ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

เพลงรักบ้านนา

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

เพลงรักบ้านนา ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ที่วัดบ้านนา ตรงทางเข้าวัดมีแผ่นป้ายผ้า

ขนาดใหญ่ขึงสะดุดตาว่า “รำวงย้อนยุคเก็บเงินบำรุงวัดบ้านนา” เสียงเพลงรำวงดังกระหึ่มคึกคัก เสียงร้องของศรีแพรและเสียงกลองเสียงโทนปลุกเร้านักรำวงให้เส้นสายกระตุก พากันขึ้นไปรำวงกันอย่างสนุกสนาน

ที่ทางเข้าเวทีรำวง ศรีไพรน้องสาวของศรีแพรทำหน้าที่เก็บตั๋วค่าผ่านประตู ไม่ไกลนัก พรผู้เป็นพ่อทำหน้าที่ขายตั๋ว

ขณะบรรยากาศการรำวงกำลังสนุกกันสุดเหวี่ยงนั่นเอง เสียงหนึ่งก็ตะโกนขึ้นอย่างวางอำนาจ

“หยุด”

ทั้งเสียงเพลงและนักรำวงต่างหยุดกึก มองมาทางต้นเสียง เขาคือ ชิงชัย ลูกชายเศรษฐีบุญช่วยที่มาพร้อมกับเลิศและหลิมสองสมุนคู่ใจนั่นเอง

“หยุดทำไม คนเขากำลังสนุกกัน จะรำก็โน่น ซื้อตั๋วแล้วโค้งนางรำได้ตามใจชอบเงินทุกบาททุกสตางค์บำรุงวัด” ศรีไพรเดินอาดๆเข้าไปเผชิญหน้า

เลิศสมุนของชิงชัยทำกร่าง ประกาศว่า “รอบนี้ชะช่าช่า รอบหน้าเอวบิด คุณชิงชัยลูกชายท่านเศรษฐีบุญช่วยเหมา”

สิ้นเสียงของเลิศ ชิงชัยก็เดินไปโค้งศรีแพร ท่าทางทะลึ่งตึงตัง จนศรีแพรเดินเลี่ยงไปหลบหลังศรีไพร พรผู้เป็นพ่อเห็นดังนั้น ลุกจากที่ขายตั๋วเดินมาบอกว่าศรีแพรเป็นนักร้องไม่ใช่นางรำ

“ก็จะรำกับศรีแพรคนสวยซะอย่าง ใครมีปัญหาในที่นี้ คุณชิงชัยเหมาทุกรอบ เหมาหมดตลอดกาลจนกว่า...ศรีแพร คนงามจะใจอ่อนยอมเป็นทาสรับใช้คุณชิงชัย” ชิงชัยประกาศท้าทาย

หลินสมุนจอมซ่าอีกคนออกมาประกาศว่า “ใครไม่พอใจเชิญลงจากเวที คุณชิงชัยจะได้วาดลวดลายออกสเต็ปใหม่ๆเอาแบบเร้าใจสุดๆ เลยนะครับเจ้านาย...”

“เอ้า...ดนตรี...ขึ้น” เลิศสั่งทอก หมอก แสน และนักดนตรีคนอื่นๆสบตากัน ทอก พยักหน้าเป็นที่รู้กัน แล้วขึ้นเสียงดนตรีเพลงมวย

“อ้าว...เฮ้ย ทำไมเล่นเพลงเชิดวะ ฟังแล้วของขึ้น ยังงี้ดูถูกคุณชิงชัยนี่หว่า เอาเลย...บรรเลง” หลิมตะโกน เท่านั้นเอง ทั้งหลิม เลิศ และชิงชัย ก็พากันเข้าตะลุมบอนกับพวกของศรีไพร อันมีทอก หมอก และแสน

“อย่า...นี่งานวัดนะ พ่อ มหาเฉื่อยช่วยกันห้ามที” ศรีแพรพยายามเข้าห้าม

“ขออนุโมทนาพุทธบริษัททั้งหลาย ฟังท่านมัคนายกทางนี้” ไม่มีใครฟังสองฝ่ายยังล่อกันเละ “โอย...มันไม่ฟังเลย ตาพร ทำยังไงล่ะ” มหาเฉื่อยหันมาถามพร พรยังไม่ทันพูดอะไร กล่ำก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาตะโกนลั่น

“หยุด...หยุดเดี๋ยวนี้ ยู๊ดดดดด”

ทุกคนหยุด ศรีแพรกับศรีไพรเข้ามาขนาบข้างกล่ำถามว่ามีอะไร น้าช้อยเป็นอะไร

“นังช้อย...เมีย...เมียฉัน เจ็บท้องจะออกลูก...” กล่ำ ทั้งเหนื่อยทั้งตกใจพูดแทบไม่เป็นภาษา

ooooooo

ที่ถนนลูกรังทางเข้าหมู่บ้าน ทวนขับเกวียนจะเข้าหมู่บ้าน หน้าตาแจ่มใส ที่สำคัญคือร้องเพลงมาตลอดทางอย่างมีความสุข

ที่อีกมุมหนึ่ง เมินขับรถอีแต๋นมาตามทาง หน้าตาแจ่มใสไม่แพ้กัน และที่สำคัญคือร้องเพลงมาตลอดทางเหมือนกัน

ที่ถนนสายเดียวกัน ศรีไพรขับรถกระบะพาช้อยที่เจ็บท้องจะคลอดมากับกล่ำ สองผัวเมียวิตกกังวลจะไปไม่ถึงโรงพยาบาล กล่ำตะโกนบอกศรีไพรให้ขับเร็วหน่อยลูกกำลังจะโผล่หัวออกมาแล้ว ศรีไพรโผล่หน้ามอมแมมออกจากหน้าต่างตะโกนว่า

“จับยัดกลับไปก่อนซี่น้า นี่ก็เร่งเต็มที่แล้ว”

ได้ยินช้อยด่าผัวโทษว่าทำให้ท้อง กล่ำไม่กล้าเถียงหันมาเร่งศรีไพรให้ขับเร็วกว่านี้ ศรีไพรบอกว่าเอาแบบเต็มๆเลยนะน้า ว่าแล้วก็เหยียบคันเร่งจนมิด รถกระบะพุ่งไปราวกับเหาะ

ooooooo

ที่ทางแยกบ้านนา รถอีแต๋นกับเกวียนมาจ๊ะกันตรงนั้นพอดี เมินกับทวนร้องทักกันอย่างดีใจที่ไม่เห็นหน้ากันมาตั้งสิบปีต่างถามกันว่าหายไปไหนมา และที่แน่ๆคือต่างก็ยืดอกยกมือเสยผมท่าเท่สำอางเต็มที่

ศรีไพรตะบึงกระบะมาจ่อท้ายเกวียนของทวน โผล่หน้ามอมแมมออกมาตะโกนถามว่า

“นี่...จะปรับความเข้าใจกันอีกนานไหม เล่นจองถนนใช้ซะคนเดียวยังงี้ ชาติที่แล้วเกิดเป็นหนุมานเรอะ”

ศรีไพรด่าย้อนหลังไปถึงชาติที่แล้ว ส่วนกล่ำก็ตะโกนเร่ง ด่าว่ามัวเจรจาอยู่ได้เมียตนเจ็บท้องจะออกลูก ช้อยที่เจ็บท้องเต็มที่ก็ยังอุตส่าห์ช่วยด่า ร้องลั่นว่าลูกจะออกแล้ว

ทวนได้ยินแว่วๆว่าออก ถามว่าออกหัวหรือออกก้อย เมินบอกว่าออกลูก คนจะออกลูก

ศรีไพรรีบลงจากรถมาดูให้กำลังใจช้อยว่า “อั้นไว้ก่อน ฉันจัดการเอง น้าไม่ต้องกลัวนะ ตอนเรียนเกษตรไปอยู่หน่วยฉันเคยเห็นผู้หญิงออกลูกมาแล้วน้า ไม่มีอะไรต้องกลัวหรอก ออกลูกกับไปรบน่ะประเสริฐพอกัน โอย...เลือด”

ศรีไพรเห็นเลือดก็ทำท่าจะเป็นลม แต่ยังพยายามฝืนทำเข้มแข็งเพราะเห็นทวนกับเมินจ้องอยู่ แต่กล่ำพอเห็นเลือดก็ร้องว่าเป็นลมดีกว่าแล้วเป็นลมไปเลย

“เลือดทั้งนั้นเลย ทำไงดีล่ะ แล้วนี่ใครจะเป็นคนทำคลอด” ศรีไพรถาม กล่ำฟื้นขึ้นมา ตะกายขึ้นมาบอกว่าหัวโผล่แล้วพูดไม่ทันขาดคำก็บอกว่าผลุบเข้าไปอีกแล้ว แล้วก็เป็นลมไปอีกรอบ

ศรีไพรมองไปทางเมินกับทวน ตะโกนถามอย่างฉุนเฉียวว่าจะยืนเฉยอยู่ทำไมให้มาช่วยเบ่งหน่อย พอสองคนนั้นมาก็นับหนึ่งถึงสามแล้วส่งเสียง “อื๊ดดดดด” พร้อมกัน ช่วยกันเบ่งไม่กี่ที ช้อยก็คลอดออกมา ศรีไพรบอกว่า “น้าช้อย ผู้หญิงอีกแล้ว”

เมินกับทวนเงยหน้ามองกันเต็มตา ต่างเหงื่อท่วมหน้าจากการช่วยเบ่งลูก

ooooooo

ที่บ้านเรือนไทยของพร ที่ฝาระเบียงบ้านติดรูปถ่ายศรีแพรได้รับรางวัลนางงามท้องถิ่นโชว์อย่างสวยงาม

พรดึงมือศรีแพรลากเข้าบ้าน แสนตามมาติดๆ สดผู้เป็นเมียวิ่งออกมาถามว่าไหนบอกว่าไปช่วยหลวงพ่อจัดงานวัดไงล่ะ เลยถูกพรด่าว่า เจ้ากี้เจ้าการดีนัก เป็นธุระไปหมดตั้งแต่เรื่องไม้จิ้มฟันยันเรือรบ บ่นว่าถ้าหาเสียงเล่นการเมืองก็ไปอย่างแต่นี่นั่งยันนอนยันว่าจะเป็นชาวนา สดโดนด่าเลยเงียบ

ศรีแพรถามพ่อว่าลากตนกับแสนกลับมาทำไม ตนยังไม่ได้ไปช่วยน้าช้อยเลย สดถามว่าช้อยเจ็บท้องออกลูกหรือ ศรีแพรโบ้ยให้ถามพ่อดู แสนเห็นพ่อเงียบเลยเล่าแทนว่า

“น้ากล่ำมาเรียกไปช่วยน้าช้อย พ่อเลยเอาฉันกับพี่ศรีแพกลับบ้าน ไม่อยากอยู่เวทีรำวงกำลังมีเรื่อง”

สดได้ทีเลยด่าพรกลับว่า อย่าเอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่นักเลย ลูกมันเรียนมาสูงต้องรู้จักฟังความเห็นลูกบ้าง ถูกพรสวนไปทันทีว่า เรียนสูงทำไมให้เสียเวลา เป็นผู้หญิงหาผัวรวย แต่งงานก็ฉลาดได้ อย่างแกนี่...”

“ฉันเหรอ” ศรีแพรถาม

“พ่อไม่ยอมให้แกแต่งงานกับไอ้พวกกะเลวกะราด พวกกุ๊ยข้างคันนาหรอก แกจะต้องแต่งงานกับผู้ชายที่พ่อหมายตาไว้แล้ว...ไม่ใช่ไอ้พวก...เดนคุก!” พรกระแทกเสียงเหมือนจะให้แทงเข้าใจดำของศรีแพร

ooooooo

หลังจากทวนกับเมินช่วยช้อยเบ่งลูกจนคลอดสำเร็จแล้ว ก็พากันไปกราบหลวงตาที่วัด ทั้งสองรายงานตัวว่ากลับมาแล้ว หลวงตาถามว่ากินข้าวกินปลามาแล้วหรือยังล่ะ มหาเฉื่อยพูดอย่างเหนื่อยใจว่า

“โธ่ พระคุณเจ้า ไอ้ทวนกับไอ้เมินหายไปจากวัดตั้งเกือบสิบปี อันนี้มันกลับมาแล้ว แทนที่หลวงพ่อจะถามว่ามันไปไหนมา ดันถามว่ากินข้าวหรือยัง”

หลวงตาพูดต่อเนิบๆอีกว่า “กระชงกระชังน่ะเอาไปทิ้งเสีย วัดเป็นเขตอภัยทานห้ามจับปลาในวัดนะ ไอ้ทอก ไอ้หมอก”

มหาเฉื่อยส่ายหน้าระอาใจ บอกหมอกกับทอกว่าท่านเป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว บ่นว่าคนเราเวลาแก่ตัวไป อะไรต่ออะไรมันก็เหี่ยวก็ยานไปหมด ยกเว้น...

“หูจ้ะ หู” หมอกแทรกขึ้น ทอกเสริมว่าเดี๋ยวตึงเดี๋ยวหย่อนแล้วแต่ทัศนวิสัย

แล้วหลวงตาก็สั่งการมหาเฉื่อยว่าไม่ต้องให้สองคนนี้ไปอยู่ไหนหรอก ให้ไปปลูกเพิงพักที่ท้ายป่าช้า ข้าวปลาอาหารญาติโยมเอามาทำบุญ พอประทังชีวิตไปก่อน สักพัก...นะ”

ทวนกับเมินต่างขานรับ ขอบคุณหลวงตา แล้วกราบลาลงจากกุฏิ

ooooooo

หลายวันต่อมา ขณะศรีแพรกับศรีไพรกำลังนำชาวบ้านช่วยกันเอาควายไถนากันอย่างสนุกสนานสามัคคีนั้น เมินกับหมอก และทวนกับทอก พากันมาแอบดูศรีแพร เพราะเมินกับทวนต่างหลงรักศรีแพรมานาน

ขณะกำลังแอบดูกันเพลินๆนั่นเอง ชิงชัยก็มาตะโกน ถามอย่างวางอำนาจและไม่พอใจมากว่า

“เฮ้ยหยุด หยุดเดี๋ยวนี้ นี่มันความคิดใคร ใครเป็นคนอนุญาตให้แกเอาควายมาไถนาแทนการเช่ารถไถของฉัน”

หลิมกับเลิศสมุนจอมซ่าก็ช่วยด่าว่า ทั้งยังริอ่านเกณฑ์แรงคนแบบลงแขกมาช่วยแรงกันอีก อย่างนี้รถไถ รถหว่าน

รถตัดข้าวดีดของพี่ชิงชัยกับพ่อเศรษฐีจะไปทำอะไรกิน เจ๊งซี่”             

“ถอยไป” ศรีไพรขึ้นจากนามาเผชิญหน้า “ให้พวกเราทำมาหากินเถอะ ชาวนาน่ะหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน จะรังแกกันไปทำไม”

“ไอ้ศรีไพร ตั้งแต่จบเกษตรสาขาพืชสวนมานี่ ร้อนวิชานะ นี่มันความคิดของแกใช่ไหม ที่เกณฑ์ชาวบ้านกลับมาทำนาแบบเก่าน่ะ” ชิงชัยตะคอกถาม

“ทุกวันนี้ชาวนาหนี้ท่วมหัว หัวท่วมดอกก็เพราะไอ้วิธีที่ต้องซื้อทุกอย่าง ทำนาได้ข้าวก็ต้องเอาข้าวท่านไปขายหักหนี้ ได้เงินมาซื้อข้าวถุงกิน แล้วก็เป็นหนี้เพื่อซื้อปุ๋ยซื้อ

ยาซื้อพันธุ์ข้าวปลูก หลงอยู่ในวงจรหนี้...ไม่จบ” ศรีไพรด่าฉอดๆ

“ชิงชัย ฉันขอร้องล่ะ อย่ารังแกชาวนาอีกเลยให้เขาลืมตาอ้าปากบ้างเถอะ” ศรีแพรช่วยพูดอีกคน

“พูดจาน่ารักยังงี้นี่เอง พี่ถึงได้หลงรักศรีแพรคนงาม ถึงกับนอนอ้อนหมอนว่า ชาตินี้พี่ต้องเอาศรีแพรเป็นเมียให้ได้”

ชิงชัยยื่นมือมาจะจับแก้มศรีแพร ถูกศรีไพรกระโดดเตะข้อมือแล้วพุ่งเข้าไปขวางไว้ประกาศกร้าว

“อย่าแตะพี่สาวฉันนะ”

ชิงชัยพูดหยันว่าน่าจะดีใจที่ตนให้เกียรติพี่สาวเธอ คนร่ำรวยอย่างตนมีผู้หญิงคนไหนไม่ต้องการเอาไปเป็นผัวบ้างไม่มี พูดแล้วกวาดตามองชาวบ้านไล่ไปทีละคน ชาวบ้าน แต่ละคนก็ถุยใส่ตามลำดับ จนชิงชัยแผดเสียงลั่นอย่างโกรธจัด สั่งเลิศกับหลิมให้ฉุดศรีแพร ส่วนศรีไพรให้เอาไปโยนทิ้งปลักควาย

สิ้นเสียงชิงชัย สองฝ่ายก็ตะลุมบอนกันทันที ส่วนชิงชัยตรงเข้าฉุดศรีแพรท่ามกลางเสียงร้องของเธอ

“พี่เมิน พี่ทวนช่วยด้วย”

ชิงชัยชะงักเมื่อได้ยินชื่อเมินกับทวน พริบตานั้นสองหนุ่มที่ซุ่มดูอยู่ก็ปรากฏตัวขึ้น ตรงเข้าช่วยศรีแพร ศรีไพรกับชาวบ้านก็กรูกันเข้ามาช่วย สุดท้ายพวกชิงชัยก็ต้องถอยไป

ศรีแพรดีใจมากที่ได้พบเมินคนรักที่ห่างหายไปถึงเกือบสิบปี ทวนเห็นศรีแพรกับเมินที่แสดงความดีใจที่ได้พบกันแล้วก็ได้แต่มองหน้าเศร้า ที่ตนไม่ได้อยู่ในสายตาของศรีแพรเลย

แต่พอจัดการกับพวกชิงชัยได้แล้ว ศรีไพรก็ต้องมาจัดการกับเมินเพราะหวงพี่สาว สั่งให้เมินปล่อยมือศรีแพรไล่ว่ามาทางไหนก็ไปทางนั้นเลย อย่าหวังว่าช่วยแค่นี้แล้วจะได้มาเป็นพี่เขยตน

ศรีแพรพยายามบอกน้องว่า นี่คือเมินกับทวน ศรีไพร กระชากเสียงบอกว่าไม่รู้จัก แสนช่วยชี้แจงว่า

“ก็ตอนที่พี่เมินกับพี่ทวนไปจากบ้านนา พี่ศรีไพรไปเรียนที่กรุงเทพฯ”

“พี่ทวนกับพี่เมินเขาเป็นลูกศิษย์หลวงตาฉุนไงล่ะ ฉันดีใจที่พี่กลับมาแล้ว” ศรีแพรช่วยชี้แจงอีก

แต่ศรีไพรก็ยังไม่ยอมจำได้สักที สั่งแสนให้พาศรีแพร

กลับบ้านเดี๋ยวนี้ ให้เก็บไว้ในห้องปิดประตูใส่กุญแจแล้วปล่อยไอ้เด่นกับอีด่างออกมาจากกรงด้วย ใครจะผ่านฝูงหมาของตนเข้าไปได้ก็ให้มันรู้ไป

ooooooo

ฝ่ายชิงชัยกลับไปบอกพ่อว่าเมินกับทวนกลับมาแล้ว เศรษฐีบุญช่วยถามว่ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เพราะหายหัวไปจากบ้านนาเกือบสิบปีแล้ว เขาลือกันว่าไปติดคุก หลวงพ่อท่านก็ไม่เคยพูดถึง เตือนลูกชายว่า ยังไงเราก็ต้องระวังเพราะงานที่เราทำอยู่นี่...

เศรษฐีบุญช่วยไม่พูดต่อ เพราะสไบเมียเก็บของตนทำแผลให้ชิงชัยอยู่ เมื่อไล่สไบไปแล้ว บุญช่วยจึงเล่าให้ชิงชัยฟังว่า

“พ่อได้ข่าวมาว่า จะมีโครงการตัดถนนผ่านบ้านนา ถนนนี่แหละ มันจะลัดระยะทางขนของของเราไม่ต้องบรรทุกเรือไปขึ้นฝั่งฟากโน้นเพื่อลำเลียงเข้ากรุงเทพฯ เราจะกว้านซื้อที่นาราคาถูกไว้รองรับโครงการที่ว่านั่น”

ชิงชัยติงพ่อว่าศรีไพรกำลังปั่นหัวชาวบ้านอยู่ บุญช่วยพูดเยาะว่ามันจะทำอะไรได้นอกจากมาชักชวนชาวบ้านให้หันไปทำนาแบบเก่า พูดอย่างมั่นใจว่า

“ชาวนาเดี๋ยวนี้สบายจนเคยตัวแล้ว อะไรๆก็จ้างไถ ไหนจะจ้างรถเกี่ยวอีกล่ะ คนสบายแล้วนะโว้ย ใครเขาอยากจะกลับไปลำบากอีก ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้มันเรื่อง...ขี้หมา”

ooooooo

ศรีแพรทนคิดถึงเมินไม่ไหว วันต่อมาก็จะแอบไปหาเมิน ถูกศรีไพรจับได้ ศรีแพรขอความเห็นใจจากน้องว่าตนกับเมินไม่ได้พบกันเกือบสิบปีแล้ว อยากรู้ว่าทำไมเขาไปไม่บอกกล่าวสักคำเขาไปทำอะไรที่ไหน

ไม่เพียงถูกศรีไพรขัดขวาง พรกับสดก็ออกมากันไม่ให้ไป พรบอกว่าเมินไปติดคุกและห้ามศรีแพรไปยุ่งเกี่ยวอีก

“ไอ้เมินมันเป็นเด็กนิสัยดี แต่พอมันหายไปเฉยๆแล้วก็มีข่าวลือว่ามันไปติดคุกก็เลย...ชักไม่แน่ใจว่ามันจะดีจริงหรือดีแต่คุย” สดย้ำ

ศรีไพรหว่านล้อมพี่สาวว่าพ่อกับแม่เป็นห่วง ไม่รู้ว่าเมินไปติดคุกคดีอะไร แต่ศรีแพรยืนกรานว่าตนเชื่อว่าทวนกับเมินไม่ไปทำเรื่องเลวๆแน่ ยืนกระต่ายขาเดียวว่า “ฉันรักพี่เมิน ฉันจะแต่งงานกับพี่เมินให้ได้”

พรโมโหยกมือจะเขกหัวศรีแพร ศรีไพรร้องห้าม สดด่าว่าให้ค่อยๆพูดจาตักเตือนลูกดีๆทำแบบนี้เดี๋ยวลูกผูกคอตายไปจะว่ายังไง “หัวหงอกหัวดำเป็นพ่อคนแล้วยังไม่มีความคิด” สดด่าแล้วเดินขึ้นเรือนไป

“อ้าว...นี่...ฉัน...ผิด...” พรมองมึน ศรีไพรบอกว่าพ่อไม่ผิดแต่พ่อพลาดที่ปล่อยให้ศรีแพรรักกับเมิน บ่นว่า

“พ่อนะพ่อ เป็นพ่อคนแล้วยังจะ...”

“ไม่มีความคิดอีกใช่ไหม...เออ...เออ...พ่อมัน...” พรไม่ทันพูดศรีไพรก็ทำเสียงล้อเลียนว่า จน...จ๊น...จน แล้วรีบวิ่งหนีขึ้นเรือนให้พ้นรัศมีมะเหงกของพ่อ พรเลยได้แต่บ่น “หน็อย มันยอกย้อนพ่อ ไม่เห็นแก่หัวหงอกหัวดำของผู้บังเกิดเกล้า รู้งี้ไม่ส่งมันให้เรียนสูงๆหรอก เรียนแล้วไม่มีสำนึก แกก็อีกคน” พรหันรีหันขวางเจอแสนเข้าก็เลยโดยลูกหลงไปด้วย แสนเห็นท่าไม่ดีเลยวิ่งขึ้นเรือนไปอีกคน

ooooooo

ขณะช่วยกันสร้างเพิงที่ท้ายป่าช้า ทอกบ่นว่า ไม่เข้าใจทำไมหลวงตาถึงให้มาอยู่ท้ายป่าช้าไม่ให้ไปอยู่กุฏิเหมือนเดิม ทวนบอกว่าเพราะตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว หมอกเลยถามทวนว่ารู้ไหมว่าเมินหายไปไหนมา เมินได้ยินตัดบทว่า

“ไม่มีใครอยากรู้ว่าใครหายไปไหน ทำอะไรมาหรอก ชาวบ้านอยากพูดอะไรก็ให้พูดไป หลวงตาท่านยังไม่อยากรู้เรื่องทางโลก เราจะไปรู้มากกว่าท่านทำไมวะ”

ทอกบอกว่าเมื่อไม่บอกตนก็ไม่อยากรู้ แต่พูดเสียดแทงใจเมินว่า ถึงทวนจะหายไปนานแต่หัวใจยังอยู่ที่บ้านนา ทำให้เมินถามทวนว่า ยังรักศรีแพรอยู่ใช่ไหม ทวนย้อนถามว่าเมินก็ยังรักศรีแพรอยู่ไม่ใช่หรือ แนะว่าศรีแพรมีน้องสาวอีกคนตนยกให้ เมินตอบฉุนๆว่าไม่รับ ท้าว่า

“ถ้าแกอยากจะแข่งกับฉันละก็ เราเริ่มต้นนับหนึ่งกันอีกไหม”

แสนนั่งมองทวนกับเมินเงียบๆ พอทั้งสองเริ่มนับ หนึ่ง...สอง...สาม ทอกก็ทำเสียงระฆัง “แก๊งงงง”

หมอกออกมาหย่าศึกเพราะนี่ไม่ใช่สนามมวยแต่เป็นสนามรัก แนะว่า “ถ้าพี่ทั้งสองรักผู้หญิงคนเดียวกันละก็ สิ่งที่พี่ต้องสังวรไว้ให้มากๆก็คือ...คุณพ่อ”

ดังนั้น เมินกับทวนจึงไปที่บ้านเรือนไทยหมายทำแบบ “รักผู้หญิงให้อิงผู้ใหญ่”

ผลปรากฏว่าถูกพรเอาปืนลูกซองออกมาต้อนรับ ทั้งพรและศรีไพรช่วยกัน ด่าว่าพวกเดนคุกจะมาไหว้ ตนไม่รับไหว้จะมาจีบลูกสาวตนไม่มีอะไรมาสักอย่าง ศรีแพรพยายามห้ามพ่อกับน้อง ถูกสดปราม ก็เถียงว่า

“ก็พ่อกับแม่ ทำกับพี่ทวนพี่เมินเขาเกินไปนะ พ่อน่าจะให้โอกาสเขา ถึงเขาจะไปติดคุกก็เถอะ ไม่มีใครรู้จริงหรอกว่าเขาหายไปไหนมา”

พรกับศรีไพรก็ยังช่วยกันด่า เมินกับทวนว่าเขาลือกันทั้งบางว่าสองคนนี้ไปติดคุกมา หายเงียบกันไปเกือบสิบปี เพราะถ้าไปได้ดิบได้ดีก็ต้องส่งข่าวหลวงตาฉุนบ้าง ศรีไพรถามพี่สาวว่าจะรักทั้งที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นยังไงงั้นหรือ

“ใช่...หรือว่าแกรู้ว่ามันไปทำอะไรมา” สดถาม

ศรีแพรตอบไม่ได้ แต่สีหน้าแววตาไม่หวั่นไหวลังเลกับความรักของตนที่มีต่อเมิน

ooooooo

ทวนกับเมินหนีปืนลูกซองเดินคอตกกลับจากบ้านศรีแพรมาที่เพิงพักท้ายป่าช้า ทอกเล่าให้ทั้งสองฟังว่า

“พี่ไม่อยู่นี่ เศรษฐีบุญช่วยพ่อไอ้ชิงชัย มันแผ่ขยายอิทธิพลจนเกือบจะเป็นเจ้าของที่นาทั้งตำบลแล้ว ใครไม่มีเงินก็ไปขอเชื่อปุ๋ยเชื่อยากับพันธุ์ข้าวปลูก ต้องจ้างหว่านจ้างไถจ้างเกี่ยว ตอนนี้ข้าวดีดมันคุกคามชาวนาเลยต้องจ้างรถของมันมาตัดข้าวดีดอีก”

หมอกเสริมว่า ชาวนาก็เลยต้องเป็นหนี้เศรษฐีบุญช่วย ยกเว้น...หมอกพูดแค่นั้น ทอกพูดต่อให้ว่า

“ตาพรกับยายสด ตั้งแต่ลูกสาวคนเล็กเรียนจบกลับมาทำนาแบบเก่านี่ ชาวบ้านเริ่มจะเห็นแล้วว่ามันได้ผลจริงๆแต่มันต้องลงแรงหน่อย”

ระหว่างนั่งคุยกันนั่นเอง ทอกได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง หมอกเงี่ยหูฟัง คาดว่าเป็นเสียงของสไบมาแก้ผ้าอาบน้ำที่ลำธารพูดกันไม่ทันขาดคำ ทอกกับหมอกก็ย่องไปแอบดูที่หลังโขดหิน ทำเอาพรรคพวกงง เมินถามว่าทำไงดีห้ามไม่ทัน

หารู้ไม่ว่า ชิงชัยก้าวเข้ามาจากข้างหลัง ถอดเสื้อผ้าตัวเองทีละชิ้นโยนออกไป หน้าตาหื่นจัด หมอกกับทอกกำลังแอบดูสไบเพลินๆต่างสะดุ้งเมื่อเสื้อผ้าของชิงชัยตกลงมาตรงหน้าพอดี

ที่แท้ชิงชัยแอบเป็นชู้กับเมียเก็บของพ่อ...

ooooooo

ศรีไพรยังเดินหน้าโฆษณาให้ชาวบ้านหันกลับมาทำนาด้วยวิธีดั้งเดิม สาธยายผลดีและผลพลอยได้จากการใช้ควายไถนา

ระหว่างนั้น ชิงชัยกับสมุนคู่ใจทั้งสองก็มาก่อกวน หัวเราะเยาะศรีไพรว่าโฆษณาชวนเชื่อเรื่องควาย พากันเยาะเย้ยว่าควายมันโง่ไม่เหมือนเครื่องจักรที่สั่งได้ดั่งใจ ถูกศรีไพรโต้ว่า ที่ชิงชัยพูดอย่างนี้เพราะเศรษฐีบุญช่วยมีรถไถรถหว่านให้เช่าใช่ไหม ถามชาวบ้านว่า

“เช่าแล้วเป็นยังไง ทุนหายกำไรหด ชาวนาไม่มีอะไร เหลือ เป็นของนายทุนหมด”

ทวนกับทอกเดินผ่านมาได้ยิน หยุดฟัง ทวนฟังอย่างสนใจความคิดของศรีไพร

ชิงชัยกับศรีไพรตอบโต้กันอย่างเผ็ดร้อนถึงผลดีผลเสียระหว่างการใช้เครื่องจักรทำนากับการใช้ควายตามวิถีดั้งเดิมของชาวนา ทวนฟังแล้วชอบใจปรบมือก้าวออกไปสนับสนุนความคิดของศรีไพร

ศรีไพรเขม่นทวนอยู่แล้วถามเสียงเขียวว่าใครเชิญ ทวนไม่ตอบแต่ท้าพิสูจน์กับชิงชัยว่าควายสั่งการได้ฟังรู้เรื่อง ศรีไพรได้ทีเลยยุเจ้าไฉไลเฉิดให้ไล่ขวิดพวกชิงชัย

เจ้าไฉไลเฉิดแสนรู้ ไล่ขวิดพวกชิงชัยจนวิ่งหนีกันเตลิดตัวใครตัวมัน

ศรีไพรหัวเราะชอบใจ แต่มองไปไม่เห็นเมินเอะใจว่าจะไปตีท้ายครัว ทวนก็เพิ่งนึกได้เหมือนกัน ตกใจตาเหลือก

ooooooo

ศรีแพรแอบไปนั่งคุยกับเมินที่ริมธารน้ำถามถึงเกือบสิบปีที่หายไปว่าไปทำอะไร เมินตอบเลี่ยงไปว่าตนมีความจำเป็นจริงๆแต่ก็คิดถึงศรีแพรทุกวันทุกคืน ศรีแพรบอกว่าเรื่องของเราคงไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว พ่อคงไม่ยอมให้ตนแต่งงานกับคนที่ไม่มีอะไร พ่อเลือกแต่คนที่เขามีความพร้อมลูกจะได้มีความสุข

เมินขอเวลาสักพักจะฟอกตัวเองให้สะอาดแล้วเราสองคนจะแต่งงานกัน พูดแล้วค่อยๆเลื่อนใบหน้าเข้าหากัน

ทันใดนั้น ทวนกับศรีไพรเสียบเข้าแทรกกลางทันที ทั้งสองคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแต่งไม่ได้ ไม่ให้แต่ง แล้วศรีไพรก็สั่งให้พี่สาวกลับบ้าน ไล่สองหนุ่มไปให้พ้นอย่ามายุ่งกับพี่สาวตนถ้าไม่อยากเจ็บตัว

เมินกับทวนจำต้องพากันกลับ สองหนุ่มต่างไม่ไว้ใจกันเลยทำสัญญาลูกผู้ชายกันว่าจะไม่มีใครแตะต้องให้ศรีแพรมีมลทิน เมินตกลงท้าว่าใครดีใครได้ และมั่นใจว่าตนต้องชนะทวนแน่นอน ส่วนทวนก็มั่นใจว่าตนจะเป็นม้ามืด เป็นม้าตีนปลายได้แต่งงานกับศรีแพรแน่

ooooooo

จู่ๆวันนี้เศรษฐีบุญช่วยกับชิงชัยก็ไปที่บ้านเรือนไทยหมายเล่นงานพรกับสดที่ปล่อยศรีไพรไปปลุกระดมชาวบ้านให้หันมาทำนาแบบดั้งเดิม ทำให้ธุรกิจของตนเสียหาย ชิงชัยพูดอย่างเจ็บใจว่าทำแบบนี้มันหยามหน้ากันชัดๆ

สองพ่อลูกเตรียมมาเล่นงานพรกับสดและศรีไพรเต็มที่ พรกับสดเองก็เป็นโรคแพ้เศรษฐี พินอบพิเทาเอาใจเต็มที่ แต่ศรีไพรไม่ยอมโต้เถียงว่า

“ทำไมต้องบังคับชาวบ้านด้วย ให้ชาวบ้านมีทางเลือกของตัวเองเผื่อจะรอดตายจากหนี้ การทำนาแบบเก่าหรือทำนาแบบใหม่มันต่างวิถีกัน ควรจะให้ชาวนามีทางเลือก”

พรใจคอไม่ดีตำหนิว่าทำไมไปว่าท่านเศรษฐีอย่างนั้น สั่งศรีไพรให้ขอโทษ ศรีไพรไม่ขอโทษเพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิด ศรีแพรก็มาช่วยน้อง เมื่อสดติงศรีไพรว่าพูดแรงไปไหม ศรีแพรตอบแทนน้องว่า

“ไม่แรงหรอกแม่ คนบางคนน่ะพูดเบาๆไม่ได้ยินหรอก พวกนี้หูหนวกตาบอดรวยซะจนหูอื้อ ไม่ได้ยินเสียงร้องหรือเห็นความเดือดร้อนของใคร”

สองพี่น้องช่วยกันเถียงเศรษฐีบุญช่วยกับชิงชัย แล้วไล่ให้ลงจากเรือนไปเดี๋ยวนี้เลย พลางศรีไพรก็ตะโกน

“ไฉไลเฉิดจ๋า ประจำการ”

พอได้ยินศรีไพรสั่งไฉไลเฉิดประจำการเท่านั้น ชิงชัยที่เคยลิ้มรสรู้ฤทธิ์มาแล้วก็ชวนพ่อกลับดีกว่าเพราะมันขวิดแหลกเลย เศรษฐีบุญช่วยยังพูดไม่จบ แต่ชิงชัย เลิศกับหลิมเปิดอ้าวไปแล้ว เลยจำต้องตามไป

ooooooo

เช้านี้หลวงตาให้ทวนกับเมินเป็นลูกศิษย์วัดหิ้วปิ่นโตตามหลัง ปรากฏว่าพวกสาวๆพากันใส่บาตร ของชอบของลูกศิษย์วัด เนี้ยวลูกเจ๊กตงหลงรักทวน ใส่บาตรไปก็ส่งสายตาให้ทวนไป จนเจ๊กตงต้องมาเร่งและไล่ให้ขึ้นเล่าเต๊งไปเร็วๆ

ครู่ต่อมาสุมิตรแขกขายของผ่อนส่งที่มาติดพันเนี๊ยวก็มาเก็บค่ายกทรงที่เนี๊ยวซื้อผ่อนส่ง เจ๊กตงสั่งห้ามเนี๊ยวซื้อของกับสุมิตรอีกต่อไป

หลวงตามาถึงบ้านเรือนไทย ศรีแพรมาใส่บาตรทำของโปรดของเมินมาใส่บาตร บอกหลวงตาว่าตนทำพริกขิงผัดไข่เค็มเหลือเก็บได้หลายวัน เมินแอบพูดเบาๆว่าที่เหลือ เก็บตนจะกิน กินไปคิดถึงศรีแพรไป ทำเอาสาวเจ้าเขิน

เศรษฐีบุญช่วยวางแผนรวยล้นฟ้า เรียกจ่าสินมาทำงาน หลังจากบุญช่วยบรรยายแผนการกอบโกยแล้ว จ่าสินถามว่าจะให้ตนทำอะไร ชิงชัยสั่งทันทีว่า

“บีบเอาที่นาจากชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินของตาพรยายสดอย่าให้ไอ้ศรีไพรมันรู้เรื่องนี้เด็ดขาด ไม่ยังงั้นมันจะกระจายข่าวให้ชาวบ้านรู้ว่าที่นากำลังมีราคา”

งานนี้ชิงชัยเอาสไบเมียเก็บของพ่อและชู้ของตนมาเป็นตัวล่อเพราะรู้ว่าจ่าสินชอบสไบ บอกว่าถ้าทำงานสำเร็จจะเจรจากับพ่อให้ ส่วนบุญช่วยก็ล่อใจว่าถ้างานนี้สำเร็จเราจะ รวยด้วยกัน

จ่าสินรับคำยิ้มเจ้าเล่ห์ที่งานนี้ตนจะได้ถึงสองเด้ง

ooooooo

คืนนี้เมินทนคิดถึงศรีแพรไม่ไหว ชวนหมอกเป็นเพื่อนไปปีนหน้าต่าง ขอแค่เห็นหน้าเท่านั้น หมอกให้เมินสัญญาว่าแค่เห็นหน้าเท่านั้นห้ามทำผิดประเพณีเด็ดขาด เมินสัญญาจึงพากันไป

หมอกให้เมินขึ้นบ่าปีนไปร้องเรียกศรีแพรให้โผล่มาขอเห็นหน้าแป๊บเดียว จะได้กลับไปนอนตาหลับ

คนที่โผล่มากลายเป็นพรพร้อมกับปืนลูกซองยาว ด่าว่าไอ้แมวขโมยแล้วยิงเปรี้ยง เมินตกใจหล่นลงมาดังพลั่ก พรยิงซ้ำอีกเสียงปืนทำให้ศรีไพรกับศรีแพรและสดกับแสนวิ่งมาดูถามว่ามีอะไร ยิงใคร แสนถามว่าแมวหรือพ่อ

“เออ แมว แมวขโมย” พรคำรามอย่างแค้นใจ

เมินกับหมอกโกยแน่บกลับเพิงที่ท้ายป่าช้าหอบกันแฮก มาถึงเห็นทอกนอนใกล้กองไฟ ส่วนทวนกำลังสำรวจลูกปืนในรังเพลิงอยู่อย่างเคร่งเครียด เมินชะงักถามว่าจะทำอะไร มีปืนตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่หายไปเกือบสิบปี ไปติดคุกจริงๆใช่ไหม

“แล้วแกล่ะ แกเองก็หายไปตั้งเกือบสิบปีเหมือนกัน แกไปทำอะไรมา” ทวนเอาปืนจ่อที่ปลายคางเมิน ต่างจ้องกันตาไม่กะพริบ

ooooooo

เมื่อพากันกลับขึ้นข้างบน ศรีไพรสั่งแสนว่าพรุ่งนี้ให้ตื่นแต่เช้าจะได้ออกไถนากัน มองไปเห็นศรีแพรนั่งเศร้าอยู่ก็อดนึกสงสารไม่ได้ เดินเข้าไปบอกพี่สาวว่า ตนรู้ว่าที่พ่อบอกว่าแมวขโมยนั่นหมายถึงเมิน

ศรีแพรรู้แต่คิดไม่ตกว่าที่เมินต้องทำแบบนี้เพราะพ่อไม่ยอมให้พวกตนพบกัน พ่อจะให้ตนแต่งงานกับผู้ชายรวยๆเท่านั้น ศรีไพรบอกว่าพ่อทำอย่างนั้นเพราะพ่อรักพี่ ศรีแพรตัดพ้อว่าพ่อไม่เคยถามเลยว่าตนรักคนนั้นไหม

ศรีไพรบอกว่าเราต้องค่อยๆเปลี่ยนความคิดของพ่อ ศรีแพรถามว่าแล้วเมื่อไหร่พ่อจะเปลี่ยนล่ะ

“พี่รอเขามาตั้งเกือบสิบปี พี่ไม่มีความหวังเลยด้วยซ้ำไปว่าเขาจะกลับมาบ้านนา ถ้าเขารักพี่จริงเขาต้องทำให้พ่อเปลี่ยนใจได้ ใครจะรักพี่แค่ไหนก็ไม่เท่าพี่รักตัวเองหรอกนะพี่ศรีแพร”

ศรีแพรเข้าใจเจตนาของน้องบอกว่าตนจะไม่ชิงสุก ก่อนห่ามแน่ ศรีไพรบอกว่าตนรักพี่ สาบานว่าจะปกป้องพี่ด้วยชีวิตจะไม่ยอมให้มดไต่ไรกัดพี่เป็นอันขาด

สองพี่น้องกอดกันด้วยความรักและเข้าใจ

ooooooo

ตอนที่ 2

แม้ว่าหลวงตาจะหลงๆลืมๆตอบไม่ตรงคำถาม แต่สำหรับศิษย์ก้นกุฏิที่เก็บมาเลี้ยงแต่เล็กจนเติบใหญ่อย่างเมินกับทวนท่าน ก็ยังจำได้และเป็นห่วง คืนนี้ก็ให้มหาเฉื่อยไปดู ระหว่างทางมหาถูกผีหลอกเสียจนขนหัวตั้ง อดบ่นหลวงตาไม่ได้ว่าไม่รู้ทำไมต้องให้มากลางค่ำกลางคืน รอพรุ่งนี้ก็ได้

ความเปลี่ยนแปลงของพรที่ศรีไพรกับศรีแพรเฝ้ารอนั้น มาถึงเร็วอย่างไม่คาดคิด เมื่อชิงชัยไปเจอศรีแพรขี่จักรยานมาคนเดียวก็ดักฉุดหมายข่มขืน โชคดีที่ทวนมาเจอและช่วยได้ทัน ชิงชัยถูกทวนชกจนสลบคารถ แล้วขับรถพาไปส่งที่บ้านเศรษฐีบุญช่วย

เรื่องนี้ทำให้พรแค้นใจมาก ศรีไพรได้จังหวะปลุกระดมพ่อว่า

“เห็นไหมพ่อ ไอ้คนที่พ่อหวังจะได้เป็นลูกเขยน่ะ มันทำกับพี่ศรีแพรยังไง นี่ถ้าพี่ทวนไปช่วยไม่ทันการล่ะก็ ป่านนี้พี่สาวของฉันก็คงจะเยินยับเหมือนผู้หญิงบ้านนาที่ตกเป็นเหยื่อไอ้พวก นี้ ไง...ยังจะเทิดทูนเงินของมันอยู่อีกไหม”

สดบอกให้พรเลิกคิดเรื่องนี้ไปเลย พูดอย่างแค้นใจว่าดูมันทำกับลูกของเราเหมือนทำกับคนไหม

“มันถือว่ามันมีเงิน มีอิทธิพลเหนือชาวบ้าน มันอยากจะฉุดคร่าใครไปต้มยำทำแกงมันก็ทำได้ อีกหน่อยพอมันผลาญพร่าฉันแล้ว มันก็คงจะฉุดไอ้ศรีไพรไปทำอะไรรู้ไหม... ข่มขืน...ฆ่า” ศรีแพรพูดด้วยความแค้น

พรเรียกหาปืนจะไปฆ่าพวกมัน แสนเอาด้วย แต่ศรีแพรทัดทานว่าแค่พ่อเดินเข้าบ้านมันก็อาจถูกฆ่าในข้อหาบุกรุกแล้ว บอกพ่อว่าแค่พ่อเปลี่ยนใจไม่ให้ตนแต่งงานกับชิงชัยตนก็พอใจแล้ว

ส่วนศรีไพรบอกพ่อว่า “พ่อ ต่อไปนี้ฉันจะตั้งตัวเป็นผู้นำชาวบ้านต่อต้านพวกเศรษฐี ถึงมันจะมีจ่าสินเป็นช้างเท้าหลังแต่ฉันมีวิธีจะเอาคนชั่วออกจากราชการให้ ได้”

พรยังแค้นจนไม่มีแก่ใจจะคิดอะไร ศรีไพรเดินเข้าไปกอดศรีแพรอย่างสะเทือนใจพูดกับพรอีกว่า

“แต่ฉันคนเดียวทำไม่ได้หรอก พ่อต้องปลุกระดมชาวบ้านขึ้นมาช่วยฉัน บอกฉันซิพ่อ ว่าตอนนี้พ่อเปลี่ยนความคิดแล้วเราจะสู้ด้วยกัน”

“เออ...พ่อจะสู้ พ่อจะทำให้ชาวบ้านหันมาทำนาด้วยวิธีดั้งเดิม เหมือนตอนที่ปู่ย่าตายายเราทำกันมา แต่เราต้องหาแนวร่วม” พรเริ่มมีความคิดกว้างไกลเมื่อความแค้นสุมอก และเดือดร้อนมาถึงครอบครัว

เมื่อไปคุยกับชาวบ้าน ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก มีแต่เสียง “เอาด้วย...ฉันเอาด้วย” กระหึ่มไปทั้งบาง

ผลสะเทือนนี้มาถึงทวนกับเมิน ทั้งสองตกลงเอาด้วยกับชาวบ้าน แต่พอชักแถวกันไปสี่คน มีเมิน ทวน หมอก ทอก เกือบถูกศรีไพรเล่นงาน จนเมื่อศรีไพรทดสอบด้วยสองคำถามว่า

1. ลูกผู้ชายอะไรที่ต้องเทิดทูนเหนือชีวิต ตอบ ชาติ... ศาสน์...กษัตริย์ครับ

2. ลูกผู้ชายตัวจริงอะไรที่สำคัญที่สุด ตอบ เมียและแม่ครับพ้ม

“ผ่าน รับไอ้สองตัวนี้เข้าคอกได้” ศรีไพรอนุมัติ พรถามว่าทำไมมันผ่านง่ายอย่างนี้ แล้วออกอุบายว่าคนเป็นชาวนาต้องรู้วิธีทำนา ต้องมีน้ำอดน้ำทนถึงจะเป็นตัวอย่างที่ดีได้ เพราะฉะนั้น “ให้มันไปไถนาแทนควาย”

ooooooo

พอไถนาเหนื่อย ทวนโทษเมินว่าเจ้าความคิดดีนักชวนมาร่วมต่อต้านอิทธิพลของผู้ยิ่งใหญ่กับชาว บ้าน เมินโต้ว่าอย่ามาโทษตนคนเดียว เพราะคิดด้วยกัน และตนก็รู้ด้วยว่าทวนกำลังทำคะแนนกับศรีแพร

พอใกล้เที่ยง เนี้ยวก็เอาปิ่นโตมาส่งทวน ถูกเจ๊กตงตามมาไล่ให้กลับไปขึ้นเล่าเต๊งเสีย ตนไม่ไว้ใจทวนกับเมิน ส่วนตัวเองเอาหญ้ามาให้ เตือนเนี้ยวว่าเราเป็นคนค้าขายจะเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ เราต้องทำธุรกิจกับทั้งสองฝ่าย

“เตี่ยก็ชาวนาโดนรังแก พวกเศรษฐีบุญช่วยทำตัวใหญ่คับฟ้าขึ้นทุกวัน เตี่ยจะเหยียบเรือสองแคมไม่เลือกฝ่ายไม่ได้นะ”

เจ๊กตงไม่สนใจไล่ให้เนี้ยวรีบกลับไปและให้เอาปิ่นโตกลับไปด้วย ศรีไพรให้กลับแต่ตัว ส่วนปิ่นโตทิ้งไว้ที่นี่พรุ่งนี้จะล้างเอาไปส่งคืน

ooooooo

เมิน ทวน ทอก หมอกทำนากันเหนื่อยแทบขาลาก พอกลับถึงเพิงพักก็นอนแผ่กันเขละ

มหาเฉื่อยถูกหลวงตาใช้ให้มาดูพวกเมินกับทวนอีก ให้เอาข้าวก้นบาตรมาให้ด้วย มหากลัวผีหิ้วปิ่นโตมาถึงเจอพวกเมินกับทวนนอนกันเป็นตาย ก็สงสัยว่าไปทำอะไรกัน เห็นเปื้อนดินโคลนกันเขลอะก็สงสัยว่าไปไถนามา

เวลาเดียวกันนั้น ชิงชัยสั่งจ่าสินให้ไปสืบมาให้ได้ว่า เมินกับทวนไปติดคุกคดีอะไรมา จ่าสินถามว่าจะรู้ไปทำไม

“ตอนนี้มันไปเข้าพวกกับไอ้ศรีไพร นำชาวนาต่อต้านพ่อ ถ้าไอ้ศรีไพรได้ไอ้ทวนกับไอ้เมินไปเป็นพวก ก็ได้ไอ้ทอก ไอ้หมอกแล้วก็อาเนี้ยว อีกหน่อยเจ๊กตงก็คงจะแปรพักตร์ไปอีกคน เราต้องตัดไฟแต่ต้นลม”

จ่าสินรับปากจะสืบให้ ชิงชัยสั่งหลิมกับเลิศให้ไปเผาบ้านทวนกับเมินเสีย เศรษฐีบุญช่วยเข้ามาสั่งเลือดเย็นว่า

“ถ้าจะให้ดีเผากุฏิพระเสียด้วย โทษฐานที่หลวงตาฉุนเก็บไอ้ทวนกับไอ้เมินมาเลี้ยง เผากุฏิพระ เปิดฉากทำสงครามกับไอ้ศรีไพร ชาวบ้านจะได้รู้ว่า...ใครใหญ่ที่สุดในบ้านนา” ครั้นชิงชัยถามว่าเผากุฏิทำไม คงไม่ใช่แค่อยากให้ชาวบ้านรู้ว่าใครใหญ่ใช่ไหม เศรษฐีบุญช่วยตอบอย่างผยองว่า “ใช่ พ่อมีแผนฮุบที่ดินในป่าช้า แล้วบีบวัดให้เล็กลง สร้างศูนย์การค้าให้ ใหญ่เงินจะได้หมุนเวียนอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ...ของเรา”

เศรษฐีบุญช่วยยิ้มด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ โลภ กระหาย

ooooooo

คืนนี้ หลวงพ่อใช้มหาเฉื่อยมาที่ท้ายป่าช้าอีก แม้จะกลัวผีแต่มหาก็มา ครู่หนึ่งได้ยินเสียงหลิมกับเลิศคุยกันถึงความแค้นที่เมินกับทวนมากลบความ หล่อของพวกตนว่าจะต้องเผาให้ดำเป็นตอตะโกไปเลย

มหาแอบฟัง จึงรู้ว่าพวกมันจะไปเผาเพิงพักของเมินกับทวนและเผากุฏิของหลวงตาด้วย มหาพึมพำอย่างแค้นใจว่า

“หน็อยไอ้คนใจบาป บังอาจจะเผากุฏิพระ  มีที่ไหนวะคนเผากุฏิพระ ยังงี้มันต้องทำผีหลอก”

มหาทำเสียงหมาหอนหลอกสองคนนั้น มันแหงนมองบนต้นไม้ เห็นปลายเท้า สวมรองเท้าผ้าใบเก่าเปื่อยแกว่งเบาๆ อยู่บนกิ่งไม้ เท่านั้นเองมันสองคนก็ใส่ตีนหมาโกยแนบ

ที่มุมใกล้ๆนั้น มหาทำเสียงหมาหอนไม่กี่ที ก็นั่งกอดเข่าตัวสั่นเพราะถูกผีหลอกเข้าจริงๆ แล้วเป็นลมล้มพับตรงนั้น

ooooooo

สายแล้ว ศรีไพรหงุดหงิดมากที่เมินกับทวนยังไม่มาไถนา พรคาดว่าคงยอมแพ้ไปแล้ว ศรีแพรขอร้องพ่อให้โอกาสทวนกับเมินหน่อย

“เฮ้อ เบื่อเต็มที ถึงมันจะผ่านการทดสอบ พ่อก็ไม่ยอมยกลูกสาวให้มันหรอก พ่อจะให้ลูกสาวของพ่อแต่งงานกับพวกอำเภอ” พรทำท่าจะเบี้ยว

ศรีไพรเรียกแสนให้ไปดูว่าพวกนั้นทำอะไรกันอยู่ แสนยังไม่ทันไปถึง ปรากฏว่าทวน  เมิน  ทอก และหมอกกำลังเดินชักแถวเรียงหนึ่งกันมาด้วยท่าทางหลับๆตื่นๆ บ่นกระปอดกระแปด มีแต่ทวนกับเมินที่เอาการเอางานหน่อยเพราะกำลังแข่งกันทำคะแนนกับศรีแพรอยู่

ทั้งหมดเดินมาเจอมหานอนสลบอยู่ พอปลุกขึ้นมา มหาก็โวยวายว่าตนถูกผีหลอก จนตั้งสติได้จึงเล่าว่า

“ไอ้ทวน ไอ้เมิน ข้านึกออกแล้ว เมื่อคืนพวกไอ้ชิงชัยมันจะมาเผาบ้านพวกแก กับเผากุฏิหลวงตา แต่มันโดนผีหลอกเสียก่อนเลยเปิดแนบ ข้าเห็นกะตาเลยนะ ผีหลอกไอ้สองตัวนั่น ผีมันช่วยไม่ให้ถูกเผาบ้าน”

ฟังมหาแล้ว ทวนกับเมินสบตากันหน้าเครียด

ooooooo

กว่าทวนกับเมินจะไปถึงนาก็เล่นเอาเกือบเที่ยง พอมาถึงศรีไพรใช้ให้ไปไถนาทันที ศรีแพรสงสารสองหนุ่มถามว่าจะให้ลงไปทั้งที่แดดเปรี้ยงอย่างนี้หรือ ศรีไพรบอกว่าคนแบบนี้ต้องใช้เสียให้ตายกลางแดดเลย

เนี้ยวเอาปิ่นโตมาส่งทวน ศรีไพรยังไม่ให้กินต้องไถนาก่อนถึงจะกินได้ เมินที่จะไปกินกับศรีแพรก็ถูกทวนขวางบอกว่าต้องไถนากับควายให้เสร็จถึงจะมีสิทธิ์กินข้าว

สองหนุ่มเลยลงนาท้าแข่งกันทำคะแนนกับศรีแพร

ศรีแพรติงศรีไพรว่า สองคนนี้ไม่เคยทำนาโตมาด้วยข้าววัดอย่าใช้งานหนักเกินไป แล้วปรารภอย่างไม่สบายใจว่า

“พี่ไม่สบายใจเลยนะ เราประกาศสงครามกับเศรษฐีบุญช่วยยังงี้ มันต้องมีปัญหาแน่ ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ของเศรษฐีบุญช่วย”

“ถ้าเรารวมตัวกันได้ แล้วทำให้ชาวบ้านเขาเห็นว่าวิธีทำนาแบบดั้งเดิมช่วยให้อยู่ได้โดยไม่มีหนี้ เราก็จะมีกำลังต่อรอง พี่ศรีแพรนี่พูดอยู่กับฉันตาพี่ไปมองใคร” ศรีไพรถามเพราะเห็นศรีแพรมองแต่เมินกับทวนในนา

“ยังไงละก้อ...ต้องแยกให้ถูกนะ ไหนคน...ไหนควาย” ศรีแพรเตือนน้องสาว แล้วอดขำไม่ได้กับท่าไถนาเก้ๆ กังๆของสองหนุ่ม

ooooooo

คืนนี้ เมินเห็นใครๆ หลับกันแล้ว ก็ย่องจะออกไปหาศรีแพร ถูกทวนที่คุมเชิงอยู่ขัดขา ดักคอว่ารู้นะว่าจะแอบไปหาศรีแพร เมินถามว่ามีสิทธิ์อะไรมาห้ามตน ทวนย้อนถามว่าลืมไปแล้วหรือว่าในป่าช้ามีอะไร...ผี...ผีดุ

เมินทิ้งตัวลงนอนเพราะเป็นคนกลัวผี ทวนแกล้งทำเป็นนอนแต่สีหน้าเจ้าเล่ห์ พอคิดว่าเมินหลับแล้ว ก็ลุกย่องออกไปหมายจะไปหาศรีแพร แต่หารู้ไม่ว่าเมินรู้ทัน พอทวนไปถึงกลางทาง เมินก็ทำผีหลอกเสียจนทวนโกยแนบ แต่พอทวนหนีไป เมินก็ถูกผีใส่รองเท้าผ้าใบเก่าๆ เปื่อยๆ หลอกอีกต่อ จนร้องเสียงหลง วิ่งอ้าวกลับไป

ooooooo

ฝ่ายเศรษฐีบุญช่วย โมโหจนลมออกหูเมื่อเลิศกับหลิมทำงานไม่สำเร็จ ถามว่าแบบนี้จะไปทำความชั่วได้ยังไงกะอีแค่ความเลวยังทำไม่ได้ ประกาศว่าตนจะตัดไม้ข่มนาม ให้ชาวนาที่แข็งข้อกับตนรู้เสียบ้างว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไร ชิงชัยประสานเสียง

สั่งสมุนให้ไปดูว่าใครบังอาจไปเข้าพวกกับศรีไพร

ที่ลานวัด ศรีไพรนัดชาวบ้านมาแนะนำวิธีการต่อสู้กับหนี้สินและความยากจน บรรยายถึงผลเสียของการทำนาปีละสามสี่ครั้ง การใช้ปุ๋ยใช้สารเคมี การเผาตอซัง เสนอให้ลดการทำนาน้อยครั้งลงและหันมาบำรุงดินด้วยวิธีธรรมชาติ ดินจะได้พัก กุ้งหอยปูปลาก็จะได้กลับมาอีก

ชิงชัยมาขัดคอทุกประเด็น ศรีไพรก้าวออกเผชิญหน้าโต้เถียงกัน ทวนที่มาฟังอยู่ด้วยลุกขึ้นมาสนับสนุนข้อเสนอแนะของศรีไพร

ชิงชัยเยาะเย้ยว่า ใช้ควายไถนาแล้วเมื่อไหร่จะเสร็จ ศรีไพรโต้ว่าถ้าคนกับควายมาร่วมแรงกัน นาสิบยี่สิบไร่เรื่องเล็ก ชิงชัยท้าว่ามาแข่งกันไหม ให้ศรีไพรใช้ควายและตนใช้รถไถใครจะเสร็จก่อนกัน

“ตกลง” ศรีไพรตอบอย่างนักเลงเต็มที่ ทำเอาพรกับสดมองตาค้างกับความกล้าบ้าบิ่นของลูกสาว แสนเองก็แอบถามว่าไหวหรือพี่

“ต้องไหวสิ พรุ่งนี้แกกับฉัน” ศรีไพรใช้นิ้วจิ้มอกชิงชัยแรงๆ “เจอกันตอนตะวันขึ้น เลิกประชุม บ้านใครบ้านมัน”

พอกลับถึงบ้าน แสนบ่นว่าศรีไพรหาเรื่อง ทำไมถึงขยันหาเรื่องนักเพราะไอ้ไฉไลเฉิดเป็นควายแก่จะไปสู้ควายเหล็กได้ยังไง สดกลัวผัวจะตีลูกรีบบอกว่าตนเชื่อว่าถ้าศรีไพรรับคำท้าพวกนั้น ก็หมายความว่า ลูกต้องมีทางหนีทีไล่แน่

พรก็ยังโวยวายไม่เลิก เลยถูกสดบ่นว่าพูดจาไม่รู้เรื่องแบบนี้แหละลูกมันถึงได้ขึ้นคาน พรเลยคุยฟุ้งว่า ถึงตนจะตัดขาดจากชิงชัย แต่ตนก็มีเป้าหมายใหม่ จะให้ศรีแพรแต่งงานกับพวกอำเภอ ไม่ได้นายอำเภอก็ให้เป็นคุณนายปลัดก็ยังดี ย้ำกับศรีแพรว่า

“ไอ้เมินน่ะเมินเสียเถอะ พ่อไม่ให้แกแต่งงานกับมันหรอก”

ooooooo

ศรีไพรเครียดจนต้องให้แสนช่วยนวดขมับให้ คิดจนได้แผนเด็ด ให้แสนขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่ร้าน

เจ๊กตงที่เป็นร้ายขายของชำรวมทั้งขายน้ำมันด้วย แสนไปบอกเจ๊กตงว่าโชคดีได้รับแพ็กเกจทัวร์เมืองจีนหนึ่งอาทิตย์ เจ๊กตงดีใจมากที่จะได้กลับไปไหว้บรรพบุรุษ เนี้ยวรีบไปจัดกระเป๋าเตรียมออกเดินทางกัน ประกาศปิดร้านหนึ่งอาทิตย์

พอออกจากร้านเจ๊กตง แสนพึมพำอย่างสะใจว่า “สำเร็จ!”

เช้าวังรุ่งขึ้น ที่ลานหน้าท้องนา มีปะรำพิธีแข่งไถนาระหว่างควายเนื้อกับควายเหล็ก โดยมีมหาเฉื่อยเป็นโฆษกและเป็นกรรมการ ส่วนเศรษฐีบุญช่วยเป็นประธานกรรมการ และมีหลวงตามาเป็นสักขีพยาน

ทวนถามศรีไพรว่าจะสู้เขาไหวหรือ ศรีไพรพูดอย่างมั่นใจว่าเดี๋ยวก็รู้ ส่วนเมินบอกไฉไลเฉิดว่าถ้าชนะจะยอมเรียกว่าพ่อเลย ไฉไลเฉิดส่งเสียง มอ...มอ...อย่างมั่นใจ

พอมหาเฉื่อยประกาศเปิดการแข่งขัน เลิศก็วิ่งหน้าตั้งมาบอกชิงชัยว่าร้านเจ๊กตงปิดหนึ่งอาทิตย์ ชิงชัยถามอย่างหัวเสียว่า แล้วจะเอาน้ำมันที่ไหนมาเติมรถไถ แต่เพราะได้เวลาแล้วเลยต้องลงไถนาก่อน ไถได้อึดใจเดียวเครื่องก็ดับเพราะน้ำมันหมด

หลินมาถึงพอดีบอกว่าตนไปเอาน้ำมันมะพร้าวจากเมียมายังไงก็ยังดีกว่าแพ้ควาย ว่าแล้วก็เติมน้ำมันมะพร้าวลงไป พอสตาร์ตเท่านั้น รถไถพ่นควันดำโขมงออกมาจนสำลักควันกันเป็นแถวทั้งคนทั้งควาย

ปรากฏว่าศรีไพรชนะ เพราะรถไถมัวแก้ปัญหาน้ำมันกันนาน เศรษฐีบุญช่วยไม่ยอม พรเลยให้มหาเฉื่อยตัดสิน มหาตัดสินให้ศรีไพรชนะ

“ไม่ยอมโว้ย ควายชนะแต่คนไม่แพ้โว้ย เอาโว้ยพวกเรา  ตะลุมบอนมันเล้ย”  ชิงชัยไม่ยอมแพ้ประกาศลุย เลยเกิดการตะลุมบอนกันสองฝ่าย สาดโคลนกันจนเลอะไปหมด

หลังจากศรีไพรคว้าชัยชนะมาได้แล้ว พรจัดฉลองที่บ้าน พวกทวนกับเมินตามไปอ้างว่ามาช่วยจัดโต๊ะยกเก้าอี้ล้างถ้วยล้างจาน ก็ถูกกันไม่ให้เข้าบ้านอ้างว่านี่เป็นการฉลองกันภายในครอบครัว สองหนุ่มเลยต้องเดินหน้าเหี่ยวกลับไป

ooooooo

หลังชนะชิงชัยแล้ว  วันนี้ศรีไพรไปเก็บลูกเล็บเหยี่ยวที่ป่าละเมาะ ทวนนอนเอกเขนกอยู่บนกิ่งไม้ เลยเจอกัน ทวนบอกว่าตนก็มาเก็บลูกเล็บเหยี่ยว เหมือนกัน ทบทวนอดีตกันไม่นานศรีไพรก็จำได้ว่าเคยเห็นทวนกับเมินมาเก็บลูกเล็บเหยี่ยวที่นี่

ศรีไพรรู้ทันทวนว่าที่มาเข้าทางตนเพื่อไปหาศรีแพร ดักคอว่า ถึงตนจะต้องการพวกไปสู้กับเศรษฐีบุญช่วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ตนจะรับทวนมาเป็นพี่เขย ตนไม่ต้องการคนร่ำรวยแต่ต้องการคนดีปกป้องคุ้มครองพี่สาวตนได้

ระหว่างนั้นเมินโผล่มาคุยอวดคุณสมบัติว่า ตนพร้อมที่จะเป็นพี่เขยศรีไพรได้ ศรีไพรเลยตัดบทว่า

“เอาล่ะ ฉันจะช่วยสงเคราะห์รับเอาไว้พิจารณา เงื่อนไขเดิมๆ ใครไถนาห้าสิบไร่ด้วยวิธีการดั้งเดิมสำเร็จ ฉันจะยกพี่สาวให้”

พอไปเล่าให้ศรีแพรฟัง ถูกพี่สาวต่อว่า ศรีไพรบอกว่าตนก็แค่หลอกใช้สองคนนั้นเท่านั้นเอง ไม่ยกพี่ให้ใครหรอก และเชื่อว่าน้ำหน้าอย่างสองคนนั้นไม่มีทางทำได้สำเร็จ

ooooooo

พรกังวล กลัวจะมีนัดล้างตากัน แล้วก็เป็นจริง เมื่อเศรษฐีบุญช่วยเสียพนันไปเป็นแสน เสียหน้าอย่างประเมินค่าไม่ได้จึงวางแผนจะมีนัดล้างตากัน

เพราะวันนี้เป็นวันพระและหลวงตาขอให้ญาติโยมมาช่วยกันซ่อมหลังคาโบสถ์ ชิงชัยเชื่อว่าศรีไพรต้องมาวัดแน่ จึงตามหาจนเจอ แล้วท้าล้างตากันโดยนัดศรีไพรไปต่อยกัน ศรีไพรนัดเจอกันหลังป่าช้า แต่วันนี้ตนไม่ว่าง

เลิศไม่ยอม ศรีไพรจึงรับคำท้านัดไปเจอกันในป่าช้าตัวต่อตัว ทวนกับเมินสังเกตการณ์อยู่ชวนตามไปลุ้นกัน

หลังจากวาดลวดลายลีลาแม่ไม้มวยไทยไม่นาน ชิงชัยก็ถูกศรีไพรเล่นงานเสียหมอบกระแต เลิศกับหลิมที่ซ่ามากก็กลายเป็นซีดสนิท

เศรษฐีบุญช่วยไม่ยอมแพ้ หาทางหลอกล่อชาวนาด้วยการให้เอาปุ๋ยไปใช้ก่อนแล้วค่อยใช้หนี้เมื่อได้ข้าวโดยใช้รถเกี่ยวไม่ต้องลงแรงให้ลำบาก ทำให้ชาวนาหลงเชื่อ พากันไปเอาปุ๋ยที่บ้านเศรษฐีบุญช่วยกันมากมาย

เรื่องนี้ทำให้ศรีไพรคิดไม่ตกบ่นกับกล่ำที่ไปเอาปุ๋ยจากบ้านเศรษฐีบุญช่วยว่า

“ไหนเราพูดกันเข้าใจแล้วไงว่าเราจะลงแรงลงแขกช่วยกันทำนา”

กล่ำบอกว่าวิธีแบบศรีไพรมันเหนื่อย กอปรกับถูกชิงชัยคอยกันท่า ทั้งเศรษฐีบุญช่วยยังสั่งให้สั่งสอนศรีไพรด้วย ให้มันรู้ไปว่าในบ้านนานี้ใครใหญ่ แสนถามพี่สาวว่าจะทำอย่างไรดีเพราะเรามีกันแค่สองคนแต่พวกนั้นมีเป็นฝูง

ได้ทวนกับเมินมาช่วยอีกตามเคย สองฝ่ายเลยได้ตะลุมบอนกัน สุดท้าย พวกของชิงชัยถูกจับโยนไปกองรวมกันอย่างหมดสภาพ ชิงชัยถูกจับโยนไปในกองเป็นคนสุดท้าย นอนร้องครวญคราง

ooooooo

ศรีไพรอยู่ในสภาพผิดหวังมากที่ชาวบ้านพากันไปเป็นพวกเศรษฐีบุญช่วยหมด แต่ก็ฮึดสู้ถึงจะมีกันแค่พ่อแม่ลูกห้าคนก็จะทำนาห้าสิบไร่ให้ได้

แต่เพียงวันรุ่งขึ้น เมิน ทวน ทอก และหมอกก็พากันมาที่บ้าน พรทำท่าจะไล่เพราะหวงลูกสาวแต่ศรีไพรห้ามไว้ ให้เก็บพวกนี้ไว้ใช้ดีกว่าไม่มีใครเลย การทำนาของเราจะได้ไม่มีปัญหามาก แล้วศรีไพรก็ให้สี่หนุ่มไปไถนา ใช้งานเสียเหนื่อยแทบขาดใจตั้งแต่เช้ายันเที่ยงไม่ได้พักกินข้าวกินน้ำเลย

พอศรีไพรให้พัก สี่หนุ่มก็ไม่มีแรงแม้แต่จะยกมือเปิบข้าว

หลินมาแอบดูอยู่ แจ้นกลับไปรายงานเศรษฐีบุญช่วย ชิงชัยคาดว่าสี่หนุ่มที่ไปช่วยไถนาคงเป็นเพราะไปติดพันศรีแพรถึงได้ถูกศรีไพรหลอกใช้ เศรษฐีบุญช่วยหาทางที่จะตัดสี่หนุ่มออกจากครอบครัวศรีไพร เพราะถ้าขาดสี่หนุ่มครอบครัวศรีไพรไม่มีทางทำนาได้สำเร็จ

“ใช้อิทธิพลของหลวงตาฉุนบีบไอ้พวกนั้นให้หันกลับมาเป็นพวกเรา” ชิงชัยเสนอ

เมื่อเศรษฐีบุญช่วยไปหาหลวงตาที่วัด ปรากฏว่าพูดกันไม่รู้เรื่องเพราะหลวงตาหูตึง คุยกันแบบ ไปไหนมาสามวาสองศอก สุดท้ายเศรษฐีบุญช่วยก็กลับไปเซ็งๆเพราะนอกจากยุหลวงตาไม่สำเร็จแล้วยังต้องควักเงินบริจาคอีกด้วย

ooooooo

ใกล้เพลแล้ว ศรีแพรหาบอาหารมาส่งที่นา พอทวนกับเมินเห็นศรีแพรเท่านั้นก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที แข่งกันร้องเพลงเกี้ยวศรีแพร ทวนบอกว่ากำลังใจดีแบบนี้รับรองทำตายเลย

ศรีแพรส่งเสียงหวานเรียกทวนกับเมินมากินข้าวกันก่อน วันนี้ตนแกงเลียงผักริมรั้วกับปลาย่างมีน้ำพริกมะขามต้นหน้าบ้านด้วย ทวนรีบขึ้นจากนา ถูกเมินเบรกว่าศรีแพรมีคนดูแลแล้ว ให้ทวนไปดูแลเนี้ยวที่หิ้วปิ่นโตเดินรี่เข้ามาโน่น

ทวนรีบไปหาเนี้ยวที่มีผลไม้จากเมืองจีนมามากมายหลายอย่าง แต่ไม่ทันไร  เจ๊กตงก็ถือไม้เรียวมาไล่เนี้ยวให้ไปขึ้นเล่าเต๊งเดี๋ยวนี้บ่นว่าตนเผลองีบไปนิดเดียวแอบเอาของดีๆแพงๆมาให้ทวนกับเมินอีกแล้ว ด่าเนี้ยวว่า

“ลื้อรู้ไหมว่าตอนนี้พวกชาวนาทิ้งนาไปเข้าพวกกับเศรษฐี บุญช่วยหมดแล้ว ลื้อจะเลือกข้างก็ต้องเลือกให้ฉลาด”

เนี้ยวบอกว่าตนจะอยู่ข้างเมินกับทวน และศรีไพร ศรีแพรไกล่เกลี่ยว่า เจ๊กตงอย่าตีเนี้ยวเลย พวกเราทั้งหมดควรรักกันไว้ เราคนบ้านนาเหมือนกัน

เจ๊กตงไม่ยอมด่าทวนว่า จะไม่ยอมให้เนี้ยวแต่งงานกับคนขี้คุกเด็ดขาด แล้วลากเนี้ยวกลับไป ทวนทิ้งช้อนกินข้าวไม่ลงจุกกับคำด่าที่ว่าตนเป็นไอ้ขี้คุก

ooooooo

ศรีไพรเห็นใจทวน เอาข้าวไปให้เขาที่หนองน้ำ พอทวนล้างเนื้อล้างตัวขึ้นมา ศรีไพรบอกว่าเห็นเขายังไม่ได้กินข้าวศรีแพรเลยแบ่งไว้ให้ ทวนขอบใจแต่ตนกินไม่ลงแล้ว

“ถ้าไม่ได้ไปติดคุกมา ทำไมไม่ฟอกตัวเองให้สะอาดด้วยการพูดความจริง เวลาเกือบสิบปีนี่ จะไม่ให้ใครแม้แต่หลวงตาท่านรู้เลยหรือว่าไปทำอะไรมา” ศรีไพรหว่านล้อม

ทวนบอกว่าพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ ศรีไพรถามว่าเรื่องมันเหลือเชื่อนักหรือถึงพูดให้ใครเชื่อไม่ได้ แล้วมองทวนอย่างสำรวจชมว่า “นายน่ะ พอล้างเนื้อล้างตัวเอาคราบดินออก รูปร่างก็พอดูได้ ไม่มีสัญญาณบอกเหตุว่าเป็นพวกผู้ร้ายเลย”

ทวนดีใจถามว่าเริ่มสงสารตนแล้วใช่ไหม ยอมรับหรือยังว่าตนมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นพี่เขยเธอได้ ศรีไพรบอกว่ายัง ต้องพิสูจน์อีกเยอะ เพราะนี่แค่ไถ ยังต้องหว่าน เก็บเกี่ยว นวด สี แล้วก็ขนข้าวขึ้นยุ้ง บอกทวนว่า

“ยังอีกยาว...กว่าจะพิสูจน์ว่าคุณน่ะ เหมาะสมกับพี่สาวของฉันมากกว่า...ใคร”

เงื่อนไขของศรีไพรทำเอาทวนใจเหี่ยว หน้าแห้งไปเลย

ooooooo

วันนี้ จ่าสินขับรถกระบะมาที่บ้านเศรษฐีบุญช่วยอย่างรีบร้อน เพื่อมาบอกชิงชัยว่าตนสืบมาได้แล้วว่าทวนกับเมินหายไปไหนมา ชิงชัยตาลุกถามว่าไปไหนมาหรือ

“ผมได้ข้อมูลมาว่าไอ้สองคนนั่นมันไปเป็นทหาร” จ่าทำหน้าตื่นเต้นราวกับได้ผลงานชิ้นโบว์แดงมา

สไบถามว่าไปเป็นทหารก็แค่สองปี แต่สองคนนี้หายไปเกือบสิบปีที่เหลือไปทำอะไร

“เราจำเป็นต้องสงสัยคนแปลกหน้า จ่าก็รู้ว่าเราต้องระวังตัว ถึงไอ้ทวนกับไอ้เมินมันจะเป็นเด็กที่หลวงตาฉุนเลี้ยงด้วยข้าวก้นบาตร แต่ตอนนี้มันเป็นใคร ทำไมมันกลับบ้านนาพร้อมๆกัน” ชิงชัยตั้งข้อสังเกต

ใต้แสงสลัวของพระจันทร์ครึ่งดวงคืนนี้...ที่ริมแม่นํ้า มีควันลอยเอื่อยๆขึ้นมาที่ผิวนํ้า ครู่หนึ่งหัวของเมินกับทวนก็ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจ๊ะกันอย่างจัง ต่างตกใจถามอีกฝ่ายอย่างสงสัยว่ามาทำอะไรที่นี่

ที่โรงนาบ้านเศรษฐีบุญช่วย ขณะเลิศกับหลิมสะพายปืนยืนยาม ได้ยินเสียงกรอบแกรบเหมือนใครเดินอยู่ข้างๆ ต่างยกปืนเล็งถามว่าใคร มีเงาดำผ่านวูบไป เลิศกับหลิมรีบตาม

ทวนกับเมินมาซุ่มดูอยู่ ถามกันว่าใคร ต่างบอกว่าไม่ใช่ตน เลยสงสัยกันว่าแล้วเป็นใคร

เลิศกับหลิมวิ่งไล่เงาดำไปจนถึงริมคลอง เงาดำวิ่งหนีลูกปืนกระโดดนํ้า ทั้งสองยิงตามลงไปแต่ที่ผิวนํ้า ไม่มีแม้วงกระเพื่อม ต่างสงสัยว่าอาจจะเป็นผี...

ทวนกับเมินเดินกลับเพิงผ่านป่าช้า ต่างก็คิดว่าคงเป็นผี เพราะขนาดสองคนนั่นวิ่งตามไปยิงยังไม่ทันเลย คุยแล้วหาข้อยุติไม่ได้ ทวนเลยตัดบทว่า แทนที่เราจะมาสงสัยว่าผีหรือไม่ เราน่าจะสงสัยว่าในโรงนานั่นมีอะไร ทำไมถึงต้องคุ้มกันแข็งแรงนัก พูดแล้วถามดักคอเมินว่าอยากรู้ไหม

เมินอึกอักทวนถามว่า เมินเองก็อยากรู้เหมือนกันใช่ไหม ถามว่าอยากรู้ไปทำไม

เมินยิ่งมีพิรุธ ตอบอึกๆอักๆว่า “ฉันอยากรู้ก็เพราะว่า...

เอ้อ...ไม่รู้ก็ได้วะ ฉันก็แค่ว่ายนํ้าเล่นไกลไปหน่อยเท่านั้น” ถูกทวนดักคอว่าว่ายนํ้าเล่นตอนตีหนึ่งนี่นะ สุดท้ายเมินตัดบทเอาดื้อๆว่าก็ตนกำลังจะกลับไปนอนนี่ไง

ทันใดนั้นมีเสียงหมาหอนแว่วมา ทวนรีบชวนกลับไปนอนกันดีกว่า เพราะมีสัญญาณบอกเหตุแล้วว่าในป่าช้านี้มีผี

สองหนุ่มวิ่งไป โดยไม่ทันเห็นว่า ที่กิ่งไม้เหนือหัวนั้น รองเท้าผ้าใบเก่าๆเปื่อยๆคู่เดิมแต่วันนี้เปียกนํ้าแกว่งไปมาเบาๆอยู่บนนั้น

ooooooo

เช้านี้ครอบครัวพรเตรียมออกไปทำนากัน เดินผ่านหมู่บ้านเห็นพวกชาวบ้านนั่งกันเป็นกลุ่มๆอย่างไม่มีอะไรจะทำ สไบเดินนวยนาดมากับแหว่ง เจอพวกพรก็พูดแขวะ ส่วนพวกชาวบ้านก็มองพวกพรกับศรีไพรอย่างห่างเหินแม้แต่กลํ่ากับช้อยที่ศรีไพรเคยช่วยเหลือก็ไม่เว้น

สไบมันปากพูดแขวะไม่พอ ยังดูถูกพวกพรด้วย จนศรีไพรฉุนสั่งเจ้าไฉไลเฉิดให้ประจำการ แค่นั้นเอง แหว่งกับสไบก็โกยอ้าวเพราะรู้ฤทธิ์ไฉไลเฉิดดีว่าถ้าได้รับคำสั่ง มันไล่ขวิดแหลก

เวลาเดียวกัน เศรษฐีบุญช่วยกำลังหัวเสียเมื่อได้รับแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยว่า ชาริณีลูกสาวที่ส่งไปเรียนที่กรุงเทพฯถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย บุญช่วยหาว่าอาจารย์ผู้ปกครองเข้มงวดกับลูกสาวตนเกินไปจนลูกทนไม่ได้

ด่าอาจารย์แล้วก็บ่นว่า ปีนี้ชาริณีเปลี่ยนมหาวิทยาลัยมาหกเจ็ดแห่งแล้ว ที่สำคัญคือ ชาริณีถูกไล่ออกมาเป็นอาทิตย์แล้ว จนป่านนี้ยังไม่กลับบ้านนา ไม่รู้หายไปไหน

ooooooo

ที่แท้ชาริณีกำลังขับรถสปอร์ตคันหรูกลับบ้านนา แต่รถเกิดเสียหลักกลางทาง โมโหเลยเตะรถทั้งที่ใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด

ทวน เมิน หมอกกับทอก กำลังเดินร้องเพลงกันมาจะไปทำนาให้ศรีไพร เจอเข้า เมินรีบยุให้ทวนช่วยดูรถให้ชาริณี เพื่อตัวเองจะได้ไปทำคะแนนกับศรีแพรก่อน ทวนแสดงความเป็นสุภาพบุรุษเข้าไปช่วยดูรถ จึงรู้ว่าชาริณีเป็นลูกสาวของเศรษฐีบุญช่วย

ทวนดูนั่นดูนี่อยู่นานก็หาสาเหตุรถเสียไม่ได้ พอถูกชาริณีเร่งก็ยอมรับว่าตนไม่เป็นเรื่องเครื่องยนต์

ชาริณีบ่นว่าทำไมไม่บอกแต่แรกจะได้เรียกบริวารพ่อมาช่วย

ศรีไพรเห็นทวนหายไปไม่มาช่วยไถนาก็ออกมาตาม เจอกำลังดูรถอยู่เลยเข้าไปดู อึดใจเดียวก็บอกว่ารถไม่เป็นอะไรแค่นํ้ามันหมดเท่านั้น บอกทวนให้ไปซื้อนํ้ามันที่ร้านเจ๊กตงมาเติมให้แล้วรีบไปไถนาเสีย

พอศรีไพรกลับไป ชาริณีถามทวนว่า “ใครน่ะ ท่าทางยโสโอหัง ซํ้าหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่สงสัยจะเป็นพวกลูกชาวนา”

ooooooo

เพราะศรีไพรมัวแต่ไปตามทวน เลยเป็นโอกาสให้เมินใกล้ชิดศรีแพร พอกลับมาเห็นก็เข้าแทรกกลางปรามเมินว่าจำไว้ห้ามแตะพี่สาวตนเด็ดขาด ใครที่จะมาแต่งงานกับพี่สาวตนต้องผ่านการทดสอบตั้งแต่ไถนา หว่าน เก็บ เกี่ยว นวด สี แล้วขนข้าวขึ้นยุ้งแล้วเท่านั้น

เมินฟังแล้วบ่นว่าครบทุกขั้นตอนเลยหรือ ศรีไพรหมั่นไส้ตั้งท่ามวยใส่ แค่นั้นก็หัวหดกันแล้ว

ฝ่ายทวนซื้อนํ้ามันมาเติมให้ชาริณีแล้ว เธอก็ไล่เขาอย่างหมดความหมาย ซํ้ายังไม่จ่ายค่านํ้ามันให้ด้วย พอรถสตาร์ตติดก็ขับไปเลย ทวนมองตามบ่นอย่างสมเพชว่า

“นี่น่ะหรือลูกสาวเศรษฐีบุญช่วย นิสัยเหมือนกันทั้งโคตรเลย”

ศรีไพรยังไม่ได้กลับไปที่นา มายืนดักทวนอยู่ใต้ต้นไม้ พึมพำอย่างสมเพชว่า ลูกสาวเศรษฐีบุญช่วยกลับมาคงทำให้พวกหมาเห่าเครื่องบินไปส่งเสียงหอนกันที่นั่นแน่

พอดีทวนกลับมา ศรีไพรสั่งให้รีบไปทำงานได้แล้ว ทวนโอดครวญว่าตนยังไม่ได้กินข้าวเลย ศรีไพรยํ้ากฎเหล็กว่ายังไม่ได้ทำงานก็ไม่มีสิทธิ์กินข้าว แล้วสั่งให้ไปไถนา

“ฮึ...รู้งี้กลับไปกินข้าวก้นบาตรหลวงตาดีกว่า ผู้หญิงอะไร...เหี้ยม...โหด อำมหิต มิน่าถึงได้ขึ้นคานค้างปีไม่มีใครมาจีบ ฮึ...ยายมู่ทู่”

ooooooo

ตอนที่ 3

เมื่อกลับมาถึงเพิงพักท้ายป่าช้า เมินกับทวนต่างถามกันว่าไปที่คลองทำไม ไปทำอะไร แต่ก็ปากแข็งทั้งคู่ไม่มีใครยอมบอกใครสุดท้ายเหตุผลเดียวคือ ไปว่ายน้ำเล่น

ส่วนทอกกับหมอกยังติดใจถามว่าแล้วไอ้ห่อที่จมน้ำนั่นมันห่ออะไร เมินบอกว่าไม่รู้ หมอกตั้งข้อสังเกตว่าหรือจะเป็นของผิดกฎหมาย เมินกับทวนต่างมองหน้ากันนิ่ง

ชิงชัยได้รับรายงานจากเลิศกับหลิมก็พูดประชดว่า สองคนบอกว่าโดนผีน้ำล่มเรือ ป่านนี้พวกปลามิติดยากันงอมแงมแล้วหรือ ส่วนเศรษฐีบุญช่วยไม่เชื่อว่าจะมีผีน้ำ ถามทั้งสองคนว่ารู้ไหมว่าตนเสียหายไปเท่าไหร่

หลิมยังยืนยันว่าเป็นผีน้ำ เศรษฐีบุญช่วยด่าว่าโง่

ผีที่ไหนจะมาแส่เรื่องของผิดกฎหมาย มีแต่คนแล้วก็ต้องเป็นคนในบ้านนานี่แหละที่มันรู้เรื่องยานี่

เลิศฉุกคิดว่าหรือจะเป็นไอ้เงาดำๆคืนนั้นที่โรงนา แต่พอพวกตนตามไปถึงคลองยิงใส่แต่กลับไม่มีใคร

“หรือว่าจะมีคนรู้เรื่องที่เราซ่อนของไว้ที่โรงนา” ชิงชัยเอะใจ

ooooooo

หลิมกับเลิศยังคุยกันถึงเรื่องเงาดำคืนนั้น

ขณะเดินผ่านหนองน้ำเห็นกระสอบแช่พันธุ์ข้าวปลูก เดาได้ว่าต้องเป็นของศรีไพรแน่ๆ พวกมันขโมยพันธุ์ข้าวปลูกไปเพื่อศรีไพรจะได้ไปซื้อที่เศรษฐีบุญช่วย

รุ่งเช้า เมื่อศรีไพรกับแสนจะไปเอากระสอบพันธุ์ข้าวปลูกปรากฏว่าหายไปแล้ว แม้ศรีไพรจะให้ทวนกระโดดลงไปงมก็ไม่มี ศรีไพรฉุกคิดได้ว่าอาจถูกพวกเศรษฐีบุญช่วยมาขโมยเพื่อขายพันธุ์ข้าวของตัวเอง

ศรีไพรวางแผนจับขโมย เอาพันธุ์ข้าวที่ยังเหลืออยู่ไปแช่น้ำใหม่ แต่วางกับดักไว้ บอกพรว่า “ฉันจะจับขโมย”

คืนนี้หลินกับเลิศย่ามใจมาขโมยอีก ถูกกับดักของศรีไพรเป็นตาข่ายรัดตวัดขึ้นไปแขวนอยู่บนต้นไม้ ทั้งสองร้องโวยวายจนกระทั่งศรีไพรก้าวออกมา มีทวนกับเมินตามมาด้วย

เมินถามว่าจะทำยังไงต่อไป ศรีไพรบอกว่าให้ส่งใบแจ้งหนี้ไปยังเศรษฐีบุญช่วย นั่นคือส่งเลิศกับหลินไปเปิดโปง โฉมหน้าเศรษฐีบุญช่วย ฟ้องว่าสองคนนี้ไปขโมยพันธุ์ข้าวปลูก ให้คืนข้าวปลูกมาเสียดีๆ และจ่ายค่าเสียหายมาด้วย หรือว่าจะให้ส่งตัวสองคนนี้ไปที่...

“กองปราบ” ทวนเสนอ

สไบเสนอเศรษฐีบุญช่วยว่า ให้ช่วยสองคนนี้ไว้

ก่อนเถอะ ท่าทางศรีไพรจะเอาจริง เดี๋ยวจะเดือดร้อน

สุดท้ายเศรษฐีบุญช่วยยอมคืนทั้งพันธุ์ข้าวปลูกและจ่ายค่าเสียหายให้ศรีไพรอ้างว่าไม่อยากให้เรื่องถึงหูชาวบ้านส่วนหลิมกับเลิศให้ตัดเงินเดือนทั้งคู่

สไบสั่งแหว่งให้ตามตนขึ้นไปข้างบนไปเปิดเซฟเอาเงินมาจ่าย พอชาริณีรู้ว่าสไบถือกุญแจเซฟก็ไม่พอใจ สั่งให้เอามาให้ตน สไบไม่ยอมให้ เกิดโต้เถียงกันรุนแรง

เมื่อสไบไม่ยอมมอบกุญแจเซฟให้ ชาริณีแค้นใจ ประกาศก่อนเดินกระทืบเท้าลงไปว่า

“ฉันจะเอากุญแจเซฟของฉันคืนมาให้ได้”

ooooooo

ที่ท้องนา ศรีไพรกับศรีแพรกำลังหว่านข้าวในนา ไม่ไกลนักเมินกับทวนกำลังแข่งกันโก่งคอร้องเพลงเกี้ยวกันสุดฤทธิ์ พรเขม้นมองตาเขียวด้วยความหวงลูกสาว

และที่ทางเข้า เนี้ยวหิ้วปิ่นโตส่งเสียงมาแต่ไกล ข้างหลังเนี้ยว เจ๊กตงถือไม้เรียววิ่งท่อกแท่กตามมา ปากก็ร้องเรียกลูกสาวด่าและเรียกให้กลับบ้าน

“กลับบ้านเดี๋ยวนี้ เตี่ยไม่อยากมีปัญหากับท่านเศรษฐีบุญช่วย แยกกับพวกเศรษฐีบุญช่วยเหมือนแยกกลุ่มจากชาวบ้านแล้วเราจะไปค้าขายกับใคร ไอ้แขกสุมิตรมันยิ่งทำตัวเป็นคู่แข่งกับเตี่ยอยู่ด้วย ไป...กลับบ้านขึ้นเล่าเต๊ง”

ศรีแพรพยายามจะช่วยเจรจาให้ แต่เจ๊กตงไม่เล่นด้วย บอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวผู้หวังดีอย่ายุ่ง เรียกเนี้ยวให้กลับไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นเตี่ยจะตีจริงๆด้วย

“ฮึ...กลับก็ได้ เอาแต่ตีๆๆๆเดี๋ยวเถอะ อั๊วจะผูกคอตายบนเล่าเต๊งเลย” เนี้ยววิ่งร้องไห้ไป

เรื่องเจ๊กตงกับเนี้ยวเรียกความสนใจจากพร เมินฉวยโอกาสจับมือศรีแพร แต่พอเนี้ยวกับเจ๊กตงไปแล้ว พรเห็นเข้าตวาดเรียกศรีแพร เธอรีบปล่อยมือจากเมิน

พรสั่งให้ศรีแพรกลับบ้าน เข้าห้องแล้วปิดประตูลงกลอนเสีย ใครมาเกาะแกะยิงเลยไม่ต้องถาม ศรีแพรจำต้องทำตามคำสั่งของพ่อ เมื่อพูดกันไม่ได้ก็ใช้ภาษามือนัดแนะกับเมินไปพบกันที่นํ้าตก พรเสียท่าเพราะไม่ทันได้เฉลียวใจ

เมื่อไปพบกันที่นํ้าตกแล้ว ต่างพลอดรักกันอย่างสบายใจไม่ต้องคอยระแวงว่าพ่อจะมาดุ ทั้งคู่นัดพบกันทุกวันที่นี่

เมื่อเมินใช้วิธีพิเศษลักลอบพบกับศรีแพร ทวนหาทางกีดกันด้วยการหาคู่มือการใช้ภาษามือให้ศรีไพรเพื่อจะได้รู้ทันพี่สาวกับเมิน

ooooooo

วันนี้ แสนไปรู้ความลับมาโดยไม่ตั้งใจ เมื่อไปหาจิ้งหรีดแถวกองฟาง ได้ยินเลิศกับหลิมคุยกันว่าชิงชัยสั่งให้เอาของมาซ่อน เลยเอามาซ่อนที่กองฟางนี่แหละ

แสนกลับไปเล่าให้ศรีไพรฟัง บอกว่าตนได้ยินว่ายา แต่ไม่รู้ว่ายาอะไร

“นี่พวกเศรษฐีบุญช่วยมันค้ายาเสพติดด้วยหรือ เอารัดเอาเปรียบชาวบ้านยังไม่พอ มันคิดจะทำลายชุมชนอีกหรือ”

แสนเสนอให้แจ้งตำรวจ ศรีไพรห้ามไว้เพราะจ่าสินเป็นพวกเศรษฐีบุญช่วยถ้าแจ้งตำรวจเราจะไม่ปลอดภัย แสนถามว่าแล้วจะบอกทวนกับเมินไหม

“ไม่ ไม่ต้อง เราไว้ใจใครไม่ได้ พี่มีวิธี” ศรีไพรคิดแผนออกอีกแล้ว

ดึกคืนนี้เอง เกิดไฟไหม้กองฟางที่เลิศกับหลิมเอาของไปซ่อนไว้ ทางบ้านเศรษฐีบุญช่วยช่วยกันดับไฟโกลาหล ชาริณีเห็นพ่อกับพี่ชายตกใจมาก ถามว่าในกองฟางมีอะไรหรือ ชิงชัยบอกว่าไม่ต้องรู้หรอก ตอนนี้ช่วยกันดับไฟก่อน

สไบร้องบอกชิงชัยให้ระวังตัวด้วย ชาริณีหมั่นไส้บอกว่าไม่ต้องห่วงพี่ชายตนหรอก ห่วงตัวเองจะไม่มีที่ซุกกะลาหัวไว้ให้ดี ยํ้าปรามว่า

“แกจำไว้นะ ฉันจะเอากุญแจเซฟคืนมาให้ได้ ข้าวของทองหยองของแม่ฉันอยู่ในนั้น”

สไบอ้างว่าตนเป็นแม่เลี้ยงมีสิทธิ์ที่จะดูแลอยู่แล้ว ถูกชาริณีด่าว่าแม่มดน่ะซิ

เศรษฐีบุญช่วยตวาดให้ทั้งสองคนเลิกทะเลาะกัน ไฟนอกกำลังไหม้อยู่ยังจะจุดไฟในเรือนอีก

ooooooo

ที่ลานวัด ทวนกำลังคุกคามศรีไพรอย่างหนัก คาดคั้นถามว่าไฟไหม้ที่บ้านเศรษฐีบุญช่วยนั้นฝีมือเธอใช่ไหม ดีที่พวกเศรษฐีบุญช่วยดับไฟทัน ไม่อย่างนั้นมีหวังวอดทั้งหลัง

ศรีไพรเถียงคอเป็นเอ็นว่าตนไม่เกี่ยว มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ ทวนถือว่านี่คือพิรุธ สรุปว่าเธอวางเพลิงจริงๆ พรวดเข้ารวบมือไว้ ศรีไพรสั่งให้ปล่อย ตัวเองเป็นตำรวจรึไง มีสิทธิ์อะไรมาจับตน

“เป็นพลเมืองดีก็จับได้ จับไปแจ้งตำรวจว่ามีมือเพลิงอยู่ที่นี่ หน้าตาก็แย่แล้วยังใจร้ายอีก ไปเผาบ้านเศรษฐีบุญช่วยทำไมมันผิดกฎหมายนะ จะเป็นผู้นำชาวนารุ่นใหม่ที่รักความยุติธรรม แต่ทำผิดเสียเอง”

ศรีไพรเถียงว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่พอทวนถามว่าเป็นอุบัติเหตุยังไง เธอก็อึกอัก...

ความจริงคือ กลางดึกคืนนั้น ศรีไพรกับแสนพากันไปที่กองฟาง จุดไม้ขีดจะเผาแต่จุดไม่ติด จนครั้งที่ห้าจึงติด พอจุดติดก็ร้องขึ้นพร้อมกันว่า

“อุบัติเหตุ” แล้วพากันวิ่งหนี

เล่าเสร็จแล้ว ศรีไพรยืนยันปากแข็งอีกว่า

“เด็กสองคนเล่นไฟ ไฟมันก็เลยลุกพรึ่บ มันไหม้กองฟางแล้วลามไปถึงเรือนครัวบ้านเศรษฐีบุญช่วย ดีนะดับทัน ไม่ยังงั้น วอดทั้งหลังเลย”

ศรีไพรพยายามทำหน้าซื่อตาใสขณะเล่า จนทวนนิ่งไปทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ แต่ก็พยักหน้าช้าๆคำรามในคอ

“อือ...อุบัติเหตุจริงๆ”

ooooooo

ทางบ้านเศรษฐีบุญช่วยก็หารือกันว่าไฟไหม้กองฟางได้อย่างไร ชิงชัยไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ เพราะทำไมมันถึงเจาะจงมาเกิดอุบัติเหตุตอนที่เราเอาของไปซ่อนที่นั่น ตั้งข้อสงสัยว่าถ้าไม่ใช่ฝีมือศรีไพรก็ต้องเป็นทวนหรือเมิน

ชาริณีถามว่านายทวนหรือ เลยถูกพ่อสั่งห้ามคบกับเด็กวัดเหลือขอพวกนี้ ย้ำว่าในบ้านนี้ไม่มีใครมีคุณสมบัติพอที่จะคบกับลูกสาวตนได้เลยสักคน สไบยุให้ส่งไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯจะได้จบๆเสียที ชาริณีตั้งท่าจะด่า ถูกเศรษฐีบุญช่วยห้ามไว้ ขออย่ามีเรื่องกันอีกเลย บ่นว่า

“ไฟไหม้คราวนี้ หมดไปหลายแสน รวมกับคราวที่แล้วก็เกือบล้าน จับมือใครดมไม่ได้ นอกจากสงสัย”

ชิงชัยประกาศว่าตนจะหาไอ้มือเพลิงนั่นให้ได้ ชาริณีถามว่าแน่ใจหรือว่าเป็นนายทวน

“ไอ้ทวนมันเป็นพวกไอ้ศรีไพร มันต้องสงสัยเหมือนไอ้เมินเพื่อนมัน พ่อ...ฉันจะสืบเรื่องไอ้เมินกับไอ้ทวนให้ได้ว่ามันเป็นใคร”

ชิงชัยพูดอย่างแค้นใจ ส่วนชาริณีฟังอย่างสงสัยคิดอะไรในใจ

ooooooo

รุ่งขึ้น ที่ถนนบ้านนา ชาริณีไปดักพบทวนขณะทวนแบกแหเดินมา บอกว่าตนมีเรื่องจะคุยด้วย แล้วเธอก็ชักชวนทวนให้ไปเป็นพวกพ่อตนเสีย เพราะตอนนี้ชาวนาพากันเข้าพวกกับพ่อตนหมดแล้ว พูดขู่ๆว่า

“พวกนั้นคนแค่หยิบมือเดียวจะมาสู้กับพ่อฉันได้ยังไง พ่อฉันมีเงิน มีอิทธิพล ซื้อบ้านนาทั้งตำบลยังได้

ทวนถามว่าพ่อเธอให้มาหากำลังไปเสริมหรือ ชาริณีบอกว่านี่เป็นความคิดของตนเอง อ่อยว่า

“ฉันเห็นนายทวนหล่อพอเข้าขั้นน่าคบอยู่คนเดียว ถ้านายทวนตกลงเราอาจพัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงไหนต่อไหนได้”

ยิ่งฟังทวนก็ยิ่งสงสัยถามว่าหมายความว่ายังไง ชาริณีบอกว่าถ้าเขายอมเป็นลูกน้องของพ่อ ท่านเศรษฐีก็อาจจะยอมรับฐานะของนายทวนก็ได้อย่างเป็นลูกเขยท่านเศรษฐี มีบ้านหลังใหญ่ไม่ต้องนอนในป่าช้า มีไร่มีนา มีธุรกิจให้ดูแล ซ้ำยังมีเงินใช้อีกเป็นฟ่อนๆ ย้ำในตอนท้ายอย่างเชิญชวนว่า “แล้วก็มีฉัน...”

“มี...คุณ...” ทวนอุทานมองหน้าเธอเต็มตา ชาริณียืนยันและมองด้วยสายตาที่ท้าทาย

ooooooo

วันนี้เช่นกัน ศรีไพรกับแสนแบกแหจะไปหาปลาในลำคลอง ระหว่างทางเจอรถของจ่าสินตะบึงมาฝุ่นตลบฟุ้งไปหมด หลังจากตะโกนด่าแล้ว ศรีไพรสงสัยว่าจ่าสินจะรีบไปไหนของเขา

“พี่...หรือว่า...จ่าสินจะไปบ้านเศรษฐีบุญช่วยเรื่อง...เรื่องไฟไหม้”

แสนกับศรีไพรมองหน้ากันอย่างครุ่นคิด

จ่าสินไปที่บ้านเศรษฐีบุญช่วยจริงๆ เจอเศรษฐีกำลังหัวเสียที่ยาบ้าถูกทำลายไปเกือบแสนเม็ด บ่นกับจ่าว่า

“ไฟไหม้ ไหนจะเรือขนของถูกล่ม ทำไมเหตุมันต้องเกิดพร้อมๆกัน เสียหายเป็นล้าน จ่าต้องสืบให้ได้ว่ามันเป็น

ฝีมือใคร” จ่าถามว่าท่านเศรษฐีสงสัยใคร ชิงชัยตอบแทนว่า

“ไม่รู้จะสงสัยใคร ตั้งแต่ไอ้ทวนกับไอ้เมินกลับมา บ้านนานี่มีแต่เรื่องเดือดร้อน”

สไบแทรกว่าขืนปล่อยไว้แบบนี้เราจะเหลือแต่ตัว จ่าสินรีบสอพลอว่า

“ผมกำลังสืบเรื่องที่มาของไอ้ทวนกับไอ้เมิน แต่ตอนนี้ยังไม่มีเบาะแสอะไร ท่านเศรษฐีทำอะไรก็อย่าให้โจ่งแจ้งนัก ถ้าส่วนกลางเขารู้ ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้”

ผลคือ ถูกเศรษฐีบุญช่วยขู่ๆว่าเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว จ่าก็ได้ส่วนแบ่งที่เป็นผลประโยชน์ไปเต็มๆทุกเดือน ย้ำว่า “เพราะฉะนั้น จ่าต้องเป็นหูตาให้เรา ถ้าชุมชนนี้มันอ่อนแอลง ที่นาของชาวนาจะไปไหน คนมีลูกติดยามันก็มีแต่ปัญหา”

“แล้วปัญหาทั้งหมดก็ต้องใช้เงินแก้” สไบเสริม

“งั้นเราก็ทำธุรกิจแบบครบวงจรเลยดีไหมท่านเศรษฐี” จ่าเสนอตาเป็นประกาย

ooooooo

ศรีไพรกับแสนไปทอดแหที่คลองหมายได้ปลาตัวใหญ่ พอศรีไพรเหวี่ยงแหลงไปก็ร้องบอกแสนว่าสงสัยจะได้ปลาตัวใหญ่เบ้อเริ่ม บอกแสนให้คัดท้ายเรือดีๆ แสนถามแซวๆว่าไอ้ที่ว่าเบ้อเริ่มน่ะปลาหรือตอ

สองพี่น้องพากันตื่นเต้นว่าต้องตัวใหญ่แน่ๆแต่เพียงครู่เดียวก็ไม่มีแรงดิ้น แสนเสนอว่าตนจะลงไปงมดูแต่แล้วก็เปลี่ยนใจเพราะกลัวไอ้เข้

แล้วก็มองกันมึน เมื่อทวนโผล่ขึ้นมาในสภาพถูกแหพันตัว ศรีไพรถามว่าลงไปทำอะไร ทวนบอกให้ช่วยดึงขึ้นเรือไปก่อน ตนถูกแหรัดจนจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว

ศรีไพรดึงไม่ไหว ทวนเลยส่งห่อของให้รับไปก่อน ศรีไพรถามว่าห่ออะไร จะขอแกะดู

“อย่า...อย่าแกะ มันเป็นของกลาง” ทวนร้องห้าม

ศรีไพรมือไวแกะออกดู ยาบ้าแตกกระจาย สองพี่น้องเชื่อว่าเป็นยาเสพติดแน่ ศรีไพรจะปาทิ้งนํ้า ทวนร้องห้ามเสียงหลงว่าอย่า นั่นเป็นของกลาง

เมื่อศรีไพรจะทิ้งนํ้าให้ได้ ทวนเลยล่มเรือด้วยความโกรธแล้วฉวยโอกาสกอดศรีไพรไว้แน่น ถูกด่าก็ไม่ยอมปล่อย ศรีไพรโมโหเลยเอาศอกกระทุ้งหน้าทวนจนหงายเงิบจมนํ้าหายไป

“ทำตัวเป็นไก่แจ้ เผลอไม่ได้...จิก สมนํ้าหน้า ตายอยู่ในนํ้าเสียเถอะ” ด่าแล้วก็ว่ายนํ้าเข้าฝั่ง

ที่ข้างหลังศรีไพร ทวนค่อยๆโผล่ขึ้นมามองตามศรีไพรไปด้วยแววตายิ้มๆ

ooooooo

เมื่อขึ้นฝั่งมาแล้ว ทวนทำหน้าขึงขังถามศรีไพร ว่ารู้ตัวหรือเปล่าว่าทำอะไรลงไป นี่เป็นการทำลายหลักฐานสำคัญ มันเป็นของกลาง ศรีไพรย้อนถามว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย ทำเอาทวนอํ้าอึ้ง

ศรีไพรเหมาว่า ถ้าตัวเขากับยาบ้าไม่ติดแหตนขึ้นมา เขาก็คงเอาไปขายกลายเป็นพ่อค้ายาบ้าไม่ใช่แค่ผู้เสพ

ทวนได้ทีเลยท้าให้ดมปากตนดู เพราะคนเสพจะมีกลิ่นปาก พูดแซวๆกรุ้มกริ่มว่าดมเท่านั้นห้ามจูบ

“ไม่ดม ไม่จูบ ไม่รู้ล่ะ ถ้ายังเซ้าซี้เรื่องนี้อีก ฉันจะคิดว่านายกำลังทำธุรกิจอุบาทว์...ค้ายา...ไป ไอ้แสนกลับบ้าน”

ศรีไพรเดินนำหน้าแสนไป ทวนมองตามเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างไม่พอใจมาก บ่นงึมงำ

“ยายมู่ทู่ทำเสียเรื่องหมดเลย...โธ่...”

ooooooo

ที่ร้านเจ๊กตง มหาเฉื่อยกับเมินนั่งโขกหมากรุกกันอยู่ มหาเฉื่อยสั่งกาแฟไม่หวานมากถ้วยหนึ่ง ขณะนั้นเอง มีรถบรรทุกตะบึงมาด้วยความเร็วจนฝุ่นตลบ มหาเฉื่อยบ่นว่า

“พักนี้มีรถบรรทุกวิ่งเข้าๆออกๆจะว่าหน้าเกี่ยวก็ไปอย่าง แต่นี่ไม่ใช่ ชาวนาเพิ่งจะเตรียมหว่าน แล้วรถมันเข้ามาขนอะไรวะ”

เจ๊กตงระแวงว่ามีคนมาทำธุรกิจแข่งกับตน แต่เนี้ยว ไม่สนใจ ถามเมินว่าพักนี้ทวนหายไปไหนไม่เห็นมาเล่นหมากรุกที่ร้านเลย ถูกเตี่ยปรามว่าจะถามถึงทำไม ไม่มาน่ะดีแล้ว เพราะสั่งกาแฟถ้วยเดียวนั่งตั้งแต่เช้ายันเย็น

เมินไม่ได้สนใจเรื่องที่มหาเฉื่อยกับเจ๊กตงคุยกัน ถามมหาเฉื่อยว่า เมื่อก่อนนี้ไม่มีรถเข้าๆออกๆบ้านนาเลยหรือ

“มันมีแต่รถขนข้าวกับรถขนดินของเศรษฐีบุญช่วย เมื่อก่อนนี้อำเภอเขาเคยมาซ่อมถนนให้ใหม่ แต่เพราะไอ้รถบรรทุกดินกับรถบรรทุกข้าวนี่แหละที่มันทำถนนพัง คนบ้านนาเลยต้องอยู่ในฝุ่น หัวหงอกหัวดำเป็นหัวแดงกันหมด”

ขณะนั้นเอง ศรีไพรเดินนำหน้าแสนเข้ามา เจ๊กตงออกไปเผชิญหน้าบอกว่าร้านนี้ไม่ยินดีต้อนรับ เนี้ยวขัดขึ้นว่าตนยินดีต้อนรับ เพราะตนกับศรีไพรซี้กันมาตั้งแต่เด็ก

เจ๊กตงด่าเนี้ยวว่าซี้ซั้วต่า เดี๋ยวนี้ชาวบ้านพากันไปเป็นพวกเศรษฐีบุญช่วยหมดแล้ว เราต้องเข้าข้างเศรษฐี

มหาเฉื่อยขัดขึ้นว่า แบบนี้มันก็ไม่ใช่การค้าเสรีสิ แล้วถามศรีไพรว่ามาซื้ออะไร ศรีไพรบอกว่าไม่ได้มาซื้ออะไร เพราะที่บ้านไม่ต้องซื้ออะไร ทุกอย่างทำเอง กินเอง ใช้เองได้หมด แต่ที่มานี่เพราะศรีแพรให้มาส่งข่าวเรื่อง...เรื่อง...

ศรีไพรทอดเสียง ทิ้งจังหวะ จนเมินทนไม่ได้ ถามว่าเรื่องอะไร

“พรุ่งนี้หว่านข้าว ไปลงแรงกันเช้าๆนะ” พูดแล้ว

ศรีไพรหันหลังเดินออกไปเลย แสนรีบตาม เมินมองตาม บ่นอุบอิบ

“แหม ยายมู่ทู่นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็มาตามไปหว่านข้าว งก เขี้ยว เหนียว หวงก้าง...ครบเลย”
ooooooo
รุ่งขึ้น ทวน เมิน หมอก และทอกพากันไปช่วยหว่านข้าวในนาพร ศรีแพรนั่งจัดอาหารอยู่ใต้ต้นไม้ริมคันนา ส่วนพวกหนุ่มๆมือหว่านข้าว ตามองศรีแพร ปากร้องเพลงเกี้ยวกันลั่นทุ่ง
พรทำท่าฮึ่มๆใส่ ศรีไพรรีบสั่งยอ...ยอ...พรด่าว่านั่นมันควายจะมายอหยุดกับตนได้ไง ศรีไพรขอร้องว่า

“หยุดก่อนพ่อ รอให้หว่านข้าวเสร็จ รอให้เกี่ยว นวดขึ้นลานแล้วขนขึ้นยุ้งก่อน พ่อจะด่า จะยิง หรือจะฆ่าพวกนั้นก็ตามสบายเลย”

“นาเป็นร้อยไร่ แกทำเองคนเดียวไหวรึตาพร แก่แล้วไม่มีความคิด” สดด่า ศรีไพรบอกว่าพ่อต้องทนคนเดียวซะเมื่อไหร่ พรถามว่าเอ็งด้วยรึ ศรีไพรยักคิ้ว หรี่ตาแบบเจ้าเล่ห์ พรเลยเสียงอ่อนลงว่า

“เอาวะ ยอเป็นยอ หยุดเป็นหยุด นาเสร็จเมื่อไหร่ละก็...มึ้ง...เห็นดีกับกูแน่ไอ้พวกลิง!”

ooooooo

ที่บ้านเศรษฐีบุญช่วย ขณะเศรษฐีเดินนำชิงชัย ชาริณี  และสไบลงมาจากเรือน หลิมก็วิ่งเข้ามากระซิบข้างหูชิงชัย ฟังแล้ว ชิงชัยถามเสียงดังว่า “จริงหรือวะ”

เศรษฐีบุญช่วยถามว่าเรื่องอะไรกัน ชิงชัยเล่าว่า หลิมมาส่งข่าวว่าตาพรหว่านข้าวเสร็จแล้ว เศรษฐีไม่เชื่อถามว่าเป็นไปได้ไง นาเป็นร้อยไร่ไม่ใช่น้อย สไบบอกว่าทำไมจะไม่เสร็จล่ะในเมื่อมีคนมาช่วยตั้งเจ็ดแปดคน

เศรษฐีกลัวผลสะเทือนนี้จะทำให้ชาวนาพากันเอาอย่าง ชาริณีถามว่า แล้วทำไมเราไม่ใช้วิธีตัดกำลังมันล่ะ ถูกสไบขัดคอว่าจะใช้วิธีไหนล่ะ

“แกอย่ายุ่งได้ไหมนังสไบ วิธีของฉันต้องได้ผลกว่าวิธีอื่น เพราะฉันใช้สมองคิด” ชาริณีแหวสไบ ครั้นพ่อถามว่าทำยังไง ชาริณีตอบอย่างภูมิใจในแผนเด็ดของตนว่า “ทำให้นายทวนกับนายเมินมาเข้าพวกเรา”

ooooooo

ชาริณีเริ่มแผนของตนทันที วันนี้จึงไปดักพบทวนที่หนองนํ้าที่ทวนมาล้างตัวเป็นประจำ บอกทวนว่ามาเอาคำตอบ เพราะวันก่อนเขายังไม่ได้ตอบตน พอทวนทำหน้างงๆ ชาริณีทบทวนให้ฟังว่า

“อยู่กับฉัน เป็นบอดี้การ์ดฉันก็ได้ ต้องการเงินเดือนเท่าไหร่ พ่อฉันพร้อมจ่ายนะ” เห็นทวนอึกอัก เธอรีบแถม “ถ้าน้อยไปก็รถอีกคัน”

“ผมใช้เกวียนครับ”

ชาริณีทำหน้าเบ้ บอกว่าเกวียนล้าสมัยตกรุ่นไปแล้ว ยํ้าว่า “อยากได้รถยี่ห้อไหนบอกท่านเศรษฐี พ่อฉันพูดจริงทำจริงนะ ขนาดจ่าสินเป็นแค่สมุน พ่อยังถอยรถป้ายแดงให้เลย”

ทวนสนใจจี้ถามว่า จ่าสินเป็นสมุนพ่อเธอหรือ ทำท่าจะพูดว่าจ่าเป็นตำรวจ ชาริณีก็ตัดบทว่า ใครๆพ่อตนก็ซื้อได้ ใช้เงินเสียอย่าง ทวนถามว่าซื้อแพงไหม

“คนชั่วๆก็ราคาไม่เท่าไหร่ แต่คนดีๆ พ่อฉันพร้อมจะซื้อ...แพงๆ”

ทวนบอกว่าถ้าอย่างนั้นตนก็จะเก็บเอาข้อเสนอของเธอไปคิดดู เพิ่งรู้เหมือนกันว่าคนดีกับคนชั่วค่าตัวต่างกัน ทำเป็นพึมพำว่า “ผมจะเป็นคนดีหรือคนชั่วดีนะ...”

ชาริณีไม่ทันได้รับคำตอบ ศรีไพรก็มาขัดจังหวะบอกทวนว่า ศรีแพรให้มาตามไปกินข้าว ทวนสนใจขึ้นมา ทำท่าจะไป ชาริณีฉวยมือไว้ไม่ให้ไป อ้างว่าตนซื้อตัวเขาไว้แล้ว

ศรีไพรด่าทันทีว่า ตนเพิ่งรู้ว่านอกจากทวนจะเป็นเด็กวัด คนเร่ร่อน ตกงาน ไม่มีหัวนอนปลายเท้าแล้ว “ยังเป็นสัตว์ปีกอีกด้วย”

ทวนถูกด่าว่าเป็นแมงดาก็เรียกปราม “มู่ทู่!” ชาริณี ตวาดศรีไพรว่า  มาหาว่าทวนของตนเป็นแมงดาหรือ ศรีไพรเลยถือโอกาสด่าไปอีกว่า “ผู้ชายที่ขายตัวให้เงิน ไม่เป็นสัตว์ปีกแล้วเป็นอะไร”
ทวนพยายามจะหยุดศรีไพร แต่เธอด่าติดลมเสียแล้ว ด่าส่งท้ายก่อนเดินหนีกลับไปว่า

“ถ้ารักจะเป็นผู้ชายแบบที่ศักดิ์ศรียังอยู่ครบก็ไปกินข้าว แต่ถ้ารักจะเป็นสัตว์เลี้ยงของคุณคนนี้ละก็...เชิญตามสบาย”

พอศรีไพรเดินหนีไป  ทวนก็รีบตาม  ชาริณีไม่ทันเห็น มองตามศรีไพรแผดเสียงตามหลังไปว่า

“เขาต้องเป็นของฉัน ใครเขาจะอยากเป็นควายให้แกใช้ทำนาล่ะจริงไหม” พอชาริณีหันกลับมาอีกทีก็ไม่เห็นทวนแล้ว “นาย...นายทวน...อ้าวไปไหนแล้ว”

ooooooo

เพราะได้รับหนังสือ “บทเรียนภาษามือ” จากทวน ศรีไพรจึงอ่านภาษามือของเมินกับศรีแพรออก วันนี้ก็จับได้ว่าทั้งสองนัดพบกันที่คลองคืนนี้สี่ทุ่ม

คืนนี้ ศรีไพรจึงแก้เผ็ด แอบเอาผ้าคลุมไหล่ของศรีแพร ชวนแสนไปที่ท่านํ้า พอได้เวลา เมินก็ว่ายนํ้าข้ามคลองมาที่ท่านํ้า เห็นผ้าคลุมไหล่ของศรีแพรคลุมอยู่ที่ท่านํ้า ก็เข้าไปรำพันความรักที่มีต่อศรีแพร พอเห็นไม่มีทีท่าขัดขืนก็ขอจูบมัดจำพลางโน้มหน้าเข้าไปจูบ รู้สึกแปลกๆ เลยดึงผ้าคลุมไหล่ออก ถึงกับร้องจ๊าก เพราะมันคือตอไม้!

เมินเสียอารมณ์มาก รีบว่ายนํ้าข้ามคลองกลับไป

ศรีไพรกับแสนออกจากที่ซ่อนหัวเราะกันคิกคัก แล้วไปเก็บผ้าคลุมไหล่ของศรีแพรที่คลุมตอไม้อยู่พากันกลับบ้าน

ส่วนศรีแพร ถูกพรกับสดใช้ให้ปะชุนเสื้อผ้าอยู่บ้าน เธอกระวนกระวายใจเพราะนัดเมินไว้ ส่วนพรก็บ่นศรีไพรกับแสนว่าไปสุมไฟให้ไอ้ไฉไลเฉิดยังไงป่านนี้ยังไม่กลับ ศรีแพรรีบเสนอตัวจะไปตาม ถูกพรห้ามเด็ดขาด

พอดีศรีไพรกับแสนกลับมาถึง สดไล่ให้ไปนอนเสียตนจะได้ปิดประตูลงกลอน ไล่ลูกแล้วไล่ผัวให้ไปนอนด้วยปรามว่าอย่าโมโหโทโสกับลูกมากนักเพราะลูกโตๆ กันแล้ว
“เฮ้อ...นี่ถ้าศรีแพรมันแต่งงานไปเสียกับไอ้พวกอำเภอ ข้าคงหมดห่วงเรื่องไอ้หมาวัดพวกนั้น ตอนนี้ถึงจะได้แรงมาช่วยลงนา แต่บอกตรงๆ ว่ะ ข้ากลัวได้ไม่คุ้มเสีย” พรบ่นอย่างกังวล

ooooooo

ส่วนศรีไพรกับศรีแพร พอเข้าห้องนอน ศรีแพรหาผ้าคลุมไหล่ของตน จึงรู้ว่าศรีไพรเอาไปหลอกเมินจนหลงจูบตอไม้ เมื่อครู่นี้ ศรีแพรสงสารเมินบ่นน้องสาวว่า เป็นตัวกันท่าแท้ๆ

ฝ่ายเมิน พอกลับไปที่เพิงท้ายป่าช้า ถูกทวนหยอกเรื่องแอบไปพบศรีแพรแต่ถูกหลอกให้จูบตอ เมินคาดว่าเป็นฝีมือของ “มู่ทู่” แต่ก็สงสัยว่าแล้วศรีไพรรู้ได้ยังไงว่าตนนัดศรีแพร ทวนกินปูนร้อนท้องรีบบอกว่าตนไม่เกี่ยว แต่ก็ปรามาสเมินว่า

“ยังไงแกก็ไม่มีวันประคับประคองความรักของแกกับศรีแพรให้รอดปากเหยี่ยวปากกาหรอกโว้ย ความรักน่ะดูแลมันไม่ดี...ไม่มีเวลาให้พอ อาจหมดอายุได้นะ”
หมอกกับทอกนอนฟังเมินกับทวนคุยกันก็อดถามไม่ได้ว่าจะมัวทะเลาะกันทำไม จัดสรรกันไม่ลงตัวก็น่าจะหาวิธีจัดการให้มันดีได้ ทอกเสนอว่า ผู้หญิงไม่ได้มีคนเดียวในโลก เพราะตาพรมีลูกสาวตั้งสองคน แล้วหมอกก็กล่อมทั้งสองคนว่า

“ถึงศรีไพรมันจะมู่ทู่  เพราะวันๆเอาแต่ทำหน้ายักษ์แต่มาคิดดู ไอ้ศรีไพรน่ะมันเป็นคนมองโลกไกลนะ ไม่ยังงั้นมันคงไม่ตั้งตัวต่อต้านเศรษฐีบุญช่วยหรอก ถ้าบ้านนาไม่มีคนลุกขึ้นมาสู้กับอิทธิพลมืด บ้านนาจะเป็นยังไง”

ทั้งทวนและเมินต่างคิดตามคำพูดของหมอกกับทอก

“แล้วตอนนี้ ชาวนายิ่งแห่กันไปเข้าพวกเศรษฐีบุญช่วยจนไม่เหลือใครที่เป็นพวกไอ้ศรีไพรแล้ว แม้แต่...” ทอกพูดทิ้งไว้แค่นั้น เพราะความจริงคือ แม้แต่ช้อยกับกล่ำที่ศรีไพรเคยช่วยเหลือเอื้อเฟื้อมาตลอดก็ยังหมางเมิน กระทั่งจะอุ้มลูกที่ศรีไพรเป็นคนช่วยทำคลอดให้ช้อยก็ยังไม่ให้อุ้ม

ส่วนเจ๊กตงก็เข้าข้างพวกเศรษฐีสุดตัว ขนาดศรีไพรกับแสนมาซื้อโอยัวะกับน้ำแดงยังไม่ยอมขายให้กลัวจะผิดใจเศรษฐีบุญช่วย เพราะชิงชัยเคยเรียกประชุมชาวบ้านประกาศว่า

“ต่อไปนี้ ห้ามใครติดต่อซื้อขาย หรือเกี่ยวข้องกับไอ้ศรีไพรกับวงศ์วารว่านเครือของมันเด็ดขาด ใครอยากจะอยู่ข้างพ่อเศรษฐีของข้าก็ต้องตัดสวาทขาดอีโต้กับครอบครัวนี้ ถ้าข้ารู้ว่าใครฝืนคำสั่งนี้ ข้าจะขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้อีกร้อยละยี่สิบ”

“อีกหน่อยพอไอ้ศรีไพรไม่มีพวกแล้ว มันต้องซมซานมาเข้าพวกกับพวกเรา ถึงตอนนั้นเราจะไล่มันออกไปจากบ้านนา” ชาริณีพูดอย่างเหิมเกริมมาก

เมื่อชาวบ้านแยกย้ายกันไปแล้ว เศรษฐีบุญช่วยพูดอย่างพอใจว่า

“หวังว่าแผนตัดปีกตัดหางไอ้ศรีไพรคงได้ผลนะ คนหัวแข็งจะอยู่ร่วมแผ่นดินกับข้าในบ้านนาไม่ได้  ไม่มีคนคบหาสมาคมกับมัน มันจะอยู่ได้ยังไง”

สไบเสนอว่าเราต้องตัดกำลังด้วย ถูกชาริณีตัดบทว่าตนกำลังทำอยู่ สไบถามเย้ยๆ ว่าแล้วเมื่อไหร่จะสำเร็จ

ด้วยเหตุนี้ ชาริณีจึงไปเร่งขอคำตอบจากทวนอีกครั้ง บอกทวนว่าตนยินดีต้อนรับพวกทวนทั้งแก๊งจะแถมมหาเฉื่อยด้วยอีกคนก็ยังได้

ระหว่างนั้น ศรีไพรขี่หลังไฉไลเฉิดผ่านมาพร้อมกับแสน แกล้งพูดกับไฉไลเฉิดแขวะชาริณี แล้วยั่วน้ำลายทวน บอกไฉไลเฉิดว่า “เดี๋ยวแวะท้ายป่าช้าเรียกพี่เมินไปกินแกงเลียงผักตำลึงกับบวบข้างรั้วฝีมือพี่ศรีแพรกันดีกว่า”

แสนเร่งให้รีบไปกันเลย ทวนทนไม่ได้ขอไปด้วย ชาริณี ตะโกนตามหลังอย่างหัวเสียว่า

“คุณ...ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลยนะ แล้วเรื่องนั้นว่าไง เรื่องที่ฉันชวนคุณกับพวกไปอยู่กับพ่อฉันน่ะ...บื้อเอ๊ย! เห็นแก่กินจริงๆ”

พอกลับถึงบ้าน ศรีไพรจึงรู้ว่าทวนตามมา ทวนถามว่าตั้งสำรับรึยัง ทำจมูกฟุดฟิดว่าหอมจัง ศรีไพรบอกว่าวันนี้ ไม่ได้แกงเลียง แต่ตำน้ำพริก ทวนไม่ทันบ่นอะไร พรก็ถือดาบมาคำราม ด่าทวนว่าจีบศรีแพรไม่ติดเลยเปลี่ยนมาจีบศรีไพรหรือประกาศว่า

“ลูกคนนี้ข้าไม่ยอมให้มันมีผัวหรอก ข้าจะเก็บมันไว้...เอ้อ...อ้า...”

“ไว้ไถนาแทนควายใช่ไหม ฮึ...พ่อนะพ่อ” ศรีไพรน้อยใจทำท่าจะร้องไห้แล้ววิ่งขึ้นเรือนไป พรพยายามเรียกแต่ศรีไพรไม่ฟังเสียง พรหน้าเสียรู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว

ooooooo

ศรีไพรวิ่งขึ้นไปที่ห้องนอนพูดกับศรีแพรอย่างน้อยใจว่าตนสู้พี่ไม่ได้สักอย่าง ศรีแพรให้กำลังใจว่าอย่างน้อยน้องมีความกล้าหาญที่พี่ไม่มี

ศรีแพรแนะนำน้องว่าให้ล้างโคลนขัดตะไคร่ออกจากตัวเสียบ้าง ยุน้องว่าพรุ่งนี้วันพระ ให้แต่งหน้าทำผมนุ่งซิ่นและใส่เสื้อลูกไม้ไปทำบุญที่วัดรับรองว่าความงามของน้องต้องปรากฏ

แล้วก็จริงอย่างที่ศรีแพรแนะนำ เมื่อศรีไพรไปวัดในสภาพที่แปลกใหม่ แม้จะดูแปลกๆ แต่ก็ทำให้พวกหนุ่มๆพากันมองอย่างสนใจ

ที่ทำให้ศรีไพรกับศรีแพรไม่สบายใจคือ ชาวบ้านที่มาทำบุญต่างพากันแสดงท่าทีรังเกียจไม่อยากเสวนาด้วยแม้แต่กล่ำกับช้อย ทำให้ศรีไพรสะเทือนใจไม่น้อย ทวนกับเมินสบตากันอย่างรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น

เมื่อกลับถึงบ้าน สดปลอบใจศรีไพรว่าอย่าไปถือสาชาวบ้านเลย ศรีแพรบอกว่านี่เป็นการประกาศสงครามกับพวกเราของเศรษฐีบุญช่วย ให้กำลังใจน้องว่า

“อย่าอ่อนแอนะศรีไพร ถ้ายอมแพ้ตั้งแต่แรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าเรามีกำลังสู้ได้แค่ไหน เอ็งสู้พี่ก็สู้ด้วย”

ไม่เพียงแต่ศรีแพร ทั้งสด พร และแสนต่างก็เอาด้วย แสนพึมพำเหมือนถามทุกคนว่า

“อยากรู้จังว่าพี่เมินกับพี่ทวนเขาอยู่ฝ่ายไหน”

ที่วัด ขณะเมินกับทวนช่วยกันยกสำรับหลังจากพระฉันแล้วลงจากศาลา เมินยุว่าทวนต้องอยู่ฝ่ายศรีไพรเพราะเป็นคนชอบของแปลก ทอกตั้งข้อสังเกตว่า ชาวบ้านไม่มีใครพูดกับศรีไพรเลย ทั้งยังขยับห่างไปเข้าทางพวกเศรษฐีบุญช่วยด้วย มันหมายความว่ายังไง

“ก็หมายความว่า เศรษฐีบุญช่วยประกาศสงครามแล้วน่ะซิ” ทวนตอบหน้าเครียด

ooooooo

ตอนที่ 4

เมื่อรู้ว่าถูกเศรษฐีบุญช่วยวางแผนโดดเดี่ยวพวกตน ศรีไพรพยายามผูกมิตรกับชาวบ้าน ไปที่สวนผัก เก็บผักได้ใครผ่านมาก็เอาให้ แต่ไม่มีใครรับเลย ซ้ำยัง เมินหน้าหนีด้วย

ครู่หนึ่ง เมิน ทวน ทอก และหมอก กำลังจะไปนาแต่ หาเรื่องเดินผ่านมาทางนี้เผื่อจะเจอศรีแพรเพราะเธอมักจะมาสวนตอนเช้าๆ แต่ผิดคาด เพราะเดี๋ยวนี้ศรีแพรถูกพ่อสั่ง เก็บไว้ในห้อง ยกเว้นเวลาไปนา

สี่หนุ่มสีหน้าผิดหวัง ศรีไพรสั่งให้ไปนากันได้แล้ว เดี๋ยวตนจะตามไป ไม่ลืมย้ำประชดว่าทีหลังไม่ต้องเดินอ้อมโลกมาผ่านหน้าบ้านตน ไม่ยังงั้นตนจะ...

ศรีไพรพูดแค่นี้ พวกนั้นก็โกยแนบไปแล้ว แต่ก็เกือบถูกขอนไม้ที่ศรีไพรขว้างตามหลังมา

เมื่อไปถอนกล้าที่ท้องนา พรคุมเข้มพวกหนุ่มๆ ปรากฏ ศรีไพรถอนกล้าไม่ขึ้น ทวนจัดแจงไปช่วยเอามือจับทับมือศรีไพร นับหนึ่งถึงสามแล้วดึง อึ๊บบบบ...

ปรากฏว่าทั้งทวนและศรีไพรหงายก้นจ้ำเบ้า ทั้งหน้าตาทั้งเนื้อตัวเลอะโคลน เลยพากันหัวเราะขำกันเอง ระหว่างนั้น เมินฉวยโอกาสที่ไม่มีใครสนใจขยับไปจับมือศรีแพรบ้าง

ใครๆ เผลอแต่พรไม่เผลอ วิ่งผ่ากลางทั้งสองชนจนกระเด็นแยกจากกัน แล้วหันไปทางทวนกับศรีไพร ตะโกน

“เฮ้ย! ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ไอ้ทวน ปล่อยมือลูกสาวของข้า

เอ็งนึกว่าข้าไม่รู้ใช่ไหม ว่าเอ็งคิดอะไรกับไอ้ศรีไพรมัน กล้าต้นแค่นี้ถอนไม่ขึ้น...มา...ข้าจะถอนให้ดู”

ปรากฏว่าพรถอนสุดแรง หงายหลังผลึ่งโคลนกระจาย พวกหนุ่มๆ พากันขำคิกคัก แต่ไม่มีใครกล้าหัวเราะ

ooooooo

เศรษฐีบุญช่วยโกรธแค้นมาก ที่ทวนกับเมินไป ช่วยพรทำนา หลิมสอพลอว่า ทวนกับเมินต้องมีแรงบันดาลใจอะไรแน่ๆ ถึงไปช่วยพรกันตัวเป็นเกลียว ชาริณีบอกว่าสองคนนี้จะจีบลูกสาวพร ตนไปชวนมาอยู่ด้วยถึงไม่มา

“ถ้าเสน่ห์บทนี้มันด้าน ก็ยังมีเวทมนตร์อีกบท” สไบเสนอ ชาริณีถามว่าอะไร สไบเชิดหน้าตอบว่า “เงิน!”

ได้ความคิดจากสไบแล้ว ชาริณีใช้ทั้งเสน่ห์และเวทมนตร์ แต่งสั้นโป๊เอาเงินมาเป็นฟ่อนไปที่คันนาที่ทวนกับเมินและพวกเพิ่งขึ้นจากนา เอาเงินออกมาโบกยั่วน้ำลายก่อน แล้วประกาศว่า

“ถ้าตกลงรับปากกับฉันว่าจะไปเป็นพวกของพ่อฉันเงินปึกนี้เอาไปเลย”

หมอกกับทอกตาลุกไม่เคยเห็นเงินขนาดนี้ ทวนแกล้งบอกชาริณีว่าพวกตนมีกันทั้งสี่คน ชาริณีบอกว่าจะรวมมหาเฉื่อยกับหลวงตาตลอดจนเด็กวัดเข้ามาด้วยก็ได้ ตนมีเงินซื้อได้ทุกคน

ทวนกับเมินที่ไม่หลงมนตราของเงิน ต่างก็พูดแง่โน้นแง่นี้ก่อกวน ถามชาริณีว่าจะซื้อแบบแพ็กเกจ หรือจะมี ผ่อนดาวน์หรือจะเอาทั้งซื้อทั้งแถม

“ใช่ครับ เรื่องธุรกิจซื้อขายนี่มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เอายังงี้ไหมครับ ให้พี่ชายคุณมาเจรจาซื้อขายเอง” เมินเสนอ

ชาริณีถามว่าที่ไหน ทวนบอกว่า “ป่าช้า”

ooooooo

เมื่อชิงชัยไปตามนัด เขาสงสัยว่าก็แค่รับเงินแล้วมาเป็นพวกเราเท่านั้น ทำไมต้องไปที่ป่าช้า ซ้ำยังนัดตอนตีหนึ่งด้วย

ไม่ทันไรก็มีเสียงหมาหอนดังขึ้น ชิงชัยขนลุกซู่ สั่งหลิมให้ยิงเลย หลิมถามเสียงสั่นว่าได้ยินแต่เสียงไม่เห็นตัว จะยิงยังไงแล้วก็ร้องเสียงหลงเมื่อรู้สึกว่ามีอะไรมาดึงขาตัวเองไว้ เลิศบอกว่าคงเป็นเถาวัลย์

แต่พอมองจริงๆ กลายเป็นมือที่มีแต่กระดูกมาดึงขาหลิมไว้ หลิมร้องเสียงหลง ชิงชัยทำปากกล้าบอกให้ดูดีๆ พอเลิศดูดีๆ ก็ยิ่งร้องเสียงดังว่าผีจริงๆ ด้วย แล้วพากันโกยแนบ

ที่แท้ทอกไปนอนในหลุมเอาโครงกระดูกมือมาแกล้งหลอกพวกชิงชัย พอพวกนั้นหนีไป ทอกพูดอย่างสะใจว่า

“ฮึ...ให้มันรู้ซะบ้างว่า ไอ้ที่บอกว่าผีไม่มีในโลกน่ะ มันต้องเจอยังงี้...”

พวกชิงชัยหนีกันป่าราบ แต่หาทางออกไม่เจอ ชิงชัยถามหลิมกับเลิศว่าทางออกอยู่ไหน มีเสียงเย็นเยียบบอกว่า “ทางนี้” พวกมันถามกันว่าทางนี้นะทางไหน มีเสียงตอบมาแบบเดิมว่า “ก็ทางนี้ไง...”

พวกชิงชัยเริ่มสงสัยถามว่าเสียงใคร มาจากไหน มีเสียงตอบมาว่า “กูเอง...” แล้วก็มีหัวพุ่งลงมาจากต้นไม้ พวกชิงชัยแผดเสียงลั่นแล้ววิ่งหนีกันตัวใครตัวมัน

ที่แท้หมอกมาทำผีหลอกพวกนั้น รีบทิ้งตัวลงจากต้นไม้กวักมือเรียกบอกว่าอย่าไปทางนั้นให้มาทางนี้ พลางชี้ไปที่กองฟืนเผาศพที่ไฟกำลังลุกโพลง มองไปเห็นร่างๆดำ ของใครคนหนึ่งลุกขึ้นมา เลิศร้องเสียงหลงว่า “ผีกำลังเผาผี...”

“เออว่ะ...ข้ากำลังเผาผี” เสียงเมินตอบมาน่าขนลุก พอพวกชิงชัยวิ่งเตลิดไป เมินก็เดินออกมาจากหลังกองไฟ ทำเสียงหัวเราะแหบๆ หลอกส่งท้าย

พอพวกชิงชัยวิ่งไปถึงทางออกป่าช้า ก็ยังเจอทวนอีกด่านหนึ่งที่แถวคูน้ำ ทวนโผล่พรวดขึ้นมาร้อง “โฮกกกกก” พวกชิงชัยก็กระโดดลงคูว่ายน้ำข้ามไปไม่เหลียวหลัง

ooooooo

หลังจากหลอกพวกชิงชัยจนแทบจับไข้หัวโกร๋นกันแล้ว เมิน ทวน หมอก และทอก ก็มาพบกันในสภาพมอมแมมจู่ๆ เมินก็ถามทวนว่า แน่ใจนะว่าคิดไม่ผิด แต่ถ้าจะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทัน

พอทอกซักไซ้ เมินบอกว่าทวนรับเงินจากเศรษฐีบุญช่วยจะไปเป็นสมุนของคนรวย ส่วนตัวจะซื่อสัตย์มั่นคงต่อศรีแพรยอมเป็นทาสรับใช้ยัยมู่ทู่ แต่ถ้ายัยมู่ทู่เผลอเมื่อไหร่ตนจะพาศรีแพรหนี

ทวนสวนไปว่าตนไม่ไป ตนจะอยู่กันท่าเมินอย่างนี้แหละ ถ้าทวนพาศรีแพรหนีตนก็จะพายัยมู่ทู่ออกตามล่า เมินรับไม่ได้ถามว่าทำไมต้องพายัยมู่ทู่ไปด้วย

“เฮ้อ...กูล่ะเบื่อ...” เสียงดังมาจากบนต้นไม้อย่างรำคาญเต็มที

พวกเมินมองหน้ากันเลิกลัก พอถามแล้วไม่มีใครพูด ก็พากันสงสัย มีเสียงออกจากต้นไม้ลงมาอีกว่า

“กูเอง...”

เท่านั้นเอง พวกผีปลอมทั้งหลายก็พากันหนีป่าราบ

ผีที่อยู่บนต้นไม้ ใส่รองเท้าผ้าใบเก่าๆ เปื่อยๆ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ก็กระโดดลงมาที่พื้น...

ooooooo

เช้าวันต่อมา ที่กุฏิหลวงตา มหาเฉื่อยกำลังเอาน้ำมนต์สาดที่เมิน ทวน หมอก กับทอก ที่นอนเป็นตายอยู่ข้างโอ่งน้ำมนต์

“เอา รดให้หมดโอ่งเลย มันจะได้ตื่น เมื่อคืนนี้มันวิ่งแข่งกันร้องเอะอะ หาว่าผีหลอก แล้วมาล้มตัวลงนอนหน้ากุฏิ อาตมานี่แหละท่านมหาเฉื่อย” หลวงตายืนบอกอยู่หน้ากุฏิ

มหาเฉื่อยทำท่าสยอง ถามว่าผีอีกแล้วหรือ คราวที่แล้วตนก็โดนไปเต็มๆแต่หลวงตาไม่เชื่อ หลวงตาบอกว่าท่านบวชตั้งแต่เป็นเณรไม่มีผีตัวไหนกล้าหลอก มหาอ้างว่าเพราะหลวงตามีอาคมแก่กล้า ผีตัวไหนจะมากล้าหลอก

ถูกมหาสาดน้ำใส่ ครู่เดียวเมินก็หลับตาคลานเข้ามากอดขาหลวงตาขอของดีไว้คุ้มตัวด้วย ทวน ทอก หมอก พากันประสานเสียง “ผมด้วย...ผมด้วย...ผมด้วย...”

“เอ็งมีของดีอยู่ในตัวเองแล้วไม่รู้จักใช้ สติไงล่ะ มีสติซะอย่างผีหลอกไม่สำเร็จหรอก คนเรานี่มันเป็นยังไง สติมีไม่ใช้...แต่ไปใช้สตังค์...”

ooooooo

หลวงตาพูดเหมือนจะเห็น เพราะที่บ้านเศรษฐีบุญช่วย เศรษฐีกำลังสั่งการลูกชาย ลูกสาว และสไบว่า

“เพิ่มเงินให้มันอีกเท่าตัว ให้มันรู้ไปว่าเงินซื้อพวกไอ้ทวน ไอ้เมินไม่ได้ ห้าหมื่นไม่พอเอาไปแสนนึง ถ้าแสนไม่พอ เอาไปให้มันเป็นล้าน”

ชิงชัยถามพ่อว่าไม่แพงไปหรือ ชาริณีบอกว่าถ้าซื้อพวกของศรีไพรเงินแค่นั้นไม่แพง สไบหมั่นไส้เลยถามว่าแล้วไอ้ที่คุยว่าจะดึงพวกนั้นมาใช้ฟรีๆ เหลวแล้วใช่ไหม หรือว่าดีแต่คุย ชาริณีมองขวับตวาดปราม “นังสไบ!”

เศรษฐีบุญช่วยตัดบทก่อนที่ศึกน้ำลายจะระเบิดว่า

“ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่า...ไอ้มนุษย์หน้าไหนวะที่เงินซื้อไม่ได้ ข้ามีแผนใหม่ เชือดไก่ให้ลิงดู และไก่ตัวนี้ทันทีที่เชือดสำเร็จ อย่าว่าแต่ชาวบ้านนาเลย ไอ้ศรีไพรกับพ่อของมันก็กลายเป็นลิงร้องเจี๊ยก...เจี๊ยก...”

ชาริณีมองพ่อ ถามว่า ไก่ตัวนี้เป็นใคร...

ooooooo

วันต่อมา พร ศรีไพร และแสนไปนมัสการหลวงตาที่ศาลาวัดบ้านนา หลวงตาบ้วนน้ำหมากก่อนเอ่ยเนิบๆ แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเมตตาว่า

“ค่อยคิดค่อยทำค่อยแก้ปัญหาไป ใช้ปัญญาเยอะๆ อย่าไปใช้กำลัง เขาจะหาว่าบ้านนาเรายังเป็นป่าดงดิบ ไอ้ทวนกับไอ้เมินไปช่วยก็ดีแล้ว มันจะได้ทำประโยชน์ให้แผ่นดินที่มันอยู่ มันเป็นเด็กกำพร้าที่ข้าเลี้ยงมา มีอะไรก็ตักเตือนสั่งสอนมัน ขอให้คิดว่าเป็นลูกเป็นหลาน

พรทำท่าจะท้วงติง ศรีไพรชิงพูดขึ้นก่อนว่า

“จ้ะ หลวงตา จะช่วยอบรมสั่งสอนให้ลูกศิษย์หลวงตา จะเมตตาเลี้ยงดูประหนึ่งบุตรในอุทรเลยจ้ะ” ถูกพรกัดฟันถามว่ามากไปรึเปล่า “พ่อจ๋า หลวงตาท่านเคยสอนว่าเมตตาธรรมค้ำจุนโลก ไอ้แด่น อีด่าง เรายังเลี้ยงด้วยน้ำข้าว นับประสาอะไรกับคนเราจะเลี้ยงไม่ได้”

เพราะอยู่ต่อหน้าหลวงตา พรเลยไม่กล้าด่าศรีไพร

ขณะนั้นเอง เศรษฐีบุญช่วยเดินนำชิงชัยกับหลิมและเลิศขึ้นศาลามา พอหลวงตาเห็นเศรษฐีเท่านั้นก็หูตึงขึ้นมาทันที พูดเสียงดังให้ได้ยินกันทั่วว่า

“หา...ใครจะกินหมูวะ จะกินหมูก็ต้องระวังนะโยม ไป เจอหมูหินเข้าโยมจะฟันโยก”

มหาเฉ่ือยออกไปต้อนรับเศรษฐีบุญช่วยทักว่าวันนี้มาถึงวัดคงมีเรื่องสำคัญกับหลวงตา

ศรีไพรชวนพ่อกลับกันดีกว่า พลันหลวงตาก็พูดขึ้น อีกว่า

“ใช่ ต้องจับให้หมด ไอ้พวกยาบ้ายาไอซ์ยาอะไรต่อมิอะไรนี่น่ะ มันทำลายชุมชน มันทำเอาคนดีๆกลายเป็นผีตายซากจับเถอะ”

“อ้า...หลวงพ่อขอรับ...”เศรษฐีบุญช่วยพยายามจะพูด ถูกมหาเฉื่อยเข้ามาขออนุโมทนาบุญ ชิงชัยขัดขึ้นว่า

“ยัง...ยังไม่มีการทำบุญ ศรัทธาเกิดเมื่อไหร่ถึงจะทำ มหาเฉื่อยอยู่เฉยๆ เอ็งด้วยไอ้ศรีไพร วันนี้พ่อข้ามาเสนอแนวคิดใหม่ๆให้หลวงตา”

พรถามว่าแนวคิดอะไร เศรษฐีบุญช่วยกับชิงชัยช่วยกัน ชี้แจงว่า จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พัฒนาป่าช้าให้เป็นเขตเศรษฐกิจ พิเศษ ขุดผีไปเผาทิ้ง ศรีไพรถามว่าเผาผีทิ้งหรือ

เศรษฐีบอกว่า “ใช่ เพราะผีตายแล้วจะไปรู้อะไร คนที่ ยังอยู่ ยังต้องร้อนต้องหนาวต้องหิว มีศูนย์การค้าบ้านนาเจริญขึ้น คนก็ทำมาหากินรํ่ารวย แล้วจะไปสนใจอะไรกับผี จริงไหม ท่านมหาเฉื่อย”

ทวนค้านว่า ไม่ได้ถ้าจะเปลี่ยนป่าช้าเป็นศูนย์การค้าต้องขอความเห็นจากชาวบ้าน เศรษฐีรับปากทันทีว่าถ้าอย่างนั้นเราต้อง “ทำประชาพิจารณ์”

ooooooo

พรรับไม่ได้ กลับถึงบ้านก็ด่าว่าไอ้พวกนี้มันหาประโยชน์จากสมบัติของวัด ศรีไพรพูดอย่างรู้กันว่า หลวงตาท่านหูตึง ท่านฟังไม่รู้เรื่องหรอก

พรบ่นอย่างไม่พอใจว่า ชาวบ้านที่นี่เป็นหนี้เศรษฐีกัน ทั้งนั้น ถ้าทำประชาพิจารณ์เศรษฐีก็บีบชาวบ้านให้เห็นด้วยเหมือนเชือดไก่ให้ลิงดู สดถามว่าใครเป็นไก่ ใครเป็นลิง

“พวกเศรษฐีบุญช่วย จงใจบีบหลวงตาให้ชาวบ้านเห็นว่ามันมีอำนาจล้นในบ้านนานี่” ศรีไพรบอกแม่

สดด่าว่าอุบาทว์ ชาติชั่วแท้ๆ ไม่มีใครเห็นด้วยหรอก ถ้าเป็นแบบนั้น คนบ้านนาตายแล้วจะไปอยู่ไหน

“ข้าไม่เชื่อใจคนบ้านนาเหมือนอย่างคนบ้านนาไม่เชื่อใจข้าอีกต่อไปแล้ว” พรโพล่งออกมาด้วยความโกรธแล้วผลุนผลันขึ้นเรือน

ศรีแพรเห็นด้วยกับคำพูดของพ่อ เพราะชาวบ้านเป็นพวกเศรษฐีกันหมด เรามีแค่ไม่กี่คนเราจะต้านพวกมันยังไง ศรีไพรก็ยังคิดอะไรไม่ออกเหมือนกัน

“คิดให้ออกเร็วๆ ไม่ยังงั้นละก็...ตายแล้วไม่มีที่อยู่ แม่จะขึ้นไปดูพ่อเอ็งหน่อย” สดฝากความหวังไว้กับลูก

“ศรีไพร ทำยังไงดีล่ะ” ศรีแพรถาม ศรีไพรมองหน้าพี่สาวแล้วทอดถอนใจ...

ooooooo

เพราะคิดไม่ตกและยังคิดอะไรไม่ออก ศรีไพรไปเดินดูป่าช้า พึมพำอย่างรับไม่ได้ว่าเป็นศูนย์การค้าแล้วมันดีตรงไหน ทวนตอบว่าดีตรงที่มีที่ทำมาหากิน มีสิ่งก่อสร้างไอ้ที่เรียกว่าความเจริญไง ศรีไพรถามว่า มาทำอะไรแถวนี้ ทวนย้อนถามว่าแล้วเธอมาทำอะไรในป่าช้าไม่กลัวผีหลอกหรือ

เลยถูกศรีไพรประชดว่า เรื่องผีนี่ก็เหมือนกันไม่มีใคร เคยได้ยินว่าวัดบ้านนาผีดุ แต่พักนี้ ตั้งแต่มีเปรตมาอาศัยอยู่ที่ท้ายป่าช้า ผีขยันออกมาหลอกคนเสียจริง

“คุณพูดยังงี้ ผมครั่นเนื้อครั่นตัวยังไงไม่รู้”

“นั่นแหละเขาเรียกว่าคันคะเยอ ไม่ก็...ร้อนตัว ฉันไม่เชื่อเรื่องผีหรอก ฉันจะพิสูจน์ให้ได้ว่าป่าช้าบ้านนา...ไม่มีผี!”

ooooooo

ข่าวลือเรื่องผีที่วัดบ้านนาดุ ทำให้ศรีไพรชวนแสนไปพิสูจน์กัน แสนกลัวผีบอกพี่สาวว่าไม่เชื่อก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์หรอก เพราะขนาดพวกชิงชัยมากันตั้งสามคนยังวิ่งกันป่าช้าราบกลับไปนอนจับไข้หัวโกร๋นกันมาแล้ว

ศรีไพรรู้ว่าน้องกลัว บอกว่าถ้าผีมีป่านนี้ก็อยู่กันเต็มบ้านเต็มเมืองไปแล้ว รู้แต่ว่าผีมันจะมากันตอนเลือกตั้งเท่านั้น

แล้วสองพี่น้องก็ต้องผวาเมื่อจู่ๆต้นไม้ก็เขย่า ใบไม้ร่วงพรูทั้งที่ไม่มีลม สองพี่น้องช่วยกันขย่มต้นไม้จะให้ผีหล่นลงมาแล้วก็ได้ผล ผีตกลงมาจริงๆ ศรีไพรรีบเอาผ้ายันต์กันผีที่แอบหยิบของพ่อมายื่นออกไป แทนที่ผีจะหนี ผีกลับยื่นมือมารับ

ศรีไพรตาเหลือกเพ่งมอง จึงเห็นว่าที่แท้แล้ว ที่ยืนตรงหน้าคือลุงขอทานเร่ร่อน ไม่มีที่พักอาศัยจึงมาอยู่ที่ป่าช้านี้นั่นเอง

ooooooo

ฝ่ายพร คอยศรีไพรกับแสนที่หายไปจนดึก

ก็ยังไม่กลับ ไปดูที่คอกไฉไลเฉิดก็ไม่เห็น คอยจนตีสองก็ยังไม่มา ศรีแพรจึงบอกพ่อว่า ตอนหัวค่ำเห็นศรีไพร กับแสนทำท่าแปลกๆ เห็นปลุกพระ สวดมนต์แล้วก็เอาผ้ายันต์กันผีของพ่อไปด้วย

ที่ข้างบ้าน เมินกับทวนต่างคลานกันมาคนละทางหมายดักพบศรีแพร ได้ยินเสียงพรก็แกล้งทำเสียงหมาหอน พรรู้แกว สั่งสดให้พาศรีแพรขึ้นบ้าน แล้วตัวเองย่องไปที่ชานระเบียงเงี่ยหูฟังเสียงหมาหอน พอจับทิศทางได้ก็ยิ้มเหี้ยม

“หน็อยแน่ะ เป็นคนอยู่ดีๆ ไม่ชอบ ชอบเปลี่ยนสัญชาติเป็นสุนัข เสียงยังงี้ ข้าฟังไม่ผิดหรอก มันต้องนี่เลย นี่แน่ะ!” ว่าแล้วพรก็ยิงไปทางเสียงหมาหอนทันที

ปรากฏว่าหมาปลอมวิ่งกันป่าราบ พรคำรามตามไปอย่างสะใจ “ไอ้พวกผีไม่มีญาติ”

ส่วนศรีไพรถามขอทานว่าเป็นใครมาจากไหน แกบอกว่าไม่รู้ว่าตัวเองมาจากไหนเพราะว่าไม่เคยจำ ศรีไพรพูดอย่างเข้าใจว่าเรื่องราวของลุงคงไม่มีอะไรน่าจดจำลุงเลยไม่จำ ตนเองบางทีก็ไม่อยากจำอะไรได้เหมือนกัน

เมื่อพิสูจน์ได้แล้วว่าป่าช้าไม่มีผี แสนชวนกลับ ศรีไพรลาลุงขอทานกลับ แต่ในใจคิดอะไรบางอย่างอยู่

ooooooo

วันนี้ ที่บ้านเศรษฐีบุญช่วย เศรษฐีสั่งชิงชัยผู้เป็นลูกชาย ให้เรียกประชุมชาวบ้านทำประชาพิจารณ์ จะได้ใช้เสียงชาวบ้านมาบีบหลวงตาให้ยกที่วัดให้ทำศูนย์การค้าเพื่อความเจริญของชาวบ้านนา สั่งอย่างมั่นใจว่าให้เตรียมรถไถไว้ให้พร้อมเลยประชุมเสร็จจะได้ลงมือทันที

ชาริณีจะขอตามไปดูการทำงานของพ่อด้วย เพราะอยากไปดูว่าศรีไพรจะทำหน้ายังไงเมื่อพ่อตนจะไปไล่ผีออกจากป่าช้าเพื่อเอาที่วัดมาทำศูนย์การค้า

ชาวบ้านถูกเรียกประชุมด่วน พากันเดินไปทางวัด ศรีแพร ศรีไพรกับทวน และเมินกำลังดำนาไปจีบกันไปอยู่

เห็นชาวบ้านพากันเดินไปก็สงสัยว่าเศรษฐีบุญช่วยเรียกประชุมเพื่อทำประชาพิจารณ์แน่ๆ เลยพากันตามไปดู

จริงอย่างที่คาด เมื่อไปถึงลานวัด เจอเศรษฐีบุญช่วยกำลังประชุมชาวบ้าน

เศรษฐีบุญช่วยบรรยายโครงการที่จะทำป่าช้าให้เป็นศูนย์การค้าเพื่อทำให้บ้านนาของเราเจริญ เพื่อให้ชาวบ้านเชื่อถือ เศรษฐีพูดถึงหลวงตาฉุนว่า

“ตั้งแต่เจ้าอาวาสองค์ก่อนมรณภาพไป สภาพของวัดบ้านนาเคยเป็นยังไงก็เป็นยังงั้น เพราะท่านเจ้าอาวาสท่านเป็นพระนักอนุรักษ์”

ชิงชัยประสานเสียงว่า ป่าช้าวัดบ้านนากว้างใหญ่ไพศาล มีเนื้อที่เกินใช้สอย ทิ้งให้ผีนอนอยู่เปล่าๆ ไม่เป็นเงินเป็นทอง จึงต้องเปลี่ยนให้เป็นศูนย์การค้า กล่ำที่ฟังอย่างตั้งใจถามว่า แล้วผีในหลุมป่าช้าวัดบ้านนาที่ฝังผีตายมาตั้งแต่ก่อนรุ่นปู่ย่าตายายของเราล่ะจะทำยังไง

“ก็ไถไปทิ้งที่อื่นซีวะ ผีก็คือคนตายแล้ว ตายแล้วจะต้องการที่อยู่ทำไม อยู่ไปก็ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ เอาแต่หลอก ใครกลัวผีบ้าง” ชิงชัยถาม มีชาวบ้านยกมือกันหร็อมแหร็ม เศรษฐีบุญช่วยตัดบทหมายบีบหลวงตาว่า

“เอายังงี้ ไหนๆหลวงตาท่านก็เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน ท่านมีความเห็นว่ายังไง”

หลวงตาพูดอย่างคนหูตึงแบบ “ไปไหนมาสามวาสองศอก” ว่า

“คนเลวน่ะโยมเอ๊ย...มันไม่มีที่ผุดที่เกิดหรอก มันตกอยู่ในนรกอเวจีชั้นลึกๆ ในนรกโน่น เพราะฉะนั้น...ญาติโยมทำบุญกรวดน้ำก็ให้นึกถึงสัมภเวสีพวกนี้ด้วยเถิด กุศลจะบังเกิด”

ชิงชัยหงุดหงิดขัดขึ้นว่าไม่ได้นิมนต์มาเทศน์ตอนนี้ แต่ถามความเห็นเรื่องยกเลิกเขตสัมปทานป่าช้า หลวงตาร้องถามว่า

“หา...ใครจะมาเรอะ ใหญ่โตแค่ไหนวะถึงได้สั่งข้าให้กลับไปจำวัดน่ะ ไม่เอา ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่คู่กับชาวบ้านนา นี่แหละโว้ย ใครจะทำไม” มหาเฉื่อยขัดขึ้นว่าคนละเรื่องเดียวกันเลยหลวงตา หลวงตาพูดต่อเหมือนเรื่องเดียวกันว่า “สะตอข้าไม่ชอบฉัน ข้าชอบฉันสะบ้าว่ะ”

ด้วยอาการหูตึงของหลวงตา และการต่อสู้ของศรีไพรที่ลุกขึ้นมาคัดค้านชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของป่าช้าที่เป็นที่พักพิงอาศัยของคนจน คนเร่ร่อน คนขอทานได้ ทำไมต้องเอาไปทำศูนย์การค้า สู้เราอยู่อย่างพอเพียงพอมีพอกินเราแบ่งปันกันกินไม่ดีกว่าหรือ กอปรกับทวน และเมินที่รู้คุณข้าวก้นบาตรที่เลี้ยงตนมา คัดค้านแนวคิอของเศรษฐีบุญช่วย สุดท้ายศรีไพรสรุปว่า

“เราต้องการป่าช้า เพื่อให้วิญญาณของพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราอยู่ที่นั่น เพื่อเป็นที่ที่เราจะได้อยู่ เมื่อเราตายแล้ว”

พอศรีไพรพูดจบ หลวงตาก็ “สาธุ ขออนุโมทนา” มหาเฉื่อยขาน “สาธุ...” แล้วหลวงตาก็ลุกกลับขึ้นกุฏิ มหารีบตามไป

พอหลวงตาขึ้นกุฏิ ชาวบ้านก็พากันกลับ ชาริณีกับชิงชัยพยายามเรียกชาวบ้านให้คุยกันต่อแต่ไม่มีใครสนใจ พวกเศรษฐีต่างพากันหัวเสีย

ศรีไพร เมิน และทวนหันยิ้มให้กันอย่างผู้ชนะ

ooooooo

วันต่อมา ขอทานเร่ร่อนมานั่งพับเพียบอยู่ข้างโบสถ์ หลวงตาถามมหาเฉืิ่อยว่านั่นใคร มหาบอกว่าขอทานเร่ร่อน มาอาศัยอยู่ในป่าช้า เร่ร่อนมาจากไหนไม่รู้ เดี๋ยวก็คงเร่ร่อนไปที่อื่น

“ข้าวก้นบาตรมีแบ่งปันกันพอยังชีพนะ ข้าวนี่...ก็มาจากชาวบ้านนาเขา เพราะฉะนั้นจะอยู่จะไปก็อย่าให้เดือดร้อนเจ้าของที่เขานะ” หลวงตาเอ่ยกับคนขอทานเร่ร่อน

“ขอรับพระคุณเจ้า” ขอทานที่ทำเหมือนผี มองหลวงตาที่เดินไปกับมหาเฉื่อยอย่างครุ่นคิด

ฝ่ายศรีไพร หลังจากเอาชนะเศรษฐีบุญช่วยได้แล้ว ก็สบายอกสบายใจ วันนี้ก็ไปนอนกินมะขามเทศบนต้น พลันก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงทวนอยู่ใต้ต้นมะขามเทศ มองลงไป เห็นทวนควักโทรศัพท์มือถือออกมาพูดพล่าม...

ทวนเดินพูดหมุนตัวไปมาแบบหาสัญญาณโทรศัพท์ แต่ไพล่ไปพูดเรื่องจับ...เรื่องจูบศรีแพรเข้า ทำเอาศรีไพรตกจากต้นมะขามเทศลงมาทับเข้าพอดี จมูกทวนไปชนเอาแก้มศรีไพรเข้าจังๆ แทนที่จะตื่นเต้นดีใจ ทวนกลับพูดอย่างสยองว่า

“อย่า...แค่เข้าฝันก็พอแล้ว อย่ามาให้เห็นตัวเป็นๆเลย ผมกลัว”

“กลัวหรือ นี่แน่ะ...กลัว” ศรีไพรซัดเพียะเข้าที่หน้าทวนแล้ววิ่งหนีไป ทวนยกมือลูบแก้มที่ถูกตบงงๆ ถามตัวเองว่า

“เฮ้ย...เกิดอะไร หรือว่า...ฟ้าผ่า...”

ปรากฏว่าจูบนี้ทำเอาทั้งทวนและศรีไพรต่างตะครั่นตะครอเหมือนจะจับไข้ ต่างทั้งขัดทั้งถูอย่างขยะแขยง ศรีไพรจะเอามีดมาปาดรอยจูบทิ้ง วุ่นวายเสียจนพรคิดว่าศรีไพรเครียดจนเป็นบ้า เพราะไปยุ่งกับเรื่องของคนอื่นมากไป

แล้วพรก็ตกใจเมื่อศรีไพรบอกว่าตนจะเอานํ้ายาฆ่าเชื้อมาลบรอยจูบออกไปให้หมด พรถามว่าใครจูบ!

แต่พรก็ยังไม่เชื่อว่า สารรูปอย่างศรีไพรจะมีใครมาจูบ คาดว่าคงฝันไปมากกว่า

ooooooo

ทวนเองก็ไม่น้อยกว่ากันนึกถึงรอยจูบทีไรก็สยองทุกที สุดท้ายก็บอกเมินกับทอก และหมอกว่าตนโดนจูบมา พรรคพวกดูแล้วเชื่อเพราะมีรอยนิ้วมือเป็นปื้นที่หน้า คงโดนตบมาแน่ๆ เมินระแวงว่า ทวนไปจูบใครมา คาดคั้นจนทวนบอกว่า “ยายมู่ทู่”

เมื่อถูกพรรคพวกแซว ทวนเถียงวุ่นวายว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แล้วบ่นตัวเองว่าไม่น่าไปหาสัญญาณโทรศัพท์ที่ใต้ต้นมะขามเทศเล้ย...

เมินสะดุดใจถามว่าไปเดินหาสัญญาณโทรศัพท์ โทร.หาใคร ทวนเล่นลิ้นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แล้วคว้าผ้าขาวม้าบอกว่าจะไปทำนาแล้ว

ฝ่ายศรีไพรนอนไม่หลับกระสับกระส่ายทั้งคืน ศรีแพรบอกว่าที่พ่อเข้าใจว่าศรีไพรฝันว่าถูกจูบน่ะดีแล้ว ขืนรู้ว่าถูกจูบจริงมีหวังตายแน่ ศรีไพรเลยโมเมตามความเชื่อของพ่อเพื่อไม่ให้มีเรื่อง

ooooooo

ระหว่างไปดำนา ศรีไพรกับทวนต่างมองหน้ากันเคืองๆกับเรื่องเมื่อวาน พรยังทำหน้าที่พ่อที่หวงลูกสาวอย่างเข้มงวด เห็นเมินทำท่าหลีกับศรีแพร ก็ฮึดฮัด จนศรีไพรขอร้องพ่อให้ใจเย็นๆ เพราะนายังไม่เสร็จ บอกพ่อว่า

“ไว้ให้ถึงตอนเกี่ยว ตอนขนข้าวขึ้นยุ้งเสียก่อนแล้วเราค่อย...เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกเชือดขุนพล” บอกพ่อว่า “ฉันจะเชือดเรียงตัวทีละตัว...ทีละตัว...จากนั้น ฉันก็จะยำพวกมันให้...เละ!”

ทวนแอบมองศรีไพรที่เอานิ้วกรีดคอตัวเองทำท่าเชือด ทั้งหมั่นไส้ทั้งสยอง

ส่วนชิงชัยแค้นใจที่แพ้พวกศรีไพร หาทางล่ารายชื่อชาวบ้านโดยให้หลิมติดตาม หลิมบอกว่าชาวบ้านบางคนก็ไม่ยอมเซ็นบอกว่าต้องถามหลวงตาก่อน

“ไอ้พวกอวดดี ทำไมมันถึงกล้าขัดคำสั่งของข้า” บุญช่วยแค้นใจ ชิงชัยบอกว่าเพราะพวกศรีไพรพูดให้ชาวบ้านงงเลย นึกภาพศูนย์การค้าไม่ออก

ชาริณียุว่าให้หลวงตาเซ็นชื่อในหนังสือยินยอมก่อน ชาวบ้านก็ต้องเซ็นตาม สไบถามว่าแล้วใครจะเอาหนังสือไปให้หลวงตาเซ็น

“มันต้อง...ข้า!” เศรษฐีบอก

แล้วเศรษฐีบุญช่วยก็ไปหาหลวงตาที่วัด เอาหนังสือไปให้เซ็น อ้างว่า “หลวงตาจะได้เดินนำหน้าสาธุชนคนนับถือพุทธไปสวรรค์”

หลวงตาหูตึงขึ้นฉับพลัน ถามเสียงดังฟังชัดว่า “นํ้าแข็งปั่นเรอะ ไม่เอา...ฟันข้าไม่ดีว่ะ ข้ากินหมาก กินนํ้าแข็งไม่ได้หรอก ข้าเสียว...เสียวฟัน”

ชิงชัยยังพยายามชักนำหลวงตาให้เข้าเรื่องที่ตนต้องการ จะให้หลวงตาเซ็นชื่อให้ได้ หลวงตาพูดอีกว่า

“ยังไม่ถึงเวลาฉัน ยังไม่ต้องประเคนหรอก อีกนานกว่าจะเพล เป็นพระท่านให้ฉันสองมื้อ เวลาลงโบสถ์ นํ้าอัฐบานพอได้”

“ฮึ...นํ้าอัฐบาน” ชิงชัยพึมพำอย่างขัดใจ

“กบาลใครวะ เมื่อกี้นี้ใครจะตีกบาลใคร” หลวงตาถามเสียงดัง

หลวงตาหูตึงเสียจนบุญช่วยกับชิงชัยหัวเสียอย่างหนัก พูดยังไงหลวงตาก็ไม่รู้เรื่อง พูดเรื่องเซ็นชื่อ หลวงตาก็ตอบเรื่องตีกบาล จนบุญช่วยอ่อยว่า ถ้าหลวงตาเซ็นแล้ว ต่อไปหลวงตาก็จะได้นอนกุฏิติดแอร์เย็นสบาย

“เออ...ข้าชอบ อะไรที่มันเย็นแต่พองามข้าชอบทั้งนั้นแหละ เอามา...จะให้เซ็นตรงไหนล่ะ เอามาซิมหาเฉื่อย”

เมื่อมหาเฉื่อยเอาเอกสารให้ หลวงตารับเอกสารไปสลับฉบับก่อนเซ็นชื่อ แล้วส่งให้มหาเฉื่อย มหายิ้มแฉ่งบอกว่า

“อ้า...ทั้งหมดเป็นเงินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทครับท่านเศรษฐี นี่เป็นใบอนุโมทนาบัตร ที่หลวงตาท่านเซ็นชื่อไว้เรียบร้อยแล้ว สามารถนำไปหักภาษีเงินได้ประจำปี ขอให้มีความสุขความเจริญ อ้า...หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทครับ ขอให้คิดอะไรสมความปรารถนาทุกประการเทอญ...สาธุ...”

ทั้งเศรษฐีบุญช่วย ชิงชัย หลิม และเลิศที่มากันอย่างเปี่ยมไปด้วยความหวัง มองหน้ากันเลิ่กลั่กที่เสียรู้หลวงตาหูตึงกับมหาเฉื่อยจอมมั่วจนได้!

ooooooo

กลับถึงบ้านอย่างหัวเสีย ยังถูกขอทานเร่ร่อนมาด้อมๆมองๆ ขอเศษเงินสักห้าร้อย ทำบุญทำทานให้คนยากด้วยเถอะ เกิดชาติหน้าจะได้รํ่ารวย ฉลาด โกงไปโกงมาเหมือนชาตินี้

“ข้าไม่มีอารมณ์จะทำทาน ทำบุญไปแสนห้าแล้วโว้ย ไป...เอาตัวมันไปโยนทิ้ง” เศรษฐีสั่ง เลิศลุกขึ้นจัดการหิ้วปีกขอทานไปทันที

พอหิ้วออกมาโยนทิ้งที่หน้าบ้านแล้ว เลิศตะคอกขู่ว่า

“จำไว้ ห้ามเข้าไปขอทานในบริเวณบ้านท่านเศรษฐี หิวข้าวไปขอที่วัดกิน อยากได้เงินไปขอชาวบ้าน ถ้าข้าเห็นเอ็งเมื่อไหร่ละก้อ...เจ็บ!”

ขอทานไม่ตอบอะไร แต่เขม้นมองเข้าไปในบ้านเศรษฐีอย่างสอดแนม

ooooooo

วันนี้ ศรีแพรแต่งตัวสวยพรมนํ้าอบเสียหอมฟุ้ง ฝากศรีไพรบอกแม่ด้วยว่าจะไปเก็บบัวที่บึงมาถวายพระ

ศรีไพรสงสัยว่าไปเก็บบัวทำไมต้องพรมนํ้าอบเสียหอมฟุ้ง คิดๆแล้วนึกได้ว่าเห็นเมินกับศรีแพรทำสัญญาณมือให้กัน หลังจากพลิกคู่มือดูแล้วแปลได้ว่า “เจอกันที่บึงบัว”

“ได้...เดี๋ยวเจอกัน!” ศรีไพรคำราม

เมื่อเมินไปถึงริมบึงบัว ก็ถอดเสื้อผ้ากองไว้เอาโทรศัพท์ซุกไว้ใต้ผ้า คิดว่า ว่ายนํ้าไป ตัวอยู่ใต้นํ้า ศรีแพรคงไม่เห็นอะไร

พอเมินไป ทวนก็มารื้อเสื้อผ้า เจอโทรศัพท์ก็เอะใจว่าเมินมีของทันสมัยแบบนี้ใช้ด้วยหรือ

ฝ่ายเมินไปเกาะเรือเกี้ยวศรีแพร ระหว่างนั้น เมินสะดุ้งเป็นพักๆ เพราะรู้สึกมีอะไรมาตอดที่สำคัญ ศรีแพรเป็นห่วงชวนให้ขึ้นเรือก็ไม่กล้าขึ้นเพราะล่อนจ้อนอยู่ เลยต้องแช่นํ้าจีบกันอยู่อย่างนั้น

เมินยังถูกตอดจุดเดิมที่ใต้นํ้า จนศรีแพรเป็นห่วงกลัวจะเป็นไอ้เข้ เรียกเมินให้รีบขึ้นเรือเร็วๆ พลางก็โผเข้าดึงเมินให้ขึ้นเรือ ทำให้เรือเอียงจนล่ม

พอเรือล่ม ทั้งคู่ก็ลืมเรื่องไอ้เข้สนิท ต่างโน้มหน้าเข้าหากัน จนเกือบจะถึงกันอยู่แล้ว จู่ๆศรีไพรก็โผล่พรวดขึ้นมาจากนํ้า สั่งให้ถอยห่างออกจากกันเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นจะโดนไอ้เข้งับที่สำคัญ

ศรีแพรถามว่ามาได้ยังไง ศรีไพรบอกว่า ตนมีคู่มือภาษามือทำไมจะไม่รู้ว่าสองคนส่งสัญญาณอะไรกัน แล้วสั่งศรีแพรให้กลับบ้าน ไม่ต้องเก็บบัวแล้ว ศรีแพรจึงจำต้องกลับเพราะกลัวศรีไพรจะสั่งลูกน้องงับส่วนสำคัญของเมินไม่ให้เหลือเลย

เมินมองศรีไพรคุมศรีแพรว่ายนํ้าเข้าฝั่ง ด่าเบาๆอย่างแค้นใจว่า

“ฮึ...ยายมู่ทู่ ยายตัวกันท่า สงสัยจัง ไอ้ทวนมันจูบลงได้ไงวะ”

เมื่อกลับมาถึงเพิงพัก เมินหาโทรศัพท์ไม่เจอ ทวนเอาออกมาถามว่า หาไอ้นี่อยู่ใช่ไหม ถามอย่างจับพิรุธว่า

“มีเบอร์กองบัญชาการส่วนกลางกับมีสายตรงของหัวหน้าหน่วยปราบปราม...แกเป็นใคร”

“แกล่ะเป็นใคร ทำไมถึงได้รู้ว่าเบอร์ในเครื่องของฉันเป็นเบอร์ของบุคคลสำคัญ แก...เป็นใคร” เมินย้อนถาม

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.9 บุญวดี เผยด้านมืด เล่าเรื่องเลวๆ ของพีทให้ชาครีย์ฟัง
20 เม.ย. 2564

09:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 15:35 น.