ตอนที่ 3
จากการคุยกับตะวันฉาย ทำให้ไผ่ได้รู้ถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติของเสกสรรกับภูวนัยว่า เป็นมานานแล้ว และตะวันฉายก็ฟังออกว่าท่าทางไผ่จะไม่ชอบภูวนัยนัก
ระหว่างทั้งสองเดินคุยกัน ม่านหมอกเดินตามแอบดู จนเมื่อตะวันฉายกลับไปเขียนรายงาน ไผ่จึงเห็นม่านหมอก ถามว่าสะกดรอยครูหรือ พอม่านหมอกปฏิเสธก็ดักคอว่า หรือว่าแอบดูนายตะวัน
เหมือนถูกถามแทงใจดำ ม่านหมอกอึกอัก ไผ่เลยทำเป็นนึกได้บ่นตัวเองว่าทำไมไม่ติดรถตะวันฉายเข้าเมือง...ขี้ลืมจริงๆ แต่พอม่านหมอกถามว่าจะเข้าเมืองไปทำอะไร ไผ่ก็อึกอัก ไม่รู้จะบอกอย่างไร
แล้วไผ่ก็แปลกใจ เมื่อม่านหมอกเอาชุดเดรสยาวสีขาวมาให้บอกว่าภูวดลให้เอามาให้ ไผ่เหยียดยิ้มทำเสียง
“ชิ...คงรู้สึกผิดล่ะสิ”
แต่ไผ่หารู้ไม่ว่า ชุดเดรสสีขาวนี้ทำให้เธอต้องประสบชะตากรรมพเนจรอีกครั้ง เพราะเป็นชุดที่ภูวนัยซื้อให้เหมือนฝัน เขาซื้อแล้วบอกให้เธอลองใส่ดู เธอบอกว่าไปรับเด็กๆ ก่อนกลับมาแล้วจะลองให้ดูและจะใส่ไปงานเลี้ยงฉลองตำแหน่งใหม่ของเขาคืนนี้เลย
พอภูวนัยเห็นเธอใส่ชุดของเหมือนฝันก็สั่งให้ถอดออก ถ้าไม่ถอดตนจะถอดให้เอง ไผ่ตกใจวิ่งหนี ชุดเกี่ยวหนามขาดแควกๆ มันเหมือนฉีกหัวใจภูวนัย เขาสั่งไผ่ให้เก็บของออกจากที่นี่ไปภายในครึ่งชั่วโมง ไล่ตะเพิดว่า “ผมไล่คุณออก!”
“คนอย่างฉันมีศักดิ์ศรี...ไม่จำเป็นต้องให้นายมาไล่ ฉันขอลาออก!” ไผ่เชิดใส่อย่างถือดี
ตกกลางคืนภูวนัยมาคาดคั้นกับม่านหมอกว่าเป็นคนเอาชุดของเหมือนฝันไปให้ไผ่ใส่ใช่ไหม ทำไมต้องทำอย่างนั้น
“มันก็เหมือนกับที่อาพยายามจะทำตัวเป็นพ่อหนูไง อาจะได้รู้ว่า ไม่มีใครแทนที่คนที่เรารักได้”
ขณะนั้นเอง ม่านเมฆมาถามภูวนัยว่าครูไผ่ไปไหนแล้ว เขาปดว่าครูไผ่มีธุระ ต้องกลับกรุงเทพฯ ม่านหมอกโวยว่า
“พวกเราต้องการครูไผ่คนเดียวใช่ไหมเมฆ” ภูวนัยหันไปกล่อมม่านเมฆว่าเดี๋ยวจะหาครูใหม่ให้ ม่านหมอกแทรกขึ้นทันที “หนูบอกแล้วว่าถ้าไม่ใช่ครูไผ่ หนูก็จะไม่อยู่ที่นี่” พูดแล้วปิดประตูปังใส่หน้า
ภูวนัยเครียดทันที ยิ่งเห็นม่านเมฆเศร้าก็ยิ่งเครียด
ส่วนไผ่ อาศัยรถส่งหมูเป็นไปโรงฆ่าหมูในตลาด บอกกับตัวเองอย่างเจ็บใจว่า จะไม่มีวันกลับไปเหยียบที่นั่นอีก มาถึงตลาดบริเวณโรงฆ่าหมูเป็นเวลากลางคืนแล้ว พายัพที่นัดมาซื้อขายยาเสพติดกัน คิดว่ารถที่ไผ่นั่งมาเป็นรถที่นัดกันไว้ แต่พอเดินเข้าไปถึง พายัพก็ต้องอึ้ง เมื่อเห็นคนที่โดดลงจากรถคือ ไผ่พญา!
ooooooo
พรรณราย เป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเสกสรร แต่ถูกตามใจจนแม้แต่เสกสรรก็เอาไม่อยู่ เธอเปรี้ยว ซ่า เผ็ด ร้อนแรง จะเอาอะไรก็ต้องได้ดั่งใจ
เธอหลงรักภูวนัยฝ่ายเดียว เสกสรรต้องการตัดปัญหาจึงส่งไปเรียนอเมริกาหลายปีแต่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย เมื่อมาอยู่ที่รีสอร์ต เสกสรรพลั้งปากเรื่องภูวนัยกลับมาอยู่ที่ฟาร์มสุข เธอหูผึ่งถามว่า
“ภูกลับมาอยู่ที่ฟาร์มแล้วเหรอ”
“ทำไม...แกหยุดความคิดอกตัญญูของแกไว้เลย รู้อยู่ว่าพ่อเกลียดมันขนาดไหน ก็ยังจะไปชอบมันอีก นี่แกยังไม่ลืมมันรึไง”
แต่พรรณรายฟังไม่เข้าหูเลย ถามพ่อว่าให้คนงานทำความสะอาดห้องให้ตนหรือยัง ทำท่าจะมาอยู่ที่รีสอร์ตถาวร เสกสรรยิ่งหัวเสียที่ตัวเองไม่น่าพลั้งปากหลุดไปเลย
ooooooo
ไผ่พญาตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า เห็นรถจะไปราชบุรีก็เดินรี่เข้าไป พนักงานถามว่าลงตัวเมืองเลยหรือเปล่า ไผ่นึกไม่ออกเออออไปว่า “ก็ได้”
“ร้อยยี่สิบ” พนักงานยื่นมือมาจะเก็บเงิน ไผ่ เล่นแง่ว่าเก็บตังค์ก่อนแล้วเอาตนไปปล่อยกลางทางก็แย่สิ เล่นแง่ว่า เอาเป็นว่า เดี๋ยวถึงที่แล้วจ่ายให้
“กะนั่งรถฟรีดิ! ถ้าจะไปก็ต้องจ่าย...ถ้าไม่จ่ายก็ไม่ต้องไป”
“ฉันขอโทษค่ะพี่...ฉันโดนล้วงกระเป๋าเมื่อกี๊นี้เอง” ไผ่เปลี่ยนแผนใหม่ ก็ยังไม่สำเร็จอยู่ดี แต่ยังไงไผ่ก็ไม่ยอมถอยหลังแน่ นาทีนี้เดินหน้าลูกเดียว!
ไม่มีเงินขึ้นรถ ไผ่จึงเดินไปเรื่อยๆ ทั้งเหนื่อยทั้งหิว เห็นร้านขายก๋วยเตี๋ยว ไผ่ดีใจมากบอกตัวเองว่ารอดตายแล้วเดินปรี่เข้าไป สั่งคนขายทันที “เล็กน้ำพิเศษค่ะ” แล้วเดินไปนั่งกับชายคนหนึ่งที่ฟุบอยู่กับโต๊ะ ไผ่ใช้ลูกไม้เดิมตรงเข้าไปทัก “ไอ้ยอด!” ชายคนนั้นไม่สนใจ ไผ่เล่นต่อ “เฮ้ย...มาทำอะไรแถวนี้วะ หายไปเลยนะ ทำไมไม่ติดต่อกลับไปมั่งวะ”
ที่แท้ชายคนนั้นเมายา พอเงยหน้าขึ้นก็มองไผ่ตาขวางระแวงว่าจะมาฆ่า ไผ่ผงะถูกชายเมายาจับล็อกคอ ไผ่ร้องขอความช่วยเหลือก็ถูกขู่ว่า “ใครเข้ามาอีนี่ตาย”
ขณะไผ่กำลังอยู่ในหน้าสิ่วหน้าขวานนั่นเอง ภูวนัยที่มาตามไผ่กลับเพราะสงสารม่านเมฆและกลัวม่านหมอกจะหนีออกจากบ้านมาเจอพอดี เขาช่วยไผ่ไว้ได้อย่างเท่ แล้วชวน “รีบกลับกันเถอะ”
“กลับ...เดี๋ยวๆ หมายความว่าไง จะให้ฉันกลับไปไหน” ภูวนัยบอกว่ากลับฟาร์ม “อ้าว...ไปทำไม นายเพิ่งไล่ฉันออก แล้วจะให้ฉันกลับไปทำไม”
“ถือว่าฉันไม่ได้พูดแล้วกัน” ภูวนัยตัดปัญหาเอาดื้อๆ ขอร้องว่า “ช่วยกลับไปสอนลูกฉันหน่อย หมอกกับเมฆบอกว่าจะเรียนกับเธอเท่านั้น” ไผ่บอกว่าไม่กลับไปให้เขาด่าอีกหรอก “ขอโทษ...ฉันขอโทษที่ทำกับเธอแบบนั้น”
ไผ่ยังเล่นตัว ภูวนัยจึงเพิ่มเงินเดือนให้ ไผ่หูผึ่งแต่ยังไว้เชิง ภูวนัยเพิ่มเงินเดือนให้อย่างรวดเร็ว จากสี่หมื่น เป็นห้าหมื่นและทุกอย่างที่เธออยากได้ ไผ่มองหน้าเขาทำท่าลังเล ทั้งที่ใจไปแล้ว...
แต่พอกลับไปฟาร์มสุข นึกว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ไผ่กลับถูกม่านหมอกกระชากเสียงถามว่ากลับมาทำไม ทำเอาไผ่ร้อง “อ้าว...” ได้คำเดียว
ooooooo
ระหว่างที่ชาติกล้าไปแฝงตัวที่ตลาดดักจับพวกค้ายานั้น เขาเดินชนปลายฟ้าจนถุงแกงเธอตกแตก พอมองหน้ากันรู้ว่าใครเป็นใครก็ทักทายกันอย่างดีใจ ปลายฟ้าถามว่าเขามาทำอะไรที่นี่ ชาติกล้าอึกอักเพราะเป็นภารกิจลับ
“ไม่ต้องบอกหรอก...ฉันเข้าใจ ไม่ว่าจะนายหรือภู ก็ชอบมีความลับกับฉันทั้งนั้นแหละ” ปลายฟ้าตัดพ้อ
“ไอ้ภูฉันไม่รู้ แต่ฉันไม่เคยมีความลับกับเธอ” ชาติกล้ามองเธอด้วยสายตาลึกซึ้งเพราะแอบรักข้างเดียว ใจอยากจะอยู่คุยและพาปลายฟ้าไปกินข้าวชดเชยที่ทำถุงแกงเธอตกแตก แต่ก็ต้องตัดใจเพราะมีภารกิจสำคัญรออยู่ ขอติดเลี้ยงมื้อเย็นไว้ก่อนแล้วแยกกัน
รุ่งขึ้น ปลายฟ้าขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่ฟาร์มสุข พอปลายฟ้าจอดรถเดินเข้าไป ไผ่ถามม่านเมฆว่าใครหรือ
“น้าฟ้า เพื่อนพ่อน่ะครับ”
“เป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมจริงๆนะ หน้าตาก็ดี... ความรู้ก็ดี...แบบนี้พ่อเธอไม่ชอบหมอปลายฟ้าบ้างหรือ” ม่านเมฆบอกว่าเท่าที่เห็นไม่มี ไผ่พึมพำ “ตานี่ประหลาดคน จริงๆ”
ไผ่เลียบเคียงถามม่านเมฆว่า ปกติปลายฟ้ามาทีนานไหม ม่านเมฆบอกว่าบางทีก็อยู่กินข้าวเย็นเลย ไผ่ชำเลืองไปที่รถหมายจะแอบยืมไปห้างซื้อเสื้อผ้าสักชั่วโมง ออกอุบายว่าหิวน้ำ ม่านเมฆอาสาไปเอาให้ แต่พอไผ่ตรงไปที่รถ ก็ชะงัก
“เจ้านายอยู่ไหม” เสียงพรรณรายถามขึ้น ไผ่หันมองงงๆ ถามว่า ถามตนหรือ เลยถูกด่า “กวนประสาทฉันอย่างนี้อยากโดนไล่ออกรึไง”
“ใครอีกวะเนี่ย” ไผ่บ่นเบาๆ ถามว่า “เอ่อ...แล้วคุณเป็นใคร”
พรรณรายบอกว่าตนจะมาเป็นนายหญิงคนใหม่ของเธอ ถามว่าภูวนัยอยู่ไหม ไผ่บอกว่าอยู่ข้างใน เธอเดินกรีดกรายเข้าไป ไผ่มองมึนๆ แล้วหันมาจะสตาร์ตรถ แต่แล้วก็นึกได้ ถามตัวเองเซ็งๆ
“ไม่มีเงิน...แล้วจะไปทำไม”
ooooooo
ปลายฟ้ากำลังเล่าเรื่องที่เมื่อวานเจอชาติกล้าให้ภูวนัยฟัง พลันก็ชะงักเมื่อพรรณรายเข้ามาขัดจังหวะ ทันทีที่เห็นหน้ากัน ทั้งภูวนัยและพรรณรายก็โผเข้ากอดกันกลม จากนั้นพรรณรายจึงหันมาทักปลายฟ้าว่ามาอยู่นี่ได้ไง
ปลายฟ้าถามว่าลืมไปแล้วหรือว่าตนเป็นหมอด้านประสาท พรรณรายจึงหันไปชวนภูวนัยจัดปาร์ตี้ที่รีสอร์ตตนมีเรื่องอยากจะคุยด้วยเยอะเลย ภูวนัยชะงักไปทันที ไผ่ทำหน้าเบ้แล้วรีบเข้าไปขอเงินภูวนัย เขาฉวยโอกาสบอกพรรณรายว่าวันนี้ตนมีนัดกับไผ่จะพาไปซื้อของ แล้วเร่งไผ่ว่า “จะไปกันหรือยัง”
ภูวนัยพาไผ่ออกไป พรรณรายจะตาม ถูกปลายฟ้ามาขวางทำให้ภูวนัยหนีพ้นพรรณรายไปได้
พรรณรายเดินมากับปลายฟ้าไปที่รถของเธอ ถามปลายฟ้าว่ามาหาภูวนัยบ่อยหรือ พอรู้ว่าอาทิตย์ละครั้งสองครั้งแล้วแต่อาการของคุณเผ่าพงศ์
“ต่อไปนี้ฉันไม่อยากให้เธอมาหาภูอีก...ฉันรู้ว่าเธอคิดยังไงกับภู เธอคิดจะมาแทนที่ยัยฝันน่ะ อย่าเสียเวลาเลย ถ้าภูจะชอบเธอ คงชอบไปนานแล้ว”
“แต่ภูก็คงไม่กลับไปหาเธอเหมือนกัน” ปลายฟ้ามั่นใจ พรรณรายพูดอย่างมั่นใจกว่าว่า ถ้าตนไม่ไปเรียนเมืองนอกป่านนี้คงได้แต่งงานกับเขาไปแล้ว “แต่ถ่านมันดับไปแล้ว...มันคงไม่กลับมาติดใหม่ได้หรอก”
“ติดไม่ติดเดี๋ยวก็รู้” พรรณรายยิ้มอย่างมั่นใจแล้วเดินเชิดไปที่รถ ปลายฟ้ามองตามอย่างหนักใจ
ooooooo
การจับยาบ้าของชาติกล้าเมื่อคืนนี้ ได้ของกลางไม่ตรงกับรายงานของสาย ชาติกล้าได้แต่เก็บความสงสัยไว้
รุ่งขึ้น พล.ต.ท.วศินมาที่ ป.ป.ส.นักข่าวกรูกันเข้าสัมภาษณ์ มารุตกับชาติกล้าเดินหน้ากันๆ นักข่าวไว้ ส่วนวศินเดินไปพูดไปกับนักข่าว...
“ยาบ้าจำนวนสองแสนห้าหมื่นเม็ดพวกนี้...ทางเราตรวจสอบที่มาที่ไปแล้วพบว่า ไอ้พวกนี้...เคยเป็นลูกน้องของสมสุขมาก่อน พอหัวหน้าตาย บางส่วนก็ยังอยู่ที่เดิม ส่วนเจ้าพวกนี้คือพวกที่คิดออกมาตั้งแก๊งใหม่”
“ท่านครับ ทำไมถึงมาจับได้ตอนนี้ล่ะครับ ตอนที่เสี่ยสมสุขอยู่ ทำไมตำรวจจับแทบไม่ได้เลย”
“น้องจะถามหาอะไร” วศินหยุดหันมองหน้านักข่าวที่ถามตาขวาง “ไอ้คำถามอย่างนี้มันมีแต่จะบั่นทอนเจ้าหน้าที่ น้องรู้ไหมว่าตำรวจเขาเสี่ยงชีวิตแค่ไหนกว่าจะจับไอ้พวกนี้ได้ ทีหลังตั้งคำถามให้มันสร้างสรรค์หน่อย”
“แต่ที่เราได้ยิน ยาบ้าที่จับได้เมื่อคืนมีแค่ไม่กี่พันเม็ดเองไม่ใช่เหรอคะ”
“พี่จะบอกให้นะ...แค่เรื่องจับยาพวกนี้พี่ก็ปวดหัวมากพอแล้ว อย่าให้พี่ต้องปวดหัวกับพวกน้องอีกเลย เอาล่ะ พี่มีงานต้องทำ แค่นี้แล้วกัน” ว่าแล้วเดินเข้าประตูใหญ่ไปเลย มารุตกับชาติกล้าเดินตาม ท่ามกลางเสียงนักข่าวที่ยังถามกันเซ็งแซ่
เมื่อพ้นจากนักข่าวแล้ว มารุตเร่งฝีเท้าขึ้นมาบอกว่าอีกสิบห้านาทีจะมีการแถลงข่าว วศินพูดอย่างหงุดหงิดว่าให้เขาเป็นคนแถลงแล้วกัน อยากแถลงอะไรก็แถลงไปแต่เช็กดูก่อนก็แล้วกันว่าพวกนักข่าวรู้อะไรมากน้อยแค่ไหน
วศินเดินเลยไปอย่างไม่สนใจ มารุตเดินมาชมชาติกล้าว่าเมื่อคืนทำได้ดีมาก ชาติกล้าบอกว่าตนยังสงสัยอะไรอยู่อย่าง “ข้อมูลที่เราได้จากสายบอกว่าจะมีการส่งยาลอตใหญ่ แต่เมื่อคืน...”
“ไม่ต้องสนใจ จะมากหรือน้อย มันก็คือผลงานของเรา แล้วคดีของคุณนายหยาดฟ้าไปถึงไหนแล้ว”
ชาติกล้าบอกว่ารู้ทะเบียนรถที่ใช้ก่อเหตุแล้วแต่เป็นทะเบียนปลอม มารุตฝากให้ดูแลต่อด้วย พูดแล้วเดินออกไป
ชาติกล้าคิดถึงที่แอบได้ยินวศินกับมารุตคุยกันก่อนหน้านี้แล้วก็รู้สึกแปลกๆ
วศินไปพบพายัพที่ห้องอาหารหรูในโรงแรม พายัพเอาตัวชายคนหนึ่งท่าทางตระหนกเข้ามาแล้วจัดการฆ่าทิ้งด้วยการเอาส้อมทำทีป้อนเค้กแต่แทงทะลุคอตาย แล้วให้ลูกน้องมาลากศพออกไป
ระหว่างวศินกับพายัพเจรจากันนั้น วศินบอกพายัพว่าถ้าจะให้ตนสบายใจ ก็ให้ลบที่สมสุขอัดเสียงตนไว้เสีย
“แหม...ท่านเป็นใคร ผมเป็นใครก็รู้ๆกันอยู่ ท่านจะไม่ให้ผมถืออะไรไว้ต่อรองหน่อยเหรอ แต่ท่านสบายใจได้ตราบใดที่เรายังทำธุรกิจร่วมกัน ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง”
“ลื้อแน่ใจเหรอ แล้วที่คุณนายหยาดฟ้าตาย ไม่ใช่เพราะมีข้อมูลของอั๊วกับพวกหลุดไปใช่ไหม”
พายัพชะงักไป แต่พริบตาเดียวก็ปรับสีหน้าเป็นปกติ รับรองกับวศินว่าไม่มีเรื่องอย่างนั้นแน่ เพราะเท่าที่รู้ สมสุขไม่ได้ก๊อบปี้ข้อมูลนั่นเอาไว้
“ก็ดี...เพราะถ้ามันมีหรืออั๊วรู้ว่ามีอะไรผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ตำรวจทั้งประเทศจะตามล่าลื้อ”
“ตกลงวันนี้เราจะไม่คุยธุรกิจกันใช่ไหม” พายัพเปลี่ยนบรรยากาศให้ผ่อนคลายขึ้น แต่ในใจเขายังวิตกเรื่องสร้อยข้อมูลเส้นนั้นของสมสุขอยู่มาก...
ooooooo
เพราะภูวนัยพาไผ่ออกไปข้างนอก ผจญจะไปซื้อยาให้เผ่าพงศ์จึงต้องไปขอเบิกเงินกับพรรษา ม่านหมอกแอบได้ยินจึงซ่อนตัวใต้ผ้าใบท้ายกระบะตามไปด้วย
ผจญขับรถไปฟังเพลงไป รถตกหลุมบ้างกระดอนบ้าง กระแทกกระทั้นจนม่านหมอกทนไม่ได้โผล่ออกมาตะโกนถามว่า “ขับรถดีๆ ไม่ได้รึไง นายแกล้งฉันใช่ไหม”
“เปล่าครับ คือ...ผมตกใจก็เลยเบรกแรงไปหน่อย”
ม่านหมอกบอกว่าตนจะไปลงในเมือง ผจญยิ่งตกใจถามว่าจะหนีออกจากบ้านหรือ ตนไม่ยอมเด็ดขาด
“จะไปหรือไม่ไป ถ้านายไม่พาฉันเข้าเมือง ฉันจะเดินกลับไปที่ฟาร์ม แล้วบอกว่านายพาฉันมาทำมิดีมิร้าย”
“หา!” ผจญตาเหลือก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ส่วนภูวนัยพาไผ่ไปซื้อเสื้อผ้า เธอเข้าไปลองในห้องลองเสื้อ แต่เวลาถอดปรากฏว่ารูดซิปไม่ออกเพราะคับมาก ต้องขอให้ภูวนัยช่วยรูดให้ ภูวนัยเข้าไปช่วยรูดซิปเพื่อถอดเสื้อ ส่งเสียงกันซี้ดซ้าด จนถูกเจ้าหน้าที่ห้างมาเชิญตัวออกมาหาว่าไปทำอะไรมิดีมิร้ายกันในนั้น
ภูวนัยเถียงหัวชนฝาว่าพวกตนไม่ได้ทำอะไรผิด เจ้าหน้าที่เลยจะพาไปโรงพัก ไผ่ตกใจรีบยอมรับพูดเหนียมๆ ว่า
“พวกเราเพิ่งแต่งงานกัน พี่คงรู้ใช่ไหมคะว่าข้าวใหม่ปลามันเป็นยังไง พี่ปล่อยเราไปเถอะนะคะ พี่จะให้หนูที่กำลังท้องอยู่ในห้องขังเหรอคะ”
“เฮ้ย!” ภูวนัยร้องลั่น
ไผ่ยังดราม่าต่อ เอามือลูบท้องตัวเองคร่ำครวญ
“พี่คะ...หนูไม่อยากบอกลูกที่กำลังเกิดมา...ว่าพ่อกับแม่...ไปฮันนีมูนกันในคุก”
เจ้าหน้าที่คนนั้นอินจนทำท่าจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ในขณะที่ภูวนัยทั้งงงทั้งอึ้ง
ooooooo
ดราม่าจนเอาตัวรอดมาได้แล้ว พากันหิ้วถุงเสื้อผ้ากลับมาที่ลานจอดรถ ภูวนัยเดินหน้าบึ้งมา ไผ่ถามว่าโกรธอะไรตนหรือ
“ยังต้องมาถามอีกเหรอ!”
“อ๋อ...หรือนายโกรธที่ฉันบอกว่าเป็นแฟนนาย... ที่จริง คนที่โกรธน่าจะเป็นฉันมากกว่า เพราะฉันเป็นผู้หญิง ยังไงก็เสียหายมากกว่านายอยู่แล้ว นายน่าจะขอบคุณฉันที่ทำให้เราไม่ต้องไปโรงพักนะ”
“ทำไมเราต้องยอม ในเมื่อเราไม่ได้ทำอะไรผิด”
“นายเคยได้ยินสุภาษิตที่บอกว่า รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดีไหม?”
“หวังว่าคุณคงไม่เอาสุภาษิตนี้ไปสอนลูกๆ ผมก็แล้วกัน” ภูวนัยตัดบทอย่างเอือมระอาเต็มทน
ผจญขับรถมาถึงตลาด ม่านหมอกก็ลงจากรถอย่างมั่นใจ ผจญอ้อนวอนอย่าทำอย่างนี้เลย เธอมองขวับจิกตาถาม
“ทำไม...ถ้าเขาถาม นายก็บอกว่าไม่รู้ ไม่เห็น ก็จบ”
ผจญพลั้งปากบอกว่าตนเป็นห่วง พอรู้ตัวก็รีบเปลี่ยนเป็นอ้อนวอนว่า
“คุณหมอกไม่สงสารคุณภูเหรอครับ...ถ้าคุณภูรู้ว่าคุณหมอกหนีออกจากบ้าน...คุณภูต้องเสียใจมากแน่ๆ”
แต่แทนที่ม่านหมอกจะใจอ่อน เธอกลับยิ่งหงุดหงิด ไล่ผจญให้ไปได้แล้ว และไม่ต้องบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ แต่พอจะไปก็นึกได้ หันมาบอกผจญให้เอาเงินที่จะมาซื้ออาหารเสริมให้ตน ผจญกุมกระเป๋ากางเกงไว้แน่น ม่าน-หมอกถามว่าจะให้ตนดีๆ หรือจะให้ล้วงเอง ผจญยิ่งตึงเครียด ม่านหมอกตัดสินใจล้วงในกระเป๋ากางเกงผจญทันที
ผจญหนีบขาแน่น ปล่อยมือจากกระเป๋ามากุมเป้าแทน พอม่านหมอกล้วงเงินได้ก็สะพายกระเป๋าเดินไปเลย ผจญได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วง...
ooooooo
ไผ่เอาเสื้อผ้าที่ซื้อมาใหม่เข้าห้องมากองไว้ ดีใจที่ใส่แล้วจะได้ดูดีขึ้น มองเสื้อผ้าของครูจงกลนีที่สีก็เก่า แบบก็แก่ จะทิ้งก็เสียดาย เลยคิดเอาไปให้พรรษา
ขณะนั้นเอง ภูนัยหิ้วถุงจากห้างมาที่หน้าห้อง ทำลับๆ ล่อๆ กลัวๆ กล้าๆ เพราะในถุงคือเสื้อผ้าที่เขาซื้อมาให้ไผ่ แต่พอตัดสินใจจะเคาะประตู ไผ่ก็ถามเสียงดังว่า “ทำอะไรน่ะ” ทำเอาภูวนัยตกใจหดมือกลับแทบไม่ทัน หันมองเห็นไผ่ยืนอยู่ก็สะดุ้ง รีบเอาถุงซ่อนข้างหลัง ทำให้ไผ่ยิ่งอยากรู้ชะโงกดูในถุง
ในนั้นเป็นเสื้อผ้าผู้หญิง ไผ่นึกว่าเขาซื้อมาให้ม่านหมอกตามคำแนะนำของตน ชมเปาะว่า
“สวยดีนะ ฉันว่าหมอกเขาต้องชอบแน่ๆ” แต่ภูวนัยบอกว่าไม่เหมาะกับหมอกหรอก แล้วหันหลังเดินกลับ “คนที่จะบอกได้คือหมอก ไม่ใช่นาย” ไผ่บอกแล้วหันไปเคาะประตูห้องม่านหมอก ปรากฏว่าเงียบ ไผ่สงสัยว่าคงจะหลับ
“หมอก พ่อเข้าไปนะ” ภูวนัยเปิดประตูเข้าไป เขาแปลกใจที่ไม่เห็นม่านหมอกอยู่ในห้อง เอะใจไปดูเสื้อผ้าเห็นหายไปบางส่วน ภูวนัยถึงกับหน้าเสีย
“มีอะไรเหรอ” ไผ่มองหน้าถามงงๆ
ooooooo
ม่านหมอกสะพายกระเป๋าเดินไปทางหน้าตลาดผ่านร้านอินเตอร์เน็ต หน้าร้านมีพวกวัยรุ่นจับกลุ่มนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์ พอเห็นม่านหมอกแต่งตัวเตะตาผ่านมา ก็พากันผิวปากแซว เลยถูกม่าน-หมอกด่า
ปรากฏว่า วัยรุ่นกลุ่มนี้คือรุ่นพี่ที่เคยมีเรื่องกับม่านหมอกที่โรงเรียนมาก่อน พากันแซวสนุกปากว่าเรียนแล้วปวดหัวออกมาหาผัวดีกว่า ถูกม่านหมอกด่าอีก ตัวหัวโจกสั่งพรรคพวกให้เอาตัวไปที่บ้านตนเลย พวกนั้นกรูกันเข้ามา ม่านหมอกตั้งท่าเตรียมลุยเต็มที่
ผจญตามมาทันพอดี ถามว่ามีเรื่องอะไรกันหรือ ม่านหมอกหันมาเห็นผจญถามว่าตามตนมาหรือ
“ครับ...ก็ผมเป็นห่วงคุณหมอกนี่ครับ” ผจญ
เสียงอ่อย
พวกวัยรุ่นพากันแซวเกรียวกราวว่าไม่นึกว่าม่าน-หมอกจะชอบสไตล์หนุ่มบ้านนอกแบบนี้
“พวกแกเก็บปากไว้แตกหน้าหนาวดีกว่า” ม่านหมอกหันไปตวาด
“คุณหมอกไปพูดอย่างนั้นได้ยังไงครับ...” ผจญตกใจ หันไปทางพวกวัยรุ่น “ขอโทษนะครับ...ผมขอโทษแทนคุณหมอกด้วยนะครับ”
“หลีกไปไอ้บ้านนอก” ตัวหัวโจกสะอึกเข้ามาผลักผจญเซไปชนม่านหมอก ถูกม่านหมอกด่าว่าเล่นทีเผลอ แล้วจะเข้าตะลุมบอนกัน แต่พวกนั้นมีมากกว่ามันกรูกันเข้ามาจับม่านหมอกไว้ ลากไปตามคำสั่งของตัวหัวโจก
“ปล่อยคุณหมอกเดี๋ยวนี้...ไม่อย่างนั้นละก็...” ผจญสะอึกไปอย่างพร้อมสู้ตาย พวกนั้นย้อนเย้ยว่า ไม่อย่างนั้นอะไร!
ผจญไม่ตอบ กำหมัดแน่นวิ่งเข้าใส่แผดเสียงลั่น
“ย้ากกกกกก!”
กลายเป็นผจญพุ่งเข้าไปชนหมัดพวกนั้นเข้าเต็มๆ จนล้มทั้งยืน ม่านหมอกมองแล้วส่ายหน้าเซ็งๆ
ระหว่างนั้น ตัวหัวโจกที่กำลังกร่าง ก็โดนหมัดลึกลับตะบันเข้าอย่างแรงจนเซ “ใครวะ!” พอหันมองเห็นตะวันฉายยืนเท่อยู่
“เอาสิ” ตะวันฉายท้า พวกนักเลงกระดูกอ่อนตกใจเห็นท่าไม่ดีพากันขึ้นรถบิดหนีไป ตะวันฉายรีบเข้ามาดูม่านหมอกถามอย่างห่วงใย “เป็นอะไรหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ” ม่านหมอกตอบอ่อนโยน
ผจญที่เอาหน้าไปรับหมัดพวกวัยรุ่น กุมหน้าตัวเองลุกขึ้น แม้แผลจะเจ็บแต่ก็ไม่เจ็บเท่าภาพที่เห็นตะวัน-ฉายกับม่านหมอกดูแลห่วงใยกัน...
ooooooo
ภูวนัยโมโหมากที่ม่านหมอกหายไปทั้งคน แต่คนในบ้านไม่มีใครรู้เลย เขาเอ็ดตะโรจนทุกคนเงียบกริบ ม่านเมฆหน้าจ๋อย มีแต่เผ่าพงศ์เท่านั้นที่กระซิบหยอกม่านเมฆว่า
“ปู่รอด เพราะปู่ความจำสั้น” เมื่อพรรษาตำหนิตัวเองว่าผิดที่ไม่คอยดูให้ดี เผ่าพงศ์ก็ติงว่า “ตอนนี้จะโทษว่าใครผิดมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร... พ่อว่า...เราช่วยกันคิดดีกว่าว่าหมอกจะไปไหน”
ไผ่ใช้มือถือโทร.หาม่านหมอก ได้ยินเหมือนฝ่ายนั้นรับสาย พอทัก “ฮัลโหล...หมอก...” เท่านั้น ภูวนัยก็กระโจนมาขอคุยเอง ถูกไผ่เอ็ด “จะบ้าเหรอ เดี๋ยว
ก็ได้เตลิดไปสุไหงโกลกพอดี...” ไผ่ไม่ยอมให้
“ฮัลโหล...ฮัลโหล...สัญญาณไม่ชัดเลย” เสียงม่านหมอกบ่น ไผ่ยังพยายามตะโกนถามว่าได้ยินไหม ม่านหมอกด่าอย่างสมเพชว่า “จะได้ยินยังไง...ก็ฉันปิดเครื่อง...โง่!”
ไผ่หันบอกภูวนัยว่าม่านหมอกปิดเครื่อง เขาคว้ากุญแจรถจะออกไปทันที แต่ไม่ทันพ้นประตู เสียงแก้ว-ใจก็ร้องบอกอย่างดีใจว่า
“คุณภูขา...คุณหมอกกลับมาแล้วค่ะ”
ooooooo
ที่หน้าบ้าน ตะวันฉายเดินเข้ามาก่อน ม่านหมอกกับผจญเดินตามมา จู่ๆเธอก็หยุด ตะวันฉายปลอบใจว่าไม่ต้องกลัวเดี๋ยวตนจะพูดกับภูวนัยให้เอง
“หมอกไม่ได้กลัว แต่ทำไมต้องพาหมอกกลับมานี่ด้วย”
“เพราะที่นี่คือบ้านของเธอไง” ภูวนัยตอบแทน ม่านหมอกกับผจญหันมอง เห็นภูวนัยเดินออกมาพร้อมทุกคน ม่านเมฆวิ่งเข้ากอดพี่สาวด้วยความดีใจ ถามว่าไปไหนมา รู้ไหมทุกคนเป็นห่วงมาก
ภูวนัยมองม่านหมอกด้วยสายตาที่ผิดหวัง ถามว่าตนทำตามสัญญาทุกอย่างแล้วทำไมจึงยังหนีออกจากบ้านอีก
“อยากรู้จริงๆไหม...ฉันทนอยู่ร่วมบ้านกับคนที่ฆ่าพ่อแม่ฉันไม่ได้หรอก” ม่านหมอกพูดใส่หน้าจนภูวนัยชะงักอึ้ง
ไผ่หูผึ่งสงสัยว่าระหว่างม่านหมอกกับภูวนัยมีอะไรกัน ก็พอดีภูวนัยให้พรรษาพาเผ่าพงศ์กับม่านเมฆเข้าบ้านไปก่อน ไผ่ถามตะวันฉายว่าเป็นคนไปเจอม่านหมอกหรือ ส่วนแก้วใจเห็นหน้าผจญบวมปูดก็ถามว่าไปโดนอะไรมา ผจญอึกอักเอามือปิดรอยช้ำอึกๆอักๆถูกภูวนัยคาดคั้น
“บอกมาว่าไปโดนอะไรมา!”
“ผจญกับหมอกมีเรื่องกับวัยรุ่นที่ตลาดน่ะครับ” ตะวันฉายตอบแทน ทุกคนตกใจ ภูวนัยหันไปดุม่านหมอกว่า
“ทำอย่างนี้แล้วมันได้อะไรขึ้นมา...สะใจใช่ไหม”
“ใช่”
“ถ้าอย่างนั้น ทำไม...ไม่มีเรื่องให้ติดคุกไปเลยล่ะ จะได้สะใจกว่านี้ไง”
“ไม่จำเป็น เพราะเท่าที่อยู่ที่นี่ทุกวันนี้ มันก็เหมือนคุกอยู่แล้ว แล้วอีกอย่าง เลิกเรียกฉันว่าลูกเสียที อาไม่ต้องทำดีกับฉันถ้าไม่อยากทำ เพราะยังไงอาก็รู้อยู่แล้วว่าการที่อาทำดีกับฉันกับเมฆ ไม่ใช่เพราะอารักพวกเรา...แต่อาทำเพราะจะได้ทำให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง”
ม่านหมอกพูดอย่างแข็งกร้าวแล้ววิ่งออกไป ภูวนัยอึ้งยืนแข็งทื่อ ตะวันฉายรีบวิ่งตามม่านหมอกออกไป
ผจญกลัวม่านหมอกถูกทำโทษ รีบเข้าไปบอกภูวนัยว่า
“เป็นเพราะผมเองครับคุณภู...ผม...ผมเห็นว่าคุณหมอกแกอยู่แต่ในฟาร์ม ผมก็เลยชวนคุณหมอกออกไปเที่ยวข้างนอกน่ะครับ”
ภูวนัยโมโหมากที่ผจญขัดคำสั่งตน สั่งให้พรุ่งนี้เก็บข้าวของออกไปจากที่นี่เลย ผจญช็อก!
“เฮ้ย! นายทำอย่างนี้ไม่ได้นะ” ไผ่โวยลั่น
ภูวนัยตอกหน้าไผ่ว่านี่เป็นเรื่องในครอบครัวของตนแล้วเดินออกไปเลย ไผ่วิ่งตามอย่างไม่ยอมแพ้ ส่วนผจญได้แต่ยืนเศร้าที่ความหวังดีหมายปกป้องม่านหมอกของตน กลับทำให้ตัวเองถูกไล่ออก
ooooooo
ไผ่พญา ตามภูวนัยออกไปอย่างทนไม่ได้กับความอยุติธรรมของเขา ถามว่าจะไล่ผจญออกจริงๆหรือ ถูกย้อนถามกวนๆว่า ตนเหมือนคนพูดเล่นรึไง!
“นายมันไม่มีเหตุผล ถึงฉันจะไม่รู้จักกับม่านหมอกดีเท่านาย แต่ฉันก็รู้ว่า เด็กคนนั้นไม่มีทางที่จะพาม่านหมอกหนีแน่นอน นายเองก็รู้ นายเองก็เป็นคนที่จะไม่ยอมรับถ้าตัวเองไม่ได้ทำ นายก็รู้ว่าที่ผจญทำอย่างนั้นเพราะปกป้องม่านหมอก”
“ผมไม่รู้ ผมรู้แค่ว่า ผจญขัดคำสั่งผม”
“คนไม่มีเหตุผล” ไผ่พูดอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดีไปกว่านี้แล้ววิ่งออกไป ภูวนัยมองตามอย่างครุ่นคิด
ส่วนตะวันฉายตามม่านหมอกไปยืนที่ริมน้ำ ต่างคนต่างเงียบกันอยู่นาน ม่านหมอกจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า
“พี่เคยเกลียดตัวเองไหม”
ตะวันฉายบอกว่าเรียกว่าโกรธดีกว่า ตนเคยโกรธจนไม่คิดที่จะอภัยให้ตัวเองได้อีก ถามม่านหมอกว่าอยากฟังเรื่องผิดพลาดของตนไหม ม่านหมอกพยักหน้า แล้วก็หน้าเสียเมื่อตะวันฉายบอกว่า
“พี่เคยทำให้เพื่อนพี่ตาย!”
เห็นม่านหมอกสนใจฟัง ตะวันฉายเล่าเรื่องสะเทือนใจในอดีตของตัวเองเศร้าๆ...
“พี่เคยโกรธกับเพื่อนของพี่คนนึงด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ไม่ว่าเพื่อนพี่จะพยายามขอโทษหรือง้อพี่ยังไงก็ตาม แต่พี่ก็ไม่สามารถให้อภัยกับเรื่องที่ผิดพลาดที่เพื่อนพี่ทำกับพี่ได้ แล้วหมอกรู้ไหมว่าเพื่อนพี่ทำยังไง... เพื่อนพี่ฆ่าตัวตาย!”
ตะวันฉายเล่าว่า ตนไปงานศพเพื่อนแล้วพบกับแม่ของเพื่อน แม่ยื่นจอบอันหนึ่งให้ บอกว่าเป็นจอบที่เพื่อนฝากให้ตนก่อนฆ่าตัวตาย ตะวันฉายเล่าตามที่แม่เพื่อนเล่าว่า...
“เมื่อไหร่ที่เพื่อนพี่รู้สึกโกรธพี่ เขาจะไประบายอารมณ์ด้วยการขุดดินหลังบ้าน แต่พี่ก็สงสัยว่าทำไมจอบอันนั้นถึงได้ดูใหม่ แม่ของเพื่อนเลยบอกว่า เพราะเพื่อนพี่ยังไม่เคยใช้จอบอันนี้เลย...หมอกคิดดูสิ ว่าตลอดเวลาเพื่อนของพี่ไม่เคยโกรธพี่เลย แต่พี่กลับ...” ตะวัน–ฉายตีบตื้นขึ้นมาจนพูดไม่ออก ต้องหยุดไปครู่หนึ่งจึงพูดต่อได้
“หมอกรู้ไหม ถ้าพี่ย้อนเวลากลับไปได้ พี่อยากจะบอกกับเพื่อนพี่ว่า พี่ไม่เคยโกรธเขาเลย...เขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของพี่...แต่พี่ก็พลาด...พี่ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้อีก...”
“แล้ว...แม่ของเพื่อนพี่ไม่โกรธพี่เหรอ”
“จะโกรธได้ยังไง ก็ในระหว่างที่พี่คุยกับแม่เขา ก็มีเจ้าของร้านขายของเก่าเอาเงินมาให้แม่ของเพื่อนตั้งหลายหมื่น หมอกรู้ไหมว่ามันคือเงินอะไร” ม่านหมอกส่ายหน้ามองตาเป๋ง “มันคือเงินที่เพื่อนพี่เอาจอบที่มันขุดจนหักไปขายให้เขาน่ะ”
ม่านหมอกชะงักไปทันที ตะวันฉายหันมาถามยิ้มๆว่า “ไง...ขำไหม”
ม่านหมอกโกรธมากถามว่าตะวันฉายเห็นเรื่องของตนเป็นเรื่องตลกหรือไง เธอนิ่งไปครู่หนึ่งจึงค่อยๆเอนหัวไปซบไหล่ตะวันฉาย เขาชะงักนิดหนึ่งแต่ก็ปล่อยให้เธอซบอยู่อย่างนั้น จนเธอเอ่ยถามว่า “ขอหมอกซบไหล่พี่ได้ไหม”
“ทำไมไม่ได้ล่ะ...ไม่อย่างนั้นร่างกายคนเราจะมีไหล่ไว้ทำไม”
ม่านหมอกซบไหล่ตะวันฉายอยู่อย่างนั้น อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น แต่หารู้ไม่ว่าที่หลังต้นไม้ไม่ไกลนัก ผจญแอบดูอยู่ ภาพนั้นมันบาดลึกเข้าไปถึงหัวใจ และด้านหลังของผจญ ไผ่พญาแอบดูอยู่อีกต่อหนึ่งอย่างสังเกต สองภาพที่เห็นทำให้ไผ่แน่ใจว่าผจญแอบชอบม่านหมอก
ooooooo
เมื่อไผ่เอาเสื้อผ้าของครูจงกลนีไปให้พรรษา เธอถือโอกาสถามสิ่งที่ค้างคาใจว่า ม่านหมอกไม่ใช่ลูกของภูวนัยใช่ไหม ทำเอาพรรษาชะงัก สีหน้าลำบากใจ ไผ่ยกเหตุผลมาหว่านล้อมว่า
“คือ...ป้าก็รู้ใช่ไหมคะว่าคุณภูเขาบอกให้ฉันละลายพฤติกรรมเมฆกับหมอก แล้วถ้าฉันไม่รู้อะไรเลย ฉันก็สอนไม่ได้” พรรษาจึงตัดสินใจบอกว่าภูวนัยเป็นอาของม่านหมอกและม่านเมฆ “อ้าว...แล้วพ่อกับแม่จริงๆ ไปไหนล่ะคะ หรือว่าจะเกี่ยวกับที่หมอกบอกว่าคุณภูเป็น...”
ไผ่ทิ้งจังหวะให้พรรษาตัดสินใจ พรรษาเห็นว่าอย่างไรเสียไผ่ก็ต้องรู้ เลยเล่า...
“แต่ก่อนคุณหมอกกับคุณภูไม่ได้โกรธกันอย่างนี้หรอกค่ะ แต่เรื่องมันเกิดเมื่อสองปีเห็นจะได้...”
พรรษาเล่าว่า วันนั้นเป็นวันเกิดครบรอบ 13 ปีของม่านหมอก มีการจัดแฮปปี้เบิร์ธเดย์กันเหมือนทุกปี สุริยาในฐานะพ่ออวยพรให้ลูกเป็นเด็กดีของพ่อแม่อย่างนี้ตลอดไป ส่วนลักขณาในฐานะแม่ขอให้ลูกคิดสิ่งใดจงสำเร็จทุกประการ
“โห...ยัยลัก...” เผ่าพงศ์ขัดขึ้น “อวยพรอย่างนี้ไม่อาราธนาพระรัตนตรัยก่อนขึ้นด้วยล่ะ นี่...ต้องฉันนี่ ปู่ก็ขอให้ปีหน้าเป็นเค้กไอติมนะ ปู่เบื่อเค้กธรรมดาแล้ว”
“แล้วอาภูล่ะ...ปีนี้ขอแบบดีๆนะ” ม่านหมอกทวง ภูวนัยกำลังใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพแห่งความสุขอยู่ เขาหยุดถ่ายภาพ เอ่ยหน้าตาเฉยว่า
“ปีนี้อายุสิบสามแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นอาก็ขอให้ปีหน้าอายุสิบสี่นะ” ม่านหมอกบ่นว่าอาภูกวนตลอด ภูวนัยเลยอวยพรใหม่ “อ่ะๆก็ได้...อาก็ขอให้เราสวยวันสวยคืน ได้เป็นนักร้องอย่างที่เราฝันไง”
“แต่สวยยังไงก็คงจะสู้อาเหมือนฝันของอาภูไม่ได้หรอก”
ภูวนัยมองไปทางเหมือนฝัน เจอสายตาเพชฌฆาตของเธอ พูดขู่ว่า “ตอบดีๆนะไม่งั้น...สวย!”
“ตอบไม่ดีก็โดน ตอบดีก็หาว่าโกหก เอางี้ดีกว่า สวยหรือไม่สวย ภูก็รักนะ”
เสียงฮือฮาวี้ดวิ้วชอบใจของทุกคนดังขึ้น หลังจากนั้นลักขณาให้ม่านหมอกอธิษฐาน พอเธออธิษฐานเสร็จไม่มีเสียงปรบมือเพราะมือทุกคนมีครีมอยู่ที่ปลายนิ้ว ต่างกรูกันวิ่งไล่เอาครีมป้ายหน้าม่านหมอกกันสนุกสนาน
คืนนี้ ช่างเป็นคืนแห่งความสุขเสียจริงๆ...
แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผันจากความสุข กลายเป็นทุกข์แสนสาหัส เมื่อจู่ๆก็มีรถพุ่งเข้ามาในบ้าน คนในรถยิงกราดทันที ภูวนัยวิ่งมาคว้าม่านหมอกหมอบลง แต่เหมือนฝัน ลักขณา และสุริยา ถูกยิงล้มลง ส่วนเผ่าพงศ์กับม่านเมฆไปเข้าห้องน้ำเลยรอด
หลังจากยิงกราดแล้ว รถคันนั้นก็ตะบึงหนีไป เหมือนฝัน ลักขณา และสุริยาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
“ตั้งแต่นั้น...คุณหมอกก็คิดว่าคุณภูเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อกับแม่ของเธอตาย” พรรษาสรุปเศร้าๆ ไผ่ถามว่าทำไมหรือ “เพราะอาชีพและสิ่งที่คุณภูทำไงคะ”
“แค่เลี้ยงหมูก็ต้องไล่ยิงกันขนาดนี้เลยเหรอคะ” ไผ่แปลกใจ พรรษาถอนใจ ตัดบทว่าดึกแล้วไปพักผ่อนเสียเถอะ
พรรษาเข้าห้องไปแล้ว แต่ไผ่พญายังยืนใจหายอยู่ตรงนั้น เมื่อเข้าห้องก็ปาดน้ำตาอย่างสะเทือนใจ แล้วไผ่ก็คิดถึงเป็นห่วงแม่ตัวเองขึ้นมา ลงมาห้องรับแขกแอบโทร.เข้ามือถือกระดังงาเพื่อถามข่าวแม่
กระดังงาเพิ่งเต้นเสร็จ พอเห็นไผ่โทร.มาก็ดีใจ แต่ในห้องสัญญาณไม่ดี จึงเดินออกไปคุยข้างนอก ท่ามกลางสายตาของขิงที่มองอย่างระแวงว่ากระดังงาแอบคุยกับกิ๊ก
ooooooo
ภูวนัยบังเอิญลงมาเจอไผ่ ถามว่าลงมาทำอะไร ไผ่ปดว่าคอแห้งมาหาน้ำกิน แล้วทำเป็นเดินหาวออกไป แอบบ่นอย่างหงุดหงิดว่า “ขัดจังหวะเสียจริงๆ”
ขิงระแวงกระดังงาว่าแอบโทร.นัดพบใคร กระดังงาบอกว่าโทร.คุยกับไผ่ก็ไม่เชื่อ กระดังงาเลยให้โทร.คุยเอง
อึดใจเดียว โทรศัพท์ที่ห้องรับแขกบ้านภูวนัยก็ดังขึ้น ภูวนัยยังนั่งอยู่จึงลุกไปรับสาย พอขิงได้ยินเสียงปลายสายเป็นผู้ชายก็ด่าไปทันที
“เฮ้ย...อยากตกนรกรึไง” ภูวนัยโดนด่าก็งงถามว่าอะไรหรือ “ยังจะแกล้งโง่อีก ก็เป็นชู้กับเมียคนอื่นมันผิดศีลเว้ย”
“ผมว่าคุณคงโทร.ผิดแล้ว” ภูวนัยยังใจเย็น
“ผิดได้ไง! ก็เบอร์นี้มันโชว์อยู่...ฉันชื่อขิง ถ้าข้องใจก็เจอกันได้ แต่ขอเตือนไว้ก่อน ถ้าไม่อยากตายก็อย่ามายุ่งกับเมียฉัน” พูดแล้วกดตัดสายเลย
ภูวนัยโดนด่าจนมึน พอปลายสายวางไปแล้ว เขาจึงฉุกคิดถึงไผ่พญาขึ้นมา!
ขิงลมออกหู จ้ำอ้าวไปเอาเรื่องกระดังงา ฝ่ายนั้นยืนยันว่าตอนที่ตนรับสายมันเป็นเสียงไอ้ไผ่จริงๆ!
เมื่อชี้แจงอย่างไรขิงก็ไม่ฟัง ตั้งหน้าตั้งตาจะเอาเรื่องท่าเดียว กระดังงาเลยตัดบทว่า ถ้าอย่างนั้นก็เลิกกันเลย ขิงชะงักกึก เปลี่ยนจากเอาเรื่องเป็นอ้อนทันที
ทันใดนั้นมีเสียงเอะอะมะเทิ่งแว่วมา แล้วโคโยตี้กับพ่อครัวแม่ครัวก็วิ่งตามกันออกมาจากประตูหลังร้าน ขิงกับกระดังงาเลิกทะเลาะกันหันมอง เห็นลำไยวิ่งตามมาเป็นคนสุดท้าย พอเห็นทั้งสองก็วิ่งมาหลบข้างหลัง
ไม่ทันถามอะไรกัน โสภีก็เดินจ้ำมาชี้หน้าด่าลำไย
“นังลำไย ฉันให้แกมาทำงาน ไม่ใช่มาชวนคนฉันตั้งวงไฮโล” กระดังงาถามว่า แม่เล่นไฮโลหรือ ลำไยส่ายหน้าดิก “ยังจะเถียงอีก ต้องให้จับได้คาหนังคาเขาใช่ไหมถึงจะยอมรับ”
ลำไยก้มหน้างุด ขิงติงโสภีว่าไม่มีหลักฐานแล้วรู้ได้ไงว่าแม่ลำไยตั้งวงไฮโล แม่อาจตั้งวงเล่นจ้ำจี้มะเขือเปาะกันอยู่ก็ได้ พอขิงชี้ช่อง ลำไยก็เผลออ้าปากรับว่าใช่
เท่านั้นเอง! ลูกเต๋าก็ร่วงจากปาก หลักฐานเห็นกันจะจะเช่นนี้ ลำไยเลยเสียงอ่อยหน้าจ๋อยขอลาครึ่งวัน โสภีไม่ว่าอะไร แต่สั่งขิงว่า
“ไอ้ขิง เลิกงานแล้วแกล้างจานแทนนังลำไยด้วย” สั่งแล้วเดินสะบัดออกไปเลย
“อ้าววว...ไมอ้ะ?” ขิงมึน มองหน้ากระดังงากันแบบงานอีกแล้ว ลืมเรื่องที่ทะเลาะกันไปเลย
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น ไผ่เอาใจภูวนัย อาสาจะชงกาแฟให้ เขาตอบประชดว่า อย่าเลยไม่อยากมีเรื่องกับแฟนเธอ
ไผ่งง ภูวนัยจึงถามว่า เธอรู้จักคนชื่อขิงไหม
ไผ่สะดุ้งตกใจแต่เก็บอาการไว้ได้ ทำไก๋บอกว่าไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อ ย้อนถามว่าทำไมหรือ
“เมื่อวาน ผู้ชายที่ชื่อขิงโทร.มาหลังจากที่คุณขึ้นห้องนอนไปแล้ว คุณไม่ได้แอบลงมาโทรศัพท์หาแฟนคุณใช่ไหม”
ไผ่ชี้แจงหน้าซื่อตาใสว่า ตนลงมาเดินเล่น ภูวนัยจับผิดทันทีว่า ไหนบอกว่ามากินน้ำ เธอแถไปได้อย่างลื่นไหลว่า
“แหม...ก็ฉันเดินเล่นเสร็จแล้วมันก็เลยหิวน้ำไง โอ๊ย...ฉันไม่รู้จักคนที่นายว่ามาหรอก อูย...กินกาแฟทีไรเป็นอย่างนี้ทุกที...เดี๋ยวฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” ว่าแล้วไผ่กุมท้องชิ่งไปเลย
ระหว่างนั้น ผจญสะพายเป้เข้าไปในครัวเจอไผ่พอดีเลยเอ่ยลา ไผ่ถามว่าจะไปจริงๆเหรอ ผจญไม่ตอบหันไปทางภูวนัย เขามองหน้าไผ่แบบให้ออกไป พอไผ่ออกไป ผจญไหว้ลา ภูวนัยพูดหน้านิ่งๆ ก่อนจะเดินผ่านไปว่า
“เดินทางดีๆก็แล้วกัน”
“ก่อนไป ผมขออะไรคุณภูอย่างนึงได้ไหมครับ คุณภูอย่าลงโทษคุณหมอกเลยนะครับ เรื่องนี้เป็นความผิดของผมคนเดียว” ผจญขอร้อง
ภูวนัยไม่พูดอะไร เขานึกชื่นชมผจญอยู่ในใจ แต่ไผ่พญาทนไม่ได้ บอกตัวเองว่า ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว
ผจญเดินออกมาแล้วแหงนมองขึ้นไปที่ห้องนอนของม่านหมอก พึมพำ “ขอให้คุณหมอกมีความสุขนะครับ”
“เธอนี่มันพระเอกตัวจริงเลย ทำอย่างนี้คิดว่าเท่เหรอ ทำไมเธอไม่บอกความจริงกับคุณภูไปล่ะ” ไผ่ตามมาถาม
“ที่ผมพูดไปทั้งหมดเป็นความจริงครับ” ไผ่ถามว่าทำไปแม้ตัวเองจะลำบากก็ยอมหรือ ผจญยืดอกพูดอย่างแมนๆว่า “ครับ ไอ้ผมมันเป็นผู้ชาย ลำบากยังไงก็ทนได้ แต่คุณหมอกเป็นผู้หญิง แกไม่เคยลำบากมาก่อน มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วครับ...ครูครับ...ผมฝากดูแลคุณหมอกด้วยนะครับ”
ไผ่มองผจญแล้วคิดว่า ตัวเองต้องทำอะไรสักอย่าง (อีก)แล้ว
ooooooo
ไวเท่าความคิด ไผ่เดินตามหาม่านหมอก เจอเธอนั่งปาก้อนหินอยู่ริมน้ำ ทำทีเข้ามาทักว่าเห็นหายไปนึกว่าผจญแอบพาเธอหนีอีกแล้ว
พูดแล้วสังเกตปฏิกิริยาของม่านหมอก เห็นชะงักก็อำหน้าตายว่า
“ดีนะที่เธอเจอคุณตะวัน...ไม่อย่างนั้นนายผจญคงจะพาเธอไปไหนต่อไหนแล้ว...ฉันเห็นด้วยนะที่คุณภูไล่คนอย่างนั้นออก”
ม่านหมอกบอกว่าผจญไม่ใช่คนแบบนั้น พอไผ่พูดมากเข้าก็ตัดบทว่า “นี่คุณจะพูดอะไรก็พูดมาเลย”
เข้าทางไผ่พอดี ถามม่านหมอกว่ารู้ไหมว่าสภาพบ้านผจญเป็นอย่างไร แล้วดราม่าว่า ผจญเป็นลูกชายคนโตที่หาเลี้ยงครอบครัว พ่อเขาตาบอด แม่ก็เพิ่งถูกควายขวิดไปเมื่อสองวันก่อน เล่าเป็นตุเป็นตะว่า
“ฉันถามผจญว่าแล้วไม่กลับไปดูแลพ่อกับแม่หรือ เขาบอกว่า เขาต้องทำงานเพื่อส่งเงินไปรักษาพวกท่าน” ไผ่นิ่งไปนิดหนึ่งแล้วทำเสียงตื่นเต้นเหมือนฉุกคิดได้ว่า “ฉันว่านะ...ผจญเขาต้องจนตรอกไม่รู้จะหาเงินยังไงก็เลยคิดจะจับตัวเธอไปเรียกค่าไถ่แน่เลย ดีแล้วที่คนอย่างนั้นโดนไล่ออก เฮ้อ...กลุ้มใจแทนพ่อแม่เขาจริงๆ ครอบครัวก็เป็นอย่างนี้ ยังจะมาก่อเรื่องก่อราวอีก”
เห็นม่านหมอกนิ่งไป ไผ่ตบบ่าปลอบ “ดีแล้วที่เธอไม่เป็นไร...ไม่ต้องคิดมากเรื่องนายผจญนะ” พูดแล้วเดินออกไป แต่แอบสังเกตม่านหมอก เห็นเธอหน้าเครียด ก็แอบลุ้น
ด้วยความรู้สึกผิด ม่านหมอกไปสารภาพกับภูวนัย
ว่าตนเป็นคนแอบขึ้นรถกระบะไปเอง ผจญไม่รู้เรื่องอะไร ถ้าตนจะหนีก็พร้อมจะหนีเสมอ ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นช่วย
“ก็ดี...อานึกว่าหมอกจะบอกไม่ให้อาไล่ผจญออก เพราะเขาเพิ่งออกไปเมื่อเช้า” ม่านหมอกสวนไปทันทีว่าอาก็รู้ว่าผจญไม่เกี่ยว ภูวนัยพูดหน้าตาเฉยว่า “ไม่รู้...
ก็ไม่เห็นมีใครบอกอานี่”
ม่านหมอกบอกให้ไปตามผจญกลับมา ภูวนัยเกี่ยงว่าเรื่องนี้เกิดเพราะเธอก็ต้องหาทางแก้ไขเอง ม่าน–หมอกจึงจะไปตามผจญกลับ ภูวนัยพูดเหมือนไม่ใส่ใจว่า
“ก็แล้วแต่...เพราะในเมื่อเขาไม่ได้ทำผิด อาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไล่เขาออก” พูดแล้วทำท่าจะเดินไป แต่แล้วก็ชะงัก...
“มา! เดี๋ยวฉันขับรถให้เอง” ไผ่วิ่งเข้ามาอาสายิ้มร่าอย่างสมใจ ภูวนัยมองหน้าไผ่อย่างสงสัยว่าเกี่ยวอะไรด้วย
ไผ่ชมม่านหมอกว่า คิดแล้วว่าเธอไม่ได้มีจิตใจเลวร้ายอะไร ม่านหมอกตอบหน้านิ่งๆว่า ที่ตนทำไม่ได้สงสารหรือเห็นใจนายผจญ แต่เมื่อตนทำก็กล้ารับ เท่านั้นเอง
ooooooo
ในที่สุดทั้งสองก็ตามไปเจอผจญเดินฝ่าแดดเปรี้ยงอยู่ริมถนน ม่านหมอกลงไปบอกให้ผจญกลับไปทำงานเดี๋ยวนี้ ผจญบอกว่าภูวนัยไล่ตนออกแล้ว
“ฉันเป็นคนทำผิด แล้วเขาจะไล่นายออกได้ยังไง” ม่านหมอกทำเสียงดุ ผจญยิ้มดีใจ ก็โดนอีก “ยิ้มอะไร ที่ฉันทำอย่างนี้เพราะสงสารพ่อแม่นายหรอกนะ”
ผจญบอกว่าพ่อตนตายไปนานแล้ว แม่ก็สบายดี เพราะพี่ชายดูแลท่านอยู่ ม่านหมอกโกรธจี๊ดที่ถูกไผ่หลอก
แต่ไม่ทันเอาเรื่องกับไผ่ เสียงรถอีกคันก็มาบีบแตรลั่น พร้อมเสียงตะโกน “นี่...เป็นเจ้าของถนนรึไง!”
พรรณรายนั่นเอง! ไผ่นั่งอยู่ในรถจึงเลื่อนรถหลบ พรรณรายเห็นม่านหมอกอยู่กับผจญก็แส่อีกตามเคย
“อ้าว...นั่นหมอกนี่ มาทำอะไรแถวนี้จ๊ะ อย่าบอกนะว่ามาตามผู้ชาย”
“ถ้าจะพูดอย่างนั้นก็ใช่ค่ะ เพราะผจญเขาเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง แต่คงไม่ใช่การตามจิกตามจีบผู้ชายอย่างที่คุณทำหรอกค่ะ” ม่านหมอกเฉือนกลับไปอย่างเจ็บแสบ พรรณรายแทบเต้น ไผ่เดินมาตัดบทชวนม่านหมอกรีบไปกันเถอะ
พอเห็นไผ่ พรรณรายก็หาเรื่องอีกจนได้ ปรามว่าเธอจะสอนเด็กก็สอนไปแต่อย่ามายุ่งกับภูวนัยของตน ไผ่ตอบยียวนว่าตนไม่ทำอะไรนอกเหนือหน้าที่อยู่แล้ว พรรณรายจึงหันไปปรามม่านหมอกให้พูดกับตนดีหน่อยเพราะอีกไม่นานตนก็จะมาเป็นแม่บุญธรรมของเธอแล้ว ถ้าขืนก้าวร้าวกับตนระวังจะไม่มีที่ซุกหัวนอน
เลยปะทะคารมท้าทายกันขึ้น พรรณรายขู่ไผ่ว่าอย่าสาระแนนัก ตนจะบอกให้ภูวนัยไล่เธอออกเมื่อไรก็ได้ ไผ่เลยท้าให้ไปฟ้องเลยตอนนี้ภูวนัยอยู่ที่บ้าน แต่พอพรรณรายฮึดฮัดไป ไผ่บ่นตัวเองว่า “ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเล้ย...”
พรรณรายเข้าไปในบ้านก็โวยวายเรียกหาภูวนัย ม่านเมฆเดินบ่นออกมาว่าหนวกหูจริงๆถามว่าจะมาหาใคร พรรณรายแหวใส่ว่า “มาหาพ่อเธอน่ะสิ”
“ถ้าอย่างนั้นน้าคงต้องตายก่อน เพราะพ่อผมอยู่บนสวรรค์”
พรรณรายกระชากคอเสื้อม่านเมฆถามว่า “ภูอยู่ไหน!” ไผ่พรวดเข้ามาแยกพรรณรายออกถามว่าจะรังแกเด็กหรือ พรรณรายพาลกระแชงหาเรื่องกับทุกคน จนภูวนัยมาเจอสั่งให้เธอหยุด ถามว่ามีเรื่องอะไรกันหรือ พรรณรายฟ้องฉอดๆว่าคนรอบข้างเขาทำอะไรไม่เห็นหัวตนเลย โดยเฉพาะ “ยัยครูคนนี้” ไม่มีมารยาทหรือความเกรงใจกันเลย
ระหว่างนั้นม่านหมอกตามเข้ามา ทนฟังพรรณรายอาละวาดไม่ไหว ช่วยกันชี้แจงความจริงแก่ภูวนัย ก็ ถูกพรรณรายหาว่ารุมตน ยุภูวนัยให้ไล่ “ยัยครู” นี่ออกไปเลย ภูวนัยถามว่าด้วยความผิดอะไร เธอบอกว่าฐานที่ดูถูกตน
“ไม่ได้!” ภูวนัยเสียงเข้ม “ผมคงไล่ใครออกด้วยเรื่องไร้สาระแบบนี้ไม่ได้” ซ้ำร้ายยังบอกเธอให้กลับไปเสีย วันนี้ตนมีงานยุ่ง พรรณรายตะบึงตะบอนกลับไป ไผ่นึกแปลกใจว่าวันนี้ทำไมภูวนัยเข้าข้างตน
เมื่อช่วยกันจัดการคู่ปรับร่วมกันไปแล้ว หมอกก็หันมาจัดการกับไผ่ที่โกหกเรื่องพ่อแม่ของผจญ ไผ่พูดสบายๆว่า
“ฉันก็แค่อยากให้เธอรู้สึกผิดที่ทำให้คนคนนึงถูกไล่ออกโดยไม่ได้ทำอะไรผิดไง”
“เอาเถอะ...ถือว่าหักลบกับความดีที่คุณเพิ่งไล่ยัยหน้าลิงนั่นไปก็แล้วกัน”
ม่านหมอกถือว่าเจ๊ากันไปไม่เอาเรื่อง ไผ่เป่าปากโล่งใจที่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี
ooooooo
ปลายฟ้าทำงานที่โรงพยาบาล เมื่อใกล้เวลาพัก ชาติกล้าเข้ามาหาเธอ ปลายฟ้ามองอย่างแปลกใจที่จู่ๆเขาก็มา
“ก็ผมติดข้าวเย็นคุณอยู่ไง” ชาติกล้าบอก ปลายฟ้านึกได้ถามหยอกว่าเตรียมเงินมาพอหรือเปล่า “เมื่อกี้ผมเอาบ้านเข้าแบงก์แล้ว คิดว่าคงพอ”
ปลายฟ้ามองขำๆชวนว่าซื้อของไปนั่งกินที่ฟาร์มกับภูวนัยไหม ชาติกล้าหน้าตึงทันที อ้างว่าตนติดมื้อเย็นกับเธอไม่ใช่ภูวนัย แล้วอ้อน “วันนี้ผมอยากกินข้าวกับฟ้า...สองคน”
“ชาติ!” เสียงภูวนัยทักขึ้น
ทั้งสองหันมองเห็นภูวนัยยืนอยู่...บรรยากาศคุกรุ่นทันที ส่อเค้าสงครามรักสามเส้ากำลังจะปะทุแล้ว!
ooooooo










