ตอนที่ 15
ทวนกับศรีไพรช่วยกันประคองชาริณีขึ้นเรือน โดยมีศรีแพรถือปืนยืนดูอยู่อย่างชิงชัง
“นี่มันอะไรกัน ลูกสาวเศรษฐีบุญช่วยเป็นอะไรทำไมถึงได้มีสภาพยังงี้” สดถาม มองดูสภาพที่ทรุดโทรมอย่างหนักของชาริณีอย่างสมเพช
ศรีไพรถามทวนว่าท่าทางอาการหนัก ไม่รู้สึกตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ ทวนตัดบทว่าอย่าเพิ่งถามตอนนี้เลย ให้ช่วยชาริณีก่อนดีกว่า
“แม่...ให้ชาริณีนอนบนที่นอนของฉันนี่ แสน ไปเอาน้ำเย็นกับผ้าขนหนูมา คุณ...คุณ...คุณชาริณี...” ศรีไพรพยายามเรียกแต่ชาริณีก็ไม่รู้สึกตัว จนสดบอกว่าอาการแปลกๆถามว่าไม่ได้กินยาตายมานะ
ทวนอึกอัก ศรีแพรยิ้มเยาะ บอกทวนว่า “บอกแม่ซีพี่ทวน ว่าลูกสาวเศรษฐีบุญช่วยติดยา”
“ยาเหรอ...” สดอุทานหน้าตื่นตระหนก ศรีไพรร้อนใจบอกแม่ว่า
“แม่...ช่วยชาริณีก่อนเถอะ เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง ว่าแต่... นายพาชาริณีออกมาจากบ้านเศรษฐีบุญช่วยอย่างนี้ เศรษฐีบุญช่วยรู้ไหม”
ทวนได้แต่อึกอัก ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
ooooooo
แหว่งมาทุบประตูเรียกสไบกลางดึก ร้องเอะอะโวยวายบอกว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว คอยอยู่อึดใจเมื่อยังไม่มีเสียงตอบรับจากในห้องก็ยิ่งทุบรัว ปากก็ร้องเรียกดังขึ้น...ดังขึ้น จนสไบเปิดประตูออกมาหัวฟูเป็นสิงโต ถามอย่างไม่พอใจว่า ควายหายหรือไง
ทั้งสไบและแหว่ง มัวแต่พูดกันไม่รู้เรื่อง จนเมื่อเศรษฐีบุญช่วยออกมาถามว่าอะไรหาย แหว่งจึงบอกว่า
“คุณ...คุณชาริณีค่ะ...”
เป็นเรื่องทันที เศรษฐีระดมสมุนมีอาวุธครบมือ ตรงไปที่เรือนพักของเมินกับทวน มาถึงเจอเมินยืนหาวหวอดๆ รออยู่ ชิงชัยตวาดถามทันทีว่า
“ไอ้ทวนอยู่ไหน”
เมินทำเป็นงัวเงีย จนชิงชัยตะคอกว่า “ฉันถามว่าไอ้ทวนอยู่ที่ไหน ตอบมาเร็วๆว่ามันอยู่หรือไม่อยู่”
เมินทำเป็นหันมองเข้าไปในเรือนแถว อ้าปากหาวกว้าง บิดขี้เกียจถ่วงเวลา จนหลิมตะคอกถามเอาใจนายว่าได้ยินที่ชิงชัยถามหรือเปล่า
เศรษฐีบุญช่วยโมโหผลักหลิมกระเด็นแล้วจะเข้าไปถีบประตู ชิงชัยตะโกนสำทับเข้าไปว่า
“ออกมา ไม่อย่างนั้นฉันจะพังประตูเข้าไป”
เมินทำเป็นยังงัวเงียบอกว่าทวนคงออกมาไม่ได้หรอก เพราะว่า...
“นั่นมันไม่ใช่ห้องไอ้ทวนหรอก ห้องผม ผมยืนหัวโด่อยู่นี่ แล้วในห้องจะมีใครล่ะในเมื่อผมอยู่คนเดียว”
“ไอ้ทวน!” เศรษฐีบุญช่วยแค้นทวนจนลืมโมโหท่าทียียวนของเมิน มองไปยังอีกห้องหนึ่งถามเมินอย่างสงสัยว่า “งั้นไอ้ทวนมันต้องอยู่ในห้องนี้ซี่ ถ้ามันไม่อยู่?” สีหน้าเศรษฐียิ่งร้อนใจ
“ไม่อยู่แล้วเป็นยังไงครับ” เมินแกล้งทำเป็นงง
“ไม่อยู่ก็หมายความว่ามันพาชาริณีหนี” ชิงชัยโพล่งออกไป เมินทำเป็นตาเหลือกตกใจ ชิงชัยหันไปพูดกับ
เศรษฐีบุญช่วยว่า “มันต้องพาชาริณีหนีแน่ๆพ่อ ท่าทางไอ้ทวนมันทำตัวเหมือนพระเอก มันอาจจะช่วยชาริณีออกไปก็ได้”
“ไอ้ทวน!” เศรษฐีแค้นแทบกระอักเลือด
ทันใดนั้น ทวนเปิดประตูออกมามองหน้าทุกคนถามด้วยสีหน้าแปลกใจว่า
“เอ๊ะ มีอะไรหรือครับ ใครทำอะไรหายถึงได้มาหาแถวๆนี้” เมินมองทวนงงๆพึมพำว่าทวนอยู่ ทวนทำหน้าตายถามว่า “ก็นี่ห้องฉัน ฉันก็ต้องอยู่ในห้องฉันสิ มีอะไรหรือครับท่านเศรษฐี”
เศรษฐีทั้งแค้นทั้งงงจนพูดไม่ออก ชิงชัยตะคอกถามว่า
“ชาริณีหายตัวไป แกไม่ได้พาชาริณีหนีใช่ไหม”
เป็นคำถามที่ทวนตอบได้อย่างสบายอกสบายใจ แต่จงใจสะกิดเรื่องทองคำแท่งว่า
“โธ่...กะอีแค่คนหาย ผมนึกว่าทองแท่งของ
เศรษฐีบุญช่วยหายเสียอีก...”
ชิงชัยสุดทนกับท่าทียียวนของทวน เอาปืนจ่อหัวเขา เมินทำหน้าสยอง ในขณะที่ทวนตอบอย่างใจเย็นว่า ชาริณีคงไปออกเดินเล่นกระมัง
“นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆต้องมีคนช่วยชาริณีออกไป” ชิงชัยฟันธง สิ้นเสียงชิงชัย เศรษฐีบุญช่วยมายืนตรงหน้าทวน จ้องเขม็งถามอย่างดุดัน
“แกใช่ไหม!”
ooooooo
ชาริณีนอนอยู่ในห้องนอนของศรีไพรกับศรีแพร พอรู้สึกตัวเธอก็ดิ้นพราดๆเพราะปวดท้องอย่างหนัก ดิ้นอย่างทุกข์ทรมานน่าเวทนา สดมองอย่างเศร้าใจ เสนอว่า
“เอาไปส่งโรงพยาบาลเถอะ เผื่อหมอเขาจะช่วยได้ หารถบรรทุกไม่ได้ก็เอาใส่เกวียนออกไป”
“เอาไปทิ้งข้างถนนไกลๆบ้านหน่อย เสนียดจะได้ไม่จับให้ซวย...ไป...” ศรีแพรพูดอย่างรังเกียจ ศรีไพรติงว่าทำอย่างนั้นได้หรือ เกิดชาริณีตายล่ะ “ก็บอกเศรษฐีบุญช่วยมาเก็บไปเผา” ศรีแพรตอบหน้าเหี้ยม
“ศรีไพร เอายังไงดีล่ะ แม่เพิ่งรู้ว่าไอ้อาการลงแดงนี่มันทรมานอย่างนี้เอง เขาถึงได้เรียกมันว่ายาเพชฌฆาต ปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้นะ”
แสนวิ่งเข้ามาอย่างตื่นตระหนก พูดไปหอบไปว่า
“พี่ศรีไพร รถเศรษฐีบุญช่วยวิ่งกันฝุ่นตลบ คงตามหาคนหายน่ะ”
“หาเรื่องเดือดร้อนดีนัก พี่ทวนก็พิลึกเอาขี้มาโยนให้แล้วหายหัว แสนแสบ...ออกไปดูต้นทางข้างนอก” ศรีแพรสั่ง
แสนรับคำแล้ววิ่งออกไป ศรีไพรเริ่มร้อนใจ ถามแม่ว่า
“แม่ทำยังไงดีล่ะ ถ้าเศรษฐีบุญช่วยตามเจอชาริณี เศรษฐีบุญช่วยต้องลากชาริณีกลับไปขังในห้องมืดแน่”
“ทำยังไงดีน่ะเหรอ...” สดพึมพำ ศรีไพรจ้องหน้าแม่เขม็งรอคำตอบ แต่แล้วสดก็ส่ายหน้าบอกว่า “ไม่รู้...”
ooooooo
แสนวิ่งอ้าวออกมาที่หน้าบ้าน ไปยืนชะเง้อมองรถของเศรษฐีบุญช่วยอย่างร้อนรน ท่าทางมีพิรุธ จนรถของเศรษฐีบุญช่วยผ่านไป แต่เศรษฐีผิดสังเกตสั่งเลิศที่ทำหน้าที่ขับให้หยุดรถ ถอยกลับไปที่หน้าบ้านเรือนไทย
“พ่อ นี่มันบ้านไอ้ศรีไพรนี่ พ่อสงสัยอะไร” ชิงชัยถาม
“ไปลากตัวไอ้แสนมานี่” เศรษฐีสั่ง
หลิมลงไปกระชากคอเสื้อแสนลากลงบันไดมา ศรีแพร ยิงปืนเฉียดๆหลิมตกใจกลิ้งตกบันได
“ปล่อยแสนแสบเดี๋ยวนี้ ไม่ยังงั้นแม่จะยิงทั้งหัวหงอก หัวดำ แล้วก็หัวล้าน!” ศรีแพรยกปืนส่ายประกาศกร้าว
“ศรีแพร... ตั้งแต่เป็นม่ายผัวทิ้งนี่ กลายพันธุ์ไปเป็นเสือตั้งแต่เมื่อไหร่ว่ะ” ชิงชัยตะโกนถาม
“พวกแกต้องการอะไร” ศรีแพรตะคอก
“มันสงสัยว่าพี่ศรีไพรช่วย...เอ้อ...” แสนละล่ำละลักบอก ถูกศรีแพรเรียกปรามเลยรีบเงียบ
เศรษฐีบุญช่วยก้าวลงจากรถ ผลักแสนกระเด็น “ถอยไป ฉันจะเข้าไปจิกหัวลูกของฉัน”
ทันใดนั้น สดเปิดประตูผลัวะออกมาลอยหน้า เชื้อเชิญอย่างประชดประชันว่า
“เข้ามาเลยค้า...ท่านเศรษฐีบุญช่วย เข้ามาดูเสียให้แจ่มแจ้งแดงทะโร่ไปเลย ว่าในบ้านหลังนี้มีใครบ้าง อ๊ะๆๆอย่ายัด...อย่าแถม ไม่ต้องจัดโปรโมชั่น เอาของผิดกฎหมายขึ้นมาบนบ้านฉันนะ นี่อะไร...” สดชูสากกระเบือให้ดู “เขาเรียกว่า ไม้ตีพริก มันไม่ได้มีหน้าที่ตีพริกอย่างเดียวนะ ตีหัวด้วย”
ศรีแพรร้องบอกว่า “แม่อนุญาตให้เข้ามาค้นบนบ้านได้ ไป...ขึ้นได้คนเดียว นอกนั้นต้องรออยู่ข้างล่าง”
“ไอ้เลิศ เอ็งขึ้นไปค้นบนบ้าน เจอชาริณีเมื่อไหร่ ฉันจะตามไปกระชากมันลงมา” ชิงชัยสั่ง
เลิศรับคำแล้วขึ้นเรือนไป สดกับศรีแพรสบตากันอย่างอดหวั่นใจไม่ได้
ooooooo
ที่หน้าต่างเรือนไทยด้านหลัง ศรีไพรกำลังประคองชาริณีที่มีอาการสั่นสะท้านอย่างหนักเพื่อกระโดดหน้าต่างลงไป ศรีไพรถามชาริณีว่า
“ไหวไหม พยายามหน่อยนะ ฉันจะพาคุณไปอยู่ในที่ปลอดภัย” ชาริณีพูดอะไรงึมงำอย่างมึนๆงงๆ ศรีไพรอดบ่นไม่ได้ว่า “ฮึ...นายทวน ขยันหาเรื่องให้ชาวบ้านเดือดร้อนจริงๆ เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอาคนทั้งคนมาแขวนคอฉัน!”
“ช่วยด้วย...พ่อต้องฆ่าฉันแน่ ช่วยฉันด้วย...โอย...หนาว ...ฉัน...ฉันปวดไปทั้งตัว...”
“อดทนหน่อยซี่คุณ” ศรีไพรดุนิดๆช่วยพยุงชาริณีไปอย่างยากลำบาก
ooooooo
เลิศขึ้นไปดูบนเรือน ครู่หนึ่งลงมารายงานเศรษฐีบุญช่วยกับชิงชัยว่า ไม่เจอชาริณี
ศรีแพรขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ สดสีหน้ากังวล แสนกับสดเผลอตัวถอนใจอย่างโล่งอก ศรีแพรรีบขยับปืนกลบเกลื่อนว่า
“ไม่มีแล้วก็ไปเสีย ทำบาปทำกรรมกับลูกคนอื่นไว้ไม่รับรู้ความทุกข์ยากลำบากของคนเป็นพ่อแม่ กรรมมันถึงได้ตามสนอง”
“นังศรีแพร” เศรษฐีคำรามอย่างแค้นใจ
“ดี สมน้ำหน้าจะได้รู้ว่าคนที่เสียลูกเพราะยาของแกน่ะ เขามีความรู้สึกยังไง” ศรีแพรยิ้มสะใจ
“ไปโว้ย...กลับ” เศรษฐีสั่งอย่างหัวเสีย ชิงชัยไม่วายหันมาชี้หน้าศรีแพรแบบว่าฝากไว้ก่อน ศรีแพรไม่สะดุ้งสะเทือนมือขยับปืนอย่างพร้อมรับ
เมื่อเศรษฐีบุญช่วยพากันกลับไปแล้ว สดถอนใจเฮือกใหญ่พูดอย่างโล่งอกว่า
“โอย...ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าจะเป็นเรื่องซะแล้ว แม่ไม่เคยเห็นพ่อคนไหนเลวเหมือนเศรษฐีบุญช่วยเล้ย นี่มันรักลูกหรือรังแกลูกกันแน่เนี่ย”
“แล้วพี่ศรีไพรพาชาริณีหนีไปไหนน่ะพี่ศรีแพร” แสนถาม ศรีแพรเองก็ไม่รู้ พึมพำแววตากังวลว่า
“นั่นซิ ไปไหน...”
ที่ป่าหลังเรือนไทย...ศรีไพรพยุงชาริณีที่เดินอย่างซวนเซ หนีลงทางหน้าต่างตัดป่ามุ่งไปอย่างมีเป้าหมาย
“จะ...จะ พาฉันไปไหน ถ้าพ่อตามฉันพบ ฉันต้องตายแน่” ชาริณียังไม่หายกลัว
“คุณใจแข็งหน่อยนะ เดี๋ยวถึงที่นั่นแล้วคุณจะปลอดภัย” ศรีไพรพูดด้วยดีๆจนชาริณีถามว่าทำไมถึงต้องดีกับตนอย่างนี้ ศรีไพรตอบเรียบๆแต่กินใจชาริณีว่า
“เพราะถ้าฉันร้ายกับ คุณ คุณ...ตาย”
ooooooo
ที่บ้านเศรษฐี เมื่อเศรษฐีกับชิงชัยออกไปตามหาชาริณี จึงเป็นโอกาสให้เมินทำงานได้เต็มที่ เขาตรงไปที่รถบรรทุกที่มีผ้าใบคลุมมิดชิด แต่ขณะกำลังจะปีนขึ้นไปนั่นเอง ก็ต้องชะงักเมื่อมีมือหนึ่งมาตบไหล่ผัวะ
“ไอ้ทวนแกนี่เอง ฉันนึกว่าไอ้หลิมมันกลับมาแล้ว” เมินใจชื้นเมื่อหันไปดูเห็นเป็นทวน
“แกจะขึ้นไปทำไม อยากรู้ใช่ไหมว่าในรถบรรทุกคันนี้มีอะไร”
“เปล๊า...ทำไมฉันต้องอยากรู้เกินหน้าที่ หน้าที่ของฉันเป็นบอดี้การ์ด คอยขับรถให้คุณสไบของบ่าวขา เหมือนหน้าที่แก...เป็น...เป็น...”
เมินหยุดกึกเมื่อรถของพวกเศรษฐีบุญช่วยกลับมา พอรถจอดเศรษฐีลงมาด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ ชิงชัยเข้าไปบอกพ่อว่า
“ผมจะแจ้งจ่าสินให้ปิดด่านทุกด่าน เผื่อชาริณีมันจะหนีเข้ากรุงเทพฯ”
“ฉันปล่อยมันออกไปประจานฉันไม่ได้ ฉันผิดหวังในตัวชาริณีจริงๆทำไมมันต้องติดยา ทำไมลูกของฉันถึงไม่...ไม่...”
“ไม่เป็นเด็กดีเหมือนลูกของคนอื่นหรือครับท่านเศรษฐี เรื่องนี้ไม่ต้องไปถามคนอื่นหรอก คนเป็นพ่อแม่ต้องถามตัวเองว่า ทำไมถึงได้ทำให้ลูกรักพ่อแม่ไม่ได้ แต่กลับไปเคารพนับถือยาพวกนั้น” ทวนพูดแทรกขึ้น
เศรษฐีชะงัก มองทวนด้วยแววตาหวั่นไหว หวาดกลัว ก่อนผลุนผลันขึ้นเรือนไป ชิงชัยมองทวนตาขวาง เดินเข้าไปจ้องหน้าบอกทวนว่า
“ถ้าฉันรู้ว่าน้องสาวของฉันหนีไปกับใครละก็...ฉันจะตามไปถลกหนังหัวมัน!”
ooooooo
ศรีไพรพาชาริณีหนีไปจนถึงวัดบ้านนา บอกเธอว่าถึงแล้ว เธอรอดตายแล้ว ชาริณีเงยหน้ามองช่อระกาโบสถ์ ถามว่านี่วัดใช่ไหม
“ใช่ ที่นี่แหละวัดบ้านนา ที่ที่เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวบ้านนาทุกคน คุณต้องมีความเชื่อศรัทธาถึงจะเกิดไป... ฉันจะพาคุณไปหาหลวงตา”
ศรีไพรประคองชาริณีในสภาพตัวสั่นสะท้าน หนาวเยือกเพราะอาการลงแดง พาตรงไปยังศาลาวัด
มหาเฉื่อย ทอก และหมอกอยู่ที่นั่น พอเห็นศรีไพรประคองชาริณีมาก็รีบพากันไปช่วยรับ ต่างมองกันอย่างตื่นตกใจ
“ไอ้ศรีไพร นี่มันลูกสาวเศรษฐีบุญช่วยนี่ เห็นว่าเศรษฐีบุญช่วยกำลังตามล่าไปทั้งเมือง มีอะไรกันวะ” มหาถามขึ้น
“อย่าเพิ่งถามเลยท่านมหา ช่วยชาริณีก่อน” ศรีไพรตัดบท ทอกถามว่าเป็นอะไรมา หมอกพูดอย่างผู้รู้ว่า
“ไม่เห็นต้องถามเลย อยู่กับหลวงตามาจนโตเอ็งยังไม่รู้อีกเหรอว่าอาการอย่างนี้มันเป็นอาการอะไร”
“ช่วยกันก่อนไอ้หมอก ไอ้ทอก เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง หลวงพ่อท่านอยู่โน่น” มหาเร่ง สองหนุ่มจึงรีบเข้าช่วยพยุงพาชาริณีไปหาหลวงตา ท่านขยับจีวรเขม้นมองอย่างแปลกใจ ถามเสียงดังว่า
“นั่นใครกันล่ะ ประคองปีกกันมาเชียว เอ๊ะ...นั่นลูกสาวเศรษฐีบุญช่วยนี่”
“ลูกใครก็ต้องช่วยก่อนล่ะขอรับหลวงพ่อ อาการกำลังหนัก ไอ้หมอก ไอ้ทอก เอ็งไปต้มน้ำ” มหาสั่งการ พอสองหนุ่มรับคำกุลีกุจอจะไปต้มน้ำ หลวงตาพูดอย่างเยือกเย็น มีเมตตาว่า
“วางลงก่อนเถอะ...ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ไอ้อาการแบบนี้มันเป็นได้มันก็หายได้ ติดได้...ก็เลิกได้ทุกคน มันอยู่ที่ความตั้งใจ”
ชาริณีถูกวางลงฟุบหน้ากับพื้น ค่อยๆเงยหน้ามองหลวงตาด้วยความหวัง...
ooooooo
ที่บ้านเรือนไทย ศรีแพรยังหงุดหงิดงุ่นง่าน ไม่พอใจที่ศรีไพรช่วยเหลือชาริณีเพราะแค้นใจที่ชิงชัยเป็นคนฆ่าพ่อตน บ่นกับสดและแสนว่า
“ฉันไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมศรีไพรต้องยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนสกปรกพวกนี้ ของสกปรกน่ะ เปื้อนมือเรา มือเราก็สกปรกไปด้วย”
“ใช่ แม่ แม่อย่าลืมนะว่าไอ้ชิงชัยมันเป็นคนฆ่าพ่อ” แสนพูดอย่างไม่หายแค้นใจเช่นกัน
“เหมือนพี่ทวนเอาขี้หมามาโยนไว้ที่บันไดบ้านเราเลยนะ”
“แม่ก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมศรีไพรมันต้องทำยังงั้น แต่มันก็คงจะมีเหตุผล ผีถึงป่าช้าแล้วไม่ช่วยกันแบกขึ้นศาลาจะให้ทำยังไงล่ะ” สดพูดปลงๆ
“ฉันเกลียดเศรษฐีบุญช่วย ลูกหลานว่านเครือของมันฉันก็ไม่ยกเว้น ดี...สมน้ำหน้า มันจะได้รู้สึกเสียบ้างว่าคนอื่นเขาได้รับผลพวงยังไง กับการกระทำของพวกมัน”
“ศรีแพร เดี๋ยวนี้ลูกแม่ใจจืดใจดำใจอำมหิตไปตั้งแต่เมื่อไหร่” สดติงลูกสาว
ศรีแพรนิ่งอึ้ง ก่อนผลุนผลันลงบันไดไปพร้อมปืนในมือ สดกับแสนมองตามไปด้วยความกังวล
ooooooo
สไบติดตามการเคลื่อนไหวต่างๆในบ้านเศรษฐี อย่างสังเกตเงียบๆ ัวนนี้ก็เรียกแหว่งให้ลงไปข้างล่าง ถามแหว่งว่าไม่รู้จริงๆ หรือว่าใครเป็นคนขโมยกุญแจ ห้องขังชาริณีไป
แหว่งบอกว่าไม่รู้ตัวจริงๆ เพราะคิดว่าตอนนอนหลับแล้วรู้สึกจั๊กจี้นั้นเป็นผู้ชายมาแหย่ เลยถูกสไบเขกหัวเสียโป๊กหนึ่งด่าว่า
“แกรู้ไหม ถ้านังชาริณีมันรอดกลับมาแล้วพ่อลูกตัดกันไม่ขาด ฉันมีงานใหญ่งานยักษ์อีก ฉันไม่มีส่างลองฉันก็ไว้ใจใครไม่ได้”
“ก็...ก็...คุณเมินไง...”
“ฉันดูเขาไม่ออก ไม่รู้เขาจะเป็นพวกใครกันแน่ ถึงเขาจะไม่กระโตกกระตากเรื่องทองแท่งที่เรายักยอกจากห้องท่านเศรษฐี แต่เขาก็ไม่ได้ช่วยเป็นแรงให้เรา”
พูดแล้วสไบหน้าเครียดขึ้นมา กระชากแหว่งเข้าไปตะคอกเบาๆว่า
“แกแน่ใจนะว่าทองที่แกเอาไปซ่อนไว้น่ะ...เป็นความลับ”
แหว่งทำหน้าตื่น นึกถึงคืนที่เอาทองแท่งที่สไบขโมยจากห้องเศรษฐีบุญช่วยไปซ่อน โดยแอบไปขุดหลุมเอาทองใส่ไหฝังไว้อย่างดี พูดกับทองในไหว่า
“เหลืองอร่ามวาววับอยู่ในไหนี่ก่อนนะน้องทองแท่ง อีกไม่นานหรอกนังแหว่งบ่าวขาคนนี้ จะเลิกเป็นขี้ข้าคุณสไบของบ่าวขาซะที” พอกลบหลุมกลบเกลื่อนร่องรอยแล้ว ยังบอกกับตัวเองว่า “ทำหน้าซะใหม่ ยัง...ยังไม่ใช่ตอนนี้ รอให้คุณสไบของบ่าวขาโดนไอ้แก่เชือดคอซะก่อน เราค่อยเชิดหน้าเป็นคุณแหว่งศรี...”
แหว่งยิ้มหวังจะเป็นคุณนายหลังจากหักหลังสไบสำเร็จ เดินยักย้ายแบบคุณนายออกไปอย่างอิ่มอกอิ่มใจ
แต่พอแหว่งเดินออกไป ปลายเท้าของใครคนหนึ่งก้าวเข้ามาแทน...
ทวนนั่นเอง!
ooooooo
วันนี้ ที่ร้านเจ๊กตง หลิมไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์หมายสืบหาข่าวของชาริณี ไม่ไกลนักสุมิตรกับกล่ำนั่งโขกหมากรุกกันอยู่ มีเจ๊กตงลุ้นอยู่ใกล้ๆ
“ลูกสาวเศรษฐีบุญช่วยหายเมื่อวานนี้ ไอ้ชิงชัยมันเอาคนไปค้นทั้งหมู่บ้าน” กล่ำเปรยขึ้น
“จะหายไปไหน อีก็หายไปกับอาทวนน่ะซี ท่าทางอียังงั้นใครจะหลอกเอาไปทำอะไรได้” เจ๊กตงฟันธง ถูกเนี้ยวบ่นว่าบอกเตี่ยแล้วใช่ไหมว่าอย่าพูดถึงทวนกับเมินอีก มันจะทำให้ตนลืมสองคนนี้ไม่ได้สักที
ระหว่างนั้น ทอกกับหมอกเดินหน้าเครียดเข้ามากระแทกลงนั่ง หมอกสั่งกาแฟโบราณถ้วยหนึ่ง ส่วนทอกเอาโอยัวะเหยาะยาดองนิดหน่อยพอเป็นกระสาย ทั้งสองท่าทางเครียดจนเจ๊กตง สุมิตร และกล่ำมองอย่างสงสัย
สุมิตรเอ่ยกระแซะขึ้นว่า ทำหน้าเหมือนม้าหมากรุก รุกเท่าไหร่ก็ไม่จน แบบนี้มีปัญหาแน่ หมอกถามเสียงเขียวว่ารู้ได้ไง ทอกเองก็ปรามว่ารู้มากไปแล้ว
“ก็วันนี้ท่าทางเอ็งเครียด โดนหลวงตาท่านเทศนาเรื่องอะไรมาล่ะ แล้วท่านพุทธบริษัทจำกัด มหาเฉื่อยทำไมไม่มาด้วย” เจ๊กตงถาม
“ลุงมหามาไม่ได้หรอก ต้องอยู่ดูแล...” ทอกเกือบ หลุดปากไป แต่พอรู้ตัวก็หยุดกึก เนี้ยวคาดคั้นถามว่าดูแลใคร หมอกกับทอกมองหน้ากันแล้วหมอกก็เป็นคนบอกว่า
“ชาริณี”
หลิมหูผึ่งลดหนังสือพิมพ์ที่กำลังอ่านลงทันที
ooooooo
ชาริณีนุ่งขาวห่มขาวมานั่งกับพื้นใกล้โอ่งน้ำมนต์ ของหลวงตา ศรีไพรมาให้กำลังใจอยู่ใกล้ๆว่า
“ถ้าคุณตั้งใจจะเลิกก็ต้องตั้งจิตอธิษฐาน ทำจิตใจให้มั่นคงศรัทธา หลวงตาท่านจะได้ขจัดผีร้ายออกไปจากตัวคุณ... ไล่มันออกไป ขังมันไว้ก็รังแต่มันจะทำลายชีวิตของเรา คุณมีชีวิตอยู่ก็ต้องมีอนาคตที่ดี มันอยู่ที่คุณตั้งใจจริงหรือเปล่า”
“ศรีไพร ฉันเกลียดมันฉันจะเลิก” ชาริณีตอบรับอย่างเด็ดเดี่ยว
หลวงตาให้ตั้งใจแล้วตั้งนะโมฯสามจบ ชาริณีบอกว่าตนสวดมนต์ไม่เป็น ศรีไพรจึงให้ว่าตามตน ระหว่างนั้น หลวงตายื่นกะลาใส่สมุนไพรให้ชาริณีดื่ม มหาเฉื่อยตักน้ำมนต์ในตุ่มส่งให้หลวงตารดลงบนศีรษะของชาริณี ร่างเธอสั่นสะท้าน น่าเวทนาแต่ทุกคนก็มองอย่างให้กำลังใจและมีความหวัง
พลันทุกอย่างก็ตึงเครียดขึ้น เมื่อเศรษฐีบุญช่วยกับชิงชัยพร้อมหลิมกับเลิศ ขับรถพุ่งเข้ามาในวัด ทอกกับหมอกถามกันอย่างแปลกใจว่าเศรษฐีรู้ได้ยังไง ว่าชาริณีอยู่ที่นี่
ทันทีที่มาถึง เศรษฐีบุญช่วยกับชิงชัย ก็พรวดขึ้นไปบนศาลา หลิมกับเลิศถือปืนตามไปติดๆ
ooooooo
เศรษฐีบุญช่วยมาเห็นชาริณีที่กำลังวิ่งไปอาเจียนอย่างหนัก เศรษฐีคั่งแค้นใจมากยกปืนขึ้นด่าลั่น
“นังลูกสารเลว ทำไมต้องเป็นแก ทำไมไม่ใช่ลูกคนอื่น พ่อมีให้พร้อมทุกอย่าง ไม่ว่าเงินหรือความรัก ทำไม...ทำกับพ่อแบบนี้”
ศรีไพรเข้าไปกอดชาริณีไว้อย่างปกป้อง ในขณะที่หลวงตาก็เทศน์เตือนสติเศรษฐีบุญช่วยว่า
“ลูกคนอื่นก็เหมือนกัน พอตกเป็นทาสของยาเสพติดแล้ว ก็หมดความเป็นผู้เป็นคน กลายเป็นผีห่าซาตาน ไม่รู้จักพ่อไม่รู้จักแม่ ไม่มีผู้มีพระคุณ ไม่มีอนาคต อย่าว่าแต่จะไม่มีใครเลย แม้แต่ท้องฟ้าก็ยังมองไม่เห็นสีฟ้า”
“นิมนต์หลวงตาหยุดเทศน์เดี๋ยวนี้” ชิงชัยสามหาว
ศรีไพรชี้หน้าปรามว่าตัวชิงชัยนั่นแหละต้องหยุด พระท่านกำลังเทศน์โปรดคนบาปอยู่ เศรษฐีลำเลิกว่าพ่อตนทอดกฐินไปเท่าไหร่แล้ว ไหนว่าทำบุญแล้วจะได้บุญไงล่ะ หลวงตาขัดขึ้นว่า
“ทำบุญแล้วจะได้อะไรอยู่ที่ เจ-ตะ-นา นะโยม ลูกของโยมติดยาก็ต้องบำบัดไม่ใช่เอาไปขังไว้ไม่ให้ใครรู้ใครเห็น นั่นน่ะมันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องหรอก”
เศรษฐีฟังไม่เข้าหู สั่งให้เอาตัวชาริณีไป ศรีไพรปกป้องชาริณีไว้ไม่ยอมให้เอาไป ถูกเศรษฐีตวาดว่า ตนเป็นพ่อทำไมจะเอาไปไม่ได้ มหาเฉื่อยเตือนสติว่า
“ท่านเศรษฐี แต่ลูกของท่านเศรษฐีกำลังจะลงแดงตายนะ”
เศรษฐีไม่ฟังเสียง ตรงเข้ากระชากชาริณีสั่งให้กลับบ้าน ขู่จะเอาไปขังไว้ในห้องมืดไม่ให้ออกมาประจานตนอีก ศรีไพรไม่ยอมให้ไป ชาริณีกอดศรีไพรไว้แน่นร้องขอความช่วยเหลืออย่างหวาดกลัว
“ขออนุโมทนาชีวิตไว้สักชีวิตเถอะ ท่านเศรษฐีเงินก็มี ทองก็มี ชื่อเสียงทรัพย์สมบัติมีแล้วทั้งนั้น ปล่อยสัตว์โลกสักตัวจะเป็นไรไป” หลวงตาขอบิณฑบาต
ชาริณีกอดศรีไพรไว้แน่น มองพ่อด้วยความหวาดกลัวเศรษฐีตัดสินใจหันหลังให้ด้วยความสะเทือนใจ ผลุนผลันออกไปชิงชัยมองพ่อร้อง อ้าว...แล้วรีบเดินตามพ่อไป ส่วนหลิมกับเลิศที่ถือปืนกร่างเข้ามา ก็พากันแจ้นตามเจ้านายไป
ชาริณีร้องไห้โฮ กอดศรีไพรไว้แน่น ศรีไพรโอบกอดเธอไว้อย่างปลอบโยน ด้วยสีหน้าแววตาที่สลดใจ
ooooooo
แหว่งคอยเป็นหูเป็นตาให้สไบ พอเศรษฐีบุญช่วยกลับมาก็แจ้นไปรายงานทันที ทั้งสองออกมายืนมองเศรษฐีที่ระเบียง เห็นชิงชัยลงมาเปิดประตูรถให้พ่อท่าทางเศรษฐีก้าวลงจากรถช้าๆเหมือนทรงตัวไม่อยู่พยายามเดินไปที่บันได แต่พอก้าวขึ้นบันไดได้ไม่กี่ขั้นก็ล้มกลิ้งลงมา นอนหมดสติที่เชิงบันได
ทวนกับเมินก้าวออกมาดู หลิมกับเลิศวิ่งตัดหน้าทั้งสองไปประคองเศรษฐีไว้
สดกับศรีแพรอยู่ที่บ้าน สดถามศรีแพรว่าศรีไพรกลับมาแล้วหรือยัง ศรีแพรบอกว่าให้แสนตามไปตามดูแล้ว แสนยังไม่กลับมา
พูดไม่ทันขาดคำ แสนก็วิ่งหน้าตั้งมารายงานข่าวว่าเศรษฐีบุญช่วยตกบันไดช็อกไปแล้ว ศรีแพรถามว่าตายไหม แสนบอกว่าพาส่งโรงพยาบาลแล้ว ไม่ตายแต่สงสัยจะเลี้ยงไม่โต
เศรษฐีในสภาพหมดสติ หมอต้องใช้เครื่องช่วยหายใจที่หน้าห้องฉุกเฉิน เมินกับทวนด้อมๆมองๆอยู่อย่างสอดแนม
สไบกับแหว่งยิ้มแย้มแจ่มใส สไบวางท่าคุณนายซ้อมไว้ล่วงหน้า ส่วนแหว่งก็สอพลอยกยอเต็มที่ว่า อยู่ดีๆก็ราศีจับร่ำรวยเป็นเศรษฐีนีโดยไม่ต้องออกแรงเลย
“ไม่มีท่านเศรษฐี ไม่มีคุณชาริณี แล้วต่อไปนี้ใครจะใหญ่ นอกจาก...คุณสไบของบ่าวขา”
“ใช่...ฉันนี่แหละครอบครองทั้งเงิน แล้วก็ธุรกิจของไอ้แก่!”
ทวนกับเมินแอบดูแอบฟังอยู่ ต่างมองตามสไบที่เดินนวยนาดเยี่ยงคุณนายผ่านไปอย่างครุ่นคิด
ooooooo
ที่ศาลาวัดบ้านนา ชาริณีดีขึ้นมากแล้ว ศรีไพรยังคอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด ให้กำลังใจ จนชาริณีถามว่า
“ศรีไพร เธอช่วยฉันทุกอย่าง ไม่โกรธไม่เกลียดที่ฉันเคยทำร้ายเธอ เคยแย่งคุณทวนไปจากเธอ เคย...ดูถูกดูหมิ่นว่าชาวนาต่ำต้อย ฉันเลวอย่างนั้น เธอยังให้โอกาสฉันอีก”
“เพราะเราเป็นคนบ้านนา เราต้องไม่ดูดายกันไง ยาน่ะเลิกยากก็จริง แต่มันเลิกได้ คนที่เขาติดมันแล้วกลับเนื้อกลับตัวใหม่ กลับไปเป็นคนดีของสังคมมีมากมาย คนพวกนั้นได้รับโอกาสเราถึงต้องแจกจ่ายโอกาสที่ดีให้กับคนที่เขาต้องการ”
“ศรีไพร ฉันจะพยายาม...ฉันสัญญา” ชาริณีตอบอย่างตั้งใจแน่วแน่
สองสาวจับมือกันอย่างมีมิตรภาพ ไม่มีวี่แววของความขุ่นข้องหมองใจต่อกันเลย
ที่บ้านเรือนไทย ศรีแพรกอดปืนนั่งมองพระจันทร์อยู่อย่างมีความสุข ศรีไพรกลับมาท่าทางอ่อนเพลียเหนื่อยล้า
ศรีไพรเข้ามาทักว่ายังไม่นอนอีกหรือ ศรีแพรบอกว่านอนไม่หลับถ้าไม่ได้อยู่รอบอกข่าวดีกับน้องก่อน ศรีไพรถามว่าข่าวดีอะไรหรือ ศรีแพรยิ้มอย่างสะใจก่อนเล่าว่า
“กรรมมันตามทันเศรษฐีบุญช่วยแล้ว มัน...เส้นเลือดในสมองแตก นอนแน่นิ่งไม่รู้จะตายหรืออยู่ จะฟื้นหรือไม่ฟื้น”
ศรีไพรนิ่งไปอย่างแปลกใจกับข่าวนี้ ศรีแพรพูดต่อด้วยใบหน้ายิ้มกริ่มเย้ยในทีว่า
“จะไปช่วยสงเคราะห์เศรษฐีบุญช่วยอีกคนก็ได้นะ แม่นักสังคมสงเคราะห์”
พูดแล้วศรีแพรสะบัดเข้าบ้านไป ศรีไพรยังนิ่งคิดอย่างแปลกใจอยู่ตรงนั้น
ooooooo
ที่บ้านเศรษฐีบุญช่วย บรรยากาศเงียบเหงาจนดูวังเวง ชิงชัยเดินลงจากเรือนพร้อมหลิมกับเลิศด้วยสีหน้าเครียดหนักบอกจ่าสินที่รออยู่ว่า
“อาการของพ่อไม่ดีขึ้นเลย นอนนิ่งๆ ไม่รู้จะฟื้นเมื่อไหร่ โธ่โว้ย...งานกำลังจะไปได้ดี แล้วไอ้ของที่สั่งเข้ามาล่ะจะทำยังไงต่อไป”
“ต้องรีบส่งของเร็วที่สุดนะ ตอนนี้...มีตำรวจเข้ามาเดินเพ่นพ่านในบ้านนานี่เต็มไปหมด จนผมไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ผมถึงต้องระวังตัวแจ นี่ผมก็...” จ่าสินยกมือขึ้นลูบท้ายทอยที่ถูกศรีไพรตีจนสลบ ก่อนบอกว่า “กำลังจะถูกสอบสวน”
เมินกับทวนต่างแอบฟังอยู่กันคนละมุม เงี่ยหูฟังเต็มที่
“ไอ้เลิศ เอ็งเอาของไปส่งคืนนี้นะ” ชิงชัยสั่ง
เมื่อเลิศรับคำ เมินกับทวนต่างค่อยๆ ถอยออกมา จนหลังชนกันต่างสะดุ้ง หันมองกันด้วยความสงสัย
ooooooo
คืนนี้ เลิศขับรถบรรทุกที่มีผ้าใบคลุมมิดชิดคัน
นั้นไปตามถนนเปลี่ยว เพื่อนำอาวุธเถื่อนในรถไปส่งยังจุดนัดหมายตามคำสั่งของชิงชัย
รถมาจอดตรงด่านลอยที่มีแสงไฟกะพริบๆ พอเลิศจอดรถ ทหารที่มีอาวุธครบมือยืนคอยระวังอยู่ห่างๆ เลิศโผล่หน้าไปบอกทหารที่ด่านตามปกติว่า
“ของของเศรษฐีบุญช่วย”
ทหารในเครื่องแบบลายพรางสีเขียว สวมหมวกหรุบลงครึ่งหน้า เดินตรวจไปรอบๆรถบรรทุก เลิศยิ้มอย่างใจเย็นพูดอย่างอวดเบ่งว่า
“ไม่ต้องตรวจหรอกน่า ของท่านเศรษฐีกี่เที่ยวๆก็ไม่เคยตรวจละเอียดอย่าเรื่องมากน่าเสียเวลา”
ทหารคนนั้นทำเป็นหูทวนลม เดินตรวจไปเรื่อยๆจนวนมาอีกรอบ มาหยุดตรงหน้าเลิศ พูดสั้นๆห้วนๆว่า
“ไปได้!”
“ก็...แค่นั้น...” เลิศทำเสียงกวนๆแล้วขับรถออกไป
ทหารคนนั้น ค่อยๆเปิดหมวกออก มองตามรถบรรทุกคันนั้นไปยิ้มอย่างขบขัน...ที่แท้เขาคือทวนนั่นเอง!










