ตอนที่ 3
เมื่อกลับมาถึงเพิงพักท้ายป่าช้า เมินกับทวนต่างถามกันว่าไปที่คลองทำไม ไปทำอะไร แต่ก็ปากแข็งทั้งคู่ไม่มีใครยอมบอกใครสุดท้ายเหตุผลเดียวคือ ไปว่ายน้ำเล่น
ส่วนทอกกับหมอกยังติดใจถามว่าแล้วไอ้ห่อที่จมน้ำนั่นมันห่ออะไร เมินบอกว่าไม่รู้ หมอกตั้งข้อสังเกตว่าหรือจะเป็นของผิดกฎหมาย เมินกับทวนต่างมองหน้ากันนิ่ง
ชิงชัยได้รับรายงานจากเลิศกับหลิมก็พูดประชดว่า สองคนบอกว่าโดนผีน้ำล่มเรือ ป่านนี้พวกปลามิติดยากันงอมแงมแล้วหรือ ส่วนเศรษฐีบุญช่วยไม่เชื่อว่าจะมีผีน้ำ ถามทั้งสองคนว่ารู้ไหมว่าตนเสียหายไปเท่าไหร่
หลิมยังยืนยันว่าเป็นผีน้ำ เศรษฐีบุญช่วยด่าว่าโง่
ผีที่ไหนจะมาแส่เรื่องของผิดกฎหมาย มีแต่คนแล้วก็ต้องเป็นคนในบ้านนานี่แหละที่มันรู้เรื่องยานี่
เลิศฉุกคิดว่าหรือจะเป็นไอ้เงาดำๆคืนนั้นที่โรงนา แต่พอพวกตนตามไปถึงคลองยิงใส่แต่กลับไม่มีใคร
“หรือว่าจะมีคนรู้เรื่องที่เราซ่อนของไว้ที่โรงนา” ชิงชัยเอะใจ
ooooooo
หลิมกับเลิศยังคุยกันถึงเรื่องเงาดำคืนนั้น
ขณะเดินผ่านหนองน้ำเห็นกระสอบแช่พันธุ์ข้าวปลูก เดาได้ว่าต้องเป็นของศรีไพรแน่ๆ พวกมันขโมยพันธุ์ข้าวปลูกไปเพื่อศรีไพรจะได้ไปซื้อที่เศรษฐีบุญช่วย
รุ่งเช้า เมื่อศรีไพรกับแสนจะไปเอากระสอบพันธุ์ข้าวปลูกปรากฏว่าหายไปแล้ว แม้ศรีไพรจะให้ทวนกระโดดลงไปงมก็ไม่มี ศรีไพรฉุกคิดได้ว่าอาจถูกพวกเศรษฐีบุญช่วยมาขโมยเพื่อขายพันธุ์ข้าวของตัวเอง
ศรีไพรวางแผนจับขโมย เอาพันธุ์ข้าวที่ยังเหลืออยู่ไปแช่น้ำใหม่ แต่วางกับดักไว้ บอกพรว่า “ฉันจะจับขโมย”
คืนนี้หลินกับเลิศย่ามใจมาขโมยอีก ถูกกับดักของศรีไพรเป็นตาข่ายรัดตวัดขึ้นไปแขวนอยู่บนต้นไม้ ทั้งสองร้องโวยวายจนกระทั่งศรีไพรก้าวออกมา มีทวนกับเมินตามมาด้วย
เมินถามว่าจะทำยังไงต่อไป ศรีไพรบอกว่าให้ส่งใบแจ้งหนี้ไปยังเศรษฐีบุญช่วย นั่นคือส่งเลิศกับหลินไปเปิดโปง โฉมหน้าเศรษฐีบุญช่วย ฟ้องว่าสองคนนี้ไปขโมยพันธุ์ข้าวปลูก ให้คืนข้าวปลูกมาเสียดีๆ และจ่ายค่าเสียหายมาด้วย หรือว่าจะให้ส่งตัวสองคนนี้ไปที่...
“กองปราบ” ทวนเสนอ
สไบเสนอเศรษฐีบุญช่วยว่า ให้ช่วยสองคนนี้ไว้
ก่อนเถอะ ท่าทางศรีไพรจะเอาจริง เดี๋ยวจะเดือดร้อน
สุดท้ายเศรษฐีบุญช่วยยอมคืนทั้งพันธุ์ข้าวปลูกและจ่ายค่าเสียหายให้ศรีไพรอ้างว่าไม่อยากให้เรื่องถึงหูชาวบ้านส่วนหลิมกับเลิศให้ตัดเงินเดือนทั้งคู่
สไบสั่งแหว่งให้ตามตนขึ้นไปข้างบนไปเปิดเซฟเอาเงินมาจ่าย พอชาริณีรู้ว่าสไบถือกุญแจเซฟก็ไม่พอใจ สั่งให้เอามาให้ตน สไบไม่ยอมให้ เกิดโต้เถียงกันรุนแรง
เมื่อสไบไม่ยอมมอบกุญแจเซฟให้ ชาริณีแค้นใจ ประกาศก่อนเดินกระทืบเท้าลงไปว่า
“ฉันจะเอากุญแจเซฟของฉันคืนมาให้ได้”
ooooooo
ที่ท้องนา ศรีไพรกับศรีแพรกำลังหว่านข้าวในนา ไม่ไกลนักเมินกับทวนกำลังแข่งกันโก่งคอร้องเพลงเกี้ยวกันสุดฤทธิ์ พรเขม้นมองตาเขียวด้วยความหวงลูกสาว
และที่ทางเข้า เนี้ยวหิ้วปิ่นโตส่งเสียงมาแต่ไกล ข้างหลังเนี้ยว เจ๊กตงถือไม้เรียววิ่งท่อกแท่กตามมา ปากก็ร้องเรียกลูกสาวด่าและเรียกให้กลับบ้าน
“กลับบ้านเดี๋ยวนี้ เตี่ยไม่อยากมีปัญหากับท่านเศรษฐีบุญช่วย แยกกับพวกเศรษฐีบุญช่วยเหมือนแยกกลุ่มจากชาวบ้านแล้วเราจะไปค้าขายกับใคร ไอ้แขกสุมิตรมันยิ่งทำตัวเป็นคู่แข่งกับเตี่ยอยู่ด้วย ไป...กลับบ้านขึ้นเล่าเต๊ง”
ศรีแพรพยายามจะช่วยเจรจาให้ แต่เจ๊กตงไม่เล่นด้วย บอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวผู้หวังดีอย่ายุ่ง เรียกเนี้ยวให้กลับไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นเตี่ยจะตีจริงๆด้วย
“ฮึ...กลับก็ได้ เอาแต่ตีๆๆๆเดี๋ยวเถอะ อั๊วจะผูกคอตายบนเล่าเต๊งเลย” เนี้ยววิ่งร้องไห้ไป
เรื่องเจ๊กตงกับเนี้ยวเรียกความสนใจจากพร เมินฉวยโอกาสจับมือศรีแพร แต่พอเนี้ยวกับเจ๊กตงไปแล้ว พรเห็นเข้าตวาดเรียกศรีแพร เธอรีบปล่อยมือจากเมิน
พรสั่งให้ศรีแพรกลับบ้าน เข้าห้องแล้วปิดประตูลงกลอนเสีย ใครมาเกาะแกะยิงเลยไม่ต้องถาม ศรีแพรจำต้องทำตามคำสั่งของพ่อ เมื่อพูดกันไม่ได้ก็ใช้ภาษามือนัดแนะกับเมินไปพบกันที่นํ้าตก พรเสียท่าเพราะไม่ทันได้เฉลียวใจ
เมื่อไปพบกันที่นํ้าตกแล้ว ต่างพลอดรักกันอย่างสบายใจไม่ต้องคอยระแวงว่าพ่อจะมาดุ ทั้งคู่นัดพบกันทุกวันที่นี่
เมื่อเมินใช้วิธีพิเศษลักลอบพบกับศรีแพร ทวนหาทางกีดกันด้วยการหาคู่มือการใช้ภาษามือให้ศรีไพรเพื่อจะได้รู้ทันพี่สาวกับเมิน
ooooooo
วันนี้ แสนไปรู้ความลับมาโดยไม่ตั้งใจ เมื่อไปหาจิ้งหรีดแถวกองฟาง ได้ยินเลิศกับหลิมคุยกันว่าชิงชัยสั่งให้เอาของมาซ่อน เลยเอามาซ่อนที่กองฟางนี่แหละ
แสนกลับไปเล่าให้ศรีไพรฟัง บอกว่าตนได้ยินว่ายา แต่ไม่รู้ว่ายาอะไร
“นี่พวกเศรษฐีบุญช่วยมันค้ายาเสพติดด้วยหรือ เอารัดเอาเปรียบชาวบ้านยังไม่พอ มันคิดจะทำลายชุมชนอีกหรือ”
แสนเสนอให้แจ้งตำรวจ ศรีไพรห้ามไว้เพราะจ่าสินเป็นพวกเศรษฐีบุญช่วยถ้าแจ้งตำรวจเราจะไม่ปลอดภัย แสนถามว่าแล้วจะบอกทวนกับเมินไหม
“ไม่ ไม่ต้อง เราไว้ใจใครไม่ได้ พี่มีวิธี” ศรีไพรคิดแผนออกอีกแล้ว
ดึกคืนนี้เอง เกิดไฟไหม้กองฟางที่เลิศกับหลิมเอาของไปซ่อนไว้ ทางบ้านเศรษฐีบุญช่วยช่วยกันดับไฟโกลาหล ชาริณีเห็นพ่อกับพี่ชายตกใจมาก ถามว่าในกองฟางมีอะไรหรือ ชิงชัยบอกว่าไม่ต้องรู้หรอก ตอนนี้ช่วยกันดับไฟก่อน
สไบร้องบอกชิงชัยให้ระวังตัวด้วย ชาริณีหมั่นไส้บอกว่าไม่ต้องห่วงพี่ชายตนหรอก ห่วงตัวเองจะไม่มีที่ซุกกะลาหัวไว้ให้ดี ยํ้าปรามว่า
“แกจำไว้นะ ฉันจะเอากุญแจเซฟคืนมาให้ได้ ข้าวของทองหยองของแม่ฉันอยู่ในนั้น”
สไบอ้างว่าตนเป็นแม่เลี้ยงมีสิทธิ์ที่จะดูแลอยู่แล้ว ถูกชาริณีด่าว่าแม่มดน่ะซิ
เศรษฐีบุญช่วยตวาดให้ทั้งสองคนเลิกทะเลาะกัน ไฟนอกกำลังไหม้อยู่ยังจะจุดไฟในเรือนอีก
ooooooo
ที่ลานวัด ทวนกำลังคุกคามศรีไพรอย่างหนัก คาดคั้นถามว่าไฟไหม้ที่บ้านเศรษฐีบุญช่วยนั้นฝีมือเธอใช่ไหม ดีที่พวกเศรษฐีบุญช่วยดับไฟทัน ไม่อย่างนั้นมีหวังวอดทั้งหลัง
ศรีไพรเถียงคอเป็นเอ็นว่าตนไม่เกี่ยว มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ ทวนถือว่านี่คือพิรุธ สรุปว่าเธอวางเพลิงจริงๆ พรวดเข้ารวบมือไว้ ศรีไพรสั่งให้ปล่อย ตัวเองเป็นตำรวจรึไง มีสิทธิ์อะไรมาจับตน
“เป็นพลเมืองดีก็จับได้ จับไปแจ้งตำรวจว่ามีมือเพลิงอยู่ที่นี่ หน้าตาก็แย่แล้วยังใจร้ายอีก ไปเผาบ้านเศรษฐีบุญช่วยทำไมมันผิดกฎหมายนะ จะเป็นผู้นำชาวนารุ่นใหม่ที่รักความยุติธรรม แต่ทำผิดเสียเอง”
ศรีไพรเถียงว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่พอทวนถามว่าเป็นอุบัติเหตุยังไง เธอก็อึกอัก...
ความจริงคือ กลางดึกคืนนั้น ศรีไพรกับแสนพากันไปที่กองฟาง จุดไม้ขีดจะเผาแต่จุดไม่ติด จนครั้งที่ห้าจึงติด พอจุดติดก็ร้องขึ้นพร้อมกันว่า
“อุบัติเหตุ” แล้วพากันวิ่งหนี
เล่าเสร็จแล้ว ศรีไพรยืนยันปากแข็งอีกว่า
“เด็กสองคนเล่นไฟ ไฟมันก็เลยลุกพรึ่บ มันไหม้กองฟางแล้วลามไปถึงเรือนครัวบ้านเศรษฐีบุญช่วย ดีนะดับทัน ไม่ยังงั้น วอดทั้งหลังเลย”
ศรีไพรพยายามทำหน้าซื่อตาใสขณะเล่า จนทวนนิ่งไปทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ แต่ก็พยักหน้าช้าๆคำรามในคอ
“อือ...อุบัติเหตุจริงๆ”
ooooooo
ทางบ้านเศรษฐีบุญช่วยก็หารือกันว่าไฟไหม้กองฟางได้อย่างไร ชิงชัยไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ เพราะทำไมมันถึงเจาะจงมาเกิดอุบัติเหตุตอนที่เราเอาของไปซ่อนที่นั่น ตั้งข้อสงสัยว่าถ้าไม่ใช่ฝีมือศรีไพรก็ต้องเป็นทวนหรือเมิน
ชาริณีถามว่านายทวนหรือ เลยถูกพ่อสั่งห้ามคบกับเด็กวัดเหลือขอพวกนี้ ย้ำว่าในบ้านนี้ไม่มีใครมีคุณสมบัติพอที่จะคบกับลูกสาวตนได้เลยสักคน สไบยุให้ส่งไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯจะได้จบๆเสียที ชาริณีตั้งท่าจะด่า ถูกเศรษฐีบุญช่วยห้ามไว้ ขออย่ามีเรื่องกันอีกเลย บ่นว่า
“ไฟไหม้คราวนี้ หมดไปหลายแสน รวมกับคราวที่แล้วก็เกือบล้าน จับมือใครดมไม่ได้ นอกจากสงสัย”
ชิงชัยประกาศว่าตนจะหาไอ้มือเพลิงนั่นให้ได้ ชาริณีถามว่าแน่ใจหรือว่าเป็นนายทวน
“ไอ้ทวนมันเป็นพวกไอ้ศรีไพร มันต้องสงสัยเหมือนไอ้เมินเพื่อนมัน พ่อ...ฉันจะสืบเรื่องไอ้เมินกับไอ้ทวนให้ได้ว่ามันเป็นใคร”
ชิงชัยพูดอย่างแค้นใจ ส่วนชาริณีฟังอย่างสงสัยคิดอะไรในใจ
ooooooo
รุ่งขึ้น ที่ถนนบ้านนา ชาริณีไปดักพบทวนขณะทวนแบกแหเดินมา บอกว่าตนมีเรื่องจะคุยด้วย แล้วเธอก็ชักชวนทวนให้ไปเป็นพวกพ่อตนเสีย เพราะตอนนี้ชาวนาพากันเข้าพวกกับพ่อตนหมดแล้ว พูดขู่ๆว่า
“พวกนั้นคนแค่หยิบมือเดียวจะมาสู้กับพ่อฉันได้ยังไง พ่อฉันมีเงิน มีอิทธิพล ซื้อบ้านนาทั้งตำบลยังได้
ทวนถามว่าพ่อเธอให้มาหากำลังไปเสริมหรือ ชาริณีบอกว่านี่เป็นความคิดของตนเอง อ่อยว่า
“ฉันเห็นนายทวนหล่อพอเข้าขั้นน่าคบอยู่คนเดียว ถ้านายทวนตกลงเราอาจพัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงไหนต่อไหนได้”
ยิ่งฟังทวนก็ยิ่งสงสัยถามว่าหมายความว่ายังไง ชาริณีบอกว่าถ้าเขายอมเป็นลูกน้องของพ่อ ท่านเศรษฐีก็อาจจะยอมรับฐานะของนายทวนก็ได้อย่างเป็นลูกเขยท่านเศรษฐี มีบ้านหลังใหญ่ไม่ต้องนอนในป่าช้า มีไร่มีนา มีธุรกิจให้ดูแล ซ้ำยังมีเงินใช้อีกเป็นฟ่อนๆ ย้ำในตอนท้ายอย่างเชิญชวนว่า “แล้วก็มีฉัน...”
“มี...คุณ...” ทวนอุทานมองหน้าเธอเต็มตา ชาริณียืนยันและมองด้วยสายตาที่ท้าทาย
ooooooo
วันนี้เช่นกัน ศรีไพรกับแสนแบกแหจะไปหาปลาในลำคลอง ระหว่างทางเจอรถของจ่าสินตะบึงมาฝุ่นตลบฟุ้งไปหมด หลังจากตะโกนด่าแล้ว ศรีไพรสงสัยว่าจ่าสินจะรีบไปไหนของเขา
“พี่...หรือว่า...จ่าสินจะไปบ้านเศรษฐีบุญช่วยเรื่อง...เรื่องไฟไหม้”
แสนกับศรีไพรมองหน้ากันอย่างครุ่นคิด
จ่าสินไปที่บ้านเศรษฐีบุญช่วยจริงๆ เจอเศรษฐีกำลังหัวเสียที่ยาบ้าถูกทำลายไปเกือบแสนเม็ด บ่นกับจ่าว่า
“ไฟไหม้ ไหนจะเรือขนของถูกล่ม ทำไมเหตุมันต้องเกิดพร้อมๆกัน เสียหายเป็นล้าน จ่าต้องสืบให้ได้ว่ามันเป็น
ฝีมือใคร” จ่าถามว่าท่านเศรษฐีสงสัยใคร ชิงชัยตอบแทนว่า
“ไม่รู้จะสงสัยใคร ตั้งแต่ไอ้ทวนกับไอ้เมินกลับมา บ้านนานี่มีแต่เรื่องเดือดร้อน”
สไบแทรกว่าขืนปล่อยไว้แบบนี้เราจะเหลือแต่ตัว จ่าสินรีบสอพลอว่า
“ผมกำลังสืบเรื่องที่มาของไอ้ทวนกับไอ้เมิน แต่ตอนนี้ยังไม่มีเบาะแสอะไร ท่านเศรษฐีทำอะไรก็อย่าให้โจ่งแจ้งนัก ถ้าส่วนกลางเขารู้ ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้”
ผลคือ ถูกเศรษฐีบุญช่วยขู่ๆว่าเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว จ่าก็ได้ส่วนแบ่งที่เป็นผลประโยชน์ไปเต็มๆทุกเดือน ย้ำว่า “เพราะฉะนั้น จ่าต้องเป็นหูตาให้เรา ถ้าชุมชนนี้มันอ่อนแอลง ที่นาของชาวนาจะไปไหน คนมีลูกติดยามันก็มีแต่ปัญหา”
“แล้วปัญหาทั้งหมดก็ต้องใช้เงินแก้” สไบเสริม
“งั้นเราก็ทำธุรกิจแบบครบวงจรเลยดีไหมท่านเศรษฐี” จ่าเสนอตาเป็นประกาย
ooooooo
ศรีไพรกับแสนไปทอดแหที่คลองหมายได้ปลาตัวใหญ่ พอศรีไพรเหวี่ยงแหลงไปก็ร้องบอกแสนว่าสงสัยจะได้ปลาตัวใหญ่เบ้อเริ่ม บอกแสนให้คัดท้ายเรือดีๆ แสนถามแซวๆว่าไอ้ที่ว่าเบ้อเริ่มน่ะปลาหรือตอ
สองพี่น้องพากันตื่นเต้นว่าต้องตัวใหญ่แน่ๆแต่เพียงครู่เดียวก็ไม่มีแรงดิ้น แสนเสนอว่าตนจะลงไปงมดูแต่แล้วก็เปลี่ยนใจเพราะกลัวไอ้เข้
แล้วก็มองกันมึน เมื่อทวนโผล่ขึ้นมาในสภาพถูกแหพันตัว ศรีไพรถามว่าลงไปทำอะไร ทวนบอกให้ช่วยดึงขึ้นเรือไปก่อน ตนถูกแหรัดจนจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว
ศรีไพรดึงไม่ไหว ทวนเลยส่งห่อของให้รับไปก่อน ศรีไพรถามว่าห่ออะไร จะขอแกะดู
“อย่า...อย่าแกะ มันเป็นของกลาง” ทวนร้องห้าม
ศรีไพรมือไวแกะออกดู ยาบ้าแตกกระจาย สองพี่น้องเชื่อว่าเป็นยาเสพติดแน่ ศรีไพรจะปาทิ้งนํ้า ทวนร้องห้ามเสียงหลงว่าอย่า นั่นเป็นของกลาง
เมื่อศรีไพรจะทิ้งนํ้าให้ได้ ทวนเลยล่มเรือด้วยความโกรธแล้วฉวยโอกาสกอดศรีไพรไว้แน่น ถูกด่าก็ไม่ยอมปล่อย ศรีไพรโมโหเลยเอาศอกกระทุ้งหน้าทวนจนหงายเงิบจมนํ้าหายไป
“ทำตัวเป็นไก่แจ้ เผลอไม่ได้...จิก สมนํ้าหน้า ตายอยู่ในนํ้าเสียเถอะ” ด่าแล้วก็ว่ายนํ้าเข้าฝั่ง
ที่ข้างหลังศรีไพร ทวนค่อยๆโผล่ขึ้นมามองตามศรีไพรไปด้วยแววตายิ้มๆ
ooooooo
เมื่อขึ้นฝั่งมาแล้ว ทวนทำหน้าขึงขังถามศรีไพร ว่ารู้ตัวหรือเปล่าว่าทำอะไรลงไป นี่เป็นการทำลายหลักฐานสำคัญ มันเป็นของกลาง ศรีไพรย้อนถามว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย ทำเอาทวนอํ้าอึ้ง
ศรีไพรเหมาว่า ถ้าตัวเขากับยาบ้าไม่ติดแหตนขึ้นมา เขาก็คงเอาไปขายกลายเป็นพ่อค้ายาบ้าไม่ใช่แค่ผู้เสพ
ทวนได้ทีเลยท้าให้ดมปากตนดู เพราะคนเสพจะมีกลิ่นปาก พูดแซวๆกรุ้มกริ่มว่าดมเท่านั้นห้ามจูบ
“ไม่ดม ไม่จูบ ไม่รู้ล่ะ ถ้ายังเซ้าซี้เรื่องนี้อีก ฉันจะคิดว่านายกำลังทำธุรกิจอุบาทว์...ค้ายา...ไป ไอ้แสนกลับบ้าน”
ศรีไพรเดินนำหน้าแสนไป ทวนมองตามเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างไม่พอใจมาก บ่นงึมงำ
“ยายมู่ทู่ทำเสียเรื่องหมดเลย...โธ่...”
ooooooo
ที่ร้านเจ๊กตง มหาเฉื่อยกับเมินนั่งโขกหมากรุกกันอยู่ มหาเฉื่อยสั่งกาแฟไม่หวานมากถ้วยหนึ่ง ขณะนั้นเอง มีรถบรรทุกตะบึงมาด้วยความเร็วจนฝุ่นตลบ มหาเฉื่อยบ่นว่า
“พักนี้มีรถบรรทุกวิ่งเข้าๆออกๆจะว่าหน้าเกี่ยวก็ไปอย่าง แต่นี่ไม่ใช่ ชาวนาเพิ่งจะเตรียมหว่าน แล้วรถมันเข้ามาขนอะไรวะ”
เจ๊กตงระแวงว่ามีคนมาทำธุรกิจแข่งกับตน แต่เนี้ยว ไม่สนใจ ถามเมินว่าพักนี้ทวนหายไปไหนไม่เห็นมาเล่นหมากรุกที่ร้านเลย ถูกเตี่ยปรามว่าจะถามถึงทำไม ไม่มาน่ะดีแล้ว เพราะสั่งกาแฟถ้วยเดียวนั่งตั้งแต่เช้ายันเย็น
เมินไม่ได้สนใจเรื่องที่มหาเฉื่อยกับเจ๊กตงคุยกัน ถามมหาเฉื่อยว่า เมื่อก่อนนี้ไม่มีรถเข้าๆออกๆบ้านนาเลยหรือ
“มันมีแต่รถขนข้าวกับรถขนดินของเศรษฐีบุญช่วย เมื่อก่อนนี้อำเภอเขาเคยมาซ่อมถนนให้ใหม่ แต่เพราะไอ้รถบรรทุกดินกับรถบรรทุกข้าวนี่แหละที่มันทำถนนพัง คนบ้านนาเลยต้องอยู่ในฝุ่น หัวหงอกหัวดำเป็นหัวแดงกันหมด”
ขณะนั้นเอง ศรีไพรเดินนำหน้าแสนเข้ามา เจ๊กตงออกไปเผชิญหน้าบอกว่าร้านนี้ไม่ยินดีต้อนรับ เนี้ยวขัดขึ้นว่าตนยินดีต้อนรับ เพราะตนกับศรีไพรซี้กันมาตั้งแต่เด็ก
เจ๊กตงด่าเนี้ยวว่าซี้ซั้วต่า เดี๋ยวนี้ชาวบ้านพากันไปเป็นพวกเศรษฐีบุญช่วยหมดแล้ว เราต้องเข้าข้างเศรษฐี
มหาเฉื่อยขัดขึ้นว่า แบบนี้มันก็ไม่ใช่การค้าเสรีสิ แล้วถามศรีไพรว่ามาซื้ออะไร ศรีไพรบอกว่าไม่ได้มาซื้ออะไร เพราะที่บ้านไม่ต้องซื้ออะไร ทุกอย่างทำเอง กินเอง ใช้เองได้หมด แต่ที่มานี่เพราะศรีแพรให้มาส่งข่าวเรื่อง...เรื่อง...
ศรีไพรทอดเสียง ทิ้งจังหวะ จนเมินทนไม่ได้ ถามว่าเรื่องอะไร
“พรุ่งนี้หว่านข้าว ไปลงแรงกันเช้าๆนะ” พูดแล้ว
ศรีไพรหันหลังเดินออกไปเลย แสนรีบตาม เมินมองตาม บ่นอุบอิบ
“แหม ยายมู่ทู่นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็มาตามไปหว่านข้าว งก เขี้ยว เหนียว หวงก้าง...ครบเลย”
ooooooo
รุ่งขึ้น ทวน เมิน หมอก และทอกพากันไปช่วยหว่านข้าวในนาพร ศรีแพรนั่งจัดอาหารอยู่ใต้ต้นไม้ริมคันนา ส่วนพวกหนุ่มๆมือหว่านข้าว ตามองศรีแพร ปากร้องเพลงเกี้ยวกันลั่นทุ่ง
พรทำท่าฮึ่มๆใส่ ศรีไพรรีบสั่งยอ...ยอ...พรด่าว่านั่นมันควายจะมายอหยุดกับตนได้ไง ศรีไพรขอร้องว่า
“หยุดก่อนพ่อ รอให้หว่านข้าวเสร็จ รอให้เกี่ยว นวดขึ้นลานแล้วขนขึ้นยุ้งก่อน พ่อจะด่า จะยิง หรือจะฆ่าพวกนั้นก็ตามสบายเลย”
“นาเป็นร้อยไร่ แกทำเองคนเดียวไหวรึตาพร แก่แล้วไม่มีความคิด” สดด่า ศรีไพรบอกว่าพ่อต้องทนคนเดียวซะเมื่อไหร่ พรถามว่าเอ็งด้วยรึ ศรีไพรยักคิ้ว หรี่ตาแบบเจ้าเล่ห์ พรเลยเสียงอ่อนลงว่า
“เอาวะ ยอเป็นยอ หยุดเป็นหยุด นาเสร็จเมื่อไหร่ละก็...มึ้ง...เห็นดีกับกูแน่ไอ้พวกลิง!”
ooooooo
ที่บ้านเศรษฐีบุญช่วย ขณะเศรษฐีเดินนำชิงชัย ชาริณี และสไบลงมาจากเรือน หลิมก็วิ่งเข้ามากระซิบข้างหูชิงชัย ฟังแล้ว ชิงชัยถามเสียงดังว่า “จริงหรือวะ”
เศรษฐีบุญช่วยถามว่าเรื่องอะไรกัน ชิงชัยเล่าว่า หลิมมาส่งข่าวว่าตาพรหว่านข้าวเสร็จแล้ว เศรษฐีไม่เชื่อถามว่าเป็นไปได้ไง นาเป็นร้อยไร่ไม่ใช่น้อย สไบบอกว่าทำไมจะไม่เสร็จล่ะในเมื่อมีคนมาช่วยตั้งเจ็ดแปดคน
เศรษฐีกลัวผลสะเทือนนี้จะทำให้ชาวนาพากันเอาอย่าง ชาริณีถามว่า แล้วทำไมเราไม่ใช้วิธีตัดกำลังมันล่ะ ถูกสไบขัดคอว่าจะใช้วิธีไหนล่ะ
“แกอย่ายุ่งได้ไหมนังสไบ วิธีของฉันต้องได้ผลกว่าวิธีอื่น เพราะฉันใช้สมองคิด” ชาริณีแหวสไบ ครั้นพ่อถามว่าทำยังไง ชาริณีตอบอย่างภูมิใจในแผนเด็ดของตนว่า “ทำให้นายทวนกับนายเมินมาเข้าพวกเรา”
ooooooo
ชาริณีเริ่มแผนของตนทันที วันนี้จึงไปดักพบทวนที่หนองนํ้าที่ทวนมาล้างตัวเป็นประจำ บอกทวนว่ามาเอาคำตอบ เพราะวันก่อนเขายังไม่ได้ตอบตน พอทวนทำหน้างงๆ ชาริณีทบทวนให้ฟังว่า
“อยู่กับฉัน เป็นบอดี้การ์ดฉันก็ได้ ต้องการเงินเดือนเท่าไหร่ พ่อฉันพร้อมจ่ายนะ” เห็นทวนอึกอัก เธอรีบแถม “ถ้าน้อยไปก็รถอีกคัน”
“ผมใช้เกวียนครับ”
ชาริณีทำหน้าเบ้ บอกว่าเกวียนล้าสมัยตกรุ่นไปแล้ว ยํ้าว่า “อยากได้รถยี่ห้อไหนบอกท่านเศรษฐี พ่อฉันพูดจริงทำจริงนะ ขนาดจ่าสินเป็นแค่สมุน พ่อยังถอยรถป้ายแดงให้เลย”
ทวนสนใจจี้ถามว่า จ่าสินเป็นสมุนพ่อเธอหรือ ทำท่าจะพูดว่าจ่าเป็นตำรวจ ชาริณีก็ตัดบทว่า ใครๆพ่อตนก็ซื้อได้ ใช้เงินเสียอย่าง ทวนถามว่าซื้อแพงไหม
“คนชั่วๆก็ราคาไม่เท่าไหร่ แต่คนดีๆ พ่อฉันพร้อมจะซื้อ...แพงๆ”
ทวนบอกว่าถ้าอย่างนั้นตนก็จะเก็บเอาข้อเสนอของเธอไปคิดดู เพิ่งรู้เหมือนกันว่าคนดีกับคนชั่วค่าตัวต่างกัน ทำเป็นพึมพำว่า “ผมจะเป็นคนดีหรือคนชั่วดีนะ...”
ชาริณีไม่ทันได้รับคำตอบ ศรีไพรก็มาขัดจังหวะบอกทวนว่า ศรีแพรให้มาตามไปกินข้าว ทวนสนใจขึ้นมา ทำท่าจะไป ชาริณีฉวยมือไว้ไม่ให้ไป อ้างว่าตนซื้อตัวเขาไว้แล้ว
ศรีไพรด่าทันทีว่า ตนเพิ่งรู้ว่านอกจากทวนจะเป็นเด็กวัด คนเร่ร่อน ตกงาน ไม่มีหัวนอนปลายเท้าแล้ว “ยังเป็นสัตว์ปีกอีกด้วย”
ทวนถูกด่าว่าเป็นแมงดาก็เรียกปราม “มู่ทู่!” ชาริณี ตวาดศรีไพรว่า มาหาว่าทวนของตนเป็นแมงดาหรือ ศรีไพรเลยถือโอกาสด่าไปอีกว่า “ผู้ชายที่ขายตัวให้เงิน ไม่เป็นสัตว์ปีกแล้วเป็นอะไร”
ทวนพยายามจะหยุดศรีไพร แต่เธอด่าติดลมเสียแล้ว ด่าส่งท้ายก่อนเดินหนีกลับไปว่า
“ถ้ารักจะเป็นผู้ชายแบบที่ศักดิ์ศรียังอยู่ครบก็ไปกินข้าว แต่ถ้ารักจะเป็นสัตว์เลี้ยงของคุณคนนี้ละก็...เชิญตามสบาย”
พอศรีไพรเดินหนีไป ทวนก็รีบตาม ชาริณีไม่ทันเห็น มองตามศรีไพรแผดเสียงตามหลังไปว่า
“เขาต้องเป็นของฉัน ใครเขาจะอยากเป็นควายให้แกใช้ทำนาล่ะจริงไหม” พอชาริณีหันกลับมาอีกทีก็ไม่เห็นทวนแล้ว “นาย...นายทวน...อ้าวไปไหนแล้ว”
ooooooo
เพราะได้รับหนังสือ “บทเรียนภาษามือ” จากทวน ศรีไพรจึงอ่านภาษามือของเมินกับศรีแพรออก วันนี้ก็จับได้ว่าทั้งสองนัดพบกันที่คลองคืนนี้สี่ทุ่ม
คืนนี้ ศรีไพรจึงแก้เผ็ด แอบเอาผ้าคลุมไหล่ของศรีแพร ชวนแสนไปที่ท่านํ้า พอได้เวลา เมินก็ว่ายนํ้าข้ามคลองมาที่ท่านํ้า เห็นผ้าคลุมไหล่ของศรีแพรคลุมอยู่ที่ท่านํ้า ก็เข้าไปรำพันความรักที่มีต่อศรีแพร พอเห็นไม่มีทีท่าขัดขืนก็ขอจูบมัดจำพลางโน้มหน้าเข้าไปจูบ รู้สึกแปลกๆ เลยดึงผ้าคลุมไหล่ออก ถึงกับร้องจ๊าก เพราะมันคือตอไม้!
เมินเสียอารมณ์มาก รีบว่ายนํ้าข้ามคลองกลับไป
ศรีไพรกับแสนออกจากที่ซ่อนหัวเราะกันคิกคัก แล้วไปเก็บผ้าคลุมไหล่ของศรีแพรที่คลุมตอไม้อยู่พากันกลับบ้าน
ส่วนศรีแพร ถูกพรกับสดใช้ให้ปะชุนเสื้อผ้าอยู่บ้าน เธอกระวนกระวายใจเพราะนัดเมินไว้ ส่วนพรก็บ่นศรีไพรกับแสนว่าไปสุมไฟให้ไอ้ไฉไลเฉิดยังไงป่านนี้ยังไม่กลับ ศรีแพรรีบเสนอตัวจะไปตาม ถูกพรห้ามเด็ดขาด
พอดีศรีไพรกับแสนกลับมาถึง สดไล่ให้ไปนอนเสียตนจะได้ปิดประตูลงกลอน ไล่ลูกแล้วไล่ผัวให้ไปนอนด้วยปรามว่าอย่าโมโหโทโสกับลูกมากนักเพราะลูกโตๆ กันแล้ว
“เฮ้อ...นี่ถ้าศรีแพรมันแต่งงานไปเสียกับไอ้พวกอำเภอ ข้าคงหมดห่วงเรื่องไอ้หมาวัดพวกนั้น ตอนนี้ถึงจะได้แรงมาช่วยลงนา แต่บอกตรงๆ ว่ะ ข้ากลัวได้ไม่คุ้มเสีย” พรบ่นอย่างกังวล
ooooooo
ส่วนศรีไพรกับศรีแพร พอเข้าห้องนอน ศรีแพรหาผ้าคลุมไหล่ของตน จึงรู้ว่าศรีไพรเอาไปหลอกเมินจนหลงจูบตอไม้ เมื่อครู่นี้ ศรีแพรสงสารเมินบ่นน้องสาวว่า เป็นตัวกันท่าแท้ๆ
ฝ่ายเมิน พอกลับไปที่เพิงท้ายป่าช้า ถูกทวนหยอกเรื่องแอบไปพบศรีแพรแต่ถูกหลอกให้จูบตอ เมินคาดว่าเป็นฝีมือของ “มู่ทู่” แต่ก็สงสัยว่าแล้วศรีไพรรู้ได้ยังไงว่าตนนัดศรีแพร ทวนกินปูนร้อนท้องรีบบอกว่าตนไม่เกี่ยว แต่ก็ปรามาสเมินว่า
“ยังไงแกก็ไม่มีวันประคับประคองความรักของแกกับศรีแพรให้รอดปากเหยี่ยวปากกาหรอกโว้ย ความรักน่ะดูแลมันไม่ดี...ไม่มีเวลาให้พอ อาจหมดอายุได้นะ”
หมอกกับทอกนอนฟังเมินกับทวนคุยกันก็อดถามไม่ได้ว่าจะมัวทะเลาะกันทำไม จัดสรรกันไม่ลงตัวก็น่าจะหาวิธีจัดการให้มันดีได้ ทอกเสนอว่า ผู้หญิงไม่ได้มีคนเดียวในโลก เพราะตาพรมีลูกสาวตั้งสองคน แล้วหมอกก็กล่อมทั้งสองคนว่า
“ถึงศรีไพรมันจะมู่ทู่ เพราะวันๆเอาแต่ทำหน้ายักษ์แต่มาคิดดู ไอ้ศรีไพรน่ะมันเป็นคนมองโลกไกลนะ ไม่ยังงั้นมันคงไม่ตั้งตัวต่อต้านเศรษฐีบุญช่วยหรอก ถ้าบ้านนาไม่มีคนลุกขึ้นมาสู้กับอิทธิพลมืด บ้านนาจะเป็นยังไง”
ทั้งทวนและเมินต่างคิดตามคำพูดของหมอกกับทอก
“แล้วตอนนี้ ชาวนายิ่งแห่กันไปเข้าพวกเศรษฐีบุญช่วยจนไม่เหลือใครที่เป็นพวกไอ้ศรีไพรแล้ว แม้แต่...” ทอกพูดทิ้งไว้แค่นั้น เพราะความจริงคือ แม้แต่ช้อยกับกล่ำที่ศรีไพรเคยช่วยเหลือเอื้อเฟื้อมาตลอดก็ยังหมางเมิน กระทั่งจะอุ้มลูกที่ศรีไพรเป็นคนช่วยทำคลอดให้ช้อยก็ยังไม่ให้อุ้ม
ส่วนเจ๊กตงก็เข้าข้างพวกเศรษฐีสุดตัว ขนาดศรีไพรกับแสนมาซื้อโอยัวะกับน้ำแดงยังไม่ยอมขายให้กลัวจะผิดใจเศรษฐีบุญช่วย เพราะชิงชัยเคยเรียกประชุมชาวบ้านประกาศว่า
“ต่อไปนี้ ห้ามใครติดต่อซื้อขาย หรือเกี่ยวข้องกับไอ้ศรีไพรกับวงศ์วารว่านเครือของมันเด็ดขาด ใครอยากจะอยู่ข้างพ่อเศรษฐีของข้าก็ต้องตัดสวาทขาดอีโต้กับครอบครัวนี้ ถ้าข้ารู้ว่าใครฝืนคำสั่งนี้ ข้าจะขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้อีกร้อยละยี่สิบ”
“อีกหน่อยพอไอ้ศรีไพรไม่มีพวกแล้ว มันต้องซมซานมาเข้าพวกกับพวกเรา ถึงตอนนั้นเราจะไล่มันออกไปจากบ้านนา” ชาริณีพูดอย่างเหิมเกริมมาก
เมื่อชาวบ้านแยกย้ายกันไปแล้ว เศรษฐีบุญช่วยพูดอย่างพอใจว่า
“หวังว่าแผนตัดปีกตัดหางไอ้ศรีไพรคงได้ผลนะ คนหัวแข็งจะอยู่ร่วมแผ่นดินกับข้าในบ้านนาไม่ได้ ไม่มีคนคบหาสมาคมกับมัน มันจะอยู่ได้ยังไง”
สไบเสนอว่าเราต้องตัดกำลังด้วย ถูกชาริณีตัดบทว่าตนกำลังทำอยู่ สไบถามเย้ยๆ ว่าแล้วเมื่อไหร่จะสำเร็จ
ด้วยเหตุนี้ ชาริณีจึงไปเร่งขอคำตอบจากทวนอีกครั้ง บอกทวนว่าตนยินดีต้อนรับพวกทวนทั้งแก๊งจะแถมมหาเฉื่อยด้วยอีกคนก็ยังได้
ระหว่างนั้น ศรีไพรขี่หลังไฉไลเฉิดผ่านมาพร้อมกับแสน แกล้งพูดกับไฉไลเฉิดแขวะชาริณี แล้วยั่วน้ำลายทวน บอกไฉไลเฉิดว่า “เดี๋ยวแวะท้ายป่าช้าเรียกพี่เมินไปกินแกงเลียงผักตำลึงกับบวบข้างรั้วฝีมือพี่ศรีแพรกันดีกว่า”
แสนเร่งให้รีบไปกันเลย ทวนทนไม่ได้ขอไปด้วย ชาริณี ตะโกนตามหลังอย่างหัวเสียว่า
“คุณ...ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลยนะ แล้วเรื่องนั้นว่าไง เรื่องที่ฉันชวนคุณกับพวกไปอยู่กับพ่อฉันน่ะ...บื้อเอ๊ย! เห็นแก่กินจริงๆ”
พอกลับถึงบ้าน ศรีไพรจึงรู้ว่าทวนตามมา ทวนถามว่าตั้งสำรับรึยัง ทำจมูกฟุดฟิดว่าหอมจัง ศรีไพรบอกว่าวันนี้ ไม่ได้แกงเลียง แต่ตำน้ำพริก ทวนไม่ทันบ่นอะไร พรก็ถือดาบมาคำราม ด่าทวนว่าจีบศรีแพรไม่ติดเลยเปลี่ยนมาจีบศรีไพรหรือประกาศว่า
“ลูกคนนี้ข้าไม่ยอมให้มันมีผัวหรอก ข้าจะเก็บมันไว้...เอ้อ...อ้า...”
“ไว้ไถนาแทนควายใช่ไหม ฮึ...พ่อนะพ่อ” ศรีไพรน้อยใจทำท่าจะร้องไห้แล้ววิ่งขึ้นเรือนไป พรพยายามเรียกแต่ศรีไพรไม่ฟังเสียง พรหน้าเสียรู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว
ooooooo
ศรีไพรวิ่งขึ้นไปที่ห้องนอนพูดกับศรีแพรอย่างน้อยใจว่าตนสู้พี่ไม่ได้สักอย่าง ศรีแพรให้กำลังใจว่าอย่างน้อยน้องมีความกล้าหาญที่พี่ไม่มี
ศรีแพรแนะนำน้องว่าให้ล้างโคลนขัดตะไคร่ออกจากตัวเสียบ้าง ยุน้องว่าพรุ่งนี้วันพระ ให้แต่งหน้าทำผมนุ่งซิ่นและใส่เสื้อลูกไม้ไปทำบุญที่วัดรับรองว่าความงามของน้องต้องปรากฏ
แล้วก็จริงอย่างที่ศรีแพรแนะนำ เมื่อศรีไพรไปวัดในสภาพที่แปลกใหม่ แม้จะดูแปลกๆ แต่ก็ทำให้พวกหนุ่มๆพากันมองอย่างสนใจ
ที่ทำให้ศรีไพรกับศรีแพรไม่สบายใจคือ ชาวบ้านที่มาทำบุญต่างพากันแสดงท่าทีรังเกียจไม่อยากเสวนาด้วยแม้แต่กล่ำกับช้อย ทำให้ศรีไพรสะเทือนใจไม่น้อย ทวนกับเมินสบตากันอย่างรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น
เมื่อกลับถึงบ้าน สดปลอบใจศรีไพรว่าอย่าไปถือสาชาวบ้านเลย ศรีแพรบอกว่านี่เป็นการประกาศสงครามกับพวกเราของเศรษฐีบุญช่วย ให้กำลังใจน้องว่า
“อย่าอ่อนแอนะศรีไพร ถ้ายอมแพ้ตั้งแต่แรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าเรามีกำลังสู้ได้แค่ไหน เอ็งสู้พี่ก็สู้ด้วย”
ไม่เพียงแต่ศรีแพร ทั้งสด พร และแสนต่างก็เอาด้วย แสนพึมพำเหมือนถามทุกคนว่า
“อยากรู้จังว่าพี่เมินกับพี่ทวนเขาอยู่ฝ่ายไหน”
ที่วัด ขณะเมินกับทวนช่วยกันยกสำรับหลังจากพระฉันแล้วลงจากศาลา เมินยุว่าทวนต้องอยู่ฝ่ายศรีไพรเพราะเป็นคนชอบของแปลก ทอกตั้งข้อสังเกตว่า ชาวบ้านไม่มีใครพูดกับศรีไพรเลย ทั้งยังขยับห่างไปเข้าทางพวกเศรษฐีบุญช่วยด้วย มันหมายความว่ายังไง
“ก็หมายความว่า เศรษฐีบุญช่วยประกาศสงครามแล้วน่ะซิ” ทวนตอบหน้าเครียด
ooooooo










