สมาชิก

ดุจดาวดิน

ตอนที่ 2

วันนี้ ภาคินรับเฟื่องแก้วเข้าเป็นเจ้าหน้าที่คนใหม่ของมูลนิธิ เพราะพอใจในประสบการณ์ของเธอ ถามว่าจะเริ่มงานได้เมื่อไร

เฟื่องแก้วบอกว่าวันนี้เลย ภาคินบอกให้เธอพักที่นี่ ซึ่งเธอก็ไม่มีปัญหา ภาคินจึงให้เธอไปทำความรู้จักกับเด็กๆก่อนส่วนเรื่องตารางกิจกรรมต่างๆอยู่ที่ห้องด้านนอก ให้ลองไปศึกษาดู ไม่เข้าใจอะไรให้ถามตนได้

เฟื่องแก้วดีใจมาก ออกจากห้องก็หันมองเข้าไปในห้องอีกที ยิ้มเคลิ้มๆพึมพำ

“หล่อจัง...ฮึ่ม...”

แต่พอหันกลับก็ชนเข้ากับชายหนุ่มคนหนึ่งจนตัวเองเซ ชายหนุ่มรีบประคองกอดเธอไว้เขามองเธอแววตาซึ้ง นึกในใจว่าเหมือนในละครเลย สงสัยจะเป็นเนื้อคู่

พริบตานั้นเอง เฟื่องแก้วได้สติผลักเขาออกอย่างแรงตบหน้าเขาฉาดใหญ่ ด่าว่ามาแต๊ะอั๋งตน ทำเอาชายหนุ่มยืนอึ้ง เอามือลูบแก้มกลืนน้ำลายพึมพำ “ไม่เห็นเหมือนในละครเลย...”

“อ้าว...หมวดตุลย์...สวัสดีครับ” ภาคินออกมาเจอพอดี เขาร้องทักอย่างยินดี

“สวัสดีคุณภาคิน” เฟื่องแก้วหันไปมอง ภาคินจึงแนะนำว่า

“แก้ว รู้จักร้อยตำรวจตรีตุลย์ พิบูลย์รังสรรค์ไว้สิ หมวดทำหน้าที่ประสานงานกับมูลนิธิเรา นี่คุณเฟื่องแก้ว ครับหมวดเจ้าหน้าที่คนใหม่ของเรา”

เฟื่องแก้วยิ้มเจื่อนๆเอ่ยขอโทษ หมวดยิ้มหน้าเป็นบอกว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมถือว่าฟาดเคราะห์ก็แล้วกัน”

ภาคินมองทั้งสองถามงงๆว่า “พูดเรื่องอะไรกันครับเนี่ย”

ทั้งสองมองกันขำๆทำให้ภาคินยิ่งงง

ooooooo

เมื่อพากันเข้าไปนั่งในห้องทำงานของภาคินแล้ว ตุลย์จึงเล่าให้ฟัง ภาคินพูดขำๆว่า เพราะวันนี้หมวดไม่ได้แต่งเครื่องแบบ เฟื่องแก้วคงคิดว่าเป็นพวกโรคจิตชอบฉวยโอกาสกับผู้หญิงกระมัง หมวดถาม ว่าหน้าตาตนเหมือนพวกนั้นหรือ

“เปล่าๆผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น ว่าแต่หมวดมานอกเครื่องแบบอย่างนี้ สงสัยไปสืบอะไรเด็ดๆมาอีกล่ะสิท่า”

“ผมกำลังตามตัวไอ้หัวหน้าใหญ่มันอยู่ ไอ้นี่มันร้ายมาก จับกี่ทีก็ได้แต่พวกกระจิ๊บกระจ้อย ส่วนตัวมันหนีไปได้ทุกที เจ้าหน้าที่ชุดเก่าน่ะล่ามันมาหลายปีแล้ว”

“ไม่ว่าจะกี่ปี เราก็ต้องกำจัดพวกขยะสังคมพวกนี้ให้หมด ไม่อย่างนั้นจะต้องมีเด็กที่ถูกลักพาตัวไปใช้แรงงานอย่างทารุณอีกนับไม่ถ้วน”

หมวดตุลย์เห็นด้วย ชมภาคินว่ามีอุดมการณ์แรงกล้าอย่างนี้เราถึงร่วมมือกันได้ ภาคินถามว่าตัวหัวหน้ามันชื่ออะไร

“ไอ้พ่วง!”

ooooooo

ป้านุ่มยังนั่งคุยกับบุษบาอยู่ที่ร้านกาแฟในตลาด บุษบาปรารภอย่างเป็นทุกข์ว่าลูกคงเกลียดตนมากที่ทิ้งเขาไป ป้านุ่มบอกว่าไม่หรอก คุณหนูเพียงแต่เสียใจเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ต้องทิ้งเขาไป ป้านุ่มบ่นตัวเองว่าอยู่ในสภาพน้ำท่วมปากบุษบาคงเข้าใจ

“ฉันเข้าใจดีจ้ะพี่นุ่ม ยังไงฉันก็ฝากภาคินด้วย ฉันมันคนมีกรรม มีลูกก็ไม่ได้เลี้ยงดูอุ้มชูเขาเลย”

ป้านุ่มนึกได้ หยิบกระเป๋าเงินออกมา ดึงรูปถ่ายครึ่งตัวของภาคินออกมาให้ บอกว่าเป็นรูปตอนเรียนจบเห็นว่าต้องไปติดใบสมัครงานอะไรนี่แหละ ภาคินเอามาอวดตนเลยขอไว้ ป้านุ่มยื่นรูปให้บุษบา “เอ้า...ฉันให้แม่บุษ”

บุษบารับรูปไปดูด้วยความตื้นตันใจ พึมพำ “ภาคิน... โตเป็นหนุ่มขนาดนี้เชียวหรือ”

“โอ๊ย...รูปร่างสูงใหญ่ ดูสิ ได้เค้าหน้าทั้งพ่อและแม่มาเชียว”

บุษบาเอารูปแนบอกน้ำตาคลอ ป้านุ่มเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างสะเทือนใจ

ooooooo

ที่บ้านเก่าทรุดโทรมของพ่วง พวกเด็กๆสกปรกมอมแมมทยอยกันกลับเข้ามา พ่วงนั่งรอรับเงินอยู่ เปี๊ยกเอาเงินมาส่งให้พ่วงยิ้มพอใจชมว่าดีมาก วันนี้ได้กินข้าวอิ่มแน่

บุญทิ้งในวัย 7 ขวบเดินเข้ามายื่นเงินให้ พ่วงตีหน้ายักษ์อย่างไม่พอใจถามว่าทำไมได้แค่นี้ หาว่าบุญทิ้งอมเงินตน บุญทิ้งตกใจบอกว่าวันนี้ตนหาได้แค่นี้จริงๆ พ่วงก็หาว่าบุญทิ้งอู้งานอีก

“เปล่านะลุง ฉันไม่ได้อู้ แต่วันนี้ไม่มีใครให้ฉันเลย”

พ่วงไม่สนใจ หาว่าบุญทิ้งอู้งาน ครั้นบุญทิ้งชี้แจงก็หาว่าลองดีกับตน กระชากไปตีไม่ยั้ง บุญทิ้งได้แต่อ้อนวอนร้องว่าเจ็บและวิ่งหนีไปรอบๆ พ่วงร้องขู่อย่างโกรธจัดว่า

“มานี่...มาให้ข้าตีเสียดีๆไอ้ทิ้ง...จับตัวได้เอ็งหลังลายแน่ ไอ้ทิ้ง”

ooooooo

บุญทิ้งไม่กล้าเข้าบ้านไปนั่งร้องไห้อยู่หลังบ้าน เปี๊ยกแอบเอาข้าวไปให้กิน บุญทิ้งกินอย่างหิวโหย กินเสร็จวิ่งไปตักน้ำในตุ่มกินแล้วมานั่งหงอยๆข้างเปี๊ยก ถามเบาๆว่า

“ทำไมลุงพ่วงแกใจร้ายกับพวกเราจัง”

เปี๊ยกบอกว่าเพราะเราไม่ใช่ลูกหลานของแก บุญทิ้งถามอีกว่าทำไมเราต้องอยู่กับลุงพ่วงด้วย ทำไมเราไม่หนี เปี๊ยกตกใจรีบปิดปากบุญทิ้งบอกว่า “เอ็งอย่าไปพูดให้ลุงพ่วงได้ยินนะ ถ้าแกได้ยินเอ็งตายแน่”

บุญทิ้งภาวนาประสาเด็กว่า อยากให้มีนางฟ้ามาช่วยพวกเราจัง ตนอยากไปให้พ้นจากที่นี่ เปี๊ยกพูดอย่างไม่มีความหวังว่านางฟ้าที่ไหนจะมาช่วยได้ บอกให้กลับไปนอนเสีย เพราะพรุ่งนี้ต้องไปหาเงินแต่เช้า ลุงพ่วงแกยิ่งคาดโทษอยู่ด้วย

ooooooo

6 ปีผ่านไป ปานฟ้ากลับมาแล้ว เธอดีใจมากที่ได้พบกับพ่อ แม่ และพี่ๆที่จากไปนานหลายปี แต่อยากให้ตื่นเต้น จึงมาเงียบๆไม่บอกล่วงหน้า

แม้จะดีใจที่ได้พบพ่อแม่ แต่ปานฟ้าก็เสียใจ ที่พ่อป่วยต้องนอนอยู่แต่บนเตียง เติมบุญลูบหัวลูกพูดอย่างปลื้มใจว่า

“กลับมาเสียทีนะฟ้า ทีนี้พ่อก็คงหมดห่วงเรื่องงานเสียที”

ปานฟ้าบ่นอย่างน้อยใจว่าพ่อเป็นมากถึงขนาดนี้ทำไมไม่มีใครบอกตนเลย เติมบุญบอกว่าตนเป็นคนสั่งไม่ให้บอกเอง ไม่อยากให้ลูกกังวลจนไม่เป็นอันเรียน

สะเทือนใจกับสภาพของพ่อแล้ว ปานฟ้าก็ต้องเศร้าสะเทือนใจยิ่งขึ้นเมื่อไปเยี่ยมปานเดือน พบว่าพี่สาวอยู่ในอาการเหม่อลอยเหมือนไม่รับรู้อะไรเลย

“นี่ถือว่าดีขึ้นแล้วนะฟ้า ใหม่ๆมีอาละวาด กรีดร้อง บางทีดึกๆก็ลุกขึ้นมาร้องไห้ แต่หลังๆมานี่แค่ซึมๆเศร้าๆ” อนิรุทธิ์ที่ดูแลปานเดือนอย่างใกล้ชิดเล่าให้ฟัง

ปานฟ้าถามว่าพาไปหาหมอต่อเนื่องหรือเปล่า สายอุษาบอกว่าให้จิตแพทย์มาดูแลทุกเดือน เธอถามว่าแล้วหมอว่ายังไงบ้าง อนิรุทธิ์เล่าอาการว่า

“หมอบอกว่าเป็นอาการทางจิตที่ไม่ยอมรับความจริง คุณเดือนจะเพ้อถึงทินภัทรอยู่เรื่อย หมอแนะนำให้พาไปไหนๆบ้าง เพื่อผ่อนคลาย และอย่าพยายามพูดถึงเรื่องเก่าๆ ไม่อย่างนั้นจะไปกระตุ้นให้คุณเดือนคลั่งขึ้นมาได้”

“โธ่...พี่เดือน...ฟ้ากลับมาแล้วนะคะ ฟ้าจะต้องหาหลานให้เจอให้ได้” ปานฟ้าจับมือปานเดือนไว้อย่างปลอบใจ

พิมแอบดูแอบฟังอยู่หน้าห้อง อึดใจเดียวก็แจ้นไปบอกปานดาวกับภูวดล ภูวดลพูดอย่างไม่พอใจว่า กลับมาถึงก็ทำตัวเป็นนางเอกเชียว ปานดาวตัดบทอย่างหมั่นไส้ว่า

“ช่างมัน ฉันก็อยากจะดูนํ้าหน้ามันเหมือนกันว่าจะเก่งสักแค่ไหน ป่านนี้ไอ้ทินภัทรมันไปอยู่มุมไหนของโลกแล้วก็ไม่รู้” พูดแล้วยิ้มเยาะ

ooooooo

หลังจากติดตามการเคลื่อนไหวของแก๊งขอทานเด็กมาระยะหนึ่งจนกุมสภาพได้แล้ว วันนี้หมวดตุลย์ก็ลงมือปฏิบัติการจับเด็กขอทานได้จำนวนหนึ่ง ที่สำคัญคือจับนายพ่วงหัวหน้าแก๊งได้

นายพ่วงโวยวายว่ามาจับตนได้ยังไง เด็กพวกนี้เป็นลูกหลานตนทั้งนั้น หมวดตุลย์ไม่สนใจเดินผ่านไป ภาคินก้มบอกบุญทิ้งที่นั่งร้องไห้อยู่ว่า

“ไม่ต้องกลัวนะ ฉันรับรองว่าเธอจะได้กลับไปเจอพ่อแม่แน่ๆ”

เป็นวันที่คนที่คฤหาสน์เติมบุญจะไปทำบุญกัน อนิรุทธิ์พาปานเดือนไปด้วย ปานฟ้าถามว่าอาการของพี่สาวเป็นยังไงบ้าง อนิรุทธิ์บอกว่าวันนี้อาการดีกว่าทุกวัน

ส่วนปานดาวถามเยาะๆว่า แน่ใจหรือที่จะเอาคนบ้าไปข้างนอก เดี๋ยวได้อาละวาดฟาดหัวฟาดหางจนชาวบ้านแตกตื่นกันหมด ปานฟ้าติงพี่สาวว่าทำไมพูดอย่างนี้ ปานดาวพูดอย่างไม่แยแสว่าตนก็แค่หวังดี ปานฟ้าเองเพิ่งกลับมายังไม่รู้อะไร อยากทำตัวเป็นนางเอกก็ตามใจ

สองพี่น้องพูดประชดประชันกันไปมาเล็กน้อย จนพิมมาตามปานดาวบอกว่าภูวดลให้มาตาม ปานดาวจึงผละไป

ภูวดลเรียกปานดาวไปเพื่อจะบอกข่าวว่านายพ่วงที่รับซื้อทินภัทรไปถูกตำรวจจับ ปานดาวตกใจกลัวถูกซัดทอดมาถึงตัว ภูวดลบอกว่าใจเย็นๆ พิมแทรกขึ้นว่า นายพ่วงจะบอกทำไมในเมื่อมันขายเด็กไปแถวชายแดนแล้ว

“แต่ยังไงก็อย่าเพิ่งไว้ใจมัน แกไปที่โรงพักทำทีเป็นญาติไปเยี่ยมแล้วกำชับมันให้ดี ให้มันหุบปากให้สนิท ไม่อย่างนั้นมันตาย!” ปานดาวสั่งเหี้ยม

พิมไปที่โรงพักตามคำสั่งของปานดาว เจอหมวดตุลย์ถามว่ามาทำอะไร ก็โกหกอึกๆอักๆว่า มารอญาติที่จะมาแจ้งความบัตรประชาชนหาย หมวดตุลย์เดินผ่านลงไปจากโรงพักอย่างไม่สนใจ แต่พิมมองตามอย่างกังวลใจ

หมวดตุลย์ไปที่มูลนิธิคุ้มครองเด็กเร่ร่อน เจอสิริโสภานักแสดงที่กำลังเล่นกับเด็กๆอย่างสนุกสนาน เฟื่องแก้วบอกว่า เธอจะมาทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ถ้าไม่มาเลี้ยงอาหารกลางวันก็จะเอาหนังสือดีๆมาให้ บอกหมวดว่า สิริโสภาเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของภาคิน

ตุลย์มองไปรอบๆ ถามว่าไม่เห็นมีนักข่าวมาทำข่าวเลย เฟื่องแก้วเล่าอย่างชื่นชมว่า เพราะเธอไม่ต้องการสร้างภาพ ผิดกับบางคนที่มาเลี้ยงข้าวเด็กทีก็ขนพวกนักข่าวมาถ่ายรูปทำข่าวกันครึกโครม

เฟื่องแก้วเห็นตุลย์มองเหมือนหาอะไรอยู่ เขาบอกว่าไม่เห็นบุญทิ้งเลย เฟื่องแก้วบอกว่าภาคินเรียกไปพบอยู่ที่ห้อง

บุญทิ้งเข้าไปในห้องทำงานของภาคินท่าทางตื่นกลัว ภาคินพูดให้สบายใจว่าไม่ต้องกลัว ถึงบุญทิ้งจะไม่มีพ่อแม่มารับเหมือนเด็กคนอื่นที่โดนจับมา แต่บุญทิ้งก็ยังอยู่ที่นี่ได้จนกว่าจะพบพ่อแม่ที่แท้จริง

“ผมคงไม่มีวันได้พบพ่อกับแม่หรอกครับ” บุญทิ้งส่ายหน้าเศร้าๆ เล่าว่า “ลุงพ่วงบอกว่าผมไม่มีพ่อแม่ เพราะพ่อแม่เอาผมมาทิ้งไว้ที่กองขยะตั้งแต่ผมยังเล็กอยู่ ลุงพ่วงไม่ได้จับผมมาเหมือนเด็กคนอื่นๆ”

ภาคินบอกว่าไม่เป็นไร ให้คิดเสียว่า ที่มูลนิธินี้เป็นบ้านของเธอเหมือนกัน และให้เรียกตนว่าพี่ คิดเสียว่าตนเป็นพี่ชายคนหนึ่งก็แล้วกัน

จากนั้น ภาคินให้บุญทิ้งออกไปทานอาหารและร่วมสนุกกับเพื่อนๆข้างนอก

พอดีเฟื่องแก้วมาบอกว่าสิริโสภาจะกลับแล้ว ภาคินจึงลุกออกไป

ooooooo

ภาคินออกมาส่งสิริโสภาที่หน้ามูลนิธิ ขอบคุณเธอที่มาช่วยทำให้เด็กๆสนุกและมีความสุข สิริโสภาขอเปลี่ยนจากคำว่าขอบคุณเป็นไปดินเนอร์หรูๆสักมื้อได้ไหม

“ผมไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอก อึ้ม...แต่ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวเรือละก็ ผมจะเลี้ยงคุณสักสิบชามเลยเป็นไง” ภาคินพูดติดตลก

“เฮอะ...พูดยังกับคุณน่ะสิ้นไร้ไม้ตอกเสียเต็มประดา สมบัติพ่อคุณน่ะกินเข้าไปอีกสิบชาติก็ยังไม่หมดเลยมั้ง”

ภาคินบอกว่ามันไม่ใช่ของตน ตัดบทว่าอย่าพูดถึงมันอีกเลย สิริโสภาหันมองหน้าพูดจริงจังว่า

“ภาคิน...ฉันรู้ว่าคุณมีอุดมการณ์ที่แรงกล้าถึงได้มาเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิเด็กเร่ร่อน แต่...”

“โสภา...” ภาคินขัดขึ้น เธอหยุดทันที บอกว่าไม่พูดก็ไม่พูด แต่ถ้ามีอะไรจะให้ช่วยก็บอกได้เลย ภาคินพูดอย่างอบอุ่นว่า “ขับรถดีๆนะ” แล้วยืนส่งจนเธอขับรถไปพ้นสายตา เขาจึงเดินกลับเข้าในมูลนิธิฯ

ooooooo

รถตู้ของปานฟ้าขับมาสวนกับรถของสิริโสภาที่ขับออกไป คนขับรถบอกว่าข้างหน้านี้มีมูลนิธิเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่งถามว่าจะทำบุญที่นี่ไหม ปานฟ้าชะเง้อมอง บอกว่ามูลนิธิเล็กๆอย่างนี้แหละดี เพราะคงต้องการความช่วยเหลือมากกว่ามูลนิธิที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ถามความเห็นอนิรุทธิ์ เขาเห็นด้วย จึงบอกคนขับให้แวะเข้าไป

เฟื่องแก้วออกมาต้อนรับ ปานฟ้าบอกว่าตนกับพี่สาวมาทำบุญ แต่ไม่ได้เตรียมของมา เพราะตั้งใจจะมาบริจาคเงินคงไม่ขัดข้องใช่ไหม เฟื่องแก้วจึงเชิญทั้งสาม คือ ปานฟ้า อนิรุทธิ์ และปานเดือนเข้าข้างใน ฝากงานข้างนอกให้หมวดตุลย์ ช่วยดูแลไปพลางก่อน

ขณะเฟื่องแก้วพาแขกเข้าไปนั้น บุญทิ้งอุ้มกล่องออกมาถามว่าจะให้ไว้ที่ไหน ทุกคนจึงหันมองบุญทิ้งเป็นตาเดียว

ทันใดนั้น ปานเดือนวิ่งเข้าไปกอดบุญทิ้ง ร้องเสียงดังอย่างดีใจสุดขีด...

“ทินภัทรลูกแม่...ในที่สุดแม่ก็เจอลูก โธ่...ลูกจ๋าลูกอยู่ที่นี่เอง ทินภัทร...ทินภัทร แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน...”

ทุกคนตกใจ ปานฟ้าได้สติก่อนรีบเข้าไปขอโทษเฟื่องแก้ว ส่วนอนิรุทธิ์ก็พยายามแยกปานเดือนออกจากบุญทิ้ง บอกเธอว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ทินภัทร ถูกปานเดือนหันมาต่อว่าเสียงดังว่า

“คุณพูดอะไรน่ะ เดือนไม่ปล่อย เดือนเจอลูกแล้ว ทินภัทรไปกับแม่นะลูก กลับบ้านเรานะ”

อนิรุทธิ์บอกปานฟ้าว่าอาการของปานเดือนกำเริบอีกแล้ว ชวนพากลับดีกว่า ปานฟ้าเห็นด้วยหันไปขอโทษเฟื่องแก้วอีกครั้งก่อนพากันออกไป

ปานเดือนดิ้นสุดแรงผลักปานฟ้าออกแล้ววิ่งไปกอดบุญทิ้งไว้อีก ปานฟ้าเสียหลักจะล้ม ภาคินรับไว้ในอ้อมแขนได้ทันต่างมองกันตะลึงงัน

ตุลย์ เฟื่องแก้ว และบุญทิ้ง ยืนมองไปที่รถตู้เห็นภาคินยืนคุยอยู่กับปานฟ้า ตุลย์ถามบุญทิ้งว่าตกใจหรือเปล่า บุญทิ้งบอกว่าไม่ตกใจ เฟื่องแก้วทำท่ากลัวบอกว่าน่ากลัวจัง หน้าตาท่าทางก็ดีไม่น่าจะเป็นคนบ้าเลย

“แต่ผมว่าคุณคนนั้นแกน่าสงสารออกนะครับพี่แก้ว” บุญทิ้งยังมองไปที่รถตู้

เฟื่องแก้วเองก็สงสารแต่คงต้องอยู่ห่างๆไว้ดีกว่า แล้วชวนบุญทิ้งไปเก็บของต่อกัน

ooooooo

ปานฟ้าขอโทษภาคินที่จะมาทำบุญแต่กลับ กลายเป็นมาทำความวุ่นวายให้ ภาคินบอกว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย อวยพรให้พี่สาวเธอหายไวๆ และพอ

ปานฟ้าจะขึ้นรถ เขาโพล่งออกไปว่า

“กิ๊บของคุณ...”

ปานฟ้าทำหน้าฉงน เมื่อเขาบอกว่ากิ๊บที่ฝากตนไว้ เธอนึกได้ยิ้มขำๆ บอกว่านึกว่าเขาทำหายไปแล้ว เมื่อภาคิน บอกว่ายังอยู่ เธออึ้ง บอกเขินๆว่า ถ้าอย่างนั้นวันหลังจะ

แวะมาเอา พูดแล้วรีบขึ้นรถไปเลย

ปานฟ้ายิ้มให้ภาคินเหมือนเอ่ยลา ภาคินยิ้มตอบ ยืนมองจนรถตู้คันนั้นลับตาไป

กลับมาถึงหน้าคฤหาสน์ ปานเดือนยังเอะอะอาละวาดไม่ยอมลงจากรถ บอกว่าจะไปหาลูก ตนคิดถึงลูก จนอนิรุทธิ์ต้องหลอกว่าลูกอยู่ข้างใน กำลังจะพาไปหา เธอจึงยอมลงจากรถเข้าบ้าน

ที่ชั้นบน ปานดาวยืนมองลงมาด้วยแววตาเกลียดชัง แล้วหันหลังเดินหัวเราะเข้าไปในห้อง ภูวดลถามว่าขำอะไรหรือ เธอบอกว่าขำคนทำตัวเป็นนางเอก พูดอย่างเจ็บใจว่า

“มันได้ใจถือว่าคุณพ่อรักมัน อะไรๆก็มันกับนังเดือน ไม่เคยเห็นหัวฉันเลย”

“คงเป็นเพราะคุณมาได้ผู้ชายต่ำต้อยอย่างผมเป็นสามีล่ะมั้ง ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ผมไม่ดี”

“อย่าพูดแบบนี้อีกนะคะภู มันไม่เกี่ยวกับคุณสักนิด” ปานดาวเข้าไปกอดภูวดลไว้อย่างหลงใหล

พอดีมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับร้องบอกจากข้างนอกว่า “พิมเองค่ะ”

ooooooo

พิมกลับมาเล่าผลงานที่ไปสืบเรื่องนายพ่วงที่โรงพักให้ฟังว่า ตนไปกำชับนายพ่วงห้ามปูดเรื่องเด็กที่ตนเอาไปขายให้เมื่อหกปีก่อนกับตำรวจเด็ดขาด นายพ่วงถามว่าจะทำอะไรตน

พิมบอกว่าตนไม่ทำอะไรหรอก แต่เจ้านายตนมีเงินล้นฟ้าอาจจะจ้างใครสักคนมาติดคุกแล้วเชือดแบบนิ่มๆ ก็ได้ถ้าขืนปากโป้ง พ่วงหน้าถอดสีถามว่าขู่กันหรือ พิมบอกว่าไม่ขู่แต่เอาจริง ทำเอานายพ่วงกลัวหงอ

เล่าแล้วพิมรับรองว่านายพ่วงไม่กล้าปากโป้งแน่ ปานดาวถามว่าแล้วรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ทินภัทรอยู่ไหน

“มันก็ว่าขายไปแถวชายแดนตั้งนานแล้วค่ะ”

“ต่อให้น้องสาวคุณพลิกแผ่นดินหาก็ไม่มีทางเจอ” ภูวดลพูดอย่างพอใจ

“ใช่...ธัญวิทย์ลูกเราเท่านั้นที่จะเป็นทายาทของอัคร–ดำรงกุลเพียงคนเดียว” ปานดาวฝันเฟื่อง

ooooooo

ธัญวิทย์ที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากพิม เป็นเด็กนิสัยหยาบ จาบจ้วง เอาแต่ใจตัว เจ้าอารมณ์ วันนี้ก็อาละวาดไม่ยอมกินข้าวต้ม ถามป้าแก้วว่าไม่มีอะไรกินดีกว่านี้แล้วหรือ

ป้าแก้วชี้แจงว่าเพราะคุณท่านไม่สบายคุณปานเดือนก็ทานได้แต่ของอ่อนๆ คุณผู้หญิงจึงสั่งให้ทำข้าวต้ม

“คนนั้นก็เจ็บ คนนี้ก็ป่วย ทำไมไม่ตายๆกันไปเสียเลยล่ะ” ธัญวิทย์ก้าวร้าว ป้าแก้วตกใจถามว่าทำไมพูดอย่างนั้น บอกว่าทีหลังอย่าพูดอย่างนี้อีก ก็ถูกพิมแทรกเข้ามาด่าป้าแก้วว่าตัวเองเป็นแค่คนใช้อย่ามาเจ๋อสั่งสอนคุณธัญวิทย์ ยุว่า

“คุณธัญวิทย์อย่าไปฟังนะคะ คุณมีสิทธิ์ที่จะพูดอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

“แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรที่มาสั่งสอนหลานชายฉันให้เป็นเด็กนิสัยไม่ดีพูดจาก้าวร้าวผู้ใหญ่แบบนี้” ปานฟ้าถามขึ้น ทำเอาพิมชะงัก ธัญวิทย์ก็หน้าจ๋อย

เมื่อปานฟ้าเดินไปที่รถ พิมเดินตามหน้าหงิกงอ ปานฟ้าหยุดหันไปปรามพิมต่อว่าอย่างเอาเรื่องว่า

“ฉันหวังว่า จะไม่ได้ยินเธอสอนหลานฉันในทางที่ผิดๆอีกนะพิม อ้อ...แล้วป้าแก้วน่ะแกเป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ อยู่มาตั้งแต่เธอยังไม่เกิดด้วยซํ้า เพราะฉะนั้นจะพูดจะจาอะไรก็ขอให้เกรงใจแกหน่อย ถ้ายังอยากอยู่ด้วยกันต่อไป!”

พูดแล้วปานฟ้าขึ้นรถขับออกไป เมื่ออยู่ต่อหน้าพิมทำเป็นหงอแต่พอลับหลังก็จ้องจิกไปราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

ooooooo

หลังจากได้พบปานเดือนที่มูลนิธิวันนั้นแล้ว บุญทิ้งก็มีความรู้สึกใหม่ๆ เด็กชายคิดถึงอ้อมกอดของปานเดือนที่แสดงตัวเป็นแม่และกอดตนไว้อย่างหวงแหนรักใคร่ก็รู้สึกอบอุ่นจนคิดทีไรก็อดยิ้มอย่างมีความสุขไม่ได้

ส่วนภาคินนั่งทำงานอยู่ในห้อง เมื่อนึกถึงเจ้าของกิ๊บตัวนั้นที่ฝากไว้ถึง 6 ปี จนต่างคิดว่าลืมกันไปแล้ว จู่ๆก็ได้มาเจอกันอย่างไม่คาดคิด ซํ้ายังบอกว่าแล้วจะมาเอาคืนอีก...เขายิ้มกับตัวเองเหมือนรอคอยวันนั้น...พอรู้ตัวก็สลัดความคิดแล้วก้มหน้าทำงานต่อ

ส่วนปานฟ้า เมื่อกลับมาเห็นสภาพที่บ้าน เธอทุ่มเทกำลังกายกำลังใจทำงานเต็มที่ จนเลขาติงว่ามาถึงยังไม่ทันพักเลย ก็มาทำงานแล้ว เธอบอกว่าสงสารอนิรุทธิ์ที่รับภาระหนักมานาน ถามเลขาว่าตอนนี้ที่ห้างเรามีกิจกรรมอะไรพิเศษบ้าง

“ที่กำลังจัดอยู่ก็งานแสดงสินค้าสี่ภาคค่ะ แล้วอาทิตย์หน้าจะมีการประกวดวาดภาพระบายสี เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์”

ปานฟ้าชมว่าความคิดนี้ของอนิรุทธิ์ดีจริงๆ แล้วปานฟ้าก็ชะงักเมื่อจู่ๆ ก้องภพก็เปิดประตูโผล่หน้ายิ้มแฉ่งเข้ามาทัก

“เซอร์ไพรส์ครับฟ้า...”

ปานฟ้าถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าตนกลับมาแล้ว พลางหันไปบอกเลขาให้ออกไปก่อน พอเลขาออกไปก้องภพก็เดินเอามือไพล่หลังเข้ามาพอมาถึงตรงหน้าก็ยื่นกุหลาบขาวช่อใหญ่ให้ พูดอย่างตื่นเต้นยินดีด้วยเสียงหล่อนุ่มว่า

“ขอต้อนรับการกลับมาเมืองไทยครับ”

“ขอบคุณค่ะ” ปานฟ้ารับช่อกุหลาบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ก้องภพชวนอ้อนๆ ไปดินเนอร์กันตนมีอะไรจะเซอร์ไพรส์ ต้อนรับที่เธอกลับมา ปานฟ้าบอกว่า เมื่อกี้ให้ดอกไม้ก็พอแล้ว ก้องภพอ้อนว่า “ถ้าฟ้าปฏิเสธ

ผมเสียใจนะ”

ปานฟ้าจึงไปกับเขา ก้องภพขอนั่งรถเธอไปอ้างว่าไปรถคนละคันมันไม่โรแมนติก ปานฟ้าจึงให้ไปรถของตน ถามอีกว่า รู้ได้อย่างไรว่าตนกลับมาแล้ว ก้องภพบอกว่าตนโทร.ไปหาคุณแม่เธอ แล้วตัดพ้อว่า

“พูดแล้วก็น้อยใจที่จริงผมน่าจะรู้เป็นคนแรก

ด้วยซํ้า ผมคิดถึงฟ้ามากรู้ไหม” พูดแล้วยื่นหน้าเข้าไปจนเกือบชนแก้มเธอ ปานฟ้าหลบวูบ ปรามเสียงแข็งว่า

“ทีหลังอย่าทำแบบนี้นะคะ ฉันไม่ชอบ”

ก้องภพหน้าจ๋อย ทำเสียงอ่อนขอโทษ แต่แอบไม่ พอใจพึมพำกับตัวเองเบาๆ “ยากๆ แบบนี้สิ ท้าทายดีนัก!”

ooooooo

เมื่อไปถึงร้านอาหาร แทนที่บรรยากาศจะโรแมนติกอย่างที่ก้องภพวางแผนไว้ กลับตึงเครียด เมื่อปานฟ้ารู้ว่าเขาจองทั้งชั้นเพื่อดินเนอร์กับตน ถามอย่างไม่ยินดีว่า นี่หรือเซอร์ไพรส์ของเขา ก้องภพพยักหน้าคิดว่าเท่สุดๆ แล้ว แต่ปานฟ้ากลับมองเขาเหมือนมองเด็กที่ไม่รู้จักโตก่อนพูดเหมือนอบรมเด็กว่า

“ถ้าคุณเอาเงินตั้งหลายหมื่นที่จ่ายคืนนี้ไปทำบุญ ฉันว่ามันยังจะทำให้ฉันเซอร์ไพรส์ได้มากกว่าที่คุณจะทิ้งเงินไปโดยเปล่าประโยชน์แบบนี้”

ก้องภพเซ็งจัดแต่ยังปั้นหน้าอ้อนว่าอย่าซีเรียสเลย พูดเหมือนจะเอาใจว่า เงินจำนวนนี้สำหรับคนอื่นอาจจะเยอะมาก แต่สำหรับเราแล้วขนหน้าแข้งไม่ร่วงสักหน่อย

“ไม่ใช่เราค่ะ คุณคนเดียว ถึงฉันจะมีเงินแต่มันก็เป็นเงินของพ่อฉัน กว่าท่านจะมีวันนี้ได้ คุณรู้ไหมว่าท่านต้องลำบากแค่ไหน”

ก้องภพเจื่อนไปเลย ทุกอย่างที่คิดไว้ผิดความคาดหมายหมด เมื่อพนักงานลำเลียงอาหารมา เขาพยายามเอาใจเธอ ตักโน่นตักนี่ให้ แต่บรรยากาศกร่อยสนิท อาหารมื้อนี้จึงฝืนกินกันไปตามมารยาทเท่านั้น

หลังทานอาหาร ปานฟ้าขับรถไปส่งเขาที่บ้าน เขาชวนเข้าบ้านอ้างว่าคุณแม่คงดีใจมากถ้าได้เจอเธอ ปานฟ้าบอกว่าดึกแล้วฝากเขาไปเรียนท่านด้วยว่าจะมากราบวันหลัง แล้วกู๊ดไนต์ ขับรถออกไปเลย

ก้องภพมองตามแล้วเตะวืดไปในอากาศอย่างหงุดหงิดที่ทุกอย่างผิดคาดหมด!

ooooooo

เกิดเหตุร้ายกับปานฟ้า เมื่อเธอขับรถมาถึงทางเปลี่ยว ถูกคนขี่มอเตอร์ไซค์ดักจี้ มันทำร้ายเธอหมายชิงทรัพย์ โชคดีที่ภาคินมาเจอ เขาช่วยเธอไว้ได้ แต่ตัวเองก็ถูกคนร้ายแทงเข้าที่แขนจนได้รับบาดเจ็บ ปานฟ้าจะพาเขาส่งโรงพยาบาล ภาคินปฏิเสธเกรงว่าเป็นข่าวแล้วเธอจะเสียหาย ทำให้ปานฟ้ายิ่งประทับใจในตัวเขา จึงพาเขาไปที่มูลนิธิเพื่อทำแผล

ที่มูลนิธินี่เอง ภาคินเห็นบุญทิ้งยังไม่นอน พอถาม ก็บอกว่านอนไม่หลับ ภาคินพูดอย่างเอ็นดูว่าตัวแค่นี้ก็นอนไม่หลับกับเขาด้วย  บุญทิ้งจึงเล่าให้ฟังว่าตนฝันดี  ฝันถึงตอนที่พี่สาวของปานฟ้ามากอดวันนั้น พูดอย่างประทับใจว่า

“ไม่เคยมีใครมากอดผมอย่างที่คุณเดือนกอดเลยครับ มันทำให้ผมคิดถึงแม่ ผมอยากให้แม่กอดผมอย่างนี้บ้างจัง...ผม...” บุญทิ้งพูดได้แค่นั้นก็ทำท่าจะร้องไห้

จนภาคินปลอบใจว่า

“ฉันเข้าใจความรู้สึกของเธอดี...บุญทิ้ง”

จากนี้เอง ทำให้ปานฟ้ากับภาคินคุยกันถึงเด็กกำพร้าและเร่ร่อนที่อยู่ในมูลนิธิ ปานฟ้าถามว่าบุญทิ้งมาอยู่ที่นี่นานแล้วหรือ จึงรู้ว่าเพิ่งมาอยู่ได้แค่อาทิตย์เดียว ก่อนนี้ก็เป็นเด็กเร่ร่อนถูกบังคับให้ทำงานหาเงินอยู่ในแก๊งขอทาน

จากจุดนี้ ทำให้ปานฟ้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือบางอย่างจากเขา ภาคินยินดี แต่เธอขอเป็นพรุ่งนี้จะมาคุยรายละเอียดให้ฟัง ถามว่าคืนนี้เขาจะค้างที่นี่หรือ เขาบอกว่าดึกมากแล้วเกรงใจคนที่บ้าน เธอจึงขอตัวกลับ ภาคินพูดอย่างเป็นห่วงว่า

“ขับรถดีๆ นะครับ ระวังตัวด้วย”

“ขอบคุณมากนะคะ...สำหรับเรื่องวันนี้...”

ภาคินมาส่ง มองจนรถเธอขับหายไปจากสายตา เขาเผลอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

รุ่งขึ้น ปานฟ้าจะออกจากบ้านแต่เช้า สายอุษาบอกให้กินข้าวก่อนก็ไม่กินบอกว่ารีบ เธอถามถึงคุณพ่อ สายอุษาบอกว่าก็เหมือนเดิม โรคหัวใจก็เป็นแบบนี้แหละ นับแต่ทินภัทรหายไปก็สามวันดีสี่วันไข้ ถาม

ปานฟ้าว่ามีปัญหาเรื่องงานหรือเปล่าถึงต้องรีบไป

“ไม่ใช่เรื่องงานหรอกค่ะ แต่เป็นเรื่องทินภัทร...คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ยังไงฟ้าก็จะต้องตามหลานกลับมาให้ได้...”

สายอุษามองตามปานฟ้าไปอย่างมีความหวัง แต่ที่อีกมุมหนึ่ง พิมแอบฟังอยู่จิกตามองตามอย่างกังวล...

จากนั้นก็แจ้นไปรายงานปานดาวกับภูวดล ปานดาวมั่นใจว่าปานฟ้าไม่มีทางตามหาทินภัทรเจอ  ตอนนี้ไฟแรงแต่ไม่นานก็จะมอดไปเอง เพราะขนาดพ่อแม่ทินภัทรเองยังถอดใจเลย

พิมพูดอย่างผยองว่าสุดท้ายสมบัติก็ต้องตกเป็นของธัญวิทย์คนเดียว ทำให้ปานดาวหันขวับปรามเสียงเข้มว่า อย่าลืมตัวทำตีเสมอลูกชายตน เน้นเสียงเข้มว่า

“ธัญวิทย์เป็นลูกชายของฉันกับคุณภูจำไว้ให้ขึ้นใจ แล้วแกก็จะสบายไปตลอดชีวิต”

แม้จะแค้นใจแต่พิมก็ต้องรับคำอย่างนอบน้อม ภูวดลสังเกตอยู่ พอเห็นพิมข่มใจเดินออกไปก็ถอนใจโล่งอก

จากนั้นปานดาวก็เอาเงินล่อธัญวิทย์ที่ไม่ยอมไปเรียนหนังสือว่าถ้ายอมไปโรงเรียนจะยอมขึ้นค่าขนมให้เป็นวันละสามร้อยบาท ธัญวิทย์มีข้อแม้ว่าเทอมหน้าต้องขึ้นเป็นห้าร้อย พูดอย่างลำพองว่าสมบัติคุณตาใช้ไปอีกสิบชาติก็ไม่หมด

“รู้อย่างนี้แล้วลูกก็ต้องหมั่นคอยเข้าไปประจบคุณตาบ่อยๆสิ รู้ไหม...”

“ฮะแม่...” ธัญวิทย์พยักหน้าอย่างเข้าใจ ปานดาวยิ้มที่ลูกช่างได้ดั่งใจจริงๆ

ooooooo

ความสัมพันธ์ระหว่างปานฟ้ากับภาคินนับวันดีขึ้น แม้เธอจะเข้าใจผิดเมื่อเห็นเฟื่องแก้วใกล้ชิด เขา แต่เมื่อรู้ว่าหมวดตุลย์ชอบเฟื่องแก้วและภาคินก็ลุ้นอยู่ เธอก็สบายใจ

ปานฟ้ามาบอกภาคินเรื่องที่ทางห้างจะจัดประกวดวาดรูปถ้าเขาสนใจก็เชิญพาเด็กๆไปได้ เมื่อบรรยากาศดีขึ้น เธอบอกเขาว่าตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ทานอะไรมาเลย ภาคินจึงชวนไปทานด้วยกัน เพราะตนก็หิวแล้วเหมือนกัน

ปานฟ้าพอใจมากเมื่อเขาพาเธอไปทานก๋วยเตี๋ยวเรือร้านธรรมดาๆ ไม่หรูไม่แพง แล้วเธอก็ได้เรียนรู้วิธีการสั่งก๋วยเตี๋ยวเรือที่รวบรัดสั้นได้ใจความเมื่อได้ยินเขาสั่ง “เล็กไม่งอกไม่ในไม่ตกหกชาม” ในขณะที่เธอสั่งยาวเหยียดว่า “เส้นเล็กไม่ใส่ถั่วงอก ไม่ใส่เครื่องในแล้วก็ไม่ใส่น้ำตกด้วย”

หลังจากขำแล้วเธอก็ขู่ว่า “สั่งตั้งหกชาม ฉันน่ะชามเดียวก็เหลือแล้ว ใครสั่งมาต้องรับผิดชอบด้วย”

แต่พอได้ชิมก็ติดใจ สั่งเพิ่มเป็นสามชาม ถูกภาคินแซวว่าไหนว่าชามเดียวก็เหลือ เธอพูดหน้าตายว่าก็เหลือแต่ชามไง ตนยังพูดไม่จบต่างหาก เลยพากันหัวเราะขำๆ

มื้อนี้เธอขอเป็นคนจ่ายเอง พอเด็กมาคิดเงินบอกว่าหกสิบบาท เธอมองอึ้งถามว่าชามละสิบบาทเองหรือ ภาคินอวดว่าแถมน้ำแข็งเปล่าฟรีไม่มีเซอร์วิสชาร์จด้วย มื้อนี้ภาคินยอมให้เธอจ่ายแต่อำว่า

“ผมถือว่าคุณยังติดเลี้ยงข้าวผมอยู่มื้อหนึ่งก็แล้วกัน”

ระหว่างกลับ ทั้งสองรู้จากเด็กแถวนั้นว่าวันนี้มีลิเก ที่ท้ายตลาด ภาคินมองหน้าปานฟ้าพูดยิ้มๆว่า

“ผมทายได้เลยว่า คุณคงไม่เคยดูลิเก”

“ค่ะ...แวะไปดูกันหน่อยได้ไหมคะ ฉันอยาก

เห็นจัง” ปานฟ้าชวนอย่างตื่นเต้น

ooooooo

ภาคินกับปานฟ้าเข้าไปดูลิเกซึ่งคนดูไม่มากนัก บุษบากำลังร้องบทโศกของแม่คิดถึงลูกที่ถูกคนชั่วมาพรากจากไป น้ำเสียงที่ไพเราะ การ

ร้องรำที่สวยงามของบุษบา ทำให้ปานฟ้าชวนเข้าไปดูใกล้ๆ

เมื่อทั้งคู่เข้าไปดูใกล้ๆ บุษบาเห็นภาคินจำได้ว่าเป็นลูกก็ยิ่งร้องลิเกอย่างซาบซึ้งกินใจ พรรณนาถึงหัวอกของแม่ที่คิดถึงลูก จนถมที่ฟังอยู่พึมพำอย่างแปลกใจว่า “ในบทมันมีด้วยเหรอวะ”

ปานฟ้าชมว่าเขาเล่นลิเกได้เก่งเหลือเกิน แต่ภาคินฟังลิเกสะเทือนใจจนอึ้ง ปานฟ้าถามว่าเป็น

อะไรรึเปล่า เขารีบบอกว่าไม่เป็นอะไรแล้วชวนกลับกัน

“ลูกแม่...” บุษบามองตามภาคินไปหัวใจแทบสลายที่พบเห็นลูกแล้วแต่ไม่อาจเข้าหาได้...

เมื่อมาถึงรถ ปานฟ้าถามภาคินอีกว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เขาบอกว่าไม่มีอะไร ถามถึงเรื่องที่เธออยากคุยด้วยเมื่อวานว่ามีอะไรไหม

“อ๋อ...คืออย่างนี้ค่ะ ฉันกำลังตามหาหลานชายที่

หายไป” ภาคินสนใจมาก เธอบอกว่า “ค่ะ...เป็นลูกชายของพี่ปานเดือน ชื่อ ทินภัทร”

ooooooo

ดุจดาวดิน

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด