สมาชิก

คุณชายเลี้ยงหมู คุณหนูเลี้ยงแกะ

ตอนที่ 7

ภูวนัยอึ้งๆกับคำพูดของไผ่พญา จากนั้นเขาพาเธอไปที่ริมน้ำ ที่มีสายน้ำใสใบไม้เขียวชอุ่ม ชี้ให้ดูบริเวณนั้นที่เงียบสงบ จนไผ่พญาอุทานอย่างตื่นเต้นว่า สวยจัง

“คุณชอบที่นี่ใช่ไหม” ภูวนัยถาม ไผ่ทำเสียงอื้ม...ในลำคอ “เหมือนฝันเองก็ชอบที่นี่เหมือนกัน ผมกับเหมือนฝันเคยคิดที่จะสร้างบ้านอยู่ด้วยกันที่นี่” ภูวนัยเล่าเศร้าๆ

ไผ่ฟังแล้วนิ่งไป จู่ๆ ก็เดินไปหยิบไม้มาขีดเส้นแบ่งอาณาเขต บอกว่าจะกันไว้สร้างบ้านของตัวเองเหมือนกัน ภูวนัยทำเสียงจิ๊จ๊ะอ้างว่าตรงนี้เป็นที่ของตน ตนเห็นก่อน จองก่อน ไผ่เลยวิ่งไปขีดอีกมุมหนึ่ง คุยอวดว่าตรงนี้สวยกว่าที่ของเขาอีก

ท่าทางแก่นๆ เกเร ของไผ่ ทำให้ภูวนัยมองเพลิน เห็นถึงมุมน่ารักเหมือนเด็กของเธอ

ส่วนที่รีสอร์ต เสกสรรกับสมหมายเนื้อตัวมอมแมมกลับมา พรรณรายเห็นสภาพของพ่อแล้วทำหน้าเบ้ถามว่าไปตกถังขยะที่ไหนมา

“จะอะไรล่ะ ก็ทะเลาะกับไอ้อ้วนเผ่าพงศ์มาน่ะซิ หน็อย ทำหวงก้าง นี่ถ้าเพื่อนยัยครูนั่นไม่เข้ามาขัดจังหวะละก็...ฉันอาละวาดจนฟาร์มเละไปแล้ว” เสกสรรคุยโว

พรรณรายจึงรู้ว่าเพื่อนของไผ่มาที่ฟาร์มสองคน ถามพ่อว่ารู้ไหมว่าพวกนั้นมาทำอะไรกัน

“จะไปรู้ได้ยังไง...รู้แต่ว่า เพื่อนมันสองคนนั่นดูยังไงก็ไม่น่าจะเป็นครู ท่าทางเหมือนคนไม่มีการศึกษา”

ฟังเสกสรรแล้ว พรรณรายสะดุดคิดติดใจอะไรบางอย่าง

เวลาเดียวกัน ขิงกับกระดังงานั่งรอไผ่อยู่ในห้องรับแขกหรู มีน้ำดื่มและลูกอมวางอยู่ ทั้งสองดื่มน้ำราวกับอูฐ กินลูกอม มองรอบๆ ห้องคุยกันอย่างตื่นเต้น

กระดังงาปรารภว่าบ้านใหญ่อย่างนี้กว่าไผ่จะทำความสะอาดเสร็จคงกล้ามขึ้น ขิงติงว่าคิดว่าไผ่จะมาเป็นคนใช้หรือ ไม่มีทาง เพราะคนอย่างไผ่ไม่มีใครจะใช้ได้หรอก กระดังงาถามว่างั้นไผ่มาทำอะไร

“เมียน้อย!” ขิงฟันธง “แกจำตาลุงที่เราเจอหน้าบ้านได้ไหม ฉันว่าไอ้ไผ่มันต้องมาเป็นเมียน้อยเขาแน่ๆ”

พลันทั้งสองก็หยุดกึก เมื่อม่านเมฆเข้ามาทัก แนะนำตัวเองว่าชื่อม่านเมฆ กระดังงาทำกระชดกระช้อยแนะนำบ้าง ว่าตนชื่อกระดังงา ม่านเมฆจับมือไปจุมพิตอย่างสุภาพบุรุษ ถูกขิงตบหัวผัวะสั่งให้ปล่อยมือเมียตนเดี๋ยวนี้ด่า “ไอ้เด็กชีกอ”

“นี่...ตีเด็กได้ยังไง...” กระดังงาเอ็ดขิงแล้วถามม่านเมฆ “เจ็บไหมครับ”

ม่านเมฆไม่ตอบ แต่จ้องหน้าขิงเขม็ง ชี้หน้าขู่ว่า

“เรื่องนี้ถึงครูไผ่แน่”

กระดังงาสะดุดหูที่ม่านเมฆเรียกไผ่ว่าครู พอรู้ว่าไผ่มาเป็นครูที่นี่ ทั้งสองก็อึ้งแบบ... เป็นไปได้ไง (วะ)

ooooooo

ไผ่พญากับภูวนัย ยังเพลินกับการจับจองที่ของตัวเอง เสร็จแล้วภูวนัยเอนหลังกับพื้นหลับตาอย่างสบายตัว ไผ่นึกว่าหลับ เดินเข้าใกล้ ท้องเกิดร้องจ้อกๆขึ้นมา ไผ่เลยชวนกลับกันเถิดตนหิวแล้ว

ภูวนัยไม่ลุก มองหน้าไผ่ถามว่า “เวลาที่คุณเหนื่อยหรือท้อ คุณทำยังไง...ผมชอบมานั่งที่นี่...เวลาที่ผมเหนื่อย”

“นายทำไม่ถูกนะ ก็ตรงนี้เป็นบ้านของนาย เวลาที่นายอยู่บ้าน ก็ควรที่จะมีความสุข...ลองวิธีฉันดูไหม...นายถามฉันใช่ไหมว่าเวลาที่ฉันเหนื่อยหรือท้อฉันทำยังไง...” ไผ่เดินไปที่ริมน้ำแล้วป้องปากตะโกน “ไผ่พญาสู้ๆ! ไผ่พญาสู้ๆ!!”

ความเข้มแข็งปนทะเล้นของไผ่ ทำให้ภูวนัยยิ้มออกมาขำๆแกมเอ็นดู สำคัญกว่านั้นคือ แม้คำพูดของไผ่พญาจะไม่สละสลวยเหมือนภาษาวรรณคดี แต่เป็นคำพูดเรียบง่ายที่เต็มไปด้วยพลังและจิตวิญญาณของคนสู้ชีวิตที่มีแง่มุมดีๆ

ออกจากพื้นที่ที่ขีดจองเขตกันแล้ว ภูวนัยพาไผ่ไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านในตลาด ไผ่กินอย่างเอร็ดอร่อยในขณะที่ภูวนัยแค่ดื่มน้ำนั่งดูไผ่กิน พอถามก็บอกว่า “เห็นคุณกินแล้วผมกินไม่ลง”

ไผ่กินเอ๊ากินเอา พออิ่มก็ถามเขาว่า “นี่...แล้วนายจะเป็นไอ้ขี้แพ้อย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน”

“คุณว่าใครขี้แพ้”

“ก็แล้วใครล่ะ...ที่จมอยู่กับอดีต แทนที่นายจะลุกขึ้นสู้กับความจริงที่มันเกิดขึ้น นายกลับปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความเจ็บปวดในอดีต แล้วทนทุกข์กับมัน...

อย่างนี้แหละที่ฉันเรียกนายว่า ไอ้ขี้แพ้”

“ผมอาจจะเป็นไอ้ขี้แพ้อย่างที่คุณว่าก็ได้”

“นี่...ฉันไม่ได้ตั้งใจว่านายอย่างนั้นหรอกนะ แต่ทำไมนายต้องโทษตัวเองด้วยล่ะ ก็ในเมื่อทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่ความผิดของนาย...นายเคยได้ยินเพลงนี้ไหม”

ไผ่พญาถาม เห็นเขามองอย่างสนใจ เธอเลยหลับตาร้องเพลง LIFE AND LEARN เลียนเสียงต้นแบบเต็มที่

“...เพราะชีวิตคือชีวิต ต้องมีเข้ามาต้องมีเลิกไป...

มีสุขสมมีผิดหวัง...หัวเราะหรือหวั่นไหว....เกิดขึ้นได้ทุกวัน... อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน...เติมความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มี...ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน...และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด”

พอร้องจบเธอลืมตามองเขา เห็นเขามองตัวเองอยู่ก่อนแล้ว เลยต่างยิ้มให้กันเหมือนรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับเนื้อเพลง

ทันใดนั้น มีเสียงปืนดังขึ้น  ตามด้วยเสียงตะโกน “ช่วยด้วย...โจรปล้นร้านทอง!”

ภูวนัยลุกขึ้นโดยสัญชาตญาณ ไผ่คว้ามือไว้ถามว่าจะไปไหน อย่าบอกนะว่าจะไปสู้กับโจร

“แล้วจะให้ผมอยู่เฉยๆรึไง”

“แล้วนายจะเอาอะไรไปสู้กับมัน...นายไม่มีปืนนะ”

“ถึงไม่มีปืน...แต่ผมก็ยังเป็นตำรวจ” ภูวนัยสบตาตอบจริงจังแล้ววิ่งออกไป ไผ่พญามองตามหลังเขา ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป แล้วลุกวิ่งตามไปด้วยความเป็นห่วง

ระหว่างภูวนัยต่อสู้กับโจรด้วยชั้นเชิงมวยนั้น ไผ่วิ่งตามมา ตะโกนให้เขาระวังเมื่อเห็นโจรคนหนึ่งกระโดดออกจากเคาน์เตอร์ โจรอีกคนเอาปืนเล็งไผ่ ภูวนัยพุ่งเข้าเอาตัวบังเธอไว้ จ้องโจรเขม็ง เสียงปืนดังขึ้นโจรคนนั้นค่อยๆล้มลง ภูวนัยกับไผ่หันมองจึงเห็นตำรวจยืนถือปืนอยู่ข้างหลัง ทั้งสองมองหน้ากันอย่างดีใจ โล่งอก...

ตำรวจเชิญภูวนัยไปช่วยให้ปากคำที่โรงพัก ไผ่พญาเผลอยกมือทาบหน้าผาก ปลอบใจตัวเองว่า

“ไม่มีอะไร...เราแค่ตื่นเต้นกับเรื่องปล้นร้านทองเท่านั้นเอง” แล้วไผ่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นรูปป้าที่ตัวเองสวมรอยมาเป็นครูแทน ติดอยู่ที่เสาไฟฟ้า ไผ่ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น เลียบเคียงถามตำรวจว่าป้าคนนั้นทำอะไรผิดหรือ

“อ๋อ...ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกครับ แกหายตัวไปตั้งแต่ตอนที่รถสิบล้อชนรถทัวร์เมื่อเดือนที่แล้ว ญาติแกก็เลยมาประกาศตามหา”

แต่แล้วไผ่ก็หนาวเยือกเมื่อตำรวจมองหน้าอย่างสงสัย เธอรีบขอตัวเดินอ้าวไป ตำรวจนายนั้นรู้สึกคุ้นหน้าตามไปเรียก ทำเอาไผ่แทบเข่าอ่อน ตำรวจมองหน้าซักถามกันไปมาว่าเคยเห็นกันที่ไหน ไผ่ปฏิเสธว่าไม่เคยเจอกัน แล้วตำรวจก็นึกออกถามว่าเคยเจอกันที่โรงพยาบาลใช่ไหม

“ใช่ๆ จริงด้วยค่ะ” ไผ่ผสมโรงแล้วรีบลาเลย พอดีภูวนัยให้ปากคำเสร็จลงมาไผ่รีบชวนกลับกันเถอะ

ไผ่พญาใจคอไม่ดีกังวลว่าเมื่อญาติของป้าคนนั้นออกตามหาขนาดนี้คงต้องเจอป้าเข้าสักวันแน่ ถ้าความแตกแล้วตนจะทำอย่างไร คิดแล้วริมฝีปากก็กระดุกกระดิกไม่รู้ตัว จนภูวนัยสังเกตเห็น เธอบอกว่าคงเพราะดีใจที่ได้กลับมาครบสามสิบสอง แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งเครียดปากก็ยิ่งกระตุกพูดอย่างทนไม่ได้ว่า

“แย่แล้ว...เวลาที่ปากฉันกระตุกอย่างนี้ มันมักจะมีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้น” ภูวนัยถามว่าโจรถูกจับไปแล้วปากเธอยังจะกระตุกอะไรอีก ไผ่ฟังแล้วยิ่งไม่สบายใจยืนยันว่า “จริงๆนะ อาจจะมีเรื่องไม่ดียิ่งกว่าโจรปล้นร้านทองก็ได้”

“ถึงมันจะร้ายแค่ไหน ถ้าผมอยู่ด้วย...ผมจะไม่ยอมให้คุณเป็นอะไร”

ไผ่สะดุดใจกับคำพูดดีๆของภูวนัยอีกครั้ง แต่พอดีพรรษาเข้ามาบอกว่ามีเพื่อนของครูไผ่มารออยู่ตั้งแต่บ่าย ไผ่สะดุ้งขึ้นมาอีกเชื่อว่าต้องเป็นป้าคนนั้นแน่ๆหาทางหลบ อ้างว่าร้อนและเหนียวตัวมากขอขึ้นไปอาบน้ำก่อนดีกว่า

ภูวนัยฉุดไว้ให้ไปพบเพื่อนก่อนจะใช่หรือไม่ใช่ได้รู้กันไปเลย ยื้อยุดกันเสียงดังจนขิงกับกระดังงาได้ยินออกมาทักอย่างดีใจ ไผ่จึงขอเวลาส่วนตัวคุยกับเพื่อนให้หายคิดถึง

ระหว่างลากเพื่อนเลี่ยงไปคุยกัน ไผ่ถามอย่างตึงเครียดผิดกับความดีใจเมื่อครู่นี้หน้ามือเป็นหลังมือ ถามทั้งสองว่ารู้จักที่นี่ได้ยังไง ขิงย้อนถามว่าจะยากอะไรก็เธอใช้โทรศัพท์บ้านโทร.เข้ามือถือตน เอาเบอร์ไปเช็กกับองค์การโทรศัพท์ทีเดียวก็รู้แล้ว ไผ่ถามอีกว่าแล้วมาทำไมกัน

“พวกเราจะมาขอยืมเงินแกน่ะ” กระดังงาโพล่งออกไปเพราะร้อนใจเต็มทีแล้ว ไผ่ถามว่าเงินที่ให้ไว้ใช้หมดแล้วหรือ ทั้งขิงและกระดังงาต่างโทษกันไปมา กระดังงาโทษว่าขิงเอาไปเข้าบ่อนหมด ขิงก็โทษว่ากระดังงาถูกพวกนั่งดริ๊งก์ล้วงกระเป๋าเอาเงินไปหมด แต่ไม่ว่าเงินจะหมดด้วยเหตุผลใด ไผ่พูดคำเดียวว่า

“ฉันไม่มีเงินให้พวกแก! เพราะฉันเบิกล่วงหน้าหมดแล้ว”

บอกแล้วไผ่เดินเข้าบ้านไปเลย ขิงกับกระดังงามองกันหน้าเหี่ยวตาละห้อย

ooooooo

เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะขิงกับกระดังงาอ้างกับภูวนัยว่าตนทั้งสองเป็นครูเหมือนไผ่พญา กระดังงาสอนภาษาไทยและขิงสอนพละ ภูวนัยจึงให้ทั้งสองอยู่ช่วยสอนม่านหมอกกับม่านเมฆที่นี่เสียเลย

ขิงกับกระดังงาดีใจมากรีบตอบตกลงทันที แต่ไผ่ไม่เห็นด้วยบอกทั้งสองว่า “พวกแกอยู่ที่นี่ไม่ได้” พูดไม่ทันขาดคำ ภูวนัยก็บอกทั้งสองว่ามีอะไรขาดเหลือก็ให้บอกป้าพรรษาได้ ไผ่เลยพูดไม่ออก

“ไอ้ภู!” เสียงเผ่าพงศ์เรียกอย่างร้อนใจ เพราะได้ข่าวว่าเมื่อกลางวันภูวนัยไปช่วยจับโจรปล้นร้านทอง ถามว่าถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมาใครจะดูแลม่านหมอกกับม่านเมฆ แล้วฟาร์มนี่จะเป็นยังไงถ้าไม่มีใครดูแล

ไผ่พญาช่วยพูดแก้ต่างให้ภูวนัยน้ำไหลไฟดับ พูดให้เห็นว่าภูวนัยไม่ได้ไปเสี่ยงอะไรเลยและก็ไม่ได้มีการยิงอะไรกันทั้งนั้น ระหว่างนั้นภูวนัยก็ฉวยโอกาสชิ่งไป ก็ยังถูกเผ่าพงศ์ร้องเรียกให้กลับมาพูดกันให้รู้เรื่องก่อน ไผ่มองตามภูวนัยไปอย่างเห็นใจที่ทำดีแต่กลับโดนด่า

oooooooo

ไผ่พญาตามไปปลอบใจภูวนัย ขิงกับกระดังงาแอบดูแล้วซุบซิบกันว่าสองคนนี้ท่าทางจะยังไงเสียแล้ว

“คุณไผ่!!” เสียงตะวันฉายร้องเรียกพลางวิ่งเข้าไปหา ขิงกับกระดังงามองหน้ากันเลิ่กลั่กถามกันว่าใครมาอีกล่ะ ได้ยินตะวันฉายถามไผ่พญาเรื่องช่วยจับโจรปล้นร้านทอง ถามอย่างเป็นห่วงว่าเธอเป็นอะไรหรือเปล่า พอไผ่บอกว่าไม่เป็นไร ตะวันฉายก็ทำท่าโล่งอกอย่างเป็นห่วงเกินเหตุ ภูวนัยรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นส่วนเกินเลยขอตัวไป

ตะวันฉายชวนไผ่ไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ที่วัด ขิงกับกระดังงาขอไปด้วยในฐานะเพื่อนของไผ่พญา ส่วนม่านหมอกที่แอบมาได้ยินก็จิกตามองตะวันฉายที่คุยกับไผ่อย่างไม่พอใจ

มาไม่ทันข้ามวัน ขิงกับกระดังงาก็ดูออกว่าภูวนัยสนใจไผ่ เลยยุเพื่อนให้จีบเสียเลย บอกไผ่ว่า ดีเสียอีกที่ภุูวนัยเป็นตำรวจจะได้คุ้มกันจากพวกที่ตามล่า และที่สำคัญเขารวยด้วย

ขิงยังลุ้นให้ไผ่จีบภูวนัย เมื่อไผ่ยืนยันว่ายังไงตนก็ขอเป็นแค่ลูกจ้างเขา ขิงถามอีกว่าแล้วตะวันฉายล่ะ เมื่อกี้เห็นคุยกันดี๊ดี ไผ่บอกว่าเขาเป็นปศุสัตว์ กระดังงาถามอีกว่าแล้วไผ่ชอบเขาไหม

“เฮ้ออออ...!” ไผ่ถอนใจเฮือกใหญ่ยาวแล้วเดินออกไป ขิงกับกระดังงาตีความหมายไม่ออกว่าหมายความว่าไง?

ooooooo

คืนนี้...ที่ร้านอาหารโรงแรมหรู พายัพนัดพบกับตำรวจใหญ่หลายนาย แต่พายัพมาผิดเวลานัดมาก พอมาถึงก็ขอโทษขอโพยที่ต้องให้รอ

นายตำรวจคนหนึ่งถามถึงข้อมูลที่รั่วออกไปเขาจะว่าอย่างไร พายัพตอบหน้าตาเฉยว่ารั่วตรงไหนก็อุดตรงนั้นแค่นี้ก็จบ!

“เอาน่า นี่ก็ดึกแล้ว รีบคุยกันไหม เผื่อบางท่าน

ต้องรีบไปเก็บส่วยตามผับตามบาร์” พายัพตัดบทแล้วตบมือเป็นสัญญาณให้มือขวาถือถุงกระดาษแบบช็อปปิ้งมาวางไว้ตรงหน้าตำรวจคนละถุง “พอดีช่วงนี้มันเป็นฤดูโยกย้ายนายตำรวจ ผมว่าพวกท่านคงจะเหนื่อย ก็เลย

สั่งโสมมาจากเกาหลีให้พวกท่านบำรุง จะได้ไม่มีใครเป็นอะไรไปเสียก่อน”

นายตำรวจเหล่านั้นเปิดถุงตรงหน้าดู หยิบกล่องโสมออกมาจึงเห็นที่ก้นถุงมีเงินมัดเป็นฟ่อนๆ อยู่ พายัพจับตาดูอยู่เอ่ยขึ้นเป็นนัยด้วยรอยยิ้มอย่างผู้เหนือกว่าว่า

“หวังว่าโสมพวกนั้น จะทำให้ธุรกิจของเราแข็งแรงขึ้นนะครับ”

ออกจากห้องอาหาร เดินมากับเข้มมือขวาของเขา พายัพถามว่าจดเลขแบงก์์ที่ให้พวกนั้นไว้แล้วใช่ไหม เมื่อเข้มตอบรับ เขาพูดอย่างดูถูกว่า

“ดี...ทำธุรกิจกับไอ้พวกนี้มันต้องมีอะไรค้ำประกันหน่อย” แต่แล้วก็ตื่นเต้นขึ้นมา เมื่อเข้มบอกว่า คนของเรารายงานว่ามีคนใช้บัตรเครดิตของเสี่ยสมสุข พายัพ

หันขวับถาม “พวกมันอยู่ที่ไหน”

“นครปฐมครับ”

พายัพยิ้มร้ายอย่างสะใจขึ้นมาทันที!

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ไผ่พญาแต่งตัวเตรียมจะออกไปทำบุญสะเดาะเคราะห์กับตะวันฉายตามที่นัดกันไว้

เมื่อวาน พอลงมาเจอขิงกับกระดังงาในชุดพร้อมไปเที่ยว ก็ถามอย่างแปลกใจว่าจะทำอะไรกัน

“ก็ไปเที่ยวกับแกแล้วก็คุณตะวันฉายในเมืองไง” กระดังงาตีหน้าตาย ไผ่ไม่ให้ไป ขิงทำหน้าขึงขังเข้าไปจ้องหน้าพูด

“ไอ้ไผ่ แกลืมไปแล้วหรือไง แกขัดใจพวกเราเมื่อไหร่ เราจะบอกความจริงกับทุกคนว่าแกไม่ใช่ครู!”

“ไอ้...ไอ้...” ไผ่โกรธจนด่าไม่ออก แต่ขิงไม่สนใจเดินไปควงกระดังงาดี๊ด๊าพากันออกไป ไผ่เซ็งจนบอกไม่ถูก

ขณะนั้นเอง ภูวนัยเดินมาเจอตะวันฉายถามว่าจะไปไหนกัน พอตะวันฉายบอกว่าจะพาครูไผ่ไปวัด ภูวนัยถามหน้าตึงว่า

“ไปวัด...ทำไมเขาไม่เห็นบอกอะไรผมเลย”

เมื่อไผ่มาพบตะวันฉาย เธอทักเขาว่าตัดผมทรงใหม่ทำไมหรือถูกใครหักอก ตะวันฉายตอบเหนียมๆ ว่าไม่มีอะไรเพียงแต่มันร้อนเลยอยากเปลี่ยนทรงผมเท่านั้น ภูวนัยที่ยืนมองตาขวางอยู่ พูดขึ้นลอยๆ อย่างประชดประชันว่า

“ผมเพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้คุณจะไปไหนมาไหนก็ได้ตามอำเภอใจ” พอไผ่บอกว่ากำลังจะไปวัด ก็ถูกสวนทันทีว่า “ใครอนุญาตให้เธอไป”

ตะวันฉายเห็นท่าไม่ดีเลยขอโทษภูวนัยเพราะ

คิดว่าไปวัดคงไม่นาน ถูกไผ่ขัดขึ้นว่าไม่ต้องขอโทษ แล้วถามภูวนัยว่าตนแค่ไปวัดทำบุญสะเดาะเคราะห์ ทำไมถึงต้องโมโหอย่างนี้ด้วย

ภูวนัยพาลถามว่าเธอไปแล้วใครจะสอนม่านหมอกกับม่านเมฆ ไผ่เลยโยนกลองให้ขิงกับกระดังงาสอนแทน

“หึ! ได้!! ถ้าอย่างนั้นเชิญครูขิงกับครูงาเข้าข้างในเลยครับ เพราะถ้าพวกคุณสอนดี บางทีผมอาจจะจ้างพวกคุณแทน” พูดประชดแล้วภูวนัยเดินเข้าข้างในเลย ขิงกับกระดังงาหน้าตาเหลอหลามองไผ่อย่างขอความช่วยเหลือ ไผ่โบกมือให้รีบตามภูวนัยเข้าไป แล้วตัวเองก็ไปกับตะวันฉายสบายใจเฉิบ

“ดูท่าทางคุณภูจะไม่พอใจนะครับ...ผมว่า...เราไปวันหลังดีไหมครับ” ตะวันฉายไม่สบายใจ

“ไม่ต้องสนใจหรอกค่ะ...คนอะไร...ไม่มีเหตุผลเลย” ไผ่ค้อนปะหลับปะเหลือกเข้าไปในบ้านอย่างหมั่นไส้

ooooooo

ไปทำบุญสะเดาะเคราะห์แล้วกรวดน้ำ ไผ่พญาไม่เคยทำอะไรแบบนี้ พอกรวดน้ำเสร็จก็เอามือจุ่มไปในถ้วยรองน้ำเอาขึ้นประพรมที่หน้า หนักกว่านั้นคือเทน้ำใส่ฝ่ามือยกขึ้นลูบหน้าอย่างชื่นอกชื่นใจ

เสร็จแล้วตะวันฉายชวนไปเสี่ยงเซียมซีกัน ไผ่เอาอีกแล้ว! แทนที่จะยกกระบอกขึ้นเขย่าเธอกลับเอามือ

ควานไม้เซียมซีแล้วหยิบขึ้นมา ปรากฏว่าได้เบอร์ 3 และตะวันฉายก็ได้เบอร์ 3 เหมือนกัน

“ดีเลยครับ จะได้ไม่ต้องเปลืองคำทำนาย” ตะวันฉายพูดยิ้มๆ แล้วอ่านให้ฟังกัน “ใบที่สามครั่นคร้ามให้คิดหนัก ที่ประจักษ์มักไม่เป็นอย่างที่หวัง เซียมซีนี้อ่านให้ดีเงี่ยหูฟัง สิ่งที่หวังจะไม่เป็นอย่างหวังใจ ถามถึงคู่ชู้รัก

สลักจิต อย่าไปคิดเพราะไกลเกินจะหวัง ถ้าให้ดีสิ่งที่ควรระวัง จะผุพังคือญาติ...ผู้ใหญ่เอย”

ไผ่ฟังแล้วใจไม่ดี  เมื่อตะวันฉายชวนไปปล่อยปลา เธอจึงขอไปเข้าห้องน้ำก่อนแล้วจะตามไป แต่ที่แท้เธอหลบไปเข้าตู้โทรศัพท์สาธารณะ โทร.ไปหาแม่ คอยอยู่นานไม่มีคนรับสายก็ยิ่งใจเสีย

ooooooo

ขิงกับกระดังงาตกกระไดพลอยโจน ต้องมาสวมบทบาทเป็นครูสอนภาษาไทยและพลศึกษา ทั้งคู่สอนมั่วไปหมด อาศัยความกะล่อนประสานกับธรรมะที่เคยได้ยินได้ฟังมาบ้างพอเอาตัวรอดไปได้ เลยนึกสนุกคุยกันอย่างย่ามใจว่า

“เราอยู่ที่นี่กันเลยดีไหม เพราะเป็นครูง่ายจะตาย ถ้ารู้ว่าเป็นครูอาจารย์ง่ายอย่างนี้เป็นกันไปนานแล้ว”

ขณะเดินคุยกันนั่นเอง พรรณรายขับรถเข้ามาจากข้างหลังจนมาใกล้ก็บีบแตร แปร๊นนนนน!! แล้วจอด

นิ่งสนิท ขิงกับกระดังงาสะดุ้งโดดแผล็ว ทั้งสองไม่รู้พิษสงของพรรณราย ขิงเดินเข้าไปเคาะกระจกตะโกน

“เฮ้ย! อะไรวะ...จะชนแล้วยังจะบีบแตรอีก”

สองฝ่ายโต้เถียงกันพักหนึ่ง พรรณรายจึงถามว่าสองคนเป็นคนงานใหม่หรือ ทั้งคู่ยืดอกบอกว่าเป็นครู เหมือนครูไผ่ พรรณรายก็หัวเราะเยาะ “หึๆ เป็นอย่างที่พ่อฉันว่าจริงๆ”

ขิงกับกระดังงาดีใจนึกว่าเพียงชั่วข้ามคืนชื่อเสียงพวกตนก็ลือกระฉ่อนไปไกล ถามอย่างตื่นเต้นว่า พ่อเธอพูดถึงพวกตนอย่างไรบ้าง พรรณรายจ้องจิก แล้วพูดใส่หน้า

“จน! ไร้การศึกษา!! ปัญญาอ่อน!!!”

ทั้งสองฟังแล้วสะอึกแล้วสะอึกอีก ปรามว่าจะมากไปแล้ว เธอเป็นใครถึงได้มาเที่ยวดูถูกคนอื่นอย่างนี้

“หึ! นี่พวกแกไม่รู้จริงๆเหรอ ว่าฉันเป็นใคร จะบอกให้เอาบุญ ฉันก็เป็นคนอีกระดับ ที่ดูถูกพวกแกได้ไง!”

พูดแล้วเดินเชิดไป ขิงกับกระดังงามองเหวอ

อย่างไม่อยากเชื่อความร้ายกาจในร่างที่สวยสำอางของเธอ

ooooooo

พรรณรายทำทีมาขอโทษภูวนัยที่วันนั้นตนเมาไปหน่อย แล้วยุแยงว่าเพื่อนของครูไผ่สองคนที่เขาให้ มาอยู่ที่นี่ไม่น่าไว้ใจเลย ท่าทางไม่เหมือนครูเลยสักนิด

ภูวนัยเบื่อที่จะฟังเธอเป่าหูเลยขอตัวไปทำงาน เสร็จจากงานก็เดินเข้าบ้าน เห็นพ่อเปิดทีวี ทำเหมือนดูอยู่แต่ที่แท้หลับ จึงเดินมาจะปิดทีวีให้ พลันก็ชะงัก เมื่อเห็นชาติกล้ากำลังให้สัมภาษณ์นักข่าวอยู่ที่หน้า ป.ป.ส.

“จริงหรือเปล่าคะที่การตายของผู้กำกับมารุต มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด” นักข่าวสาวถาม

“ผมคงบอกไม่ได้ครับ เพราะมันเกี่ยวกับรูปคดี... แต่เบื้องต้นเราพบความเกี่ยวข้องอย่างที่เป็นข่าวออกไปจริงๆ” ชาติกล้าตอบแล้วเดินเข้า ป.ป.ส.นักข่าวก็ยังตามไปถามอีกว่า “แล้วอย่างนี้จะมีตำรวจชั้นผู้ใหญ่เกี่ยวข้องอีกไหมครับ”

“ผมบอกแล้วว่า ตอนนี้ผมพูดเท่าที่พูดได้...ขอโทษ นะครับ วันนี้พอแค่นี้แล้วกัน” ชาติกล้าตัดบทแล้วรีบเดินเข้าสำนักงานไปเลย

ภูวนัยโทรศัพท์ไปทันที ถามอย่างไม่พอใจว่า “ชาติ... แกบอกนักข่าวอย่างนั้นไปได้ยังไง” ชาติกล้าย้อนถามเสียงแข็งว่าเรื่องอะไร “ก็เรื่องที่ผู้กำกับเป็นพวกเดียวกับไอ้พายัพนั่นไง แกก็รู้ว่าผู้กำกับไม่มีทางทำอย่างนั้น”

“ภู...แกต้องการอะไร...แกอยากให้ฉันอธิบาย...แต่แกก็รู้ว่าฉันทำไม่ได้ เพราะตอนนี้แกถูกพักราชการ ภู...ตอนนี้ฉันบอกแกได้คำเดียว อย่าเชื่อใจใครทั้งนั้น...ฉันต้องเข้าประชุมแล้ว”

ชาติกล้าตัดบทและตัดสายทันที ทำเอาภูวนัยร้อนใจอกแทบระเบิด

ooooooo

ความกังวลที่โทร.ไปแล้วลำไยไม่รับสายทำให้ไผ่เป็นห่วงจนซึมไป พอตะวันฉายถามเธอบอกว่าเป็นห่วงแม่ ตะวันฉายถามงงๆ ว่าแม่เธอเสียไปแล้วไม่ใช่หรือ ไผ่ก็ลื่นไหลไปราวกับน้ำกลิ้งบนใบบอนว่า

“อ๋อ...ฉันจะกลับไปทำบุญร้อยวันน่ะค่ะ” ถูกตะวันฉายจับได้อีกว่าแม่เธอเพิ่งเสียไปไม่ถึงเดือนเลย แต่ก็อาสาจะขับรถพาเธอไปกรุงเทพฯ เอง นัดเจอกันพรุ่งนี้ พอแยกกัน ไผ่ก็พึมพำอย่างรู้สึกผิดว่า

“ขอโทษที่ฉันต้องโกหก แต่ฉันเป็นห่วงแม่จริงๆ”

พอกลับมาถึงฟาร์มสุข ไผ่เล่าให้ขิงกับกระดังงาฟังเรื่องใบเซียมซี และโทร.ไปหาแม่แล้วแต่ไม่มีคนรับสาย ทั้งสองปลอบใจว่าที่แม่ไม่รับสายอาจเพราะมือไม่ว่างกำลังแจกไพ่อยู่ก็ได้ ขิงรับรองว่าแม่เธอสบายดี แต่ไผ่ก็ยังไม่สบายใจ กระดังงาเลยเสนอให้ลองโทร.ใหม่อีกที

ปรากฏว่ามีคนรับสาย แต่กลายเป็นเสียงผู้ชายพูดเถื่อนๆ เหี้ยมๆ ปฏิเสธว่าเบอร์นี้ไม่มีคนชื่อลำไย ทำให้ทั้งสามยิ่งไม่สบายใจ โดยหารู้ไม่ว่าลำไยจ้างไอ้ปื๊ดขาไพ่ข้างๆรับสายแทน เพื่อหนีเจ้าหนี้และพวกที่ตามล่า

ขณะทั้งสามกำลังกลุ้มใจกันอยู่นั่นเอง ภูวนัยใน ชุดเตรียมเดินทางก็มาสั่งงานก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไผ่พญาถือโอกาสขอติดรถไปด้วย อ้างว่าเมื่อกี๊แม่โทร.มาบอกว่าไม่สบาย

“แต่คุณเพิ่งไปงานศพแม่คุณมาไม่ใช่เหรอ” ภูวนัยชักงง

“อ๋อ...คือ แม่ฉันมาเข้าฝันน่ะท่านบอกว่าคิดถึงฉัน” ไผ่กะล่อนได้ลื่นไหลอย่างไร้รอยต่อ ขิงกับกระดังงาก็ช่วยผสมโรงเป็นคุ้งเป็นแคว จนในที่สุด ภูวนัยก็เชื่ออีกตามเคย

แต่เมื่อถึงกรุงเทพฯ ภูวนัยปลุกไผ่ที่หลับอยู่ให้ลงที่หน้าโรงแรม บอกว่าตนมีธุระกว่าจะกลับก็คงดึก ให้เธอพักที่นี่ไปก่อน ให้ไปเปิดห้องเองก็แล้วกัน

“อะไรของเขาวะ” ไผ่พญางัวเงียขึ้นมาบ่นเสียงเมาขี้ตา

ทั้งสองไม่รู้ว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดถูกกล้องวงจรปิดของโรงแรมบันทึกภาพไว้หมดแล้ว

ooooooo

ภูวนัยไปพบชาติกล้าที่ลานจอดรถ ป.ป.ส.ถามชาติกล้าว่าจำตอนที่ผู้กำกับถูกยิงได้ไหม

เมื่อชาติกล้าพยักหน้าว่าจำได้ ภูวนัยบอกว่าผู้กำกับนัดพบตนเพราะสงสัยว่าจะมีหนอนบ่อนไส้ในหน่วยเรา ชาติกล้าถามทันทีว่าแล้วท่านบอกหรือเปล่าว่าเป็นใคร

“พวกมันยิงผู้กำกับก่อนที่จะบอกฉัน ชาติ...

ผู้กำกับไม่ได้เป็นพวกมัน แกต้องเชื่อฉัน”

“ภู...ฉันช่วยแกไม่ได้ แกก็รู้ว่าฉันเชื่อคำพูดลอยๆ ของแกไม่ได้ นอกจากว่าแกจะมีหลักฐานแสดงความบริสุทธิ์ของผู้กำกับ”

ภูวนัยถามว่าเขามีหลักฐานว่าผู้กำกับเกี่ยวข้องกับพายัพหรือ ชาติกล้าตอบทันทีว่า “ใช่!” ภูวนัยถามว่าแล้วไหนล่ะหลักฐาน ภูวนัยเผลอเข้าไปกระชากคอเสื้อชาติกล้า พอรู้ตัวก็ปล่อย ชาติกล้าพูดอย่างเป็นต่อทันทีว่า

“แกก็รู้ว่าฉันทำอย่างนั้นไม่ได้ ภู...ฉันขอเตือนแกในฐานะเพื่อน เลิกยุ่งกับคดีนี้เสีย ปล่อยให้ฉันจัดการเอง”

“จัดการ? แกรู้ไหมว่าแกกำลังใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ที่ตายไปแล้ว! ผู้กำกับบริสุทธิ์!” พูดแล้วหุนหันออกไป ชาติกล้าถามว่าจะไปไหน “ฉันจะหาหลักฐานที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้กำกับมาให้แกดู!”

ชาติกล้ามองตามภูวนัยไปด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปทันที!

ooooooo

ลำไยแจกไพ่อยู่สามวันสามคืน เมื่อยเลยเดินออกมาเปลี่ยนบรรยากาศ แต่ถึงคราวซวย ถูกนักเลงที่มากับเฮียกวงจำได้ว่าเป็นแม่ของไผ่พญา

ลำไยรู้สึกมีคนมองตนอยู่ พอมองไปก็จำได้ว่าเป็นลูกน้องพายัพ ตัดสินใจวิ่งหนีทันที พายัพบอกให้ลูกน้องตามไปจับมาให้ได้ เป็นจังหวะที่ไผ่นั่งแท็กซี่มาถึงหน้าบ่อนพอดี ลำไยเห็นหลังไผ่ไวๆแต่พอจะตะโกนเรียกก็เห็นสมุนของพายัพวิ่งไล่กวดมา นาทีนี้ ลำไยรู้อย่างเดียวว่าต้องหนีเอาชีวิตรอดก่อน

ส่วนไผ่ยังไม่รู้อะไร ไปถามนักเลงคุมบ่อนว่านี่คือบ่อนเฮียกวงใช่ไหม รู้จักแม่ตนหรือเปล่า ขอเข้าไปหาแม่หน่อย นังเลงคุมบ่อนไม่ให้เข้า บอกว่าคนที่จะเข้าไปได้มีแต่คนมาเล่นเท่านั้น ไผ่จึงตัดสินใจวิ่งทะลวงเข้าไป ถูกไล่ล่าก็มองหาที่หลบ เห็นประตูห้องหนึ่งแง้มๆอยู่ก็จะเข้าไป

ประตูเปิดพอดี! คนที่ออกมาคือพายัพ!!

“อุตส่าห์ตามหาตั้งนาน อยู่ดีๆก็เจอกันอย่างไม่น่าเชื่อนะ อย่างนี้เขาเรียกว่า บุพเพสันนิวาสหรือเปล่า” พายัพเย้ย

“นี่แกจะตามฉันทำไม พระฉันก็คืนให้แล้ว”

“คิดว่าฉันโง่รึไง ไอ้พระนั่นมันของปลอมเว้ย!!”

ฟังแล้วไผ่ตัดสินใจพุ่งเข้าประตูข้างๆมันคือประตูห้องน้ำ เมื่อไผ่วิ่งเข้าไปแล้วปิดประตูล็อกทันที พายัพตะโกนให้เปิดไม่สำเร็จก็สั่งสมุนให้พังเข้าไปเลย

ระหว่างนั้น ลำไยร้องเรียกไผ่จากห้องข้างๆไผ่วิ่งไปตามเสียง เจอแม่อยู่อีกห้องหนึ่ง ต่างโผเข้ากอดกันด้วยความดีใจ ส่วนข้างนอกเสียงพายัพกระแทกประตูอย่างบ้าคลั่ง จนประตูพัง แต่พอพายัพวิ่งเข้าไปไม่เจอใครแล้ว มองขึ้นไปเห็นหน้าต่างห้องน้ำเปิด ก็รู้ทันทีว่าไผ่หนีไปแล้ว พายัพได้แต่สบถอย่างเจ็บใจ

“โธ่โว้ยยยย!!!”

ooooooo

ไผ่พาลำไยกลับมาห้องพักที่โรงแรม สองแม่ลูก ถามไถ่กันด้วยความดีใจ ขณะที่แม่ลูกกำลังซาบซึ้งกันอยู่นั่นเอง ภูวนัยกลับมาเจอ ไผ่เลยเล่นละครกอดลำไยพร่ำบอกว่า

“ป้า...ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ เดี๋ยวฉันจะดูแลป้าเอง” ทำเอาลำไยรับลูกไม่ทัน งงไปครู่หนึ่ง แต่พอเข้าใจก็ ผสมโรงเล่นละครทำเป็นปวดท้อง ภูวนัยจะพาไปหาหมอ ไผ่บอกว่าไม่ต้องนอนพักเดี๋ยวก็หาย

พอดีภูวนัยได้รับ SMS “ผู้กำกับฝากของไว้ให้คุณ” อ่านแล้วภูวนัยสงสัยว่าใครเป็นคนส่งข้อความมา แต่ก็ดีใจที่จะได้หลักฐานจากมารุต

แต่เมื่อไปถึงที่นัดหมาย ภูวนัยเจอชาติกล้าถามว่าเขาได้รับโทรศัพท์เหมือนกันหรือ ชาติกล้าบอกว่าเปล่า ครั้นภูวนัยถามว่าแล้วมาที่นี่ได้ยังไง ชาติกล้าไม่ตอบแต่กลับเตือนว่า

“ภู...ฉันเตือนแกแล้วนะว่าอย่ายุ่งกับคดีนี้” ภูวนัยถามอีกว่าเขามาที่นี่ได้อย่างไร “ทำไมฉันจะมาไม่ได้ ก็ในเมื่อฉันเป็นคนส่งเมสเสจบอกแกเอง”

ภูวนัยเริ่มเอะใจอะไรบางอย่าง ชาติกล้าถามเหมือนพร้อมที่จะเปิดเผยความจริงว่า เขาอยากรู้ว่าใครเป็นหนอนบ่อนไส้ในหน่วยเราไม่ใช่หรือ ภูวนัยถามอย่างตื่นเต้นว่า “แกรู้เหรอ”

“ทำไมจะไม่รู้...เรื่องนี้ทำไมแกไม่ถามฉัน แกถามผู้กำกับจะไปรู้จริงเท่าฉันได้ยังไง”

“ใคร...ใคร...บอกฉันมา” ภูวนัยจับแขนชาติกล้าเขย่าอย่างแรง

“ฉันเองไง!!” ชาติกล้าตอบยิ้มเหี้ยม

ภูวนัยเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางหัว วินาทีนั้น มีเสียงปืนเก็บเสียงดังขึ้น ภูวนัยสะอึกก้มมองท้องตัวเองเห็นมือชาติกล้าใส่ถุงมือดำกำปืนเก็บเสียงที่ยิงตน ภูวนัยกุมท้องที่เลือดไหลโกรกถอยไปพยายามจะหนี ชาติกล้าย่างสามขุมเข้าหา

“ไอ้ภู...แกรู้ไหมว่าฉันรอวันนี้มานานแค่ไหน วัน ที่ฉันจะออกจากเงาของแก” เห็นภูวนัยกุมท้องอย่างเจ็บปวดก็ถามเย้ย “เจ็บล่ะสิ แต่ความเจ็บของแก คงไม่ เท่ากับที่แกทำกับฉัน”

“ฉันไปทำอะไรให้แก...ไอ้ชาติ”

“แกทำให้ฉันเป็นที่สองไง ไม่ว่าเรื่องเรียน เรื่องงานหรือเรื่องปลายฟ้า แกทำให้ฉันเป็นรองแกมาตลอด...”

ภูวนัยถามว่าแล้วทำไมเราไม่คุยกัน ชาติกล้าพูด อย่างผูกใจเจ็บว่าคุยเพื่ออะไร เขามีศักดิ์ศรีแล้วตนไม่มีหรือ ภูวนัยยังพยายามหว่านล้อมว่าถ้าเขากลับใจตนจะกันไว้เป็นพยาน ก็ถูกชาติกล้ายิงซ้ำเข้าที่หัวไหล่อีกนัดหนึ่ง ยื่นหน้าเข้าไปพูด...

“แกคิดว่าฉันเป็นตำรวจทำไม ฉันไม่ได้รักความ ยุติธรรมเพ้อฝันอย่างแก ที่ฉันเป็นตำรวจ เพราะอำนาจ แกไม่รู้หรือว่า พวกเราน่ะมีอำนาจมากแค่ไหน...ที่จริงฉันไม่ใช่แค่หนอนบ่อนไส้อย่างที่แกกล่าวหาฉันหรอกนะ เพราะฉันเป็นคนฆ่าพวกมันเองกับมือ ไม่ว่าจะเป็นไอ้สมสุข เมียมัน แล้วก็ผู้กำกับที่เคารพรักของแก”

ภูวนัยแค้นจนแทบจะคลั่ง พยายามพุ่งเข้าหาชาติกล้าทั้งที่ตัวเองอ่อนแรงมาก แต่ชาติกล้าฉากหลบทำให้ภูวนัยเสียหลักถลำไปที่ริมน้ำ ชาติกล้าเล็งปืนใส่เขาอีกครั้ง!

“โชคดีไอ้ภู!!!” สิ้นเสียง กระสุนจากปืนเก็บเสียง ก็พุ่งเข้าเจาะร่างภูวนัยในระยะเผาขน!

ooooooo

คุณชายเลี้ยงหมู คุณหนูเลี้ยงแกะ

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด