูปทำข่าวกันครึกโครม

เฟื่องแก้วเห็นตุลย์มองเหมือนหาอะไรอยู่ เขาบอกว่าไม่เห็นบุญทิ้งเลย เฟื่องแก้วบอกว่าภาคินเรียกไปพบอยู่ที่ห้อง

บุญทิ้งเข้าไปในห้องทำงานของภาคินท่าทางตื่นกลัว ภาคินพูดให้สบายใจว่าไม่ต้องกลัว ถึงบุญทิ้งจะไม่มีพ่อแม่มารับเหมือนเด็กคนอื่นที่โดนจับมา แต่บุญทิ้งก็ยังอยู่ที่นี่ได้จนกว่าจะพบพ่อแม่ที่แท้จริง

“ผมคงไม่มีวันได้พบพ่อกับแม่หรอกครับ” บุญทิ้งส่ายหน้าเศร้าๆ เล่าว่า “ลุงพ่วงบอกว่าผมไม่มีพ่อแม่ เพราะพ่อแม่เอาผมมาทิ้งไว้ที่กองขยะตั้งแต่ผมยังเล็กอยู่ ลุงพ่วงไม่ได้จับผมมาเหมือนเด็กคนอื่นๆ”

ภาคินบอกว่าไม่เป็นไร ให้คิดเสียว่า ที่มูลนิธินี้เป็นบ้านของเธอเหมือนกัน และให้เรียกตนว่าพี่ คิดเสียว่าตนเป็นพี่ชายคนหนึ่งก็แล้วกัน

จากนั้น ภาคินให้บุญทิ้งออกไปทานอาหารและร่วมสนุกกับเพื่อนๆข้างนอก

พอดีเฟื่องแก้วมาบอกว่าสิริโสภาจะกลับแล้ว ภาคินจึงลุกออกไป

ooooooo

ภาคินออกมาส่งสิริโสภาที่หน้ามูลนิธิ ขอบคุณเธอที่มาช่วยทำให้เด็กๆสนุกและมีความสุข สิริโสภาขอเปลี่ยนจากคำว่าขอบคุณเป็นไปดินเนอร์หรูๆสักมื้อได้ไหม

“ผมไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอก อึ้ม...แต่ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวเรือละก็ ผมจะเลี้ยงคุณสักสิบชามเลยเป็นไง” ภาคินพูดติดตลก

“เฮอะ...พูดยังกับคุณน่ะสิ้นไร้ไม้ตอกเสียเต็มประดา สมบัติพ่อคุณน่ะกินเข้าไปอีกสิบชาติก็ยังไม่หมดเลยมั้ง”

ภาคินบอกว่ามันไม่ใช่ของตน ตัดบทว่าอย่าพูดถึงมันอีกเลย สิริโสภาหันมองหน้าพูดจริงจังว่า

“ภาคิน...ฉันรู้ว่าคุณมีอุดมการณ์ที่แรงกล้าถึงได้มาเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิเด็กเร่ร่อน แต่...”

“โสภา...” ภาคินขัดขึ้น เธอหยุดทันที บอกว่าไม่พูดก็ไม่พูด แต่ถ้ามีอะไรจะให้ช่วยก็บอกได้เลย ภาคินพูดอย่างอบอุ่นว่า “ขับรถดีๆนะ” แล้วยืนส่งจนเธอขับรถไปพ้นสายตา เขาจึงเดินกลับเข้าในมูลนิธิฯ

ooooooo

รถตู้ของปานฟ้าขับมาสวนกับรถของสิริโสภาที่ขับออกไป คนขับรถบอกว่าข้างหน้านี้มีมูลนิธิเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่งถามว่าจะทำบุญที่นี่ไหม ปานฟ้าชะเง้อมอง บอกว่ามูลนิธิเล็กๆอย่างนี้แหละดี เพราะคงต้องการความช่วยเหลือมากกว่ามูลนิธิที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ถามความเห็นอนิรุทธิ์ เขาเห็นด้วย จึงบอกคนขับให้แวะเข้าไป

เฟื่องแก้วออกมาต้อนรับ ปานฟ้าบอกว่าตนกับพี่สาวมาทำบุญ แต่ไม่ได้เตรียมของมา เพราะตั้งใจจะมาบริจาคเงินคงไม่ขัดข้องใช่ไหม เฟื่องแก้วจึงเชิญทั้งสาม คือ ปานฟ้า อนิรุทธิ์ และปานเดือนเข้าข้างใน ฝากงานข้างนอกให้หมวดตุลย์ ช่วยดูแลไปพลางก่อน

ขณะเฟื่องแก้วพาแขกเข้าไปนั้น บุญทิ้งอุ้มกล่องออกมาถามว่าจะให้ไว้ที่ไหน ทุกคนจึงหันมองบุญทิ้งเป็นตาเดียว

ทันใดนั้น ปานเดือนวิ่งเข้าไปกอดบุญทิ้ง ร้องเสียงดังอย่างดีใจสุดขีด...

“ทินภัทรลูกแม่...ในที่สุดแม่ก็เจอลูก โธ่...ลูกจ๋าลูกอยู่ที่นี่เอง ทินภัทร...ทินภัทร แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน...”

ทุกคนตกใจ ปานฟ้าได้สติก่อนรีบเข้าไปขอโทษเฟื่องแก้ว ส่วนอนิรุทธิ์ก็พยายามแยกปานเดือนออกจากบุญทิ้ง บอกเธอว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ทินภัทร ถูกปานเดือนหันมาต่อว่าเสียงดังว่า

“คุณพูดอะไรน่ะ เดือนไม่ปล่อย เดือนเจอลูกแล้ว ทินภัทรไปกับแม่นะลูก กลับบ้านเรานะ”

อนิรุทธิ์บอกปานฟ้าว่าอาการของปานเดือนกำเริบอีกแล้ว ชวนพากลับดีกว่า ปานฟ้าเห็นด้วยหันไปขอโทษเฟื่องแก้วอีกครั้งก่อนพากันออกไป

ปานเดือนดิ้นสุดแรงผลักปานฟ้าออกแล้ววิ่งไปกอดบุญทิ้งไว้อีก ปานฟ้าเสียหลักจะล้ม ภาคินรับไว้ในอ้อมแขนได้ทันต่างมองกันตะลึงงัน

ตุลย์ เฟื่องแก้ว และบุญทิ้ง ยืนมองไปที่รถตู้เห็นภาคินยืนคุยอยู่กับปานฟ้า ตุลย์ถามบุญทิ้งว่าตกใจหรือเปล่า บุญทิ้งบอกว่าไม่ตกใจ เฟื่องแก้วทำท่ากลัวบอกว่าน่ากลัวจัง หน้าตาท่าทางก็ดีไม่น่าจะเป็นคนบ้าเลย

“แต่ผมว่าคุณคนนั้นแกน่าสงสารออกนะครับพี่แก้ว” บุญทิ้งยังมองไปที่รถตู้

เฟื่องแก้วเองก็สงสารแต่คงต้องอยู่ห่างๆไว้ดีกว่า แล้วชวนบุญทิ้งไปเก็บของต่อกัน

ooooooo

ปานฟ้าขอโทษภาคินที่จะมาทำบุญแต่กลับ กลายเป็นมาทำความวุ่นวายให้ ภาคินบอกว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย อวยพรให้พี่สาวเธอหายไวๆ และพอ

ปานฟ้าจะขึ้นรถ เขาโพล่งออกไปว่า

“กิ๊บของคุณ...”

ปานฟ้าทำหน้าฉงน เมื่อเขาบอกว่ากิ๊บที่ฝากตนไว้ เธอนึกได้ยิ้มขำๆ บอกว่านึกว่าเขาทำหายไปแล้ว เมื่อภาคิน บอกว่ายังอยู่ เธออึ้ง บอกเขินๆว่า ถ้าอย่างนั้นวันหลังจะ

แวะมาเอา พูดแล้วรีบขึ้นรถไปเลย

ปานฟ้ายิ้มให้ภาคินเหมือนเอ่ยลา ภาคินยิ้มตอบ ยืนมองจนรถตู้คันนั้นลับตาไป

กลับมาถึงหน้าคฤหาสน์ ปานเดือนยังเอะอะอาละวาดไม่ยอมลงจากรถ บอกว่าจะไปหาลูก ตนคิดถึงลูก จนอนิรุทธิ์ต้องหลอกว่าลูกอยู่ข้างใน กำลังจะพาไปหา เธอจึงยอมลงจากรถเข้าบ้าน

ที่ชั้นบน ปานดาวยืนมองลงมาด้วยแววตาเกลียดชัง แล้วหันหลังเดินหัวเราะเข้าไปในห้อง ภูวดลถามว่าขำอะไรหรือ เธอบอกว่าขำคนทำตัวเป็นนางเอก พูดอย่างเจ็บใจว่า

“มันได้ใจถือว่าคุณพ่อรักมัน อะไรๆก็มันกับนังเดือน ไม่เคยเห็นหัวฉันเลย”

“คงเป็นเพราะคุณมาได้ผู้ชายต่ำต้อยอย่างผมเป็นสามีล่ะมั้ง ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ผมไม่ดี”

“อย่าพูดแบบนี้อีกนะคะภู มันไม่เกี่ยวกับคุณสักนิด” ปานดาวเข้าไปกอดภูวดลไว้อย่างหลงใหล

พอดีมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับร้องบอกจากข้างนอกว่า “พิมเองค่ะ”

ooooooo

พิมกลับมาเล่าผลงานที่ไปสืบเรื่องนายพ่วงที่โรงพักให้ฟังว่า ตนไปกำชับนายพ่วงห้ามปูดเรื่องเด็กที่ตนเอาไปขายให้เมื่อหกปีก่อนกับตำรวจเด็ดขาด นายพ่วงถามว่าจะทำอะไรตน

พิมบอกว่าตนไม่ทำอะไรหรอก แต่เจ้านายตนมีเงินล้นฟ้าอาจจะจ้างใครสักคนมาติดคุกแล้วเชือดแบบนิ่มๆ ก็ได้ถ้าขืนปากโป้ง พ่วงหน้าถอดสีถามว่าขู่กันหรือ พิมบอกว่าไม่ขู่แต่เอาจริง ทำเอานายพ่วงกลัวหงอ

เล่าแล้วพิมรับรองว่านายพ่วงไม่กล้าปากโป้งแน่ ปานดาวถามว่าแล้วรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ทินภัทรอยู่ไหน

“มันก็ว่าขายไปแถวชายแดนตั้งนานแล้วค่ะ”

“ต่อให้น้องสาวคุณพลิกแผ่นดินหาก็ไม่มีทางเจอ” ภูวดลพูดอย่างพอใจ

“ใช่...ธัญวิทย์ลูกเราเท่านั้นที่จะเป็นทายาทของอัคร–ดำรงกุลเพียงคนเดียว” ปานดาวฝันเฟื่อง

ooooooo

ธัญวิทย์ที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากพิม เป็นเด็กนิสัยหยาบ จาบจ้วง เอาแต่ใจตัว เจ้าอารมณ์ วันนี้ก็อาละวาดไม่ยอมกินข้าวต้ม ถามป้าแก้วว่าไม่มีอะไรกินดีกว่านี้แล้วหรือ

ป้าแก้วชี้แจงว่าเพราะคุณท่านไม่สบายคุณปานเดือนก็ทานได้แต่ของอ่อนๆ คุณผู้หญิงจึงสั่งให้ทำข้าวต้ม

“คนนั้นก็เจ็บ คนนี้ก็ป่วย ทำไมไม่ตายๆกันไปเสียเลยล่ะ” ธัญวิทย์ก้าวร้าว ป้าแก้วตกใจถามว่าทำไมพูดอย่างนั้น บอกว่าทีหลังอย่าพูดอย่างนี้อีก ก็ถูกพิมแทรกเข้ามาด่าป้าแก้วว่าตัวเองเป็นแค่คนใช้อย่ามาเจ๋อสั่งสอนคุณธัญวิทย์ ยุว่า

“คุณธัญวิทย์อย่าไปฟังนะคะ คุณมีสิทธิ์ที่จะพูดอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

“แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรที่มาสั่งสอนหลานชายฉันให้เป็นเด็กนิสัยไม่ดีพูดจาก้าวร้าวผู้ใหญ่แบบนี้” ปานฟ้าถามขึ้น ทำเอาพิมชะงัก ธัญวิทย์ก็หน้าจ๋อย

เมื่อปานฟ้าเดินไปที่รถ พิมเดินตามหน้าหงิกงอ ปานฟ้าหยุดหันไปปรามพิมต่อว่าอย่างเอาเรื่องว่า

“ฉันหวังว่า จะไม่ได้ยินเธอสอนหลานฉันในทางที่ผิดๆอีกนะพิม อ้อ...แล้วป้าแก้วน่ะแกเป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ อยู่มาตั้งแต่เธอยังไม่เกิดด้วยซํ้า เพราะฉะนั้นจะพูดจะจาอะไรก็ขอให้เกรงใจแกหน่อย ถ้ายังอยากอยู่ด้วยกันต่อไป!”

พูดแล้วปานฟ้าขึ้นรถขับออกไป เมื่ออยู่ต่อหน้าพิมทำเป็นหงอแต่พอลับหลังก็จ้องจิกไปราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

ooooooo

หลังจากได้พบปานเดือนที่มูลนิธิวันนั้นแล้ว บุญทิ้งก็มีความรู้สึกใหม่ๆ เด็กชายคิดถึงอ้อมกอดของปานเดือนที่แสดงตัวเป็นแม่และกอดตนไว้อย่างหวงแหนรักใคร่ก็รู้สึกอบอุ่นจนคิดทีไรก็อดยิ้มอย่างมีความสุขไม่ได้

ส่วนภาคินนั่งทำงานอยู่ในห้อง เมื่อนึกถึงเจ้าของกิ๊บตัวนั้นที่ฝากไว้ถึง 6 ปี จนต่างคิดว่าลืมกันไปแล้ว จู่ๆก็ได้มาเจอกันอย่างไม่คาดคิด ซํ้ายังบอกว่าแล้วจะมาเอาคืนอีก...เขายิ้มกับตัวเองเหมือนรอคอยวันนั้น...พอรู้ตัวก็สลัดความคิดแล้วก้มหน้าทำงานต่อ

ส่วนปานฟ้า เมื่อกลับมาเห็นสภาพที่บ้าน เธอทุ่มเทกำลังกายกำลังใจทำงานเต็มที่ จนเลขาติงว่ามาถึงยังไม่ทันพักเลย ก็มาทำงานแล้ว เธอบอกว่าสงสารอนิรุทธิ์ที่รับภาระหนักมานาน ถามเลขาว่าตอนนี้ที่ห้างเรามีกิจกรรมอะไรพิเศษบ้าง

“ที่กำลังจัดอยู่ก็งานแสดงสินค้าสี่ภาคค่ะ แล้วอาทิตย์หน้าจะมีการประกวดวาดภาพระบายสี เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์”

ปานฟ้าชมว่าความคิดนี้ของอนิรุทธิ์ดีจริงๆ แล้วปานฟ้าก็ชะงักเมื่อจู่ๆ ก้องภพก็เปิดประตูโผล่หน้ายิ้มแฉ่งเข้ามาทัก

“เซอร์ไพรส์ครับฟ้า...”

ปานฟ้าถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าตนกลับมาแล้ว พลางหันไปบอกเลขาให้ออกไปก่อน พอเลขาออกไปก้องภพก็เดินเอามือไพล่หลังเข้ามาพอมาถึงตรงหน้าก็ยื่นกุหลาบขาวช่อใหญ่ให้ พูดอย่างตื่นเต้นยินดีด้วยเสียงหล่อนุ่มว่า

“ขอต้อนรับการกลับมาเมืองไทยครับ”

“ขอบคุณค่ะ” ปานฟ้ารับช่อกุหลาบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ก้องภพชวนอ้อนๆ ไปดินเนอร์กันตนมีอะไรจะเซอร์ไพรส์ ต้อนรับที่เธอกลับมา ปานฟ้าบอกว่า เมื่อกี้ให้ดอกไม้ก็พอแล้ว ก้องภพอ้อนว่า “ถ้าฟ้าปฏิเสธ

ผมเสียใจนะ”

ปานฟ้าจึงไปกับเขา ก้องภพขอนั่งรถเธอไปอ้างว่าไปรถคนละคันมันไม่โรแมนติก ปานฟ้าจึงให้ไปรถของตน ถามอีกว่า รู้ได้อย่างไรว่าตนกลับมาแล้ว ก้องภพบอกว่าตนโทร.ไปหาคุณแม่เธอ แล้วตัดพ้อว่า

“พูดแล้วก็น้อยใจที่จริงผมน่าจะรู้เป็นคนแรก

ด้วยซํ้า ผมคิดถึงฟ้ามากรู้ไหม” พูดแล้วยื่นหน้าเข้าไปจนเกือบชนแก้มเธอ ปานฟ้าหลบวูบ ปรามเสียงแข็งว่า

“ทีหลังอย่าทำแบบนี้นะคะ ฉันไม่ชอบ”

ก้องภพหน้าจ๋อย ทำเสียงอ่อนขอโทษ แต่แอบไม่ พอใจพึมพำกับตัวเองเบาๆ “ยากๆ แบบนี้สิ ท้าทายดีนัก!”

ooooooo

เมื่อไปถึงร้านอาหาร แทนที่บรรยากาศจะโรแมนติกอย่างที่ก้องภพวางแผนไว้ กลับตึงเครียด เมื่อปานฟ้ารู้ว่าเขาจองทั้งชั้นเพื่อดินเนอร์กับตน ถามอย่างไม่ยินดีว่า นี่หรือเซอร์ไพรส์ของเขา ก้องภพพยักหน้าคิดว่าเท่สุดๆ แล้ว แต่ปานฟ้ากลับมองเขาเหมือนมองเด็กที่ไม่รู้จักโตก่อนพูดเหมือนอบรมเด็กว่า

“ถ้าคุณเอาเงินตั้งหลายหมื่นที่จ่ายคืนนี้ไปทำบุญ ฉันว่ามันยังจะทำให้ฉันเซอร์ไพรส์ได้มากกว่าที่คุณจะทิ้งเงินไปโดยเปล่าประโยชน์แบบนี้”

ก้องภพเซ็งจัดแต่ยังปั้นหน้าอ้อนว่าอย่าซีเรียสเลย พูดเหมือนจะเอาใจว่า เงินจำนวนนี้สำหรับคนอื่นอาจจะเยอะมาก แต่สำหรับเราแล้วขนหน้าแข้งไม่ร่วงสักหน่อย

“ไม่ใช่เราค่ะ คุณคนเดียว ถึงฉันจะมีเงินแต่มันก็เป็นเงินของพ่อฉัน กว่าท่านจะมีวันนี้ได้ คุณรู้ไหมว่าท่านต้องลำบากแค่ไหน”

ก้องภพเจื่อนไปเลย ทุกอย่างที่คิดไว้ผิดความคาดหมายหมด เมื่อพนักงานลำเลียงอาหารมา เขาพยายามเอาใจเธอ ตักโน่นตักนี่ให้ แต่บรรยากาศกร่อยสนิท อาหารมื้อนี้จึงฝืนกินกันไปตามมารยาทเท่านั้น

หลังทานอาหาร ปานฟ้าขับรถไปส่งเขาที่บ้าน เขาชวนเข้าบ้านอ้างว่าคุณแม่คงดีใจมากถ้าได้เจอเธอ ปานฟ้าบอกว่าดึกแล้วฝากเขาไปเรียนท่านด้วยว่าจะมากราบวันหลัง แล้วกู๊ดไนต์ ขับรถออกไปเลย

ก้องภพมองตามแล้วเตะวืดไปในอากาศอย่างหงุดหงิดที่ทุกอย่างผิดคาดหมด!

ooooooo

เกิดเหตุร้ายกับปานฟ้า เมื่อเธอขับรถมาถึงทางเปลี่ยว ถูกคนขี่มอเตอร์ไซค์ดักจี้ มันทำร้ายเธอหมายชิงทรัพย์ โชคดีที่ภาคินมาเจอ เขาช่วยเธอไว้ได้ แต่ตัวเองก็ถูกคนร้ายแทงเข้าที่แขนจนได้รับบาดเจ็บ ปานฟ้าจะพาเขาส่งโรงพยาบาล ภาคินปฏิเสธเกรงว่าเป็นข่าวแล้วเธอจะเสียหาย ทำให้ปานฟ้ายิ่งประทับใจในตัวเขา จึงพาเขาไปที่มูลนิธิเพื่อทำแผล

ที่มูลนิธินี่เอง ภาคินเห็นบุญทิ้งยังไม่นอน พอถาม ก็บอกว่านอนไม่หลับ ภาคินพูดอย่างเอ็นดูว่าตัวแค่นี้ก็นอนไม่หลับกับเขาด้วย  บุญทิ้งจึงเล่าให้ฟังว่าตนฝันดี  ฝันถึงตอนที่พี่สาวของปานฟ้ามากอดวันนั้น พูดอย่างประทับใจว่า

“ไม่เคยมีใครมากอดผมอย่างที่คุณเดือนกอดเลยครับ มันทำให้ผมคิดถึงแม่ ผมอยากให้แม่กอดผมอย่างนี้บ้างจัง...ผม...” บุญทิ้งพูดได้แค่นั้นก็ทำท่าจะร้องไห้

จนภาคินปลอบใจว่า

“ฉันเข้าใจความรู้สึกของเธอดี...บุญทิ้ง”

จากนี้เอง ทำให้ปานฟ้ากับภาคินคุยกันถึงเด็กกำพร้าและเร่ร่อนที่อยู่ในมูลนิธิ ปานฟ้าถามว่าบุญทิ้งมาอยู่ที่นี่นานแล้วหรือ จึงรู้ว่าเพิ่งมาอยู่ได้แค่อาทิตย์เดียว ก่อนนี้ก็เป็นเด็กเร่ร่อนถูกบังคับให้ทำงานหาเงินอยู่ในแก๊งขอทาน

จากจุดนี้ ทำให้ปานฟ้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือบางอย่างจากเขา ภาคินยินดี แต่เธอขอเป็นพรุ่งนี้จะมาคุยรายละเอียดให้ฟัง ถามว่าคืนนี้เขาจะค้างที่นี่หรือ เขาบอกว่าดึกมากแล้วเกรงใจคนที่บ้าน เธอจึงขอตัวกลับ ภาคินพูดอย่างเป็นห่วงว่า

“ขับรถดีๆ นะครับ ระวังตัวด้วย”

“ขอบคุณมากนะคะ...สำหรับเรื่องวันนี้...”

ภาคินมาส่ง มองจนรถเธอขับหายไปจากสายตา เขาเผลอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

รุ่งขึ้น ปานฟ้าจะออกจากบ้านแต่เช้า สายอุษาบอกให้กินข้าวก่อนก็ไม่กินบอกว่ารีบ เธอถามถึงคุณพ่อ สายอุษาบอกว่าก็เหมือนเดิม โรคหัวใจก็เป็นแบบนี้แหละ นับแต่ทินภัทรหายไปก็สามวันดีสี่วันไข้ ถาม

ปานฟ้าว่ามีปัญหาเรื่องงานหรือเปล่าถึงต้องรีบไป

“ไม่ใช่เรื่องงานหรอกค่ะ แต่เป็นเรื่องทินภัทร...คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ยังไงฟ้าก็จะต้องตามหลานกลับมาให้ได้...”

สายอุษามองตามปานฟ้าไปอย่างมีความหวัง แต่ที่อีกมุมหนึ่ง พิมแอบฟังอยู่จิกตามองตามอย่างกังวล...

จากนั้นก็แจ้นไปรายงานปานดาวกับภูวดล ปานดาวมั่นใจว่าปานฟ้าไม่มีทางตามหาทินภัทรเจอ  ตอนนี้ไฟแรงแต่ไม่นานก็จะมอดไปเอง เพราะขนาดพ่อแม่ทินภัทรเองยังถอดใจเลย

พิมพูดอย่างผยองว่าสุดท้ายสมบัติก็ต้องตกเป็นของธัญวิทย์คนเดียว ทำให้ปานดาวหันขวับปรามเสียงเข้มว่า อย่าลืมตัวทำตีเสมอลูกชายตน เน้นเสียงเข้มว่า

“ธัญวิทย์เป็นลูกชายของฉันกับคุณภูจำไว้ให้ขึ้นใจ แล้วแกก็จะสบายไปตลอดชีวิต”

แม้จะแค้นใจแต่พิมก็ต้องรับคำอย่างนอบน้อม ภูวดลสังเกตอยู่ พอเห็นพิมข่มใจเดินออกไปก็ถอนใจโล่งอก

จากนั้นปานดาวก็เอาเงินล่อธัญวิทย์ที่ไม่ยอมไปเรียนหนังสือว่าถ้ายอมไปโรงเรียนจะยอมขึ้นค่าขนมให้เป็นวันละสามร้อยบาท ธัญวิทย์มีข้อแม้ว่าเทอมหน้าต้องขึ้นเป็นห้าร้อย พูดอย่างลำพองว่าสมบัติคุณตาใช้ไปอีกสิบชาติก็ไม่หมด

“รู้อย่างนี้แล้วลูกก็ต้องหมั่นคอยเข้าไปประจบคุณตาบ่อยๆสิ รู้ไหม...”

“ฮะแม่...” ธัญวิทย์พยักหน้าอย่างเข้าใจ ปานดาวยิ้มที่ลูกช่างได้ดั่งใจจริงๆ

ooooooo

ความสัมพันธ์ระหว่างปานฟ้ากับภาคินนับวันดีขึ้น แม้เธอจะเข้าใจผิดเมื่อเห็นเฟื่องแก้วใกล้ชิด เขา แต่เมื่อรู้ว่าหมวดตุลย์ชอบเฟื่องแก้วและภาคินก็ลุ้นอยู่ เธอก็สบายใจ

ปานฟ้ามาบอกภาคินเรื่องที่ทางห้างจะจัดประกวดวาดรูปถ้าเขาสนใจก็เชิญพาเด็กๆไปได้ เมื่อบรรยากาศดีขึ้น เธอบอกเขาว่าตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ทานอะไรมาเลย ภาคินจึงชวนไปทานด้วยกัน เพราะตนก็หิวแล้วเหมือนกัน

ปานฟ้าพอใจมากเมื่อเขาพาเธอไปทานก๋วยเตี๋ยวเรือร้านธรรมดาๆ ไม่หรูไม่แพง แล้วเธอก็ได้เรียนรู้วิธีการสั่งก๋วยเตี๋ยวเรือที่รวบรัดสั้นได้ใจความเมื่อได้ยินเขาสั่ง “เล็กไม่งอกไม่ในไม่ตกหกชาม” ในขณะที่เธอสั่งยาวเหยียดว่า “เส้นเล็กไม่ใส่ถั่วงอก ไม่ใส่เครื่องในแล้วก็ไม่ใส่น้ำตกด้วย”

หลังจากขำแล้วเธอก็ขู่ว่า “สั่งตั้งหกชาม ฉันน่ะชามเดียวก็เหลือแล้ว ใครสั่งมาต้องรับผิดชอบด้วย”

แต่พอได้ชิมก็ติดใจ สั่งเพิ่มเป็นสามชาม ถูกภาคินแซวว่าไหนว่าชามเดียวก็เหลือ เธอพูดหน้าตายว่าก็เหลือแต่ชามไง ตนยังพูดไม่จบต่างหาก เลยพากันหัวเราะขำๆ

มื้อนี้เธอขอเป็นคนจ่ายเอง พอเด็กมาคิดเงินบอกว่าหกสิบบาท เธอมองอึ้งถามว่าชามละสิบบาทเองหรือ ภาคินอวดว่าแถมน้ำแข็งเปล่าฟรีไม่มีเซอร์วิสชาร์จด้วย มื้อนี้ภาคินยอมให้เธอจ่ายแต่อำว่า

“ผมถือว่าคุณยังติดเลี้ยงข้าวผมอยู่มื้อหนึ่งก็แล้วกัน”

ระหว่างกลับ ทั้งสองรู้จากเด็กแถวนั้นว่าวันนี้มีลิเก ที่ท้ายตลาด ภาคินมองหน้าปานฟ้าพูดยิ้มๆว่า

“ผมทายได้เลยว่า คุณคงไม่เคยดูลิเก”

“ค่ะ...แวะไปดูกันหน่อยได้ไหมคะ ฉันอยาก

เห็นจัง” ปานฟ้าชวนอย่างตื่นเต้น

ooooooo

ภาคินกับปานฟ้าเข้าไปดูลิเกซึ่งคนดูไม่มากนัก บุษบากำลังร้องบทโศกของแม่คิดถึงลูกที่ถูกคนชั่วมาพรากจากไป น้ำเสียงที่ไพเราะ การ

ร้องรำที่สวยงามของบุษบา ทำให้ปานฟ้าชวนเข้าไปดูใกล้ๆ

เมื่อทั้งคู่เข้าไปดูใกล้ๆ บุษบาเห็นภาคินจำได้ว่าเป็นลูกก็ยิ่งร้องลิเกอย่างซาบซึ้งกินใจ พรรณนาถึงหัวอกของแม่ที่คิดถึงลูก จนถมที่ฟังอยู่พึมพำอย่างแปลกใจว่า “ในบทมันมีด้วยเหรอวะ”

ปานฟ้าชมว่าเขาเล่นลิเกได้เก่งเหลือเกิน แต่ภาคินฟังลิเกสะเทือนใจจนอึ้ง ปานฟ้าถามว่าเป็น

อะไรรึเปล่า เขารีบบอกว่าไม่เป็นอะไรแล้วชวนกลับกัน

“ลูกแม่...” บุษบามองตามภาคินไปหัวใจแทบสลายที่พบเห็นลูกแล้วแต่ไม่อาจเข้าหาได้...

เมื่อมาถึงรถ ปานฟ้าถามภาคินอีกว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เขาบอกว่าไม่มีอะไร ถามถึงเรื่องที่เธออยากคุยด้วยเมื่อวานว่ามีอะไรไหม

“อ๋อ...คืออย่างนี้ค่ะ ฉันกำลังตามหาหลานชายที่

หายไป” ภาคินสนใจมาก เธอบอกว่า “ค่ะ...เป็นลูกชายของพี่ปานเดือน ชื่อ ทินภัทร”

ooooooo

ตอนที่ 3

วันนี้ ก้องภพถูกแม่ใช้ให้ขับรถไปทำธุระ ปรากฏว่ารถติดมาก ก้องภพบ่นแม่ว่าไม่น่าให้ตนขับให้เลย ถูกวิมลวรรณสวนไปว่าทีเวลาขอเงิน ไม่เห็นบ่นแบบนี้เลย

ระหว่างรถติดนั่นเอง ก้องภพเห็นภาคินนั่งรถมากับปานฟ้า เขายิ่งหงุดหงิดหัวเสียเข้าใจไม่ได้ว่าทำไมปานฟ้าต้องมากับภาคิน

เมื่อ มาถึงหน้ามูลนิธิ ภาคินรับปากกับปานฟ้าว่าจะประสานกับตำรวจเรื่องหลานชายเธอให้ เชื่อว่าหมวดตุลย์น่าจะช่วยอะไรได้มาก ก่อนแยกกัน ปานฟ้าเตือนว่าอย่าลืมพาเด็กๆไปร่วมกิจกรรม

“ครับ กิจกรรมดีๆแบบนี้ผมไม่ลืมแน่...ขับรถดีๆนะครับ” เขายืนส่งจนรถของปานฟ้าลับตาจึงเข้าไป

เมื่อเข้าไปในมูลนิธิแล้ว ภาคินถามเฟื่องแก้วว่าพวกเด็กๆวาดรูปเป็นอย่างไรบ้าง เธอบอกว่าวาดดีกัน

ทุกคน  แต่มีอยู่คนหนึ่งวาดได้ดีมาก เชื่อว่าถ้าไม่ได้ที่หนึ่งก็ต้องได้ที่สอง ภาคินจึงขอดู

เป็นรูปที่บุญทิ้งวาดนั่นเอง บุญทิ้งวาดตามความทรงจำประทับใจที่ตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของปานเดือน

ครั้งนั้น เขียนบรรยายใต้ภาพด้วยหนังสือตัวโย้เย้ว่า

“ไม่มีอ้อมกอดไหนจะอบอุ่นเท่าอ้อมกอด

ของแม่”

ภาคินดูแล้วถึงกับอึ้ง และเมื่อกลับเข้าห้อง

ทำงาน เขาก็อดที่จะหยิบรูปในกระเป๋าสตางค์ของตัวเองออกมาดูไม่ได้ เป็นรูปที่ตัวเขาในวัยเยาว์อยู่ในอ้อมกอดของบุษบา ซึ่งนั่งหันหลังให้ เขาพึมพำอย่างสะเทือนใจว่า...

“แม่ครับ...ผมไม่รู้ว่าทำไมแม่ถึงทิ้งผมไป แต่ผมอยากเจอแม่เหลือเกิน...”

ooooooo

งาน ประชาสัมพันธ์เชิญชวนเด็กๆมาร่วมกิจกรรมวาดรูปของห้าง ดำเนินไปอย่างคึกคัก แผ่นป้ายเชิญชวนปิดไว้ในบริเวณที่มีผู้คนพลุกพล่านในห้างและลิฟต์ทุกตัวใน ห้าง ส่วนสถานที่ใช้ชั้นสองของห้าง

ขณะที่ปานฟ้ากำลังคร่ำเคร่งกับ การเตรียมงานนั้น ก้องภพก็มาขอพบ เลขาบอกแล้วว่าไม่ว่างแต่ก้องภพบอกว่ามีเรื่องสำคัญต้องพบให้ได้ ปานฟ้าหงุดหงิดเพราะอีกสิบห้านาทีก็มีประชุมแล้ว แต่ก็ไปพบเขาที่รออยู่ห้องทำงาน

พอเจอหน้า ก้องภพก็ถามอย่างหาเรื่องว่าตอนบ่ายไปไหนมา ปานฟ้าฉุนกึกถามว่าตนจะไปไหนมาไหนต้องรายงานเขาด้วยหรือ ก้องภพสวนไปทันทีว่าเธอจะไปไหนกับใครตนไม่ว่าแต่นี่ “คุณไปกับไอ้ภาคิน!”
ปานฟ้าเตือนสติเขาว่า กรุณาสุภาพหน่อยเพราะภาคินเป็นพี่ชายเขา ก้องภพเสียงดังว่า

“ผมไม่เคยนับญาติกับมัน”

ทันใด นั้น ปานฟ้าได้รับโทรศัพท์จากอนิรุทธิ์ เธอฟังแล้วตกใจบอกว่าจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้ ก้องภพไม่ยอมให้เธอกลับ ปานฟ้าหันขวับจ้องหน้าเขาพูดขึงขังมากว่า

“สำหรับฉันตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าพี่เดือนแล้วค่ะ” พูดแล้วคว้ากระเป๋าออกจากห้องไปเลย

ooooooo
กลับ ถึงบ้านแล้ว ปานฟ้าจึงรู้รายละเอียดว่าปานเดือนหายไป ป้าแก้วอยู่กับปานเดือนเป็นคนสุดท้าย ป้าเห็นปานเดือนหลับจึงออกไปเข้าห้องน้ำ กลับมาอีกทีปานเดือนก็หายไปแล้ว

ป้า แก้วรู้สึกตัวเองผิด ปานฟ้าบอกว่าไม่ใช่ความผิดของป้า เพราะป้าดูแลปานเดือนอย่างดีมาตลอด ขนาดปานดาวเป็นพี่แท้ๆยังไม่ได้มาดูแลเลย ดีแต่พูดว่า

ปานเดือนเป็นบ้าไปแล้วเท่านั้น

ปาน ดาวรับไม่ได้ เกิดโต้เถียงกับปานฟ้า จนสายอุษาขอร้องว่าอย่ามัวโต้เถียงกันเลย ให้รีบออกตามหาปานเดือนกันเถอะ บอกปานดาวว่าถ้าไม่มีอะไรก็ขึ้นห้องไปเสีย ส่วนปานฟ้ากับอนิรุทธิ์ก็รีบออกตามหา
ปานเดือนกัน

ที่แท้ ปานดาวแอบเข้าไปในห้องปานเดือนขณะป้าแก้วออกไปห้องน้ำ ปลุกปานเดือนตื่น ถามว่าเธออยากเจอลูกไม่ใช่หรือ อยากพบลูกก็ออกไปตามหาสิ ออกไปเลย ไปตามหาลูก ป่านนี้ลูกรอแย่แล้ว

“ใช่...ใช่...ลูกรอฉัน...ฉันต้องออกไปหาลูก...” ปานเดือนลุกขึ้นเดินออกไป ปานดาวจิกตามองอย่างสะใจจริงๆ

ooooooo

ปานฟ้ากับอนิรุทธิ์แยกกันตามหาปานเดือน โทร.ติดต่อกันยังไม่มีใครได้วี่แววเลย แต่พอ

ปานฟ้าคุยกับอนิรุทธิ์เสร็จก็มีเสียงโทร.เข้าทันที

เป็นสายจากภาคิน ปานฟ้าดีใจมากเมื่อภาคิน บอกว่าปานเดือนอยู่ที่มูลนิธิ เธอรีบขับรถไปทันที

ครู่เดียวอนิรุทธิ์ก็มาถึงจึงรู้ว่าปานเดือนมาหา

บุญทิ้ง แล้วภาคินก็เล่ารายละเอียดว่า

เพราะเคยสอนพวกเด็กๆว่าให้ช่วยเฟื่องแก้ว

ทำงาน ก่อนนอนก็ให้ช่วยกันปิดไฟให้เรียบร้อย แต่พอบุญทิ้งไปปิดไฟก็ชะงักกึกเมื่อเห็นปานเดือนยืนเกาะรั้วมองเข้ามาข้างใน ภาคินจึงไปรับพาเธอเข้ามา

“พี่เดือนไม่ได้โวยวายอาละวาดเลยหรือคะ”

ปานฟ้าถาม

“ไม่ เลยครับ ตอนผมเดินไปเปิดประตูให้ เธอก็เข้ามาปกติ เพียงแต่ว่าเธอสนใจบุญทิ้งคนเดียว ผมก็เลยให้บุญทิ้งคุยเป็นเพื่อนเธอ แล้วก็โทร.ตามคุณนั่นแหละครับ”

เฟื่องแก้วเสริมว่าท่าทางก็เหมือนคนปกติ พอถูกภาคินหันมองเธอรีบขอโทษ ปานฟ้าบอกว่าไม่เป็นไร

อนิรุทธิ์ค่อยๆเดินเข้าหาปานเดือน เรียกเบาๆเพื่อไม่ให้เธอตกใจ เธอถามว่าเรียกตนหรือ

“ครับ...ผมมารับคุณกลับบ้าน”

ปานเดือนพยักหน้ารับรู้ หันไปบอกบุญทิ้งเศร้าๆว่า “ฉันต้องกลับบ้านแล้ว หนูจะกลับไปกับฉันได้ไหม”

“ผมไปกับคุณไม่ได้หรอกครับ แต่คุณมาหาผมที่นี่เมื่อไรก็ได้”

“จริง เหรอ...หนูไม่หนีไปไหนใช่ไหม ฉันมาหาหนูได้ใช่ไหม” ปานเดือนถามอย่างตื่นเต้นดีใจมาก จนปานฟ้าต้องเบือนหน้ากลืนน้ำตาด้วยความสะเทือนใจก่อนเข้าไปช่วยพูดว่า

“ค่ะพี่เดือน...พี่เดือนจะมาเมื่อไรบอกฟ้ากับพี่รุทธิ์นะคะ เราสองคนจะพาพี่เดือนมาเอง พี่เดือนอย่ามาคนเดียวแบบวันนี้นะคะ”

ปานเดือนบอกว่ากลัวโดนดุ อนิรุทธิ์พูดเสียง

อ่อน โยนว่าไม่มีใครดุหรอก วันนี้กลับก่อนบุญทิ้งจะได้พักผ่อน ส่วนบุญทิ้งก็ผสมโรงว่า ตนเป็นเด็กนอนดึกไม่ได้ เดี๋ยวไม่สบาย ให้คุณเดือนกลับไปก่อนไม่ต้องเป็นห่วงตน

“ก็ได้จ้ะ ฉันกลับก่อนก็ได้ หนูจะได้รีบนอน อย่าเป็นอะไรไปนะ อย่าไม่สบายนะ ไม่สบายแล้วเดี๋ยวตาย ฉันไม่อยากให้หนูจากฉันไป...”

ทุก คนสะเทือนใจ บุญทิ้งรับคำน้ำตาคลอบอกว่าตนจะไม่เป็นอะไร ให้คุณเดือนกลับบ้านไปก่อน อนิรุทธิ์ค่อยๆแกะมือปานเดือนออกจากบุญทิ้ง แล้วประคองเธอเดินออกไป หันมาขอบใจบุญทิ้งเบาๆบุญทิ้งยกมือไหว้

แต่พอภาคิน ปานฟ้า และเฟื่องแก้วเดินตามอนิรุทธิ์ ไปเท่านั้น บุญทิ้งก็น้ำตาไหลพราก หมุนตัวกลับวิ่งเข้าไปในมูลนิธิทันที...

ooooooo

อ นิรุทธิ์รีบพาปานเดือนกลับไปก่อน ปานฟ้าขอบคุณภาคินอีกครั้ง เขามองเธอพูดอย่างเป็นห่วงว่าท่าทางเธอเหนื่อย เฟื่องแก้วที่สังเกตภาคินกับปานฟ้าอย่างไม่พอใจอยู่แล้ว รีบบอกให้กลับไปพักเสีย ปานฟ้าจึงขอตัว แต่พอเธอจะเดินไปที่รถ ก็เซหน้ามืดเป็นลม ภาคินรีบประคองเรียกอย่างตกใจเป็นห่วง

“คุณฟ้า...คุณฟ้า...”

ภาคิ นอุ้มปานฟ้าไปที่ห้องทำงานของเขา เอายาดมมารอจมูก เรียกเบาๆ อย่างเป็นห่วง จ้องหน้าเธอนิ่งอยู่อย่างนั้น จนเฟื่องแก้วเปิดประตูเอายาหอมเข้ามาปิดประตูดังๆ อย่างไม่พอใจ เขาสะดุ้งถามเก้อๆ ว่าจะพาปานฟ้าไปโรงพยาบาลดีไหม

“ไม่ต้องหรอกค่ะ เธอคงตกใจ บวกกับเหนื่อยมากเลยเป็นลม”

ปาน ฟ้าค่อยๆ รู้สึกตัว พอรู้ตัวเต็มที่เธอตกใจจะลุกขึ้น ภาคินรีบบอกอย่างเป็นห่วงว่า ช้าๆ เดี๋ยวจะหน้ามืดอีก เมื่อลุกนั่งได้เธอถามเฟื่องแก้วว่าตนเป็นอะไร ภาคินตอบแทนว่าเธอเป็นลม พอเธอถามอีกว่าแล้วตนมาอยู่นี่ได้ยังไง เฟื่องแก้วตอบทันทีด้วยน้ำเสียงกระด้างจนรู้สึกได้ว่า

“ก็คุณภาคินอุ้มคุณมาน่ะสิคะ...นี่ค่ะยาหอม ทานแล้วจะได้ดีขึ้น” พลางยื่นถ้วยยาหอมให้

ปานฟ้ารับยาหอมไปดื่มเขินๆ ภาคินยังคงนั่งมองอยู่ด้วยความเป็นห่วง

ภาคิ นไม่วางใจให้เธอขับรถกลับเอง เขาอาสาขับรถไปส่งเธอที่บ้าน ปานฟ้านั่งเขินตลอดทางเมื่อนึกถึงที่เฟื่องแก้วบอกว่า เขาอุ้มเธอมาที่ห้องทำงาน...

เมื่อมาถึงหน้าบ้าน ภาคินให้เธอขับเข้าบ้านเอง ปานฟ้าพูดอย่างเกรงใจว่าลำบากเขาแย่เลย เขาตอบด้วยความยินดีว่าไม่เป็นไร บอกให้เธอรีบเข้าบ้านเถอะ เมื่อเธอขึ้นนั่งที่คนขับ เขาช่วยปิดประตูรถให้ ปานฟ้าเปิดกระจกลงเขาเอ่ยเบาๆ

“หลับฝันดีนะครับ...”

“ค่ะ” เธอตอบเบาๆ เช่นกัน แล้วขับรถเข้าบ้านไป ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

ภาคินยืนมองจนเห็นเธอเข้าบ้านเรียบร้อยแล้วจึงกลับ

ooooooo

แต่ พอภาคินกลับถึงบ้าน เขาถูกก้องภพที่ดักอยู่พุ่งเข้าชก ตวาดว่า วันนี้จะเอาเลือดชั่วของเขาออกมา ภาคินหลบทันถามว่าเป็นบ้าอะไรขึ้นมา ชกตนทำไม

ก้องภพชี้หน้าด่าว่า วันนี้จะสอนเด็กกำพร้าอย่างเขาให้รู้จักเงาหัวตัวเอง ภาคินฮึดสู้ประกาศกร้าวว่า

“ผมต่างหากที่จะสอนให้คุณรู้ว่า ผมไม่ใช่ลูกไล่ของคุณ!”

ทั้งสองพุ่งเข้าชกต่อยกันอย่างไม่มีใครยอมใคร คนใช้ผ่านมาเห็นตกใจมากรีบวิ่งกลับไปในบ้าน

วิมล วรรณกำลังมีปากเสียงกับอานนท์อยู่ในห้องนอน เธอไม่พอใจที่ภาคินสัมพันธ์กับปานฟ้า อานนท์เห็นว่าไม่แปลก เป็นสิทธิ์ของทั้งสองซึ่งโตแล้วและปานฟ้ากับก้องภพก็ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน

ทันใดนั้นคนใช้วิ่งเข้ามาบอกว่าภาคินกับก้องภพต่อยกันใหญ่แล้ว ทั้งสองจึงรีบลงไปดู

ooooooo

ก้องภพสู้ภาคินไม่ได้ ถูกต่อยจนหมดสภาพ เมื่อสู้ไม่ได้ก็ด่าพลางเดินหนีว่า

“ไอ้ลูกไม่มีแม่...ไอ้ลูกเมียน้อย...ไอ้ลูกผู้หญิงใจง่าย!”

ถูกด่าก้าวร้าวถึงแม่ ทำให้ภาคินเลือดขึ้นหน้าย่างสามขุมเข้าหา ก้องภพเห็นท่าไม่ดีหันวิ่งหนี แต่ถูกภาคิน

กระชากกลับมาชกหน้าเต็มแรงจนก้องภพเซถลาไปล้มที่เท้าวิมลวรรณพอดี

วิมลวรรณตกใจชี้หน้าภาคินด่าลั่น ภาคินหันมองไป เห็นอานนท์มองตนอยู่อย่างไม่เชื่อสายตา...

ooooooo

เมื่อ เข้าไปนั่งพร้อมหน้ากันที่ห้องนั่งเล่น ก้อง-ภพสำออยอ้อนวิมลวรรณ โกหกว่าตนแค่เข้าไปถามภาคินดีๆ ก็เล่นงานตนแบบไม่ทันให้ตั้งตัว วิมลวรรณหันไปไล่บี้อานนท์ว่าต้องจัดการให้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นตนไม่ยอม

อานนท์ หันไปบอกภาคินให้เล่าความจริงให้ฟัง วิมล-วรรณแว้ดขึ้นมาว่าจะต้องถามอะไรอีก สภาพก็เห็นๆอยู่กับตาแล้ว  คนทำตัวเป็นนักเลงแบบนี้อยู่บ้านเดียวกันไม่ได้

“หยุดทีเถอะ...ให้ภาคินพูดก่อนได้ไหมแล้วผมจะตัดสินเองว่าใครมันผิดใครมันถูก...เอ้าภาคินพูดมา”

ก้องภพไม่ยอมให้ภาคินมีโอกาส สำออยเรียกความสนใจจากวิมลวรรณ ผู้เป็นแม่ก็โอ๋ราวกับเด็กสองขวบแล้วพาไปประคบให้

ooooooo

เมื่อกลับมาพบกันที่ห้องนอน อานนท์ไกล่เกลี่ยให้เลิกแล้วต่อกันเสีย วิมลวรรณไม่ยอม หาว่าเขาเข้าข้างภาคิน อานนท์ชี้แจงอย่างใจเย็นว่า

“การ ที่เจ้าภพไปหาเรื่องชกต่อยภาคินก่อน แถมพูดจาดูถูกแม่เขาน่ะ ผมว่ามันยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ถ้าเป็นผม ผมก็จะทำอย่างที่ภาคินทำนั่นแหละ และผมก็เชื่อ ถ้าใครมาด่าคุณ เจ้าภพมันก็คงไม่ยอมเหมือนกัน จบได้แล้วนะคุณหญิง ผมจะนอน”

พูดแล้วอานนท์เดินไปนอนตะแคงหันหลังให้ วิมล-วรรณยืนมอง ขบกรามอย่างอัดอั้นแทบกระอักเลือด...

ป้า นุ่มไปประคบรอยช้ำให้ภาคินในห้อง พูดให้กำลังใจเขาว่า ยังดีที่อานนท์เป็นคนยุติธรรม แสดงว่าคุณพ่อรักเขามาก ภาคินถามอย่างติดค้างคาใจว่า แต่พ่อไม่รักแม่ใช่ไหม ถ้ารักทำไมแม่ถึงต้องหนีไป และเวลาตนถามถึงแม่ พ่อก็ไม่ยอมบอกอะไรเลย ป้านุ่มมองหน้าภาคิน พูดให้กำลังใจภาคินเยี่ยงผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ว่า...

“คุณ หนูคะ...บางทีการที่คุณท่านไม่พูดถึงคุณแม่ของคุณหนู ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านไม่รักไม่คิดถึงนะคะ แต่บางทีถ้าเราพูดแล้วมันเจ็บปวด สู้ไม่พูดเสียยังจะดีกว่า...”

กระนั้น ภาคินก็ยังคิดไม่ตก จนเช้านี้ ภาคินจะไปทำงานขณะเดินอยู่ที่ถนนในบ้าน ก้องภพขับรถมาแกล้งเหยียบคันเร่งจะเฉี่ยวจนภาคินกระโดดหลบแทบไม่ทัน ก้อง-ภพด่าแล้วขับรถพรืดไป

อึดใจเดียว อานนท์ก็ขับรถออกมา เขาจอดรถเรียกภาคินให้ขึ้นรถจะพาไปส่ง ภาคินขอบคุณบอกว่าตนไปเองได้

“พ่อสั่งให้ขึ้นรถ” อานนท์เสียงเข้มขึ้น ภาคินจึงจำต้องขึ้นรถ

วิมล วรรณยืนอยู่ข้างบนมองอย่างไม่พอใจ หันมาเจอป้านุ่มยืนอยู่ ป้านุ่มสะดุ้ง วิมลวรรณถามอย่างหาเรื่องว่า ทำไมต้องตกใจขนาดนี้ พูดอย่างมีอคติว่า

“ฉัน รู้ว่าแกคิดยังไง แกคงคิดอยู่ในใจมาตลอดล่ะสิว่าฉันน่ะใจร้ายใช่ไหม แกมันไม่เคยมีผัว แกไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกของคนที่ถูกผัวนอกใจน่ะมันเป็นยังไง!”

ป้า นุ่มตอบนิ่มๆ ว่าใช่ แต่ถ้าเป็นตน ตนจะไม่ก่อกรรมทำเข็ญให้มันเป็นเวรเป็นกรรมกันไม่รู้จบ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า เวรต้องระงับด้วยการไม่จองเวร เลยถูกวิมลวรรณด่าว่า ตนไม่ได้ให้มาเทศน์สั่งสอน ไล่จะไปไหนก็ไปให้พ้น พูดอย่างหมายมาดอาฆาตแค้นว่า

“สำหรับฉัน ใครทำให้ฉันเจ็บ มันต้องเจ็บกว่าฉันเป็นร้อยเป็นพันเท่า!”

ooooooo

ระหว่าง นั่งรถมาด้วยกันนั้น อานนท์ถามภาคินว่า เมื่อคืนทำไมไม่กลับบ้าน เขาบอกว่าที่มูลนิธิมีงานยุ่งๆ เลยค้างที่นั่น ครั้นถามว่าทำไมไม่เอารถที่บ้านไปใช้ทั้งที่มีอยู่หลายคัน เขาตอบสั้นๆว่า ตนไม่ชอบขับรถ

“งั้นก็ตามใจ แต่ถ้าต้องการอะไรขอให้บอกพ่อ” ภาคินสนใจมากถามว่าจริงหรือ อานนท์ยืนยันว่าจริง แล้วบอกถึงความรู้สึกของผู้เป็นพ่อว่า “พ่อไม่สบายใจเลยที่ลูกไม่เคยรับความช่วยเหลืออะไรจากพ่อ แม้แต่เรื่องเรียนลูกก็สอบชิงทุนเอาเอง ให้พ่อได้ให้อะไรลูกบ้างสิ”

“ผมอยากรู้ว่าแม่ของผมอยู่ที่ไหน แล้วทำไมแม่ถึงทิ้งผมไปได้ไหมครับ พ่อช่วยบอกผมหน่อย”

“ภาคิน...พ่อบอกลูกได้แต่เพียงว่า แม่ของลูกเป็นผู้หญิงที่พ่อรักมากที่สุด ลูกรู้ไว้แค่นั้นก็พอแล้ว...”

น้ำเสียงของอานนท์เศร้าสะเทือนใจจนภาคินหันมองอย่างแปลกใจ....

ooooooo

ปาน เดือนรบเร้าปานฟ้าขอให้พาไปหาบุญทิ้งถึงขั้นจะยกมือไหว้ ปานฟ้ารับปากว่าจะพาไป แต่ต้องรอเป็นตอนเย็น เพราะเช้านี้ติดนัดลูกค้าสำคัญไว้ ปานเดือนจึงสงบลง ย้ำแล้วย้ำอีกว่าจริงๆนะ จะแต่งตัวรอ

ธัญวิทย์เป็นเด็กไม่ชอบเรียน หนังสือ ทนงตนว่าคุณตารวยเงินทองใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมด ไม่จำเป็นต้องหาความรู้อะไร ปานดาวก็พูดกรอกหูอยู่เสมอว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง ดังนั้นวันนี้เป็นวันหยุดธัญวิทย์ขอปานดาวว่าไม่ไปเรียนพิเศษได้ไหม ตนอยากไปเที่ยว

ปานดาวตามใจธัญวิทย์บอกว่า เราจะไปเที่ยวกับสามคนพ่อแม่ลูก พิมสาระแนเสนอว่า น่าจะให้ธัญวิทย์ไปเรียนมากกว่า เพราะผลสอบครั้งที่แล้วเกือบจะตกชั้นหลายวิชา เลยถูกปานดาวด่าว่า

“ลูกฉัน ฉันรู้ว่าฉันต้องทำยังไง แกมีหน้าที่แค่คอยดูแลรับใช้คุณธัญวิทย์ ไม่ได้มีหน้าที่ออกความเห็น อย่าลืมสิ!”

พิมนิ่งแต่ในใจโกรธ พอปานดาวพาธัญวิทย์ลงไปก็เบ้หน้าด่าอย่างชิงชัง

“ลูกฉัน...ลูกฉัน...เชอะ นังแม่กาเอ๊ย!”

ooooooo

ปาน ดาว ภูวดล และธัญวิทย์ลงมาที่โต๊ะอาหาร เจอสายอุษานั่งทานอยู่แล้ว ก็ทำเป็นขอโทษ บอกว่า นึกว่าคุณแม่ทานข้างบนเสียอีก ทั้งปานดาวและภูวดล ทำเป็นแสดงความห่วงใยที่ปานเดือนหายไป จนเมื่อสายอุษาบอกว่า อนิรุทธิ์พาปานเดือนกลับมาตั้งแต่เมื่อคืน สองผัวเมียถึงกับสำลักน้ำที่กำลังดื่ม

ระหว่างทานอาหาร ปานดาวถามถึงปานฟ้าว่ายังไม่ลงมาทานหรือ สายอุษาบอกว่าน้องออกไปแต่เช้าแล้ว บ่นสงสารปานฟ้าว่างานหนัก ไหนจะงานที่ห้างแล้วยังต้องมาคอยดูแลปานเดือนอีก ปานดาวจึงอาสาจะไปช่วยงานที่ห้าง ถูกสายอุษาพูดประชดว่า

“คิดยังไงขึ้นมาถึงอยากไปช่วยงานน้อง อยู่มาตั้งนานแม่ไม่เห็นเธอเคยอยากทำงาน เห็นแต่คอยรับเงินเดือนเท่านั้น”

“ก็เพราะไม่เคยมีใครเห็นความสำคัญของดาวนะสิคะ อย่างว่าแหละนะ ก็ดาวมันไม่มีปริญญานี่ ทุกคนก็เลยมองข้ามหัวดาวไปหมด”

ฟัง แล้วสายอุษาอิ่มทันที บอกป้าแก้วว่าเดี๋ยวให้เอาผลไม้ขึ้นไปให้ที่ห้องด้วย พอสายอุษาลุกไป ปานดาวก็ลุกบ้าง ภูวดลบอกธัญวิทย์ให้กินต่อ ตนจะไปดูแม่หน่อย แล้วรีบตามขึ้นไปปลอบว่าอย่าเสียใจไปเลย แล้วชวนไปเที่ยวผ่อนคลายกัน ทั้งยังให้กำลังใจให้ปานดาวไปทำงาน ยุว่าอย่าวางใจปานฟ้านักเผื่อปานฟ้ายักยอกถ่ายเททรัพย์สินเราจะได้แก้เกมทัน

สองผัวเมียเข้ากันเหมือนผีกับโลง ปานดาวถูกภูวดลยุเสียจนหน้ามืด บอกว่าตนจะไม่มีวันยอมแพ้ปานฟ้าเด็ดขาด

ooooooo

ปานฟ้าเข้าที่ทำงานไม่นานก็ออกไปเพื่อทานอาหารกลางวันกับคุณอนุสรณ์ที่จะเอาทั้งนม น้ำ ผลไม้ และขนมมาแจกเด็กๆที่มางานแข่งขันวาดภาพ

แต่ พอปานฟ้าขับรถออกไป รถของก้องภพก็ขับปราดเข้ามาจอด เขาเดินอย่างเร่งรีบจะไปห้องทำงานของปานฟ้า เลขารีบบอกว่าปานฟ้าไม่อยู่ ก็หาว่าโกหก ดันทุรังเข้าไปจนได้ เมื่อไม่เจอปานฟ้าจริงๆ ก็ถามว่าเธอไปไหน เลขาบอกว่า

“ดิฉันบอกไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าเจ้านายไม่ได้สั่ง”

ก้องภพหัวเสียมาก ระแวงว่าปานฟ้าไปกับภาคิน โทร.เข้ามือถือเธอปรากฏว่าสายไม่ว่างก็ยิ่งหงุดหงิด
สายไม่ว่างเพราะปานฟ้าโทร.บอกภาคินว่าบ่ายๆ

ปานเดือนจะมาหาบุญทิ้ง คุยเสร็จจึงเห็นว่าสายก้องภพซ้อนเข้ามาเมื่อครู่ แต่เธอก็ไม่สนใจ ขับรถไปหาอนุสรณ์ตามนัด

เมื่อ ภาคินบอกบุญทิ้งว่าบ่ายๆ ปานเดือนจะมาหา บุญทิ้งดีใจมาก เฟื่องแก้วถามอย่างระแวงว่าปานเดือนจะมากับใคร พอรู้ว่าปานฟ้าจะพามา ก็แอบบ่นอย่างไม่ชอบใจว่า “จะมาทำไมบ่อยๆ พี่หรือน้องกันแน่ที่อยากมา”

ooooooo

ตุลย์ มาหาภาคินที่ห้องทำงานมูลนิธิ ภาคินจึงขอให้ช่วยสืบเด็กชื่อ ทินภัทร อัครดำรงกุล ให้ด้วย แต่ไม่มีรายละเอียดอะไรให้เลย บอกตุลย์ว่าบ่ายนี้ปานฟ้าจะพาปานเดือนแม่ของทินภัทรมาที่นี่ ไว้ค่อยให้เธอเล่ารายละเอียดให้ฟังก็แล้วกัน

ความใส่ใจที่จะช่วยปานฟ้าตามหาทินภัทร ทำให้ตุลย์แซวภาคินว่า รู้สึกจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
“คุณ พูดอะไรน่ะหมวด คุณปานฟ้าเธอจะเสียหาย ผมไม่คุยกับหมวดแล้ว ขอตัวทำงานต่อก่อนนะครับ” ภาคินตัดบทเขินๆ ทำให้ตุลย์มองอย่างสงสัยยิ่งขึ้น

ระหว่าง ที่ปานฟ้าทานกลางวันกับอนุสรณ์นั้น เจษเพื่อนของก้องภพมาเห็นเข้า รีบโทร.บอกก้องภพ เขาโมโหมากรีบไปที่ร้านตามที่เพื่อนบอก แต่ไปถึงไม่พบปานฟ้าแล้ว ถามพนักงานจึงรู้ว่าเพิ่งออกไปเมื่อครู่นี้เอง

จากรูปร่างลักษณะชายหนุ่มที่มากับปานฟ้าที่ถามจากพนักงานในร้าน ทำให้ก้องภพยิ่งมั่นใจว่าต้องเป็นภาคินแน่นอน คำรามอย่างแค้นใจว่า
“แก...ไอ้ภาคิน เป็นไงเป็นกันสิวะ!”

ooooooo

ภาคินออกมาที่สนามตามหาตุลย์ บุญทิ้งที่กำลังตัดแต่งกิ่งไม้อยู่ บอกว่าตุลย์กำลังช่วยเฟื่องแก้วซ่อมโต๊ะอยู่ข้างหลัง

ทันใดนั้น ก้องภพขับรถตะบึงเข้ามาจอดเอี๊ยด ลงจากรถก็เดินอาดๆ เข้าไปถามภาคินว่า ปานฟ้าอยู่ไหน

ก้อง ภพผลักอกภาคินจนเซ ด่าว่ามาแย่งปานฟ้าจากตน ภาคินพยายามอดกลั้น บอกให้ก้องภพกลับไปสงบสติอารมณ์ก่อน ก็ถูกก้องภพด่าว่าดีแต่ทำลับหลัง ทีต่อหน้าไม่กล้า คงติดนิสัยมาจากแม่ตัวเอง

ภาคินโดนผลักอก โดนด่า เขาพยายามอดกลั้น แต่มาลามปามก้าวร้าวถึงแม่เขาทนไม่ได้ ชกจนก้องภพเซถลาไป ก้องภพขู่ว่าจะไปแจ้งความตำรวจว่าเขาทำร้ายร่างกาย

บุญทิ้งวิ่ง เข้าไปบอกตุลย์ว่าเกิดเรื่องข้างนอกแล้ว ตุลย์ที่ช่วยเฟื่องแก้วซ่อมโต๊ะเสร็จและกำลังหยอกเธอให้ตกใจอยู่พอบุญทิ้ง วิ่งเข้ามาบอกก็รีบออกไป ได้ยินก้องภพบอกว่าจะไปแจ้งความพอดี เลยท้าว่า

“แจ้งเลยสิครับ ผมมารับแจ้งให้ถึงที่แล้ว” แล้วพูดต่อว่า “แต่ข้อหาบุกรุกนี่โทษไม่เบาเหมือนกันนะครับ ถ้าคุณภาคินเขาแจ้งความกลับนะ”'

เจอ ไม้นี้เข้า ก้องภพด่าว่าตุลย์เล่นหมาหมู่ เลยถูกตุลย์ขู่จะตั้งข้อหาดูถูกเจ้าพนักงานอีกกระทง ก้องภพเห็นทีจะพลาดท่าพูดอย่างอาฆาตแค้นก่อนจำใจถอยไปว่า
“ไอ้ภาคิน ฝากไว้ก่อนเถอะ แล้วจำใส่กะลาหัวแกไว้ว่าคนอย่างปานฟ้า เขาไม่มีวันลดตัวลงมามองคนอย่างแกหรอก”

เฟื่องแก้วได้ยินก็ยิ่งไม่พอใจปานฟ้าหาว่าเป็นตัวการทำให้ภาคินต้องเดือดร้อนและเจ็บตัว
ooooooo

ปาน ฟ้าทานข้าวกับลูกค้าเสร็จก็จะรีบกลับไปรับปานเดือนไปหาบุญทิ้งตามที่สัญญา ไว้ แต่เกิดรถเสีย เธอร้อนใจมาก เรียกแท็กซี่ให้ช่วยลากรถไปอู่ ช่างบอกว่าต้องรอประมาณหนึ่งชั่วโมง เธอกลัวปานเดือนจะรอนาน จึงโทร.บอกภาคินให้ช่วยพาบุญทิ้งมาหาตนที่อู่ ซ่อมรถเสร็จจะได้พาไปเลย

ปาน เดือนแต่งตัวสวยรอ จนใกล้เวลานัดปานฟ้ายังไม่มา สายอุษาโทร.หาปานฟ้าจึงรู้ว่ารถเสีย บอกปานเดือนว่า รถน้องเสียซ่อมเสร็จจะรีบมารับทันที

ปานเดือนฟังอย่างสงบนิ่ง แต่มือที่ประสานกันอยู่บีบกันแน่นแววตาเริ่มแข็งกร้าวขึ้น...
ooooooo

ก้อง ภพโกรธแค้นมาก ออกจากมูลนิธิก็ไปสั่งเบียร์ดื่มที่ร้านอาหาร บังเอิญเป็นร้านเดียวกับที่ปานดาวและภูวดลพาธัญวิทย์ไปพอดี ปานดาวเห็นก้องภพ เธอบอกภูวดลว่าขอตัวไปคุยกับว่าที่น้องเขยหน่อย

ปานดาวไปขอนั่งด้วย ถามว่าเป็นอะไรทำหน้าเหมือนเบื่อโลก ทะเลาะกับปานฟ้ามาหรือ

เมื่อ ได้ฟังก้องภพระบายอารมณ์แล้ว ปานดาวพูดยิ้มๆ ว่า ผู้หญิงสวยและเก่งอย่างปานฟ้านั้น ย่อมมีผู้ชายมาห้อมล้อมเป็นธรรมดา ยุว่าของอย่างนี้อยู่ที่ใครเร็วใครได้ ก้องภพถามว่าจะให้ตนรวบรัดเลยหรือ

“สมัย นี้เขาไม่ถือกันแล้วนะคะ” ปานดาวยุต่อ “เพราะนี่มันชีวิตจริงไม่ใช่นิทาน ใครไวกว่าคนนั้นก็คว้าพุงปลามันๆ ไป เหลือเศษเหลือเดนก็เอาไว้ให้คนที่ช้ากว่า”

ก้องภพฟังอย่างสนใจ ปานดาวทำเป็นพูดออกตัวว่า “ที่พี่กล้าพูดอย่างนี้เพราะว่าผู้ใหญ่ของเราชอบๆ กันอยู่ คุณกับยัยฟ้าก็คบหากันมาตั้งนาน แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าพี่ก็ไม่เชียร์หรอกค่ะ”

ฟังปานดาวแล้ว ก้องภพนิ่งคิด นัยน์ตาวาววาบขึ้นมา

ooooooo

ปาน เดือนนั่งนิ่งขึง จู่ๆก็ลุกพรวดขึ้นจนสายอุษาตกใจถามว่าเป็นอะไร เธอถามว่าป่านนี้แล้วทำไมปานฟ้ายังไม่มา สายอุษากับป้าแก้วช่วยกันปลอบว่า ปานฟ้ากำลังเดินทางมา พิมเดินผ่านมาได้ยิน ก็สาระแนเข้าไปยุว่า ป่านนี้ปานฟ้าลืมแล้วล่ะ

“อะไรนะ ฟ้าไม่มาหรือ...ฟ้าลืมเหรอ!” ปานเดือนหันขวับตาขวาง พริบตาเดียวก็ร้องไห้ออกมาอย่างโหยหวนท่ามกลางความตกตะลึงของสายอุษากับป้า แก้ว

รถปานฟ้าซ่อมเสร็จพอดี เธอชวนภาคินกับบุญทิ้งว่าเรารีบไปกันเถอะ แต่ไม่ทันออกรถก็ได้รับโทรศัพท์จากป้าแก้ว เธอรับสายแล้วตกใจ บอกว่าจะรีบไปเดี๋ยวนี้ หันบอกภาคินว่า “แย่แล้วค่ะ พี่เดือนอาละวาดใหญ่แล้ว”

“ผมขับให้ดีกว่าครับ” ภาคินอาสา แล้วรีบไปขึ้นที่นั่งคนขับ ปานฟ้ากับบุญทิ้งวิ่งไปขึ้นอีกด้านหนึ่ง แล้วรถก็พุ่งไปอย่างเร็วทันที

ooooooo

ปาน เดือนวิ่งเข้าหาแจกันใบใหญ่จับทุ่มลงกับพื้น อาละวาดปัดข้าวของที่อยู่ใกล้ตัวหล่นกระจาย ร้องไห้สะอึกสะอื้นน่าเวทนา ป้าแก้วเรียกพิมให้ช่วยจับปานเดือนไว้ สายอุษาโผเข้ากอดปานเดือน ร้องเรียกลูก ปลอบว่าตอนนี้แม่อยู่ใกล้ๆลูก ไม่มีใครทำร้ายลูกได้ ต้องการอะไรให้บอกแม่

ปานเดือนยังคงร้องไห้อย่างหนัก แต่เมื่อมองเห็นแม่กอดอยู่ก็ค่อยสงบลง ป้าแก้วค่อยเบาใจ เห็นพิมผละไปก็รีบตามไปดู

ปรากฏว่าพิมโทร.ไปรายงานปานดาวถึงอาการคลุ้มคลั่งของปานเดือนอย่างสะใจ ปานดาวถามว่า ปานฟ้าคงจะพาปานเดือนไปตระเวนหาลูกอีกใช่ไหม

“ก็คงงั้นแหละค่ะ แต่ตามยังไงก็ไม่มีวันพบหรอกค่ะ เว้นแต่จะไปตู่เอาลูกชาวบ้านมาเป็นลูกตัวเองเท่านั้นแหละค่ะคุณดาว”

ปานดาวกินปูนร้อนท้องถามว่า “แกว่าใครหรือเปล่า คงไม่ได้หมายถึงฉันด้วยนะ”

“อุ๊ย...ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่...” พิมรีบปฏิเสธ หันไปเห็นป้าแก้วยืนอยู่ก็รีบตัดบทวางสายทันที แล้วเดินผ่านป้าแก้วไปอย่างยโส แต่ป้าแก้วไม่ยอม เดินเข้าหา จนพิมต้องหยุดถามว่า “มีอะไรเหรอป้า”

ป้าแก้วด่าพิมว่า “สาระแนนักนะ แกใช่ไหมที่ทำให้คุณเดือนอาละวาด”

พิมอวดดีที่มีปานดาวถือหางอยู่ ต่อปากต่อคำกับ

ป้าแก้วอย่างไม่ลดราวาศอก ป้าแก้วถามอย่างชิงชังว่า
“นังพิม ข้าวบ้านนี้มันไม่มียางเลยรึไง แกถึงได้คิดเนรคุณคุณปานเดือน ทั้งที่เธอเป็นลูกสาวของเจ้าของบ้านนี้”

พิมเถียงคำไม่ตกฟาก ทั้งยังพูดดูถูกว่าถ้าคนอย่างตนต้องติดคุกก็ไม่ขอเป็นฆาตกรฆ่าคนแก่อย่างป้าหรอกมันเสียเกียรติ ป้าแก้วถามว่าทำไมต้องโทร.รายงานปานดาวด้วย พิมพูดอย่างยโสโอหังว่า มันเรื่องของตน ป้าไม่เกี่ยว แล้วสะบัดไปเลย

“ถือว่าคุณปานดาวคอยถือหาง...ฮึ ฝากไว้ก่อนเถอะ” ป้าแก้วได้แต่มองตามพิมไปอย่างแค้นใจ

ooooooo

ปานดาวรับรายงานจากพิมทางโทรศัพท์ก็สะใจ จากนั้นชวนภูวดลกลับ เดินผ่านโต๊ะก้องภพ เขาถามว่าจะกลับแล้วหรือ ปานดาวบอกว่าต้องรีบกลับไปบ้านเพราะจู่ๆปานเดือนก็อาละวาดขึ้นมา ก้องภพตั้งข้อสังเกตว่าอาการเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายแบบนี้มันแปลกๆ

ก่อนเดินไป ปานดาวยังย้ำกับก้องภพว่าอย่าลืมเรื่องที่เราคุยกัน ก้องภพขอบคุณยิ้มที่มุมปากอย่างลำพองใจ

ภาคินขับรถไปถึงบ้านปานฟ้า พอจอดรถเธอรีบวิ่งเข้าบ้านไปก่อน ภาคินกับบุญทิ้งเดินลงมา บุญทิ้งแหงนมองคฤหาสน์หรูตื่นๆ ถามภาคินว่า ทำไมบ้านใหญ่โตจัง ปานฟ้าคงรวยมากใช่ไหม ภาคินจับบุญทิ้งหันมา เพื่ออธิบายให้เข้าใจว่า

“ความรวยหรือความจนไม่ได้วัดว่าใครเป็นคนดีหรือไม่ดีหรอกนะบุญทิ้ง พี่ว่าอย่าไปสนใจเลย”

ระหว่างที่ภาคินพาบุญทิ้งเข้าไปในบ้านนั้น พิมมองตามพึมพำอย่างสงสัย

“หรือว่าไอ้เด็กคนนี้คือคนเดียวกับที่คุณเดือนไปหา?” คิดแล้วถึงกับหน้าซีด

ooooooo

ปานฟ้ารีบเข้าไปหาปานเดือน พอเห็นหน้าน้อง ปานเดือนก็ร้องไห้บอกว่านึกว่าจะไม่มารับไปหาลูกเสียแล้ว ปานฟ้าบอกว่าตนไปรับใครบางคนมาหาพี่ด้วย พอปานเดือนมองไปเห็นบุญทิ้งเท่านั้น ก็โผเข้ากอดคร่ำครวญด้วยความดีใจ

“บุญทิ้งลูกแม่...แม่นึกว่าจะไม่ได้เจอบุญทิ้งแล้ว...มาหาแม่แล้วก็มาอยู่กับแม่นะลูก แม่จะไม่ยอมให้ใครพรากลูกของแม่ไปไหนอีกแล้ว...”

บุญทิ้งมองหน้าภาคินเชิงปรึกษา ภาคินบอกปานเดือนว่าคงไม่ได้หรอก ทำให้ปานเดือนเสียงแข็งขึ้นมาว่าทำไมจะไม่ได้ในเมื่อเด็กคนนี้เป็นลูกตน จนปานฟ้าต้องขอให้พี่สาวฟังภาคินพูดก่อน

“ไม่ฟัง! เธอก็เหมือนกัน เห็นคนอื่นดีกว่าพี่รึไง ถึงจงใจให้เขามาพรากลูกไปจากอกพี่”

ปานฟ้าพึมพำว่าไปกันใหญ่แล้ว ภาคินจึงบอกปานเดือน ว่า ถ้าคิดถึงบุญทิ้งก็ให้ไปหาที่มูลนิธิได้ หรือว่าจะให้ตนพามาหาที่นี่ก็ได้

ปานเดือนส่ายหน้าร้องไห้โฮๆ อย่างถูกขัดใจ คร่ำครวญว่าใจร้าย พูดกับบุญทิ้งว่ามีแต่คนใจร้ายกับเรา ไม่ยอมให้เราอยู่ด้วยกัน คร่ำครวญว่า แม่ใจจะขาดอยู่แล้ว...

ปานฟ้าพาปานเดือนไปนั่ง บอกป้าแก้วให้หาขนมหาน้ำมาให้บุญทิ้งกับภาคิน ปานเดือนลุกมาพาบุญทิ้งไปนั่งที่โซฟากอดไว้อย่างแสนรัก

ที่อีกมุมหนึ่ง สายอุษากับปานฟ้าคุยกันเบาๆ สายอุษาบอกว่าดีที่ปานฟ้ามาทันเวลา ไม่อย่างนั้นแม่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน มองปานเดือนแล้วรำพึงอย่างเวทนา...

“โธ่เอ๊ย...จะตู่่เอาลูกคนอื่นมาเป็นลูกตัวเองหรือเปล่าก็ไม่รู้ เวรกรรมอะไรของยัยเดือนนะ...”

ooooooo

ระหว่างเดินทางกลับ ปานดาวได้รับโทรศัพท์จากพิมอีก ฟังแล้วบอกว่าจะรีบกลับ สบถว่า “แส่ไม่เข้าเรื่องนะยัยฟ้า!” แล้วเร่งคนขับรถให้ขับเร็วหน่อย

เมื่อปานดาวกลับมาถึง พิมดักรอส่งสัญญาณอยู่ว่ามีใครอยู่ข้างในบ้าง ปานดาวรีบเข้าไปในห้องโถง ภูวดลเดินเลี่ยงไป เธอเข้าไปนั่งประกบปานเดือน ทำทีถามอย่างเป็นห่วงว่า ทำยังไงปานเดือนถึงได้อาละวาดอย่างนี้ ถามว่าเสียงดังไปรบกวนชาวบ้านหรือเปล่าเดี๋ยวข้างบ้านแจ้งตำรวจจะเดือดร้อนกันไปหมด

สายอุษาไม่พอใจ บ่นว่าน้องสาวไม่สบายแทนที่จะเป็นห่วงกลับพูดจาให้ร้ายน้อง ปานดาวหาเรื่องทันทีว่าตนพูดอะไรไม่เคยถูกไม่เคยดีสักอย่าง ย้ำว่า

“ดาวก็แค่อยากจะบอกคุณแม่ว่า คนบ้าก็ต้องอยู่โรงพยาบาลบ้าจะให้มาปะปนกับคนดีๆ อย่างพวกเราไม่ได้”

สายอุษาโกรธมาก ปรามว่าอย่าลืมว่าปานเดือนเป็นน้องตัวเอง กลับถูกย้อนว่า

“อุ๊ย...คนบ้ายังงั้น ยังจะนับมันเป็นญาติอีกเหรอคะ รู้ถึงไหนอายเขาถึงนั่น” แล้วปรายตาไปทางปานฟ้าพูดประชดว่า “ใครอยากนับญาติก็เชิญตามสบายเถอะย่ะ” พูดแล้วลุกเดินออกจากห้องไปเลย

ปานฟ้าหันไปขอโทษภาคินแทนปานดาว เขาตอบอย่างเข้าใจว่า ไม่เป็นไร ส่วนสายอุษาถอนใจพึมพำอย่างเจ็บปวดว่า “ชาติก่อน ฉันทำกรรมอะไรไว้นะ มีลูกถึงไม่ได้ดั่งใจเลย...”

พลันทุกคนก็สะดุ้ง กับเสียงกรีดร้องของปานเดือน พากันลุกวิ่งไปหาอย่างตกใจ เห็นปานเดือนกำลังอาละวาดปัดข้าวของกระจุยกระจาย...

ooooooo

ตอนที่ 4

ที่มุมรับประทานอาหาร บุญทิ้งนั่งทานขนมอยู่ข้างๆธัญวิทย์ ถูกธัญวิทย์ปัดจานขนมออกห่างอย่างรังเกียจ ถามภูวดลว่า

“มันเป็นใครครับพ่อ...”

ภูวดลบอกว่าพ่อก็ไม่รู้ ปานเดือนโผเข้ากอดบุญทิ้ง ถามอย่างห่วงใยว่า

“ลูกแม่...เป็นอะไรหรือเปล่า” แล้วหันไปด่าธัญวิทย์ตาขวาง “ไอ้เด็กบ้า ไอ้เด็กใจร้าย” ถูกปานดาวเอ็ดว่ามีสิทธิ์อะไรมาว่าลูกตน ธัญวิทย์ได้แม่ถือหาง ก็หันไปตวาดบุญทิ้งว่ามองอะไร ไล่ให้ออกจากบ้านตนไปเดี๋ยวนี้

ปานฟ้า สายอุษา ภาคิน และป้าแก้ววิ่งเข้ามา ปานฟ้าเอ็ดธัญวิทย์ว่าไม่มีสิทธิ์พูดอย่างนั้น ปานดาวเถียงแทนลูกว่า

“ทำไมธัญวิทย์จะพูดไม่ได้ ไม่จริงรึไง ไอ้เด็กข้างถนนคนนี้ต่างหากที่มันควรรู้ไว้ว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ของมัน!”

“หรือว่าคุณฟ้าเห็นเด็กอื่นดีกว่าหลานแท้ๆของตัวเอง” ภูวดลออกโรงปกป้องธัญวิทย์

“พอทีเถอะ ไม่เห็นเหรอว่ายัยเดือนเป็นอะไร” สายอุษาแทรกขึ้นอย่างทนไม่ได้ เมื่อเห็นปานเดือนทำท่าเหมือนจะช็อก ตาเหม่อลอย หอบ หายใจแรง ทันใดก็กรีดร้องสุดเสียง

ปานฟ้ากอดปานเดือนไว้ บุญทิ้งผละออกไปหาภาคินท่าทางตื่นๆ ภาคินกอดบุญทิ้งไว้ เป็นจังหวะเดียวกับที่ปานเดือนหมดสติคอพับ ภาคินบอกให้รีบพาส่งโรงพยาบาล แล้วเขาก็อุ้มปานเดือนออกไป ทั้งสายอุษา ป้าแก้ว และปานฟ้าวิ่งตามไปด้วยความเป็นห่วง

ooooooo

ภาคินอุ้มปานเดือนมาที่รถของปานฟ้า ปานฟ้าหันไปฝากบุญทิ้งไว้กับสายอุษา ป้าแก้วรีบบอกว่าไม่ต้องห่วงตนจะดูแลให้เอง

ปานฟ้าพูดกับปานดาวอย่างไม่พอใจว่า ถ้าปานเดือนเป็นอะไรไปตนจะไม่ให้อภัยเลย กระนั้น ปานดาวก็ยังโต้ว่าจะมาโทษตนได้อย่างไร ปานเดือนเป็นบ้าเอง พูดอะไรนิดอะไรหน่อยก็อาละวาด แบบนี้พูดอะไรก็ต้องระวังตายเลย

ปานฟ้าบอกว่า ใช่ ตราบใดที่ปานดาวยังเห็นว่าปานเดือนเป็นน้องสาวก็ต้องระวังตัว

ปานฟ้าขึ้นรถไป ทุกคนมองตามรถไปด้วยความเป็นห่วง บุญทิ้งจะตามไป ถูกภูวดลกระชากตัวไว้ ตะคอกใส่ “จำไว้นะไอ้หนู อย่ามาที่นี่อีก ไม่งั้นแกตาย!”

“ปล่อยเด็กนั่นเดี๋ยวนี้!” เสียงเติมบุญสั่งพลางเดินเข้ามา

“คุณพ่อ...” ปานดาวอุทานอย่างคิดไม่ถึงว่าพ่อจะลงมา

เมื่อกลับเข้าในบ้าน สายอุษารีบโทร.บอกอนิรุทธิ์ที่อยู่ห้างให้รีบไปเยี่ยมปานเดือนที่โรงพยาบาล

ooooooo

เติมบุญพาบุญทิ้งไปนั่งในมุมสวน ป้าแก้วเอาขนมมาให้ เติมบุญมองดูบุญทิ้งกิน ถามว่าอร่อยไหม ป้าแก้วพูดเสริมว่า ขนมเค้กนี้ ปานฟ้าทำเองเลยนะ

“พี่ปานฟ้าเก่งจังครับ...อร่อยด้วย...” เติมบุญหัวเราะอารมณ์ดี ถามว่าบุญทิ้งเป็นลูกใคร เล่าให้ตาฟังหน่อยได้ไหม

“ผมไม่ทราบครับ คนที่เลี้ยงผมเล่าว่า พ่อแม่ผมเอาผมมาทิ้งไว้ที่กองขยะ” บุญทิ้งก้มหน้าน้ำตาคลอ

เติมบุญสบตาป้าแก้ว ยกมือโอบหัวบุญทิ้งไปแนบอกตัวเองอย่างปลอบใจ

ooooooo

ปานดาวกลับถึงห้องก็พูดกับภูวดลอย่างร้อนใจว่าไหนพิมบอกว่านายพ่วงพาทินภัทรไปขายที่ชายแดนแล้ว ทำไมถึงยังมาที่นี่อีก พิมยืนยันว่านายพ่วงบอกอย่างนั้นจริงๆ ส่วนภูวดลปลอบใจว่า บุญทิ้งเป็นแค่เด็กข้างถนนพ่อแม่เอามาทิ้ง อย่าคิดมากเลย

ปานดาวโต้ว่าตนอดคิดไม่ได้ เพราะเราทำทุกอย่างเพื่อให้ธัญวิทย์ได้รับมรดกของตระกูล พูดอย่างหมายมาดว่าตนจะไม่ยอมให้เด็กนั่นมาเป็นมารขวางทางร่ำรวยของธัญวิทย์เด็ดขาด แล้วหันไปปรามพิมว่า

“อย่าปากสว่างไปล่ะ นอกจากธัญวิทย์จะไม่ได้อะไรแล้ว แกจะไม่มีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ด้วย จำใส่สมองกลวงๆของแกไว้นังพิม!”

พิมรับคำจ๋อยๆ แต่ในใจแค้น พอดีธัญวิทย์เปิดประตูพรวดเข้ามาทวงสัญญาที่ปานดาวจะพาไปเที่ยวพรุ่งนี้ ปานดาวรับปากให้ผ่านๆไป แล้วให้พิมพาธัญวิทย์ออกไป

พอพิมกับธัญวิทย์ออกไปแล้ว ปานดาวบอกภูวดลว่าต้องหาทางทำอะไรสักอย่างจะปล่อยให้ปานเดือนเอาเด็กนั่นมาอุปโลกน์แทนลูกที่หายไปไม่ได้ เพราะถ้าพ่อกับแม่อยากให้ปานเดือนอาการดีขึ้นก็อาจจะเอาเด็กนั่นเข้ามาอยู่ในบ้านได้

“จริงสิ...ผมลืมไป ถ้างั้น เราต้องหาทางกำจัดไอ้เด็กนั่นให้พ้นทางของเรา ไม่ต้องห่วงหรอก ตัวแค่นี้มันไม่รอดมือผมไปได้แน่!”

ปานดาวมองลงไปเห็นเติมบุญนั่งอยู่กับบุญทิ้งอย่างเมตตาก็ยิ่งร้อนใจ ถามภูวดลว่าจะทำยังไงดี??

ooooooo

ขณะที่เติมบุญกำลังคุยกับบุญทิ้งนั้น เขาบอกให้เรียกตนว่าตา และถ้าอยากมาบ้านตาเมื่อไร ตาจะให้คนเอารถไปรับ เติมบุญลูบหัวบุญทิ้งอย่างเอ็นดู

พิมพาธัญวิทย์มายืนดูอยู่มุมหนึ่ง ชี้ให้ดู ยุว่าเห็น ไหมว่าเด็กขอทานนั่นกำลังจะแย่งความรักจากคุณตาไปแล้ว ธัญวิทย์เดินพรวดๆเข้าไปตบหัวบุญทิ้งผัวะ!

“โอ๊ย...” บุญทิ้งร้องตกใจ ป้าแก้วร้องว้าย...ส่วนเติมบุญไม่พอใจ ถามธัญวิทย์ว่าทำไมทำอย่างนี้ ไปเอานิสัยแบบนี้มาจากไหน ลูกหลานตาต้องไม่เป็นคนแบบนี้ ถามว่า “ใครสั่งใครสอนให้เราทำยังงี้...หา”

พิมแก้ต่างให้ว่าธัญวิทย์ไม่ได้ตั้งใจ ถูกเติมบุญดุว่า “ไม่ใช่เรื่องของแก” แล้วหันไปดุธัญวิทย์ “นิสัยเสียอย่างนี้ ระวังตาจะไม่รักเรานะ ธัญวิทย์”

“คุณตาไม่รักผม ผมก็ไม่รักคุณตา” ธัญวิทย์เถียงอย่างก้าวร้าวแล้วสะบัดจะไปตบหัวบุญทิ้งอีก ป้าแก้จับมือไว้ ถูกธัญวิทย์ตวาด “นังแก้ว...ผมจะฟ้องแม่!”

เติมบุญให้จับธัญวิทย์ไว้ตนจะตีสั่งสอน ก็พอดีสายอุษาออกมาถามว่าอะไรกัน ธัญวิทย์โผไปหาสายอุษากอดไว้ร้องไห้ฮือๆ เติมบุญบ่นอย่างผิดหวังว่า “ตัวแค่นี้นิสัยเกเรแล้ว ต่อไปจะเป็นคนดีกับเขาได้ยังไง”

เรื่องธัญวิทย์กลายเป็นประเด็นให้ผู้ใหญ่โต้เถียงกัน

ปานดาวกับภูวดลปกป้องธัญวิทย์ หาว่าพ่อเห็นเด็กกำพร้าสกปรกดีกว่าหลานแท้ๆของตัวเอง ดีแล้วจะได้รู้ไปเลยว่าตนกับลูกไม่มีความหมายในสายตาของพ่อ

ปานดาวต่อว่าพ่ออย่างรุนแรงจนสายอุษาต้องปรามว่าอย่าพูดกับคุณพ่ออย่างนั้น แต่เธอก็ยังจะพูด อ้างว่าตนไม่ผิด

“ผิดสิ ผิดที่แกรักลูกในทางผิดๆไง เพราะเชื้อที่ให้มันเป็นคนชั่วช้าสารเลว” เติมบุญสวนไปอย่างฉุนเฉียว ปรายตาไปทางภูวดลก่อนพูดต่อว่า “เลือดข้างฉันไม่มีแบบนี้หรอก”

ภูวดลชักสีหน้าแต่ไม่พูด ปานดาวตรงไปกระชากบุญทิ้งออกไป บุญทิ้งร้องไห้อย่างตกใจ เติมบุญสั่งให้ปานดาวหยุด ปานดาวไม่หยุด เมื่อป้าแก้วเข้าช่วยบุญทิ้งก็ถูกภูวดลผลักจนเซตวาด “อย่างยุ่ง...อีแก่”

“หยุด...หยุด...” เติมบุญร้องเสียงขาดๆหายๆไม่ทันพูดอะไรก็เป็นลมหมดสติไป

เกิดโกลาหลขึ้น ปานดาวเห็นพ่อเป็นลมก็ปล่อย

บุญทิ้งจนล้มลง ป้าแก้วกับสายอุษารีบเข้าประคองเติมบุญ ภูวดลรีบบอกปานดาวให้ไปดูพ่อ ปานดาวทำเป็นเข้าไปดูอย่างเป็นห่วง ถูกสายอุษาถลึงตาใส่บอกให้หลีกไป

ในจังหวะชุลมุนนั่นเอง ภูวดลแถเข้าไปกระชาก

บุญทิ้งขึ้นมาจับตัวเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอน คำรามลอดไรฟัน

“ไสหัวออกไปจากบ้านนี้ก่อนที่ฉันจะบีบคอแกตายคามือ ไป๊!” ภูวดลผลักบุญทิ้งออกตามไปเงื้อมือจะฟาด

บุญทิ้งร้องไห้โฮ วิ่งหนีไปสุดชีวิต ภูวดลมองตาม

อย่างสะใจ!

ooooooo

ปานเดือนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลไม่นาน อนิรุทธิ์ ก็ตามไปถึง ปานฟ้าบอกว่าตนกับภาคินต้องรีบกลับไปรับบุญทิ้ง อนิรุทธิ์บอกว่าไม่เป็นไร เขาถามหมอถึงอาการของปานเดือนอย่างเป็นห่วง

“คนไข้กระทบกระเทือนจิตใจอย่างแรง ระยะนี้ต้องระวัง หมอเกรงว่าหลังหายจากอาการคลุ้มคลั่ง คนไข้อาจเข้าสู่ระยะที่เรียกว่าซึมเศร้า ถึงตอนนั้นอาจมีอาการหลงผิด”

ปานฟ้าถามว่าอาการหลงผิดเป็นอย่างไร หมออธิบายว่า “ก็อาจจะเห็นภาพหลอน หรือหูแว่วได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง บางทีก็อาจจะคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องอดีต ตอนนี้ฉีดยาให้แล้ว ตื่นขึ้นมาก็คงดีขึ้น พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้”

ปานฟ้ากับภาคินรีบกลับเพื่อไปรับบุญทิ้ง เป็นเวลาที่บุญทิ้งเดินร้องไห้ท่ามกลางรถราและผู้คนมากมาย แต่ไม่รู้จักใคร ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน หนูน้อยร้องไห้น้ำตาอาบหน้า เคว้งคว้าง ไม่รู้จะไปไหน...เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก...

ooooooo

เติมบุญค่อยๆรู้สึกตัว สายอุษาบีบนวดให้สามี พร่ำบอกว่า “อย่าเป็นอะไรไปนะคะ...”

ส่วนปานดาวก็ยังพูดไม่เลิกว่าที่พ่อต้องเป็นอย่างนี้เพราะหลงผิด ไปโอ๋เด็กบ้านั่น แม้สายอุษาจะขอให้หยุดพูดเสียที เธอก็ยังเถียงว่าตนพูดความจริง จนสายอุษาพูดอย่างหมดความอดทนว่า

“ฉันบอกให้แกหยุด แล้วก็ไปให้พ้นหน้าฉันด้วย ไปสิ”

ปานดาวทำท่าจะเถียงอีก ภูวดลจับแขนเมียไว้ไม่ให้ พูด แต่พอได้ยินเติมบุญถามถึงบุญทิ้ง เธอก็สวนไปทันทีว่าป่านนี้เตลิดไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ตอกย้ำอีกว่า

“เด็กมันรู้ค่ะว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านมัน...มันก็ต้องไปตามทางของมันสิคะคุณแม่”

เติมบุญบอกให้ป้าแก้วไปดูบุญทิ้ง ป้าแก้วอึกอักไม่กล้าบอกความจริง จนสายอุษาบอกให้ไป ป้าแก้วจึงออกไป

“ผมรู้สึกว่าเด็กคนนี้คือทินภัทร...หลานของเรา” เติมบุญบอก แต่สายอุษาส่ายหน้า พูดอย่างไม่มีความหวังว่า

“มันจะเป็นไปได้ยังไงคะคุณ...”

ooooooo

ระหว่างที่ปานฟ้ากับภาคินกำลังเดินทางกลับบ้านนั่นเอง ปานฟ้าได้รับโทรศัพท์จากป้าแก้วบอกว่าบุญทิ้งหายไปตนยังไม่รู้จะบอกท่านยังไงดี

ปานฟ้าบอกป้าแก้วให้ใจเย็นและให้บอกท่านว่าภาคินมารับบุญทิ้งกลับไปแล้วดีกว่า ท่านจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง ซึ่งป้าแก้วก็เห็นด้วยเพราะไม่มีทางออกดีกว่านี้แล้ว จากนั้นเธอจึงหันบอกภาคินที่นั่งอยู่ข้างๆว่าบุญทิ้งหายไปจากบ้าน

ภาคินตกใจมาก จากนั้นทั้งสองจึงรีบออกตระเวนตามหาบุญทิ้งไปตามถนนสายต่างๆ

ปานดาวเครียดขึ้นมา เมื่อรู้ว่าเติมบุญคิดว่าบุญทิ้งเป็นทินภัทร แบบนี้มีหวังเอามาเลี้ยงเชิดชูในบ้านแน่ ถามภูวดลว่าจะทำอย่างไรดี ภูวดลบ่นตัวเองว่าไม่น่าไปขู่เด็กนั่นเลย ป่านนี้ไม่รู้เตลิดไปถึงไหนแล้ว...บอกปานดาวว่าเราต้องทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เด็กนั่นมาที่นี่ได้

ขณะนั้นเอง พิมก็มาด้อมๆมองๆ บอกว่าปานฟ้ายังไม่กลับตนคิดว่าคงไปตามหาเด็กบุญทิ้งนั่นแน่ๆ

ปานดาวหน้าเครียด คว้าโทรศัพท์กดโทร.ออกทันที...

ooooooo

ครู่เดียว ก้องภพก็แต่งตัวจะออกจากบ้าน วิมล-วรรณถามว่าจะไปไหนดึกดื่น เขาบอกว่าจะไปบ้านปานฟ้า ทีแรกวิมลวรรณนึกว่าลูกชายนัดกับปานฟ้ากลางดึก หลงดีใจว่าความสัมพันธ์ลึกซึ้ง แต่พอรู้ว่าตอนนี้ปานฟ้ากำลังไปไหนต่อไหนกับภาคินก็แหวขึ้นทันทีว่า
“ไอ้ภาคิน...แม่มันก็เป็นมารหัวใจของแม่คนหนึ่งแล้ว นี่มันยังจะมาเป็นมารหัวใจของลูกอีกเหรอ...”
อานนท์ออกมาได้ยินพอดี เขาถามก้องภพว่า ปานฟ้าบอกรักเขาแล้วหรือ ก้องภพย้อนถามว่า พ่อถามทำไม

“ถ้ายัง หนูปานฟ้าก็ยังมีสิทธิ์ที่จะเลือกคบใครก็ได้”

“แต่ใครคนนั้นต้องไม่ใช่ไอ้ภาคิน” วิมลวรรณเสียงเขียวใส่ ครั้นอานนท์ถามว่าถ้าเป็นภาคินแล้วเป็นไง “ฉันไม่ยอม ก้องภพจะแพ้มันไม่ได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งนั้น อย่าลืมสิคะว่าก้องภพเป็นลูกของเรา”

“ภาคินมันก็ลูกผมเหมือนกัน”

“ก็แค่ไอ้ลูกแม่ทิ้ง ลูกติดจากผู้หญิงไร้สกุลรุนชาติ เป็นลิเกเร่ไปเร่มาไม่รู้นอนกับใครมาบ้าง คุณก็ยังคิดยกมาเชิดชูเป็นลูกออกหน้าออกตา รู้ไหมว่าคนในสังคมเขาพูดถึงคุณว่าไง บอกตรงๆว่าฉันไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว”

อานนท์พูดอย่างรำคาญใจว่าก็เอาไว้บนบ่านั่นแหละ หรือถ้าไม่มีที่ไว้ก็บอกมาจะหาให้ ทำให้วิมลวรรณแผดเสียงกรี๊ดออกมา ตรงเข้าทุบอานนท์ไม่นับ ก้องภพส่ายหน้าแล้วเดินออกไป วิมลวรรณรีบวิ่งตามไปสั่งว่าถ้าเจอภาคินก็เอาให้ตายไปต่อหน้าปานฟ้าเลยยิ่งดี

“คุณแม่ได้เห็นมันยับเยินกลับมาแน่” ก้องภพพูดอย่างผยองแล้วเดินอ้าวไป วิมลวรรณสะใจมากหันยิ้มเยาะใส่อานนท์

“คุณหญิงควรจะยุติธรรมบ้าง เจ้าภาคินมันไม่เคยทำความเดือดร้อนให้เรา มีแต่ก้องภพแหละ เรียนก็ไม่จบ งานการก็ไม่ทำ เอาแต่ผลาญเงินไปวันๆ” อานนท์เตือนสติแล้วเดินไป ถูกวิมลวรรณระเบิดอารมณ์ตามไปว่า

“ใช่ซี้...ใครจะประเสริฐเลิศเลอเท่าลูกลิเกเร่ใจง่ายอย่างไอ้ภาคินล่ะ!”

อานนท์หันกลับมาจ้องหน้าแล้วหันเดินไปอย่างเบื่อหน่าย

ooooooo

ปานฟ้ากับภาคินยังคงขับรถตระเวนตามหาบุญทิ้งไปตามถนนสายต่างๆ ที่คาดว่าหนูน้อยจะไป ปานฟ้าปรารภอย่างหนักใจว่า ถ้าหาบุญทิ้งไม่เจอ ปานเดือนคงอาการทรุดหนักลงกว่านี้อีกแน่ ภาคินได้แต่ปลอบให้ใจเย็นๆ ตนเชื่อว่าเราต้องตามหาบุญทิ้งเจอ

ระหว่างนั้น บนท้องถนนรถติดผิดปกติ ภาคินคาดว่าคงเกิดอุบัติเหตุ เขาลงจากรถไปดู ปานฟ้าใจไม่ดีตามลงไป ได้ยินเสียงชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์กันว่า...ชนแล้วหนี...ตายหรือเปล่า...

ภาคินกับปานฟ้าตกใจรีบเข้าไปดู เห็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับบุญทิ้งนอนคว่ำหน้าอยู่ ปานฟ้าตกใจนึกว่าเป็นบุญทิ้ง แต่เมื่อเข้าไปช่วยเหลือ ปรากฏว่าไม่ใช่

ทั้งสองพาเด็กเคราะห์ร้ายส่งโรงพยาบาล ปรารภกันอย่างโล่งใจว่าถึงมือหมอแล้วคงไม่เป็นไร
“เราจะเจอบุญทิ้งไหมคะ” ปานฟ้าใจคอไม่ดี

“ต้องเจอสิครับ” ภาคินกุมมือเธอปลอบใจ “กลับบ้านก่อนเถอะครับ คุณพ่อคุณแม่ของคุณจะเป็นห่วง ระหว่างที่คุณปานเดือนยังอยู่โรงพยาบาลเราอาจจะโชคดีได้พบแก”

ปานฟ้าพยักหน้าอย่างไม่มีทางเลือก แล้วพากันขับรถกลับ ระหว่างทางรถผ่านบุญทิ้งที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างทาง แต่ทั้งสองไม่เห็น...

ภาคินเสนอว่าตนคงจะต้องให้ตุลย์ช่วยตามหาบุญทิ้งด้วยอีกคน เพราะเขาเป็นตำรวจพอจะรู้ว่าเด็กเร่ร่อนอยู่ที่ไหนกันบ้าง ปานฟ้าเสนอให้ตั้งรางวัลให้ผู้พบเห็น ภาคินติงว่า

“อย่าเพิ่งเลยครับ ผมเกรงว่ารางวัลจะกลายเป็นแรงจูงใจพวกมิจฉาชีพ”

“จริงด้วย...ฉันลืมคิดไป” ปานฟ้าเพิ่งนึกได้ เธอมองไปข้างนอก ภาวนา “ขอให้เจอบุญทิ้งทีเถอะ...”

ooooooo

ปานฟ้ากับภาคินกลับมาถึงบ้าน เจอรถของก้องภพจอดขวางอยู่ เขาลงจากรถเดินตรงมาหาภาคินทันที ภาคินเดินออกมาไม่ทันระวังตัว ถูกก้องภพต่อยเปรี้ยงจนเซไป

“หยุดนะ อย่ามาทำตัวนักเลงแถวนี้” ปานฟ้าเดินเข้าไปห้าม ถูกก้องภพตะคอกว่าตนไม่ฆ่าก็ดีแล้ว “กลับไปเถอะค่ะคุณก้องภพ ไม่งั้นฉันจะเรียกตำรวจมาจัดการข้อหาบุกรุก”

“ปานฟ้า...แล้วไอ้ภาคินล่ะ” ก้องภพมองขวับ

“เขาเป็นแขกของฉันค่ะ...เชิญ!”

ก้องภพกุมแผลที่ปากมองภาคินอย่างแค้นใจ เมื่อภาคินไปเลื่อนรถเปิดทางให้ ก้องภพขึ้นรถขับตะบึงไปอย่างหัวเสีย ปานฟ้าเดินมาหาภาคินถามด้วยความเป็นห่วงว่าเจ็บมากไหม เขาบอกว่านิดหน่อย

“คุณเจ็บตัวเพราะฉันหลายครั้งแล้วนะคะ” ปานฟ้าพูดอย่างรู้สึกเสียใจ ทั้งสองสบตาอย่างเข้าใจกัน...

ooooooo

เมื่อภาคินกลับถึงบ้าน ถูกวิมลวรรณที่ดักอยู่ด่าทันที “เนรคุณ!”

ภาคินอุทาน “คุณแม่...” ถูกวิมลวรรณตวาดว่า ตนไม่ใช่แม่ เมื่อไรจะจำใส่กะโหลกเสียที จนอานนท์เดินมาเรียกเพื่อเตือนสติ ก็ถูกวิมลวรรณแหวใส่ว่า

“ฉันพูดผิดตรงไหนเหรอคะคุณ ก็ฉันไม่ได้เบ่งมันออกมานี่ ฉันจะเป็นแม่มันได้ยังไง คุณก็รู้ว่าฉันกับแม่มันต่างกันราวฟ้ากับดิน ผู้ดีอย่างฉันไม่มีวันเป็นผู้หญิงใจง่ายอย่างมันหรอก”

ภาคินทนฟังไม่ได้เดินออกไป ถูกวิมลวรรณตะโกนถามว่ายอมรับความจริงไม่ได้รึไง อานนท์สุดทนจับตัววิมลวรรณเขย่าอย่างแรง ตะคอกใส่หน้าว่า

“ใช่...คุณหญิงพูดถูก แม่ของภาคินเทียบกับคุณหญิงไม่ได้หรอก ต่างกันราวฟ้ากับดิน ตรงที่แม่ของภาคินแสนดี ส่วนคุณหญิงน่ะชั่วช้าจนหาใครมาเปรียบไม่ได้ต่างหากล่ะ”

วิมลวรรณผลักอานนท์สุดแรง ถามว่าด่าตนหรือ อานนท์ตะคอกใส่ว่า “ใช่!” แล้วเดินไป วิมลวรรณแผดเสียงกรี๊ดสบถ “บ้าเอ๊ย!!”

ooooooo

ป้านุ่มที่รู้เห็นเหตุการณ์ตลอด ตามไปปลอบใจภาคินในห้องนอน บอกว่าอย่าคิดมากเลย คุณหญิงมักอารมณ์ขึ้นๆลงๆ แบบนี้แหละ มองหน้าภาคินถามว่าทำไมถึงได้ลงไม้ลงมือกับก้องภพล่ะ
“ป้าเลี้ยงผมมา ป้าก็ทราบว่าผมไม่เคยทำใครก่อน”

ป้านุ่มบอกว่ารู้ ถามว่าเจ็บไหม เขาพูดเรียบๆ ว่าเจ็บใจมากกว่า แล้วถามป้าว่าทำไมตนถึงไม่มีแม่เหมือนคนอื่นเขา ป้าบอกว่ามี ทุกคนต้องมีแม่กันทั้งนั้น อย่าคิดมากเลย

“ถ้างั้น แม่ผมก็คงเป็นผู้หญิงที่ใจร้ายที่สุดในโลก ถึงได้ทิ้งลูกได้ลงคอ” ภาคินพูดด้วยความน้อยใจ

“อย่านะคะ...คุณหนู พูดยังงั้นจะบาปค่ะ เชื่อป้านะคะ สักวัน คุณหนูได้พบหน้าแม่ แล้วคุณหนูจะทราบว่าเธอเป็นคนดีที่สุดในโลก แล้วก็เป็นแม่ที่รักลูกไม่น้อยไปกว่าแม่คนอื่น...คุณหนูพักผ่อนนะคะ”

“ครับป้า...ผมโชคดีที่ยังมีป้านุ่มเป็นคนคอยให้กำลังใจผม...” ภาคินกอดป้านุ่มอย่างโหยหาความอบอุ่น...

ooooooo

เมื่อออกไปมุมบ้าน ป้านุ่มอดรำพึงอย่างสะเทือนใจไม่ได้ว่า...

“คุณหนูขา...คุณหนูจะรู้หรือเปล่าคะว่า คุณแม่ของคุณหนูก็รักและห่วงคุณหนูยิ่งกว่าใคร”

ป้านุ่มชะงักเมื่อเห็นอานนท์ยืนอยู่ ค้อมตัวจะเดินไป ก็ถูกอานนท์เรียกไว้ ถามว่า ไม่ได้ข่าวบุษบาบ้างเลยหรือ เมื่อ ป้านุ่มบอกว่าไม่ได้ข่าวเลย อานนท์พึมพำอย่างสะเทือนใจว่า...

“เธอจะรู้หรือเปล่านะว่าลูกชายของเธอน่ะเป็นหนุ่มแล้ว”

วิมลวรรณมาได้ยินเข้า แหวขึ้นทันทีว่า

“อะไรกัน! ถึงกับต้องปรับทุกข์กับคนใช้เลยหรือคะคุณพี่...หรือว่า...” วิมลวรรณทำเสียงมีเลศนัย

“ผมนึกว่าปากคุณจะสกปรกอย่างเดียว ใจคุณก็สกปรกด้วย ทำตัวให้เป็นเทพธิดาเหมือนเวลาอยู่ในงานสังคมหน่อยสิคุณหญิง” อานนท์ปรามประชดแล้วเดินไปเลย

ถูกด่าสวนมาอย่างเจ็บแสบ วิมลวรรณขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโกรธแค้นที่ทำอะไรไม่ได้

ooooooo

ดึกแล้ว ลิเกเลิกแต่ยังเก็บเครื่องของไม่เสร็จ จู่ๆ บุษบาก็ได้รับโทรศัพท์จากป้านุ่มที่แอบโทร.ที่เรือนคนใช้ บอกเธอว่า

“เป็นยังไงบ้าง รู้ไหม วันนี้คุณผู้ชายบ่นถึงเธอด้วย” ป้านุ่มพูดเบาๆ อย่างระแวดระวัง

“ฉันไม่เคยนึกถึงเขาหรอกจ๊ะ ห่วงก็แต่ตาหนูเท่านั้น ภาคินเป็นยังไงบ้าง”

เมื่อป้านุ่มบอกว่าคุณหนูสบายดี บุษบาบอกว่าอยากเจอป้านุ่มจัง คิดถึง ป้านุ่มจึงนัดพบพรุ่งนี้ที่เดิม

พอดีช้อยเดินผ่านมา ถามประชดว่าคุยกับชู้รักหรือ บุษบาตอบเสียงเข้มว่า “เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับเธอ”

“อ้าว ! ไหนว่าอยู่คณะเดียวกันควรจะรักกัน  พอฉันถาม ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย กลับหาว่าฉันยุ่ง โอย...อย่าให้พี่ถมจับได้ก็แล้วกัน” ช้อยลอยหน้าประชดแล้วขู่ทิ้งท้าย

บุษบาไม่แยแสเดินผ่านช้อยไปเหมือนผ่านตอไม้ ช้อยเบ้หน้าใส่อย่างไม่แคร์

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น บุษบาเตรียมออกข้างนอกแต่เช้ามืด ถมถามว่าจะไปไหน เธอบอกว่าจะไปตลาดเมื่อคืนฝันไม่ค่อยดีอยากไปถวายสังฆทานหน่อย ถามถมว่าอยากซื้ออะไรไหมเดี๋ยวตนก็กลับแล้ว
เมื่อถมไม่ฝากซื้อเพราะกับข้าวกับปลาก็มีเยอะแล้ว บุษบาจึงเดินเลี่ยงไป ช้อยแอบดูอยู่มุมหนึ่งอย่างสนใจ...

ooooooo

เช้าตรู่วันเดียวกัน ภาคินเพิ่งกลับมาถึงมูลนิธิ เฟื่องแก้วเดินออกมาหาทันที บอกว่าเมื่อคืนตนรอทั้งคืน ไม่เห็นพาบุญทิ้งกลับมาส่ง พูดแล้วมองหาถามว่าบุญทิ้งไปไหน หรือว่าผู้หญิงคนนั้นรับอุปการะเป็นลูกไปแล้ว

“บุญทิ้งหายไป เฟื่องแก้วช่วยโทร.ตามหมวดตุลย์มาพบผมหน่อยสิ ด่วนเลยนะ” สั่งแล้วภาคินเดินเข้าข้างใน

เฟื่องแก้วขึงโทร.ถึงหมวดตุลย์ทันที จากนั้นเดินเข้าไปหาภาคินในห้องเห็นเขากำลังค้นรูปถ่ายของบุญทิ้งออกมา เธอถามอย่างกระตือรือร้นว่ามีอะไรให้ช่วยไหม เขาบอกว่าไม่มี ครั้นเห็นเขารื้อแฟ้มหน้าเครียด เธอถามอีกว่าหาอะไรให้ช่วยไหม เขาก็บอกอีกว่า “ไม่เป็นไรครับ”

“แก้วเป็นคนทำหน้าที่จัดเอกสารทั้งหมดของที่นี่ บางทีแก้วอาจจะช่วยคุณภาคินได้นะคะ”

“คุณแก้วไปดูเด็กๆ เถอะครับ เดี๋ยวผมหาเอง” ภาคินยิ้มบางๆ เห็นเฟื่องแก้วขยับจะถามอะไรอีก เขายิ้มให้อีกที เฟื่องแก้วเลยจำต้องเดินออกไป

ออกไปอยู่กับเด็กๆ แล้ว เฟื่องแก้วพึมพำว่าถ้าบุญทิ้งเจอแม่ก็ดี ผู้หญิงคนนั้นจะได้ไม่ต้องมาที่นี่อีก

พอดีหมวดตุลย์มาถึง หมวดทักทายเฟื่องแก้วอย่างร่าเริง กะลิ้มกะเหลี่ย พูดแหย่ด้วยสำนวนเชยๆ จนเฟื่องแก้วไล่ให้ไปเล่นลิเกแทนการเป็นตำรวจเสีย ทำเอาหมวดหน้าเป็นไม่ออก ยิ้มแหยๆ แล้วเข้าไปหาภาคินในห้อง

หมวดตุลย์เดินไปแล้ว เฟื่องแก้วพึมพำอย่างเสียดายว่า

“นี่ถ้าเป็นคุณภาคินพูดหยอกล้อกับเราอย่างนี้บ้าง เราคงมีความสุขมากกว่านี้...”

ooooooo

วิมลวรรณยังจ้องจับผิดภาคินและยกย่องเชิดชูก้องภพตลอดเวลา แต่ก็ถูกอานนท์คอยตำหนิโต้แย้งและปกป้องภาคินจนมีปากเสียงกันเนืองๆ ที่โต๊ะอาหารเช้านี้ก็มีปากเสียงกันจนวิมลวรรณกินไม่ลง แต่พอจะลุกไป ป้านุ่มก็เข้ามาขออนุญาตว่า

“คุณท่านคะ วันนี้อิฉันจะขอลาไปหาญาติที่ซอยตรงข้ามนี้แหละค่ะ เที่ยงๆ ก็คงกลับ”

วิมลวรรณอนุญาต ป้านุ่มยกมือไหว้ขอบคุณอย่างดีใจ

บุษบาไปถึงตลาดก่อนแล้ว ช้อยตามไปซุ่มดูเห็นท่าทางบุษบาเหลียวมองไปรอบๆ อย่างร้อนรนก็สงสัย

ที่ร้านอาหารในตลาดนี่เอง บุญทิ้งหิวจึงมาด้อมๆ มองๆ แถวหน้าร้าน เห็นชายคนหนึ่งกินข้าวได้ไม่กี่คำมีโทรศัพท์เข้า คุยกันไม่กี่ประโยคก็ลุกไป บุญทิ้งจึงเข้าไปกินอย่างหิวโหย

หญิงในร้านไล่บุญทิ้งอย่างรังเกียจ แม่ค้าก็ร้องให้จับหาว่ามาขโมยกิน บุญทิ้งตกใจวิ่งหนีออกไป ลูกจ้างในร้านไล่ตามไป ช้อยชะเง้อมองหาบุษบาถูกบุญทิ้งวิ่งมาชนจนล้มถูกช้อยตะโกนด่า “ว้าย...ไอ้เด็กบ้า!”

เสียงร้องของช้อยทำให้บุษบาหันไปเห็นช้อย พอดีบุญทิ้งวิ่งมาถึงสะดุดล้มลง ลูกจ้างในร้านที่วิ่งตามมาเงื้อกำปั้นจะทุบ บุษบาขอร้องว่าอย่าทำเลยแกยังเด็ก เสียหาย เท่าไรตนจะชดใช้ให้  ลูกจ้างจะจับส่งตำรวจ บุษบาขอร้องและส่งเงินค่าชดใช้ให้

คนในตลาดพากันหันมอง จำบุษบาได้ว่าเป็นนางเอกลิเก บุษบายิ้มแหยๆ ยอมรับแล้วดึงบุญทิ้งไปกอดไว้ พอดีมีรถตุ๊กตุ๊ก ผ่านมา บุษบาจึงพาบุญทิ้งขึ้นรถไป ช้อยเพิ่งลุกขึ้นมองตามไปงงๆ
บุษบากอดบุญทิ้งไว้ปลอบว่าอย่าร้องไห้ ถามว่าบ้านอยู่ไหน บุญทิ้งร้องไห้พลางส่ายหน้า ทำให้บุษบายิ่งสงสาร

ooooooo

บุญทิ้งที่ร้องไห้อย่างหวาดกลัวในอ้อมกอดนี้ ทำให้บุษบาคิดถึงอดีต เมื่อครั้งยังอยู่ที่บ้านอานนท์ เวลานั้นเธอกำลังท้องถูกวิมลวรรณทำทารุณกรรม ไล่ออกจากบ้าน เมื่อเธอไม่ยอมไป ก็ทั้งตบทั้งถีบหมายให้แท้งและหนีไปเสีย

อานนท์ทนไม่ได้ ออกมาสั่งวิมลวรรณให้หยุด ด่าว่าไม่คิดเลยว่าเธอจะใจร้ายอย่างนี้

“ฉันหรือใจร้าย คุณกับนังนี่ต่างหากที่ใจร้ายกับฉัน ทรยศฉัน หน็อย เอามันมาเล่นลิเก ฉลองครบรอบวันแต่งงาน ฉันยังหลงคิดว่าคุณคิดแผลงๆ เอาลิเกมาเล่นในบ้าน คงอยากให้พวกนักข่าวมันตื่นเต้น ที่ไหนได้ คุณกลับหลงเสน่ห์มัน...สวยมากใช่ไหม!”

วิมลวรรณกระชากผมบุษบาอย่างแรง เธอร้องไห้โฮ ป้านุ่มวิ่งมา ยืนอยู่ด้านหลังอานนท์ ป้ามองบุษบาด้วยความสงสาร อานนท์ตะโกนให้วิมลวรรณพอได้แล้ว แต่เธอไม่ยอมหยุด อานนท์ตวาดเสียงดังว่า

“บุษบาเขาไม่ผิด แต่ผมต่างหากที่ทำร้ายเขา ตอนนี้ เขากำลังท้อง นึกว่าสงสารเด็กในท้องเถอะนะ”

วิมลวรรณยอมให้บุษบาอยู่ในบ้านนี้ แต่ให้ป้านุ่มพาไปอยู่ที่เรือนคนใช้ ให้ส่งข้าวส่งน้ำแต่ไม่ให้ออกไปไหน จนกว่า “ไอ้มารหัวขนมันจะออกมาดูโลก!”
คิดถึงอดีตของตัวเองแล้ว บุษบาร้องไห้ออกมา จนบุญทิ้งถามว่าร้องไห้ทำไม เธอบอกว่าสงสารหนูไงลูก แล้วนั่งกอดบุญทิ้งบนรถตุ๊กตุ๊ก ที่ขับไปข้างหน้าอย่างเร็ว
ooooooo

บุษบายังไม่อาจสลัดพ้นจากความนึกคิดในอดีตได้...

เมื่อเธอคลอดลูกแล้ว วิมลวรรณไล่ออกจากบ้านทันที ป้านุ่มขอร้องว่าบุษบาเพิ่งคลอดอย่าเพิ่งไล่เลย ถูกวิมลวรรณตะคอกให้หยุด สั่งให้เอาเด็กไว้ไล่แม่มันไป

“ถ้าให้ฉันไปจากที่นี่ ฉันก็จะไป แต่ฉันจะต้องเอาลูกไปด้วย ฉันรักลูก...”

“ฉันรู้ แล้วแกก็จงจำไว้ด้วยว่า อะไรที่แกรัก ฉันจะพรากไปจากแกให้หมด ไสหัวออกไปจากบ้านนี้ได้แล้ว วันไหนที่แกกลับมาเป็นมารชีวิตฉัน ลูกแกต้องตายด้วยมือของฉัน... เอามา!” วิมลวรรณกระชากเบาะเด็กไปจากบุษบา เด็กร้องไห้จ้า ส่วนป้านุ่มสะเทือนใจจนร้องไห้โฮ...

คนขับรถตุ๊กตุ๊ก หันมาถามว่าจะลงไหนกัน ทำให้บุษบาสะดุ้งจากภวังค์ เธอบอกให้จอดตรงนี้เลย จ่ายค่ารถแล้วจูงมือบุญทิ้งลงจากรถ มองไปข้างหน้า เห็นวัดที่อยู่ริมทาง...

ooooooo

ภาคินกับปานฟ้ายังขับรถตามหาบุญทิ้งอย่างร้อนใจ ปานฟ้าเปรยๆกับภาคินอย่างหนักใจว่า

“ถ้าเราหาแกไม่พบ ไม่ใช่แต่พี่เดือนที่ต้องมีอาการแย่ลงนะคะ ตอนนี้คุณพ่อของฟ้าก็หลงบุญทิ้งจนถึงกับล้มป่วยด้วยโรคหัวใจกำเริบเลยล่ะค่ะ”

“ทั้งๆที่ท่านเพิ่งเจอกับบุญทิ้งเมื่อวานน่ะเหรอครับ” ภาคินถามทึ่ง

“ค่ะ หลานท่านหายไปทั้งคน ท่านคงรอคอยวันที่จะกลับมา ไม่ต่างจากพี่เดือนที่รอคอยลูกกลับมาค่ะ”

ปานฟ้าเล่าน้ำตาคลอด้วยความสะเทือนใจเป็นห่วงพี่สาวและคุณพ่อ ภาคินเองก็พูดไม่ออก หยิบทิชชูส่งให้เธอซับน้ำตา

ทันใดนั้น มีโทรศัพท์เข้ามือถือของภาคิน เขารับสายถามอย่างตื่นเต้น

“ว่าไงหมวด...ดีเลย ถ้างั้นเจอกันที่ตลาดนะ”

พอภาคินปิดโทรศัพท์ ปานฟ้าถามอย่างตื่นเต้นว่าพบบุญทิ้งแล้วหรือ แล้วทั้งคู่ก็รีบไปหาหมวดตุลย์ทันที

ooooooo

เมื่อไปถึงตลาด ปานฟ้ากับภาคินตรงรี่ไปหาหมวดตุลย์ทันที หมวดกำลังสอบปากคำลูกจ้างร้านอาหารอยู่

“มันขโมยอาหารในร้านของผมครับหมวด ผมก็เลยกะจะจับตัวมันส่งตำรวจให้มันเข้าโรงเรียนดัดสันดาน”

ฟังพนักงานของร้านเล่าแล้ว ตุลย์ถามว่าแล้วตอนนี้เด็กอยู่ไหน แม่ค้าบอกว่าหนีไปแล้ว

“ไปไหน...” ปานฟ้ากับภาคินถามเกือบพร้อมกัน

“เห็นนังกัญญามันพาขึ้นตุ๊กตุ๊กไป” ช้อยเข้ามาแทรก

“ใครครับกัญญา?” ภาคินถาม ช้อยทำท่าจะพูด แต่ไม่ทันแม่ค้าคนหนึ่ง เห็นรถตุ๊กตุ๊กคันที่บุษบานั่งไปเข้ามาเทียบที่ริมตลาด เล่าอย่างตื่นเต้นว่า

“คันนี้แหละค่ะ มันวิ่งมารับส่งคนที่หน้าตลาดฉันจำได้”

ปานฟ้ากับภาคินรีบไปขึ้นตุ๊กตุ๊กคันนั้นทันที คนขับถามว่าจะไปไหน ภาคินบอกว่า

“ตะกี้ไปส่งคนที่ไหน พาผมไม่ที่นั่น” ปานฟ้าเร่งให้ไปเร็วๆเลย คนขับตุ๊กตุ๊กออกรถไปอย่างเร็วทันที

ป้านุ่มที่ยืนปะปนกับคนที่มาฟังเหตุการณ์ ฟังอย่างสนใจ ช้อยฟ้องตำรวจอย่างมาดร้ายว่า

“ฉันรู้จักนังผู้หญิงคนที่พาเด็กไปค่ะคุณตำรวจ มันเป็นนักแสดงลิเกเหมือนฉันที่แหละ สงสัยมานานแล้ว เพิ่งรู้วันนี้เองว่ามันเป็นแก๊งเดียวกับไอ้เด็กหัวขโมยนั่น หน็อย แกล้งทำใจดีให้คนเขากราบไว้ ที่แท้ก็...”

ป้านุ่มรู้ทันทีว่าช้อยหมายถึงใคร อุทานเบาๆ “แม่กัญญา...” แล้วรีบเดินไปจากตรงนั้น ส่วนช้อยยังเล่าให้ตำรวจกับชาวบ้านแถวนั้นฟังอย่างเมามัน

ooooooo

ภาคินกับปานฟ้าเร่งคนขับตุ๊กตุ๊กให้ซิ่งไปเลยเพราะกลัวจะตามบุญทิ้งไม่เจอ

บุษบาพาบุญทิ้งไปกินข้าวที่ร้านในวัด บุญทิ้งกินไปน้ำตาคลอไปจนบุษบาถามว่าไม่อร่อยหรือ บุญทิ้งบอกว่าตนคิดถึงใครบางคน...คนนั้นเขาบอกว่าเป็นแม่ตน...

ขณะบุษบากำลังคุยกับบุญทิ้งนั่นเอง ตุ๊กตุ๊กที่ภาคินกับปานฟ้านั่งก็มาถึง ภาคินชี้ให้ปานฟ้าดูบุญทิ้ง บุษบาหันไปเห็นตกใจลุกพรวดเดินหนีไปอย่างเร็วทันที

ปานฟ้ารีบเข้าไปขอโทษบุญทิ้งที่ดูแลไม่ดีทำให้ต้องลำบาก ทั้งภาคินและปานฟ้าถามบุญทิ้งว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร

“ผมก็ไม่รู้ครับ แต่คุณป้าคนนั้นใจดีมากเลยนะครับ เขาช่วยผมไว้”

ส่วนบุษบาเดินหนีไปซ่อนตัวใจสั่น ดีใจจนน้ำตาไหลพราก พยายามกลั้นไว้ไม่ให้มีเสียง ฝ่ายภาคินมองหาบุษบาไม่เห็นจึงชวนกันกลับ

บุษบาค่อยๆโผล่จากที่ซ่อน มองตามภาคินไปพึมพำเสียงเครือ “ลูกแม่...”

ooooooo

กลับมาถึงมูลนิธิ ทั้งภาคินและปานฟ้าถามบุญทิ้งว่าทำไมถึงหนีออกจากบ้าน หรือว่าถูกใครรังแก บุญทิ้งนิ่งไปอึดใจ ส่ายหน้าน้ำตาพรู เมื่อนึกถึงที่ถูกภูวดลขู่ แต่กลับบอกภาคินว่า

“ผมผิดเองครับพี่ภาคิน ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้ทุกคนต้องเป็นห่วงผมอีกแล้วครับ”

ปานฟ้าไม่อยากรื้อฟื้นให้สะเทือนใจอีก บอกภาคินว่าช่างเถอะ อย่าคาดคั้นอีกเลย แค่นี้บุญทิ้งก็ขวัญเสียจะแย่แล้วภาคินจึงให้บุญทิ้งไปหาเฟื่องแก้วอาบน้ำแล้วก็อ่านหนังสือเสีย

เมื่อออกมาส่งปานฟ้าที่หน้ามูลนิธิ ภาคินขอบคุณปานฟ้า ที่ช่วยตามหาบุญทิ้งจนเจอ เธอบอกเขาว่า

“มันเป็นความรับผิดชอบของฉันด้วยค่ะ แกหายไปจากบ้านฉันแล้วยังเกี่ยวกับความเป็นความตายของคนในบ้านฉันอีก ยังไงฉันก็ต้องตามแกให้เจอ” เมื่อภาคินเดินไปส่งเธอถึงฝั่งที่นั่งคนขับ ต่างสบตาอย่างเข้าใจกัน ปานฟ้าย้ำเตือนว่า “หวังว่ามูลนิธิของคุณจะส่งเด็กเข้าประกวดวาดรูปนะคะ เผื่อบางทีเด็กที่มูลนิธิจะได้รับทุนการศึกษา”

“ผมให้เด็กซ้อมมือไว้แล้วล่ะครับ แล้วก็มั่นใจด้วยว่า เด็กของผมจะต้องชนะเลิศ” ภาคินตอบอย่างมั่นใจ

ปานฟ้าบอกว่าอีกสองวันก็แข่งแล้ว ภาคินยิ้มรับ บอกเธอให้ขับรถดีๆ ยืนส่งจนรถเธอออกไปพ้นรั้วมูลนิธิ แต่ที่ข้างหลังเขาในอีกมุมหนึ่งนั้น เฟื่องแก้วแอบดูอยู่ด้วยความน้อยใจ...

เมื่อกลับเข้ามาดูแลบุญทิ้งที่นั่งกินข้าวอยู่ เฟื่องแก้วถามว่าบ้านปานฟ้าเป็นอย่างไรบ้าง พอบุญทิ้งบอกว่าบ้านใหญ่มาก ท่าทางจะรวยมาก เล่าว่าคุณตาชวนตนไปอยู่ที่บ้านด้วย เฟื่องแก้วถามลุ้นๆว่าแล้วบุญทิ้งจะไปไหม

“ไม่หรอกครับ คนที่นั่นใจร้าย...”

คำตอบนี้ทำให้เฟื่องแก้วยิ้มออกมาอย่างโล่งใจชวนให้อยู่ด้วยกันที่นี่แหละ แต่บุญทิ้งกลับบอกว่า

“แต่ผมก็ยังอยากเจอหน้าพ่อแม่ผมนะพี่แก้ว...”

ooooooo

เรื่องที่เกิดในตลาด ทำให้เจ้าของตลาดบอกเลิกการเปิดวิกลิเก ทำให้ต้องรื้อถอนขนย้ายกันกะทันหัน ช้อยด่าบุษบาว่าก่อเรื่องจนถูกไล่ แล้วจะเอาอะไรมายาไส้กัน ถมปรามช้อยว่าถ้าไม่พอใจก็ลาออกไปอยู่คณะอื่นได้

ช้อยตะบึงตะบอนหาว่าถมได้ใหม่แล้วลืมเก่า เมื่อก่อนเอาใจตนสารพัด พอบุษบามาอยู่ด้วยตนก็กลายเป็นหมาหัวเน่า ด่าถมว่าทำไมถึงได้ตาต่ำนัก พูดประชดว่าจะไปเต้นโคโยตี้ดีกว่าไม่ต้องมาทนเล่นลิเกย้ายวิกบ่อยๆแบบนี้

บุษบาบอกถมว่าตนไม่น่ามาเป็นภาระเขาเลย ถมพูดอย่างขอความเห็นใจว่า ถ้าเธอไม่อยู่แล้วใครจะสอนพวกเด็กให้เล่นลิกาเก่งๆใครจะเขียนบทให้คณะเราแสดง ชี้ให้เห็นว่าทั้งหมดนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัวของเธอทั้งนั้น พูดให้เธอสบายใจว่า ที่ต้องย้ายวิกเป็นเพราะเจ้าของตลาดหาเรื่องมากกว่า เธอไม่ได้ทำผิดอะไรเลย เธอช่วยไม่ให้เด็กถูกทำร้าย ตำรวจน่าจะขอบใจเธอเสียอีก

ช้อยไม่พอใจมาก ถามถมว่าชอบบุษบาจริงๆหรือ ลืมไปแล้วหรือว่าบุษบาเคยมีผัวมาแล้ว ไม่ใช่สาวๆอย่างตน ถูกถมถามว่า “ไม่ใช่...แล้วไง...หา!แล้วไง!นังช้อย!”

เห็นถมท่าทางขึงขังจริงจังมาก ช้อยเลยหน้าจ๋อย เสียงอ่อยว่า เปล่า ตนไม่มีอะไร...

ooooooo

ตุลย์กับภาคินนั่งดื่มกาแฟพลางคุยกันถึงเรื่องการตามหาบุญทิ้ง พอพูดถึงท้ายตลาดที่ลิเกไปเปิดวิกภาคินบอกว่าตนก็รู้จักดีเพราะเคยพาปานฟ้าไป

กินก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าอร่อยที่นั่น ตุลย์อุทานแซวๆว่าแบบนี้ตนต้องพาเฟื่องแก้วไปกินบ้างแล้ว

“เมื่อไหร่จะลงเอยกันเสียทีหมวด” ภาคินถามลุ้นๆเมื่อตุลย์ปรารภว่าเฟื่องแก้วก็ไม่ค่อยโอเคกับตนสักเท่าไหร่ ภาคินเลยบอกว่า “ผมเอาใจช่วยนะหมวด” แต่พอถูกตุลย์ถามเรื่องเขากับปานฟ้าบ้าง ภาคินก็ทำเฉไฉชวนไปดูวิกลิเกกันไหม หมวดถามว่าจะไปทำไมหรือ

“บางทีผมอาจจะได้เบาะแสพ่อแม่ของบุญทิ้งบ้าง...

บอกตรงๆนะว่าผมสงสารแก...”

แต่พอพากันไปถึง ปรากฏว่าลิเกย้ายวิกไปแล้ว หมวดพูดทึ่งๆว่าเพิ่งรู้ว่าภาคินก็สนใจลิเกเหมือนกัน ภาคินไม่ตอบ แต่สายตาที่มองไปข้างหน้านั่น แฝงด้วยความเศร้า...

ooooooo

วิมลวรรณยังกระแนะกระแหนและกีดกันภาคินตลอดเวลาและทุกเรื่อง คืนนี้ขณะเตรียมจะออกงานกลางคืนกัน อานนท์เห็นภาคินเดินมาพอดี ชวนไปงานด้วยกัน ภาคินบอกว่าตนไม่ชอบออกงานสังคม

ก้องภพกับวิมลวรรณได้ทีเยาะเย้ยถากถางทันทีว่า อย่างภาคินมันต้องลิเกเท่านั้น เพราะสายเลือดเป็นมาอย่างนั้น จะหนีกำพืดของตัวเองไปได้ยังไง

ภาคินพยายามอดกลั้น เขาเดินไปหาก้องภพ ก้องภพก็รีบหลบไปอยู่หลังแม่ทันที วิมลวรรณด่าภาคินว่าอย่ามาทำเป็นนักเลงที่นี่ อานนท์พยายามจะหย่าศึก ถูกคุณหญิงแว้ด ใส่ว่า “ไม่เห็นหรือว่ามันจะรังแกก้องภพ”

“ผมไม่ทำอะไรคุณก้องภพหรอกครับคุณหญิง แต่ผมอยากเตือนคุณหญิงและลูกชายไว้เท่านั้นว่า จะเป็นลิเกหรืออาชีพไหนก็เป็นคนเหมือนกัน ศักดิ์ศรีของคนไม่ได้อยู่ ตรงนั้นหรอกครับ แต่อยู่ที่ไหนผมไม่ขออธิบาย เพราะคุณหญิงกับคุณก้องภพคงไม่อยากฟัง”

แต่คำพูดของภาคินไม่สะเทือนความรู้สึกของสองแม่ลูกแม้แต่น้อย วิมลวรรณไล่ภาคินให้ไปตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเสียบ้าง ส่วนก้องภพก็ทำกร่างว่า “ถ้าไม่เกรงใจ

คุณพ่อคุณแม่นะ ผมต่อยมันแล้ว”

ooooooo

สายอุษากับปานดาวและภูวดลเตรียมไปงานเดียวกัน สายอุษาถามว่าปานฟ้าไม่ไปด้วยหรือแล้วบ่นว่าเติมบุญไม่ค่อยอยากไป ทั้งที่ควรไปเพื่อจะได้เปิดหูเปิดตาเพราะล้วนแต่เป็นนักธุรกิจรุ่นเดียวกันทั้งนั้น

เติมบุญตัดสินใจไปงาน แต่ให้ไปรับปานฟ้าก่อน ปานดาวเร่งให้รีบไปกลัวจะไม่ทันให้นักข่าวถ่ายรูป เติมบุญบอกว่า ถ้าปานดาวอยากไปก่อนก็ได้ ทำให้ปานดาวหงุดหงิดริษยาขึ้นมา พูดประชดว่าตนมันไม่ใช่ลูกรักแค่เดินไปในงานด้วยกันพ่อก็ไม่อยากเดินแล้ว ภูวดลจึงชวนปานดาวไปกันก่อน

สายอุษาบอกว่าตนจะโทร.บอกปานฟ้าให้แต่งตัวรอเดี๋ยวจะไปรับ ปานฟ้ารับปากบอกว่าถ้าแม่ต้องการอย่างนั้นก็ได้ ตนมีชุดอยู่ที่ทำงาน แต่อาจจะแต่งได้ไม่สวยเหมือนปานดาวหรือคนอื่นๆในงาน

ooooooo

เพราะคืนนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน พิมเหิมเกริมทำท่าเป็นคุณนาย กระทั่งคิดสร้างเรื่องหมายปั่นให้บ้านป่วน โดยแอบเข้าไปในห้องปานเดือน เมื่ออนิรุทธ์เข้าห้องก็โวยวายหาว่าเขาปลุกปล้ำ เมื่อป้าแก้วมาดูก็คร่ำครวญว่า อนิรุทธิ์ข่มเหงตน ได้ตนแล้วไม่รับผิดชอบ ป้าแก้วตกใจกลับออกไป อนิรุทธิ์วิ่งตามไปชี้แจง แต่ป้าแก้วบอกปัดว่า

“ไว้คุณท่านกลับมา คุณรุทธิ์ก็คอยตอบคำถามของท่านเองเถอะค่ะ”

ครู่ใหญ่อนิรุทธิ์จะออกไปเฝ้าปานเดือนที่โรงพยาบาล ป้าแก้วปรารภอย่างกังวลว่าไม่รู้ว่าพิมจะสร้างเรื่องอะไรขึ้นมาอีก แต่อนิรุทธิ์ไม่กลัวเพราะเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตน

ปรากฏว่าพิมโทรศัพท์เล่าแผนอุบาทว์ของตนให้ปานดาวฟัง ปานดาวสะใจมาก โทร.ไปบอกปานเดือนที่โรงพยาบาลว่า

“เดือนน้องรัก พี่ไม่รู้จะเล่าดีหรือเปล่า แต่พี่ก็ไม่อยากเห็นน้องสาวของพี่เป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่น ให้ใครต่อใครนินทาได้ รู้ไหมเจ้าอนิรุทธิ์น่ะ มันได้นังพิมเป็นเมีย ผัวเธอทรยศเธอ ผัวเธอมีเมียน้อย ผัวเธอไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อเธอเลยนะปานเดือน เพราะอะไรล่ะ ก็เพราะเธอมันบ้า ไม่มีใครเขาทนมีเมียเป็นบ้าได้หรอก”

ปานเดือนช็อก โทรศัพท์ตกจากมือ อาการที่ดีขึ้นจนพรุ่งนี้จะกลับบ้านได้อยู่แล้ว ก็กลับคลุ้มคลั่งขึ้นมา เมื่ออนิรุทธิ์ไปถึง เขาพยายามเข้าหาและเรียกสติ เธอร้องไห้ ดิ้นรน ตวาดไล่...

“ออกไป๊...ออกไป ฉันเกลียดแก ปล่อยฉัน ฉันจะกลับบ้าน...ฮือๆๆ...”

พยาบาลกับอนิรุทธิ์ช่วยกันจับตัวปานเดือนไว้...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.9 บุญวดี เผยด้านมืด เล่าเรื่องเลวๆ ของพีทให้ชาครีย์ฟัง
20 เม.ย. 2564

09:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 16:39 น.