ตอนที่ 9
ด้วยความเป็นห่วงพ่อและหลานๆ ภูวนัยออกจากห้องไปเผื่อจะได้เห็นใครบ้าง แล้วก็ได้เจอจริงๆ!
ภูวนัยเจอม่านเมฆกับม่านหมอก แอบได้ยินสองพี่น้องคุยกันอย่างทุกข์ใจ ม่านเมฆไม่เชื่อว่าภูวนัยจะโทร.มาบอกพรรณรายให้รับพวกตนมาอยู่ที่รีสอร์ต
ม่านหมอกไม่สนใจเรื่องนี้ แต่กลับโทษว่าที่พวกเราต้องมาอยู่อย่างนี้เพราะภูวนัยทำเรื่องชั่วๆ ไว้
“ไม่จริง! พ่อภูไม่ใช่พวกค้ายาซะหน่อย” ม่านเมฆเถียงเสียงแข็ง ม่านหมอกอ้างว่าตำรวจบอกว่าเขาเป็น “ตำรวจโกหก...เมฆไม่เชื่อว่าพ่อภูจะเป็นพวกนั้น”
“เขาเป็นคนเลว เขาหลอกพวกเรา เขาทำให้พวกเราต้องเป็นอย่างนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะเขา...เพราะเขาได้ยินไหม!”
ม่านเมฆรับไม่ได้วิ่งออกไป ม่านหมอกมองตามน้องแล้วนั่งร้องไห้อย่างหนักใจ
ภูวนัยแอบดูอยู่อย่างรู้สึกผิด เขาอยากออกไปบอกความจริงกับม่านหมอก แต่มีคนงานเดินผ่านมาจึงต้องหลบ แต่พอคนงานเดินผ่านไป ม่านหมอกก็หายไปแล้ว...เขาได้แต่ยืนคิดเป็นห่วงหลานมาก
ไผ่พญาในคราบนักท่องเที่ยว อาบน้ำเสร็จออกมาไม่เห็นภูวนัย จึงออกจากห้องมองหาว่าเขาหายไปไหน
ooooooo
ที่ห้องอาหารรีสอร์ต...พรรษาไม่นิ่งดูดายเข้ามาช่วยทำงานในห้องอาหาร เผ่าพงศ์บอกว่าไม่ต้องทำอะไรเพราะเราไม่ได้มาอยู่ฟรีๆ แต่พรรษาอยู่เฉยไม่ได้ยังคงทำโน้นทำนี่ไปเรื่อย
ระหว่างนั้น ตะวันฉายไปที่ฟาร์ม พอรู้ว่าพวกเผ่าพงศ์มาอยู่ที่รีสอร์ตจึงตามมาดู เจอพรรษาเลยคุยกัน
“ค่ะ...เราก็มากันแค่นี้ ส่วนพวกคนงาน เราจำเป็นต้องเลิกจ้าง เอ่อ...คุณตะวันฉายมีอะไรหรือเปล่าคะ” พรรษาถาม ตะวันฉายบอกว่าตนแวะมาดูเผื่อว่ามีอะไรจะให้ช่วยบ้าง
ขณะนั้นเอง ม่านเมฆวิ่งเข้ามากอดเผ่าพงศ์เหมือนเด็กกำลังขวัญเสีย เผ่าพงศ์กอดหลานถามว่าเป็นอะไรหรือ?
“พี่หมอกเขาบอกว่าพ่อภูเป็นคนชั่ว พ่อภูทำให้เราต้องเป็นแบบนี้ ไม่จริงใช่ไหมตา”
“พ่อภูเป็นคนดี...แล้วเราคิดว่าพ่อภูเป็นคนดีหรือเปล่าล่ะ” ม่านเมฆพยักหน้า “ดีแล้วหลานตา...ตอนนี้พี่หมอกเขาคิดอย่างนั้นก็ปล่อยเขาไป แล้ววันไหนที่พ่อภูกลับมา พี่หมอกเขาก็จะรู้ความจริงเอง”
ตะวันฉายฟังม่านเมฆแล้ว ทำให้เขาอยากคุยกับม่านหมอก เพื่อฟังความในใจของเธอ
เวลาเดียวกันนั้น ที่หน้ารีสอร์ต ชาติกล้าอยู่ในรถคันหนึ่ง จ่าวีระกับราชัย อยู่ที่รถอีกคันหนึ่ง ทั้งหมดมาซุ่มดักภูวนัยตามแผนล่อเสือออกจากถ้ำ
ขณะนั้นเอง จ่าวีระวิทยุรายงานชาติกล้าว่า “หัวหน้าครับ มีรถคันนึงมาครับ”
ที่แท้เป็นรถของปลายฟ้า เธอจอดรถแล้วเดินเข้าไปที่รีสอร์ต ชาติกล้าออกไปทัก เธอถามว่าเขามาทำไม
“เรามาปฏิบัติราชการ” ปลายฟ้าดักคอว่ามารอจับภูวนัยใช่ไหม ชาติกล้ากลับย้อนถามว่า “ภูติดต่อมาหรือเปล่า”
ปลายฟ้าถามอย่างไม่พอใจว่าจะให้ตอบแบบผู้ต้องสงสัยหรือว่าเพื่อน ชาติกล้าเตือนขู่ๆว่าไม่อยากให้เธอเกี่ยวข้องกับภูวนัยเพราะอาจจะโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิด
“เราแค่เป็นห่วงคุณลุง...เป็นห่วงเด็กๆ แต่ถ้าชาติจะคิดว่าเราสมรู้ร่วมคิด ให้ความช่วยเหลือภู...เอาซิ” เธอยื่นมือออกไปให้จับ เมื่อชาติกล้าไม่จับ เธอพูดอย่างห่างเหินว่า “ถ้าไม่จับ งั้นฟ้าขอตัว”
ชาติกล้าคว้ามือเธอไว้ เอ่ยขอโทษอ้างว่าตนแค่ไม่อยากให้เธอเดือดร้อน
“ปล่อยมือฟ้าเถอะชาติ” ปลายฟ้าพูดนิ่งๆเมื่อเขาปล่อยเธอจะเดินเข้าไปในรีสอร์ต แต่แล้วกลับหันมาพูดอีกว่า “ชาติถามเราใช่ไหมว่าภูติดต่อมาหรือเปล่า? เปล่า...ภูไม่ได้ติดต่อฟ้าเลย แต่ถ้าภูติดต่อมา ฟ้าก็จะไม่บอกชาติ เพราะอะไรชาติอยากรู้ไหม เพราะฟ้าเชื่อว่า ภูเป็นคนดี” พูดแล้วเดินเข้าไปเลย
ooooooo
ไผ่พญาเดินตามหาภูวนัยมาจนถึงห้องอาหาร เห็นเผ่าพงศ์นั่งคุยกับม่านเมฆก็ถอยกรูด แต่เจอพรรษาเข้าอย่างจัง
พรรษาทักทายอย่างมีอัธยาศัยถามว่าพูดภาษาไทยได้ไหม ไผ่ดัดสำเนียงพูดไม่ชัดว่าพอได้นิดหน่อย
“งั้นเชิญทางนี้เลยค่ะ” พรรษาเชิญไผ่มานั่งที่โต๊ะ บอกให้รอเดี๋ยวจะไปเอาเมนูมาให้ ไผ่สั่งทันทีโดยไม่รอเมนูว่าเอาผัดไทย พรรษายิ้มแปลกใจ บอกให้รอสักครู่
ม่านเมฆสะดุดตาไผ่ บอกเผ่าพงศ์ว่ารู้สึกคุ้นหน้า ฝรั่งคนนี้จัง บอกเผ่าพงศ์ว่าถ้าไม่เชื่อให้ดูดีๆ ไผ่มองไปเจอสายตาสองคู่มองอยู่ก็สะดุ้ง รีบเบือนหน้าไปทางอื่น แต่จังหวะนั้นเอง ปลายฟ้าเดินเข้ามามีชาติกล้าตามมาติดๆ ไผ่แทบจะกลั้นใจตายตอนนั้นเลย นึกในใจว่า “วันอะไรวะเนี่ย!”
ในสถานการณ์คับขันนี้ ไผ่บอกตัวเองว่าอยู่ไม่ได้ แล้ว ลุกพรวดจากโต๊ะ ไม่ทันเห็นผจญที่ถือถาดน้ำจะมาเสิร์ฟ เลยชนเข้าจนน้ำหกรดหัวไผ่ผมเปียกหมด ผจญตกใจรีบเอาผ้าเช็ดผมให้
ไผ่ตกใจยิ่งกว่ารีบปัดป้อง ทำให้วิกหลุดติดมือผจญไป ทุกสายตาที่มองอยู่ตะลึงงัน
“ครูไผ่!” ม่านเมฆดีใจมาก ไผ่พยายามปฏิเสธว่าตนไม่ใช่ครู แต่พอเห็นวิกผมของตัวเองอยู่ในมือผจญก็เอามือกุมหัวรีบขอตัวหันโกยอ้าวออกไป
“หยุดนะ!!” ชาติกล้าวิ่งตามไป ปลายฟ้าเห็นดังนั้นวิ่งตามไปด้วย เผ่าพงศ์กับม่านเมฆวิ่งตามปลายฟ้าไปอีกที
ooooooo
ภูวนัยเห็นม่านหมอกนั่งเศร้าอยู่ ตัดสินใจจะ เข้าไปคุย ก็พอดีตะวันฉายเข้าไปก่อน ถามม่านหมอกว่าไม่ชอบที่นี่หรือ ภูวนัยจึงชะงัก หลบฟัง
ม่านหมอกเห็นตะวันฉาย เธอรีบปาดน้ำตา ตะวันฉายเดินมานั่งข้างๆ พูดอย่างรู้ใจเธอว่า
“พี่เชื่อนะ ว่าตอนนี้คงมีอะไรบางอย่าง ที่ทำให้หมอกต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้” ม่านหมอกโทษภูวนัยอีกตามเคย ตะวันฉายแย้งว่า “แต่พี่ไม่คิดอย่างนั้นนะ พี่รู้ว่าหมอกเกลียดคุณภูวนัยในอดีต...แต่เหตุการณ์ที่หมอกกำลังเจออยู่ตอนนี้ มันอาจจะทำให้หมอกรู้ตัวเองก็ได้ว่า ตัวเองไม่ได้เกลียดคุณภู พี่เชื่อว่าตอนนี้ คนที่หมอกอยากเจอมากที่สุด...ก็คืออาภูของหมอก”
ตะวันฉายพูดแทงใจดำจนม่านหมอกกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ถามว่าตนต้องทำอย่างไร ตาก็ไม่สบาย เมฆก็ยังเด็ก เธอโผเข้ากอดตะวันฉายอย่างว้าวุ่นหาที่พึ่ง ตะวันฉายเอามือตบหลังอย่างให้กำลังใจ
“หมอก” ภูวนัยทนไม่ได้เผยตัวออกไป เขาขอบคุณตะวันฉายที่ช่วยดูแลทุกคนในยามที่ตนไม่อยู่ แล้วเดินไปหาม่านหมอก เพียงเขาเรียกเท่านั้น ม่านหมอกก็ ร้องไห้ตัดพ้อต่อว่าสะอึกสะอื้น...
“ทำไมอาทำอย่างนี้ ทำไมอาไม่ติดต่อกลับมา ทุกคนคิดว่าอาตายไปแล้ว” ภูวนัยขอโทษบอกว่าต่อ จากนี้เราคงไม่ได้เจอกันบ่อยๆขอให้ยกโทษให้ตนสำหรับเรื่องที่ผ่านมา “หมอกไม่เคยโกรธอาเลย หมอกต่างหากที่ไม่ยอมรับความจริง ถ้าวันนั้นไม่ใช่วันเกิดหมอกพ่อกับแม่ก็คงไม่ตาย”
ภูวนัยปลอบม่านหมอกว่าไม่ใช่อย่างนั้น แต่เขาไม่บอกเรื่องเหมือนฝัน ม่านหมอกร้องไห้ขอโทษเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ภูวนัยดึงม่านหมอกเข้าไปกอดอย่างสะเทือนใจ ขอให้สัญญาว่า ต่อไปนี้จะเข้มแข็ง ตนไม่อยู่ต้องดูแลคุณตา ดูแลเมฆให้ดี
“ไม่...หมอก...หมอกทำไม่ได้”
“ทำไมจะไม่ได้” ภูวนัยถาม เอามือลูบผมยิ้มปลอบโยนและให้กำลังใจว่า “หลานอาเก่งอยู่แล้ว”
ม่านหมอกได้กำลังใจก็ยิ้มออก พลันต่างก็ชะงักกึกเมื่อได้ยินเสียงชาติกล้าร้องตะโกน “หยุดเดี๋ยวนี้!” และมีเสียงไผ่โวยวายมา ตะวันฉายจำเสียงไผ่ได้ ส่วนภูวนัยรีบบอกม่านหมอกว่าตนต้องไปแล้ว พลางวิ่งออกไป ตะวันฉายเลยวิ่งตามภูวนัยไปด้วย
ที่ใกล้ๆนั้น ไผ่วิ่งหนีสุดฝีเท้า ชาติกล้าไล่ตามมาติดๆ มีเผ่าพงศ์กับม่านเมฆรั้งท้ายมาด้วย ไผ่วิ่งไปหลบอยู่หลังรถเข็นอุปกรณ์แม่บ้าน ปลายฟ้าเห็นดังนั้นรีบเข้ามาเบนความสนใจของชาติกล้า ถามว่าครูไผ่ไม่ได้มีความผิดอะไร ทำไมต้องตามจับครูไผ่ด้วย ชาติกล้าตัดบทว่าเดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง
แม้ปลายฟ้า เผ่าพงศ์ และม่านเมฆจะพยายามช่วยไผ่ไม่ให้ถูกชาติกล้าจับ แต่ในที่สุดไผ่ก็ถูกจับไปจนได้เพราะวิ่งหนีไปเจอทางตัน!
ชาติกล้าคาดคั้นถามไผ่ว่าภูวนัยอยู่ไหน ไผ่เชิดหน้าท้าทายว่า “คิดว่าฉันจะบอกรึไง” ก็พอดีม่านเมฆวิ่งตามมาตะโกนไม่ให้ชาติกล้าทำอะไรครูไผ่ ชาติกล้าหันไปเห็นเผ่าพงศ์และพรรคพวกเดินตามกันมาเป็นขบวนก็ชะงัก
เผ่าพงศ์ถามชาติกล้าว่านี่มันเรื่องอะไรกัน ชาติกล้าอ้างว่าเป็นความลับของทางราชการตามเคย
เมื่อชาติกล้ารู้ว่าไผ่ปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวมากับผู้ชายอีกคน ก็ตาลุก ไผ่ยืนกรานว่าตนมาคนเดียว ขณะกำลังตึงเครียดกันอยู่นั้น เสียงกรี๊ดของพรรณรายก็แว่วมา แล้วตัวเธอก็วิ่งหน้าตื่นตระหนกมาบอกว่า
“ภู...ภูเขาอยู่ที่นี่ เมื่อกี๊ภูจะจับฉันเป็นตัวประกัน แต่ฉันหนีมาได้”
ชาติกล้าฝากไผ่ไว้กับจ่าวีระกับราชัยแล้ววิ่งออก ไป ทุกคนวิ่งตามไป แต่ตะวันฉายกับม่านหมอกยืนเฉย อยู่ตรงนั้น
ooooooo
เผ่าพงศ์วิ่งตามชาติกล้าเห็นเขาชักปืนออกมาจึงขอร้องว่าอย่าเพิ่งยิง ตนขอคุยกับภูวนัยก่อนได้ไหม
“ผมก็ไม่อยากทำอย่างนั้น...แต่ถ้าภูเกิดต่อสู้ขึ้นมา ผมก็จำเป็น” แล้วถามพรรณรายว่า “เมื่อกี๊คุณบอกว่าภูไปทางไหน” พรรณรายชี้ไปส่งเดชแล้วทำท่ากลัวตัวสั่นบอกว่าคิดไม่ถึงว่าภูวนัยจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้
“ทุกคนรออยู่ตรงนี้ก่อนดีกว่า ตอนนี้ภูเป็นคนอันตรายไปแล้ว ทุกคนอยู่ตรงนี้จะปลอดภัยกว่า” ชาติกล้าบอกแล้ววิ่งออกไป ทุกคนได้แต่มองตามเขาไปด้วยความหวั่นใจ
ปลายฟ้าถามพรรณรายว่า ภูวนัยจะทำร้ายเธอจริงหรือ พรรณรายตอบทันทีว่า “ไม่จริง!” ทุกคนร้องอ้าว ผจญถามว่า แล้วทำไมเธอถึงบอกว่าโดนภูวนัยทำร้ายล่ะ พรรณรายไม่ตอบแต่ยิ้มเป็นนัย ทุกคนเลยยิ่งสงสัย
ไผ่อยู่กับจ่าวีระและราชัย ตะวันฉายพยายามขอร้องให้ปล่อยเธอ ถูกจ่าถามว่าเขาเป็นอะไรถึงจะช่วยผู้ต้องหา ถามไม่ทันขาดคำ ภูวนัยก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินเข้ามาอย่างองอาจเอาปืนจี้สองจ่าทันที
ระหว่างนั้น ชาติกล้าวิ่งไปตามทางที่พรรณรายบอก พลางร้องตะโกนเรียกภูวนัย จนเริ่มเอะใจว่าถูกหลอก จึงวิทยุถึงสองจ่า ปรากฏว่าเงียบไม่มีเสียงตอบเพราะถูกภูวนัยเอาปืนจี้อยู่ ภูวนัยสั่งสองจ่าให้ไขกุญแจมือให้ไผ่ ตะวันฉายบอกภูวนัยให้วางปืนขอให้ใจเย็นๆ เกรงสถานการณ์จะยิ่งแย่
“ทุกคนคิดว่าผมเป็นคนเลวจริงๆเหรอ” ภูวนัยถาม ไผ่เร่งให้รีบหนีไปดีกว่า ภูวนัยหันไปขอโทษสองจ่าก่อนต่อยคนละเปรี้ยงจนสองจ่าสลบ แล้วจึงพาไผ่หนีไปหน้ารีสอร์ตตรงไปที่รถของชาติกล้าซึ่งเสียบกุญแจคาอยู่
ชาติกล้าวิ่งกลับมาเห็นพอดี แต่ภูวนัยก็ขับรถพาไผ่หนีไปแล้ว ชาติกล้ายืนมองรถของตัวเองที่ถูกภูวนัยขับหนีไปอย่างเจ็บใจ แล้ววิทยุสั่งตำรวจพื้นที่ให้ตั้งด่านสกัดจับ สั่งตายว่า ถ้าคนในรถต่อสู้ให้จับตายทันที!
ooooooo
ภูวนัยขับรถของชาติกล้ามาถึงปั๊มน้ำมันก็จอดเข้าห้องน้ำ เขาบอกไผ่ว่าเราต้องเปลี่ยนรถเพราะคันนี้เด่นเกินไป
ระหว่างนั้นมีตำรวจสองนายเดินออกจากร้านค้าภายในปั๊ม เห็นอาการไผ่มีพิรุธก็คิดว่าเป็นผู้หญิงที่ถูกล่อลวงมา แต่พอตามไปดู พบว่าทั้งสองกำลังกอดจูบกันอยู่เลยบ่นตัวเองว่าสงสัยเราจะคิดไปเอง แล้วชวนกันออกไป แต่ขณะกำลังจะขึ้นรถนั่นเอง ก็มีคำสั่งจากวิทยุสื่อสาร ให้ทุกหน่วยสกัดจับรถต้องสงสัย บอกยี่ห้อและทะเบียนรถระบุว่าผู้ต้องหาเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง
ตำรวจทั้งสองเอะใจย้อนกลับไปดู เจอรถตามที่วิทยุสื่อสารระบุไว้ จึงย่องเข้าไปหมายจัดการ แต่พอเข้าถึงไม่เห็นทั้งภูวนัยและไผ่อยู่ในรถ
ระหว่างนั้น ชาติกล้าได้รับรายงานจากตำรวจท้องที่ว่าเจอพวกนั้นแล้ว แต่พอไปตามที่ได้รับรายงาน ตรวจทุกซอกทุกมุมก็ไม่เจอตัว ชาติกล้าถามว่า ตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดหรือยัง ตำรวจพื้นที่จึงเพิ่งนึกได้
พอเอากล้องวงจรปิดมาเปิดดู ชาติกล้าจับได้ว่า ไผ่กับภูวนัยเดินไปที่ท้ายรถกระบะคันหนึ่งจากนั้นก็ไม่เห็นอีก จนเมื่อเจ้าของรถกระบะมาขับออกไป ชาติกล้าจึงเห็นว่าท้ายรถบรรทุกเงาะไว้เต็ม เขาจิกตามองอย่างรู้ทัน สั่งตำรวจท้องที่ให้สกัดจับรถกระบะคันนั้นด่วน!
“ไอ้ภู...คิดว่าจะหนีฉันพ้นเหรอ!” ชาติกล้าคำรามยิ้มเหี้ยม
ภูวนัยกับไผ่นั่งอยู่บนกองเงาะ ไม่เพียงได้อาศัยหลบหนีหากยังกินเงาะกันสบายใจเฉิบ แล้วความสุขเล็กๆ ก็สลายไปสิ้น เมื่อรถจอดและมีตำรวจถือปืนมาขอตรวจค้น!
ที่ปั๊มน้ำมัน ชาติกล้าให้จ่าวีระกับราชัยกลับไปเฝ้าที่รีสอร์ต ส่วนตนจะอยู่ตรงนี้เพราะเคลื่อนที่ได้คล่องตัวกว่า
ทันใดมือถือชาติกล้าก็ดังขึ้น พอรับสายก็ถามอย่างตื่นเต้นว่า
“ครับ...เจอรถแล้วเหรอครับ...แล้วผู้ต้องหาล่ะ...หา! ไม่เจอ!!”
ชาติกล้าวางสายกำโทรศัพท์แน่นด้วยความโกรธจนโทรศัพท์แทบหักคามือ
ooooooo
ที่แท้ เป็นฝีมือของอภิวัฒน์ ที่ส่งลูกน้องไปดักชิงตัวภูวนัยกับไผ่มา เมื่อถูกนำตัวมาที่เซฟเฮาส์ อภิวัฒน์ถามหยอกว่า หวังว่าคนของตนคงไม่ทำให้ทั้งสองตกใจ
“ท่านทราบการเคลื่อนไหวของผมได้ยังไง” ภูวนัยสงสัย
“หมวดอย่าลืมซิว่าผมเป็นผู้บังคับบัญชาของหน่วยพิเศษนี่ เรื่องหูตามันเป็นเรื่องธรรมดา แล้วกลับไปเยี่ยมบ้านเป็นยังไง”
“โห...ฉันไม่คิดเลยนะคะว่าพวกนั้นจะดึงคนแก่กับเด็กที่ไม่รู้เรื่องเข้ามาเกี่ยวข้อง”
ภูวนัยยกมือเบรกไผ่พูดเหน็บว่า ท่านคงทราบการเคลื่อนไหวจากหูตาของท่านแล้ว ไผ่ติงว่าทำไมเขาพูดเหมือนไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่เลย
“ไม่เป็นไร เราเพิ่งเจอกัน เลยยังไม่สนิทกันเท่าไหร่” อภิวัฒน์พูดเหน็บในที แต่ยังถูกภูวนัยเหน็บต่ออีกว่า
“หลังจากที่ผมโดนเพื่อนสนิทผมหักหลัง มันทำให้ผมไม่อยากสนิทกับใครทั้งนั้น”
อภิวัฒน์มองภูวนัยอย่างรู้อารมณ์ นิ่งไปครู่หนึ่งจึงถามว่า
“แล้วคุณยังคิดจะทำงานกับผมไหม?”
ภูวนัยนิ่งไปอย่างไตร่ตรอง ในขณะที่ไผ่มองอย่างสงสัยว่า “งาน” ที่อภิวัฒน์พูดนั้น คืองานอะไร
ooooooo
ระหว่างที่อภิวัฒน์คุยงานกับภูวนัยนั้น ไผ่ออกมารอข้างนอก เธอได้ยินเสียงเหมือนคนร้องอย่างทรมาน เลยย่องไปตามเสียงอย่างอยากรู้ แต่ถูกตำรวจออกมาขวางถามว่าจะไปไหน
ไผ่อึกอักบอกว่าจะไปห้องน้ำ ตำรวจชี้อย่างรู้ทันว่าห้องน้ำไปทางโน้น ไผ่เลยต้องเดินไป แต่ยังติดใจสงสัยเสียงเมื่อกี้
ระหว่างพากันกลับมาที่บ้านเช่า ไผ่ตัดสินใจถามภูวนัยว่า อภิวัฒน์ชวนเขากลับไปเป็นตำรวจหรือ ภูวนัยมองหน้าเธอดุๆ ไผ่เลยทำเฉไฉว่า
“ไม่มีอะไร...ฉันแค่อยากรู้น่ะ แต่นายไม่ต้องบอกก็ได้” พูดไปอย่างนั้นแต่ยังหาทางจะรู้ให้ได้ พูดต่อเหมือนตัดพ้อตัดใจว่า “ฉันคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆจะได้ฉลองที่นายได้กลับไปเป็นตำรวจอีกครั้ง”
“ก็ดีที่คุณพูดขึ้นมา ผมเองก็อยากคุยเรื่องนี้กับคุณอยู่เหมือนกัน”
แต่ภูวนัยไม่ทันพูดอะไร ไผ่มองไปที่บ้านเช่าเห็นมีกระดาษอะไรแปะอยู่ที่ประตู ไผ่ดึงภูวนัยหลบอย่างระวัง เมื่อไผ่ชี้ให้ดูกระดาษที่ปิดอยู่ ภูวนัยเดินออกไปอย่างระแวดระวัง หยิบกระดาษแผ่นนั้นไปอ่าน ไผ่ร้องถามว่า
“จดหมายขู่ใช่ไหม”
“มาเถอะ...จดหมายของแม่บ้านคุณน่ะ” ภูวนัยร้องบอกเมื่อเห็นจดหมายลงชื่อลำไยที่ไผ่เคยโกหกว่าเป็นแม่บ้านของเธอ ไผ่รีบเดินมารับจดหมายไปอ่าน
“ไม่ต้องตามหานะ...ช่วงนี้คงไปล่องเรือสักพัก...” ไผ่อ่านแล้วบ่นอย่างผิดหวังน้อยใจว่า “อะไรเนี่ย ทิ้งไปไม่บอกอีกแล้ว” จากนั้นจึงอ่านต่อ “...ส่วนเรื่องแกกับคุณภู...ฉันอยากให้แกเลิกซะ...ก่อนที่แกจะชอบเขามากกว่านี้” ไผ่ตกใจร้องเฮ้ย! เห็นภูวนัยมองอยู่ก็อายแทบแทรกแผ่นดินหนี
ภูวนัยถามตรงๆว่าเธอชอบตนหรือ ไผ่ปฏิเสธวุ่นวาย ทำเป็นบ่นลำไยแก้เกี้ยวแล้วกลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไร เพียงแต่ตอนที่เขาไม่สบายตนดูแลดี ลำไยเลยคิดว่าตนชอบเขา...ก็...เท่านั้นเอง แล้วชวนรีบเข้าบ้านกันดีกว่า
ooooooo
เมื่อเข้าบ้านแล้ว ภูวนัยหาทางที่จะบอกไผ่เรื่องเขาจะไปทำงานกับอภิวัฒน์ เลยบอกไผ่ว่าเธอไม่ชอบตนก็ดีแล้ว ต่อไปเราจะได้ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก
ไผ่งงที่จู่ๆเขาก็พูดเหมือนมีอะไรไม่พอใจกัน พอถามเขาบอกว่า
“ผมอยากให้คุณกลับไปมีชีวิตของคุณ กลับไปสอนแล้วมีชีวิตที่ดี” ไผ่ยิ่งงงถามว่าเขาเป็นอะไรไป ถูกภูวนัยตัดบทเสียงเข้มว่า “เลิกยุ่งกับผมเสียทีได้ไหม”
แม้ไผ่จะโมโห แต่ก็อยากรู้ว่าภูวนัยโกรธตนเรื่องอะไร ทั้งๆที่ตนช่วยเขามาตลอด
“ผมไม่ได้ขอร้องให้คุณทำอย่างนั้น ผมจะไปจากชีวิตคุณ คุณจะได้สบายใจ ต่อไปเราไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีก”
“งั้นนายก็ออกไปจากที่นี่เสีย” ไผ่ไล่ แต่พอเขาเดินออกไปจริงๆไผ่กลับเรียกไว้ ภูวนัยหยุดหันกลับมาพูดอย่างห่างเหินเย็นชาว่า
“หวังว่าคงไม่ได้เจอกันอีก”
พอภูวนัยก้าวออกจากบ้านไป ไผ่พญาก็รู้สึกเหมือนตัวเองลอยคว้างอยู่กลางอากาศ โดดเดี่ยวเหมือนอยู่คนเดียวในโลก...คอยอย่างมีความหวังว่าภูวนัยจะกลับมาตอนดึก จนวันรุ่งขึ้นก็ยังไม่มีวี่แวว เธอนึกถึงเรื่องที่ไปพบอภิวัฒน์เมื่อวาน ฉุกคิดได้ว่าจะไปตามหาเขาได้ที่ไหน จึงออกจากบ้านไปทันที
ooooooo
เมื่อวานที่อภิวัฒน์คุยกับภูวนัยและไผ่ไปรออยู่ข้างนอกนั้น ระหว่างคุยกัน อภิวัฒน์เดินมาที่กระดานหมากรุกพูดเหมือนอ่านใจวัดใจกันว่า
“ตอนนี้หมวดก็เหมือนเบี้ยตัวนึง ที่กำลังสู้กับคนที่มีพลังและอำนาจอย่างวศิน”
“ถึงสู้ไม่ได้...ผมก็จะสู้”
อภิวัฒน์วางเบี้ยตัวหนึ่งในกระดานหมากรุก แล้วเปลี่ยนมาเป็นผู้เล่นอีกคน จับเอาขุนเข้ามากินเบี้ยตัวนั้น พูดเปรียบเทียบว่า
“ยังไงก็ไม่มีทางที่จะสู้พวกมันได้อยู่แล้ว” ภูวนัยมองหน้าถามว่าท่านจะบอกอะไรตน “หมวด...ผมรู้ว่าตอนนี้หมวดเจอเรื่องหนักหนาสาหัสมาหลายเรื่อง แต่หมวดต้องตั้งสติแล้วรู้ว่าตอนนี้หมวดกำลังสู้อยู่กับใคร”
พูดแล้วอภิวัฒน์ก็เดินหมากอีกตัวที่เสมือนเป็นฝั่งของเบี้ยตัวเมื่อครู่นี้ แต่เขาหยิบม้าเข้ามาไปรุกตัวขุนฝั่งตรงข้ามถาม
“ทำไมเราไม่มาสู้ด้วยกันล่ะ?” แล้วอภิวัฒน์ก็หยิบขุนหลบม้าที่รุกมาเมื่อกี้ ก่อนหยิบเบี้ยที่เป็นตัวแทนภูวนัยกินขุนทันที สรุปเกมจากกระดานหมากรุกว่า “ถ้าหมวดอยากจะโค่นพวกมัน...หมวดต้องรู้ว่า เกมนี้ต้องเล่นยังไง!!”
ภูวนัยมองกระดานหมากรุก คิดตามคำพูดของอภิวัฒน์...เขาเครียดไปอย่างคิดหนัก
ooooooo
ไผ่พญาตรงลิ่วไปที่เซฟเฮาส์ของอภิวัฒน์ เจอตัวพอดี ไผ่รีบยกมือไหว้ถามว่าหมวดภูมาที่นี่หรือเปล่า
“หมวดภู?...ไม่นี่” อภิวัฒน์ทำหน้าแปลกใจ เห็นไผ่ทำหน้าผิดหวัง เลยถาม “เขาหายตัวไปเหรอ”
“เอ่อ...ตอนเช้าฉันลงมาก็ไม่เห็นเขาแล้ว...ก็เลยคิดว่าเขาอาจจะมาที่นี่...แต่ก็...ไม่เป็นไรค่ะ บางทีเขาอาจจะไปซื้อโจ๊กอยู่แถวบ้านก็ได้ สวัสดีค่ะ” ไผ่ลากลับไปอย่างผิดหวัง
อภิวัฒน์มองตามไผ่แล้วเดินกลับเข้าห้องทำงาน เห็นภูวนัยยืนอยู่ ถามเขาว่า “แน่ใจนะที่ตัดสินใจแบบนี้”
“ครับ...ผมไม่อยากให้ใครเดือดร้อนเพราะผมอีก”
“ผมดีใจที่หมวดตัดสินใจมาช่วยงานผม...” ภูวนัยถามว่าท่านจะให้ทำอะไร “ใจเย็นหมวด...ก่อนที่เราจะเริ่มงาน ผมอยากให้หมวดเจอใครบางคนก่อน”
ภูวนัยฟังแล้วอยากรู้ว่าอภิวัฒน์จะให้เขาไปพบใคร? เขาเดินตามอภิวัฒน์ลึกเข้าไปในเซฟเฮาส์ ผ่านตำรวจนอกเครื่องแบบหลายคน จนมาถึงห้องหนึ่งเป็นประตูเหล็กค่อนข้างแน่นหนา เมื่ออภิวัฒน์ให้สัญญาณตำรวจนอกเครื่องแบบที่เฝ้าประตูอยู่ ตำรวจจึงเปิดประตูให้ อภิวัฒน์หันมองภูวนัยอีกครั้งก่อนเดินนำเข้าไป
ในห้องนั้นมีชายคนหนึ่งนั่งหันหลังให้อยู่ ภูวนัยมองอย่างสงสัยว่าเป็นใคร แต่พอชายคนนั้นหันมา ภูวนัยถึงกับผงะ เพราะนั่นคือเสี่ยสมสุขนั่นเอง!
ภูวนัยคิดว่าเสี่ยสมสุขตายไปแล้ว แต่ที่แท้อภิวัฒน์เป็นคนไปช่วยเอาออกจากโรงพยาบาล และเวลานี้ เขาต้องการให้ภูวนัยทำงานกับเสี่ยสมสุข
“ถ้าท่านบอกผมก่อนว่าเป็นมัน ผมจะไม่มาที่นี่อย่างเด็ดขาด” ภูวนัยพูดอย่างทำใจไม่ได้
“ผมรู้ว่าหมวดกับสมสุขต่างมีอดีตกันมาก่อน แต่จำไม่ได้หรือไง หมวดบอกว่ายอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะจัดการคนที่ทำกับหมวด”
“ถ้าทำงานกับโจร เรายังมีเกียรติพอจะเรียกตัวเองว่าเป็นตำรวจได้หรือครับท่าน”
“หมวดต้องแยกให้ออก ระหว่างเกียรติกับการทำงาน หลายครั้งที่เราจับพวกโจรไม่ได้เพราะอะไร เพราะเรามัวคิดอย่างตำรวจไง แต่ถ้าเราอยากจะจับโจร เราก็ต้องรู้ว่าโจรมันคิดยังไง”
“ท่านกำลังจะบอกว่า...”
“เราต้องใช้โจรจับโจร” เห็นภูวนัยนิ่งไป อภิวัฒน์พูดอย่างเข้าใจความรู้สึกของเขาว่า “ผมรู้ว่ามันฝืนความรู้สึกของหมวด แต่ถ้าหมวดต้องการกำจัดวศินกับชาติกล้าแล้วละก็...หมวดต้องใช้เขา”
ภูวนัยนิ่งไปอย่างจำต้องรับเหตุผลนั้น
ooooooo
ขณะที่ไผ่กำลังเคว้งคว้างอยู่นั้น บังเอิญไปเจอกระดังงาที่แต่งตัวเป็นพระอุมาเทวีถือสากกระเบือยืนอยู่ท้ายรถกระบะ โดยมีขิงร้องเชิญชวนชาวบ้านให้ทำบุญสะเดาะเคราะห์ผูกดวงกัน
ไผ่กำลังเข้าตาจนมืดแปดด้าน เลยแวะเข้าไปไหว้พระอุมาเทวีเอาชัยสักหน่อย กระดังงาเห็นไผ่ก็ดีใจหลุดจากลักษณ์พระอุมาเทวีร้องทักแล้วชวนกันคุย ครู่หนึ่งขิงหันมาเห็นก็ร้องทักอย่างดีใจแต่ปากเสียว่า
“เฮ้ย! โอ้โห...นึกว่าแกตายไปแล้วนะเนี่ย”
ไผ่ด่าคืนแล้วถามว่ามาทำอย่างนี้ได้ยังไง ขิงคุยโวว่าเล่นกับความศรัทธานี่แหละรุ่ง ไม่เห็นหรือว่าเดี๋ยวนี้หมอดูเขาร่ำรวยกันแค่ไหน พอไผ่ถามว่าแล้วเอาเงินที่ไหนไปออกรถกระบะ ทั้งสองก็สารภาพว่าเป็นเงินที่ขโมยมาจากฟาร์ม ไผ่ชี้หน้าว่า ที่แท้เงินของเผ่าพงศ์ที่หายไปก็เพราะสองคนนี้เอง
ขิงกับกระดังงาถูกจับได้ว่าขโมยเงินมาก็ตกใจวิ่งหนี ไผ่ไล่กวดจนจับได้ขณะทั้งสองมุดเข้าไปในสุ่มไก่ พอถูกจับได้ก็รีบขอโทษบอกว่าจำเป็นจริงๆ เพราะตอนนั้นต้องหนีแต่ไม่มีเงิน ตั้งใจไว้ว่าหาเงินได้เมื่อไรจะเอาไปคืน ที่ทำอยู่นี่เป็นแค่งานอดิเรกทำรองานที่พี่ชัยซึ่งเคยอยู่ด้วยกันที่ดิออร์แกนกำลังติดต่อมาให้
ไผ่ได้ยินว่าชัยกำลังหางานให้ก็อยากทำด้วย พอดีชัยโทร.มานัดให้ขิงกับกระดังงาไปพบ ไผ่ถามว่างานอะไรหรือ
“พี่เขาไม่ได้บอก แต่บอกว่าเงินดีมากเลยนะแก” กระดังงาคุยอวด ไผ่เลยขอตามไปด้วย
ooooooo
หลังจากภูวนัยตัดสินใจทำงานกับอภิวัฒน์แล้ว วันนี้จึงนัดคุยงานกันที่เซฟเฮาส์ ภูวนัยกับอภิวัฒน์นั่งรออยู่ที่โต๊ะกินข้าว ครู่หนึ่งสมสุขยกสเต็กมาสองจานบอกให้ทั้งสองช่วยชิมว่าเป็นยังไง
ภูวนัยเลื่อนจานออกไป เร่งให้เข้าเรื่องงานกันเลยดีกว่า สมสุขดึงจานสเต๊กไปบ่นเสียดายที่ภูวนัยไม่ลองชิมดู
“ท่านบอกว่าถ้าเราจะล้มวศิน ต้องใช้นาย หมาย ความว่าไง” ภูวนัยถาม สมสุขหยิบเกลือมาเหยาะใส่สเต๊กเหยาะไปเล่าไปว่า เพราะพวกตนคือกลุ่มห้าเสือเป็นคนส่งส่วยให้วศิน
“ผู้มีอิทธิพลทั้งห้าภาคในไทยน่ะเหรอ” ภูวนัยถาม
“ถูกต้อง ถ้าหมวดอยากกำจัดวศิน ก็ไม่มีอะไรมาก หมวดก็แค่ตัดท่อน้ำเลี้ยงที่ส่งให้มัน ก็เท่ากับว่ามันก็จะไม่มีเงินซื้อขายตำแหน่งอะไร เท่านี้มันก็เหมือนตายทั้งเป็นแล้ว” สมสุขเล่านิ่งๆ
อภิวัฒน์ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เราจะล้มห้าเสือได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้นต้องใช้เสี่ยสมสุข
“ถูกต้อง เพราะฉันเป็นหนึ่งในห้าคนนั้น” สมสุขโพล่งออกมาแล้วกระแทกขวดพริกไทยลงบนโต๊ะอย่างแรง พอรู้ตัวก็ขอโทษบอกว่า “พอนึกถึงเรื่องเก่าๆ มันก็เลยมีอารมณ์นิดหน่อย”
ภูวนัยยังไม่สบายใจ ถามอภิวัฒน์ว่าข้อมูลของห้าเสือเราก็มีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ สมสุขโพล่งขึ้นทันทีว่าไม่มีใครรู้จักพวกห้าเสือดีไปกว่าตน ปากพูดมือก็ปรุงสเต๊กไปเรื่อย คุยโวว่า
“พวกตำรวจอาจจะมีข้อมูลว่าพวกนั้นทำเรื่องผิดกฎหมายอะไรบ้าง แต่พวกตำรวจคงไม่มีเส้นทางการลำเลียง หรือวิธีที่จะหลบหลีกการจับกุมของพวกตำรวจใช่ไหม”
“แล้วที่พวกเราจับแกได้บ่อยๆล่ะ” ภูวนัยแย้ง
“นั่นเพราะพวกเราอยากให้จับไง แหม...เราเข้าใจว่าพวกตำรวจมันก็ต้องสร้างผลงาน พวกเราก็แค่ขับรถเข้าไปในด่านที่ตั้งขึ้น แล้วก็ให้โดนจับ เพื่อให้คนอย่างวศินมันได้เลื่อนตำแหน่ง เพราะสุดท้าย ยาที่โดนจับ มันก็ส่งกลับมาที่พวกเราอยู่ดี”
ภูวนัยฉุนขึ้นมา ปรามสมสุขว่าเขากำลังดูถูกตำรวจ เลยถูกสวนมาว่า ตำรวจไม่ได้เป็นคนดีทุกคนแบบหมวดหรอก
“เอาล่ะ...ผมว่าเรารีบเข้าเรื่องห้าเสือกันได้แล้ว” อภิวัฒน์ตัดบท แล้วเอาแฟ้มภาพออกมาดึงรูปใบแรกให้สมสุข
“แม่เลี้ยงรัญญา” สมสุขรับภาพไปวาง แล้วปรุงสเต๊กต่ออย่างไม่มีทีท่าจะเสร็จสักที “เธอเป็นเมียคนที่ห้าของโกเหลียง แรกๆเธอก็แค่ช่วยโกเหลียงดูเรื่องหวยใต้ดิน แต่เดี๋ยวนี้ธุรกิจหลักคงเป็นเรื่องส่งเนื้อสดกับยา รู้ไหมทำไมแม่เลี้ยงรัญญาถึงได้เป็นหนึ่งในห้าเสือ”
เกริ่นเรียกความสนใจ แล้วสมสุขจึงเล่าต่อ แต่มือก็ยังปรุงสเต๊กไม่หยุด
“เพราะความกล้าได้กล้าเสียของเธอไง เรื่องความใจถึง บางทีฉันยังต้องหลบให้เธอ”
แล้วสมสุขก็เล่าถึงความกล้าได้กล้าเสียของเธอในการคุยกันครั้งหนึ่งที่ทางวศินเรียกค่าส่วยเพิ่มเป็นยี่สิบเปอร์เซ็นต์
“ยี่สิบเปอร์เซ็นต์หรือ ได้...สำหรับฉันไม่มีปัญหา ขอกันกินมากกว่านี้ หรือนายหัวว่าไง” แม่เลี้ยงรัญญาตกลงทันที
นายหัวคึกเสือจากภาคใต้โกรธมากถามเครียดว่า
“ยี่สิบเปอร์เซ็นต์! รู้ไหมว่ามันเพิ่มมาอีกเท่าไหร่ นึกอยากจะเพิ่มก็เพิ่ม ถามกันบ้างรึเปล่า”
เล่าถึงเหตุการณ์ตอนนั้นแล้ว สมสุขสรุปให้ฟังว่า “นายหัวคึก ไอ้นี่มันเห็นแก่เงิน อะไรที่เห็นแล้วว่ามันเสียเปรียบ หัวเด็ดตีนขาดยังไงมันก็ไม่ยอม เห็นจะมีก็แต่แม่เลี้ยงคนเดียวที่พอจะคุยกับมันได้” สมสุขให้เหตุผลว่า ที่พอคุยกันได้เพราะพื้นที่ทำกินไม่ทับซ้อนกัน
“แล้วพวกห้าเสือมีใครไม่ถูกกับใครหรือเปล่า” ภูวนัยหาข้อมูล
“ไม่ค่อยมีหรอก ต่างคนก็ทำมาหากิน พื้นที่ใครพื้นที่มัน แต่โบราณเขาว่าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้แล้วนี่มันตั้งห้าตัวนะหมวด มันก็ต้องมีบ้าง...สองคนนี่ไง กำนันเต่ากับเสี่ยแคน”
สมสุขเอารูปสองคนนั้นออกมาวางบนโต๊ะเล่าว่า กำนันเต่าคุมพื้นที่ทั้งหมดทางภาคตะวันออก เป็นคนอารมณ์ร้อน เอะอะก็จะฆ่าลูกเดียว เล่าถึงความไม่พอใจของกำนันเต่าเรื่องที่ทางวศินขอเพิ่มค่าส่วยอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ว่า “มันรู้หรือเปล่าว่าคนอื่นเขาทำมาหากินมันลำบาก” ตอนนั้นเสี่ยแคนกล่อมว่า
“ใจเย็นสิกำนัน น้ำกำลังเชี่ยวก็อย่าเอาเรือไปขวาง ตอนนี้เราต้องทำตัวเป็นปลา แล้วไหลไปกับน้ำไม่ดีกว่าหรือ”
เล่าแล้วสมสุขสรุปว่า “ภายนอก อาจจะเห็นว่าเสี่ยแคนกับกำนันเต่าไม่มีอะไรกัน แต่ลึกๆแล้วสองคนนี้ก็ไม่ค่อยกินเส้นกันเท่าไหร่ เพราะเสี่ยแคนแกมีพื้นที่ทับซ้อนกับกำนันเต่าแถวๆปราจีน สระแก้ว”
สมสุขเพิ่งปรุงสเต๊กเสร็จ เอารูปเสี่ยแคนกับกำนันเต่าคืนให้อภิวัฒน์แล้วลงมือกินสเต๊กที่ปรุงเสียจนไม่เห็นเนื้อสเต๊ก อภิวัฒน์กับภูวนัยมองจานสเต๊กอย่างสยอง ในขณะที่สมสุขตัดกินหน้าตาเฉย
“ทั้งหมดทั้งปวง ที่พวกนั้นยังรวมกันอยู่ได้ก็เพราะเสือตัวสุดท้าย” อภิวัฒน์เกริ่นเพื่อให้สมสุขเล่าต่อ
พลางหยิบรูปพายัพออกมาวางบนโต๊ะ พอสมสุขเห็นรูปพายัพเท่านั้นก็หยิบจานสเต๊กกระแทกจนแตกเป็นสองเสี่ยง ด่าลั่น
“ไอ้นี่มันหมา ไม่ใช่เสือ! ไอ้หมาลอบกัด!!”
ภูวนัยมองสมสุขอย่างสงสัย อภิวัฒน์จึงเล่าให้ฟังว่า เพราะสมสุขคิดว่าพายัพเป็นคนบุกไปยิงเขาคืนนั้น
“ผมไม่ได้คิด! ต้องเป็นมันแน่นอน ถ้าไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใคร หมวดเห็นสิ่งที่ผมกินไหม คนธรรมดาคงคิดว่าผมบ้า แต่เปล่า...ลิ้นของผมไม่รับรสอะไร แม้ว่าผมจะปรุงมันยังไง แต่ผมก็ไม่รู้ว่ารสมันเป็น เพราะอะไรรู้ไหม...เพราะกระสุนตัดเส้นประสาทการรับรสของผมไป!”
ทั้งภูวนัยและอภิวัฒน์นิ่งไปกับอารมณ์แค้นฝังหุ่นของสมสุข จนเขาพูดขึ้นอีกว่า
“หมวดจะจัดการพวกนั้นยังไงผมไม่รู้ แต่ไอ้พายัพ ผมขอเป็นคนจัดการเอง!”
สมสุขเล่าถึงการพบปะกันของห้าเสือที่ห้องวีไอพีโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง วันนั้นพายัพกินเค้กอย่างเอร็ดอร่อยสบายอารมณ์ จนรัญญาถามขึ้นว่า
“จะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอพายัพ”
“เค้กนี่อร่อยนะ” พายัพยังคงกินเค้กต่อ
“เฮ้ย! พายัพ ช่วยจริงจังหน่อยไม่ได้รึไง พวกเรากำลังคุยถึงรายได้ที่จะหายไปอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์นะ” นายหัวคึกฉุน
พายัพค่อยๆวางช้อน เช็ดปากอย่างใจเย็น พูดเนิบๆ “เท่าที่ผมฟัง คนที่ไม่เห็นด้วยก็จะมีนายหัวกับกำนัน ส่วนแม่เลี้ยงกับเสี่ยแคนไม่ขัดข้องกับการจ่ายยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นก็คงเป็นผมที่จะเลือกว่าจะอยู่ข้างไหน” พูดทิ้งไว้เรียกความสนใจแล้วจึงบอก “ผมยอมจ่าย!” ถูกกำนันเต่าโวยทันทีว่าเขาอยู่ข้างวศินหรือ
“ผมไม่ได้อยู่ข้างไหน ผมอยู่ข้างที่มีผลกระทบกับพวกเราน้อยที่สุด แล้วที่จริงที่ผมนัดทุกคนมาวันนี้ไม่ใช่เพราะมาเพื่อขอความเห็น แต่ผมแค่เป็นตัวประสานมาบอกให้รู้เท่านั้น...เพราะไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ยังไงเราก็ต้องจ่าย”
ทุกคนนิ่งไป เพราะมันเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พายัพพูดต่ออย่างไม่แยแสว่า
“หรือใครจะไม่จ่ายก็ได้ แต่ผมขอเตือนไว้ก่อนว่า เราไม่ใช่คนที่ตัวใหญ่ที่สุดในประเทศนี้” พูดแล้วก็ยิ้มกับทุกคน ชวนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า “ถ้าเข้าใจกันแล้ว ผมว่าเราสั่งอาหารกันดีไหม”
อีกสี่เสือต่างนิ่งไปอย่างต้องทำตามที่วศินเรียกมา
ooooooo
ไผ่พญา กระดังงา และขิง พากันไปพบชัยตามที่นัดไว้ ไปถึงจึงรู้ว่ามันเป็นสถานอาบอวบนวด!
ขิงไม่ยอมให้กระดังงาเข้าไป ไผ่เองก็ไม่อยากเข้าไป บ่นว่า “ถึงว่า ไอ้งานที่เงินดีๆ มันมีอยู่ไม่กี่อย่างหรอก” แล้วหันหลังจะกลับ บอกว่าจะไปหางานอื่น กระดังงาถามว่าจะไม่รอฟังข้อเสนอของชัยหน่อยหรือ
พอดีชัยออกมา เห็นไผ่มาด้วยก็ทักอย่างดีใจ “โห...รับรองว่าคราวนี้ลูกค้าตรึมแน่ๆ”
ไผ่บอกว่าตนแค่มาเป็นเพื่อนกระดังงาเท่านั้น ขิงก็รีบบอกว่าตนไม่ยอมให้เมียมาทำงานแบบนี้หรอก
“ทำไม...เป็นเด็กเสิร์ฟมันไม่ดีตรงไหนวะไอ้ขิง” ชัยชักฉุน “ฉันชวนไอ้งามาทำเด็กเสิร์ฟ ไม่ได้ให้มานั่งตู้เว้ย”
ขิงกับไผ่ได้ยินก็ค่อยใจชื้นขึ้น ระหว่างนั้น ชัยเหลือบเห็นบางอย่างข้างหลังพวกไผ่ บอกพวกไผ่ให้รีบหลบ พวกไผ่เหลียวมอง เห็นนายหัวคึกเดินอย่างยิ่งใหญ่เข้ามา มีแม่เลี้ยงรัญญาและเหล่าบอดี้การ์ดตามมาเป็นพรวน
พอนายหัวคึกกับแม่เลี้ยงเดินผ่านไป ไผ่ถามอย่างอยากรู้ว่านั่นพาเมียมาเที่ยวอย่างนี้ด้วยหรือ
“ปากเสียไอ้ไผ่ เมียเมออะไร นั่นนายหัวคึกเป็นเจ้าของที่นี่ แล้วผู้หญิงคือแม่เลี้ยงรัญญา เป็นเพื่อนนายหัวเว้ย ปากแกนี่พาตกงานตั้งแต่ยังไม่เริ่มซะแล้ว” ด่าแล้วถามว่าตกลงจะทำหรือไม่ทำ
“ทำ!” ทั้งสามตอบพร้อมกันราวกับนัดไว้
ชัยจึงพาทั้งสามไปข้างใน ชั่วนาทีเดียวภูวนัยก็เดินเข้ามาพร้อมกับสมสุข แต่เขาไม่เห็นพวกไผ่
“ถ้าหมวดคิดจะล้มไอ้พวกห้าเสือ ผมว่าต้องเริ่มที่นายหัวคึกก่อน” เสียงสมสุขบอกภูวนัยขณะเดินเข้าไป
ooooooo
สมสุขระบุเช่นนั้น เพราะวันก่อนขณะที่ภูวนัยกับอภิวัฒน์คุยกับเขาที่ห้อง เสริมสุขชี้จุดแข็งของ กลุ่มห้าเสือว่าอยู่ที่นายหัวคึกกับแม่เลี้ยงรัญญาที่มีธุรกิจร่วมกัน เพราะถ้าน้ำแข็งมีรอยร้าวเมื่อไร เรื่องทำให้แตกก็ไม่ยาก
ขณะนั้น อภิวัฒน์ถามว่าแผนของเขาคืออะไร สมสุขชี้จุดอ่อนของนายหัวคึกว่าเป็นคนเห็นแก่เงิน เราก็ต้องทำให้มันแตกกันเรื่องเงิน เพราะทั้งสองคนนี้ทำธุรกิจร่วมกันอยู่
“ธุรกิจอะไร” ภูวนัยสนใจจี๋
“ค้ามนุษย์!”
และวันนี้ ภูวนัยก็ได้มาเห็นแหล่งค้ามนุษย์ของทั้งสองแล้ว! ภูวนัยสะกดรอยทั้งสองที่กำลังขึ้นไปคุยธุรกิจกันที่ห้องวีไอพี
ส่วนไผ่พญา กระดังงา และขิง ที่ชัยพามาที่ห้องพักเตรียมตัวเข้าทำงาน ชัยบอกทั้งสามที่เปลี่ยนชุดแล้วว่า วันนี้นายหัวมา จะพาไปไหว้นายหัวก่อนเริ่มงาน แล้วเดินนำทั้งสามไปรายงานตัวกับนายหัวที่ห้องโถงกลาง
ระหว่างนั้นเอง ภูวนัยซึ่งดักซุ่มอยู่ เห็นทั้งสามก็ถึงกับผงะ เขายังเห็นนายหัวหยิบแบงก์พันให้ไผ่สามใบบอกว่า
“รับไป...แล้วตั้งใจทำงานล่ะ...ไปได้แล้ว”
ชัยนำทั้งสามเดินแยกไป ก็พอดีลูกน้องของนายหัวมารายงานว่าเคลียร์ห้องเรียบร้อยแล้ว นายหัวกับแม่เลี้ยงจึงแยกไปอีกทาง ภูวนัยละล้าละลังไม่รู้จะตามใครไปดี ในที่สุดตัดสินใจตามนายหัวกับแม่เลี้ยงไป
เมื่อรายงานตัวกับนายหัวแล้วถือว่าทั้งไผ่ กระดังงา และขิง เป็นพนักงานเสิร์ฟของอาบอบนวดเต็มตัวแล้ว ไม่นานชัยก็มาบอกไผ่ว่า
“เดี๋ยวเอาอาหารเครื่องดื่มไปให้นายหัวแกหน่อย ท่าทางนายหัวจะชอบแกว่ะ รีบๆล่ะ”
“ทำไมต้องเป็นฉันวะ” ไผ่ชักเสียว ขิงเลยอาสาไปแทน เผื่อจะได้ทิปจากนายหัวบ้าง ไผ่เลยรอดตัวไป
ooooooo
ภูวนัยตามไปจนถึงชั้นที่นายหัวกับแม่เลี้ยงเข้าห้องวีไอพีไป บริเวณนั้นมีลูกน้องนายหัวสองคนเฝ้าอยู่อย่างเข้มงวดห้ามใครผ่านเด็ดขาด ภูวนัยแอบไปจัดการทั้งสองแล้วลากตัวไปซ่อนหลังประตูหนีไฟ
พอดีขิงยกถาดเครื่องดื่มออกจากลิฟต์ ภูวนัยพรวดเข้าประชิดจับตัวไว้ทันที ขิงแทบช็อก ถามแทบไม่เป็นภาษา
“คุณภู! เอ่อ...คุณภูมาทำอะไรที่นี่ครับ”
“ผมต้องถามครูมากกว่า คนเป็นครูอย่างนายมาทำอะไรที่นี่”
ขิงกะล่อนเอาตัวรอดว่า หลังจากภูวนัยมีข่าวพัวพันเรื่องยาเสพติด ทางโรงเรียนต้นสังกัดของตนสองคนสงสัยว่าพวกตนจะมีส่วนร่วมด้วยเลยไล่ออก ส่วนเรื่องขโมยเงินของเผ่าพงศ์ไปนั้น ขิงถึงกับคุกเข่าสารภาพผิดว่า
“ผมขอโทษ...ผมผิดแล้ว ตอนนั้นผมสิ้นคิด ยกโทษให้ผมนะครับ”
ภูวนัยประคองขิงลุกขึ้น จังหวะนั้นเขาแอบติดเครื่องดักฟังไว้ใต้ถาดเครื่องดื่ม เขาทำเป็นปลอบใจขิงและให้อภัยบอกว่าเรื่องแล้วไปแล้วก็ให้แล้วกันไป ขิงดีใจมากรีบขอบคุณแล้วขออนุญาตเอาถาดเครื่องดื่มไปเสิร์ฟนายหัวในห้อง แต่เดินไปไม่กี่ก้าว นึกอะไรได้หันมาจะถามภูวนัยก็หายไปแล้ว ขิงจึงรีบเดินไปที่ห้องวีไอพี
ที่แท้ ภูวนัยหลบไปหลังบันไดหนีไฟ เปิดเครื่องดักฟัง เตรียมพร้อมทำงานแล้ว
ooooooo
ภายในห้องวีไอพี นายหัวกับแม่เลี้ยงวางใจว่าให้ลูกน้องเคลียร์อย่างละเอียดแล้วจึงเข้าไปคุยกันอย่างไร้กังวล
นายหัวยื่นกระเป๋าใบหนึ่งให้แม่เลี้ยงบอกว่านี่คือของลอตที่แล้ว แม่เลี้ยงรับไปเปิดดูเห็นเงินอัดแน่นอยู่ในกระเป๋าจึงส่งต่อให้ลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างหลังสั่งให้เอาไปเก็บในรถแล้วรออยู่ข้างล่างเลย นายหัวเลยสั่งลูกน้องตัวเองให้ออกไปได้แล้ว มีอะไรจะเรียกเอง
“เครื่องดื่มมาแล้วครับ” ขิงเคาะประตูร้องบอกเบาๆ ก่อนเข้าไปในห้อง
ประคองถาดเครื่องดื่มเข้าไปแล้ว ขิงพยายามเข้าบริการนายหัวอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เห็นว่าตนทำงาน นายหัวมองอย่างรำคาญ สั่งให้วางไว้ที่โต๊ะเดี๋ยวตนจัดการเอง
“ไม่ได้ครับ...พี่ชัยบอกให้ผมบริการนายหัวกับแม่เลี้ยงอย่างดีที่สุด แต่นายหัวไม่ต้องกลัวนะครับ...ถึงพี่ชัยไม่บอกผมก็บริการทุกระดับประทับใจอยู่แล้ว” ขิงตอแยไม่เลิก
“ออกไป!” นายหัวตะเพิดอย่างหงุดหงิด
ขิงสะดุ้งแทบหงายหลังรีบวางถาดบ่นอุบอิบขณะเดินคอตกจะออกไป “อะไรวะ...ไม่ได้ทิปเลยกู”
“เดี๋ยว!” นายหัวเรียกไว้ ขิงยิ้มประจบหันกลับมาพร้อมแบมือนึกว่านายหัวจะให้ทิป แต่แล้วก็เหี่ยวแหยเมื่อนายหัวสั่ง “แกลงไปแล้ว เดี๋ยวเรียกเพื่อนแกที่ชื่อไผ่ขึ้นมาหาฉัน”
ภูวนัยได้ยินจากเครื่องดักฟัง นึกเอะใจว่านายหัวเรียกไผ่ขึ้นมาทำอะไร
สั่งขิงแล้ว นายหัวหันไปคุยกับแม่เลี้ยงต่อ บอกแม่เลี้ยงว่าลอตต่อไปขอต่ำกว่าสิบสอง แม่เลี้ยงโก่งราคาว่าอายุยิ่งน้อยของก็ยิ่งแพง
“ทำไงได้...ตอนนี้ไอ้วศินมันขอเพิ่ม มันก็ต้องมีอะไรดึงดูดคนหน่อย” นายหัวไม่เกี่ยง
เมื่อตกลงกันแล้วแม่เลี้ยงติดต่อชาติกล้าว่าอีกสามวันจะส่งของลอตใหม่ ชาติกล้ารายงานวศิน วศินบอกว่าให้ทำเหมือนเดิม ให้ชาติกล้าไปดูเส้นทางว่าจะผ่านพื้นที่ไหนบ้าง แล้วบอกพวกนั้นอีกสามวันห้ามตั้งด่าน
ชาติกล้ารับคำแล้วจะออกไป วศินเรียกไว้ส่งเงินให้ปึกใหญ่ “เอ้า...ค่าเหนื่อยลื้อ ออกไปได้แล้ว”
เมื่อชาติกล้าออกไป วศินก็หันไปเปิดเซฟมองเงินที่อัดแน่นอยู่ในนั้นอย่างมีความสุขมาก...
หลังจากแม่เลี้ยงติดต่อชาติกล้าเรียบร้อยแล้วก็จะกลับ นายหัวให้คนของตนไปส่งให้ถึงรถ ในห้องจึงเหลือนายหัวคอยไผ่อยู่คนเดียว
ขิงเดินหน้าเหี่ยวคอตกกลับมาบอกไผ่ว่านายหัวเรียกไปพบ ไผ่ตกใจจะไม่ไป ทั้งกระดังงาและขิงลุ้นว่าไม่มีอะไรหรอก ข้างบนคนเยอะแยะ ไผ่จึงตัดสินใจไป แต่ปรามทั้งคู่ว่า “คอยดูนะ...ถ้าฉันเป็นอะไรไปละก็...พวกแกตาย”
พอไผ่เดินไป ขิงนึกอะไรได้อุทาน “เฮ้ย! ฉันลืมบอกไป” กระดังงาถามว่าอะไร ขิงพูดทำหน้าอำ “ลองทายซิว่าฉันเจอใครมา!”
ooooooo
ไผ่ขึ้นไปถึงหน้าห้องวีไอพีที่นายหัวอยู่ มองไปรอบๆ ไม่มีใครสักคน นึกด่าขิงกับกระดังงาในใจที่บอกว่าบนนี้มีคนเยอะแยะ แต่เมื่อมาถึงแล้วจึงเคาะประตูเดินเข้าไป
ภูวนัยยังซุ่มดักฟังอยู่ ได้ยินเสียงไผ่บอกนายหัวว่า “ฉันมาแล้วนะ”
ภูวนัยเอะใจแต่ก็ตัดใจถามตัวเองว่าจะไปสนใจทำไม แต่ก็ยังดักฟังอยู่อย่างใจจดจ่อ
พอไผ่เข้าไปในห้อง นายหัวมองตาเป็นมัน สั่งให้เข้ามาหาตน ไผ่ลังเลก็ถูกตวาด “ฉันบอกให้มานี่ก็มานี่!” เมื่อไผ่เดินเข้าไปก็สั่ง “ถอดเสื้อผ้าออก!” ไผ่แทบช็อกพยายามชี้แจงว่าตนมาเป็นพนักงานเสิร์ฟไม่ได้มาทำอย่างที่นายหัวคิด ก็ถูกด่าว่าเล่นตัว แล้วเข้าไปกระชากไผ่เข้าไปกอดอย่างเมามัน
“ว้าย...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...” ไผ่ดิ้นร้องสุดเสียง
ภูวนัยได้ยินเสียงไผ่เขาตัดสินใจวิ่งไปที่ห้องวีไอพี พังประตูเข้าไป ไผ่ดีใจสุดชีวิต ส่วนนายหัวฉุนขาดตวาดลั่น
“เฮ้ย! แกเป็นใครวะ!!”
ภูวนัยไม่ตอบแต่เข้าไปกระชากนายหัวไปต่อยเปรี้ยงเดียวนายหัวก็หลับกลางอากาศ ภูวนัยจับมือไผ่พาวิ่งออกไป
ไม่นานลูกน้องนายหัวก็เข้าไปในห้อง พบนายหัวโงนเงนลุกขึ้น สั่งลูกน้องเสียงสั่น
“อีเด็กเสิร์ฟกับผู้ชายนั่น...ไปจับมันมา!”
ลูกน้องนายหัววิ่งไล่ตามไผ่กับภูวนัยไปทันที่บันไดหนีไฟ ภูวนัยผลักไผ่ไปในที่ปลอดภัยแล้วตัวเองพุ่งเข้าเล่นงานลูกน้องนายหัว ผลักมันเซไปชนพวกที่วิ่งตามมาล้มระเนระนาด แล้วจึงพาไผ่หนีไป แต่ก็ยังถูกลูกน้องนายหัวไล่ตามไป
“คุณรีบหนีไปก่อน เดี๋ยวผมจะถ่วงเวลาพวกมันไว้เอง” ภูวนัยบอกไผ่เมื่อเห็นจวนตัว ไผ่เป็นห่วงไม่ยอมไป เขาสำทับ “ไปซิ ไม่ต้องห่วงผม ไป!”
เมื่อลูกน้องนายหัวตั้งตัวได้ก็กรูกันเข้าหาภูวนัย เขาพุ่งไปกดกริ่งสัญญาณไฟไหม้ทันที
พอสัญญาณไฟไหม้ดังขึ้น ทั่วทั้งอาบอบนวดก็อลหม่านไปด้วยคนหนีไฟ ไผ่ไหลไปกับคนเหล่านั้น ภูวนัยเห็นดังนั้นจึงแทรกไปกับพวกหนีตามไผ่ออกไป
ooooooo
เมื่อออกมาเจอกัน ทั้งไผ่ ภูวนัย ขิง และกระดังงาก็พากันเดินกลับบ้านเช่า กระดังงาพูดอย่างโล่งอกว่าโชคดีที่ไผ่เจอภูวนัยเลยรอดมาได้ ฉุกคิดได้ถามภูวนัยว่าเขาไปทำอะไรที่นั่น
ภูวนัยปดว่าไปหาเพื่อน ตัดบทว่าเมื่อไม่มีอะไรแล้วตนก็ขอตัว ไผ่เดินไปดึงกุญแจรถจากขิงเอาไปให้ภูวนัย บอกว่ารถคันนี้ซื้อด้วยเงินที่ขิงขโมยของเผ่าพงศ์มา ฉะนั้นก็สมควรเป็นของเขา
“พวกคุณเก็บไว้เถอะ ผมเองก็มีส่วนผิดที่ทำให้พวกคุณถูกไล่ออกจากโรงเรียน ถือว่าเป็นค่าชดเชยแล้วกัน” พลางยื่นกุญแจรถคืนให้ไผ่ ขิงรีบขอบคุณ แล้วเปลี่ยนเรื่องเบนความสนใจทำเป็นตื่นเต้นกับบ้านเช่าของไผ่ชมว่าน่าอยู่มาก
ไผ่มองตามหลังภูวนัยไปอย่างอัดอั้น ตัดสินใจเดินตามไปถามว่า “ช่วยฉันไว้ทำไม ในเมื่อนายเกลียดฉันแล้วมาช่วยฉันทำไม”
ภูวนัยบอกว่าตนไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณเพราะไผ่พูดบ่อยๆว่าช่วยตนไว้เยอะ ครั้งนี้จะได้หายกัน
ทั้งสองต่างตัดพ้อประชดประชันกัน จนภูวนัยพูดตรงๆว่า
“คุณก็รู้ว่าชีวิตผมมันอันตรายแค่ไหน ผมไม่อยากให้คุณเป็นอะไร” ไผ่ติงว่าเรารอดมาได้ทุกครั้งเพราะเราช่วยกันต่างหาก “แต่ครั้งหน้าเราอาจจะไม่รอด” พูดเป็นนัยแล้วตัดบทแยกตัวไป
“ฉันไม่รู้ว่านายกำลังจะทำอะไร นายถึงได้หนีไปอย่างนี้ ถึงนายจะไม่เป็นห่วงฉัน ว่าฉันจะเป็นยังไงแต่...แต่...ขอฉันเป็นห่วงนายได้ไหม”
ภูวนัยชะงักงัน แล้วหันมาถามว่า “พรุ่งนี้คุณว่างไหม” ไผ่ทำเสียงหือ...ในคอ ภูวนัยพูดนิ่งๆว่า “ก็คุณไม่มีโทรศัพท์นี่ แล้วถ้าเมื่อไหร่คุณเป็นห่วงผมขึ้นมา...ผมจะรู้ได้ยังไง” พูดจบก็เดินไปเลย ทำเอาไผ่ยืนอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน
เมื่อกลับเข้าห้องนอน ไผ่คว้าหมอนมาทุบๆๆ ถามตัวเองอย่างอายมากว่า
“อ๊ายยยยย พูดออกไปได้ยังไง ไอ้ไผ่เอ๊ย...” แต่ก็ยิ้มเขินแก้เกี้ยวให้ตัวเองว่า “แต่ยังไงก็พูดไปแล้วนี่”
ส่วนภูวนัยกลับไปถึงเซฟเฮาส์ เขาหลบไปนั่งที่มุมสงบ แหงนมองท้องฟ้า เผลอยิ้มกับดาวเคลิ้มๆ...
ooooooo










