ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

คุณชายเลี้ยงหมู คุณหนูเลี้ยงแกะ

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

คุณชายเลี้ยงหมู คุณหนูเลี้ยงแกะ ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

“ดิออร์แกน” เป็นคอกเทลเลาจน์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ผู้ที่เข้ามาหากไม่ใช่นักการเมืองก็เป็นมหาเศรษฐีเท่านั้น

ไผ่พญา หรือที่คนในวงการเรียกกันว่า “จูเลีย” สาวสวยนัยน์ตาคมลีลาร้อนแรงเร้าใจ ถือเป็นแม่เหล็กของที่นี่ ทุกคนอยากได้ตัวไผ่พญาแต่ก็เกรงใจเสี่ยสมสุข ผู้ทำธุรกิจส่งออกรายใหญ่บังหน้า จึงไม่มีใครกล้าแซงหน้าเขา

คืนนี้ หลังจากบรรดาโคโยตี้เต้นเสร็จลงจากเวที แขกในห้องต่างโห่ฮาอย่างยังไม่จุใจ แต่พอเสียงดนตรีเร้าใจกระหึ่มขึ้น ทุกเสียงที่โห่ฮาก็เงียบลง จ้องไปบนเวทีที่ไฟส่องสว่างเปิดตัว ไผ่พญา อย่างยิ่งใหญ่

ไผ่พญา ในชุดสีขาว มีไฝที่มุมปาก เต้นโยกย้ายย้วยร่างอยู่กลางเวทีอย่างเย้ายวน ก่อนเลื้อยไปบนพื้นเวทีราวกับนางงู แขกคนหนึ่งยื่นใบละห้าร้อยให้ทิป

ไผ่พญากลิ้งหนี แขกคนนั้นมองไป เห็นเธอกลิ้งไปหาแขกอีกคนที่ยื่นใบละพันให้

แขกคนที่สองเย้ยแขกคนแรกว่าแค่ห้าร้อย เอาไว้ทิปพวกโคโยตี้ปลายแถวโน่น แขกคนแรกเลือดขึ้นหน้าเข้าไปจะเอาเรื่อง ไผ่พญาเข้าห้าม แต่ดึงเงินจากแขกทั้งใบละพันและใบละห้าร้อยติดมือหนึบไปแบบหยิบทีเดียวได้สองเด้ง แล้วร้องขอ

“ใจเย็นค่ะ...แหม...ไม่ต้องแย่งกัน...ไผ่น่ะเป็นคนชอบเงิน...ไม่ว่าจะเป็นแบงก์สีอะไรก็เงินทั้งนั้น” พับเงินสอดที่ร่องอกเต่งตูมแล้วเชิญชวน “สนุกกันต่อเถอะค่ะ”

“หยุดเต้นทำไม” เสียงโสภีเจ้าของร้านแหวขึ้นก่อนเดินเข้ามา มีลูกน้องชายลํ่าบึ้กห้อมล้อมราวกับนางพญา

ไผ่กลบเกลื่อนบอกว่าไม่มีอะไร พวกพี่เขาเข้าใจผิดกันนิดหน่อย แต่แขกที่ทิปใบละพันไม่ยอมหยุดเสนอเจ้โสภีว่า น่าจะติดป้ายหน้าร้านว่าดิออร์แกนไม่ต้อนรับพวกไม่มีเงิน แขกที่ทิปห้าร้อยหันขวับเดินยิ้มเหี้ยมเข้าไปหา เจ้ถามขัดขึ้นว่า

“โทษนะ เมื่อกี้ฉันได้ยินไม่ถนัด...คุณกำลังบอกให้ฉันติดป้ายห้ามคนไม่มีเงินเข้ามาที่นี่ใช่ไหม” แขกคนนั้นพยักหน้า ไม่ทันระวังตัวถูกเจ้โผนเข้าจิกหัวเต็มแรงตวาดถาม “แกเป็นใครถึงได้กล้ามาสั่งฉัน...หา! ฉันเป็นเจ้าของที่นี่ ฉันรู้ต้องทำอะไร ออกไป!!” เจ้โสภีผลักอย่างแรง

“อีบ้า!” แขกคนนั้นโกรธหน้าแดงกํ่า แต่ไม่ทันขยับก็ถูกลูกน้องเจ้กรูกันเข้าล็อกตัว เขาตะโกนอย่างยิ่งใหญ่ “ปล่อย!! พวกมึงรู้ไหมว่า กูลูกใคร”

“ก่อนที่จะพูดอะไร คิดก่อนนะ เพราะฉันไม่ค่อยกลัวคำขู่เสียด้วย ไปซะ! แล้วอย่ามาที่นี่อีก เพราะฉันเหม็นขี้หน้าแกแล้ว” เจ้ไล่ตะเพิด

ลูกน้องเจ้โสภีลากแขกคนนั้นออกไป ไผ่รีบเข้ามาไกล่เกลี่ยเชิงตัดพ้อว่านี่เจ้กำลังทำให้ตนขาดรายได้

“แกต่างหากนังไผ่ ที่ทำให้ฉันขาดรายได้ ใครให้แกลงมา แกเห็นไหมว่าแขกเขามารอดูแกเต้นตั้งเท่าไหร่ ขึ้นไปเต้นซะ”

ขณะเจ้โสภีกำลังหงุดหงิด เสียงเสี่ยสมสุขก็ดังแว่วเข้ามา เจ้ที่กำลังตีหน้ายักษ์ใส่ไผ่ หันมาทางเสี่ยก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มอ่อนหวานในพริบตา ถามเสี่ยว่าไหนบอกว่าจะมาดึกๆ เจ้พูดเป็นนัยรู้กันกับเสี่ยเพราะไผ่ยังยืนอยู่ตรงนั้น

“ไม่ต้องเต้นแล้ว เข้าไปรอเสี่ยที่ห้องแต่งตัวนะ” เสี่ยบอกไผ่ เธอถามว่ารอทำไม เสี่ยหันไปมองหน้าเจ้ถามเสียงข้องใจ “ยังไง...ไหนบอกว่าไผ่จะยอมไปกับฉันคืนนี้ไง”

“เฮ้ย มันยังไงกันเจ้” ไผ่โวยทันที

“เดี๋ยวๆ เมื่อกี้ได้ยินว่าใครจะให้น้องไผ่ไปไหน” ลูกค้าคนหนึ่งเดินกร่างเข้ามาขวาง แต่พอถูกปืนจ่อหน้าผาก นักเลงขี้เท่อก็ช็อกหน้าซีดเป็นไก่ต้ม

เขาคือ พายัพ ลูกน้องคนสนิทของเสี่ยสมสุขนั่นเอง

“พายัพ! หมาบ้าอย่างแกชอบทำให้ฉันเสียงานใหญ่...คืนนี้แกอยากทำพังอีกใช่ไหม” เสี่ยตวาด พายัพขอโทษลดปืนลง เสี่ยหันไปพูดอ่อนหวานกับไผ่ว่า “เสี่ยขอทำธุระแป๊บนึง...เสี่ยสัญญาว่าจะรีบมานะ”

“ไม่ต้องห่วงค่ะเสี่ย...โสภีจะดูแลน้องไผ่พญาของเสี่ยเป็นอย่างดีเลยค่ะ”

ไผ่หน้าตาเหรอหรารู้ตัวว่าโดนเจ้ขายให้เสี่ยแน่แล้ว พอพวกเสี่ยเดินออกไป เจ้ก็หันมาจะจิกไผ่ แต่ไม่เห็นแล้ว เจ้ถามพวกลูกน้องว่าไผ่ไปไหน ทุกคนก้มหน้างุดไม่มีคำตอบ เจ้ด่าอย่างหัวเสีย “เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ พวกแกนี่”

“แม่นกมาแล้ว” ตำรวจที่ปลอมเป็นแขกนั่งซุ่มสังเกตการณ์อยู่รายงานผ่านวิทยุสื่อสาร

ooooooo

ในรถตู้ที่จอดอยู่มุมเปลี่ยวหน้าเลาจน์ หมวด ภูวนัย ตำรวจมือปราบ ได้รับรายงานจากสายที่ซุ่มอยู่ใน เลาจน์ว่า “แม่นกมาแล้ว” ก็สั่งให้จับตาดูเอาไว้ ตนกำลังจะไป พูดแล้วหยุดการติดต่อ

หมวดภูวนัยหันไปถามจ่าวีระกับราชัยที่กำลังแฮกกล้องวงจรปิดและเช็กอุปกรณ์วิทยุดักฟังว่าพร้อมไหม สองจ่าให้ลองเช็กดู หมวดเช็กแล้วพยักหน้าพอใจ

ขณะนั้นเอง หมวดชาติกล้าเพื่อนตำรวจของภูวนัยเปิดประตูรถเข้ามา ภูวนัยชักปืนทันทีตามสัญชาตญาณ พอเห็นเป็นชาติกล้า ภูวนัยถามว่าไปไหนมา ชาติกล้าบอกว่าออกไปโทร.หาพ่อเพราะแถวนี้ไม่มีสัญญาณ

“อ้าว...หมวดชาติไม่รู้เหรอครับว่า หัวหน้าแกสั่งตัดสัญญาณโทร.ศัพท์ในรัศมีหนึ่งกิโล” จ่าวีระถาม

ภูวนัยชี้แจงว่าตนไม่อยากให้แผนของเรารั่ว บอกเพื่อนไว้โทร.หลังเสร็จงานก็แล้วกัน พลางตบบ่าเชิงขอโทษ

ชาติกล้าทักท้วงภูวนัยไม่อยากให้เขาบุกเดี่ยวเข้าไป ภูวนัยยืนยันว่าตนเข้าไปคนเดียวดีกว่า ไม่ต้องห่วง ยิ่งเข้าไปเยอะพวกมันจะยิ่งสงสัย ชาติกล้าพยายามทัดทานอีกว่า “แต่ฉันว่ามันเสี่ยงเกินไป”

“ฉันรู้ตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจเป็นตำรวจแล้ว” พูดจบก็เปิดประตูรถออกไป

“วันไหนไม่วิ่งฝ่าดงกระสุนสงสัยหัวหน้าเราจะนอนไม่หลับ” จ่าวีระพูดกับชาติกล้าและราชัย ทั้งสามมองตามภูวนัยไปอย่างเป็นห่วง แล้วชาติกล้าก็บอกจ่าว่า ตนดูเอง ว่าแล้วเอาคอมพิวเตอร์กับหูฟังใส่พร้อมปฏิบัติงานทันที

ooooooo

เจ้โสภีเดินตามหาไผ่พญามาถึงห้องแต่งตัว ถามขิง บาเทนเดอร์เพื่อนสนิทของไผ่พญาว่าไผ่อยู่ไหน ขิงที่กำลังทะเลาะกับกระดังงาแฟนสาว เพราะหึงแขกที่มาเกาะแกะ เห็นเจ้ก็ตกใจบอกว่าพวกตนไม่เห็น

“ไม่เห็นหรือไม่บอก ถ้าฉันเดินเข้าไปตรงนั้นแล้วเห็นนังไผ่หลบอยู่ แก...กับนังงารู้ไหมว่าฉันจะจัดการยังไงกับลูกน้องที่โกหกเจ้านาย”

ขิงกับกระดังงามองหน้ากันเหมือนจะร้องไห้ แล้วขิงก็พูดขึ้นลอยๆว่า

“เจ้เขาพูดขนาดนี้แล้ว แกยังจะหลบอีกเหรอวะไอ้ไผ่”

ไผ่ซ่อนอยู่หลังเคาน์เตอร์ค่อยๆโผล่ขึ้นมา บอกเจ้ว่ายังไงตนก็ไม่ไปกับเสี่ย ตนเป็นโคโยตี้ไม่ได้ขายบริการ เจ้ย้อนถามเสียงเหี้ยมว่าอยากให้ตนใช้ไม้แข็งใช่ไหม ไผ่ฟังแล้วรู้ตัวว่ายังไงคงไม่รอด เลยทำอุบายมองไปข้างหลังเจ้ร้องทัก “อ้าวเสี่ย...เสร็จธุระแล้วเหรอคะ” พอเจ้หลงกลหันไปดู ไผ่ก็โกยอ้าวไปทันที

“นังไผ่!” เจ้ตะโกนตาแดงเป็นไฟลมออกหู ตวาดลูกน้องให้ไปจับตัวมาให้ได้ พวกลูกน้องวิ่งผ่านขิงกับกระดังงา ถูกทั้งสองพยายามขัดขวาง จนข้าวของล้มระเนระนาดไปหมด

ooooooo

ที่หน้าห้องวีไอพีลูกน้องพายัพเฝ้าระวังอยู่ทั้งหน้าห้องและทางเดิน ภูวนัยเมาดิบเดินโซเซมาจะผ่านไปทางห้องวีไอพี ลูกน้องพายัพไม่ยอมให้ผ่าน

ภูวนัยทำท่าจะฝ่าไปถูกลูกน้องพายัพคว้าไหล่ไว้ เขาพลิกกลับจับมันบิดมือเสยแข้งเข้าที่ปลายคางทีเดียวมันก็หลับร่วงกลางอากาศ อีกคนพรวดเข้ามา ภูวนัยต่อยท้องแล้วสับเข้าที่ต้นคอร่วงไปอีกคน รีบลากทั้งสองไปแอบไว้ที่ข้างทางเดินแล้วออกมาสื่อสารแจ้งหน่วยที่อยู่ด้านนอกทันที “เคลียร์ต้นไม้แล้ว พิราบมาแล้วบอกด้วย”

เสี่ยสมสุขนั่งจิบเครื่องดื่มรอเฉินที่นัดซื้อของกันอยู่ โมโหที่เฉินมาไม่ตรงเวลา สั่งพายัพให้ไปตาม

ไผ่พญามาดับอารมณ์หงุดหงิด พอดีลูกน้องข้างนอกรายงานว่าเฉินมาแล้ว เสี่ยสั่งอย่างหงุดหงิด “รีบๆเข้ามาเลย เสียเวลาจริงๆ”

ชาติกล้าดูกล้องวงจรปิดจากคอมพิวเตอร์เห็นชายคนหนึ่งกำลังเดินเข้าไป เขารีบรายงาน

“พิราบกำลังไปรัง”

ภูวนัยที่จัดการลูกน้องของเสี่ยแล้วมายืนยามแทน ได้รับรายงานจากชาติกล้าถามเขาว่ามากี่คน...ฟังแล้ว บอกเดี๋ยวติดต่อกลับ พูดจบเฉินก็มาถึงพอดี เฉินหิ้วกระเป๋าที่คล้องกุญแจมือมาด้วย บอกภูวนัยที่มาืนขวางว่า

“พวกเรามาหาเสี่ยสมสุข”

“สวัสดีครับคุณเฉิน” ภูวนัยก้มหัวให้อย่างงาม แล้วทำทีขอตรวจ เฉินยอมให้ตรวจแต่โดยดี ระหว่างนั้น ภูวนัยแอบติดเครื่องดักฟังที่กระดุมสูทของเฉิน แล้วโค้งอย่างงามอีกที เชิญให้เข้าไป พอเฉินคล้อยหลังก็ส่งข่าวชาติกล้า

“ใส่เครื่องดักฟังแล้ว เช็กสัญญาณ”

ooooooo

เสี่ยสมสุขกับเฉินซื้อขายยากันในห้องวีไอพี

เฉินเช็กยาแล้วบอกว่า AA ใช้ได้ ชาติกล้าได้ยินจากเครื่องดักฟัง ส่งข่าวภูวนัยว่า “พิราบกำลังกินข้าวเปลือกอยู่”

ขณะมอบยาและเฉินเปิดกระเป๋าให้ดูเพชรอยู่นั้น พายัพก็ได้รับ SMS พอเปิดดูก็หน้าเครียดไปกระซิบบอกเสี่ย

“อะไรนะ...พวกมึงเอาตำรวจมาจับกูเหรอ” เสี่ยจ้องหน้าเฉินอย่างโกรธจัด

เวลาเดียวกัน ภูวนัยก็พยายามถามชาติกล้าที่ดักฟังอยู่ว่า “มันส่งเงินกันหรือยัง...ชาติ...ชาติ” ไม่มีเสียงจากชาติกล้าแต่กลับมีเสียงปืนยิงกันสนั่นหวั่นไหวในห้องวีไอพี ลูกน้องของเสี่ยกับเฉินต่างสาดกระสุนใส่กัน ภูวนัยไม่ได้ยินเสียงตอบจากชาติกล้า แต่เสียงปืนทำให้เขาตัดสินใจถีบประตูเข้าไป ประกาศลั่น

“นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ...วางอาวุธเดี๋ยวนี้!” ทุกคนชะงัก ภูวนัยจ้องหน้าเสี่ยสมสุข “จับได้คาหนังคาเขาอย่างนี้ เสี่ยคงไม่มีอะไรแก้ตัวนะ”

“ฉันเพิ่งรู้ว่า...การขายแป้งมันก็ผิดกฎหมายด้วย” เสี่ยทำใจดีสู้เสือ ภูวนัยเดินไปดูของกลางบนโต๊ะ ถูกพายัพเตะปืนในมือกระเด็น ภูวนัยพุ่งไปแย่งปืนจากมือเฉินยิงต่อสู้ ทำให้เฉินกับผู้ติดตามถูกกระสุน จังหวะนั้นพายัพรีบพาเสี่ยสมสุขหนีออกไป ภูวนัยเห็นถุงยาหยิบปาสมุนเสี่ยที่กำลังจะยิงมา ถุงยาถูกยิงแตกฟุ้งกระจายในอากาศ ภูวนัย ฉวยโอกาสวิ่งออกไป

ไผ่วิ่งหนีลูกน้องเจ้โสภีมาเจอเสี่ยเข้าพอดี เสี่ยจะคว้ามือไผ่ไปด้วย ไผ่ปัดมือเสี่ยยืนงงอยู่ ภูวนัยวิ่งมาถึงพอดี ลูกน้องเสี่ยยิงใส่ภูวนัยแต่ไผ่ยืนบังอยู่ ไผ่หลับตาปี๋คิดว่าตายแน่แล้ว แต่ภูวนัยพุ่งเข้ามากระชากเธอพ้นวิถีกระสุนแล้ววิ่งไล่ตามเสี่ยกับลูกน้องไป

ไผ่ยืนมึนหูอื้ออึง คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะรอดตายได้อย่างเหลือเชื่อ

พวกเสี่ยไปถึงลานจอดรถก็พากันขึ้นรถ พายัพหันมองภูวนัยที่วิ่งตามมาสั่งเหี้ยม “ฆ่ามัน!” แล้วขึ้นรถตะบึงออกไปทันที ภูวนัยกระโดดหลบกระสุน ระหว่างนั้นยังถูกลูกน้องเสี่ยต้าน แต่เขาก็จัดการมันได้ราบคาบ

หันมองไปรอบตัวโชคดีเจอรถมอเตอร์ไซค์ที่

คากุญแจทิ้งไว้ ภูวนัยกระโดดขึ้นรถบิดตามรถตู้ไป แต่ไม่เห็นรถตู้แล้ว จึงติดต่อชาติกล้าให้หาตำแหน่งรถของเสี่ยสมสุข ชาติกล้าเช็กแล้วบอกว่ามันมุ่งหน้าไปทางมอเตอร์เวย์

ภูวนัยพุ่งรถข้ามเกาะกลางถนนไปอีกฝั่ง ทำเอารถที่ขับกันอยู่เบรกกันสนั่นหวั่นไหว แล้วเขาก็ลัดไปดักที่ซอยข้างทางเมื่อรถของเสี่ยสมสุขมาถึงจึงพุ่งมอเตอร์ไซค์ออกไป ลูกน้องเสี่ยสั่งคนขับรถ “ชนแม่งเลย!’

รถพุ่งเข้าหามอเตอร์ไซค์หมายบดขยี้ให้เละกลางถนน แต่ภูวนัยหักหลบล้มกลิ้งไปกับพื้นนอนแน่นิ่ง เมื่อรถตู้ผ่านไปเขาจึงค่อยๆลุกเดินไปยกมอเตอร์ไซค์โดดคร่อมบิดตามไป

เพราะตำรวจตั้งด่านไว้ถี่ยิบ รถของเสี่ยจึงเลี้ยวเข้าโกดังร้าง ไม่ทันไรภูวนัยก็ตามมาถึง ลูกน้องเสี่ยระดมยิงใส่ราวกับห่าฝน รถก็ยังพุ่งเข้ามาอย่างระห่ำชนรถของเสี่ยโครม! พวกมันจึงรู้ว่าถูกหลอกเพราะมอเตอร์ไซค์มีเข็มขัดล็อกคันเร่งเอาไว้

ตัวภูวนัยเอง โหนโซ่โรยตัวลงมาจากด้านบน ยิงตอบโต้กับพวกสมุนเสี่ยหูดับตับไหม้ ลูกน้องเสี่ยล้มเป็นใบไม้ร่วง ภูวนัยวิ่งไปหลบในที่กำบัง เห็นคนลักษณะคล้ายพวกพายัพกับเสี่ยกำลังวิ่งหนี วินาทีนั้น เขาก็ได้ยินเสียงขึ้นนกคลิก! พอหันมองก็เห็นลูกน้องเสี่ยจ่อปืนอยู่ข้างหลังแล้ว มันสั่งให้ทิ้งปืน เขาจำต้องทิ้ง

แต่ระดับภูวนัยแล้ว แค่สมุนเสี่ยไม่กี่คนไม่อาจทำให้เขาจำนนได้ ในที่สุดเขาก็จัดการสมุนเสี่ยเกลี้ยง เห็นรถของเสี่ยกำลังสตาร์ตจะขับหนี ภูวนัยเล็งปืนจะยิง ถูกสมุนเสี่ยขับรถพุ่งเข้าชน เขายิงยางรถระเบิดทำให้รถเสียหลักพุ่งเข้าชนกำแพง เขาวิ่งไปที่รถหมายจับเสี่ยสมสุขกับพายัพ แต่กลับพบว่าคนที่อยู่ในรถไม่ใช่ทั้งสอง มันเพียงแต่งตัวเหมือนเสี่ยกับพายัพตบตาเท่านั้น!

ภูวนัยเจ็บใจมากที่เสียรู้ถูกหลอกให้ตามมาจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด!

ooooooo

ไผ่พญาหนีกลับมาถึงบ้านในย่านชุมชนแออัดที่เซ็งแซ่ไปด้วยเสียงพวกขี้เมาในวงเหล้า ผัวเมียทะเลาะกัน ไผ่เดินเข้าบ้านอย่างคุ้นชินกับสภาพเหล่านั้น

พอเข้าบ้านเห็นลำไยผู้เป็นแม่นอนห่มผ้าตัวสั่นอยู่บนโซฟาเก่าๆ ถามว่าแม่เป็นอะไร ทีแรกก็เป็นห่วงแต่พอมองสภาพภายในบ้านแล้วไผ่รู้ว่าแม่แค่ตื่นเต้นที่ป๊อกเก้า เลยพูดลอยๆ “กลับบ้านกลับช่องกันได้แล้ว” สิ้นเสียงไผ่บรรดาขาไพ่ก็ทยอยกันออกจากที่ซ่อน ทีละคน...ทีละคน...
ลำไยยังอยากเล่นต่อเพราะมือกำลังขึ้น ไผ่ถามอย่างอ่อนใจว่าเมื่อไรแม่จะเลิกเล่นไพ่เสียที เล่นแล้ว

มันมีอะไรดีขึ้นไหม ถูกลำไยลำเลิกทันทีว่า

“นังนี่...พอเรียนจบมีงานทำหน่อยก็ปีกกล้าขาแข็งเถียงฉอดๆ ถามหน่อยใครเป็นคนส่งเงินให้แกเรียน หา!”

“แม่...เท่าที่ฉันจำได้...ฉันทำงานส่งตัวเองเรียนมาตลอด”

“เว้ย...เรื่องมันเก่าแล้วฉันจำไม่ได้แล้ว เอาเรื่องตอนนี้ดีกว่า ที่แกได้งานทำทุกวันนี้เพราะใคร!”

“เรื่องนั้นฉันไม่เถียงว่าฉันต้องเป็นสาวโคโยตี้

ก็เพราะแม่...ถ้าแม่ไม่ไปยืมเงินเจ้เขา...ฉันก็ไม่ต้องไปเป็นโคโยตี้ขัดดอกให้แม่อย่างทุกวันนี้หรอก” พูดแล้วเดินขึ้นข้างบนไปเลย ลำไยเล่นงานไผ่ไม่ได้สักแง่ ได้แต่สบถระบายอารมณ์ไล่หลัง

“ไอ้ไผ่...นี่แกว่าฉันเหรอ...ไอ้ลูกเวร...ระวังนรกจะกินหัวเถอะ...ฮึ่ย!!”

ส่วนไผ่ พอเข้าห้องนอนก็หยิบรูปที่ตัวเองถ่ายไว้ในวันรับปริญญา คณะศิลปศาสตร์ ถ่ายเดี่ยวๆไม่มีแม่อยู่ด้วย ไผ่ดูรูปอย่างคับแค้นใจในโชคชะตาของตัวเอง...

ooooooo

รุ่งขึ้นหมอกไม่ทันจางน้ำคางไม่ทันแห้ง ไผ่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงเลื่อนเก่าอี้โครมคราม ไผ่รู้ทันทีว่าแม่ตั้งวงอีกแล้ว

สายๆก็ได้ยินเสียงแม่เอะอะโวยวายจับความได้ว่ามีคนจะมายึดรถมอเตอร์ไซค์ ไผ่โดดลงบันไดวิ่งพรวดเข้าไปขวาง ถามว่าจะทำอะไร พวกมันเห็นความสวยเซ็กซี่ของไผ่ก็ตาวาว แต่เจอมาดนักเลงของไผ่เข้าก็เจื่อนบอกว่าเพราะลำไยไปค้ำประกันเงินกู้ให้ขิง ไผ่ถามแม่ว่าไปค้ำประกันให้ขิงหรือ

“เอ่อ...แม่ไม่รู้นี่ เห็นไอ้ขิงมันบอกว่าไม่มีอะไร แม่ก็เห็นว่ามันเป็นเพื่อนแก ก็เลยช่วยๆมัน” ไผ่ถามว่าไอ้ขิงมันให้เท่าไร ลำไยยกมือกางห้านิ้ว ไผ่ถามว่าห้าร้อยหรือ ลำไยส่ายหน้าบอกเสียงอ่อยว่า “ห้าสิบบาท”

ไผ่โมโหมากบอกพวกนักเลงทวงหนี้ว่าเรื่องไอ้ขิงไม่ต้องห่วงตนจะเป็นคนทวงมาให้เอง ว่าแล้วคว้าพร้าจ้ำอ้าวไป

ขิงกับกระดังงาค่อยๆโผล่หัวออกจากที่ซ่อนในบ้านถามกันว่าเฮียหมูไปแล้วหรือ เห็นเงียบๆ ชวนรีบไปกันดีกว่าป่านนี้พวกนั้นคงไปที่บ้านไอ้ไผ่แล้ว แต่ไม่ทันออกจากบ้าน ไผ่ก็พรวดเข้ามาเงื้อพร้าด่า

“ไอ้เพื่อนทรยศ!”

ขิงกับกระดังงากลัวไผ่ยิ่งกว่าพวกเฮียหมู คว้ากระเป๋าได้ก็โกยอ้าวตัวใครตัวมัน ไผ่ไล่ตามพร้อมพร้าในมือ

ooooooo

ร.ต.อ.ชาติกล้า ณรงค์ฤทธ์ รองสารวัตรสืบสวนสอบสวน เดินมาที่โต๊ะทำงานตัวเอง เห็นภูวนัยนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ถามว่ามีอะไรหรือ ภูวนัยบอกว่าตนพลาดอีกแล้ว

ชาติกล้าทำเสียงตกใจถามว่าพวกมันรู้ตัวอีกแล้วหรือ ภูวนัยบอกว่าก็ไม่ใช่เสียทีเดียว ตนจับพวกมันได้แต่ไม่มีหลักฐานว่าพวกมันกำลังส่งยากัน ชาติกล้าถามว่าคนที่ถูกจับได้อยู่ที่ไหน ตนอยากคุยกับมัน ภูวนัยไม่ทันบอกจ่าวีระก็เข้ามาขัดจังหวะหน้าตาซีดเซียว ภูวนัยสังหรณ์ใจว่าต้องมีอะไรไม่ค่อยดีแน่

ภูวนัยไปที่ห้องสอบปากคำ ไม่มีผู้ต้องสงสัยแล้ว จ่าราชัยรายงานว่า ปล่อยไปแล้วตามคำสั่งของผู้กำกับและผู้กำกับก็กำลังเรียกตัวเขาไปพบเดี๋ยวนี้ด้วย

ไปถึงเจอผู้กำกับมารุตกำลังพูดโทรศัพท์จับความได้ว่า จะรีบหาสาเหตุและทำรายงานส่งท่านให้เร็วที่สุด พอหันมาเห็นภูวนัยก็ชักสีหน้าตำหนิ

“ใครให้คุณขังผู้ต้องสงสัยเอาไว้อย่างนั้น คุณไม่รู้หรือไงว่ามันผิดกฎหมาย” ภูวนัยชี้แจงว่าเธอเป็นเบาะแสเดียวที่ทำให้เราสืบไปถึงแก๊งของนายสมสุขได้ ถูกเสียงดังใส่อีกว่า “แล้วมันคุ้มที่จะโดนยุบทั้งหน่วยหรือไง!” พอสงบสติอารมณ์ลง จึงผ่อนเสียงลงถามว่า “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น”

ภูวนัยเล่าว่าพวกมันเปลี่ยนที่ส่งยา ถูกผู้กำกับย้อนถามว่า “เราเป็นตำรวจ เราต้องนำหน้าพวกมัน ไม่ใช่ให้มันคอยปั่นหัวเราอย่างนี้ เราส่งสายเข้าไปสืบการเคลื่อนไหวพวกมันได้ แล้วคุณคิดบ้างไหมว่าพวกมันอาจจะส่งสายเข้ามาสืบการเคลื่อนไหวของเราเหมือนกัน”

“ท่านกำลังจะบอกว่าในทีมผมมีหนอนบ่อนไส้เหรอครับ” มารุตไม่ตอบแต่ย้อนถามว่าแล้วทำไมมันถึงล้มเหลวอีก ภูวนัยนิ่งไปอย่างไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่ก็ยืนยันว่า “ผมเชื่อใจและไว้ใจทีมของผม ทุกคนทำงานกับผมมาหลายปี...ผมขอเอาตำแหน่งและอาชีพตำรวจของผมยืนยันครับท่าน”

“ผมจะให้โอกาสคุณอีกครั้งเดียว...คงรู้นะว่าผมหมายถึงอะไร”

ภูวนัยหน้าเครียดกับเดิมพันที่หมายถึงอนาคตในอาชีพที่ตนรัก...

ooooooo

ม่านหมอก...สาวน้อยวัย 15 ลูกสาวคนโตของลักขณาพี่สาวของภูวนัย นั่งอยู่ในห้องเรียนชั่วโมงเรียนพุทธศาสนา ขณะครูเขียนบนกระดานดำ เธอก็นั่งมองไอโฟนยิ้มอย่างมีความสุข ส่วนเพื่อนๆต่างสนใจเรียนกันจริงจัง

“นี่คือหลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้า...จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าสอนเราไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ” ครูหันมาสอน

เห็นม่านหมอกไม่สนใจเรียนก็เรียกปราม “ม่านหมอก!” แต่เธอใส่หูฟังตาดูภาพในไอโฟนที่มี ลักขณา สมภพ และม่านเมฆน้องชายกำลังเล่นน้ำทะเลอยู่

ครูเดินเข้ามาเห็นม่านหมอกกำลังดูไอโฟนก็หยิบไอโฟนไป ม่านหมอกชักสีหน้าถามว่า “ครูจะทำอะไร”ครูบอกว่าทำให้เธอตั้งใจเรียน แต่ถ้าไม่ตั้งใจเรียนก็กลับไปเล่นโทรศัพท์ที่บ้านไม่ใช่ที่โรงเรียน ม่านหมอกไม่เถียงแต่เสียงแข็งบอกให้ครูคืนโทรศัพท์มา แล้วเข้าไปแย่งโทรศัพท์คืนเลยถูกครูดึงกลับไปบอกว่า จะเก็บไว้ให้แล้วค่อยไปเอาที่ห้องพักครูหลังเลิกเรียน

ม่านหมอกไม่ยอมแสดงกิริยาวาจาก้าวร้าว จนครูเตือนว่าชักจะก้าวร้าวเกินไปแล้ว กลับถูกย้อนสวนมาว่า

“ทำไมหนูต้องเชื่อครูด้วย...ครูเพิ่งสอนเองไม่ใช่เหรอคะ...แม้แต่พระพุทธเจ้ายังสอนไม่ให้เราเชื่อแม้แต่คนที่เป็นครูของตัวเอง”

ครูอ้าปากค้าง โกรธมากแต่พยายามระงับอารมณ์พูดเสียงอ่อนลงว่า“ไว้เอาหลังเลิกเรียนแล้วกัน” แต่ม่านหมอกไม่ยอมตะโกนให้เอาคืนมา ตรงเข้าไปยื้อแย่งจนไอโฟนตกกระแทกพื้นแตก ทุกคนในห้องเงียบกริบ

ม่านหมอกมองหน้าครูอย่างโกรธสุดๆ

เป็นเหตุการณ์รุนแรงที่ต้องเรียกผู้ปกครองมาพบครูที่โรงเรียน ภูวนัยไปในฐานะผู้ปกครอง ถูกม่านหมอกปฏิเสธว่าไม่ใช่ ภูวนัยต้องรับปากกับ ผอ.โรงเรียนว่าจะกลับไปอบรมแกให้ดีกว่านี้ ผอ.เสนอว่าอย่างม่านหมอกควรอยู่บ้านจะดีที่สุด

ความหมายของ ผอ.คือไล่ม่านหมอกออกจากโรงเรียนเพราะจากพฤติกรรมวันนี้ ทางโรงเรียนคงรับไว้ไม่ได้และเธอก็เข้ากับเพื่อนๆ ไม่ได้ด้วย

“จะไล่ออกก็พูดแค่ว่าไล่ออก...ทำตัวเป็นคนแก่พูดมากไปได้” ม่านหมอกทะลุกลางปล้องอย่างไม่พอใจแล้วเดินคอแข็งออกไป ผอ.มองตาค้าง ส่วนภูวนัยเห็นว่าไม่มีทางยื้อแล้วจึงยกมือไหว้ลา ผอ.วิ่งตามม่านหมอกออกไป

ooooooo

ฟาร์มสุข....เป็นฟาร์มเลี้ยงหมูที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล มีบ้านสองหลังอยู่บนเนิน และไม่ไกลนักเป็นโรงเรือนเลี้ยงหมูขนาดใหญ่

เผ่าพงษ์ พ่อของภูวนัยเป็นเจ้าของฟาร์มแห่งนี้ แต่สภาพของเผ่าพงษ์เวลานี้คือ อารมณ์แปรปรวนและมีอาการอัลไซเมอร์ จนต้องจ้างปลายฟ้าหมอสาวสวยเป็นเพื่อนกับภูวนัยมาตั้งแต่เด็ก มาเป็นหมอประจำตัว คอยดูแลอย่างใกล้ชิด คอยพูดคุย อ่านหนังสือให้ฟังและทดสอบความจำอยู่เสมอ

วันนี้ก่อนกลับ ปลายฟ้าฝากพรรษาแม่บ้านประจำตระกูลอย่าลืมเอายาให้เผ่าพงษ์ทาน พรรษาขอให้อยู่ทานข้าวเย็นกันก่อน เพราะตอนนี้ภูวนัยกำลังไปรับเด็ก เดี๋ยวคงมาถึง แล้วขอตัวไปดูแลเผ่าพงษ์

“คุณภูมาเหรอ...” ปลายฟ้ารำพึงอย่างสงสัย...

ที่ฟาร์มสุขนี้ ยังมีผจญหนุ่มวัย 18 กับแก้วใจสาวใต้ที่รักชีวิตที่ฟาร์มหมูจับใจ ทั้งสองสนิทสนมรู้ถึงแก่นใจของกันดี มักหยอกล้อกันเฮฮาเสมอ ขณะอยู่ที่เรือนหมู ได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามา แก้วใจร้องบอกอย่างดีใจว่า

“ว้าย...คุณหมอกกับคุณเมฆมาแล้ว”

ผจญหน้าตาแช่มชื่นขึ้นทันที เพราะแอบหลงรักม่านหมอกมานาน แต่เจียมตัวว่าเหมือนดอกฟ้ากับหมาวัดจึงไม่กล้าแสดงออก แต่ม่านเมฆชอบเล่นกับผจญเพราะเล่นกันแรงๆ ได้โดยเฉพาะการต่อยมวย ผจญกุลีกุจอจะช่วยรับของจากม่านหมอก เธอเดินผ่านผจญไปราวกับอากาศธาตุ ผจญเลยหันไปทางภูวนัย เขาบอกว่าไม่มีอะไรให้ช่วย ถ้ามีจะเรียกเอง

“คิดว่าจะได้เจอนายตอนที่เป็นข่าวแล้วเสียอีก” เสียงปลายฟ้าทักอย่างสนิทสนม ภูวนัยถามว่าข่าวอะไร “ก็ข่าวตอนนายได้ตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจไง...คิดอะไร”

ภูวนัยถามว่านั่นมันนานเกินไปหรือเปล่าหมอ ปลายฟ้าติงว่าเรียกหมออีกแล้ว ขอให้เรียกตามเดิมได้ไหม พอเรียกหมอก็ทำให้รู้สึกห่างๆยังไงพิกล

“ได้ซี...เข้าไปข้างในดีกว่าเหยิน” ภูวนัยพูด เต็มปากเต็มคำ ปลายฟ้าสะดุ้งทำหน้างอนๆบอกให้เรียกตนว่าฟ้า ไม่ใช่เรียกชื่อตอนเด็กๆ แล้วมองภูวนัยยิ้มดีใจที่ได้พบเขาอีก...

ooooooo

ภูวนัยได้รับรายงานจากสายว่าจะมีการลำเลียงยาบ้าลอตใหญ่จากชายแดนฝั่งตะวันตกเข้ากรุงเทพฯ เขาประชุมวางแผนกับชาติกล้า สองจ่าและตำรวจอีกหลายนาย

การส่งยาบ้าครั้งนี้ พวกมันจะส่งกันที่ท่าเรือ แฝงมากับตู้สินค้า โดยแจ้งตัวอักษรที่ตู้สินค้าให้ทุกคนจดจำไว้ ย้ำกับทุกคนว่า วันนี้เราต้องจับพวกมันให้ได้

ช่างเหมาะเจาะเหลือเกิน เพราะเป็นวันที่ไผ่พญา ไปเสนอเจ้โสภีขอเอาตัวแลกกับเสี่ยสมสุขเพื่อยกหนี้ทั้งของแม่ของขิงและของกระดังงาทั้งหมด เจ้ไม่เล่นด้วยอ้างว่าถ้าตนยกหนี้ให้ไผ่ ตนต้องเสียรายได้อีกเท่าไร

ทั้งสองต่างต่อรอง วัดใจกัน จนไผ่ตัดสินใจบอกว่า ตนแค่โทร.หาเสี่ยแล้วบอกว่าคืนนี้ตนยอมเป็นของเสี่ย เงินที่ตนติดหนี้เจ้มันก็จิ๊บจ๊อยมาก พูดให้ดูดีว่า “ที่ฉันมาบอกเจ้ ก็เพราะฉันให้เกียรติเจ้ เจ้เลือกแล้วกันว่าจะเอายังไง”

โสภีมองหน้าไผ่อย่างแค้นใจที่มาบีบเกม แต่ไม่ นานเสี่ยสมสุขก็ได้รับโทรศัพท์ เสี่ยพูดอย่างตื่นเต้นมากว่า

“อะไรนะ...ไผ่มันพูดอย่างนั้นจริงๆเหรอ ได้... ได้...เดี๋ยวฉันจะไปรับเธอด้วยตัวเองเลย”

พายัพท้วงติงว่าคืนนี้เรามีงานใหญ่ เสี่ยไม่สนใจบอกให้เขาไปแทน เมื่อพายัพพูดแรงขึ้นว่าไม่อยากให้นายต้องเสียงานใหญ่เพราะผู้หญิงคนนั้น ก็ถูกเสี่ยเอาปืนจ่อสั่งเหี้ยม “ฉันสั่งอะไรก็ทำตามนั้น” พายัพรีบรับคำบอกว่าคืนนี้จะให้ไอ้วุฒิขับรถให้ เสี่ยไม่ต้องการ ย้ำว่า “เสร็จงานแล้วโทร.หาฉันแล้วกัน”

เสี่ยเดินอ้าวออกไปอย่างกระสันเต็มที่ ส่วนพายัพหยิบมือถือขึ้นโทร.บอกใครบางคนทันทีเช่นกันว่า

“ฉันเอง...เปลี่ยนแผนนิดหน่อย”

ooooooo

หลังประชุมและวางกำลังกันที่ท่าเรือตามแผนแล้ว ภูวนัยสั่งทุกคนให้เตรียมพร้อมให้ดี ใกล้ถึงเวลาแล้ว

ชาติกล้าซุ่มอยู่ในมุมของตน จ่าวีระกับราชัยปลอมตัวเป็นพนักงานท่าเรือซุ่มอยู่หลังตู้คอนเทนเนอร์ กำลังส่วนอื่นกระจายกันตามแผน

กำลังตำรวจซุ่มอยู่นานจนจ่าวีระสงสัยว่าทำไมยังไม่มา แต่ไม่นานก็มีรถคอนเทนเนอร์เข้ามา ภูวนัยส่องกล้องดูเห็นตัวอักษรตามที่ระบุไว้ชัดเจน สั่งทุกคนเตรียม พร้อมทันที ครู่เดียวก็มีคนเดินออกจากเงามืดตรงไปที่คนขับรถคอนเทนเนอร์ส่งกระเป๋าให้ ภูวนัยส่งสัญญาณให้ปฏิบัติการทันที ตำรวจกรูกันเข้าไปพร้อมอาวุธครบมือ

“ทิ้งกระเป๋า...แล้วหมอบลงกับพื้น!” ชาติกล้าสั่ง ภูวนัยบอกให้ชาติกล้าไปเปิดตู้คอนเทนเนอร์ อึดใจเดียวชาติกล้าก็เรียกเขาไปดู ภูวนัยตะลึงงันเมื่อพบแต่ตู้เปล่า เขาพุ่งกลับมาที่คนขับรถที่นอนหมอบอยู่ถามว่ายาอยู่ไหน หมอนั่นหน้าตาเหลอหลาตกใจไม่รู้เรื่อง แม้จะถูกขู่ว่าไม่บอกตาย หมอนั่นก็ยืนยันว่าไม่รู้อยู่ดี เพราะตนรับจ้างขับรถคันนี้ไปตราดและให้แวะมารับคนที่ท่าเรือไปด้วย

“ฉันว่าไอ้หมอนี่มันไม่รู้เรื่องจริงๆ  เก็บปืนเถอะ” ชาติกล้าบอก

“โธ่เว้ย!” ภูวนัยสบถแค้นแทบเป็นบ้า! แต่เขาไม่ ยอมแพ้บอกชาติกล้าว่า “ยังไงคืนนี้ฉันต้องจับไอ้สมสุขให้ได้ เพราะฉันส่งสายเฝ้าหน้าบ้านมันเอาไว้ ถ้าคืนนี้เป็นการส่งยาลอตใหญ่จริง มันต้องมีการเคลื่อนไหวที่บ้านมัน”

พอรู้ว่าภูวนัยส่งสายไปเฝ้าหน้าบ้านเสี่ย ชาติกล้าก็ทำหน้าลำบากใจ บอกว่าทางโรงพยาบาลโทร.แจ้งว่าคืนนี้พ่อผ่าตัด

“ถ้าอย่างนั้นแกไปเลย...ไม่ต้องห่วงทางนี้ แกรีบไปเถอะ” ภูวนัยบอก ชาติกล้ารีบขอบใจแล้วผละไปทันที

ภูวนัยมองตามชาติกล้าก่อนหันไปสั่งสองจ่าด้วยแววตามุ่งมั่นว่า

“เรียกทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องมาให้ผมเดี๋ยวนี้”

ooooooo

ตอนที่ 2

ภูวนัยกลับมาที่ ป.ป.ส.เห็นพายัพเดินคุยกับผู้กำกับมารุตอย่างสนิทสนมก็โมโห ถามพายัพว่ามาทำไม ทำไมถึงมาที่นี่ได้ ผู้กำกับปกป้องว่า พายัพมาเพื่อเป็นพยานซัดทอดเสี่ยสมสุข

ภูวนัยติงว่าผู้กำกับคงไม่เชื่อที่พายัพพูด มารุตปรามภูวนัยว่าใจเย็นๆ แล้วเดินไปส่งพายัพอีกทางหนึ่ง พายัพหันยิ้มเย้ยภูวนัยก่อนเดินตามผู้กำกับไป

เวลาเดียวกัน ที่เซฟเฮาส์ของเสี่ยสมสุข เสี่ยกำลังกระเหี้ยนกระหือรือเตรียมเครมไผ่พญาให้เต็มคราบ พาไปนั่งที่ริมสระน้ำให้ผ่อนคลาย แต่ไม่ว่าบรรยากาศจะเป็นอย่างไร ไผ่ก็ตึงเครียดมากกับแผนเอาตัวรอดจากเสี่ยคืนนี้ให้ได้

ก่อนมาพบเสี่ย ขิงกับกระดังงาตอบแทนที่ไผ่ช่วยพวกตนด้วยการให้ยามาเม็ดหนึ่ง บอกว่าเป็นยานอนหลับอย่างแรง กินเข้าไปหลับเป็นตาย แถมตื่นขึ้นมายังจำอะไรไม่ได้ด้วย เสี่ยเห็นไผ่เครียดๆ ถามว่าเป็นอะไรพลางส่งแก้วไวน์ให้

“เดี๋ยวก่อนนะคะ...เอ่อ...เสี่ยจะไม่เปิดเพลงสร้างบรรยากาศหน่อยเหรอคะ” ไผ่หาทางถ่วงเวลา รอจังหวะทำอะไรบางอย่าง เสี่ยเปิดเพลงอย่างเอาใจ แต่จู่ๆไผ่ก็ทำท่าเขิน “แหม...เสี่ยคะ...ลูกน้องเสี่ยอยู่เต็มบ้านอย่างนี้ ไผ่อายนะคะ” เสี่ยจึงไล่ลูกน้องออกไปอยู่หน้าบ้านให้หมด ระหว่างเสี่ยหันไปสั่งลูกน้อง ไผ่ก็แอบเอายานอนหลับใส่ในแก้วไวน์ของเสี่ยทันที

หลอกเสี่ยให้ดื่มไวน์จนหมดแก้วแล้ว ไผ่อ้อนชวนไปที่ห้องนอนกันดีกว่า เสี่ยดี๊ด๊าว่าเดี๋ยวได้แอ้มไผ่แน่แล้ว รีบพากันขึ้นห้องนอน แต่พอขึ้นถึงห้องนอนเสี่ยก็ตาพร่า ถามไผ่อย่างระแวงว่า “เธอใส่อะไรลงไปในไวน์”

“เปล่านี่คะ...โอ๊ย...ทำไมมันมึนหัวอย่างนี้” ไผ่แกล้งทรุดลงไปกองกับพื้นหมดสติ เสี่ยเรียกไผ่อยู่สองสามครั้งก็ทรุดหมดสติไปอีกคน

ooooooo

ตำรวจนอกเครื่องแบบที่ภูวนัยให้ไปเฝ้าหน้าบ้านเสี่ย เห็นลูกน้องเสี่ยเดินเกร่อยู่หน้าบ้านเต็มไปหมดรู้สึกผิดสังเกต ปรึกษากันว่าพวกมันวางกำลังกันขนาดนี้ต้องกำลังทำอะไรสำคัญอยู่แน่ๆ รายงานหัวหน้าดีกว่า

แต่ไม่ทันทำอะไรก็มีมือมาเคาะกระจกรถ พอลดกระจกลง ก็ถูกยิงด้วยปืนเก็บเสียง เก็บเงียบไปทั้งสองนาย แล้วมือปืนที่ใส่ถุงมือดำใส่หมวกไอ้โม่งก็ถือปืนเดินจากไปอย่างใจเย็น

ภูวนัยคอยติดตามข่าวอยู่ที่ ป.ป.ส. ติดต่อสอบถามไปหลายครั้ง จ่าทั้งสองก็ไม่ตอบมา จ่าราชัยบอกว่าสงสัยหลับแน่ๆ ภูวนัยไม่พูดอะไร รีบลุกขึ้นเดินออกไป สั่งจ่าราชัยว่า

“ผมว่าต้องเกิดอะไรขึ้นที่บ้านเสี่ยสมสุข...บอกทุกหน่วยให้เตรียมพร้อม” พูดแล้ววิ่งออกไปเลย

ส่วนที่ห้องนอนเซฟเฮาส์ของเสี่ย พอเสี่ยทรุดลง ไผ่ก็ปรือตาลุกขึ้นเขี่ย เห็นหลับสนิทก็เตรียมจะจัดฉากตบตา แต่พอลากเสี่ยเห็นสร้อยทองคำมีจี้เป็นแท่งสี่เหลี่ยมเล็กๆห้อยคออยู่ก็ปลดออก พูดสบายๆว่า

“ขนาดบ้านยังให้ได้ สร้อยแค่นี้เสี่ยคงไม่หวงหรอกนะ” พอได้สร้อยเห็นแหวนก็ขอเอาไปใส่ให้ครบเครื่อง เหลือบเห็นกระเป๋าสตางค์วางอยู่ ก็หยิบเอาเงินปึกใหญ่ออกมาอย่างตื่นเต้น แต่แล้วความตื่นเต้นดีใจก็หายวับไปเมื่อเสียงปืนรัวขึ้น

ไผ่ย่องไปแอบดูว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นชายชุดดำกำลังยิงใส่ลูกน้องเสี่ยที่รัวปืนสนั่นหวั่นไหวอยู่หน้าบ้าน อึดใจเดียวลูกน้องเสี่ยก็ตายเกลี้ยง ชายชุดดำแหงนมองขึ้นบนบ้านอย่างใจเย็น!

“เสี่ย...เสี่ย...ตื่นเร็ว” ไผ่พยายามปลุก แต่เสี่ยหลับเป็นตาย พอดีเห็นเงาชายชุดดำแวบๆ ไผ่ละล้าละลังจะทำยังไงดี

พริบตานั้น ชายชุดดำพรวดเข้ามาเล็งปืนกราดไปรอบห้อง เห็นไม่มีอะไรจึงลดปืนลง เดินไปเห็นเสี่ยนอนหมดสติที่พื้น เข้าไปใช้เท้าเขี่ยๆ เห็นว่าแค่หมดสติจึงมานั่งที่เตียงแล้วยกปืนยิงไปที่เสี่ย ไผ่ตะลึงตาค้างยกมือปิดปากแน่น

มีเสียงปรบมือดังขึ้น พายัพเดินปรบมือเข้ามาพูดกลั้วหัวเราะว่า

“เป็นตำรวจมันดีอย่างนี้นี่เอง...ยิงคนแล้วไม่ผิดกฎหมาย” แล้วเดินไปตบหน้าเสี่ยเบาๆ เรียก “นาย... นาย...เฮ้อ...ทำไมนายไม่เคยฟังผมเลย ผมเตือนนายแล้วใช่ไหมว่านายจะตายเพราะผู้หญิง”

ขณะพายัพจะเดินออกจากห้อง เห็นแก้วไวน์อยู่สองใบ เขาบอกลูกน้องว่า

“ผู้หญิงคนนั้นยังอยู่ในบ้าน...หาตัวมันมาให้ฉัน”

ไผ่ซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำหัวใจแทบวายนึกว่าตายแน่แล้วถึงกับบอกลาแม่ แต่ขณะพายัพกำลังจะมาเปิดประตูห้องน้ำนั่นเอง วิทยุสื่อสารของชายชุดดำก็ดังขึ้น...

“ขอให้ทุกหน่วยไปรังพิราบเดี๋ยวนี้...ย้ำ...” ชายชุดดำบอกพายัพว่ารีบไปดีกว่าตำรวจกำลังมา แล้วรีบออกไปกัน

ไผ่เลยรอดตัวหวุดหวิด ถอนใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่

ไผ่มุดรั้วออกด้านข้างของบ้านเสี่ย พอตั้งท่าจะวิ่งก็ต้องเบรกกึก เมื่อได้ยินเสียงพายัพเดินคุยมากับชายชุดดำ

“แผนแกนี่เข้าท่าว่ะ เท่านี้ก็ไม่มีใครสงสัยว่าฉันเป็นคนฆ่าไอ้สมสุขมันแล้ว” ชายชุดดำถอดหน้ากากไอ้โม่งออก ไผ่พยายามเขม้นมอง แต่ทั้งมืดและไกลเลยมองไม่เห็น ได้ยินแต่เสียงพายัพคุยว่า “น่าดีใจแทนพวกตำรวจที่มีตำรวจฉลาดๆอย่างแก” ชายชุดดำถามว่าแล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ “เรื่องเล็ก ไว้ฉันจัดการเอง ไง...ให้ฉันไปส่งไหม”

ชายชุดดำไม่ตอบแต่เดินไปเลย พายัพจึงเดินไปขึ้นรถขับออกไป ไผ่ขยับจะหนีก็ได้ยินเสียงรถหวอตำรวจแว่วมาแต่ไกล เลยเปลี่ยนใจวิ่งหนีไปอีกทาง

ที่บ้านของไผ่พญา...ลำไยกำลังไหว้กุมารทอง ติดสินบนกุมารทองว่าถ้าป๊อกเก้าจะเลี้ยงน้ำแดง แต่ไม่ทันแจกไพ่ ไผ่ก็ผลักประตูผัวะเข้า

ขาไพ่จังงัง แต่แปลก! วันนี้ไผ่ทำเหมือนมองไม่เห็น เดินทื่อขึ้นข้างบนไปเลย จนขาไพ่นางหนึ่งถามงงๆ

“เฮ้ย! วันนี้ลูกแกกินยาผิดหรือเปล่าวะนังลำไย”

“มาๆๆ ฤกษ์ดีละกูวันนี้...” ลำไยดี๊ด๊าแจกไพ่อย่างฮึกเหิม

ไผ่เข้าห้องนอนก็ปิดประตูลงกลอน เอาแก้วไวน์กับสร้อยคอทองคำออกมาวางคู่กัน เดินงุ่นง่านไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ooooooo

ภูวนัยมาถึงเซฟเฮาส์ของเสี่ยสมสุข เขาอึ้งเมื่อพบว่าตำรวจนอกเครื่องแบบที่ส่งมาสังเกตการณ์ถูกยิงตายในรถ!

ระหว่างนั้นชาติกล้าเดินเข้ามา ภูวนัยถามว่ามาได้ยังไง ชาติกล้าบอกว่าได้ยินรายงานทางวิทยุเลยรีบมา ภูวนัยให้ชาติกล้าดูชั้นล่าง ส่วนตนจะขึ้นไปดูชั้นบน พอเปิดประตูห้องนอนเข้าไป ภูวนัยชะงักกึกเมื่อเห็นเสี่ยถูกยิงตายแล้ว!

จากการเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุน ไม่มีร่องรอยการต่อสู้และรอยนิ้วมือ ชาติกล้าคาดว่าพวกนั้นคงนัดส่งยากันที่นี่ อาจมีอะไรที่คุยกันไม่รู้เรื่อง เสี่ยสมสุขเลยต้องตายแบบนี้

ต่อมา เจ้าหน้าที่นิติเวชพบหลักฐานเป็นแก้วไวน์ที่ข้างสระน้ำ จากร่องรอยคิดว่าผู้ตายไม่ได้อยู่คนเดียวก่อนถูกยิง นอกจากนั้น สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ก็แจ้งว่า พบสารประกอบในยานอนหลับ ซึ่งน่าจะเป็นโดมิคุ่มในแก้วไวน์ของผู้ตาย

“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า...มีคนผสมยานอนหลับให้สมสุขกิน...ก่อนที่จะยิงเขาจากด้านหลัง” ภูวนัยวิเคราะห์กับชาติกล้าที่มาตามเขา ชาติกล้าคาดว่าคนที่อยู่กับสมสุขอาจจะเป็นฆาตกร “ฉันยังไม่อยากจะคิดอย่างนั้น มันจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้ แล้วว่าไง แกมาตามฉันทำไม”

ชาติกล้ามาตามภูวนัยไปพบผู้กำกับมารุตให้ไปรับทราบคำสั่งพักราชการของเขา ทั้งยังตั้งข้อสงสัยที่ร้ายแรงว่า

“ผมสงสัยว่าคุณจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด...ในระหว่างที่เราทำการสืบสวนความจริง... ผม...จำเป็นต้องทำอย่างนี้”

ภูวนัยหน้ามืด...เหมือนถูกยิงเข้าแสกหน้า!

เมื่อออกมาเจอชาติกล้า ภูวนัยพูดอย่างเจ็บลึกว่า “ความจริงก็คือความจริง สักวันมันจะปรากฏออกมา”

และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นหัวหน้าหน่วยแทนหมวดภูวนัย คือ หมวดชาติกล้านั่นเอง

ooooooo

หลังจากเสี่ยสมสุขตาย พายัพไปแสดงความเสียใจกับหยาดฟ้าภรรยาของเสี่ยที่ศาลาสวดศพ หยาดฟ้าถามอย่างเย็นชาว่าเสียใจเรื่องอะไร เมื่อพายัพทำเป็นงง หยาดฟ้าพูดตรงๆว่า อยากได้ส่วนแบ่งของตนสองร้อยล้าน

พายัพถ่วงเวลาว่าไว้เราค่อยคุยกัน หยาดฟ้าพูดขึงขังว่าตนคุยกับทนายแล้ว สามีตนทำพินัยกรรมไว้ ถ้าตนสงสัยในการตายของสามีก็ขอให้เอาข้อมูลไปให้ตำรวจ พายัพยิ้มเยาะบอกว่าข้อมูลที่เสี่ยบอกอยู่กับตนหมดแล้ว

“แกคิดว่าสามีฉันจะโง่รึไง ข้อมูลนั้นไม่ได้มีที่แกคนเดียวหรอกนะ” หยาดฟ้าพูดอย่างเป็นต่อ ทำเอาพายัพอึ้ง แต่หยาดฟ้าก็บอกว่า “ตอนนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสามีฉันเขาเก็บไอ้ข้อมูลนั่นไว้ที่ไหน แต่ที่แน่ๆ ข้อมูลสำคัญขนาดนั้น เขาคงจะเก็บติดตัวตลอดเวลา”

พายัพออกมาที่ลานจอดรถ พอดีมีสายเข้ามือถือ เขาดูเบอร์ก่อนกดรับ พูดอย่างร้อนใจว่า

“ฉันว่าเราสองคนกำลังเดือดร้อน ไอ้สมสุขมันก๊อบปี้ข้อมูลไว้อีกชุด...แล้วฉันจะรู้ไหม!...ฉันอยากให้เรื่องนี้รู้แค่เราสองคน...อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด” พูดเสร็จก็กดวางสายอย่างหัวเสีย พลันก็นึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นเสี่ยใส่สร้อยทอง แต่ตอนพบศพไม่เห็นสร้อยเส้นนั้นแล้ว พายัพจิกตาร้ายเมื่อฉุกคิดได้ว่า สร้อยเส้นนั้นเองที่เป็นตัวเก็บข้อมูล!

ooooooo

ไผ่ร้อนใจไปหาขิงกับกระดังงาที่ห้องเช่า เล่าเรื่องเสี่ยสมสุขถูกยิงตาย ถามว่าตนจะทำอย่างไรดี ขิงปลอบใจว่าไม่มีใครรู้เรื่องที่เกิดขึ้นหรอก กระดังงาแนะว่าไม่ต้องทำอะไร คิดเสียว่าสิ่งที่เพิ่งเห็นมาเป็นฝันร้าย พรุ่งนี้ตื่นมาก็ทำตัวปกติ

แต่ความจริงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะมีเพื่อนโคโยตี้ที่ดิออร์แกนรู้ว่าคืนนั้นไผ่ไปกับเสี่ย กระดังงาบอกไผ่ว่าเมื่อมีคนรู้แบบนี้ให้เตรียมคำตอบไว้หน่อยก็ดี พอดีโสภีให้ลูกน้องมาตามไผ่ไปพบ ทั้งสามสบตากันอย่างหนักใจ

“เมื่อคืนแกทำอะไรเสี่ย” โสภีถามทันทีที่เห็นหน้า ไผ่บอกว่าตนไม่ได้ทำอะไร “ไม่ใช่ว่าแกไม่ยอมเสี่ย แล้วแกโมโหที่เสี่ยเขาจะปล้ำแก ก็เลยหันไปคว้าปืนมายิงเสี่ยเขานะ”

เมื่อไผ่ยืนยันว่าตนไม่ได้ทำ เพราะถ้าทำป่านนี้เจ๊ไม่ได้เห็นหน้าตนแล้ว โสภีทิ้งตัวนั่งอย่างโล่งอก ไผ่ถามว่า

“เจ๊กลุ้มเรื่องอะไรหรือ”

“ไม่กลุ้มได้ไง แกไม่รู้เหรอว่าเสี่ยเขาเป็นใคร แกคิดว่าพวกลูกน้องของเสี่ยจะเอาไอ้คนที่ทำลูกพี่มันไว้ไหมล่ะ แต่แกไม่ได้ทำก็ดีแล้ว เออ...แล้วแกรู้ไหมว่าใครทำ” ไผ่ตอบตาใสว่าตนจะไปรู้ได้ไง “นั่นซิ แต่แกไม่รู้ก็ถือว่าแกโชคดีแล้ว เพราะถ้าไอ้พวกนั้นมันคิดว่าแกรู้ละก็...พวกมันไม่ปล่อยแกไว้แน่”

ไผ่ฟังแล้วเสียวสันหลังวาบ...

พายัพไปขู่ไผ่ถึงดิออร์แกน ไผ่เห็นพายัพก็ไม่เป็นอันเต้น บอกกระดังงาว่าพายัพเป็นคนฆ่าเสี่ย แล้วเลี่ยงลงเวทีไป พายัพให้โสภีเรียกไผ่ไปคุยส่วนตัว หาว่าเธอเป็นคนขโมยสร้อยของเสี่ยไปให้เอามาคืนเสียดีๆ ไผ่ปฏิเสธว่าตนไม่ได้เอาไป พายัพจึงให้คนไปทำร้ายลำไยบอกให้เอาสร้อยมาคืน

เมื่อลำไยไม่รู้เรื่องก็ถูกทุบตีทำลายข้าวของในบ้านยับเยิน เมื่อไผ่กลับถึงบ้าน ลำไยถามว่าเอาสร้อยไป

จริงหรือเปล่า ไผ่ปากแข็งว่าตนไม่ได้เอาไปจริงๆ

“จริงนะ...เพราะพวกมันบอกว่า ถ้าแกยังไม่เอาสร้อยให้มัน มันจะกลับมาฆ่าเราสองคน!”

ไผ่แทบจะบ้า ไม่รู้จะทำอย่างไร คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะบานปลายถึงขนาดนี้

ooooooo

เมื่อถูกสั่งพักราชการ ภูวนัยจึงไปที่ฟาร์มสุข บอกพรรษาว่า ตนลาพักร้อนคงได้อยู่ดูแลฟาร์มมากขึ้น

นับแต่เกิดเรื่องกับครูที่โรงเรียนจนถูกไล่ออก ม่านหมอกเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เธอเตรียมกระเป๋าจะหนีออกจากบ้าน เดินลงมาได้ยินเสียงภูวนัยพูดกับรูปของลักขณาและสมภพพ่อแม่ของเธอว่า

“พี่ครับ...พี่คงจะโกรธผมมากใช่ไหมครับ แกสองคนเคยเป็นเด็กน่ารัก ผมผิดเอง ที่ทำให้พวกแกเป็นอย่างนี้... พี่...ผม...ผมขอโทษ”

ม่านหมอกนิ่งไปนิดหนึ่งแล้วตัดสินใจเดินไป ภูวนัยได้ยินเสียงหันมอง ถามว่าจะไปไหน ม่านหมอกทำหูทวนลม เขาจึงเดินไปขวางถามว่า “เก็บเสื้อผ้าจะไปไหน”

“ไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่นี่...นี่ไม่ใช่บ้านของหนู” ภูวนัยบอกว่าที่นี่เป็นบ้านของเรา “ไม่ใช่...บ้านมันต้องมีพ่อ มีแม่ มันถึงจะเรียกว่าบ้าน” ภูวนัยขู่ว่า รู้ไหมว่าแค่เธอเดินพ้นฟาร์มไปอาจจะเป็นศพก็ได้ ม่านหมอกจ้องหน้าถามว่า “รู้ไหมว่าทำไมหนูถึงไม่อยากอยู่ที่นี่ เพราะหนู...ไม่อยากอยู่กับฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่หนู!”

ม่านหมอกเดินไปอย่างเด็ดเดี่ยว ภูวนัยจึงเรียกแก้วใจให้เอาตัวม่านหมอกขึ้นไปบนห้องและห้ามออกจากฟาร์มนี่เด็ดขาด ม่านหมอกทั้งดิ้นทั้งโวยวาย แต่ในที่สุดก็ถูกแก้วใจเอาตัวขึ้นไปจนได้ ภูวนัยเองก็เสียใจที่ต้องทำกับหลานอย่างนี้

ปลายฟ้าอ่านข่าวหนังสือพิมพ์เรื่องพ่อค้ายาเสพติดถูกฆ่า เธอเชื่อว่าภูวนัยไม่ได้ทำ เมื่อมาคุยกัน เธอถามว่า แล้วเขาจะอยู่ที่นี่อีกนานไหม

“ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็ดีนะ ฉันจะได้มีเวลากับครอบครัว แล้วก็พวกเด็กๆ...ฟ้า...ฟ้ามีเพื่อนที่เป็นครูบ้างไหม”

ปลายฟ้าแปลกใจที่จู่ๆภูวนัยก็ถามเรื่องครูขึ้นมา

ooooooo

ไผ่ไปปรึกษากับขิงและกระดังงาว่าจะทำอย่างไรดี ขิงบอกให้หนีไปอยู่ที่อื่นสักพักดีกว่า กระดังงารับปากว่าจะดูแลแม่ให้ รอให้อะไรๆดีขึ้นแล้วค่อยกลับ

ในที่สุด ไผ่พญาก็ตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า...

หิ้วกระเป๋าขึ้นรถทัวร์ นั่งถอนใจเฮือกๆ ไม่รู้ชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ป้าคนหนึ่งนั่งติดกันเห็นไผ่ถอนใจก็สอนโยคะให้คลายเครียด ไผ่ไม่มีใจจะทำก็บังคับ “วางกระเป๋า แล้วทำตามฉัน!” ไผ่จำต้องทำตามทั้งที่ไม่มีใจเลยสักนิดเดียว

นั่งรถไปได้ไม่นานก็เจอด่านตรวจ ตำรวจขึ้นรถมาประกาศให้ทุกคนเตรียมบัตรประจำตัวประชาชนให้ตรวจด้วย ไผ่ใจไม่อยู่กับตัว พอตำรวจขึ้นมาตรวจ ป้าคนนั้นบอกตำรวจว่า ผู้หญิงที่นั่งข้างๆตนดูน่าสงสัยพิกล พอตำรวจมองไปปรากฏว่าไผ่หายไปแล้ว

“เห็นเดินไปด้านหลัง...ฉันคิดว่าต้องหลบอยู่ในห้องน้ำแน่ๆเลยค่ะ” ป้าชี้เบาะแส สารวัตรตรงดิ่งไปห้องน้ำทันที

ไผ่ถูกตำรวจเรียกตัวไปตรวจสอบอย่างเข้มงวด สั่งให้เอาบัตรประชาชนให้ดู ไผ่ชะงักเพราะถ้าดูบัตรประชาชนมีหวังโดนแน่ๆเลย โกหกว่าบัตรอยู่ก้นกระเป๋าเอายาก เสนอว่าถ้าไม่เชื่อ ตนจะร้องเพลงชาติให้ฟัง ตำรวจไม่เอาบอกให้ร้องเพลง “ย้ำ” ของบอดี้แสลม ไผ่ก็ร้องได้

ตำรวจให้ไผ่ร้องเพลงอะไร ไผ่ร้องได้หมด ไผ่ร้องเพลงแล้วเพลงเล่าราวกับเพลงตามคำขอ จนเหมือนเปิดคอนเสิร์ตเล็กๆกลางถนน จนรถสิบล้อคันหนึ่งดูเพลิน ชนรถทัวร์เข้าอย่างจังเกิดความโกลาหลขึ้นทันที  ไผ่ฉวยโอกาสนั้นคว้ากระเป๋าโกยแน่บไปเลย

ooooooo

พอวิ่งหนีพ้นแล้ว ไผ่เดินเหงื่อแตกเต็มหน้า ทั้งร้อนทั้งหิว เข้าร้านไปซื้อของ  ปรากฏว่าหาเงินไม่เจอ เลยบอกคนขายว่าไม่เอาแล้ว กัดฟันเดินต่อไป มองไปข้างหน้าเห็นถนนที่ทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุดก็ยิ่งท้อใจ จนถึงปั๊มน้ำมันก็นั่งพัก รื้อกระเป๋าหาเงิน  จึงรู้ว่าไม่ใช่กระเป๋าของตัวเอง  แต่เป็นของป้าคนนั้นที่ตนหนีตำรวจเลยคว้าผิดมา!

แต่ความหิวทำให้ไผ่ตัดสินใจเข้าไปในร้านขายข้าวขาหมู สั่งเฮียคนขายว่า

“ข้าวจานเฮีย...เนื้อๆนะเฮีย” สั่งแล้วมองหาที่นั่ง เหลือที่เดียวมีชายหนุ่มนั่งกินอยู่ เลยเดินเข้าไปขอนั่งด้วย

ชายคนนั้นคือภูวนัยนั่นเอง  เขามานั่งรอรับครูที่จะมาสอนเด็กที่นัดพบกันวันนี้

ไผ่ตีซี้เข้าไปทัก “ไอ้ยอด” ถามว่าจำกันไม่ได้หรือ ทำตัวเหมือนแฟนกัน แต่พอภูวนัยบอกว่าเธอจำคนผิด ไผ่ก็ทำหน้าตายขอนั่งด้วยคนก็แล้วกัน

ไผ่กินข้าวอย่างหิวโหย  ตักคำสุดท้ายยัดเข้าปากอย่างฝืดคอ เอาจานวางซ้อนที่กินไว้นับได้ 3 ใบ! แล้วทำหน้าตายรินน้ำอัดลมตรงหน้าใส่แก้ว ภูวนัยทักว่านั่นของเขา ของเธอหมดไปแล้ว ไผ่ทำเฉไฉบอกว่าเดี๋ยวสั่งให้ใหม่

“ไม่เป็นไร” ภูวนัยคร้านจะวุ่นวายด้วย

“แหม...ฉันว่าแล้ว ว่าคนนครปฐมใจกว๊าง...กว้าง...”

พอกินอิ่มมีแรงแล้ว ไผ่เริ่มแผนขั้นต่อไป ทำทีปวดท้อง สั่งข้าวขาหมูเฮียอีก 10 กล่อง ขอเข้าห้องน้ำก่อนเดี๋ยวมาเอา พอแว่บเข้าห้องน้ำก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย

ภูวนัยยังนั่งรอครูที่จะมาพบ จนเลยเวลานัดไปนานก็ยังไม่มา...

ไผ่หนีออกจากร้านจ้ำอ้าวไปจนเห็นว่าไกลปั๊มน้ำมันพอสมควรแล้วจึงเข้าไปนั่งพักที่ศาลาริมทาง  เปิดกระเป๋าดูอีกทีว่าพอจะมีสตางค์หลงเหลืออยู่บ้างไหม เจอแต่จดหมายฉบับหนึ่งร่วงลงมา ไผ่รีบคลี่อ่าน

“ขอยืนยันว่านางสาวจงกลนี เป็นอาจารย์ผู้มีความรู้ความสามารถจริง” พลิกดูอีกหน้าเห็นเป็นแผนที่ไปฟาร์มสุข พอจับทางได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร สารพัดแผนการก็ผุดพรายขึ้นในสมอง  จินตนาการเข้าข้างตัวเองเป็นตุเป็นตะว่า...

“ตอนนี้ ยัยป้านั่นก็ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง...ถ้าเราสวมรอยเข้าไปอยู่ในฟาร์มแทน...คิดยังไงก็มีแต่ข้อดี...เอาวะ! เสี่ยงมาขนาดนี้แล้ว” ไผ่ตัดสินใจแน่วแน่  แต่แล้วก็ชะงักหยิบแผนที่ขึ้นมาดู ถามตัวเองว่า “แล้วจะไปยังไงล่ะทีนี้”

ooooooo

ที่ฟาร์มสุข...ภูวนัยกลับมาเห็นผจญกำลังช่วยพรรษาจัดห้องเตรียมรับครู เขาบอกว่าไม่ต้องจัดแล้ว ไปรอตั้งสองชั่วโมงไม่เห็นครู เจอแต่ผู้หญิงบ้าที่ไหนก็ไม่รู้

ผจญกับพรรษามองงงๆ ภูวนัยส่งถุงใส่ข้าวขาหมู 10 กล่องให้ บอกเอาไปแบ่งกันกิน พรรษาพูดขำๆว่าเลี้ยงหมูตั้งฟาร์มยังกินข้าวขาหมูอีก ไม่เบื่อบ้างรึไง

ส่วนไผ่ พอหนีจากปั๊มน้ำมันมาได้ก็โบกรถกระบะขอโดยสารไปฟาร์มสุข คนขับท่าทางใจดี ไผ่อ้อนว่าตอนนี้กระเป๋าสตางค์หาย  เดี๋ยวถึงฟาร์มแล้วจะบอกให้เขาจ่ายค่ารถให้เป็นสองเท่าเลย  แต่ครู่เดียวคนขับก็เลี้ยวเข้าทางเปลี่ยว บอกว่าขอเก็บมัดจำก่อนก็แล้วกัน ไผ่สู้สุดชีวิต ขณะกำลังจะเสียท่า ก็มีเสียงดัง “พลั่ก!” หมอนั่นหงายผลึ่งตาตั้ง

ไผ่เงยหน้าตะลึง เมื่อเห็นหนุ่มหล่อถือไม้ในมาดเท่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อตะวันฉาย ไผ่ก็แนะนำตัวเองว่าชื่อไผ่พญา แต่เรียกไผ่เฉยๆก็ได้ พอรู้ว่าไผ่จะไปฟาร์มสุข ก็อาสาพาไปส่ง ระหว่างทางไผ่กอดท่อนไม้ไว้แน่น เตรียมว่าถ้าเจอแบบคนนั้นก็จะแพ่นให้กะโหลกแยกไปเลย แต่นั่งไปอึดใจเดียว ไผ่ก็กอดไม้หลับคออ่อนคอพับไปแล้ว

ขณะภูวนัยกำลังเครียดเรื่องครูนั้น ก็ได้รับโทรศัพท์จากหมู่วีระว่าผลตรวจลายนิ้วมือออกมาแล้วว่าเสี่ยสมสุขไม่ได้อยู่คนเดียวก่อนตายจริงๆ ภูวนัยมีความหวังขึ้นมา บอกหมู่วีระให้เอาข้อมูลมาให้ตนด้วย นัดแนะกันเรียบร้อย

แต่หมู่วีระถูกหมวดชาติกล้ามาขู่ว่า หมู่กำลังทำผิดกฎหมายนี่เป็นข้อมูลของราชการถ้าหมู่อยากช่วยหมวดภูวนัยจริงๆ ก็ให้อยู่ห่างๆ จากเรื่องนี้ไว้ดีที่สุด เอาข้อมูลจากหมู่สั่งเข้ม “ไปได้แล้ว เรื่องนี้เดี๋ยวผมจัดการเอง”

ตะวันฉายพาไผ่มาถึงฟาร์มสุข ปลุกให้ลง เอ่ยลาว่า “แล้วเจอกันนะครับ” ไผ่งงๆ กับคำพูดนั้นแต่เรื่องข้างหน้าตึงเครียดกว่า ลงจากรถแล้วเดินไปเคาะประตูหน้าบ้าน ไม่มีใครมาเปิด เลยลองบิดดู โชคดี เปิดเข้าไปได้ เดินพูด “สวัสดีค่ะ...สวัสดีค่ะ...” พลางเดินเข้าไปในบ้าน

ร้องทักไปจนถึงห้องครัว เห็นหลังชายคนหนึ่งยืนอยู่ พอเขาหันมาเธอก็ร้องกรี๊ด เพราะชายคนนั้นหน้าเต็มไปด้วยขน ซ้ำแยกเขี้ยวประกาศ “ข้าคือมนุษย์หมาป่า!” ไผ่โกยแน่บไปเจอเด็กโผล่มาประกาศว่า “ข้าคือ...ชัคกี้!” เข้าอีกไผ่แทบช็อก

ทันใดนั้น พรรษาโผล่มาเห็นไผ่ ถามอย่างแปลกใจ “คุณเป็นใคร!”

เมื่อมาพบกันพร้อมหน้า ปรากฏว่ามนุษย์หมาป่าคือเผ่าพงศ์กำลังเล่นกับม่านเมฆที่ประกาศว่า ข้าคือชัคกี้ นั่นเอง พรรษาแนะนำด้วยว่าเผ่าพงศ์เป็นคุณพ่อของภูวนัย แล้วพาไผ่ไปที่ห้องพัก ไผ่ตื่นเต้นกับห้องหรูมาก แต่ก็นอนไม่หลับเพราะหิวจัด ตกดึกคิดว่าทุกคนนอนกันแล้ว เลยย่องไปห้องครัว เปิดตู้เย็นเห็นของกินมากมาย คว้ามาใส่ปากจนเคี้ยวไม่ทัน

ฝ่ายลำไยที่ถูกพวกพายัพซ้อมจนยับเยิน ขิงกับกระดังงาจึงพาไปอยู่กับโสภี บอกว่าพามาใช้หนี้แทนไผ่ที่หายตัวไป โสภีจัดให้ไปล้างจาน ลำไยผิดหวังมากอยากเต้นมากกว่า แต่ก็กังวลถามขิงว่าอยู่ที่นี่ปลอดภัยแน่หรือ

“แม่ไม่เคยได้ยินเหรอว่าที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด” ขิงถาม

“ไม่เคยเว้ย เคยได้ยินแต่ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ตายง่ายที่สุด”

ลำไยจำต้องอยู่ที่นั่นเพราะกระดังงาบอกว่า อยู่ที่นี่ปลอดภัยกว่าอยู่ที่บ้าน ลำไยถามว่าแล้วจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่ ขิงถามอย่างเห็นใจว่า แม่เป็นห่วงบ้านเหรอ ลำไยตอบหน้าเศร้าว่า “เปล่า...ฉันอยากเล่นไพ่”

ooooooo

ขณะไผ่กำลังสวาปามทุกอย่างที่หยิบได้จากตู้เย็นอย่างหิวโหยนั้น ม่านหมอกสะพายเป้จะหนี ลงมาเจอนึกว่าขโมย ไผ่ถามว่าเธอคือม่านหมอกใช่ไหม แนะนำว่าตนคือครูที่จะมาสอน ถามว่าดึกแล้วจะไปไหนหรือ

“หนูบอกแล้วไง ว่าหนูไม่ต้องการครู อย่ามายุ่งกับหนู”

ไผ่ขวางเต็มที่ไม่ยอมให้ม่านหมอกไปไหนเพราะถ้าเธอไปแล้วตนจะสอนใคร ระหว่างนั้นไผ่เห็นรูปภูวนัยจำได้ว่าเจอกันที่ร้านข้าวขาหมู ถามว่านั่นใคร พอม่านหมอกบอกว่า คือภูวนัยเท่านั้น ไผ่ตกใจถามว่า

“เธอจะหนีออกจากบ้านใช่ไหม...ฉันไปด้วยนะ” ม่านหมอกไม่ให้ไปด้วย เลยยื้อยุดกันอยู่ตรงนั้น จนกระทั่ง...

“ทำอะไรกัน!” เสียงภูวนัยดุดัน ทั้งสองหยุดกึก หันมอง พอภูวนัยเห็นหน้าไผ่เท่านั้น เขาจ้องหน้าอุทาน “เธอ!”

ไผ่อยากให้โลกแตกไปในวินาทีนั้นเลย!

ไผ่พญาสวมรอยเป็นครูจงกลนี ภูวนัยมองอย่างไม่เชื่อถือ อนุญาตให้เธอนอนที่นี่คืนหนึ่งพรุ่งนี้จะพาไปส่งที่ท่ารถเพราะตนไม่อยากให้ลูกๆ ตน เรียนวิชาแอบอ้างเป็นแฟนคนอื่นแล้วกินข้าวฟรี

“หนูอยากเรียนกับครูไผ่” ม่านหมอกโพล่งออกมา ครั้นภูวนัยจะไม่อนุญาต ม่านหมอกยื่นคำขาดว่า “ถ้าเป็นครูคนอื่น หนูก็จะไม่อยู่ที่นี่” ทำให้ภูวนัยพูดไม่ออก พอเขาเดินออกไป ไผ่รีบขอบใจม่านหมอกที่ช่วยพูดให้ ถูกสวนทันทีว่า

“อย่าคิดว่าที่หนูต้องการให้คุณเป็นครูอยู่ที่นี่เพราะหนูชอบคุณ แต่เพราะหนูเกลียดเขาต่างหาก” พูดแล้วเดินเชิดไป

“เด็กอะไร...กล้าทำกับครูบาอาจารย์อย่างนี้ได้ไง... เออ...มันต้องอย่างนี้ ต้องคิดว่าตัวเองเป็นครู เริ่มต้นได้ดี...ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เธอคือ...คุณครูไผ่พญา!” ไผ่ให้กำลังใจตัวเอง

ไผ่พญามุ่งมั่นเต็มที่ แต่แล้วเธอก็รู้ว่า ทุกอย่างที่ฟาร์มสุขนี้ ไม่ได้สุขสมชื่อเลย เพราะผู้คนที่เห็นในบ้านนี้ ไม่ประหลาดก็แปลก ไม่แปลกก็พิลึกกึกกือ เริ่มจากม่าน–หมอก รับปากกับภูวนัยว่าจะไม่หนีออกจากบ้านแต่ไม่เกี่ยวกับจะเรียนหรือไม่เรียน ส่วนม่านเมฆ นับแต่ครูไผ่มาก็แตกหน่อหนุ่มขึ้นมาทันตา
ที่ทำให้ไผ่ปวดหัวที่สุดคือเผ่าพงศ์ที่ขี้หลงขี้ลืม อัลไซเมอร์ ซ้ำยังแข็งแรงที่จะทำอะไรแผลงๆ ได้อย่างที่อยากทำด้วย จึงก่อเรื่องวุ่นขึ้นไม่ได้หยุด

“บ้านนี้มันแหล่งรวมคนประหลาดรึไง...หึ!” ไผ่มองสภาพปลงๆ ยิ่งปวดหัวหนักเมื่อภูวนัยบอกเธอว่าไม่ให้สอนตามตารางสอนที่เสนอมา แต่ให้ “ละลายพฤติกรรม” ของม่านหมอกกับม่านเมฆให้ได้

ooooooo

อยู่ไม่ทันถึงสองวัน ไผ่รู้อีกว่า ที่ข้างๆฟาร์มหมูนี้มีรีสอร์ตของเสกสรร เขาใช้เทคโนโลยีสร้างภาพ เสียง และกลิ่นให้เป็นรีสอร์ตที่สวยงาม อากาศบริสุทธิ์ แต่ของจริงคือ มีกลิ่นขี้หมูโชยมาทั้งวันทั้งคืน มีเสียงหมูทะเลาะกันอี๊ดอ๊าดลั่นไปหมดจนทำให้นักท่องเที่ยวเช็กเอาต์ทยอยหนี

เป็นปัญหาขัดแย้งคาราคาซังระหว่างเสกสรรรีสอร์ตกับฟาร์มสุขตลอดมา วันนี้ก็มีลูกหมูหลุดออกไปเพ่นพ่านวิ่งไล่แขกที่มาพักอีก เสกสรรจับลูกหมูอุ้มมาที่ฟาร์มสุขอย่างเอาเรื่อง พอดีตะวันฉายที่เป็นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอมาตรวจ เสกสรรยื่นคำขาดให้ตะวันฉายสั่งปิดเล้าหมูนี่เสีย

“คงทำไม่ได้ครับ...เพราะเท่าที่ผมตรวจดูฟาร์มของคุณภูก็ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทุกอย่าง” ตะวันฉายยืนยัน

“ถ้าถูกต้องแล้วไอ้หมูนี่มันจะหลุดมาในรีสอร์ตผมได้ยังไง”

“รั้วของคุณกับผมมันติดกัน ถ้าเกิดรั้วมันพังเพราะฝีมือคนของผม ผมยินดีรับผิดชอบ” ภูวนัยพยายามเจรจา แต่เพราะมีอคติต่อกัน ไม่ว่าฝ่ายไหนพูดอะไรออกมาอีกฝ่ายก็ฟังขัดหู ขวางหู โต้แย้งโต้เถียงกันได้ทุกคำ สุดท้ายเสกสรรพูดอาฆาตก่อนกลับไปว่า

“คอยดูเถอะ...ฉันจะลบฟาร์มแกออกไปจากที่นี่ ให้ได้”

ooooooo

ที่ ป.ป.ส. ชาติกล้าได้รับผลการวิเคราะห์เกลียวลูกปืนที่ใช้ฆ่าเสี่ยสมสุข เขากำลังดูว่าตรงกับใครที่ใช้ปืนแบบเดียวกันบ้าง ผู้กำกับมารุตเข้ามาบอกว่า กำลังอยากคุยเรื่องนี้พอดี

ผู้กำกับตั้งข้อสังเกตว่า หัวหน้าแก๊งค้ายาที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางถูกฆ่าตาย แต่ทำไมกลับไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรเลย ชาติกล้าคาดว่าคงเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจไปยังหยาดฟ้าภรรยาของเสี่ย ระหว่างนั้นมีโทร.เข้ามือถือมารุต เขามองเบอร์แล้วเลี่ยงไปคุย เห็นปลอดคนดีแล้วจึงตอบปลายสายว่า “ก็ได้ครับ...เจอกันตามนั้น”

ชาติกล้าจับตาสังเกตมารุตอยู่ เขารู้สึกได้ว่ามารุตมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง

ส่วนพายัพก็ติดต่อกับยันอ่องคู่ค้าเก่าของเสี่ยสมสุข พายัพทำการใหญ่กว่า บอกยันอ่องว่าตนต้องการของมากกว่าเดิมสามเท่า ยังความยินดีแก่ยันอ่องมาก

หลังจากนั้น มารุตได้รับโทรศัพท์จากชาติกล้าว่าหยาดฟ้าถูกยิง แล้วชาติกล้าก็สั่งทีมงานภายในห้อง

“ผมต้องการภาพจากกล้องวงจรปิดทุกแยกที่รถของคุณนายหยาดฟ้าขับผ่าน ต้องการทะเบียนรถทุกคันที่ขับตามหลัง” แล้วสั่งอีกหน่วย “เช็กปลอกกระสุนทุกปลอก...ผมอยากรู้ทุกอย่าง” พอดีมารุตเข้ามา ชาติกล้ารีบรายงานว่า “ครับท่าน ตอนนี้ผมกำลังให้ทุกคนหาข้อมูลทุกอย่าง”

“แล้วเรื่องยาลอตใหญ่ที่จะส่งคืนนี้เป็นยังไง” มารุตถาม

“ไม่ต้องห่วงครับท่าน ผมรับรองว่าคราวนี้เราจับพวกมันได้แน่นอน” ชาติกล้ารับรองแข็งขัน แอบสังเกตเห็นมารุตหน้าเครียดลง ก็ยิ่งสงสัยมากขึ้น...

ooooooo

ตอนที่ 3

จากการคุยกับตะวันฉาย ทำให้ไผ่ได้รู้ถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติของเสกสรรกับภูวนัยว่า เป็นมานานแล้ว และตะวันฉายก็ฟังออกว่าท่าทางไผ่จะไม่ชอบภูวนัยนัก

ระหว่างทั้งสองเดินคุยกัน ม่านหมอกเดินตามแอบดู จนเมื่อตะวันฉายกลับไปเขียนรายงาน ไผ่จึงเห็นม่านหมอก ถามว่าสะกดรอยครูหรือ พอม่านหมอกปฏิเสธก็ดักคอว่า หรือว่าแอบดูนายตะวัน

เหมือนถูกถามแทงใจดำ ม่านหมอกอึกอัก ไผ่เลยทำเป็นนึกได้บ่นตัวเองว่าทำไมไม่ติดรถตะวันฉายเข้าเมือง...ขี้ลืมจริงๆ แต่พอม่านหมอกถามว่าจะเข้าเมืองไปทำอะไร ไผ่ก็อึกอัก ไม่รู้จะบอกอย่างไร

แล้วไผ่ก็แปลกใจ เมื่อม่านหมอกเอาชุดเดรสยาวสีขาวมาให้บอกว่าภูวดลให้เอามาให้ ไผ่เหยียดยิ้มทำเสียง

“ชิ...คงรู้สึกผิดล่ะสิ”

แต่ไผ่หารู้ไม่ว่า ชุดเดรสสีขาวนี้ทำให้เธอต้องประสบชะตากรรมพเนจรอีกครั้ง เพราะเป็นชุดที่ภูวนัยซื้อให้เหมือนฝัน เขาซื้อแล้วบอกให้เธอลองใส่ดู เธอบอกว่าไปรับเด็กๆ ก่อนกลับมาแล้วจะลองให้ดูและจะใส่ไปงานเลี้ยงฉลองตำแหน่งใหม่ของเขาคืนนี้เลย

พอภูวนัยเห็นเธอใส่ชุดของเหมือนฝันก็สั่งให้ถอดออก ถ้าไม่ถอดตนจะถอดให้เอง ไผ่ตกใจวิ่งหนี ชุดเกี่ยวหนามขาดแควกๆ มันเหมือนฉีกหัวใจภูวนัย เขาสั่งไผ่ให้เก็บของออกจากที่นี่ไปภายในครึ่งชั่วโมง ไล่ตะเพิดว่า “ผมไล่คุณออก!”

“คนอย่างฉันมีศักดิ์ศรี...ไม่จำเป็นต้องให้นายมาไล่ ฉันขอลาออก!” ไผ่เชิดใส่อย่างถือดี

ตกกลางคืนภูวนัยมาคาดคั้นกับม่านหมอกว่าเป็นคนเอาชุดของเหมือนฝันไปให้ไผ่ใส่ใช่ไหม ทำไมต้องทำอย่างนั้น

“มันก็เหมือนกับที่อาพยายามจะทำตัวเป็นพ่อหนูไง อาจะได้รู้ว่า ไม่มีใครแทนที่คนที่เรารักได้”

ขณะนั้นเอง ม่านเมฆมาถามภูวนัยว่าครูไผ่ไปไหนแล้ว เขาปดว่าครูไผ่มีธุระ ต้องกลับกรุงเทพฯ ม่านหมอกโวยว่า

“พวกเราต้องการครูไผ่คนเดียวใช่ไหมเมฆ” ภูวนัยหันไปกล่อมม่านเมฆว่าเดี๋ยวจะหาครูใหม่ให้ ม่านหมอกแทรกขึ้นทันที “หนูบอกแล้วว่าถ้าไม่ใช่ครูไผ่ หนูก็จะไม่อยู่ที่นี่” พูดแล้วปิดประตูปังใส่หน้า

ภูวนัยเครียดทันที ยิ่งเห็นม่านเมฆเศร้าก็ยิ่งเครียด

ส่วนไผ่ อาศัยรถส่งหมูเป็นไปโรงฆ่าหมูในตลาด บอกกับตัวเองอย่างเจ็บใจว่า จะไม่มีวันกลับไปเหยียบที่นั่นอีก มาถึงตลาดบริเวณโรงฆ่าหมูเป็นเวลากลางคืนแล้ว พายัพที่นัดมาซื้อขายยาเสพติดกัน คิดว่ารถที่ไผ่นั่งมาเป็นรถที่นัดกันไว้ แต่พอเดินเข้าไปถึง พายัพก็ต้องอึ้ง เมื่อเห็นคนที่โดดลงจากรถคือ ไผ่พญา!

ooooooo

พรรณราย เป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเสกสรร แต่ถูกตามใจจนแม้แต่เสกสรรก็เอาไม่อยู่ เธอเปรี้ยว ซ่า เผ็ด ร้อนแรง จะเอาอะไรก็ต้องได้ดั่งใจ

เธอหลงรักภูวนัยฝ่ายเดียว เสกสรรต้องการตัดปัญหาจึงส่งไปเรียนอเมริกาหลายปีแต่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย เมื่อมาอยู่ที่รีสอร์ต เสกสรรพลั้งปากเรื่องภูวนัยกลับมาอยู่ที่ฟาร์มสุข เธอหูผึ่งถามว่า

“ภูกลับมาอยู่ที่ฟาร์มแล้วเหรอ”

“ทำไม...แกหยุดความคิดอกตัญญูของแกไว้เลย รู้อยู่ว่าพ่อเกลียดมันขนาดไหน ก็ยังจะไปชอบมันอีก นี่แกยังไม่ลืมมันรึไง”

แต่พรรณรายฟังไม่เข้าหูเลย ถามพ่อว่าให้คนงานทำความสะอาดห้องให้ตนหรือยัง ทำท่าจะมาอยู่ที่รีสอร์ตถาวร เสกสรรยิ่งหัวเสียที่ตัวเองไม่น่าพลั้งปากหลุดไปเลย

ooooooo

ไผ่พญาตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า เห็นรถจะไปราชบุรีก็เดินรี่เข้าไป พนักงานถามว่าลงตัวเมืองเลยหรือเปล่า ไผ่นึกไม่ออกเออออไปว่า “ก็ได้”

“ร้อยยี่สิบ” พนักงานยื่นมือมาจะเก็บเงิน ไผ่ เล่นแง่ว่าเก็บตังค์ก่อนแล้วเอาตนไปปล่อยกลางทางก็แย่สิ เล่นแง่ว่า เอาเป็นว่า เดี๋ยวถึงที่แล้วจ่ายให้

“กะนั่งรถฟรีดิ! ถ้าจะไปก็ต้องจ่าย...ถ้าไม่จ่ายก็ไม่ต้องไป”

“ฉันขอโทษค่ะพี่...ฉันโดนล้วงกระเป๋าเมื่อกี๊นี้เอง” ไผ่เปลี่ยนแผนใหม่ ก็ยังไม่สำเร็จอยู่ดี แต่ยังไงไผ่ก็ไม่ยอมถอยหลังแน่ นาทีนี้เดินหน้าลูกเดียว!

ไม่มีเงินขึ้นรถ ไผ่จึงเดินไปเรื่อยๆ ทั้งเหนื่อยทั้งหิว เห็นร้านขายก๋วยเตี๋ยว ไผ่ดีใจมากบอกตัวเองว่ารอดตายแล้วเดินปรี่เข้าไป สั่งคนขายทันที “เล็กน้ำพิเศษค่ะ” แล้วเดินไปนั่งกับชายคนหนึ่งที่ฟุบอยู่กับโต๊ะ ไผ่ใช้ลูกไม้เดิมตรงเข้าไปทัก “ไอ้ยอด!” ชายคนนั้นไม่สนใจ ไผ่เล่นต่อ “เฮ้ย...มาทำอะไรแถวนี้วะ หายไปเลยนะ ทำไมไม่ติดต่อกลับไปมั่งวะ”

ที่แท้ชายคนนั้นเมายา พอเงยหน้าขึ้นก็มองไผ่ตาขวางระแวงว่าจะมาฆ่า ไผ่ผงะถูกชายเมายาจับล็อกคอ ไผ่ร้องขอความช่วยเหลือก็ถูกขู่ว่า “ใครเข้ามาอีนี่ตาย”

ขณะไผ่กำลังอยู่ในหน้าสิ่วหน้าขวานนั่นเอง ภูวนัยที่มาตามไผ่กลับเพราะสงสารม่านเมฆและกลัวม่านหมอกจะหนีออกจากบ้านมาเจอพอดี เขาช่วยไผ่ไว้ได้อย่างเท่ แล้วชวน “รีบกลับกันเถอะ”

“กลับ...เดี๋ยวๆ หมายความว่าไง จะให้ฉันกลับไปไหน” ภูวนัยบอกว่ากลับฟาร์ม “อ้าว...ไปทำไม นายเพิ่งไล่ฉันออก แล้วจะให้ฉันกลับไปทำไม”

“ถือว่าฉันไม่ได้พูดแล้วกัน” ภูวนัยตัดปัญหาเอาดื้อๆ ขอร้องว่า “ช่วยกลับไปสอนลูกฉันหน่อย หมอกกับเมฆบอกว่าจะเรียนกับเธอเท่านั้น” ไผ่บอกว่าไม่กลับไปให้เขาด่าอีกหรอก “ขอโทษ...ฉันขอโทษที่ทำกับเธอแบบนั้น”

ไผ่ยังเล่นตัว ภูวนัยจึงเพิ่มเงินเดือนให้ ไผ่หูผึ่งแต่ยังไว้เชิง ภูวนัยเพิ่มเงินเดือนให้อย่างรวดเร็ว จากสี่หมื่น เป็นห้าหมื่นและทุกอย่างที่เธออยากได้ ไผ่มองหน้าเขาทำท่าลังเล ทั้งที่ใจไปแล้ว...

แต่พอกลับไปฟาร์มสุข นึกว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ไผ่กลับถูกม่านหมอกกระชากเสียงถามว่ากลับมาทำไม ทำเอาไผ่ร้อง “อ้าว...” ได้คำเดียว

ooooooo

ระหว่างที่ชาติกล้าไปแฝงตัวที่ตลาดดักจับพวกค้ายานั้น เขาเดินชนปลายฟ้าจนถุงแกงเธอตกแตก พอมองหน้ากันรู้ว่าใครเป็นใครก็ทักทายกันอย่างดีใจ ปลายฟ้าถามว่าเขามาทำอะไรที่นี่ ชาติกล้าอึกอักเพราะเป็นภารกิจลับ

“ไม่ต้องบอกหรอก...ฉันเข้าใจ ไม่ว่าจะนายหรือภู ก็ชอบมีความลับกับฉันทั้งนั้นแหละ” ปลายฟ้าตัดพ้อ

“ไอ้ภูฉันไม่รู้ แต่ฉันไม่เคยมีความลับกับเธอ” ชาติกล้ามองเธอด้วยสายตาลึกซึ้งเพราะแอบรักข้างเดียว ใจอยากจะอยู่คุยและพาปลายฟ้าไปกินข้าวชดเชยที่ทำถุงแกงเธอตกแตก แต่ก็ต้องตัดใจเพราะมีภารกิจสำคัญรออยู่ ขอติดเลี้ยงมื้อเย็นไว้ก่อนแล้วแยกกัน

รุ่งขึ้น ปลายฟ้าขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่ฟาร์มสุข พอปลายฟ้าจอดรถเดินเข้าไป ไผ่ถามม่านเมฆว่าใครหรือ

“น้าฟ้า เพื่อนพ่อน่ะครับ”

“เป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมจริงๆนะ หน้าตาก็ดี... ความรู้ก็ดี...แบบนี้พ่อเธอไม่ชอบหมอปลายฟ้าบ้างหรือ” ม่านเมฆบอกว่าเท่าที่เห็นไม่มี ไผ่พึมพำ “ตานี่ประหลาดคน จริงๆ”

ไผ่เลียบเคียงถามม่านเมฆว่า ปกติปลายฟ้ามาทีนานไหม ม่านเมฆบอกว่าบางทีก็อยู่กินข้าวเย็นเลย ไผ่ชำเลืองไปที่รถหมายจะแอบยืมไปห้างซื้อเสื้อผ้าสักชั่วโมง ออกอุบายว่าหิวน้ำ ม่านเมฆอาสาไปเอาให้ แต่พอไผ่ตรงไปที่รถ ก็ชะงัก

“เจ้านายอยู่ไหม” เสียงพรรณรายถามขึ้น ไผ่หันมองงงๆ ถามว่า ถามตนหรือ เลยถูกด่า “กวนประสาทฉันอย่างนี้อยากโดนไล่ออกรึไง”

“ใครอีกวะเนี่ย” ไผ่บ่นเบาๆ ถามว่า “เอ่อ...แล้วคุณเป็นใคร”

พรรณรายบอกว่าตนจะมาเป็นนายหญิงคนใหม่ของเธอ ถามว่าภูวนัยอยู่ไหม ไผ่บอกว่าอยู่ข้างใน เธอเดินกรีดกรายเข้าไป ไผ่มองมึนๆ แล้วหันมาจะสตาร์ตรถ แต่แล้วก็นึกได้ ถามตัวเองเซ็งๆ

“ไม่มีเงิน...แล้วจะไปทำไม”

ooooooo

ปลายฟ้ากำลังเล่าเรื่องที่เมื่อวานเจอชาติกล้าให้ภูวนัยฟัง พลันก็ชะงักเมื่อพรรณรายเข้ามาขัดจังหวะ ทันทีที่เห็นหน้ากัน ทั้งภูวนัยและพรรณรายก็โผเข้ากอดกันกลม จากนั้นพรรณรายจึงหันมาทักปลายฟ้าว่ามาอยู่นี่ได้ไง

ปลายฟ้าถามว่าลืมไปแล้วหรือว่าตนเป็นหมอด้านประสาท พรรณรายจึงหันไปชวนภูวนัยจัดปาร์ตี้ที่รีสอร์ตตนมีเรื่องอยากจะคุยด้วยเยอะเลย ภูวนัยชะงักไปทันที ไผ่ทำหน้าเบ้แล้วรีบเข้าไปขอเงินภูวนัย เขาฉวยโอกาสบอกพรรณรายว่าวันนี้ตนมีนัดกับไผ่จะพาไปซื้อของ แล้วเร่งไผ่ว่า “จะไปกันหรือยัง”

ภูวนัยพาไผ่ออกไป พรรณรายจะตาม ถูกปลายฟ้ามาขวางทำให้ภูวนัยหนีพ้นพรรณรายไปได้

พรรณรายเดินมากับปลายฟ้าไปที่รถของเธอ ถามปลายฟ้าว่ามาหาภูวนัยบ่อยหรือ พอรู้ว่าอาทิตย์ละครั้งสองครั้งแล้วแต่อาการของคุณเผ่าพงศ์

“ต่อไปนี้ฉันไม่อยากให้เธอมาหาภูอีก...ฉันรู้ว่าเธอคิดยังไงกับภู เธอคิดจะมาแทนที่ยัยฝันน่ะ อย่าเสียเวลาเลย ถ้าภูจะชอบเธอ คงชอบไปนานแล้ว”

“แต่ภูก็คงไม่กลับไปหาเธอเหมือนกัน” ปลายฟ้ามั่นใจ พรรณรายพูดอย่างมั่นใจกว่าว่า ถ้าตนไม่ไปเรียนเมืองนอกป่านนี้คงได้แต่งงานกับเขาไปแล้ว “แต่ถ่านมันดับไปแล้ว...มันคงไม่กลับมาติดใหม่ได้หรอก”

“ติดไม่ติดเดี๋ยวก็รู้” พรรณรายยิ้มอย่างมั่นใจแล้วเดินเชิดไปที่รถ ปลายฟ้ามองตามอย่างหนักใจ

ooooooo

การจับยาบ้าของชาติกล้าเมื่อคืนนี้ ได้ของกลางไม่ตรงกับรายงานของสาย ชาติกล้าได้แต่เก็บความสงสัยไว้

รุ่งขึ้น พล.ต.ท.วศินมาที่ ป.ป.ส.นักข่าวกรูกันเข้าสัมภาษณ์ มารุตกับชาติกล้าเดินหน้ากันๆ นักข่าวไว้ ส่วนวศินเดินไปพูดไปกับนักข่าว...

“ยาบ้าจำนวนสองแสนห้าหมื่นเม็ดพวกนี้...ทางเราตรวจสอบที่มาที่ไปแล้วพบว่า ไอ้พวกนี้...เคยเป็นลูกน้องของสมสุขมาก่อน พอหัวหน้าตาย บางส่วนก็ยังอยู่ที่เดิม ส่วนเจ้าพวกนี้คือพวกที่คิดออกมาตั้งแก๊งใหม่”

“ท่านครับ ทำไมถึงมาจับได้ตอนนี้ล่ะครับ ตอนที่เสี่ยสมสุขอยู่ ทำไมตำรวจจับแทบไม่ได้เลย”

“น้องจะถามหาอะไร” วศินหยุดหันมองหน้านักข่าวที่ถามตาขวาง “ไอ้คำถามอย่างนี้มันมีแต่จะบั่นทอนเจ้าหน้าที่ น้องรู้ไหมว่าตำรวจเขาเสี่ยงชีวิตแค่ไหนกว่าจะจับไอ้พวกนี้ได้ ทีหลังตั้งคำถามให้มันสร้างสรรค์หน่อย”

“แต่ที่เราได้ยิน ยาบ้าที่จับได้เมื่อคืนมีแค่ไม่กี่พันเม็ดเองไม่ใช่เหรอคะ”

“พี่จะบอกให้นะ...แค่เรื่องจับยาพวกนี้พี่ก็ปวดหัวมากพอแล้ว อย่าให้พี่ต้องปวดหัวกับพวกน้องอีกเลย เอาล่ะ พี่มีงานต้องทำ แค่นี้แล้วกัน” ว่าแล้วเดินเข้าประตูใหญ่ไปเลย มารุตกับชาติกล้าเดินตาม ท่ามกลางเสียงนักข่าวที่ยังถามกันเซ็งแซ่

เมื่อพ้นจากนักข่าวแล้ว มารุตเร่งฝีเท้าขึ้นมาบอกว่าอีกสิบห้านาทีจะมีการแถลงข่าว วศินพูดอย่างหงุดหงิดว่าให้เขาเป็นคนแถลงแล้วกัน อยากแถลงอะไรก็แถลงไปแต่เช็กดูก่อนก็แล้วกันว่าพวกนักข่าวรู้อะไรมากน้อยแค่ไหน

วศินเดินเลยไปอย่างไม่สนใจ มารุตเดินมาชมชาติกล้าว่าเมื่อคืนทำได้ดีมาก ชาติกล้าบอกว่าตนยังสงสัยอะไรอยู่อย่าง “ข้อมูลที่เราได้จากสายบอกว่าจะมีการส่งยาลอตใหญ่ แต่เมื่อคืน...”

“ไม่ต้องสนใจ จะมากหรือน้อย มันก็คือผลงานของเรา แล้วคดีของคุณนายหยาดฟ้าไปถึงไหนแล้ว”

ชาติกล้าบอกว่ารู้ทะเบียนรถที่ใช้ก่อเหตุแล้วแต่เป็นทะเบียนปลอม มารุตฝากให้ดูแลต่อด้วย พูดแล้วเดินออกไป

ชาติกล้าคิดถึงที่แอบได้ยินวศินกับมารุตคุยกันก่อนหน้านี้แล้วก็รู้สึกแปลกๆ

วศินไปพบพายัพที่ห้องอาหารหรูในโรงแรม พายัพเอาตัวชายคนหนึ่งท่าทางตระหนกเข้ามาแล้วจัดการฆ่าทิ้งด้วยการเอาส้อมทำทีป้อนเค้กแต่แทงทะลุคอตาย แล้วให้ลูกน้องมาลากศพออกไป

ระหว่างวศินกับพายัพเจรจากันนั้น วศินบอกพายัพว่าถ้าจะให้ตนสบายใจ ก็ให้ลบที่สมสุขอัดเสียงตนไว้เสีย

“แหม...ท่านเป็นใคร ผมเป็นใครก็รู้ๆกันอยู่ ท่านจะไม่ให้ผมถืออะไรไว้ต่อรองหน่อยเหรอ แต่ท่านสบายใจได้ตราบใดที่เรายังทำธุรกิจร่วมกัน ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง”

“ลื้อแน่ใจเหรอ แล้วที่คุณนายหยาดฟ้าตาย ไม่ใช่เพราะมีข้อมูลของอั๊วกับพวกหลุดไปใช่ไหม”

พายัพชะงักไป แต่พริบตาเดียวก็ปรับสีหน้าเป็นปกติ รับรองกับวศินว่าไม่มีเรื่องอย่างนั้นแน่ เพราะเท่าที่รู้ สมสุขไม่ได้ก๊อบปี้ข้อมูลนั่นเอาไว้

“ก็ดี...เพราะถ้ามันมีหรืออั๊วรู้ว่ามีอะไรผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ตำรวจทั้งประเทศจะตามล่าลื้อ”

“ตกลงวันนี้เราจะไม่คุยธุรกิจกันใช่ไหม” พายัพเปลี่ยนบรรยากาศให้ผ่อนคลายขึ้น แต่ในใจเขายังวิตกเรื่องสร้อยข้อมูลเส้นนั้นของสมสุขอยู่มาก...

ooooooo

เพราะภูวนัยพาไผ่ออกไปข้างนอก ผจญจะไปซื้อยาให้เผ่าพงศ์จึงต้องไปขอเบิกเงินกับพรรษา ม่านหมอกแอบได้ยินจึงซ่อนตัวใต้ผ้าใบท้ายกระบะตามไปด้วย

ผจญขับรถไปฟังเพลงไป รถตกหลุมบ้างกระดอนบ้าง กระแทกกระทั้นจนม่านหมอกทนไม่ได้โผล่ออกมาตะโกนถามว่า “ขับรถดีๆ ไม่ได้รึไง นายแกล้งฉันใช่ไหม”

“เปล่าครับ คือ...ผมตกใจก็เลยเบรกแรงไปหน่อย”

ม่านหมอกบอกว่าตนจะไปลงในเมือง ผจญยิ่งตกใจถามว่าจะหนีออกจากบ้านหรือ ตนไม่ยอมเด็ดขาด

“จะไปหรือไม่ไป ถ้านายไม่พาฉันเข้าเมือง ฉันจะเดินกลับไปที่ฟาร์ม แล้วบอกว่านายพาฉันมาทำมิดีมิร้าย”

“หา!” ผจญตาเหลือก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ส่วนภูวนัยพาไผ่ไปซื้อเสื้อผ้า เธอเข้าไปลองในห้องลองเสื้อ แต่เวลาถอดปรากฏว่ารูดซิปไม่ออกเพราะคับมาก ต้องขอให้ภูวนัยช่วยรูดให้ ภูวนัยเข้าไปช่วยรูดซิปเพื่อถอดเสื้อ ส่งเสียงกันซี้ดซ้าด จนถูกเจ้าหน้าที่ห้างมาเชิญตัวออกมาหาว่าไปทำอะไรมิดีมิร้ายกันในนั้น

ภูวนัยเถียงหัวชนฝาว่าพวกตนไม่ได้ทำอะไรผิด เจ้าหน้าที่เลยจะพาไปโรงพัก ไผ่ตกใจรีบยอมรับพูดเหนียมๆ ว่า

“พวกเราเพิ่งแต่งงานกัน พี่คงรู้ใช่ไหมคะว่าข้าวใหม่ปลามันเป็นยังไง พี่ปล่อยเราไปเถอะนะคะ พี่จะให้หนูที่กำลังท้องอยู่ในห้องขังเหรอคะ”

“เฮ้ย!” ภูวนัยร้องลั่น

ไผ่ยังดราม่าต่อ เอามือลูบท้องตัวเองคร่ำครวญ

“พี่คะ...หนูไม่อยากบอกลูกที่กำลังเกิดมา...ว่าพ่อกับแม่...ไปฮันนีมูนกันในคุก”

เจ้าหน้าที่คนนั้นอินจนทำท่าจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ในขณะที่ภูวนัยทั้งงงทั้งอึ้ง

ooooooo

ดราม่าจนเอาตัวรอดมาได้แล้ว พากันหิ้วถุงเสื้อผ้ากลับมาที่ลานจอดรถ ภูวนัยเดินหน้าบึ้งมา ไผ่ถามว่าโกรธอะไรตนหรือ

“ยังต้องมาถามอีกเหรอ!”

“อ๋อ...หรือนายโกรธที่ฉันบอกว่าเป็นแฟนนาย... ที่จริง คนที่โกรธน่าจะเป็นฉันมากกว่า เพราะฉันเป็นผู้หญิง ยังไงก็เสียหายมากกว่านายอยู่แล้ว นายน่าจะขอบคุณฉันที่ทำให้เราไม่ต้องไปโรงพักนะ”

“ทำไมเราต้องยอม ในเมื่อเราไม่ได้ทำอะไรผิด”

“นายเคยได้ยินสุภาษิตที่บอกว่า รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดีไหม?”

“หวังว่าคุณคงไม่เอาสุภาษิตนี้ไปสอนลูกๆ ผมก็แล้วกัน” ภูวนัยตัดบทอย่างเอือมระอาเต็มทน

ผจญขับรถมาถึงตลาด ม่านหมอกก็ลงจากรถอย่างมั่นใจ ผจญอ้อนวอนอย่าทำอย่างนี้เลย เธอมองขวับจิกตาถาม

“ทำไม...ถ้าเขาถาม นายก็บอกว่าไม่รู้ ไม่เห็น ก็จบ”

ผจญพลั้งปากบอกว่าตนเป็นห่วง พอรู้ตัวก็รีบเปลี่ยนเป็นอ้อนวอนว่า

“คุณหมอกไม่สงสารคุณภูเหรอครับ...ถ้าคุณภูรู้ว่าคุณหมอกหนีออกจากบ้าน...คุณภูต้องเสียใจมากแน่ๆ”

แต่แทนที่ม่านหมอกจะใจอ่อน เธอกลับยิ่งหงุดหงิด ไล่ผจญให้ไปได้แล้ว และไม่ต้องบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ แต่พอจะไปก็นึกได้ หันมาบอกผจญให้เอาเงินที่จะมาซื้ออาหารเสริมให้ตน ผจญกุมกระเป๋ากางเกงไว้แน่น ม่าน-หมอกถามว่าจะให้ตนดีๆ หรือจะให้ล้วงเอง ผจญยิ่งตึงเครียด ม่านหมอกตัดสินใจล้วงในกระเป๋ากางเกงผจญทันที

ผจญหนีบขาแน่น ปล่อยมือจากกระเป๋ามากุมเป้าแทน พอม่านหมอกล้วงเงินได้ก็สะพายกระเป๋าเดินไปเลย ผจญได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วง...

ooooooo

ไผ่เอาเสื้อผ้าที่ซื้อมาใหม่เข้าห้องมากองไว้ ดีใจที่ใส่แล้วจะได้ดูดีขึ้น มองเสื้อผ้าของครูจงกลนีที่สีก็เก่า แบบก็แก่ จะทิ้งก็เสียดาย เลยคิดเอาไปให้พรรษา

ขณะนั้นเอง ภูนัยหิ้วถุงจากห้างมาที่หน้าห้อง ทำลับๆ ล่อๆ กลัวๆ กล้าๆ เพราะในถุงคือเสื้อผ้าที่เขาซื้อมาให้ไผ่ แต่พอตัดสินใจจะเคาะประตู ไผ่ก็ถามเสียงดังว่า “ทำอะไรน่ะ” ทำเอาภูวนัยตกใจหดมือกลับแทบไม่ทัน หันมองเห็นไผ่ยืนอยู่ก็สะดุ้ง รีบเอาถุงซ่อนข้างหลัง ทำให้ไผ่ยิ่งอยากรู้ชะโงกดูในถุง

ในนั้นเป็นเสื้อผ้าผู้หญิง ไผ่นึกว่าเขาซื้อมาให้ม่านหมอกตามคำแนะนำของตน ชมเปาะว่า

“สวยดีนะ ฉันว่าหมอกเขาต้องชอบแน่ๆ” แต่ภูวนัยบอกว่าไม่เหมาะกับหมอกหรอก แล้วหันหลังเดินกลับ “คนที่จะบอกได้คือหมอก ไม่ใช่นาย” ไผ่บอกแล้วหันไปเคาะประตูห้องม่านหมอก ปรากฏว่าเงียบ ไผ่สงสัยว่าคงจะหลับ

“หมอก พ่อเข้าไปนะ” ภูวนัยเปิดประตูเข้าไป เขาแปลกใจที่ไม่เห็นม่านหมอกอยู่ในห้อง เอะใจไปดูเสื้อผ้าเห็นหายไปบางส่วน ภูวนัยถึงกับหน้าเสีย

“มีอะไรเหรอ” ไผ่มองหน้าถามงงๆ

ooooooo

ม่านหมอกสะพายกระเป๋าเดินไปทางหน้าตลาดผ่านร้านอินเตอร์เน็ต หน้าร้านมีพวกวัยรุ่นจับกลุ่มนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์ พอเห็นม่านหมอกแต่งตัวเตะตาผ่านมา ก็พากันผิวปากแซว เลยถูกม่าน-หมอกด่า

ปรากฏว่า วัยรุ่นกลุ่มนี้คือรุ่นพี่ที่เคยมีเรื่องกับม่านหมอกที่โรงเรียนมาก่อน พากันแซวสนุกปากว่าเรียนแล้วปวดหัวออกมาหาผัวดีกว่า ถูกม่านหมอกด่าอีก ตัวหัวโจกสั่งพรรคพวกให้เอาตัวไปที่บ้านตนเลย พวกนั้นกรูกันเข้ามา ม่านหมอกตั้งท่าเตรียมลุยเต็มที่

ผจญตามมาทันพอดี ถามว่ามีเรื่องอะไรกันหรือ ม่านหมอกหันมาเห็นผจญถามว่าตามตนมาหรือ

“ครับ...ก็ผมเป็นห่วงคุณหมอกนี่ครับ” ผจญ

เสียงอ่อย

พวกวัยรุ่นพากันแซวเกรียวกราวว่าไม่นึกว่าม่าน-หมอกจะชอบสไตล์หนุ่มบ้านนอกแบบนี้

“พวกแกเก็บปากไว้แตกหน้าหนาวดีกว่า” ม่านหมอกหันไปตวาด

“คุณหมอกไปพูดอย่างนั้นได้ยังไงครับ...” ผจญตกใจ หันไปทางพวกวัยรุ่น “ขอโทษนะครับ...ผมขอโทษแทนคุณหมอกด้วยนะครับ”

“หลีกไปไอ้บ้านนอก” ตัวหัวโจกสะอึกเข้ามาผลักผจญเซไปชนม่านหมอก ถูกม่านหมอกด่าว่าเล่นทีเผลอ แล้วจะเข้าตะลุมบอนกัน แต่พวกนั้นมีมากกว่ามันกรูกันเข้ามาจับม่านหมอกไว้ ลากไปตามคำสั่งของตัวหัวโจก

“ปล่อยคุณหมอกเดี๋ยวนี้...ไม่อย่างนั้นละก็...” ผจญสะอึกไปอย่างพร้อมสู้ตาย พวกนั้นย้อนเย้ยว่า ไม่อย่างนั้นอะไร!

ผจญไม่ตอบ กำหมัดแน่นวิ่งเข้าใส่แผดเสียงลั่น

“ย้ากกกกกก!”

กลายเป็นผจญพุ่งเข้าไปชนหมัดพวกนั้นเข้าเต็มๆ จนล้มทั้งยืน ม่านหมอกมองแล้วส่ายหน้าเซ็งๆ

ระหว่างนั้น ตัวหัวโจกที่กำลังกร่าง ก็โดนหมัดลึกลับตะบันเข้าอย่างแรงจนเซ “ใครวะ!” พอหันมองเห็นตะวันฉายยืนเท่อยู่

“เอาสิ” ตะวันฉายท้า พวกนักเลงกระดูกอ่อนตกใจเห็นท่าไม่ดีพากันขึ้นรถบิดหนีไป ตะวันฉายรีบเข้ามาดูม่านหมอกถามอย่างห่วงใย “เป็นอะไรหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ” ม่านหมอกตอบอ่อนโยน

ผจญที่เอาหน้าไปรับหมัดพวกวัยรุ่น กุมหน้าตัวเองลุกขึ้น แม้แผลจะเจ็บแต่ก็ไม่เจ็บเท่าภาพที่เห็นตะวัน-ฉายกับม่านหมอกดูแลห่วงใยกัน...

ooooooo

ภูวนัยโมโหมากที่ม่านหมอกหายไปทั้งคน แต่คนในบ้านไม่มีใครรู้เลย เขาเอ็ดตะโรจนทุกคนเงียบกริบ ม่านเมฆหน้าจ๋อย มีแต่เผ่าพงศ์เท่านั้นที่กระซิบหยอกม่านเมฆว่า

“ปู่รอด เพราะปู่ความจำสั้น” เมื่อพรรษาตำหนิตัวเองว่าผิดที่ไม่คอยดูให้ดี เผ่าพงศ์ก็ติงว่า “ตอนนี้จะโทษว่าใครผิดมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร... พ่อว่า...เราช่วยกันคิดดีกว่าว่าหมอกจะไปไหน”

ไผ่ใช้มือถือโทร.หาม่านหมอก ได้ยินเหมือนฝ่ายนั้นรับสาย พอทัก “ฮัลโหล...หมอก...” เท่านั้น ภูวนัยก็กระโจนมาขอคุยเอง ถูกไผ่เอ็ด “จะบ้าเหรอ เดี๋ยว

ก็ได้เตลิดไปสุไหงโกลกพอดี...” ไผ่ไม่ยอมให้

“ฮัลโหล...ฮัลโหล...สัญญาณไม่ชัดเลย” เสียงม่านหมอกบ่น ไผ่ยังพยายามตะโกนถามว่าได้ยินไหม ม่านหมอกด่าอย่างสมเพชว่า “จะได้ยินยังไง...ก็ฉันปิดเครื่อง...โง่!”

ไผ่หันบอกภูวนัยว่าม่านหมอกปิดเครื่อง เขาคว้ากุญแจรถจะออกไปทันที แต่ไม่ทันพ้นประตู เสียงแก้ว-ใจก็ร้องบอกอย่างดีใจว่า

“คุณภูขา...คุณหมอกกลับมาแล้วค่ะ”

ooooooo

ที่หน้าบ้าน ตะวันฉายเดินเข้ามาก่อน ม่านหมอกกับผจญเดินตามมา จู่ๆเธอก็หยุด ตะวันฉายปลอบใจว่าไม่ต้องกลัวเดี๋ยวตนจะพูดกับภูวนัยให้เอง

“หมอกไม่ได้กลัว แต่ทำไมต้องพาหมอกกลับมานี่ด้วย”

“เพราะที่นี่คือบ้านของเธอไง” ภูวนัยตอบแทน ม่านหมอกกับผจญหันมอง เห็นภูวนัยเดินออกมาพร้อมทุกคน ม่านเมฆวิ่งเข้ากอดพี่สาวด้วยความดีใจ ถามว่าไปไหนมา รู้ไหมทุกคนเป็นห่วงมาก

ภูวนัยมองม่านหมอกด้วยสายตาที่ผิดหวัง ถามว่าตนทำตามสัญญาทุกอย่างแล้วทำไมจึงยังหนีออกจากบ้านอีก

“อยากรู้จริงๆไหม...ฉันทนอยู่ร่วมบ้านกับคนที่ฆ่าพ่อแม่ฉันไม่ได้หรอก” ม่านหมอกพูดใส่หน้าจนภูวนัยชะงักอึ้ง

ไผ่หูผึ่งสงสัยว่าระหว่างม่านหมอกกับภูวนัยมีอะไรกัน ก็พอดีภูวนัยให้พรรษาพาเผ่าพงศ์กับม่านเมฆเข้าบ้านไปก่อน ไผ่ถามตะวันฉายว่าเป็นคนไปเจอม่านหมอกหรือ ส่วนแก้วใจเห็นหน้าผจญบวมปูดก็ถามว่าไปโดนอะไรมา ผจญอึกอักเอามือปิดรอยช้ำอึกๆอักๆถูกภูวนัยคาดคั้น

“บอกมาว่าไปโดนอะไรมา!”

“ผจญกับหมอกมีเรื่องกับวัยรุ่นที่ตลาดน่ะครับ” ตะวันฉายตอบแทน ทุกคนตกใจ ภูวนัยหันไปดุม่านหมอกว่า

“ทำอย่างนี้แล้วมันได้อะไรขึ้นมา...สะใจใช่ไหม”

“ใช่”

“ถ้าอย่างนั้น ทำไม...ไม่มีเรื่องให้ติดคุกไปเลยล่ะ จะได้สะใจกว่านี้ไง”

“ไม่จำเป็น เพราะเท่าที่อยู่ที่นี่ทุกวันนี้ มันก็เหมือนคุกอยู่แล้ว แล้วอีกอย่าง เลิกเรียกฉันว่าลูกเสียที อาไม่ต้องทำดีกับฉันถ้าไม่อยากทำ เพราะยังไงอาก็รู้อยู่แล้วว่าการที่อาทำดีกับฉันกับเมฆ ไม่ใช่เพราะอารักพวกเรา...แต่อาทำเพราะจะได้ทำให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง”

ม่านหมอกพูดอย่างแข็งกร้าวแล้ววิ่งออกไป ภูวนัยอึ้งยืนแข็งทื่อ ตะวันฉายรีบวิ่งตามม่านหมอกออกไป

ผจญกลัวม่านหมอกถูกทำโทษ รีบเข้าไปบอกภูวนัยว่า

“เป็นเพราะผมเองครับคุณภู...ผม...ผมเห็นว่าคุณหมอกแกอยู่แต่ในฟาร์ม ผมก็เลยชวนคุณหมอกออกไปเที่ยวข้างนอกน่ะครับ”

ภูวนัยโมโหมากที่ผจญขัดคำสั่งตน สั่งให้พรุ่งนี้เก็บข้าวของออกไปจากที่นี่เลย ผจญช็อก!

“เฮ้ย! นายทำอย่างนี้ไม่ได้นะ” ไผ่โวยลั่น

ภูวนัยตอกหน้าไผ่ว่านี่เป็นเรื่องในครอบครัวของตนแล้วเดินออกไปเลย ไผ่วิ่งตามอย่างไม่ยอมแพ้ ส่วนผจญได้แต่ยืนเศร้าที่ความหวังดีหมายปกป้องม่านหมอกของตน กลับทำให้ตัวเองถูกไล่ออก

ooooooo

ไผ่พญา ตามภูวนัยออกไปอย่างทนไม่ได้กับความอยุติธรรมของเขา ถามว่าจะไล่ผจญออกจริงๆหรือ ถูกย้อนถามกวนๆว่า ตนเหมือนคนพูดเล่นรึไง!

“นายมันไม่มีเหตุผล ถึงฉันจะไม่รู้จักกับม่านหมอกดีเท่านาย แต่ฉันก็รู้ว่า เด็กคนนั้นไม่มีทางที่จะพาม่านหมอกหนีแน่นอน นายเองก็รู้ นายเองก็เป็นคนที่จะไม่ยอมรับถ้าตัวเองไม่ได้ทำ นายก็รู้ว่าที่ผจญทำอย่างนั้นเพราะปกป้องม่านหมอก”

“ผมไม่รู้ ผมรู้แค่ว่า ผจญขัดคำสั่งผม”

“คนไม่มีเหตุผล” ไผ่พูดอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดีไปกว่านี้แล้ววิ่งออกไป ภูวนัยมองตามอย่างครุ่นคิด

ส่วนตะวันฉายตามม่านหมอกไปยืนที่ริมน้ำ ต่างคนต่างเงียบกันอยู่นาน ม่านหมอกจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า

“พี่เคยเกลียดตัวเองไหม”

ตะวันฉายบอกว่าเรียกว่าโกรธดีกว่า ตนเคยโกรธจนไม่คิดที่จะอภัยให้ตัวเองได้อีก ถามม่านหมอกว่าอยากฟังเรื่องผิดพลาดของตนไหม ม่านหมอกพยักหน้า แล้วก็หน้าเสียเมื่อตะวันฉายบอกว่า

“พี่เคยทำให้เพื่อนพี่ตาย!”

เห็นม่านหมอกสนใจฟัง ตะวันฉายเล่าเรื่องสะเทือนใจในอดีตของตัวเองเศร้าๆ...

“พี่เคยโกรธกับเพื่อนของพี่คนนึงด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ไม่ว่าเพื่อนพี่จะพยายามขอโทษหรือง้อพี่ยังไงก็ตาม แต่พี่ก็ไม่สามารถให้อภัยกับเรื่องที่ผิดพลาดที่เพื่อนพี่ทำกับพี่ได้ แล้วหมอกรู้ไหมว่าเพื่อนพี่ทำยังไง... เพื่อนพี่ฆ่าตัวตาย!”

ตะวันฉายเล่าว่า ตนไปงานศพเพื่อนแล้วพบกับแม่ของเพื่อน แม่ยื่นจอบอันหนึ่งให้ บอกว่าเป็นจอบที่เพื่อนฝากให้ตนก่อนฆ่าตัวตาย ตะวันฉายเล่าตามที่แม่เพื่อนเล่าว่า...

“เมื่อไหร่ที่เพื่อนพี่รู้สึกโกรธพี่ เขาจะไประบายอารมณ์ด้วยการขุดดินหลังบ้าน แต่พี่ก็สงสัยว่าทำไมจอบอันนั้นถึงได้ดูใหม่ แม่ของเพื่อนเลยบอกว่า เพราะเพื่อนพี่ยังไม่เคยใช้จอบอันนี้เลย...หมอกคิดดูสิ ว่าตลอดเวลาเพื่อนของพี่ไม่เคยโกรธพี่เลย แต่พี่กลับ...” ตะวัน–ฉายตีบตื้นขึ้นมาจนพูดไม่ออก ต้องหยุดไปครู่หนึ่งจึงพูดต่อได้

“หมอกรู้ไหม ถ้าพี่ย้อนเวลากลับไปได้ พี่อยากจะบอกกับเพื่อนพี่ว่า พี่ไม่เคยโกรธเขาเลย...เขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของพี่...แต่พี่ก็พลาด...พี่ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้อีก...”

“แล้ว...แม่ของเพื่อนพี่ไม่โกรธพี่เหรอ”

“จะโกรธได้ยังไง ก็ในระหว่างที่พี่คุยกับแม่เขา ก็มีเจ้าของร้านขายของเก่าเอาเงินมาให้แม่ของเพื่อนตั้งหลายหมื่น หมอกรู้ไหมว่ามันคือเงินอะไร” ม่านหมอกส่ายหน้ามองตาเป๋ง “มันคือเงินที่เพื่อนพี่เอาจอบที่มันขุดจนหักไปขายให้เขาน่ะ”

ม่านหมอกชะงักไปทันที ตะวันฉายหันมาถามยิ้มๆว่า “ไง...ขำไหม”

ม่านหมอกโกรธมากถามว่าตะวันฉายเห็นเรื่องของตนเป็นเรื่องตลกหรือไง เธอนิ่งไปครู่หนึ่งจึงค่อยๆเอนหัวไปซบไหล่ตะวันฉาย เขาชะงักนิดหนึ่งแต่ก็ปล่อยให้เธอซบอยู่อย่างนั้น จนเธอเอ่ยถามว่า “ขอหมอกซบไหล่พี่ได้ไหม”

“ทำไมไม่ได้ล่ะ...ไม่อย่างนั้นร่างกายคนเราจะมีไหล่ไว้ทำไม”

ม่านหมอกซบไหล่ตะวันฉายอยู่อย่างนั้น อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น แต่หารู้ไม่ว่าที่หลังต้นไม้ไม่ไกลนัก ผจญแอบดูอยู่ ภาพนั้นมันบาดลึกเข้าไปถึงหัวใจ และด้านหลังของผจญ ไผ่พญาแอบดูอยู่อีกต่อหนึ่งอย่างสังเกต สองภาพที่เห็นทำให้ไผ่แน่ใจว่าผจญแอบชอบม่านหมอก

ooooooo

เมื่อไผ่เอาเสื้อผ้าของครูจงกลนีไปให้พรรษา เธอถือโอกาสถามสิ่งที่ค้างคาใจว่า ม่านหมอกไม่ใช่ลูกของภูวนัยใช่ไหม ทำเอาพรรษาชะงัก สีหน้าลำบากใจ ไผ่ยกเหตุผลมาหว่านล้อมว่า

“คือ...ป้าก็รู้ใช่ไหมคะว่าคุณภูเขาบอกให้ฉันละลายพฤติกรรมเมฆกับหมอก แล้วถ้าฉันไม่รู้อะไรเลย ฉันก็สอนไม่ได้” พรรษาจึงตัดสินใจบอกว่าภูวนัยเป็นอาของม่านหมอกและม่านเมฆ “อ้าว...แล้วพ่อกับแม่จริงๆ ไปไหนล่ะคะ หรือว่าจะเกี่ยวกับที่หมอกบอกว่าคุณภูเป็น...”

ไผ่ทิ้งจังหวะให้พรรษาตัดสินใจ พรรษาเห็นว่าอย่างไรเสียไผ่ก็ต้องรู้ เลยเล่า...

“แต่ก่อนคุณหมอกกับคุณภูไม่ได้โกรธกันอย่างนี้หรอกค่ะ แต่เรื่องมันเกิดเมื่อสองปีเห็นจะได้...”

พรรษาเล่าว่า วันนั้นเป็นวันเกิดครบรอบ 13 ปีของม่านหมอก มีการจัดแฮปปี้เบิร์ธเดย์กันเหมือนทุกปี สุริยาในฐานะพ่ออวยพรให้ลูกเป็นเด็กดีของพ่อแม่อย่างนี้ตลอดไป ส่วนลักขณาในฐานะแม่ขอให้ลูกคิดสิ่งใดจงสำเร็จทุกประการ

“โห...ยัยลัก...” เผ่าพงศ์ขัดขึ้น “อวยพรอย่างนี้ไม่อาราธนาพระรัตนตรัยก่อนขึ้นด้วยล่ะ นี่...ต้องฉันนี่ ปู่ก็ขอให้ปีหน้าเป็นเค้กไอติมนะ ปู่เบื่อเค้กธรรมดาแล้ว”

“แล้วอาภูล่ะ...ปีนี้ขอแบบดีๆนะ” ม่านหมอกทวง ภูวนัยกำลังใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพแห่งความสุขอยู่ เขาหยุดถ่ายภาพ เอ่ยหน้าตาเฉยว่า

“ปีนี้อายุสิบสามแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นอาก็ขอให้ปีหน้าอายุสิบสี่นะ” ม่านหมอกบ่นว่าอาภูกวนตลอด ภูวนัยเลยอวยพรใหม่ “อ่ะๆก็ได้...อาก็ขอให้เราสวยวันสวยคืน ได้เป็นนักร้องอย่างที่เราฝันไง”

“แต่สวยยังไงก็คงจะสู้อาเหมือนฝันของอาภูไม่ได้หรอก”

ภูวนัยมองไปทางเหมือนฝัน เจอสายตาเพชฌฆาตของเธอ พูดขู่ว่า “ตอบดีๆนะไม่งั้น...สวย!”

“ตอบไม่ดีก็โดน ตอบดีก็หาว่าโกหก เอางี้ดีกว่า สวยหรือไม่สวย ภูก็รักนะ”

เสียงฮือฮาวี้ดวิ้วชอบใจของทุกคนดังขึ้น หลังจากนั้นลักขณาให้ม่านหมอกอธิษฐาน พอเธออธิษฐานเสร็จไม่มีเสียงปรบมือเพราะมือทุกคนมีครีมอยู่ที่ปลายนิ้ว ต่างกรูกันวิ่งไล่เอาครีมป้ายหน้าม่านหมอกกันสนุกสนาน

คืนนี้ ช่างเป็นคืนแห่งความสุขเสียจริงๆ...

แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผันจากความสุข กลายเป็นทุกข์แสนสาหัส เมื่อจู่ๆก็มีรถพุ่งเข้ามาในบ้าน คนในรถยิงกราดทันที ภูวนัยวิ่งมาคว้าม่านหมอกหมอบลง แต่เหมือนฝัน ลักขณา และสุริยา ถูกยิงล้มลง ส่วนเผ่าพงศ์กับม่านเมฆไปเข้าห้องน้ำเลยรอด

หลังจากยิงกราดแล้ว รถคันนั้นก็ตะบึงหนีไป เหมือนฝัน ลักขณา และสุริยาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

“ตั้งแต่นั้น...คุณหมอกก็คิดว่าคุณภูเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อกับแม่ของเธอตาย” พรรษาสรุปเศร้าๆ ไผ่ถามว่าทำไมหรือ “เพราะอาชีพและสิ่งที่คุณภูทำไงคะ”

“แค่เลี้ยงหมูก็ต้องไล่ยิงกันขนาดนี้เลยเหรอคะ” ไผ่แปลกใจ พรรษาถอนใจ ตัดบทว่าดึกแล้วไปพักผ่อนเสียเถอะ

พรรษาเข้าห้องไปแล้ว แต่ไผ่พญายังยืนใจหายอยู่ตรงนั้น เมื่อเข้าห้องก็ปาดน้ำตาอย่างสะเทือนใจ แล้วไผ่ก็คิดถึงเป็นห่วงแม่ตัวเองขึ้นมา ลงมาห้องรับแขกแอบโทร.เข้ามือถือกระดังงาเพื่อถามข่าวแม่

กระดังงาเพิ่งเต้นเสร็จ พอเห็นไผ่โทร.มาก็ดีใจ แต่ในห้องสัญญาณไม่ดี จึงเดินออกไปคุยข้างนอก ท่ามกลางสายตาของขิงที่มองอย่างระแวงว่ากระดังงาแอบคุยกับกิ๊ก

ooooooo

ภูวนัยบังเอิญลงมาเจอไผ่ ถามว่าลงมาทำอะไร ไผ่ปดว่าคอแห้งมาหาน้ำกิน แล้วทำเป็นเดินหาวออกไป แอบบ่นอย่างหงุดหงิดว่า “ขัดจังหวะเสียจริงๆ”

ขิงระแวงกระดังงาว่าแอบโทร.นัดพบใคร กระดังงาบอกว่าโทร.คุยกับไผ่ก็ไม่เชื่อ กระดังงาเลยให้โทร.คุยเอง

อึดใจเดียว โทรศัพท์ที่ห้องรับแขกบ้านภูวนัยก็ดังขึ้น ภูวนัยยังนั่งอยู่จึงลุกไปรับสาย พอขิงได้ยินเสียงปลายสายเป็นผู้ชายก็ด่าไปทันที

“เฮ้ย...อยากตกนรกรึไง” ภูวนัยโดนด่าก็งงถามว่าอะไรหรือ “ยังจะแกล้งโง่อีก ก็เป็นชู้กับเมียคนอื่นมันผิดศีลเว้ย”

“ผมว่าคุณคงโทร.ผิดแล้ว” ภูวนัยยังใจเย็น

“ผิดได้ไง! ก็เบอร์นี้มันโชว์อยู่...ฉันชื่อขิง ถ้าข้องใจก็เจอกันได้ แต่ขอเตือนไว้ก่อน ถ้าไม่อยากตายก็อย่ามายุ่งกับเมียฉัน” พูดแล้วกดตัดสายเลย

ภูวนัยโดนด่าจนมึน พอปลายสายวางไปแล้ว เขาจึงฉุกคิดถึงไผ่พญาขึ้นมา!

ขิงลมออกหู จ้ำอ้าวไปเอาเรื่องกระดังงา ฝ่ายนั้นยืนยันว่าตอนที่ตนรับสายมันเป็นเสียงไอ้ไผ่จริงๆ!

เมื่อชี้แจงอย่างไรขิงก็ไม่ฟัง ตั้งหน้าตั้งตาจะเอาเรื่องท่าเดียว กระดังงาเลยตัดบทว่า ถ้าอย่างนั้นก็เลิกกันเลย ขิงชะงักกึก เปลี่ยนจากเอาเรื่องเป็นอ้อนทันที

ทันใดนั้นมีเสียงเอะอะมะเทิ่งแว่วมา แล้วโคโยตี้กับพ่อครัวแม่ครัวก็วิ่งตามกันออกมาจากประตูหลังร้าน ขิงกับกระดังงาเลิกทะเลาะกันหันมอง เห็นลำไยวิ่งตามมาเป็นคนสุดท้าย พอเห็นทั้งสองก็วิ่งมาหลบข้างหลัง

ไม่ทันถามอะไรกัน โสภีก็เดินจ้ำมาชี้หน้าด่าลำไย

“นังลำไย ฉันให้แกมาทำงาน ไม่ใช่มาชวนคนฉันตั้งวงไฮโล” กระดังงาถามว่า แม่เล่นไฮโลหรือ ลำไยส่ายหน้าดิก “ยังจะเถียงอีก ต้องให้จับได้คาหนังคาเขาใช่ไหมถึงจะยอมรับ”

ลำไยก้มหน้างุด ขิงติงโสภีว่าไม่มีหลักฐานแล้วรู้ได้ไงว่าแม่ลำไยตั้งวงไฮโล แม่อาจตั้งวงเล่นจ้ำจี้มะเขือเปาะกันอยู่ก็ได้ พอขิงชี้ช่อง ลำไยก็เผลออ้าปากรับว่าใช่

เท่านั้นเอง! ลูกเต๋าก็ร่วงจากปาก หลักฐานเห็นกันจะจะเช่นนี้ ลำไยเลยเสียงอ่อยหน้าจ๋อยขอลาครึ่งวัน โสภีไม่ว่าอะไร แต่สั่งขิงว่า

“ไอ้ขิง เลิกงานแล้วแกล้างจานแทนนังลำไยด้วย” สั่งแล้วเดินสะบัดออกไปเลย

“อ้าววว...ไมอ้ะ?” ขิงมึน มองหน้ากระดังงากันแบบงานอีกแล้ว ลืมเรื่องที่ทะเลาะกันไปเลย

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ไผ่เอาใจภูวนัย อาสาจะชงกาแฟให้ เขาตอบประชดว่า อย่าเลยไม่อยากมีเรื่องกับแฟนเธอ

ไผ่งง ภูวนัยจึงถามว่า เธอรู้จักคนชื่อขิงไหม

ไผ่สะดุ้งตกใจแต่เก็บอาการไว้ได้ ทำไก๋บอกว่าไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อ ย้อนถามว่าทำไมหรือ

“เมื่อวาน ผู้ชายที่ชื่อขิงโทร.มาหลังจากที่คุณขึ้นห้องนอนไปแล้ว คุณไม่ได้แอบลงมาโทรศัพท์หาแฟนคุณใช่ไหม”

ไผ่ชี้แจงหน้าซื่อตาใสว่า ตนลงมาเดินเล่น ภูวนัยจับผิดทันทีว่า ไหนบอกว่ามากินน้ำ เธอแถไปได้อย่างลื่นไหลว่า

“แหม...ก็ฉันเดินเล่นเสร็จแล้วมันก็เลยหิวน้ำไง โอ๊ย...ฉันไม่รู้จักคนที่นายว่ามาหรอก อูย...กินกาแฟทีไรเป็นอย่างนี้ทุกที...เดี๋ยวฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” ว่าแล้วไผ่กุมท้องชิ่งไปเลย

ระหว่างนั้น ผจญสะพายเป้เข้าไปในครัวเจอไผ่พอดีเลยเอ่ยลา ไผ่ถามว่าจะไปจริงๆเหรอ ผจญไม่ตอบหันไปทางภูวนัย เขามองหน้าไผ่แบบให้ออกไป พอไผ่ออกไป ผจญไหว้ลา ภูวนัยพูดหน้านิ่งๆ ก่อนจะเดินผ่านไปว่า

“เดินทางดีๆก็แล้วกัน”

“ก่อนไป ผมขออะไรคุณภูอย่างนึงได้ไหมครับ คุณภูอย่าลงโทษคุณหมอกเลยนะครับ เรื่องนี้เป็นความผิดของผมคนเดียว” ผจญขอร้อง

ภูวนัยไม่พูดอะไร เขานึกชื่นชมผจญอยู่ในใจ แต่ไผ่พญาทนไม่ได้ บอกตัวเองว่า ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

ผจญเดินออกมาแล้วแหงนมองขึ้นไปที่ห้องนอนของม่านหมอก พึมพำ “ขอให้คุณหมอกมีความสุขนะครับ”

“เธอนี่มันพระเอกตัวจริงเลย ทำอย่างนี้คิดว่าเท่เหรอ ทำไมเธอไม่บอกความจริงกับคุณภูไปล่ะ” ไผ่ตามมาถาม

“ที่ผมพูดไปทั้งหมดเป็นความจริงครับ” ไผ่ถามว่าทำไปแม้ตัวเองจะลำบากก็ยอมหรือ ผจญยืดอกพูดอย่างแมนๆว่า “ครับ ไอ้ผมมันเป็นผู้ชาย ลำบากยังไงก็ทนได้ แต่คุณหมอกเป็นผู้หญิง แกไม่เคยลำบากมาก่อน มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วครับ...ครูครับ...ผมฝากดูแลคุณหมอกด้วยนะครับ”

ไผ่มองผจญแล้วคิดว่า ตัวเองต้องทำอะไรสักอย่าง (อีก)แล้ว

ooooooo

ไวเท่าความคิด ไผ่เดินตามหาม่านหมอก เจอเธอนั่งปาก้อนหินอยู่ริมน้ำ ทำทีเข้ามาทักว่าเห็นหายไปนึกว่าผจญแอบพาเธอหนีอีกแล้ว

พูดแล้วสังเกตปฏิกิริยาของม่านหมอก เห็นชะงักก็อำหน้าตายว่า

“ดีนะที่เธอเจอคุณตะวัน...ไม่อย่างนั้นนายผจญคงจะพาเธอไปไหนต่อไหนแล้ว...ฉันเห็นด้วยนะที่คุณภูไล่คนอย่างนั้นออก”

ม่านหมอกบอกว่าผจญไม่ใช่คนแบบนั้น พอไผ่พูดมากเข้าก็ตัดบทว่า “นี่คุณจะพูดอะไรก็พูดมาเลย”

เข้าทางไผ่พอดี ถามม่านหมอกว่ารู้ไหมว่าสภาพบ้านผจญเป็นอย่างไร แล้วดราม่าว่า ผจญเป็นลูกชายคนโตที่หาเลี้ยงครอบครัว พ่อเขาตาบอด แม่ก็เพิ่งถูกควายขวิดไปเมื่อสองวันก่อน เล่าเป็นตุเป็นตะว่า

“ฉันถามผจญว่าแล้วไม่กลับไปดูแลพ่อกับแม่หรือ เขาบอกว่า เขาต้องทำงานเพื่อส่งเงินไปรักษาพวกท่าน” ไผ่นิ่งไปนิดหนึ่งแล้วทำเสียงตื่นเต้นเหมือนฉุกคิดได้ว่า “ฉันว่านะ...ผจญเขาต้องจนตรอกไม่รู้จะหาเงินยังไงก็เลยคิดจะจับตัวเธอไปเรียกค่าไถ่แน่เลย ดีแล้วที่คนอย่างนั้นโดนไล่ออก เฮ้อ...กลุ้มใจแทนพ่อแม่เขาจริงๆ ครอบครัวก็เป็นอย่างนี้ ยังจะมาก่อเรื่องก่อราวอีก”

เห็นม่านหมอกนิ่งไป ไผ่ตบบ่าปลอบ “ดีแล้วที่เธอไม่เป็นไร...ไม่ต้องคิดมากเรื่องนายผจญนะ” พูดแล้วเดินออกไป แต่แอบสังเกตม่านหมอก เห็นเธอหน้าเครียด ก็แอบลุ้น

ด้วยความรู้สึกผิด ม่านหมอกไปสารภาพกับภูวนัย

ว่าตนเป็นคนแอบขึ้นรถกระบะไปเอง ผจญไม่รู้เรื่องอะไร ถ้าตนจะหนีก็พร้อมจะหนีเสมอ ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นช่วย

“ก็ดี...อานึกว่าหมอกจะบอกไม่ให้อาไล่ผจญออก เพราะเขาเพิ่งออกไปเมื่อเช้า” ม่านหมอกสวนไปทันทีว่าอาก็รู้ว่าผจญไม่เกี่ยว ภูวนัยพูดหน้าตาเฉยว่า “ไม่รู้...

ก็ไม่เห็นมีใครบอกอานี่”

ม่านหมอกบอกให้ไปตามผจญกลับมา ภูวนัยเกี่ยงว่าเรื่องนี้เกิดเพราะเธอก็ต้องหาทางแก้ไขเอง ม่าน–หมอกจึงจะไปตามผจญกลับ ภูวนัยพูดเหมือนไม่ใส่ใจว่า

“ก็แล้วแต่...เพราะในเมื่อเขาไม่ได้ทำผิด อาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไล่เขาออก” พูดแล้วทำท่าจะเดินไป แต่แล้วก็ชะงัก...

“มา! เดี๋ยวฉันขับรถให้เอง” ไผ่วิ่งเข้ามาอาสายิ้มร่าอย่างสมใจ ภูวนัยมองหน้าไผ่อย่างสงสัยว่าเกี่ยวอะไรด้วย

ไผ่ชมม่านหมอกว่า คิดแล้วว่าเธอไม่ได้มีจิตใจเลวร้ายอะไร ม่านหมอกตอบหน้านิ่งๆว่า ที่ตนทำไม่ได้สงสารหรือเห็นใจนายผจญ แต่เมื่อตนทำก็กล้ารับ เท่านั้นเอง

ooooooo

ในที่สุดทั้งสองก็ตามไปเจอผจญเดินฝ่าแดดเปรี้ยงอยู่ริมถนน ม่านหมอกลงไปบอกให้ผจญกลับไปทำงานเดี๋ยวนี้ ผจญบอกว่าภูวนัยไล่ตนออกแล้ว

“ฉันเป็นคนทำผิด แล้วเขาจะไล่นายออกได้ยังไง” ม่านหมอกทำเสียงดุ ผจญยิ้มดีใจ ก็โดนอีก “ยิ้มอะไร ที่ฉันทำอย่างนี้เพราะสงสารพ่อแม่นายหรอกนะ”

ผจญบอกว่าพ่อตนตายไปนานแล้ว แม่ก็สบายดี เพราะพี่ชายดูแลท่านอยู่ ม่านหมอกโกรธจี๊ดที่ถูกไผ่หลอก

แต่ไม่ทันเอาเรื่องกับไผ่ เสียงรถอีกคันก็มาบีบแตรลั่น พร้อมเสียงตะโกน “นี่...เป็นเจ้าของถนนรึไง!”

พรรณรายนั่นเอง! ไผ่นั่งอยู่ในรถจึงเลื่อนรถหลบ พรรณรายเห็นม่านหมอกอยู่กับผจญก็แส่อีกตามเคย

“อ้าว...นั่นหมอกนี่ มาทำอะไรแถวนี้จ๊ะ อย่าบอกนะว่ามาตามผู้ชาย”

“ถ้าจะพูดอย่างนั้นก็ใช่ค่ะ เพราะผจญเขาเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง แต่คงไม่ใช่การตามจิกตามจีบผู้ชายอย่างที่คุณทำหรอกค่ะ” ม่านหมอกเฉือนกลับไปอย่างเจ็บแสบ พรรณรายแทบเต้น ไผ่เดินมาตัดบทชวนม่านหมอกรีบไปกันเถอะ

พอเห็นไผ่ พรรณรายก็หาเรื่องอีกจนได้ ปรามว่าเธอจะสอนเด็กก็สอนไปแต่อย่ามายุ่งกับภูวนัยของตน ไผ่ตอบยียวนว่าตนไม่ทำอะไรนอกเหนือหน้าที่อยู่แล้ว พรรณรายจึงหันไปปรามม่านหมอกให้พูดกับตนดีหน่อยเพราะอีกไม่นานตนก็จะมาเป็นแม่บุญธรรมของเธอแล้ว ถ้าขืนก้าวร้าวกับตนระวังจะไม่มีที่ซุกหัวนอน

เลยปะทะคารมท้าทายกันขึ้น พรรณรายขู่ไผ่ว่าอย่าสาระแนนัก ตนจะบอกให้ภูวนัยไล่เธอออกเมื่อไรก็ได้ ไผ่เลยท้าให้ไปฟ้องเลยตอนนี้ภูวนัยอยู่ที่บ้าน แต่พอพรรณรายฮึดฮัดไป ไผ่บ่นตัวเองว่า “ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเล้ย...”

พรรณรายเข้าไปในบ้านก็โวยวายเรียกหาภูวนัย ม่านเมฆเดินบ่นออกมาว่าหนวกหูจริงๆถามว่าจะมาหาใคร พรรณรายแหวใส่ว่า “มาหาพ่อเธอน่ะสิ”

“ถ้าอย่างนั้นน้าคงต้องตายก่อน เพราะพ่อผมอยู่บนสวรรค์”

พรรณรายกระชากคอเสื้อม่านเมฆถามว่า “ภูอยู่ไหน!” ไผ่พรวดเข้ามาแยกพรรณรายออกถามว่าจะรังแกเด็กหรือ พรรณรายพาลกระแชงหาเรื่องกับทุกคน จนภูวนัยมาเจอสั่งให้เธอหยุด ถามว่ามีเรื่องอะไรกันหรือ พรรณรายฟ้องฉอดๆว่าคนรอบข้างเขาทำอะไรไม่เห็นหัวตนเลย โดยเฉพาะ “ยัยครูคนนี้” ไม่มีมารยาทหรือความเกรงใจกันเลย

ระหว่างนั้นม่านหมอกตามเข้ามา ทนฟังพรรณรายอาละวาดไม่ไหว ช่วยกันชี้แจงความจริงแก่ภูวนัย ก็ ถูกพรรณรายหาว่ารุมตน ยุภูวนัยให้ไล่ “ยัยครู” นี่ออกไปเลย ภูวนัยถามว่าด้วยความผิดอะไร เธอบอกว่าฐานที่ดูถูกตน

“ไม่ได้!” ภูวนัยเสียงเข้ม “ผมคงไล่ใครออกด้วยเรื่องไร้สาระแบบนี้ไม่ได้” ซ้ำร้ายยังบอกเธอให้กลับไปเสีย วันนี้ตนมีงานยุ่ง พรรณรายตะบึงตะบอนกลับไป ไผ่นึกแปลกใจว่าวันนี้ทำไมภูวนัยเข้าข้างตน

เมื่อช่วยกันจัดการคู่ปรับร่วมกันไปแล้ว หมอกก็หันมาจัดการกับไผ่ที่โกหกเรื่องพ่อแม่ของผจญ ไผ่พูดสบายๆว่า

“ฉันก็แค่อยากให้เธอรู้สึกผิดที่ทำให้คนคนนึงถูกไล่ออกโดยไม่ได้ทำอะไรผิดไง”

“เอาเถอะ...ถือว่าหักลบกับความดีที่คุณเพิ่งไล่ยัยหน้าลิงนั่นไปก็แล้วกัน”

ม่านหมอกถือว่าเจ๊ากันไปไม่เอาเรื่อง ไผ่เป่าปากโล่งใจที่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี

ooooooo

ปลายฟ้าทำงานที่โรงพยาบาล เมื่อใกล้เวลาพัก ชาติกล้าเข้ามาหาเธอ ปลายฟ้ามองอย่างแปลกใจที่จู่ๆเขาก็มา

“ก็ผมติดข้าวเย็นคุณอยู่ไง” ชาติกล้าบอก ปลายฟ้านึกได้ถามหยอกว่าเตรียมเงินมาพอหรือเปล่า “เมื่อกี้ผมเอาบ้านเข้าแบงก์แล้ว คิดว่าคงพอ”

ปลายฟ้ามองขำๆชวนว่าซื้อของไปนั่งกินที่ฟาร์มกับภูวนัยไหม ชาติกล้าหน้าตึงทันที อ้างว่าตนติดมื้อเย็นกับเธอไม่ใช่ภูวนัย แล้วอ้อน “วันนี้ผมอยากกินข้าวกับฟ้า...สองคน”

“ชาติ!” เสียงภูวนัยทักขึ้น

ทั้งสองหันมองเห็นภูวนัยยืนอยู่...บรรยากาศคุกรุ่นทันที ส่อเค้าสงครามรักสามเส้ากำลังจะปะทุแล้ว!

ooooooo

ตอนที่ 4

ภูวนัยเดินรี่เข้ามาหาทั้งสอง ปลายฟ้าถามว่ามาได้ยังไง เหมือนรู้ว่าตนกำลังคิดถึงอยู่พอดี

“ภูมาเอายาน่ะ พ่อแกลืมไว้ไหนไม่รู้” ตอบแล้วถามชาติกล้า “แกมาได้ไงเนี่ย”

ชาติกล้าไม่อยากบอกว่ามาหาปลายฟ้า เลยปดว่าเป็นความลับของทางราชการ ภูวนัยคิดว่าคงเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดจึงไม่ถามต่อ แต่ปลายฟ้าขัดขึ้นว่า

“ความลับอะไรล่ะ ไม่มีอะไรหรอก ชาติเขาติดเลี้ยงข้าวฉันน่ะ ภูมาก็ดีแล้ว ไปด้วยกันนะ ไปกันสามคนนี่แหละ”

ภูวนัยแกล้งแซวว่าไม่อยากไปเป็น กขค.ปลายฟ้า หันไปหาพวกกับชาติกล้าว่าเราไม่ได้กินข้าวด้วยกันสามคนมานานแล้วนะ ชาติกล้าเลยจำต้องชวนภูวนัยไปด้วย

“ก็ได้...งั้นเราไปเอายากันไหม” ภูวนัยชวน

ปลายฟ้า บอกชาติกล้าว่าให้รอแป๊บเดียว แล้วทั้งสองก็เดินออกไป ชาติกล้ามองตามอย่างพยายามข่มใจที่นอกจากจะผิดแผนแล้วยังถูกภูวนัยแยกปลายฟ้าไปอีก

เอายามาแล้ว ปลายฟ้ากับชาติกล้าเดินนำไปที่ร้านอาหาร ภูวนัยทักว่าร้านนี้อีกแล้วหรือ

“อ้าว...ก็อยากรำลึกความหลังก็ต้องมาร้านเดิมซิ” ปลายฟ้าพูดอย่างร่าเริง

ชาติกล้ารีบไปเลื่อนเก้าอี้ให้ปลายฟ้านั่งกับตน แต่เก้าอี้ชำรุดปลายฟ้าเลยไปนั่งฝั่งเดียวกับภูวนัย เท่านั้นไม่พอเมื่อสั่งอาหาร ชาติกล้าสั่งต้มยำกุ้ง ปลายฟ้าขอเปลี่ยนเป็นปลาดีไหมเพราะภูวนัยแพ้กุ้ง ชาติกล้าหน้าเสียถามว่าจะเปลี่ยนเป็นอะไรดี ภูวนัยพูดสบายๆว่าตนกินอะไรก็ได้ สั่งมาเถอะ

“ได้ไง...เดี๋ยวก็ปากบวมลิ้นแข็งเหมือนตอนเด็กๆหรอก” ปลายฟ้าค้อนๆแล้วสั่งบริกร “เอาต้มยำเมื่อกี้เปลี่ยนเป็นปลา แล้วก็...เอาปลาทอดสมุนไพร ไข่เจียวปู...หลนปูม้า ข้าวโถนึง” เธอสั่งแบบไม่ต้องดูเมนูเลย จนภูวนัยทักว่า

“โห...สั่งเหมือนเดิมทุกอย่าง...เป๊ะ”

ปลายฟ้าพยักพเยิดกับเขาทำนองว่าแน่ไหม แล้วขอตัวไปแต่งสวยเดี๋ยวมา ภูวนัยเลยแซวว่า

“ไม่ต้องแต่หรอก ยังไงชาติมันก็ไม่เปลี่ยนใจแล้ว”

ปลายฟ้าตีแขนภูวนัยเพียะปรามงอนๆ “เดี๋ยวเถอะ...ฝากจองที่ด้วย อย่าให้ผู้หญิงคนไหนมานั่งล่ะ”

เมื่อเข้าห้องนํ้า ปลายฟ้านึกถึงคำพูดของภูวนัยที่ว่ายังไงชาติกล้าก็ไม่เปลี่ยนใจ แล้วพึมพำ “นายก็คงไม่เปลี่ยนใจเหมือนกันใช่ไหม” พูดแล้วก็ยิ้มเศร้าๆเมื่อรู้ว่าอย่างไรเสียภูวนัยก็ไม่มีวันลืมเหมือนฝัน...

ระหว่างรอปลายฟ้าไปแต่งสวย ภูวนัยพูดให้กำลังใจชาติกล้าที่หลงรักปลายฟ้ามานาน ว่าให้พยายามหน่อย เดี๋ยวตนจะช่วยอีกแรง ทำให้ชาติกล้าไม่พอใจถามว่าพูดแบบนี้อยากให้ตนสมเพชตัวเองมากขึ้นใช่ไหม เพราะรู้อยู่ว่าปลายฟ้าชอบใคร พูดแล้วลุกพรวดบอกว่ามีงานด่วน

ภูวนัยรู้ว่าเพื่อนไม่พอใจ พยายามจะปรับความเข้าใจ แต่ชาติกล้าพูดเป็นนัยประชดว่า

“แกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบกินปลา” พูดแล้วเดินผละไปทันที ครู่เดียวปลายฟ้าก็กลับมาถามว่าชาติกล้าไปไหน ภูวนัยบอกตามข้ออ้างของชาติกล้าว่ามีงานด่วน

“เอ๊า...อะไรเนี่ย” ปลายฟ้าทำหน้างง และภูวนัยไม่พูดอะไรให้มากความไปกว่านี้

ชาติกล้ากลับไปนั่งที่รถ ล้วงเอากล่องกำมะหยี่เล็กๆออกจากเสื้อแจ็กเกตเปิดดูอย่างผิดหวัง...

มันคือแหวนที่เขาเตรียมจะเอามาให้ปลายฟ้านั่นเอง...

ooooooo

วันนี้...อนันต์ ทนายของคุณนายหยาดฟ้าเอาเอกสารมาให้พายัพที่บ้านบอกว่านี่คือพินัยกรรมของเสี่ยสมสุข พายัพเหล่มองพินัยกรรมถามขำๆ ว่า เอามาให้ตนทำไม ตนไม่ใช่ญาติพี่น้องของเสี่ยสักหน่อย

“เสี่ยแกเขียนพินัยกรรมฉบับนี้เอาไว้ให้คุณนายครับ แต่ตอนนี้คุณนายก็ตายไปแล้ว ผมก็เลยคิดว่า ถ้าคุณพายัพอยากเป็นผู้จัดการมรดก บางทีผมอาจจะช่วยจัดการให้ได้”

พายัพรับไปดูแล้วโยนแหมะลงบนโต๊ะพูดเยาะ “แค่เนี้ยนะ” อนันต์ตาโตถามว่าเกือบร้อยล้านยังบอกว่า “แค่นี้” หรือ

“เงินแค่ร้อยล้าน ผมหาแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงก็ได้แล้ว คุณเอากลับไปเถอะ”

เมื่อเอาพินัยกรรมมาให้แต่พายัพไม่สนใจ อนันต์เปลี่ยนเป็นเอากล่องเหล็กมาวางบนโต๊ะแทน บอกว่าสิ่งนี้เขาน่าจะสนใจ พลางเปิดกล่องเหล็กให้ดู พายัพมองแท่งข้อมูลในกล่อง

“ข้อมูลที่เสี่ยแกสั่งให้คุณนายหยาดฟ้านำไปให้ตำรวจถ้าแกตายครับ” อนันต์บอก

“คุณดูหรือยังว่าข้อมูลที่อยู่ในนี้คืออะไร” ถามพลางหยิบแท่งข้อมูลขึ้นดู

“แหม...ผมเองก็ฉลาดพอที่จะไม่หาเหาใส่หัวครับ แต่ผมรู้ว่ามันต้องเป็นข้อมูลสำคัญแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเสี่ยแกคงไม่ระบุไว้ในพินัยกรรมให้คุณนายเอาไปให้ตำรวจหรอกครับ”

พายัพถามว่ารู้ไหมว่าเสี่ยก๊อบปี้ข้อมูลเอาไว้กี่ชุด อนันต์บอกว่าเท่าที่รู้ไม่มี แต่นึกขึ้นได้บอกให้พายัพลองอ่านพินัยกรรมข้อสุดท้ายดู พายัพหยิบพินัยกรรมมาเปิดอ่านแล้วพึมพำ

“ให้เอาพระสมเด็จที่แกแขวนอยู่ให้ตำรวจเหรอ”

อนันต์ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อนี้มันแปลกๆ หรือบางทีเสี่ยอาจจะก๊อบปี้ข้อมูลซ่อนไว้ในพระสมเด็จที่เสี่ยห้อยติดตัวไว้ตลอดเวลาก็ได้ พายัพคล้อยตามว่าอาจเป็นไปได้เพราะเสี่ยเป็นคนระวังตัวมาก บอกอนันต์ว่ากลับไปได้แล้ว อนันต์ทำกะลิ้มกะเหลี่ยถามว่าไม่มีอะไรให้ติดไม้ติดมือกลับไปบ้างหรือ

พอเจอพายัพมองขวับตาคมกริบ อนันต์ก็เสียวสันหลังวาบรีบบอกว่าถืิอเสียว่าตนไม่ได้พูดก็แล้วกัน คิดว่าเมื่อกี้เป็นเสียงเห่าเสียงหอนของลูกหมาตัวเล็กๆ พลันก็ฉุกคิดได้ถามว่า

“พูดถึงหมา คุณพายัพไม่อยากจะเลี้ยงหมาเหรอครับ” พายัพถามว่าทำไมต้องเลี้ยง “ก็...พอเสี่ยแกตายไป ผมก็เหมือนหมาไร้เจ้าของ ถ้าคุณพายัพจะเอ็นดูชุบเลี้ยงผมไว้ รับรองว่าผมมีประโยชน์กับคุณพายัพแน่นอน”

พายัพหันมายกมือตบไหล่อนันต์ป้าบอย่างสนิทสนม อนันต์ยิ้มดีใจ แต่พอฟังพายัพพูดว่า “ผมลืมบอกไปว่า ผมเกลียดหมา!” อนันต์ก็หน้าเหลือสองนิ้ว ไม่ทันที่อนันต์จะพูดอะไรอีก พายัพก็คว้าหมอนอิงมากดใส่หน้าอนันต์จนแน่นิ่งเอาหมอนออกแน่ใจว่าอนันต์ไม่หายใจแล้ว เขาสั่งลูกน้องอย่างเลือดเย็นว่า

“จัดการเหมือนเดิม แล้วก็...หาด้วยว่าตอนนี้ไอ้ผู้หญิงที่อยู่กับเสี่ยคืนนั้นอยู่ที่ไหน”

ooooooo

ที่ฟาร์มสุข...ไผ่พญาเข้าไปช่วยพรรษาล้างจาน ตีสนิทเลียบเคียงถามว่าทำไมภูวนัยกับพรรณรายหรือ “พั้นซ์” ถึงได้เลิกกัน พรรษาเล่าอย่างคนเก่าแก่ที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังดีว่า

พรรณรายกับภูวนัยนั้นคงรักกันแบบเด็กๆ พอห่างกันเพราะพรรณรายถูกเสกสรรส่งไปเรียนที่อเมริกาก็พิสูจน์อะไรหลายๆ อย่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าเธอจะมารื้อฟื้นอะไรกับภูวนัยอีก

“รักแรกไงคะ...ป้าไม่เคยได้ยินเหรอว่ารักแรกมักจะเป็นรักที่เราจำไปตลอดชีวิต” ไผ่พูดราวกับกูรูเรื่องรัก

“ถ้าจะพูดว่ารัก...ป้าว่าคุณภูมีความรักให้กับคุณเหมือนฝันคนเดียวแหละค่ะ” ไผ่หูผึ่งเพราะเข้าทางตนถามว่า แล้วตั้งแต่คุณเหมือนฝันจากไป ภูวนัยไม่เคยมองใครเลยหรือ ถามแล้วรอฟังหูผึ่ง

“ตายแล้ว!” พรรษาร้องอย่างตกใจ ไผ่ถามว่ามีอะไรหรือ “อ๋อ...สองทุ่มครึ่งแล้วเหรอเนี่ย ตายจริงละครมาแล้ว เดี๋ยวป้ามานะคะ” ว่าแล้วลุกจ้ำอ้าวไปเลย

ไผ่ถอนใจเซ็งๆ เรื่องที่อยากรู้เลยยังไม่รู้ ก้มหน้าล้างจานแต่ในใจสงสัยว่า “สมัยนี้ยังจะมีคนรักเดียวใจเดียวอยู่อีกหรือ?...หรือว่า...ไม่ละมั้ง” ไผ่คิดเองเถียงเอง

ครู่หนึ่ง มีเสียงคนเดินมา ไผ่นึกว่าพรรษามาแล้ว พูดโดยไม่หันมองว่า

“ฉันคิดออกแล้วคะว่าทำไมเจ้านายป้าถึงไม่ยอม มีใคร...ฉันว่า...คุณภูวนัยต้องเป็นเกย์แน่ๆ เลยค่ะ”

ที่แท้เป็นภูวนัย เขาได้ยินไผ่พูดถึงตัวเองแบบนั้นก็ชักสีหน้าไม่พอใจ ไผ่เห็นยังเงียบๆก็จ้อต่ออย่างมันปาก

“นี่ฉันไม่ได้คิดเอาเองนะคะ ป้าลองดูซิ พวกเกย์สมัยนี้น่ะ กล้ามใหญ่จะตาย แล้วคุณภูของป้าก็ใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่ ถ้าใหญ่อีกนิดตัวเขียวอีกหน่อย คงเป็นเดอะฮัคได้เลย”

ไผ่คุยฟุ้ง เห็นเงียบผิดปกติเลยเงยหน้าดู ตกใจ แทบตายเมื่อกลายเป็นภูวนัยยืนตาขวางอยู่ จานในมือตก เพล้ง! เศษกระเบื้องกระดอนขึ้นมาบาดน่องพอดี เลือดไหลเป็นทาง

ภูวนัยพาไผ่ไปนอนคว่ำหน้ากับเก้าอี้ที่เอามาวาง เรียงกันเพื่อทำแผลที่น่อง ไผ่บ่นว่าทำไมไม่พาไปนั่งที่มันสบายหน่อย เก้าอี้มันแข็งจะตาย ภูวนัยถามอย่างหมั่นไส้ว่าจะให้อุ้มไปที่โซฟาเหมือนนางเอกละครงั้นหรือ

“อ๋อ...รู้ละ นายไม่อยากโดนตัวผู้หญิงใช่ไหม”

“ผมไม่อยากโดนตัวคุณต่างหาก” ภูวนัยหมั่นไส้เลยแกล้งราดแอลกอฮอล์ใส่แผลจนไผ่ร้องจ้ากว่ามันแสบ ภูวนัยประชดว่า “คงจะแสบน้อยกว่าคนที่โดนนินทามั้ง”

ภูวนัยทำแผลไปก็โต้เถียงกันไป ฝ่ายหนึ่งขี้โวยอีกฝ่ายชอบแกล้ง กว่าจะเสร็จโต้เถียงกันจนเหนื่อย เมื่อทำแผลเสร็จ ขณะภูวนัยเก็บอุปกรณ์ ไผ่ลุกขึ้นเอ่ยขอบคุณ เขาตอบโดยไม่มองหน้าว่า

“ไม่เป็นไร...ผมจะหักค่าทำแผลกับค่าจานจากเงินเดือนคุณแล้วกัน”

“โห...” ไผ่จะด่าว่าเค็มแต่พอเห็นแววตาเพชฌฆาตของภูวนัยก็เฉไฉเป็นว่า “ฉันขอบคุณนาย...เรื่องที่นายไม่ไล่ฉันออกต่างหาก” พูดแล้วเห็นเขาทำหน้าแปลกใจ ไผ่ชี้แจง “ก็ที่คุณพั้นซ์เขาบอกให้นายไล่ฉันออกไง”

ภูวนัยพูดอย่างไม่แยแสว่าตนมีเหตุผลและไม่ได้ช่วยเธอแต่ไม่อยากทำให้เมฆกับหมอกเสียใจต่างหาก พูดแล้วนึกได้ถามว่าเมื่อไรจะเริ่มสอนลูกๆตนเสียที สั่งว่าพรุ่งนี้ให้เริ่มสอนเมฆกับหมอกได้แล้ว ไผ่ทำเป็นดี๊ด๊าว่าอยากสอนมานานแล้ว แต่พอภูวนัยเดินไป ก็เครียดทันที ถามตัวเองว่า “สอน...? แล้วฉันจะสอนยังไงเนี่ย!”

รุ่งขึ้น เมื่อภูวนัยไปแอบดูการสอน เห็นม่านหมอกกับม่านเมฆก้มหน้าก้มตาอยู่กับสมุดบนโต๊ะอย่างมี สมาธิ ส่วนไผ่พญานั่งหันหลังเอาเท้าพาดขอบหน้าต่างทำท่าเหมือนอ่านหนังสืออยู่

แต่พอเข้าไปดูเห็นสมุดของเด็กทั้งสองวาดเป็นรูปการ์ตูน เดินไปดูไผ่ปรากฏว่ากรนฟี้...เบาๆ อย่างหลับลึกทีเดียว พอปลุกก็สะดุ้งโหยง ภูวนัยเอาสมุดของหมอกกับเมฆให้ดู พูดอย่างไม่พอใจว่า ตนให้มาสอนหนังสือไม่ใช่ให้มาวาดการ์ตูนอย่างนี้

ไผ่พญาเถียงคอเป็นเอ็นว่าตนสอนให้พวกเขาวาดตามจินตนาการ และที่ตนไปนั่งหลับนั่นก็เป็นการลองประยุกต์วิธีสอนแบบใหม่ ภูวนัยโมโหจนพูดไม่ออก ซ้ำม่านเมฆกับม่านหมอกยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะเรียนแบบนี้สนุกดี ไผ่พญาได้ทีขี่แพะไล่ ท้าเหยงๆ

“แต่ถ้านายอยากไล่ฉันออกก็ได้นะ...ฉันจะได้ขึ้นไปเก็บกระเป๋าเลย...ดีไหม”

ภูวนัยกัดฟันเจ็บใจที่กลายเป็นฝ่ายโดดเดี่ยวเดินหน้าดำออกไป ไผ่มองตามกลั้นหัวเราะกึกๆ ในคออย่างผู้ชนะ!

แต่หารู้ไม่ว่า คืนนี้ ขิงกับกระดังงา ถูกพายัพไปคุกคามในร้านอาหาร เอารูปไผ่ให้ดู ถามขิงว่า

“เพื่อนมึงอยู่ไหน!”

“พี่...ผมไม่รู้จริงๆ ตั้งแต่ไอ้ไผ่มันหนีไป มันก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย” ขิงหน้าเหลือสองนิ้ว ถูกลูกน้องพายัพจับกดคว่ำหน้ากับโต๊ะ แล้วพายัพก็คว้าส้อมปักฉึกลงไปเฉียดจมูกขิงไปเส้นยาแดงเดียว สั่งตายก่อนออกไปว่า

“กูให้เวลามึงสามวัน...ไปหามาว่าเพื่อนมึงอยู่ที่ไหน คงไม่ต้องบอกนะว่า ถ้าไม่เจอพวกมึงจะเป็นยังไง!”

ooooooo

นับวันชาติกล้าก็สงสัยพฤติกรรมที่เอาจริงเอาจังกับการตามจับคนร้ายที่ดักฆ่าหยาดฟ้าของมารุต ถึงขั้นลงไปหาหลักฐานบางอย่างที่ห้องเก็บหลักฐานเอง

มารุตเรียกชาติกล้าไปถามความคืบหน้าของคดี ชาติกล้าบอกว่าพวกมันตัดทุกอย่างที่จะสาวไปถึงพวกมันได้หมด

“ผมให้เวลาคุณอีกหนึ่งเดือน เราต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนฆ่าคุณนายหยาดฟ้า”

ฝ่ายจ่าราชัยกับวีระต่างก็บ่นคิดถึงหมวดภูวนัย คุยกันว่า ตอนทำงานกับหมวดมันส์เป็นบ้า บังเอิญชาติกล้ามาได้ยินอดรู้สึกน้อยใจนิดๆไม่ได้ แต่ความคับข้องใจในการทำงานและเคลือบแคลงในตัวมารุตที่เป็นผู้บังคับ– บัญชา เขาจึงเดินทางไปหาภูวนัยที่ฟาร์มสุข

เป็นเวลาที่ฟาร์มสุขกับเสกสรรรีสอร์ตกำลังมีปัญหากันพอดี เป็นปัญหาเก่าๆ คือลูกหมูหลุดไปวิ่งเพ่นพ่านที่รีสอร์ตนั่นเอง แต่คราวนี้เสกสรรวางแผนแก้เผ็ดอย่างเจ็บแสบ

ภูวนัยเองก็กำลังปวดหัวกับการสอนที่ไผ่พญาอวดอ้างว่าเป็นการสอนแบบประยุกต์โดยใช้การจินตนาการ ให้นึกเป็นภาพแล้วคิดว่าจริง ภูวนัยเถียงไม่ชนะจึงหาทางแก้เผ็ดไผ่ ขณะนั่งทานอาหารด้วยกัน ก็แกล้งตักกับข้าวของไผ่ไปแล้วให้ไผ่นึกเอาว่าตัวมีกับข้าวอยู่ หนักเข้าก็จะให้นึกเอาว่ามีข้าวอยู่ในจานเปล่าแล้วอิ่มได้

ทั้งสองหาทางกลั่นแกล้งกันจนแทบไม่เป็นอันกินข้าว แต่แล้วก็ถูกขัดจังหวะเมื่อพรรษาเข้ามาบอกภูวนัยว่าชาติกล้ามาหา

ชาติกล้าเข้ามาเห็นไผ่พญาก็มองงงๆ เธอรีบแนะนำตัวเองว่า

“ฉันชื่อไผ่...เป็นครูของเมฆกับหมอกค่ะ”

ภูวนัยถามชาติกล้าว่ามาเพราะเรื่องไปกินอาหารกับปลายฟ้าวันนั้นหรือ

“ไม่หรอก ฉันต้องขอบใจแกต่างหากที่พยายามช่วย แต่ที่ฉันมา เพราะเรื่องคดี แกเคยสงสัยไหมว่า ทำไมเราถึงจับพวกสมสุขไม่ได้สักที”

ไผ่แอบดูทั้งสองคุยกันอยู่มุมหนึ่ง ม่านเมฆเข้ามาสะกิดถามว่าแอบฟังอะไรอยู่หรือ ไผ่ปฏิเสธว่าเปล่าถามว่าคนนั้นเป็นใครหรือ

“น้าชาติ...เพื่อนพ่อภูน่ะครับ”

ทันใดนั้นเสียงโวยวายของเสกสรรก็ดังขึ้น ตะโกนถามว่าไปไหนกันหมด ภูวนัยออกไปถามว่ามีอะไรหรือ

“เฮ้ย! มันต้องมีอยู่แล้ว ไม่งั้นฉันไม่มาเหยียบให้ความซวยมันติดเท้ากลับไปหรอกเว้ย”

เสกสรรมาโวยวายเรื่องหมูจากฟาร์มหลุดไปที่รีสอร์ต ตนจึงเอามาคืน ว่าแล้วเรียกสมหมายเข้ามา

สมหมายถือจานเปลเข้ามาเปิดฝาครอบออก ภูวนัยตะลึงงันเมื่อเห็นหมูน้อยกลายเป็นหมูหันนอนแผ่อยู่ในจานเปล!

“มันจะมากไปแล้วคุณเสกสรร” ภูวนัยโกรธจนลมออกหู

“อ้าว...มากไปเหรอ...แบ่งให้ฉันเอากลับบ้านก็ได้นะ” เสกสรรปั้นยิ้มกวนสุดๆภูวนัยสุดทนปรี่เข้าไป ดีแต่ชาติกล้ารั้งไว้บอกให้ใจเย็นๆเสกสรรยิ่งท้าทาย “ทำไม...คิดว่าเป็นตำรวจแล้วจะทำอะไรก็ได้รึไง”

ไผ่ตาเหลือกถามม่านเมฆว่าใคร! หมอนั่นเป็นตำรวจหรือ?

“ก็พ่อภูกับน้าชาติไงครับ อ้าว...ครูไผ่ไม่รู้เหรอครับว่าพ่อภูเป็นตำรวจ”

“หา!!” ไผ่ครางออกมา อยากตายไปเดี๋ยวนั้นเลย หูอื้อจนฟังอะไรไม่รู้เรื่อง ในขณะที่เสกสรรยังท้าทายด่าไม่เลิก

“ตำรวจน่ะเขาต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน ไม่ใช่มารังแกประชาชนอย่างนี้” หันไปจ้องหน้าชาติกล้า

“เป็นตำรวจเหมือนกันใช่ไหม อย่างหมูของเขาหลุดมาในรีสอร์ตผม อย่างนี้จะแจ้งข้อหาอะไรได้บ้างครับ”

ชาติกล้าบอกว่าคงแจ้งความอะไรไม่ได้แต่จะถูกแจ้งความกลับในข้อหาทำลายทรัพย์สินของเขาได้ พูดพลางหางตาไปที่หมูหันในจานเปล เสกสรรโวยวายหาว่าเข้าข้างกัน

“ผมไม่ได้เข้าข้างใคร คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อผมก็ได้ สถานีตำรวจก็อยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกล จะไปเลยไหม” ชาติกล้าถามแล้วบอกภูวนัย “เดี๋ยวฉันเป็นพยานให้แก”

เสกสรรโวยวายลั่นว่าไม่จริง ขู่จะไปร้องเรียนผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ช. ป.ป.ส. กกต. หยุดคิดแต่นึกไม่ออกว่ายังมีอะไรอีก เลยตัดบทว่าจะร้องเรียนทุกองค์กรให้ตรวจสอบ ชาติกล้าเลยบอกว่าแต่ตอนนี้เขาอยู่ในที่ของภูวนัยถ้าเพื่อนตนทำอะไรลงไปก็เอาผิดไม่ได้เพราะ “คุณเป็นฝ่ายบุกรุกเข้ามา”

“ไอ้...ไอ้...ไอ้พวกตำรวจหางแถว...ฝากไว้ก่อนเถอะ” เสกสรรเสียท่าเลยหุนหันกลับไปพร้อมสมหมายและหมูหัน

ภูวนัยขอบใจชาติกล้าที่มาห้ามไว้ ไม่อย่างนั้นคงเป็นเรื่องเป็นราวกันอีก

“แกทนให้มันมาหาเรื่องได้ยังไง ผิดกับนิสัยแกเลยนี่หว่า...เออ ฉันต้องกลับก่อน ส่วนเรื่องที่เราคุยกันไว้ ฉันอยากให้แกไปที่กรุงเทพฯ แล้วฉันจะเอาบางอย่างให้แกดู”

ชาติกล้ากลับไปแล้ว ภูวนัยหันมาเห็นม่านเมฆยืนอยู่ ถามว่าแล้วครูไผ่ล่ะ ม่านเมฆหันมองหาบอกว่าเมื่อกี้ยังเห็นยืนอยู่ตรงนี้เลยนี่นา...ภูวนัยนิ่งไปอย่างแปลกใจ

ooooooo

ไผ่พญาหูตาเหลือกจ้ำอ้าวเข้าบ้านเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวังไม่อยากเจอใครตอนนี้เลย พลันก็สะดุ้งเมื่อได้ยินพรรษาถามภูวนัยว่า เสกสรรกลับไปแล้วหรือ

ไผ่หาที่ซ่อน เห็นประตูตรงหน้าก็ผลุบเข้าไปทันที แต่ยังแอบฟังพรรษากับภูวนัยคุยกัน ครู่หนึ่งพอทั้งสองแยกกันไป ไผ่ถอนใจอย่างโล่งอก หันมองเข้าไปในห้อง ก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นรูปขนาดเท่าตัวจริงของภูวนัยแต่งตำรวจเต็มยศหน้าเคร่งขรึม

“เฮ้ย!” ไผ่หัวใจแทบวาย มองไปรอบๆจึงรู้ว่า

ตนเข้ามาในห้องเก็บของ หายใจไม่ทันทั่วท้องก็ต้องผวาเฮือกเมื่อเห็นภูวนัยเดินเข้ามา ไผ่หลบแว้บไปแอบหลังรูป เห็นเขาเดินเข้ามายืนดูรูปตัวเอง แล้วไปปิดไฟออกไป “เว้ย...หัวใจ จะหยุดเต้น!” แล้วไผ่ก็เดินดู เห็นรูปและประกาศนียบัตรต่างๆของภูวนัยเกี่ยวกับทางราชการตำรวจวางเรียงรายเต็มไปหมด พึมพำเหมือนค้นพบสัจธรรมว่า “ถึงว่า...นายกับฉันมันไม่ถูกชะตากันจริงๆ”

เมื่อหนีตำรวจจากกรุงเทพฯ มาเจอตำรวจที่ราชบุรีอีก ไผ่คิดหนัก ในที่สุดตัดสินใจ หนีต่อ!

เวลาเดียวกัน ขิงที่ถูกพายัพขู่ฆ่าถ้าพาตัวไผ่มาไม่ได้ รีบไปหาลำไยที่กำลังตั้งวงไพ่ในครัว บอกว่าเราต้องรีบหนีถ้าเราเอาตัวไผ่พญามาให้มันไม่ได้ มีหวังถูกพายัพฆ่าตายแน่

ลำไยดวงกำลังดีเล่นมือขึ้นมีแต่ได้กับได้เชื่อว่าเจ้าที่ที่นี่อยู่ข้างตน เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมหนีไปไหน

ooooooo

เมื่อตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ไผ่เก็บของที่จำเป็น แต่เพราะมีบทเรียนจากคราวก่อนที่หนีจนหิวแทบตาย คราวนี้จึงเข้าครัวเปิดตู้เย็น กวาดทุกอย่างที่กินได้ลงถุงแล้วย่องออกไป

แต่ขณะผ่านห้องรับแขก เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ไผ่ตัดสินใจรับสาย พอได้ยินเสียงปลายสายไผ่อุทานตะลึง

“ไอ้งา!”

กระดังงาดีใจมากที่ติดต่อไผ่ได้ ขิงไปคว้าโทรศัพท์ขอคุยเอง แล้วละล่ำละลักเล่าเรื่องพายัพมาขู่จะเอาชีวิตลำไย ถ้าภายในสามวันพาไผ่ไปหามันไม่ได้ ไผ่ถึงกับเข่าอ่อน โทรศัพท์ร่วง

กระดังงาพยายามโทร.กลับอีกแต่สายไม่ว่างแล้ว ขิงถามว่าแล้วไผ่จะกลับมาไหม

“ฉันว่าต้องกลับ เห็นไอ้ไผ่มันอย่างนั้นก็เถอะ แต่มันรักแม่มันที่สุด”

“ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะวะ” ขิงภาวนา แต่กระดังงากระวนกระวายใจเพราะเวลากระชั้นเข้ามาทุกทีแล้ว

ooooooo

ไผ่ร้อนใจหาทางที่จะไปกรุงเทพฯให้เร็วที่สุด ทันใดนั้นเสียงภูวนัยทักขึ้นว่าดึกแล้วลงมาทำอะไร

ต่อมเจ้าเล่ห์ของไผ่พญาทำงานทันที บีบน้ำตาทำเสียงเครือบอกว่าแม่ตนตายแล้ว ภูวนัยใจอ่อนยวบแสดงความเสียใจด้วย ไผ่ฉวยโอกาสเอ่ยปากขอยืมรถบอกว่าอยากกลับไปกราบศพแม่ให้เร็วที่สุด

“เดี๋ยวผมขับไปส่งคุณเอง”

เอาล่ะสิ! ไผ่คิดหาทางเลี่ยง บอกว่าไม่เป็นไร ภูวนัยมองไผ่ติงว่า

“ผมว่าสภาพคุณตอนนี้ไม่ควรขับรถ” ไผ่ต่อรองว่าให้ขับไปส่งที่ท่ารถก็ได้ ตนจะกลับกรุงเทพฯเอง “คุณจะไปขึ้นรถทัวร์ให้เสียเวลาทำไม เดี๋ยวผมขับไปส่งคุณเอง”

ถึงจะเจ้าเล่ห์แสนกลขนาดไหน เจอความมีน้ำใจที่ยัดเยียดให้ขนาดนี้ ไผ่ก็พูดไม่ออก

ฝ่ายเสกสรรมาอาละวาดที่ฟาร์มสุขกลับไปก็ถูกพรรณรายต่อว่าต่อขานว่าไปหาเรื่องกับภูวนัยทำไม บอกแล้วว่าเรื่องนี้ตนจะจัดการเองเพราะ “ภูเขาคือสามีในอนาคตของพั้นซ์นะพ่อ”

“แต่มันเป็นศัตรูของฉันในปัจจุบัน...แล้วก็จะเป็นต่อไปในอนาคต ถ้ามันไม่ย้ายฟาร์มหมูมันออกไป”

สองพ่อลูกทุ่มเถียงกันรุนแรง พรรณรายโต้ว่าพ่อต่างหากที่ต้องย้ายออกไปเพราะพ่อมาสร้างรีสอร์ตบ้านี่ทีหลัง แล้วจะให้คนที่มาอยู่ก่อนย้ายออกไปได้ยังไง

“เรื่องอย่างนี้ไม่มีก่อนมีหลัง มันอยู่ที่ใครดีใครได้” เสกสรรตะแบงอย่างเห็นแก่ได้อย่างเดียว

“พ่อก็ลองดู ยังไงหนูก็ไม่มีทางให้พ่อทำอะไรภูเด็ดขาด” พรรณรายกระทืบเท้าผละไป

จากนั้น พรรณรายไปหาภูวนัยที่ฟาร์มหมูพร้อมกระเช้าองุ่น เจอพรรษาก็เข้าประจ๋อประแจ๋บอกว่าเอาองุ่นปลูกเองที่รีสอร์ตมาฝาก ปลอดภัยและอร่อยด้วย

แต่พอรู้ว่าภูวนัยไม่อยู่ก็หน้าเจื่อน กระเช้าองุ่นแทบหลุดมือถามเสียงเครียดว่า ไปไหน

“ไม่รู้ว่าไปไหน แต่เขาไปกับครูไผ่”

พอดีม่านหมอกมาถามม่านเมฆว่า รู้ไหมครูไผ่ไปไหน ม่านเมฆบอกว่าไปกรุงเทพฯ ม่านหมอกทำเป็นนึกได้ว่า

“อ๋อ...ใช่...เมื่อวานเห็นครูไผ่บ่นๆว่าอยากช็อปปิ้ง...

วันนี้อาภูก็เลยพาครูไผ่เข้ากรุงเทพฯ...สอง-ต่อ-สอง”

พรรณรายยืนตัวสั่นด้วยความโกรธสุดๆ

ooooooo

ไผ่พญานั่งรถมากับภูวนัย เธอนั่งเครียดมาตลอดทาง คิดหาทางที่จะสลัดให้พ้นจากภูวนัย จนมาถึงวัดหนึ่งในกรุงเทพฯ พากันลงเดินหาศาลา ภูวนัยถามว่าวัดนี้ใช่ไหม ไผ่กำลังเหม่อๆตั้งหลักไม่ทันถามว่า “เอ่อ...อะไรนะ”

“ผมเห็นคุณเดินวนมาสามรอบแล้ว...ตกลงศาลาไหนกันแน่...” ไผ่กำลังจะเข้าตาจน ก็พอดีมือถือของภูวนัยดังขึ้น เขาดูเบอร์ก่อนรับสาย “ว่าไงพั้นซ์”

ไผ่เห็นภูวนัยพูดโทรศัพท์ก็ได้โอกาสหลบแว้บไป พอภูวนัยคุยโทรศัพท์เสร็จหันมา ปรากฏว่าไผ่หายไปแล้ว

“เฮ้อ...หนีมาได้ซะที” ไผ่โผล่ออกมาจากหลังต้นไม้

“หนีอะไรมาเหรอพี่” เสียงเด็กวัดเหลือขอคนหนึ่งถามขึ้น ไผ่ตกใจหันมอง เด็กนั่นแบมือ “ขอเงินหน่อย”

ไผ่บอกไม่มี ไล่ให้ไปที่อื่นเลย เด็กนั่นโวยทันทีว่าไม่มีอะไร เห็นเพิ่งขโมยเงินผ้าป่าไป พอไผ่ปฏิเสธเด็กนั่นเอียงคอมองถามว่า “งั้นน้าหนีอะไรมา”

“พูดไม่รู้เรื่องรึไง...ไปเลย เดี๋ยวตบตายชัก”

“ได้...งั้นผมจะบอกน้าคนนั้น” เด็กชี้ไปข้างหลังไผ่ พอไผ่หันมองก็ตาเหลือกเพราะภูวนัยกำลังเดินลิ่วมา ไผ่รีบควักเงินออกมา มีทั้งใบละร้อยและใบละยี่สิบ ไผ่หยิบใบละยี่สิบให้ ไล่ให้รีบไปเลย เด็กนั่นส่ายหน้า ตาจ้องเป๋งที่ใบละร้อย ไผ่อยากตบกะโหลกมันจริงๆ เลยตัดใจให้ไป พอรับเงินเด็กเวรนั่นก็วิ่งอ้าวไปเลย ไผ่รู้ว่าภูวนัยกำลังเดินตรงมาก็แกล้งตะโกน

“ตั้งใจเรียนหนังสือนะ” ภูวนัยเดินมาถึงพอดีถามว่าทำอะไร ไผ่ทำไก๋บอกว่า “อ้าว...ฉันเห็นคุณคุยโทรศัพท์ ฉันก็เลยเดินออกมาหาศาลาไง”

ภูวนัยชี้ไปที่ศาลาหนึ่ง เป็นศาลาเดียวที่กำลังมีงานบอกว่าน่าจะใช่ ไผ่รีบขอบคุณพยายามให้เขากลับไปก่อน

“ไหนๆก็มาแล้ว ผมขอเข้าไปกราบคุณแม่คุณหน่อยแล้วกัน” พูดแล้วเดินนำไปเลย

“หา!!” ไผ่ปวดหัว จะทำยังไงดี สุดท้าย ตกกระไดพลอยโจน ตีหน้าเศร้าขึ้นไปบนศาลาร้องไห้คร่ำครวญ “แม่...แม่จ๋า...” ทำเอาผู้คนงงกันไปทั้งศาลา ครู่หนึ่งมีหญิงสูงอายุคนหนึ่งเดินมาหาไผ่

“เดี๋ยวๆ...คุณเรียกใครว่าแม่”

ไผ่ยังหลับหูหลับตาบีบน้ำตาคร่ำครวญ จนมีชายอีกคนเดินมาสะกิด

“เอ่อ...ผมว่าคุณคงมีอะไรผิดพลาดแล้วล่ะครับ เพราะคนที่อยู่ในนั้น เป็นพ่อของพวกเรา”

ไผ่อึ้ง แต่ยังดราม่าต่อได้อย่างมืออาชีพ “ก็ถูกแล้วไง...หนูน่ะ เรียกท่านว่าแม่มาตั้งแต่เด็ก...เพราะอะไร...ทุกคนรู้ไหม” ไผ่บีบน้ำตาเป็นเผาเต่า “เพราะหนูไม่มีแม่ไงคะ ท่านกับแม่ของหนู แต่งงานกันด้วยความรัก จนมีลูก แต่เพราะหนู...ทำให้แม่จริงๆต้องเสียไป...ตั้งแต่นั้น ท่านก็เลี้ยงดูหนูตลอดมา แล้วด้วยความที่ท่านกลัวว่าหนูจะขาดความอบอุ่น จะมีปมด้อยกับคำว่าแม่...ท่านจึงให้หนูเรียกท่านว่าแม่ค่ะ...”

หญิงสูงอายุที่เข้ามาถามคนแรก หน้าเครียดทันทีคิดว่าไผ่เป็นลูกเมียน้อยที่ผัวตัวเองไปเที่ยวไข่ทิ้งไว้ พลันก็ทำท่าหายใจติดขัดจะเป็นลม ญาติๆต้องช่วยกันปลอบให้ทำใจดีๆไว้

“มานี่!” ภูวนัยเดาสถานการณ์ออก เข้าไปลากตัวไผ่ออกจากศาลาทันที ไผ่ถามว่าดึงตนออกมาทำไม “แล้วคุณอยากเห็นงานศพของอีกคนรึไง ขืนคุณอยู่ต่อ ผู้หญิงคนนั้นต้องตายเพราะรู้ความจริงว่าสามีเขานอกใจแน่ๆ”

แม้จะเสียใจที่ทำให้ป้าคนนั้นเสียใจจนจะเป็นลม แต่ไผ่ก็แอบดีใจที่เห็นภูวนัยเชื่อสนิท ระหว่างนั้นมือถือของภูวนัยดังขึ้น เขาดูเบอร์แล้วถามไผ่ว่าจะกลับเมื่อไร ตนต้องไปทำธุระหน่อย ไผ่ดีใจบอกเขาให้ไปเลย ตนอยู่ได้ ถ้าไม่มีอะไรพรุ่งนี้ก็คงกลับ

“ถ้างั้นคุณโทร.บอกผมแล้วกัน” เขาทำท่าจะพูดอะไรอีกแต่ก็ไม่พูดแล้วเดินไปเลย

“เยส!” ไผ่ทำเสียงเบาๆแต่นัยน์ตาเป็นประกายดีใจสุดๆที่หลุดจากภูวนัยมาได้

ภูวนัยเดินแยกไปคุยโทรศัพท์ต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เออชาติ...ตอนนี้ฉันอยู่กรุงเทพฯแล้ว”

ooooooo

เมื่อลำไยไม่ยอมหนีไปด้วย ขิงกับกระดังงาจึงไปขอเบิกเงินจากโสภีเตรียมหนีกัน แต่ถูกโสภีหักยุบยับจนเหลือแค่ 500 บาท

ขณะนั้นมีลูกน้องคนหนึ่งเข้ามากระซิบอะไรกับโสภี ขิงกับกระดังงาจึงยกมือไหว้ลา โสภีเรียกกระดังงาถามว่า อยากได้อีกสักสองพันไหมเพราะมีแขกอยากเจอ ด้วยความอยากได้เงิน กระดังงาสวมวิญญาณสาวนั่งดริ๊งก์

ไปพบแขกคนนั้น

แต่พอเห็นหน้า กระดังงาก็แทบช็อก เพราะมันคือมือขวาของพายัพ มันยิ้มทักอย่างรู้ทันว่า

“ได้ข่าวว่าพวกแกเบิกเงินเดือนเตรียมหนีแล้วเหรอ” กระดังงาปฏิเสธลนลานว่าเปล่า ตนโทรศัพท์ตามหาไผ่จนเงินหมดเลยต้องมาเบิก “ก็ดี...เอ้า...เอาเงินนี่ไปใช้ พี่เขารู้ว่าคนทำงานมันต้องกินต้องใช้” มันจับมือกระดังงามาเอาเงินยัดใส่ “ถ้าพวกแกพาเพื่อนแกมาได้ พี่เขาจะให้แกอีก แต่ถ้าไม่เจอ...พี่เขาฝากนี่มาให้”

ลูกน้องพายัพเอากล่องกำมะหยี่เล็กๆให้ กระดังงานึกว่าเป็นแหวน แต่พอเปิดดูก็ผงะแทบหงายหลัง เพราะมันคือกระสุนปืน!

ขิงไปรอกระดังงาข้างนอก บ่นกระวนกระวายใจว่าทำอะไรอยู่ชักช้าจริงๆ แล้วก็สะดุ้งเมื่อมีเศษกรวดลอยมาโดนหัวหันมองไม่เห็นอะไร แต่อีกอึดใจเดียวก็ลอยมาอีก เลยตะโกนถาม “ใครวะ!” แล้วเดินไปมุมตึกที่เห็นมือโผล่ออกมา พอขิงเดินไปถึงก็ถูกกระชากหลบเข้าไปในมุม พอเห็นหน้ากันชัดๆขิงอุทานดีใจสุดๆ

“ไอ้ไผ่!”

ooooooo

ไผ่ให้ขิงพาไปหาลำไยที่กำลังล้างจานหลังขดหลังแข็งอยู่ในครัว พอเห็นไผ่ ลำไยก็ทั้งด่าทั้งโอดครวญที่ทำให้ตนต้องลำบากอย่างนี้

ครู่หนึ่ง กระดังงาก็เข้ามา พอเห็นไผ่ก็ดีใจเหมือนรอดตาย กระดังงาขอร้องไผ่คืนสร้อยให้พวกนั้นไปเสียเถิด

“สร้อย? สร้อยอะไร” ลำไยหูผึ่ง หาว่าไผ่เอาสร้อยไปขายแล้วงุบงิบไม่แบ่งเงินให้ใช้ไล่ตีจนขิงต้องขอร้องว่า

“พอแล้วแม่...แม่ตีไอ้ไผ่ให้ตาย ไอ้พวกนั้นมันก็ไม่ยอมหยุด จนกว่ามันจะได้สร้อยมันคืนหรอก” กระดังงาบอกไผ่ให้คืนมันไปเสีย ขิงเห็นด้วย “ใช่...ในเมื่อมันอยากได้สร้อย ถ้าเราไปคืน ทุกอย่างก็น่าจะจบนะ”

“แล้วสร้อยนั่นมันอยู่ไหนวะไผ่” กระดังงาถาม ไผ่พญามองหน้าทุกคน ทุกสายตามองเธออย่างหมดหนทางแล้วจริงๆ

รุ่งขึ้น ไผ่ไปนั่งโยนอาหารปลาที่ริมน้ำในวัด โยนไปโยนมาเผลอเอายัดเข้าปากตัวเอง ภูวนัยมาเห็นพอดีถามว่าไม่มีอะไรกินแล้วหรือถึงได้กินอาหารปลา ไผ่จึงรู้สึกตัวแหวะออกมา พูดแก้เกี้ยวว่ากำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

ไผ่บอกภูวนัยว่าตนคงต้องอยู่ต่ออีกหน่อย ภูวนัยเองก็ยังไม่เสร็จธุระเหมือนกัน เลยนัดกันว่าเสร็จธุระค่อยโทร.ติดต่อกันอีกที แต่ภูวนัยสังเกตเห็นไผ่เศร้าๆถามอย่างเป็นห่วงว่า “คุณโอเคไหม”

“อืม...” ไผ่ปากไว แต่พอภูวนัยเดินไปแล้วก็บ่นตัวเอง “ไอ้ไผ่เอ๊ยไอ้ไผ่...ทำไมไม่พูดออกไปว้า...อย่างน้อยพาตำรวจไปด้วยจะได้อุ่นใจ” แต่แล้วก็ตัดใจ ปลอบใจตัวเองว่า “แค่เอาของไปคืน...คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง”

ooooooo

ไผ่พญาไปที่โรงรับจำนำเพื่อไถ่ของ เฮียรับเงินไปนับแล้วบอกให้รอเดี๋ยว ครู่หนึ่งก็เดินเอาของออกมาให้ดูถามว่าใช่ไหม ไผ่ดีใจบอกว่าใช่ รีบหยิบสร้อย เจ้าปัญหาขึ้นมาดูโดยไม่สนใจแหวนกับนาฬิกาเลย

“อ้าว...แล้วพระล่ะเฮีย” ไผ่แปลกใจเมื่อไม่เห็นพระสมเด็จ

“อ๋อ...มีนักการเมืองคนนึงเขาอยากได้พระสมเด็จมานานแล้ว อั๊วก็เลยปล่อยไป” เฮียบอกหน้าตาเฉย ไผ่โวยว่า ของตนยังไม่ขาดและเงินตนก็ให้ครบ แล้วมาปล่อยของของตนได้ยังไง เฮียพูดหน้าตาเฉยว่า “ไอ้เงินสองหมื่นเนี่ยมันได้แค่สร้อย ส่วนพระสมเด็จของแท้หายากอย่างนั้นน่ะ ลื้อต้องเอามาสองล้าน”

“สองล้าน! ของแท้เหรอเฮีย...แล้วตอนนั้นทำไมเฮียบอกว่าของปลอม!”

เฮียชะงักที่หลุดปากออกไป ตัดบทไล่ไผ่เอาดื้อๆ อ้างว่าจะปิดร้านแล้ว ไผ่ไม่ยอม บอกว่าตนต้องการพระนั้นจริงๆ เฮียก็ยังเอาแต่ไล่ ไผ่เลยยื่นมือเข้าไปกระชากคอเสื้อเฮีย ดึงมาจนติดลูกกรง สั่ง “เอาพระมาให้ฉัน!”

เฮียตะโกนทันที “ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...อีนี่มันจะปล้นอั๊ว!!!”

คนในร้านวิ่งกรูออกมาพร้อมปืน ไผ่พญาเห็นท่าไม่ดีเลยหนีออกไป

ไผ่กลับมาบอกทุกคนว่าพระสมเด็จหายไปแล้ว ทุกคนตกใจเพราะวันนี้ครบกำหนดสามวันที่พายัพขีด

เส้นตายไว้พอดี ทุกคนมองหน้าไผ่อย่างหวังเป็นที่พึ่ง ไผ่เองก็คิดหนัก ครู่หนึ่งก็โพล่งออกมาว่า

“ฉันรู้แล้ว...”

ooooooo

จากการพบกับชาติกล้า ภูวนัยได้ข้อมูลสำคัญการใช้โทรศัพท์ของหยาดฟ้าเมียเสี่ยสมสุขนับแต่วันที่เสี่ยตายจนถึงวันที่หยาดฟ้าถูกมือปืนยิงตาย

เบอร์โทรศัพท์นั้นคือเบอร์ของผู้กำกับมารุต!

วันนี้ ภูวนัยจึงไปดักพบมารุตที่ลานจอดรถ แล้วนั่งรถไปคุยกันในที่ลับตาคน มารุตบอกภูวนัยว่า

“ตอนนี้คณะกรรมการกำลังดูจากหลักฐานอยู่ คิดว่า เดือนหน้าอาจจะเรียกคุณเข้าไปให้ปากคำเพิ่มเติม”

“ผมคิดว่าผมพอจะรู้คำตอบอยู่แล้วครับ” มารุตมองหน้าถามว่าทำไมคิดอย่างนั้น “ผมได้ข่าวมาว่า มีผู้ใหญ่หลายคนร่วมขบวนการค้ายา ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ คงไม่มีใครเก็บคนที่จะเปิดโปงพวกเขาเอาไว้หรอกครับ”

“ใครเป็นคนบอกคุณ” เสียงมารุตเครียด

“ผู้กำกับก็รู้ว่าผมพูดไม่ได้...แล้วบางที...การที่คุณนายหยาดฟ้าตาย ก็อาจจะเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกัน”

ภูวนัยพูดหยั่งเชิง เห็นมารุตกำพวงมาลัยแน่น

ooooooo

วันนี้ ตะวันฉายไปช่วยยายสีทำโน่นทำนี่เพราะแกไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน มีอะไรก็ได้อาศัยตะวันฉายที่มีน้ำใจมาช่วยดูแล เพื่อตอบแทนน้ำใจยายสีเอามะยมใส่ถุงมาให้ บอกให้เอาไปแบ่งให้แฟนกินด้วย

ตะวันฉายบอกว่าตนยังไม่มีแฟน ยายสีบอกว่าไม่อยากเชื่อคนหน้าตาดีๆอย่างนี้จะไม่มีแฟน ถามว่าแล้วไม่มีคนที่ชอบหรือ ตะวันฉายยิ้มเขินๆ นึกถึงไผ่พญาขึ้นมาไม่รู้ตัว หิ้วถุงมะยมบ่ายหน้าไปฟาร์มสุขอย่างอารมณ์ดี

เป็นเวลาที่ม่านหมอกกำลังพยายามจะออกข้างนอก พรรษาอ้อนวอนอย่าทำอย่างนั้นเลย ถ้าเบื่อก็มาช่วยตนรดน้ำต้นไม้ก็ได้ ระหว่างนั้นม่านหมอกเหลือบเห็นตะวันฉายเดินมา ก็หลบเข้าบ้านไปเขินๆ พรรษาถอนใจนึกว่าม่าน– หมอกโกรธตน ก็พอดีตะวันฉายหิ้วถุงมะยมเข้ามาทัก พรรษาแปลกใจถามว่ามาได้ยังไง เพิ่งตรวจไปไม่ถึงเดือนไม่ใช่หรือ

“ผมไม่ได้มาตรวจหรอกครับ...พอดีผมผ่านมาแถวนี้ก็เลยแวะเข้ามาเยี่ยมน่ะครับ” พูดแล้วมองไปรอบๆ ถาม “แล้วนี่ไปไหนกันหมดครับ” พรรษาบอกว่าอยู่ในบ้านกัน ตะวันฉายเจาะจงถามว่า “แล้วคุณครูล่ะครับ”

“โทษทีค่ะ เมื่อกี๊คุณตะวันถามถึงคุณภูหรือคุณครูคะ” ตะวันฉายโมเมว่าทั้งสองคนแหละ “ถ้าอย่างนั้นสองคนนั้นที่คุณตะวันถามหาไม่อยู่หรอกค่ะ คุณแม่ของครูไผ่เสียค่ะ คุณภูก็เลยอาสาขับรถพาครูไผ่กลับกรุงเทพฯ”

ม่านหมอกที่หลบเข้าไปในบ้าน แอบดูตะวันฉายแล้วคิดอะไรบางอย่าง เมื่อตะวันฉายหิ้วถุงมะยมกลับไปที่รถ ม่านหมอกจึงตามไปขอให้พาตนไปข้างนอกหน่อย

“อยากให้พี่โดนจับรึไง” ตะวันฉายพูดทีเล่นทีจริง ม่านหมอกถามว่าโดนจับเรื่องอะไร “อ้าว...ก็โดนข้อหาพรากผู้เยาว์ไง ยิ่งคุณภูเป็นตำรวจด้วย พี่ตายแน่”

ม่านหมอกอ้างว่าตนไม่ใช่เด็กแล้ว ให้อยู่แต่บ้านเบื่อจะแย่ ตะวันฉายเลยบอกให้กินมะยมดู ถ้ากินแล้วหน้าไม่เป็นแบบตนก็สัญญาว่าจะยอมเสี่ยงพาออกไป ม่านหมอกดีใจหยิบมะยมไปกิน พอเคี้ยวกร้วมเท่านั้นก็หน้าเบ้ ตะวันฉายเลยปรับให้แพ้ เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องอยู่บ้านไปก่อน แล้วยื่นมะยมให้ทั้งถุง บอกให้เอาไปฝึกกินคราวหน้าตนอาจจะแพ้ก็ได้ ว่าแล้วก็เอามือขยี้หัวม่านหมอกอย่างเอ็นดูแล้วกลับไป

ม่านหมอกรับถุงมะยมเอามือจับหัวที่ตะวันฉายขยี้เมื่อครู่นี้เหมือนจะซึมซับความรู้สึกยิ้มเขินๆ เดินกลับไป

แต่เพราะถุงรั่ว มะยมร่วงไปตามทางจนเกือบหมด พอม่านหมอกรู้ตัวก็เดินเก็บมะยมย้อนมาตามทาง

ผจญแบกจอบจะไปทำงาน เห็นมะยมตกอยู่ก็หยิบกินเปรี้ยวจนหน้าเบ้ แต่ก็อร่อยเก็บไปตามทางจนไปเจอกับม่านหมอกเข้า ม่านหมอกทวงว่านั่นมะยมของตน ทันใดนั้นเสียงพรรณรายก็แจ๋ขึ้น หาว่าสองคนทำอะไรกัน ถูกม่านหมอกด่าว่าคิดต่ำๆ ส่วนผจญทั้งตกใจและไม่ สบายใจ รีบขอโทษม่านหมอก ถูกเธอปามะยมใส่หน้าแล้วเดินกลับไป

พรรณรายเดินไปเจอเผ่าพงศ์กับม่านเมฆกำลังเล่นหมากฮอสกันอยู่ ก็เข้าไปถามหาภูวนัย พอรู้ว่ายังไม่กลับและถูกม่านเมฆกวนประสาทว่าเขาสองคนคงกำลังทำธุระกันอยู่ ก็อาละวาดกระทั่งล้มกระดานหมากฮอสแล้วออกไปอย่างหัวเสีย แต่ความแค้นทำให้เธอหาทางแก้เผ็ดคนบ้านนี้ ย้อนกลับมาโกหกทุกคนว่า

“ฉันโทร.หาภูติดแล้ว เขาฝากฉันดูแลคุณพ่อกับเด็กๆ และให้สอนหนังสือแทนยัยครูนั่นด้วย” ม่านหมอกโต้ว่าไม่จริง เธอท้าให้โทร.ไปถามภูวนัยดู

ม่านหมอกหาทางหนามยอกเอาหนามบ่ง บอกม่านเมฆว่า ในเมื่อเขาอยากสอน เราก็ลองเรียนหน่อยจะเป็นไรไป

เมื่อพรรณรายเริ่มสอน ทั้งสามคือม่านหมอก ม่านเมฆ มีเผ่าพงศ์ผสมโรงด้วย ก็แกล้งทำเป็นง่วนกับอะไรอยู่ใต้โต๊ะ พรรณรายจับได้ว่าเป็นแฮมเบอร์เกอร์ ก็แย่งเอาไปกัดกินประชด

ปรากฏว่าเป็นแฮมเบอร์เกอร์จิ้งจก เธอพะอืดพะอมจะอ้วก ม่านหมอกรีบเอาน้ำให้ เธอรับไปดื่มจึงเห็นกิ้งกือนอนอยู่ก้นแก้ว ครั้นจะบ้วนทิ้งก็ถูกขู่ว่าบ้านเลอะเดี๋ยวจะฟ้องภูวนัยเลยไม่กล้า

พรรณรายวิ่งออกไปจะบ้วนน้ำทิ้งเหยียบเอา

สเก็ตบอร์ดที่ถูกเอามาวางดักไว้ลื่นพรืดลงสระไปตูมใหญ่

ม่านหมอก ม่านเมฆ และเผ่าพงศ์ ตบมือไฮไฟว์ กันอย่างสะใจที่ได้เอาคืนพรรณรายอย่างเจ็บแสบ

ooooooo

ขิงกับกระดังงาพากันลาไผ่อย่างเศร้าเสียใจ ไผ่ขอโทษที่ทำให้เพื่อนเดือดร้อนถามว่าแล้วสองคนจะไปอยู่ที่ไหน

“ยังไม่รู้เหมือนกัน เพราะหนีไปไหน ถ้าพวกมันอยากจะหาก็คงจะเจออยู่ดี” กระดังงายังมืดแปดด้าน

“ไอ้งามันไม่เชื่อที่ฉันบอกให้หนีไปอยู่ในตะราง ในเมื่อพวกมันเป็นผู้ร้าย เราก็ต้องเข้าไปอยู่กับตำรวจ ไอ้ไผ่แกคิดเหมือนฉันไหม” ขิงถาม

ไผ่ไม่ทันตอบ ขิงก็ถูกกระดังงาด่าเสียก่อนว่า จะเข้าไปอยู่ตะรางก็ไปคนเดียวตนจะได้หาผัวใหม่ แล้วบอกไผ่ว่า

“แกไม่ต้องห่วงพวกเราหรอก เพราะพวกเราไม่ได้มีของที่มันอยากได้ แกนั่นแหละจะไปไหน”

“พวกแกไปเถอะ แล้วไปอยู่ที่ไหนก็อย่าลืมส่งข่าวบอกมาด้วยล่ะ” ไผ่โผกอดกระดังงา “โชคดีนะเพื่อน”

“พวกมันน่ะรอดแน่ แต่แกกับข้านี่จะเอายังไง แกมีที่ไปแล้วเหรอ” ลำไยถามเมื่อขิงกับกระดังงาไปแล้ว

ไผ่คิดเครียด ครู่หนึ่งจึงเข้าตู้โทรศัพท์สาธารณะโทร.หาภูวนัย แต่โทร.ไม่ติด บอกแม่ว่าเขาอาจจะปิดเครื่อง พูดไม่ทันขาดคำ ภูวนัยก็เข้ามาถามว่า “มารอนานหรือยัง”

“โห...ฉันโทร.หานายตั้งหลายครั้ง” ไผ่บ่น เขาบอกว่าแบตหมดตั้งแต่เมื่อวานแล้วมองไปทางลำไยเชิงถาม

“สวัสดีค่ะคุณ ฉันเป็นแม่ไอ้ไผ่มันน่ะค่ะ” ลำไยรีบแนะนำตัวเอง ภูวนัยมองอย่างสงสัยเพราะไผ่เพิ่งบอกว่าแม่ตายไปหยกๆ ไผ่เลยต้องโกหกว่า

“แม่บ้านน่ะค่ะ คือแม่ฉันรักแม่บ้านคนนี้มาก ก่อนท่านจากไป ท่านบอกว่าให้ฉันดูแลแม่บ้านคนนี้ด้วย”

ลำไยแปลกใจดึงไผ่เข้าไปกระซิบถามว่าใครจากไป ไผ่ทำเสียงดุๆ ว่าเอาไว้จะเล่าให้ฟังทีหลัง ลำไยสงสัยอีกว่าภูวนัยเป็นใคร ไปอยู่ด้วยปลอดภัยแน่หรือเปล่า ไผ่กลัวภูวนัยได้ยิน เลยลากแม่ไปคุยที่อีกมุมหนึ่งของวัดที่ลับตาคน

“มีอะไรวะ ทำไมต้องมาคุยตรงนี้ด้วย”

“แม่จำเรื่องที่ไอ้ขิงมันบอกได้ไหม” ลำไยถามว่า ที่มันเป็นฝีที่จั๊กกะแร้เหรอ “ไม่ใช่...ที่มันบอกว่า ถ้าเราอยากรอดให้เราไปอยู่กับตำรวจ”

“เออ...แล้วทำไม” ถามแล้วฉุกคิดได้ร้องตกใจ “เฮ้ย...อย่าบอกนะว่า...”

“ใช่...ผู้ชายคนนั้นเป็นตำรวจ”

“เฮ้ย!!” ลำไยร้องดังกว่าเก่า จนไผ่ต้องเอามือปิดปากไว้ ลำไยดึงมือไผ่ออก ถามหน้าเผือดว่า “ไอ้ไผ่... แกก็รู้ว่าข้าไม่ถูกกับตำรวจ”

“แต่เราไม่มีทางเลือกแล้วนะแม่”

“แต่ข้ามีเว้ย...เอ็งจำไอ้เน่าแถวบ้านเราได้ไหม มันเคยชวนข้าไปเป็นคนแจกไพ่ที่บ่อนเฮียกวง”

“แม่...ฉันไม่มีทางปล่อยให้แม่ไปคนเดียวแน่ๆ”

“ไอ้ไผ่...แม่รู้ว่าลูกห่วงแม่...แต่เชื่อแม่สิ แม่เอาตัวรอดได้ ไปอยู่กับเฮียกวงน่ะ แม่ว่ายังจะปลอดภัยกว่าตำรวจอีก” พูดแล้วเห็นไผ่น้ำตาซึม ลำไยถาม “ไอ้ไผ่...แกรักแม่ไหม ถ้ารักแม่แกต้องปล่อยแม่ไป ให้แม่อยู่กับสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข ส่วนแกก็ไปอยู่กับ
ตำรวจนั่นซะ ถ้าแกคิดว่าเขาช่วยแกได้”

“ไม่...ฉันจะไปกับแม่” ไผ่กอดแม่ไว้น้ำตาไหลพราก ลำไยกอดไผ่ร้องไห้ไปด้วย

“ข้าไม่ได้ตาย แกจะร้องไปทำไม...ไป...ไปได้แล้ว” ลำไยผลักไสไผ่ให้เดินไปหาภูวนัย แม่ลูกกอดลากันน้ำตาอาบหน้า ต่างใจหายไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้เจอกันอีก...

ooooooo

เมื่อขิงกับกระดังงาหนีไปแล้ว พายัพมาเล่นงานโสภีที่ดิออร์แกน ทำร้ายเธอจนเลือดกบปากทรุดไปกองกับพื้นเดินเข้าไปตะคอกถาม

“ทำไมถึงได้ปล่อยพวกมันไป”

“ที่นี่เป็นที่ของฉัน ฉันจะทำอะไรทำไมต้องขออนุญาตแก” โสภีไม่ยอมสยบหัวให้ เลยถูกพายัพตบจนหน้าหัน แล้วจับผมกระชากเหวี่ยงไปชนข้าวของหล่นแตกกระจาย โสภีหันมายิ้มอาฆาตถามว่า

“แกรู้ใช่ไหมว่าทำกับฉันแบบนี้...เสธ.โรจน์จะทำยังไงกับแก”

“แล้วแกคิดว่า แกจะมีปัญญาไปบอกใครได้เหรอ!”

พายัพยิ้มเลือดเย็นเดินเข้าหา โสภีถามว่าจะฆ่าตนหรือ พายัพดึงโสภีไปกอด ถามเสียงลอดไรฟันว่า

“ฉันจะทำอย่างนั้นทำไม...ฉันไม่ฆ่าเธอหรอก ฉันจะปล่อยให้เธออยู่อย่างนี้...เพราะยังไง พวกมันก็ต้องย้อนกลับมาที่นี่อีก...คนแรกที่แกต้องโทร.หาคือใคร?!”

โสภีจ้องหน้าอย่างเคียดแค้นแต่ไม่ตอบ พายัพลุกขึ้นพูดอย่างไม่สนใจว่า

“อ๋อ...ส่วนเธอจะไปฟ้อง เสธ.อะไรของเธอก็ตามใจ...

อย่าลืมสะกดชื่อฉันให้ถูกด้วยก็แล้วกัน”

พายัพยิ้มเหี้ยมแล้วออกไปพร้อมลูกน้อง โสภีมองตามอย่างแค้นใจที่ต้องเจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจ

ooooooo

ภูวนัยพาไผ่พญากลับมาที่ฟาร์มสุข ม่านเมฆร้องทักพ่ออย่างดีใจแต่วิ่งผ่านภูวนัยโผเข้ากอดไผ่ทำเอาภูวนัยเซ็ง เมื่อเข้ามาในห้องรับแขก ม่านหมอกกับเผ่าพงศ์นั่งดูทีวีกันอยู่ ไผ่ไหว้เผ่าพงศ์และทักทายม่านหมอก

“เป็นไงพ่อ...เรียบร้อยไหมครับ” ภูวนัยถาม

เผ่าพงศ์หันมองม่านหมอกฝ่ายนั้นทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เขาจึงบอกภูวนัยว่า “เรียบร้อย ไม่มีอะไรนี่”

“แต่พ่อไม่น่าให้ยัยพั้นซ์มาสอนเราเลยนะ”

ม่านเมฆติง ภูวนัยถามว่าพั้นซ์มาหรือ

“เห็นไหม หนูบอกแล้วว่ายัยนั่นไม่ได้โทร.หรอก” ม่านหมอกยิ้มที่มุมปากหันไปพูดกับเผ่าพงศ์

“ไม่มีเรื่องอะไรใช่ไหม” ภูวนัยถาม ทั้งที่สังหรณ์ใจว่าพรรณรายมาที่นี่ต้องไม่ธรรมดาแน่

ทันใดนั้น เสียงเสกสรรก็มาโวยวายอยู่หน้าบ้าน ตะโกนท้าเหยงๆ

“เฮ้ย! ออกมาสิวะ!!”

ภูวนัยมองหน้าทุกคนอย่างรู้ทันทีว่า ทั้งสามต้องทำอะไรไว้แน่ๆ เขาลุกออกไปเผชิญหน้าเสกสรรถามอย่างสุภาพ

“มีอะไรอีกครับ”

“มีอะไร? แกถามได้ยังไงว่ามีอะไร คอยดูนะฉันจะแจ้งตำรวจจับพวกแกให้หมดในข้อหาทำร้ายร่างกายยัยพั้นซ์”

“คุณพั้นซ์โดนทำร้ายร่างกายเหรอคะ” ไผ่ถามในขณะที่ภูวนัยชะงักอึ้ง พอเสกสรรยืนยันว่าใช่ ภูวนัยถามว่าแล้วพั้นซ์เป็นอะไรหรือเปล่า

“โชคดีที่ฉันพาส่งโรงพยาบาลทันไม่อย่างนั้นละก็ ฉันจะให้พวกแกทุกคนชดใช้ในสิ่งที่พวกแกทำกับลูกสาวฉัน”

“แล้วคุณแน่ใจเหรอคะว่าเป็นฝีมือของคนในบ้านนี้” ไผ่รับหน้าเต็มที่

“นี่ถ้าไม่รู้ว่าเป็นครูบาอาจารย์ละก็...ผมตบกลิ้งไปแล้ว ทำไมต้องให้ยัยพั้นซ์ตายก่อนใช่ไหมพวกแกถึงจะเชื่อ”

ไผ่หันมองหน้าภูวนัย เห็นเขาเครียดลงทันที

ooooooo

ภายในห้องนั่งเล่น ภูวนัยเข้ามาชำระความ เผ่าพงศ์และม่านหมอก นั่งก้มหน้างุด ส่วนม่านหมอกนั่งคอแข็งหน้านิ่ง ภูวนัยถามเสียงเครียดว่า

“ตกลงจะไม่มีใครยอมรับใช่ไหม...อะไรกัน

พ่อไม่อยู่แค่วันเดียว ทำไมถึงได้ก่อเรื่องราวได้ขนาดนี้”

เผ่าพงศ์เตือนว่าค่อยๆ พูดก็ได้ เลยถูกสวนมาว่า “พ่อก็เหมือนกัน เป็นผู้ใหญ่ทำไมไม่ห้าม” ทำเอาเผ่าพงศ์สะอึก ม่านหมอกพูดขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ฉันเป็นคนทำเอง” ม่านเมฆแทรกขึ้นว่า “พวกเราทำด้วยกันหมดแหละ”

“แต่ฉันเป็นคนคิด เอาซิ ฉันเป็นคนทำจะทำอะไร จะส่งฉันไปให้ตำรวจอย่างที่ไอ้พ่อเลี้ยงนั่นว่าหรือไง” หมอกท้า ภูวนัยเสียงอ่อนลงว่าทำไมต้องทำถึงขนาดนี้เกิดพั้นซ์ตายขึ้นมาจะว่าไง “จะไปยากอะไร ฉันตายไปอีกคนไง เรื่องก็จบ!”

“ฉันว่านายใจเย็นก่อนเถอะ ตอนนี้เราก็ไม่รู้ว่าคุณพั้นซ์เป็นอะไรมากน้อยแค่ไหน แล้วอีกอย่าง ฉันอยากให้นายฟังความสองข้าง ว่าทำไมเมฆ หมอก แล้วก็คุณลุงถึงได้ทำอย่างนั้น” ไผ่ไกล่เกลี่ยอย่างไม่อยากให้พ่อลูกทะเลาะกัน

“ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ เพราะเขามักจะเห็นคนอื่นสำคัญกว่าคนใกล้ตัวอยู่แล้ว” ม่านหมอกประชด

ภูวนัยตัดบทบอกม่านหมอกให้ไปนอนเสีย พรุ่งนี้ตนจะพาไปขอโทษพั้นซ์ที่โรงพยาบาล ม่านหมอกเสียงแข็งว่า

“ฉันไม่ไป” ภูวนัยดุว่าทำผิดก็ต้องยอมรับผิด “แต่ฉันไม่ได้เริ่มก่อน ถ้าอยากให้ฉันขอโทษ อาก็ไปลากยัยนั่นมาขอโทษฉันก่อน”

ไผ่เสนอตัวจะไปขอโทษแทนม่านหมอก ภูวนัยไม่ยอม ยืนยันว่า ใครทำคนนั้นต้องรับผิดชอบ ม่านหมอกลุกเดินออกไปอย่างไม่พอใจ ภูวนัยร้องเรียกก็ไม่สนใจ

ไผ่พยายามขอไปแทนม่านหมอกอีก เลยโดนภูวนัยดุ

“คุณเป็นครูยังไง แทนที่จะสอนให้รู้จักรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง แต่กลับออกหน้ารับผิดเสียเอง ทำอย่างนี้เดี๋ยวก็ได้ใจกันใหญ่”

“เอ้า...โน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้แล้วจะให้ฉันทำยังไง” ไผ่ชักฉุน

“ก็ทำให้เธอไปขอโทษพั้นซ์ที่โรงพยาบาลพรุ่งนี้ไง!” พูดแล้วเดินออกไปเลย ไผ่พญามองตามอย่างเหนื่อยใจ...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.9 บุญวดี เผยด้านมืด เล่าเรื่องเลวๆ ของพีทให้ชาครีย์ฟัง
20 เม.ย. 2564

09:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 17:50 น.