ตอนที่ 8
ภูวนัยถูกยิงตกนํ้า หัวกระแทกเสาปูนอย่างแรง ร่างค่อยๆจมลงสู่ใต้นํ้า...
ชาติกล้าชะโงกดูยกปืนจะยิงซํ้า แต่มีคนเดินมาจึงต้องเก็บปืน มองผิวนํ้าที่ราบเรียบ เชื่อว่าภูวนัยตายแล้ว
คืนนี้เอง มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งมาพลอดรักกันที่บันไดท่านํ้า จู่ๆภูวนัยก็โผล่ขึ้นมาร้องขอความช่วยเหลือ หนุ่มสาวตกใจลุกหนีไป ภูวนัยพยายามดึงตัวเองขึ้นจากนํ้า พอร่างขึ้นพาดบันไดก็หมดสติไป...
ดึกแล้ว ไผ่กระวนกระวายใจที่ไม่เห็นภูวนัยกลับมาที่โรงแรม ไปถามที่เคาน์เตอร์ว่าคนชื่อภูวนัยอยู่ห้องไหน พนักงานเช็กแล้วไม่มีแขกชื่อนี้
ไผ่เริ่มใจคอไม่ดีไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะกำลังจะกลับขึ้นห้องนั่นเอง เห็นทีวีออกข่าว...
“ขณะนี้พบชายไม่ทราบชื่อถูกยิงบริเวณท่านํ้าสะพานพระราม 8” ไผ่เพ่งดูเห็นหน่วยอาสากู้ภัยกำลังลำเลียงชายคนหนึ่งผ่านผู้สื่อข่าว เห็นเพียงแว่บเดียวไผ่ก็จำได้ว่าคือภูวนัย!
ที่ ป.ป.ส.ชาติกล้ากลับมาคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปหยกๆ หยิบมือถือขึ้นมากดลบเบอร์ของภูวนัยที่โทร.ติดต่อกัน เอนหลังพิงพนักอย่างโล่งใจ
ขณะนั้นเอง จ่าวีระกับราชัยเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน ถามชาติกล้าว่ายังไม่กลับหรือ เขาตอบด้วยนํ้าเสียงปกติว่ากำลังจะกลับ ย้อนถามว่าแล้วพวกจ่ากลับมาทำอะไรที่นี่
“หัวหน้ายังไม่รู้เรื่องหมวดภูเหรอครับ” จ่าราชัยถาม ชาติกล้าชะงักรีบเก็บอาการถามว่า ภูวนัยทำไม มีอะไร จ่าบอกว่า “ก็มีคนพบหมวดภูถูกยิงที่สะพานพระราม 8 น่ะครับ”
“ไอ้ภูถูกยิง! แล้ว...เป็นไง”
“สาหัส...แต่ไม่ตายครับ ตอนนี้หมวดภูถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลแล้วครับ นี่พวกเรากลับมาเอาของแล้วจะไปหาหมวดภูกัน หมวดไปด้วยกันไหมครับ” จ่าวีระชวน
“ได้...เดี๋ยวผมขอจัดการอะไรให้เรียบร้อยก่อน แล้วผมจะรีบตามไปแล้วกัน”
เมื่อจ่าทั้งสองเก็บของเสร็จออกไป ชาติกล้าพึมพำแววตาเหี้ยม “ไอ้ภู!!”
ooooooo
ร่างไร้สติของภูวนัยถูกนำเข้าห้องไอซียูทันที จากการตรวจพบว่าเขาถูกยิง 3 จุด ที่ท้องและที่หัวไหล่ ส่วนที่ศีรษะมีแผลแตกยาว หมอต้องรีบผ่าเอาหัวกระสุนออกเป็นอันดับแรก
ไผ่ไปถึงโรงพยาบาล ตรงไปที่ประชาสัมพันธ์แจ้ง ความประสงค์มาเยี่ยมชายถูกยิงที่สะพานพระราม 8 พนักงานแจ้งว่ายังไม่ออกจากห้องผ่าตัด ไผ่ถามทางแล้ววิ่งไปทันที ไปถึงเห็นชาติกล้า จ่าวีระ กับราชัย นั่งกันอยู่ก่อนแล้ว
“ทำไมมากันเยอะแยะอย่างนี้?” ไผ่รีบหลบ
นอกจากไผ่ต้องหลบพวกชาติกล้าแล้วยังต้องคอยหลบตำรวจที่เดินไปมา ใจคอไม่อยู่กับตัวกลัวชุดสีกากีจับใจ เมื่อหลบเข้าไปในห้องตรวจห้องหนึ่ง เห็นเสื้อกาวน์ของหมอก็ฉุกคิดอะไรได้ คว้าเสื้อกาวน์ใส่มีหน้ากากอนามัยคาดปากจมูก จึงค่อยใจชื้น เดินผ่านพวกตำรวจไปแถวห้องผ่าตัด คอยฟังข่าวภูวนัย
“ตอนนี้คนไข้ปลอดภัยแล้วนะคะ” พยาบาลบอกสองจ่ากับชาติกล้าที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องผ่าตัด ชาติกล้าถามว่าเข้าเยี่ยมได้หรือยัง “ยังค่ะ ถึงคนไข้จะพ้นขีดอันตรายแล้วแต่ก็ยังต้องอยู่ในห้องไอซียู”
ชาติกล้าขอบคุณพยาบาลแล้วหันไปชวนสองจ่าให้กลับไปพักผ่อน และตามล่าคนที่ทำหมวดภูดีกว่าเพราะพยาบาลบอกแล้วว่าภูวนัยปลอดภัยแล้ว ถึงอยู่ก็เข้าเยี่ยมไม่ได้
“แต่พวกเราเป็นห่วงหมวดเขาน่ะครับ” ราชัยยังไม่ยอมกลับ
“หมวดภู...อย่าให้รู้นะว่าใครทำ” วีระคำรามเมินหน้าไปทางอื่น
ส่วนไผ่พญาใส่เสื้อกาวน์มีหน้ากากอนามัยคาด ปิดปากปิดจมูก เดินเข้าไปยืนมองภูวนัยที่นอนไม่ได้สติ มีเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์ต่างๆ ห้อยระโยงระยาง เธอพึมพำอย่างสะเทือนใจ
“ทำไม...ทำไมนายถึงเป็นแบบนี้ได้” ไผ่กุมมือเขาบอกเบาๆ “นี่ฉันเองนะ...นายได้ยินฉันไหม...”
ไผ่เหลือบเห็นคนเดินมา เธอตกใจรีบมุดเข้าซ่อนตัวใต้เตียง
คนที่เดินเข้ามาคือชาติกล้านั่นเอง! เขามองซ้าย มองขวาอย่างระแวดระวัง ตรงไปที่เตียงจ้องหน้าภูวนัยแววตาเหี้ยม พึมพำ “ไอ้ภู...ทำไมแกไม่ตายวะ”
ไผ่ตกใจแต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร พยายามโผล่มาดูเห็นชาติกล้าหยิบปืนเก็บเสียงออกมา ไผ่ยิ่งตกใจผลุบกลับไปใต้เตียง ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เหลือบเห็นที่กดเรียกพยาบาลห้อยอยู่ เธอคว้าไปกดทันที ภูวนัยที่กำลังจะเหนี่ยวไก เห็นพยาบาลเข้ามา เขารีบเก็บปืน พยาบาลถามว่ามีอะไรหรือ แล้วมองเขาเชิงตำหนิถามว่า
“อ้าว...แล้วนี่คุณเข้ามาได้ยังไง...ยังเยี่ยมไม่ได้นะคะ”
“เออ...ได้ครับ...แล้วพรุ่งนี้ผมจะมาเยี่ยมใหม่” ชาติกล้าจำต้องออกไปอย่างเสียดายโอกาสมาก
ไผ่ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง ถอนใจโล่งอกกับนาทีชีวิตของภูวนัย
ooooooo
ชาติกล้ายังไม่ยอมไปไหน ออกมาหลบอยู่แถวนั้นจนเห็นปลอดคนจึงเข้าไปที่ห้องไอซียูอีกครั้ง เจอไผ่กำลังจะออกมาพอดี ต่างผงะตกใจ
ไผ่รู้เจตนาของชาติกล้า คิดหาทางช่วยทั้งตัวเองและภูวนัย อาศัยเสื้อกาวน์กับหน้ากากอนามัยที่ใส่อำพรางใบหน้า ถามว่าพยาบาลไม่ได้บอกหรือว่าห้ามเยี่ยม ชาติกล้าโกหกว่าตนลืมของไว้จะกลับมาเอา
เพื่อหาทางกันชาติกล้าออกไป ไผ่ถามว่าเขาเป็นอะไรกับคนไข้ ชาติกล้าบอกว่าเป็นเพื่อน ไผ่ทำท่าพอใจบอกว่า
“งั้นก็ดีเลยค่ะ เดี๋ยวช่วยไปเซ็นเอกสารยินยอมตรงโน้นก่อนได้ไหมคะ ไม่นานหรอกค่ะ”
ชาติกล้าไม่อยากซักถามกันมากจึงเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อเซ็นเอกสาร แต่พยาบาลบอกว่าไม่มีเอกสารอะไรและตอนนี้หมอก็ไม่อยู่แล้ว ทำให้เขาเอะใจรีบย้อนกลับไปที่ห้องไอซียู ปรากฏว่าภูวนัยหายไปแล้ว! เขารีบออกมามองหาเห็นหลังไผ่เข็นเตียงภูวนัยอยู่ไวๆ จึงวิ่งไล่ตามไป
ไผ่เข็นเตียงภูวนัยหนีสุดฤทธิ์ จนไปเจอห้องดับจิตจึงเข็นเตียงหลบเข้าไป โชคดีเจอคนมารับศพ ไผ่ฉวยโอกาสโมเมเอาร่างไม่ได้สติของภูวนัยใส่โลงขึ้นรถออกไปตัวเองตามไปด้วยอ้างกับเจ้าหน้าที่ขนศพว่าเป็นญาติ
ชาติกล้าตามมาเห็นท้ายรถขนศพ เขาสบถอย่างหัวเสีย
“โธ่เว้ย!!!”
พาภูวนัยหนีรอดออกมาได้แล้ว ไผ่โทรศัพท์ไปหาลำไยที่โรงแรมบอกให้รีบมาพบตนที่วัดเพื่อหาทางช่วยภูวนัยต่อไป
ระหว่างที่ซุ่มรอลำไยนั้น ไผ่ใจคอไม่ดีเมื่อมีหลวงพี่กับสัปเหร่อมามองๆ โลงศพที่วางไว้ข้างศาลา สัปเหร่อบอกหลวงพี่ว่าเดี๋ยวตนจะตามเด็กวัดมาช่วยยก แล้วแยกกันไป
ไผ่รีบพรวดไปที่โลงพยายามจะเอาร่างภูวนัยออกมาแต่ทำไม่ได้ ระหว่างนั้นหลวงพี่เดินกลับมาอีกที ไผ่รีบหลบหมอบอยู่ข้างโลง ใจร้อนรุ่มๆว่าทำไมแม่ไม่มาสักที ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงลำไยมาถามหลวงพี่ว่าศาลาสี่อยู่ไหน
หลวงพี่ถามว่าเป็นญาติของนายผจญหรือ ลำไยอึกอัก หลวงพี่ไม่ติดใจเดินผละไปเพราะอยู่ลำพังกับสีกาในที่ปลอดคนดูไม่ดี ไผ่จึงโผล่มาบอกลำไยให้ช่วยกันพาภูวนัยหนี
ooooooo
เมื่อพลาดโอกาสที่จะเด็ดชีวิตภูวนัยถึงสองครั้ง ชาติกล้าจำต้องกลับไปรายงานวศินว่าเขากำจัดภูวนัยไม่สำเร็จ
“ลื้อปัญญาอ่อนรึไง ทำอะไรทำไมไม่ปรึกษาอั๊วก่อนวะ” วศินทุบโต๊ะปังอย่างโกรธจัด
“ท่านไม่รู้จักมันเหมือนผม...ไอ้ภูมันเหมือนหมาบ้า ผมเกรงว่าถ้าปล่อยไว้ มันจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว”
วศินถามว่าเลยคิดจะปิดปากใช่ไหม ถามว่ากลัวอะไร ภูวนัยก็แค่ตำรวจเล็กๆคนหนึ่ง ต่อให้รู้ทั้งเรื่องของชาติกล้าและเรื่องของตนหรือรู้มากกว่านี้ ก็ทำอะไรไม่ได้ ด่าแล้วถามว่า “แล้วลื้อมาหาอั๊วทำไม คงไม่ได้ให้อั๊วลงไปยุ่งด้วยใช่ไหม”
“ไม่ต้องหรอกครับท่าน ผมมีแผนของผมอยู่แล้วครับ ผมแค่มาบอกท่าน เพื่อให้ท่านรับรองในสิ่งที่ผมกำลังจะทำ”
“ลื้อจะทำอะไร”
“ในเมื่อเรารับบทคนดี มันก็ต้องมีคนที่รับบทเป็นผู้ร้ายใช่ไหมครับ” ชาติกล้าแววตาเจ้าเล่ห์เลือดเย็น
ได้ฟังและเห็นแววตาของชาติกล้า วศินก็อ่านใจเขาออกว่าคิดจะทำอะไร
ooooooo
แม้ข่าวของภูวนัยจะเป็นข่าวใหญ่แต่ที่ฟาร์มสุขก็ไม่มีใครรู้ จนกระทั่งพรรณรายมาบอก ทุกคนจึงติดตามข่าวจากทีวี เห็นชาติกล้ากำลังให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อย่างตึงเครียดอยู่หน้า ป.ป.ส.
นักข่าวถามชาติกล้าว่าจริงหรือที่หัวหน้า ป.ป.ส.เป็นคนค้ายาเสียเอง ชาติกล้ามองหน้านักข่าวคนนั้น พูดอย่างไม่พอใจว่า
“ถามให้ดีหน่อยนะครับ หัวหน้า ป.ป.ส. ปัจจุบันคือผม ส่วนหมวดภูวนัยเป็นแค่อดีต ส่วนเรื่องค้ายาหรือเปล่า เรายังให้คำตอบไม่ได้ แต่ในเบื้องต้นเราพบว่าหมวดภูวนัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้กำกับมารุต ซึ่งเป็นสายให้กับพวกค้ายาที่แฝงตัวเข้ามาอยู่ในกรมตำรวจ”
ทุกคนที่ฟาร์มสุขฟังข่าวนี้ถึงกับช็อก
การให้สัมภาษณ์นักข่าวของชาติกล้า ทำให้เพื่อนร่วมงานไม่พอใจ ชาติกล้าเองก็รู้จึงพูดกับทุกคนเมื่อกลับเข้ามาในห้องทำงานว่า
“ผมรู้ว่าทุกคนคงไม่เชื่อเรื่องที่หมวดภูมีส่วนเกี่ยวข้องกับพายัพ” ราชัยกับวีระโพล่งไปว่าใช่ พวกตนไม่เชื่อเด็ดขาดเพราะหมวดภูตั้งใจจับพวกพายัพมาตลอด ชาติกล้าสวนไปเยาะๆว่า “แล้วเคยจับได้หรือเปล่าล่ะ”
โดนย้อนเอาอย่างนี้ทุกคนก็สะอึก ชาติกล้าพูดต่อหมายย้ำหัวตะปูและเรียกร้องความเห็นใจว่า
“ผมเข้าใจว่าทุกคนยังรักและมองหมวดภูเป็นคนดีมาตลอด พวกคุณคงทำใจไม่ได้ที่มีเรื่องแบบนี้ แล้วทำไมพวกคุณไม่นึกถึงหัวอกผมบ้าง ทุกคนรักหมวดภู แต่คงไม่เท่าผม ลืมแล้วหรือว่าหมวดภูเป็นเพื่อนรักผม แล้วถ้าพวกคุณถูกเพื่อนที่คุณรักที่สุดหักหลัง จะเป็นยังไง”
วีระขอโทษชาติกล้าว่าพวกตนอาจจะเข้าใจเขาผิด เพราะพวกตนยังไม่อยากจะเชื่อว่าหมวดภูจะเป็นพวกเดียวกับพายัพ ชาติกล้าย้อนถามว่า “แล้วทำไมผมถึงได้กล้าบอกว่าไอ้ภูเป็นพวกเดียวกับพายัพ พวกคุณไม่สงสัยบ้างหรือ”
เป็นคำถามที่ทำให้ทุกคนอยากรู้ว่าชาติกล้ามีหลักฐานอะไรถึงได้กล่าวหาภูวนัยว่าเป็นพวกเดียวกับพายัพ
ที่แท้ชาติกล้าวางแผนไว้แล้ว เมื่อทำให้ทุกคนสงสัยภูวนัยแล้ว พายัพก็มาปรากฏตัวทันที ชาติกล้าทำทีเรียกพายัพมาสอบปากคำ พายัพถามอย่างท้าทายว่า เชิญตนมาให้ข้อมูลใช่ไหม อยากรู้อะไรว่ามาเลย
ชาติกล้าเอาปืนที่อยู่ในซองพลาสติกออกมา บอกว่าพบปืนนี้อยู่ที่สะพานพระราม 8 และพบลายนิ้วมือของลูกน้องพายัพบนปืนนี้ พายัพหัวเราะเยาะว่าอาจเป็นเรื่องชู้สาวก็ได้ ชาติกล้าเปลี่ยนคำถามว่า “ภูวนัยเป็นสายให้แกใช่ไหม” ถูกพายัพตำหนิว่า ถามแบบไม่รักเพื่อนเลยนะ ชาติกล้าไม่สนใจ เปิดแฟ้มดูเอกสารพลางอ้างหลักฐาน
“เราตรวจสอบบัญชีของแกพบว่า เมื่อสองเดือนที่แล้ว แกโอนเงินเข้าบัญชีหนึ่งเป็นเงินสิบล้านบาท เจ้าของบัญชีพบว่าเป็นเจ้าของแผงหมูในตลาดที่นครปฐม”
พายัพทำเป็นคิดได้ว่า เดือนที่แล้ววันเกิดลูกน้อง ตนเลยสั่งหมูมาเลี้ยง ตนเป็นคนกว้างขวางเลยต้องสั่งหมูมาเยอะ
“เจ้าของแผงหมูคนนั้น ได้โอนเงินจำนวนเท่ากันให้กับโรงฆ่าที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน แล้วเจ้าของโรงฆ่าก็คงจะจ่ายเงินให้กับไอ้ภู โดยการซื้อหมูเป็นจากฟาร์มมัน” ชาติกล้าอ้างหลักฐานโยงใย พายัพสบตาชาติกล้าแล้วปรบมือ...
“น่าชื่นชมจริงๆ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมก็คงไม่เกี่ยว เพราะผมก็แค่ซื้อหมูเท่านั้น ส่วนเจ้าของแผงเจ้าของโรงฆ่าจะเอาเงินนั่นไปทำอะไร มันไม่ใช่เรื่องของผม” ชาติกล้าซักว่าแล้วเขาโอนเงินให้ภูวนัยทำไม “หึๆเรื่องนี้ผมคงบอกไม่ได้ ผมว่าที่หมวดสืบมาได้ขนาดนี้ก็เก่งแล้ว ไม่ลองสืบต่ออีกหน่อยล่ะครับ แต่ผมใบ้ให้หน่อยก็ได้ หมวดภูวนัยที่พวกคุณรู้จักน่ะ อาจจะไม่ใช่คนดีอย่างที่คิดก็ได้”
พายัพโยนระเบิดให้ภูวนัย ทำให้เพื่อนร่วมงานที่รักและเชื่อมั่นในภูวนัยพากันอึ้งไปตามกัน
หลังจากนั้น ชาติกล้ากับพายัพนัดพบกันในที่ลับ พายัพถามว่าพอใจแล้วใช่ไหม ถามว่าชาติกล้าทำพลาดได้ยังไง จากนั้นเสนอข้อแลกเปลี่ยนว่า “ฉันช่วยแกแล้ว ตาแกช่วยฉันบ้าง”
พายัพดึงรูปไผ่พญาจากในซองออกมาให้ดูแค่ตา บอกว่าต้องการตัวผู้หญิงคนนี้ ชาติกล้าจำได้ทันทีว่า ดวงตาแบบนี้เคยเห็นที่โรงพยาบาล จำได้อีกว่าคือพยาบาลที่มีหน้ากากอนามัยคาดจมูกกับปาก เผยให้เห็นแต่ดวงตา เป็นคนที่เข็นเตียงพาภูวนัยหนีไปวันนั้น!
“ผู้หญิงคนนี้...คือคนที่ช่วยมันไว้ แล้วฉันก็เคยเห็นเธออยู่กับไอ้ภูที่ฟาร์ม”
นาทีนี้ ทั้งชาติกล้าและพายัพ ต่างต้องการตัวไผ่พญา ด้วยกันทั้งคู่!
ooooooo
พาภูวนัยหนีมาได้แล้ว ไผ่พญากับลำไยไปเช่าบ้านในย่านชุมชนอยู่ ไผ่เห็นภูวนัยไม่มีอาการผิดปกติอะไรก็เบาใจ พอเงยหน้าเห็นลำไยมองอยู่อย่างค้นหาก็ถามแม่ว่ามีอะไรหรือ
“ชอบเขาหรือไง” ลำไยถาม ไผ่ตกใจเหมือนถูกจับได้ ลำไยพูดอย่างรู้ทันว่า “คนเราถ้าไม่ชอบกัน จะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยอย่างนี้เหรอวะ”
ไผ่แก้เกี้ยวว่าถึงเป็นคนอื่นตนก็ช่วย แม่จะให้ตนปล่อยให้เขาตายไปต่อหน้าต่อตารึไง ไผ่มองหน้าแม่พูดอย่างซึ้งใจว่า “ถ้าแม่ไม่ช่วย ฉันคงไม่รอดแน่ๆ”
“ฉันไม่ได้ช่วยแก ฉันช่วยพ่อตำรวจหนุ่มนั่น แกเคยได้ยินไหมว่า คนที่ฟื้นจากความตายน่ะ จะเห็นอนาคต นี่ถ้าเขาฟื้นขึ้นมาละก็...แม่จะพาไปนั่งข้างวงไพ่ด้วยทั้งคืนเลย” แต่ไผ่เชื่อว่าแม่ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำจะคิดอะไรแบบนั้น
“แล้วนี่แกจะเอายังไงต่อไป” ลำไยถาม
ไผ่พญาหันมองภูวนัยอย่างไตร่ตรอง...ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป...
ooooooo
ข่าวเรื่องภูวนัยเป็นพวกค้ายา ทำให้ขิงกับกระดังงาร้อนใจ คุยกันว่าคงอยู่ที่ฟาร์มสุขต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะถ้าภูวนัยเป็นพวกค้ายาอย่างที่ข่าวจริง ตำรวจต้องเรียกคนในบ้านไปสอบปากคำแน่นอน และเราก็ต้องโดนด้วย
คุยกันไม่ทันไร ชาติกล้าก็โผล่เข้ามาพอดี ทำเอาทั้งสองยิ่งใจเสีย
ส่วนตะวันฉายกับพรรษาไม่เชื่อว่าภูวนัยจะทำอย่างที่เป็นข่าวออกมา พรรษาพยายามติดต่อภูวนัยก็ติดต่อไม่ได้
ขณะนั้นเอง ชาติกล้าเข้ามา เผ่าพงศ์ถามทันทีว่าเจอภูวนัยหรือยัง ชาติกล้าบอกว่าตนก็อยากรู้เหมือนกันว่าภูวนัยอยู่ไหน ตะวันฉายถามว่าแล้วไผ่ล่ะ เพราะไผ่ไปกับภูวนัยตั้งแต่เมื่อวาน
“ไม่เลยครับ ตอนนี้เรารู้อยู่อย่างเดียวคือเรื่องที่ภูเป็นสายให้กับพวกค้ายา” พูดแล้วชาติกล้าทำเป็นตกใจพลั้งปากแล้วตัดบทว่า “ที่ผมมานี่เพื่อจะบอกทุกคนว่า ถ้าภูกลับมาหรือติดต่อมา ผมอยากให้ทุกคนบอกผมทันที...คุณลุงครับ ผมขอโทษที่ต้องพูดอย่างนี้ แต่ที่ผมทำไปก็เพื่อความปลอดภัยของเจ้าภูเอง”
ทุกคนไม่อยากเชื่อคำพูดของชาติกล้า ยิ่งขิงกับกระดังงาที่แอบฟังอยู่นอกจากจะไม่เชื่อแล้วยังเริ่มได้กลิ่นไม่ดีด้วย
ทั้งสองรีบกลับเข้าห้องนอนของไผ่ ขิงบอกกระดังงาให้รีบเก็บเสื้อผ้าขืนอยู่ต่อไปมีหวังได้เข้าซังเตแน่ ถามกระดังงาเสียงสั่นว่า ไม่เห็นหรือว่าตอนนี้ตำรวจเริ่มมาแล้ว ต่อไปรับรองได้ว่าต้องยกมาปิดฟาร์มนี้แน่
ทันใดนั้น เสียงมือถือของกระดังงาดังขึ้น กระดังงาดูหน้าจอโชว์เบอร์ 02 ก็ไม่แน่ใจว่าใครโทร.มา ขิงบอก ไม่ต้องรับ กระดังงาถามว่าถ้าเกิดเป็นไผ่โทร.มาล่ะ แล้วกดรับเลย
เป็นไผ่จริงๆด้วย! กระดังงาดีใจมากร้องลั่น “ไอ้ไผ่!”
กระดังงาถามไผ่ว่าอยู่กับภูวนัยหรือเปล่า ไผ่ปดว่า “เปล่า...มีอะไร?” ขิงแย่งโทรศัพท์ไปคุยเอง
“นี่แกไม่รู้รึไงว่าตอนนี้คุณภูกลายเป็นคนร้ายที่ตำรวจต้องการตัวมากที่สุดแล้วนะเว้ย”
กระดังงาแย่งโทรศัพท์กลับไปคุย บอกไผ่ว่าไม่ได้อยู่กับภูวนัยก็ดีแล้วไม่อย่างนั้นมีหวังโดนติดร่างแหไปด้วยแน่ ถามย้ำว่าไผ่ไม่ได้อยู่กับภูวนัยจริงๆใช่ไหม ไผ่ยืนยันว่าจริง พูดให้น่าเชื่อยิ่งขึ้นว่า ตนรอเขามาคืนหนึ่งแล้วยังไม่เห็นโผล่มาเลย
กระดังงาบอกไผ่ว่าอยู่กรุงเทพฯดีแล้วไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก ขิงขู่เว่อร์ว่า ตอนนี้ตำรวจเอากำลังมาปิดล้อมบ้านแล้วทำให้ไผ่ยิ่งเครียด
ที่แท้มีตำรวจมาคนเดียวคือชาติกล้า เมื่อมาขู่คนที่ฟาร์มสุขแล้วก็จะกลับ เจอปลายฟ้าที่หน้าบ้านพอดี ปลายฟ้าจะถามเรื่องภูวนัย ชาติกล้าตัดบทว่า
“ฟ้าอย่าถามอะไรชาติเลย ชาติพูดเรื่องไอ้ภูมามากพอแล้ว” ปลายฟ้าขอถามคำเดียวว่าภูวนัยเป็นคนร้ายจริงหรือ “ฟ้า...ชาติรู้ว่าฟ้ารู้สึกยังไง แต่ฟ้าต้องเชื่อชาติ ไอ้ภูมันหลอกทุกคนมาตลอด”
“ไม่...ภูไม่ใช่คนอย่างนั้น”
“ฟ้า...ไอ้ภูมันเป็นคนร้ายได้ยินไหม...ไอ้ภูไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่ฟ้าคิด ชาติเป็นตำรวจ ฟ้าต้องเชื่อชาติ!”
เขาจับมือเธอบีบเบาๆ ปลายฟ้านิ่งงันไป ชาติกล้ารู้สึกตัวจึงปล่อยมือ ปลายฟ้าขอตัวไปดูคุณลุงข้างใน เธอเดินผ่านเขาไปไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ชาติกล้ามองตาม ยิ่งแค้นภูวนัยเป็นทวีคูณ
ooooooo
ไผ่ฟังขิงกับกระดังงาเล่าสภาพที่ฟาร์มสุขแล้วเครียด มองภูวนัยที่ยังไม่รู้สึกตัวอย่างหนักใจ สะกิดอยากจะปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาคุยกัน กลับพบว่าเขาตัวร้อนจี๋ จึงรีบไปเอาน้ำมาเช็ดตัวให้
คืนนี้ไผ่ฟุบหลับไปข้างๆภูวนัย ตกดึกเขารู้สึกตัวลืมตาขึ้น เมื่อสายตาเริ่มมองเห็นชัด เขาจึงรู้ว่าตัวเอง นอนอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง เขาพยายามจะลุกขึ้นทำให้เจ็บแผลจนร้องออกมา
ไผ่สะดุ้งตื่น พอเห็นเขารู้สึกตัว เธอดีใจมาก ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง
“ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ แล้วทำไมคุณ...”
ไผ่ตัดบทว่าเรื่องมันยาว เอาไว้เขาหายดีแล้วจะเล่าให้ฟัง โดยเฉพาะเรื่องที่เพื่อนเขาจะเข้าไปฆ่าเขาถึงห้องไอซียู
“ไอ้ชาติ!” ภูวนัยรู้ทันที ถามว่า “ผมสลบไปนาน เท่าไหร่” พอไผ่บอกสามวัน เขาขอร้องให้ช่วยตนอีกอย่างได้ไหม นั่นคือให้ไผ่ไปซื้อยาแก้ปวด แอลกอฮอล์ และผ้าพันแผล
ไผ่ไปถึงร้านขายยากำลังจะปิดพอดี ไผ่เรียกไว้แล้วรีบเข้าไปซื้อเป็นจำนวนเงินถึงพันกว่าบาท เจ้าของมองแล้วถามว่าซื้อไปทำอะไรเยอะแยะอย่างนี้
“อ๋อ...พอดีแมวที่บ้านมันเป็นฝีน่ะค่ะ”
ตอบแล้วไผ่รีบออกจากร้านกลัวจะถูกซักถามมากกว่านั้น แต่หารู้ไม่ว่า เพียงไผ่คล้อยหลัง เจ้าของร้านก็หยิบโทรศัพท์มาโทร.ออกแจ้งเบาะแสตำรวจทันที
ไผ่เอาของที่ซื้อกลับมาทำแผลให้ภูวนัย เห็นเขากัดฟันจนกรามนูนอย่างเจ็บปวดก็นึกสงสาร ทำแผลเสร็จ ภูวนัยพยายามจะลุกขึ้นเพื่อติดต่อกลับไปที่ฟาร์ม บอกไผ่ว่าตนหายไปหลายวันทางโน้นต้องเป็นห่วงแน่ๆ
“ไม่ได้นะ” ไผ่ห้ามไว้ ภูวนัยถามด้วยสายตา เธอบอกตามตรงว่า “ฉันลืมบอกนายไป ตอนนี้นายเป็นคนร้ายแล้ว”
ภูวนัยชะงักอึ้งไปทันที
ooooooo
เกิดปรากฏการณ์ไปทั่วทุกสำนักพิมพ์และสำนักข่าว เมื่อทุกองค์กรได้รับแผ่นซีดีที่เขียนไว้มุมซองว่า “ความจริง”
บางสำนักพิมพ์ที่ได้รับ พนักงานเอาซีดีไปเปิดดู เห็นแล้วตกใจรีบเรียก บก.มาดู พูดกับ บก.ว่า
“ถ้าข้อมูลนี่เป็นจริง ผมว่ามันทำลายองค์กรตำรวจได้ทั้งองค์กรเลยนะครับ”
บก.ถามว่ามีใครรู้เรื่องนี้หรือเปล่า เขาได้ก๊อบปี้เอาไว้ไหม พนักงานคนนั้นปฏิเสธทั้งสองอย่าง บก.รีบเอาแผ่นซีดีใส่ซองถือเดินหน้าเครียดออกไป
ต่อมาพายัพเองก็รับรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดกับตน เมื่อเขาไปหาวศินที่บ้านซึ่งปกติเคยเข้านอกออกในได้สะดวก ก็กลายเป็นว่าลูกน้องถูกกันให้อยู่ข้างนอก และตัวพายัพเองก็ถูกตรวจอย่างเข้มงวด ปืนที่พกติดตัวก็ถูกยึด ร้ายกว่านั้นคือ เมื่อเข้าไปในบ้าน ไม่ทันเห็นตัววศินก็ได้ยินเสียงขึ้นนกปืนดังกริ๊ก! ที่ข้างหลัง
พายัพยกมือขึ้น โดยสัญชาตญาณ เสียงวศินถามอย่างไม่เป็นมิตรว่า
“ลื้อคิดว่าลื้อเล่นอยู่กับใคร”
“ใจเย็นสิครับท่าน ผมไม่เข้าใจว่าท่านพูดเรื่องอะไร”
“เรื่องอะไร...ก็เรื่องนี้ไง้!!” วศินโยนแผ่นซีดีทั้งหมดที่ถูกส่งไปยังสำนักข่าวและสำนักพิมพ์ลงตรงหน้าพายัพ เมื่อพายัพหยิบขึ้นดูถึงกับหน้าเครียดไปทันที วศินยังพูดอย่างไม่เป็นมิตรว่า “แกคิดว่าส่งข้อมูลพวกนี้ให้สื่อแล้วมันจะได้ผลเหรอ เฮ้ย! จำไม่ได้รึไงว่าไอ้สื่อในประเทศนี้เป็นคนของอั๊ว!”
พายัพยืนยันว่าตนไม่ได้ทำ แต่ตอนนี้ขอให้เอาปืนลงก่อนเกิดเปรี้ยงปร้างขึ้นมาท่านจะขาดรายได้หลัก แล้วจ้องหน้ายืนยันว่า “ผมไม่ได้ส่งข้อมูลพวกนี้ให้กับสื่อ”
“ลื้อเป็นคนเดียวที่มีไอ้ข้อมูลบ้าพวกนี้ ถ้าไม่ใช่ลื้อแล้วจะเป็นใคร” วศินตะคอก พายัพนิ่งไปอึดใจก็ฉุกคิดได้เมื่อออกมาถึงหน้าบ้านเจอลูกน้องที่รออยู่พายัพตบหน้าลูกน้องทั้งสองลงไปกอง ตวาด
“ผู้หญิงคนเดียวทำไมเอาตัวมาไม่ได้วะ” ลูกน้องถามงงๆว่าใครหรือ เรื่องอะไร “ก็อีโคโยตี้นั่นไง! หาตัวมันมาให้ได้ ไม่งั้นคนที่ตายจะเป็นพวกแก!”
พายัพเดือดดาลเพราะเชื่อว่าข้อมูลที่วศินได้รับนี้ เป็นฝีมือของไผ่พญา!!
ooooooo
วันนี้ ขณะไผ่ไปสั่งข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวสองกล่องที่ร้านขายอาหารตามสั่ง แล้วไปนั่งรอระหว่างนั้น มีชายแปลกหน้าสองคนเดินเข้ามา เอารูปให้เจ๊เจ้าของร้านดูถามว่าเคยเห็นผู้ชายคนนี้ไหม เจ๊ส่ายหน้า ทั้งสองจึงเดินมาหาไผ่ที่นั่งรอข้าวกล่องอยู่ ยื่นรูปให้ดูถามว่า
“โทษนะน้องสาว...เคยเห็นผู้ชายคนนี้ไหม”
ไผ่ใจหายวาบเพราะมันคือรูปภูวนัย แต่พยายามเก็บอาการแล้วทำเป็นนึกได้ ร้องเสียงดัง
“อ๋อ...วันก่อนหนูเห็นเขาเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่ไหนนะ...อ๋อใช่ๆเขาบอกแท็กซี่ให้ไปส่งที่ปอยเปต”
ทั้งสองมองหน้ากัน ถามไผ่อย่างจับพิรุธว่าแล้วเรารู้ได้ยังไง
“เอ่อ...ก็...พี่แท็กซี่คนนั้นเขาอยู่แถวนี้ไง...เดี๋ยวพี่เดินไปตามทางนะ เลี้ยวขวา...พอขวาแล้วก็ขวาอีกที แล้วพี่ก็เดินไปตามทาง บ้านพี่เขามีแท็กซี่จอดอยู่หน้าบ้านนั่นแหละ”
คนหนึ่งเอ่ยขอบใจแล้วพากันเดินไป ไผ่ลุกขึ้นทันทีบอกเจ๊เจ้าของร้านว่าไอ้ที่สั่งเมื่อกี้ไม่เอาแล้วนะ ว่าแล้ววิ่งอ้าวออกไป จนเจ๊บ่นไม่ทัน
ชายแปลกหน้าทั้งสองออกไปอึดใจเดียวก็ย้อนกลับมาเพื่อจะถามว่าแท็กซี่นั้นสีอะไร ปรากฏว่าไผ่หายไปแล้ว
“โน่น...วิ่งไปโน่นแล้ว...สั่งข้าวแล้วก็ไม่เอา ซวยจริงๆ” เจ๊ชี้ให้ดูหลังไผ่ที่วิ่งอยู่ไกลๆ
ชายแปลกหน้าทั้งสองรู้สึกถึงความไม่ปกติ พากันวิ่งไล่กวดไผ่ไป บอกกันว่าไผ่ต้องรู้จักหมวดภูวนัยแน่ๆ
“ก็ใช่น่ะซิ เราก็รอให้สองคนนั้นเจอกันก่อนไม่ดีกว่าหรือ” อีกคนเสนอ
ไผ่วิ่งกลับไปถึงบ้านเช่า บอกภูวนัยหน้าซีดปากสั่นว่า มีคนมาตามหาเขา เชื่อว่าต้องเป็นคนของเพื่อนที่หักหลังเขาแน่ๆ ภูวนัยอึ้งไป คิดหาทางแก้ปัญหา ครู่เดียวก็ได้ยินเสียงตึงตังโครมครามที่หน้าบ้าน ไผ่วิ่งไปแอบดู
“เฮ้ย! สองคนนั้นแหละ” ไผ่ตกใจ ภูวนัยบอกว่ามันตามเธอมา ไผ่ยิ่งซีดถามว่าแล้วจะทำยังไงดี
อึดใจเดียว เสียงหนึ่งในนั้นก็มาตะโกนที่ประตูบ้าน “เรารู้ว่าแกอยู่ข้างใน ออกมาซะดีๆ”
ข้างในเงียบกริบ มันจึงพากันบุกเข้าไป ปรากฏว่าพบแต่ห้องว่างเปล่า มันมองหาถามกันว่าหายไปไหน ก็เห็นกับตาจะจะว่าเข้ามาในบ้านนี้
ทันใดนั้น ประตูห้องปิดงับเข้ามาแล้วมีเสียงล็อกกุญแจกริ๊ก!
“ฝากเฝ้าบ้านด้วยนะ” ไผ่ตะโกนเข้าไป
ไผ่พยุงพาภูวนัยหนีไป แต่เพราะภูวนัยยังเจ็บแผลเดินไม่ไหว เขาบอกให้ไผ่หนีไปก่อน เดี๋ยวตนหาทางเอง
“ไม่ได้ รอดมาได้ขนาดนี้แล้ว จะมายอมง่ายๆได้ไง” ไผ่ไม่ยอม พยุงพาเขาไปอย่างทุลักทุเล
ooooooo
ฝ่ายลำไยเล่นไพ่ไม่เคยได้สักที เลยถือธูปเทียนจะไปขูดหาเลข ถูกชายแปลกหน้าทั้งสองวิ่งมาชนอย่างจัง
“เฮ้ย! อะไรวะ ชนซะโชคกระเด็นเลย” ลำไยโวยวาย แล้วก็มองตาค้างเมื่อเห็นว่ามันคือลูกน้องของพายัพ!
ลูกน้องพายัพคว้าลำไยที่หันกลับจะวิ่งหนี ลำไยอ้อนวอนให้ปล่อยตนไปเถิดเพราะตนไม่รู้อะไร
“ไม่ต้องกลัวน่า...พวกเราแค่จะชวนแกไปนั่งรถเล่น...ไป”
เวลาเดียวกัน ไผ่พาภูวนัยหนีอย่างยากลำบาก ลูกน้องพายัพที่คุมตัวลำไยจะพาไปขึ้นรถเห็นไผ่กับภูวนัยก็ลืมลำไยไปชั่วขณะ ลำไยอาศัยจังหวะนั้นถีบมัน
แล้ววิ่งหนี คนหนึ่งจะตามอีกคนบอกไม่ต้องตามแล้วหันมาไล่ล่าไผ่กับภูวนัยแทน
ไผ่กับภูวนัยถูกลูกน้องพายัพจับตัวไป ระหว่างนั้นทั้งสองคิดหาทางหนี แม้ภูวนัยจะเจ็บแผลแต่ในภาวะนี้เขาก็ฮึดสู้ อาศัยทีเผลอของลูกน้องพายัพเตะปืนมันกระเด็น แต่ก็ถูกมันล็อกคอไว้ ภูวนัยตะโกนให้ไผ่หนีไป เธอไม่ยอมหนี ภูวนัยถูกคนหนึ่งศอกเข้าที่ท้องจนทรุด อีกคนยกปืนเล็งมาที่เขา
“ปัง!” เสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่ง ทุกคนชะงัก อึดใจเดียวร่างลูกน้องพายัพที่เล็งปืนใส่ภูวนัยก็รูดลงไปกอง
ทุกคนมองไปทางต้นเสียงปืน เห็นชายแปลกหน้าสองคนถือปืนอยู่ ลูกน้องพายัพที่เหลือเห็นดังนั้นมันยิงเปิดทางแล้วหนีไป ชายแปลกหน้าทั้งสองถือปืนเดินเข้ามาหาไผ่กับภูวนัย แล้วยืนตรงทำความเคารพทำเอาทั้งสองงง
“ไม่ต้องกลัวครับ พวกเราเป็นตำรวจ”
ที่แท้ชายแปลกหน้าทั้งสองเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบนั่นเอง
ooooooo
ตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งสอง พาภูวนัยกับไผ่ไปที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง ขณะทั้งสองกำลังสังเกตสภาพรอบตัวอย่างระแวดระวังนั่นเอง ก็มีเสียงทักขึ้น
“หมวดภูวนัย”
ภูวนัยหันขวับไป เขามองอึ้งพยายามจะทำความเคารพ “สวัสดีครับ” ไผ่ตกใจเลยยกมือไหว้สวัสดีด้วย
“หมวดรู้จักผมเหรอ” ชายคนนั้นถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านคือพลตำรวจเอกอภิวัฒน์ ผู้บัญชาการสอบสวนกลางครับ ในอดีตท่านเป็นผู้การจังหวัดมาหลายจังหวัด ผลงานที่โดดเด่นของท่านคือการปราบปรามผู้มีอิทธิพล” ภูวนัยพูดอย่างรู้จริง
“ไม่เสียแรงที่ผมเลือกคุณ” อภิวัฒน์พูดอย่างพอใจ เห็นสายตาภูวนัยเต็มไปด้วยคำถาม อภิวัฒน์บอกว่า “เรื่องนี้เราคงต้องคุยกันยาว”
ooooooo
ภูวนัยเข้าไปนั่งคุยกับอภิวัฒน์ในห้องทำงานของเขา อภิวัฒน์ขอโทษทำให้เขาเข้าใจลูกน้องตนผิด ซึ่งภูวนัยไม่ติดใจแล้วเพราะใจจดจ่อกับเรื่องที่อภิวัฒน์บอกว่า “ไม่เสียแรงที่ผมเลือกคุณ” ถามว่าเรื่องอะไรหรือ
อภิวัฒน์ไม่ตอบ แต่ลุกเดินไปดูเครื่องแบบตำรวจที่แขวนกับผนัง ข้างๆมีโล่รางวัลต่างๆมากมาย แล้วจึงเอ่ย...
“แต่ก่อน ประชาชนพูดถึงเราว่า ตำรวจจับโจร เดี๋ยวนี้หมวดรู้ไหมว่าประชาชนเขาพูดถึงเรายังไง เขาบอกว่า เราน่ะเลี้ยงโจร หมวดรู้สึกยังไง”
“แล้วท่านถามผมทำไมครับ”
“เพราะเพื่อนรักที่สุดของหมวดก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมพูดไม่ใช่เหรอ” เห็นภูวนัยนิ่งไป อภิวัฒน์พูดต่ออย่างครุ่นคิดว่า
“ทุกองค์กรย่อมมีคนดีและไม่ดี แต่องค์กรของเรา ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ย่อมหมายความว่า ตำรวจต้องเป็นคนดี เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ประชาชนจะพึ่งใคร”
อภิวัฒน์เดินมาดูป้ายชื่อของตัวเองที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ พลิกอีกด้านให้ภูวนัยดู
“ผมได้รับมอบหมายจากเบื้องบน...ให้จัดตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาเพื่อจัดการกับตำรวจไม่ดีพวกนั้น”
“ถ้าถึงขนาดที่ท่านต้องตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมา แสดงว่า ตำรวจไม่ดีพวกนั้นคงมีอยู่ไม่น้อย”
“นอกจากไม่น้อยแล้ว...ยศและตำแหน่งก็ไม่น้อยเหมือนกัน แล้วคุณคิดว่าที่หมวดชาติกล้ายิงคุณอย่างนี้ เขาจะกล้าทำโดยไม่มีแบ็กหรือไง วศินเป็นแบ็กให้หมวดชาติกล้า หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ หมวดชาติกล้าทำงานให้กับวศิน” เห็นภูวนัยอึ้ง อภิวัฒน์บอกอีกว่า “แม้กระทั่งผู้กำกับมารุตที่คุณทำงานให้ก็เป็นหนึ่งในนั้น”
“อะไรนะครับ!” ภูวนัยแทบช็อก
“ที่จริงแล้ว ผมขอตัวคุณมาทำงานให้ผมตั้งนานแล้ว แต่มารุตเขาเห็นว่าคุณหน่วยก้านใช้ได้ ก็เลยใช้คุณไปต่อกรกับวศิน เพราะทั้งสองคนนี้เขามีผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่”
ภูวนัยถามว่าแล้วทำไมไม่แจ้งคณะกรรมการ อภิวัฒน์ย้อนถามว่า
“แล้วหมวดรู้หรือว่าคณะกรรมการที่มีอยู่ไม่ใช่คนของพวกนั้น? นอกจากพวกนั้นจะสร้างอำนาจในองค์กรตำรวจแล้ว พวกมันยังแผ่อิทธิพลไปยังสื่อ ตอนที่พวกนั้นสร้างข่าวใส่ร้ายหมวดว่าเป็นสายให้พวกค้ายา ผมเองก็พยายามล้างมลทินให้หมวด ผมส่งข้อมูลตำรวจไม่ดีพวกนี้ให้กับสื่อต่างๆไม่ว่าจะทีวีหรือหนังสือพิมพ์ แล้วเกิดอะไรขึ้นรู้ไหม...ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย!”
“แล้วท่านได้ข้อมูลพวกนั้นมายังไงครับ”
“จากคนที่หมวดคิดไม่ถึงก็แล้วกัน แต่ตอนนี้ผมยังบอกไม่ได้ว่าเขาเป็นใคร และที่สำคัญ ถึงเราจะมีข้อมูลพวกนั้น แต่ถ้าเราไม่มีหลักฐาน เราก็ทำอะไรไม่ได้” พูดแล้วประสานสายตาภูวนัยพูดอย่างจริงจัง “ผมอยากให้หมวดทำงานนี้”
ภูวนัยนิ่งไป เมื่อรู้ความจริงที่ร้ายแรงและซับซ้อนนี้...
ooooooo
พายัพโมโหลูกน้องที่ไปเอาตัวไผ่มาไม่ได้ กำลังจะเก็บคนที่ทำงานให้ตนไม่สำเร็จ ก็ได้ยินลูกน้องคนนั้นบอกว่าตนจับไผ่ได้แล้วจริงๆถ้าไม่มีตำรวจนั่นมาช่วย ตนเอาตัวมาให้ได้แล้ว
พอรู้ว่ามีตำรวจมาช่วยไผ่ไว้ พายัพให้ชาติกล้าสืบว่าตำรวจพวกนั้นเป็นใคร จนเมื่อนัดพบกันที่ดาดฟ้าตึกร้าง จึงรู้ว่าเป็นตำรวจจากกองปราบ พายัพถามว่ากองปราบมาเกี่ยวอะไรด้วย แล้วแน่ใจหรือว่าภูวนัยไม่มีพรรคพวกที่ไหนอีก
“แกก็รู้ว่าวงการนี้ไม่มีอะไรที่มันแน่นอน แต่เท่าที่ฉันอยู่กับมันมา ฉันคิดว่าไม่มี” ชาติกล้ายืนยัน พายัพถามอีกว่าจะให้ตนจัดการให้ไหม “ไม่ต้อง แกยุ่งเรื่องที่แกต้องทำเถอะ ฉันจัดการได้”
ก่อนชาติกล้าจะกลับ เขาหันมาย้ำกับพายัพว่า “พักนี้เราเจอกันบ่อยเกินไป ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าติดต่อมา”
“คงไม่ได้ว่ะ...ถ้าขืนฉันหายไปเลย เดี๋ยวแกจะลืมว่าตัวแกเป็นสีดำ ไม่ใช่สีกากี!”
ชาติกล้ามองหน้าไม่ตอบโต้อะไร ขณะเขาเดินจากไปนั้น พายัพหรี่ตามองตามอย่างเป็นต่อ...ร้ายกาจ!
ooooooo
อภิวัฒน์บอกภูวนัยในวันที่นั่งคุยกันว่า พวกนั้นคงตามหาเขาแทบพลิกแผ่นดินแล้ว จึงมอบปืนไว้ให้ดูแลตัวเอง
วันนี้...ภูวนัยกำปืนกระบอกนั้นแน่น มองปืนคำรามในคอ “ไอ้ชาติ!”
แม้บาดแผลจะยังไม่หายดี แต่ภูวนัยก็ไปที่คอนโดชาติกล้า ขึ้นไปจนถึงห้องพัก เจอแม่บ้านทำความสะอาดอยู่แถวนั้นบอกว่าชาติกล้าเพิ่งออกไปเมื่อครู่นี้เอง ภูวนัยรีบย้อนกลับไปที่ลิฟต์ แต่ไม่ทันประตูลิฟต์ปิดเสียก่อนเขาจึงวิ่งลงทางบันไดหนีไฟ ดักรอจนเห็นชาติกล้าขับรถออกไป ภูวนัยหาทางตามไปทันที
ชาติกล้าไปไหว้โกศกระดูกพ่อเขาซึ่งเป็นตำรวจ เขามองรูปพ่อ พูดเหมือนระบายความคับแค้นให้ฟังว่า
“ถ้าพ่อยังอยู่ ผมอยากจะถามพ่อสักคำ ว่าการเป็นตำรวจดีมันให้อะไรกับพ่อ...แม้แต่วันนี้...วันที่พ่อตายเพื่อคนอื่น ก็ไม่มีใครจำได้...” ชาติกล้าหยิบธูปมาจุด ก่อนปักลงกระถางเขาพูดกับรูปพ่ออีกว่า “ผมรู้ว่าผมเป็นตำรวจที่ไม่ดี แต่ผมมีเงินทอง มีทุกอย่างที่ผมต้องการ”
“แต่แกไม่มีเกียรติของตำรวจ!” เสียงภูวนัยแทรกเข้ามา ชาติกล้าผงะหันเห็นภูวนัยถือปืนเดินเข้าหาพลางถาม “ชาติ! แกมาเป็นตำรวจเพราะอย่างนี้เหรอ...ฉันเคยคิดว่าแกเป็นเพื่อนรักที่จะไม่ทรยศหักหลังฉัน แต่แกกลับเลือกเงินสกปรกพวกนั้น มากกว่าความเป็นเพื่อน มากกว่าความถูกต้อง”
“แล้วฉันผิดตรงไหน...ใครๆ เขาก็ทำกัน แกต่างหากไอ้ภู ฉันเคยบอกให้แกหลับตาข้างนึง ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นบ้าง แต่แกกลับทำตัวขวางทาง ขวางโลก แกคิดว่าฉันไม่เสียใจรึไงที่ยิงแก ภู...เรามาร่วมมือกันอีกครั้งเถอะ แกก็รู้ว่าถ้าเราจับมือกัน ก็ไม่มีใครที่จะหยุดเราได้”
“แม้กระทั่งท่านวศินด้วยเหรอ...ส่งปืนมา” ภูวนัยสั่ง ชาติกล้าเอาปืนวางแล้วเตะไปทางภูวนัย ถามว่าเริ่มหูตาสว่างแล้วใช่ไหม แล้วเขายังรู้อะไรอีก ภูวนัยพูดอย่างแค้นใจว่า “ทุกคนหลอกใช้ฉัน...แม้แต่ผู้กำกับ”
“ถ้าอย่างนั้นแกก็คงจะรู้เรื่องเหมือนฝันแล้วสิ”
ภูวนัยชะงักกึก ชาติกล้าถามว่าไม่รู้หรือว่าเหมือนฝันเกี่ยวข้องกับพวกค้ายาเสพติด ภูวนัยตะโกนไปอย่างรับไม่ได้ว่า “โกหก!” ชาติกล้ายิ้มเย้ยถามว่า
“ฉันจะโกหกแกทำไม แกจำวันที่แกโดนยิงได้ไหม แกเข้าใจมาตลอดว่าแกคือเป้าหมาย แต่แกไม่รู้หรอกว่าเป้าหมายจริงๆ ก็คือเหมือนฝันต่างหาก”
ภูวนัยยืนช็อก ชาติกล้าฉวยโอกาสนั้นคว้ากระถางธูปปาใส่เขาแล้ววิ่งหนีไป ภูวนัยไล่ตามจนชาติกล้าไปจนมุมที่ริมนํ้า จึงหันมาหว่านล้อมกระทั่งถามว่า ไม่คิดหรือว่าคราวก่อนที่เขารอดเพราะตนต้องการให้รอด แต่นาทีนี้ภูวนัยไม่เชื่อแล้ว เผชิญหน้าชาติกล้าจ่อปืนพร้อมยิง
ระหว่างนั้น ชาติกล้าเห็นสายตรวจที่ข้างหลังภูวนัยก็ท้าให้ยิงจะได้เชื่อสิ่งที่ตนพูด พลางเดินเอาอกไปจ่อปืน
“วางปืนลงเดี๋ยวนี้” เสียงสายตรวจสั่งเดินเอาปืนจ่อเข้ามา พริบตานั้น ชาติกล้าปัดปืนภูวนัยออกและต่อยท้องภูวนัยที่บาดเจ็บอยู่จนทรุด แล้วตะโกนบอกสายตรวจว่า
“ผมเป็นหัวหน้าหน่วย ป.ป.ส.ผู้ชายคนนั้นเป็นคนร้ายหลบหนี”
ภูวนัยกัดฟันลุกขึ้นไปหยิบปืนแล้ววิ่งหนีไป สายตรวจวิ่งตาม ในขณะที่ชาติกล้าฟึดฟัดเจ็บใจที่เกือบเสียท่าภูวนัย
ooooooo
ที่บ้านเช่าของไผ่ ลำไยหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าออกจากบ้าน พอดีไผ่กลับมาเจอ ถามแม่ว่าใจคอจะทิ้งตนไปหรือ อ้อนวอนแม่อย่าทิ้งตนไปเลยเพราะตอนนี้ตนไม่รู้จะให้ใครช่วยจริงๆ
ลำไยถามไผ่ว่าชอบภูวนัยหรือ เตือนว่า “แกกับเขาน่ะ รักกันไม่ได้หรอก เขาเป็นตำรวจ แล้วแกล่ะเป็นอะไร”
“พอได้แล้วแม่ ฉันบอกว่าฉันไม่ได้ชอบก็ไม่ได้ชอบสิ” พลางไผ่เปิดประตูออกไปเพราะไม่รู้ว่าภูวนัยหายไปไหน เดินไปเจอภูวนัยกำลังเดินกลับมา ถามว่าไปไหนมาเขาบอกว่าไปเดินเล่นแถวนี้ ไผ่มองๆบ่นอย่างหมั่นไส้ “รู้งี้ไม่ห่วงเลย ไปฉันซื้อกับข้าวมาให้ที่บ้านแล้ว”
ระหว่างเดินกลับบ้าน ไผ่กำชับว่า ถ้าแม่ถามว่าเมื่อวานเรารอดจากมือพวกนั้นมาได้ยังไงก็ให้บอกว่า “นายมีพลังวิเศษแล้วกัน” พูดแล้วไม่มีเสียงตอบ พอหันมองจึงเห็นว่าภูวนัยหมดสติลงไปนอนกองกับพื้นแล้ว
เมื่อช่วยกันพาภูวนัยกลับมาที่บ้านเช่า ได้ยินเขาเพ้อ “ไอ้ชาติ!” ลำไยถามว่าเขาพูดอะไร
“แม่รู้ไหมว่า คุณภูเขาโดนเพื่อนที่เขารักที่สุดหักหลัง...แล้วคนที่ทำให้เขาต้องเป็นอย่างนี้ก็คือเพื่อนของเขาเอง”
ไผ่ดูแลภูวนัยด้วยความเป็นห่วง ในขณะที่ลำไยก็ดูไผ่อย่างเชื่อสายตาตัวเองว่า ไผ่ชอบภูวนัย
เมื่อภูวนัยรู้สึกตัวขึ้นมา เขาถามว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ไผ่ถามว่าเขาไปไหนมา ภูวนัยพูดคำเดิมว่า ไปเดินเล่นมา ไผ่ไม่เชื่อถามประชดว่าเดินเล่นประสาอะไรแผลถึงได้ปริอย่างนี้ คาดคั้นว่า “นายไปหาเพื่อนนายมาใช่ไหม”
“ใช่! มันทำผมขนาดนี้ แล้วคุณคิดจะให้ผมอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยรึไง”
“ฉันเพิ่งรู้ว่านายอยากตาย ทีหลังฉันจะได้ไม่ต้องช่วยนายไว้อีก” ไผ่พูดประชดแล้วลุกไปงอนๆ
ภูวนัยได้แต่แน่นิ่ง ทั้งเซ็ง ทั้งเครียด
ooooooo
ชาติกล้าไปหาวศินที่บ้านถามว่าต้องการพบห้าเสือเรื่องอะไร วศินบอกว่าตนจะไปลงทุนอะไรนิดๆ หน่อยๆ แถวประเทศเพื่อนบ้าน ให้ไปบอกพวกห้าเสือว่าเดือนนี้ตนขอเพิ่มอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์
แม้ชาติกล้าจะอึดอัดใจที่เพิ่งเรียกเพิ่มไปเมื่อต้นปี แต่เมื่อวศินตวาดว่าเขาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาพูดได้คำเดียวเท่านั้น ชาติกล้าจึงรับคำ “ครับ” วศินถามว่าได้ข่าวว่าไปเจอเพื่อนเก่ามาหรือ ชาติกล้ารับว่าใช่ แต่ท่านไม่ต้องห่วงตนจัดการเองได้
“ตอนนี้มันเหมือนเสือลำบากที่หายเข้าไปในป่า ถ้าลื้ออยากฆ่ามัน ลื้อก็ต้องทำให้มันโผล่หางออกมา”
ดังนั้น วันต่อมา ชาติกล้าจึงไปที่ฟาร์มสุข ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ม่านหมอกกับพรรษา ทั้งสองรับไปอ่านแล้วอึ้ง
“อายัดทรัพย์!!!” พรรษาหน้าซีดเผือด
“ครับ...ฟาร์มนี้และทรัพย์สินทั้งหมดที่อยู่ในฟาร์ม ผลตรวจสอบแล้วคือชื่อของภู...ตามกฎหมายแล้ว ผมจะต้องอายัดทรัพย์ทุกอย่างที่เป็นของภูวนัย” ม่านหมอกครางออกมาว่าทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย ชาติกล้าพูดอย่างเห็นใจว่า“หมอก...น้าขอโทษ แต่น้าต้องทำตามกฎหมาย”
อภิวัฒน์นำข่าวนี้ไปบอกภูวนัยที่บ้านเช่า ไผ่ถามว่าทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ อภิวัฒน์บอกว่าเพราะเขาต้องการให้ภูวนัยกลับไปที่บ้าน ภูวนัยลุกพรวดเดินออกไปทันที ไผ่ตามมาถามว่า “นายจะไปไหน”
“ในเมื่อมันอยากเจอผม ผมก็จะไปเจอมัน!”
“ตอนนี้หมวดชาติกล้าคงวางกำลังไว้ที่ฟาร์มของหมวดแล้ว ขืนหมวดกลับไป คงรู้นะว่าหมวดอาจจะไม่โชคดีรอดมาได้เหมือนครั้งก่อน” อภิวัฒน์เตือนสติ ไผ่พญาก็ขอให้เขาใจเย็นๆ เพราะไปตอนนี้ก็เท่ากับไปตายเท่านั้น
“โธ่เว้ย!” ภูวนัยสบถออกมา กำหมัดแน่น แค้นใจที่ทำอะไรไม่ได้เลย
ooooooo
ทุกคนที่ฟาร์มสุขกำลังทุกข์หนักเพราะชาติกล้ายื่นขาดให้ทุกคนออกจากฟาร์ม ไปภายในวันพรุ่งนี้ คิดหนักว่าจะไปอยู่ไหน เผ่าพงศ์ไปค้นเงินที่เก็บไว้ในลิ้นชักปรากฏว่าหายหมดแล้วพร้อมกับขิงและกระดังงาก็หายเข้ากลีบเมฆไปทั้งคู่
เสกสรรฉวยโอกาสนี้จะชิงพรรษาจากเผ่าพงศ์ไปอยู่กับตนและพรรณรายเองก็ต้องการเกี่ยวภูวนัยไว้ ทั้งสองจึงให้คนไปรับทุกคนจากฟาร์มสุขมาอยู่ที่รีสอร์ต
เสกสรรจัดห้องให้คนอื่นๆไปอยู่ต่างหาก ส่วนพรรษาให้มาอยู่ห้องเดียวกับตน หมายตัดหน้าเผ่าพงศ์ให้หายแค้น
แม้พรรณรายจะรับม่านเมฆกับม่านหมอกมาอยู่ที่รีสอร์ต แต่ก็วางมาดข่ม ปรามทั้งสองว่า ถ้าภูวนัยไม่ขอร้องก็อย่าหวังว่าจะได้มาเหยียบที่นี่
“คุณได้คุยกับอาภูหรอ” ม่านเมฆถาม พรรณรายพยักหน้าเชิดๆ ม่านเมฆถามอีกว่า “แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน”
“ฉันอยากบอกนะ แต่ว่า...มันเป็นความลับของฉันกับภู...พักให้สบายนะ” พูดแล้วเดินเชิิดออกไป
ooooooo
แม้อภิวัฒน์จะเตือนภูวนัยว่าถ้าเขาไปที่ฟาร์มก็อาจจะไม่โชคดีรอดมาเหมือนคราวก่อน แต่ด้วยความเป็นห่วงทุกคนเขาตัดสินใจไป โดยมีไผ่ตามไปด้วยเพราะภูวนัยบอกว่าต้องการไปดูว่าพวกเขาอยู่กันอย่างไรเท่านั้น
ภูวนัยกับไผ่ปลอมเป็นผัวเมียชาวต่างชาติไปขอเปิดห้องพักที่รีสอร์ตของเสกสรร พอเห็นเป็นชาวต่างชาติ เสกสรรก็โขกค่าเช่าคืนละหมื่น แต่ตัวเองพูดภาษาอังกฤษไม่ได้จึงให้พรรณรายมาแปล พอรู้ราคาไผ่อุทานสยอง...
“หา! ถ้าอย่างนั้น ฉันว่าเราไปที่อื่นก็ได้นะ” ไผ่ชวนภูวนัย เสกสรรได้ยินพูดภาษาไทยและจะหนีไปพักที่อื่น ก็กลับลำทันที
“เอ่อ...พอดีลูกสาวผมเขาสื่อสารผิดน่ะครับ ผมได้ยินว่าคุณจะเช่าสักอาทิตย์นึงก็เลยคิดราคาแบบเหมาให้”
“เราพักแค่คืนเดียว” ภูวนัยบอก
“คืนละสองพันครับ”
“ถ้าอย่างนั้นผมขอกุญแจด้วย” ภูวนัยบอกหลังจากสบตากับไผ่แบบพอรับได้
เสกสรรเอาใจว่าเดี๋ยวจะให้เด็กไปยกกระเป๋าให้ ภูวนัยบอกว่าไม่เป็นไร เรายกกันเองได้ แล้วหันไปพูดกับไผ่หวานหยด “ไปกันเถอะจ้ะที่รัก” ทำเอาไผ่พะอืดพะอม ทำหน้าไม่ถูก
“พูดไทยได้ก็ไม่บอกแต่แรก ฮึ่ยย...เสียดาย เงื้อดาบแล้วไม่ได้ฟัน” เสกสรรบ่นอุบอิบ
พรรณรายมองตามไผ่กับภูวนัยไปอย่างสงสัย ถามเสกสรรว่า “พ่อว่าคุ้นๆ หน้าสองคนนั้นไหม”
“ทำไม...อย่าบอกนะว่าเป็นแฟนเก่าแกตอนอยู่ที่อเมริกา”
“จะบ้าเหรอพ่อ ไม่รู้สิ ฉันรู้สึกคุ้นหน้าสองคนนั้นยังไงชอบกล” พรรณรายยังรู้สึกตงิดๆ ในใจ
ooooooo
พอยกกระเป๋าเข้าห้องพัก ไผ่พญาก็บ่น
“โห...ตาหนวดนั่นเล่นจะฟันเราเสียหัวแบะเลย” พอมองเตียงที่แต่งสวยหนานุ่ม ก็สะดุดกึก ถามไม่เต็มเสียง“เอ่อ...นี่เราต้องนอนด้วยกันเหรอ”
“ทำไม” ภูวนัยทำหน้าขรึม “แค่นี้คุณเสกกับพั้นซ์ก็มองเราแปลกๆแล้ว ขืนเราแยกห้องนอนกันอีก พวกเขาจะยิ่งสงสัย แล้วอีกอย่าง ผมบอกคุณแล้วใช่ไหม ว่าผมจะมาคนเดียว”
ไผ่ฉุนกึก มองขวับตาเขียว “อ้าว...นี่หาว่าฉันจุ้นเรื่องของนายรึไง ท่านอภิวัฒน์ก็บอกอยู่ว่าถ้านายมานี่รับรองว่านายต้องตายแน่ๆ”
“แต่ผมต้องมา...จะให้ผมรอดคนเดียว แล้วเห็นพ่อกับหลานๆ ผมต้องตายรึไง”
ไผ่อึ้งไปอย่างเห็นใจ พูดเสียงอ่อนลงว่า
“แต่นายสัญญากับฉันแล้วนะ ว่านายต้องการมาดูความเป็นอยู่ของพวกเขาเท่านั้นเอง” พูดแล้วเห็นภูวนัยนิ่ง ไผ่รุก “ทำไม...นี่นายคิดจะผิดคำสัญญารึไง ถ้านายบอกว่านายจะมานี่เพราะคิดจะล้างแค้นเพื่อนนายละก็...ยังไงฉันก็ไม่ให้มา”
“เอาน่า...ผมรู้ว่าผมต้องทำอะไร”
“ไม่ได้! นายต้องสัญญาก่อน” ไผ่คาดคั้น แล้วคว้ามือภูวนัยขึ้นมา เอานิ้วก้อยตัวเองเกี่ยวก้อยของเขา แล้วโมเมเองว่า “ดี...นายสัญญาแล้วนะ เดี๋ยวฉันขอเข้าห้องน้ำก่อน เหนียวตัวจะแย่”
พอไผ่พญาไปเข้าห้องน้ำ ภูวนัยก็หน้าเครียดขึ้นมาทันที
ooooooo










