ตอนที่ 2
ภูวนัยกลับมาที่ ป.ป.ส.เห็นพายัพเดินคุยกับผู้กำกับมารุตอย่างสนิทสนมก็โมโห ถามพายัพว่ามาทำไม ทำไมถึงมาที่นี่ได้ ผู้กำกับปกป้องว่า พายัพมาเพื่อเป็นพยานซัดทอดเสี่ยสมสุข
ภูวนัยติงว่าผู้กำกับคงไม่เชื่อที่พายัพพูด มารุตปรามภูวนัยว่าใจเย็นๆ แล้วเดินไปส่งพายัพอีกทางหนึ่ง พายัพหันยิ้มเย้ยภูวนัยก่อนเดินตามผู้กำกับไป
เวลาเดียวกัน ที่เซฟเฮาส์ของเสี่ยสมสุข เสี่ยกำลังกระเหี้ยนกระหือรือเตรียมเครมไผ่พญาให้เต็มคราบ พาไปนั่งที่ริมสระน้ำให้ผ่อนคลาย แต่ไม่ว่าบรรยากาศจะเป็นอย่างไร ไผ่ก็ตึงเครียดมากกับแผนเอาตัวรอดจากเสี่ยคืนนี้ให้ได้
ก่อนมาพบเสี่ย ขิงกับกระดังงาตอบแทนที่ไผ่ช่วยพวกตนด้วยการให้ยามาเม็ดหนึ่ง บอกว่าเป็นยานอนหลับอย่างแรง กินเข้าไปหลับเป็นตาย แถมตื่นขึ้นมายังจำอะไรไม่ได้ด้วย เสี่ยเห็นไผ่เครียดๆ ถามว่าเป็นอะไรพลางส่งแก้วไวน์ให้
“เดี๋ยวก่อนนะคะ...เอ่อ...เสี่ยจะไม่เปิดเพลงสร้างบรรยากาศหน่อยเหรอคะ” ไผ่หาทางถ่วงเวลา รอจังหวะทำอะไรบางอย่าง เสี่ยเปิดเพลงอย่างเอาใจ แต่จู่ๆไผ่ก็ทำท่าเขิน “แหม...เสี่ยคะ...ลูกน้องเสี่ยอยู่เต็มบ้านอย่างนี้ ไผ่อายนะคะ” เสี่ยจึงไล่ลูกน้องออกไปอยู่หน้าบ้านให้หมด ระหว่างเสี่ยหันไปสั่งลูกน้อง ไผ่ก็แอบเอายานอนหลับใส่ในแก้วไวน์ของเสี่ยทันที
หลอกเสี่ยให้ดื่มไวน์จนหมดแก้วแล้ว ไผ่อ้อนชวนไปที่ห้องนอนกันดีกว่า เสี่ยดี๊ด๊าว่าเดี๋ยวได้แอ้มไผ่แน่แล้ว รีบพากันขึ้นห้องนอน แต่พอขึ้นถึงห้องนอนเสี่ยก็ตาพร่า ถามไผ่อย่างระแวงว่า “เธอใส่อะไรลงไปในไวน์”
“เปล่านี่คะ...โอ๊ย...ทำไมมันมึนหัวอย่างนี้” ไผ่แกล้งทรุดลงไปกองกับพื้นหมดสติ เสี่ยเรียกไผ่อยู่สองสามครั้งก็ทรุดหมดสติไปอีกคน
ooooooo
ตำรวจนอกเครื่องแบบที่ภูวนัยให้ไปเฝ้าหน้าบ้านเสี่ย เห็นลูกน้องเสี่ยเดินเกร่อยู่หน้าบ้านเต็มไปหมดรู้สึกผิดสังเกต ปรึกษากันว่าพวกมันวางกำลังกันขนาดนี้ต้องกำลังทำอะไรสำคัญอยู่แน่ๆ รายงานหัวหน้าดีกว่า
แต่ไม่ทันทำอะไรก็มีมือมาเคาะกระจกรถ พอลดกระจกลง ก็ถูกยิงด้วยปืนเก็บเสียง เก็บเงียบไปทั้งสองนาย แล้วมือปืนที่ใส่ถุงมือดำใส่หมวกไอ้โม่งก็ถือปืนเดินจากไปอย่างใจเย็น
ภูวนัยคอยติดตามข่าวอยู่ที่ ป.ป.ส. ติดต่อสอบถามไปหลายครั้ง จ่าทั้งสองก็ไม่ตอบมา จ่าราชัยบอกว่าสงสัยหลับแน่ๆ ภูวนัยไม่พูดอะไร รีบลุกขึ้นเดินออกไป สั่งจ่าราชัยว่า
“ผมว่าต้องเกิดอะไรขึ้นที่บ้านเสี่ยสมสุข...บอกทุกหน่วยให้เตรียมพร้อม” พูดแล้ววิ่งออกไปเลย
ส่วนที่ห้องนอนเซฟเฮาส์ของเสี่ย พอเสี่ยทรุดลง ไผ่ก็ปรือตาลุกขึ้นเขี่ย เห็นหลับสนิทก็เตรียมจะจัดฉากตบตา แต่พอลากเสี่ยเห็นสร้อยทองคำมีจี้เป็นแท่งสี่เหลี่ยมเล็กๆห้อยคออยู่ก็ปลดออก พูดสบายๆว่า
“ขนาดบ้านยังให้ได้ สร้อยแค่นี้เสี่ยคงไม่หวงหรอกนะ” พอได้สร้อยเห็นแหวนก็ขอเอาไปใส่ให้ครบเครื่อง เหลือบเห็นกระเป๋าสตางค์วางอยู่ ก็หยิบเอาเงินปึกใหญ่ออกมาอย่างตื่นเต้น แต่แล้วความตื่นเต้นดีใจก็หายวับไปเมื่อเสียงปืนรัวขึ้น
ไผ่ย่องไปแอบดูว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นชายชุดดำกำลังยิงใส่ลูกน้องเสี่ยที่รัวปืนสนั่นหวั่นไหวอยู่หน้าบ้าน อึดใจเดียวลูกน้องเสี่ยก็ตายเกลี้ยง ชายชุดดำแหงนมองขึ้นบนบ้านอย่างใจเย็น!
“เสี่ย...เสี่ย...ตื่นเร็ว” ไผ่พยายามปลุก แต่เสี่ยหลับเป็นตาย พอดีเห็นเงาชายชุดดำแวบๆ ไผ่ละล้าละลังจะทำยังไงดี
พริบตานั้น ชายชุดดำพรวดเข้ามาเล็งปืนกราดไปรอบห้อง เห็นไม่มีอะไรจึงลดปืนลง เดินไปเห็นเสี่ยนอนหมดสติที่พื้น เข้าไปใช้เท้าเขี่ยๆ เห็นว่าแค่หมดสติจึงมานั่งที่เตียงแล้วยกปืนยิงไปที่เสี่ย ไผ่ตะลึงตาค้างยกมือปิดปากแน่น
มีเสียงปรบมือดังขึ้น พายัพเดินปรบมือเข้ามาพูดกลั้วหัวเราะว่า
“เป็นตำรวจมันดีอย่างนี้นี่เอง...ยิงคนแล้วไม่ผิดกฎหมาย” แล้วเดินไปตบหน้าเสี่ยเบาๆ เรียก “นาย... นาย...เฮ้อ...ทำไมนายไม่เคยฟังผมเลย ผมเตือนนายแล้วใช่ไหมว่านายจะตายเพราะผู้หญิง”
ขณะพายัพจะเดินออกจากห้อง เห็นแก้วไวน์อยู่สองใบ เขาบอกลูกน้องว่า
“ผู้หญิงคนนั้นยังอยู่ในบ้าน...หาตัวมันมาให้ฉัน”
ไผ่ซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำหัวใจแทบวายนึกว่าตายแน่แล้วถึงกับบอกลาแม่ แต่ขณะพายัพกำลังจะมาเปิดประตูห้องน้ำนั่นเอง วิทยุสื่อสารของชายชุดดำก็ดังขึ้น...
“ขอให้ทุกหน่วยไปรังพิราบเดี๋ยวนี้...ย้ำ...” ชายชุดดำบอกพายัพว่ารีบไปดีกว่าตำรวจกำลังมา แล้วรีบออกไปกัน
ไผ่เลยรอดตัวหวุดหวิด ถอนใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่
ไผ่มุดรั้วออกด้านข้างของบ้านเสี่ย พอตั้งท่าจะวิ่งก็ต้องเบรกกึก เมื่อได้ยินเสียงพายัพเดินคุยมากับชายชุดดำ
“แผนแกนี่เข้าท่าว่ะ เท่านี้ก็ไม่มีใครสงสัยว่าฉันเป็นคนฆ่าไอ้สมสุขมันแล้ว” ชายชุดดำถอดหน้ากากไอ้โม่งออก ไผ่พยายามเขม้นมอง แต่ทั้งมืดและไกลเลยมองไม่เห็น ได้ยินแต่เสียงพายัพคุยว่า “น่าดีใจแทนพวกตำรวจที่มีตำรวจฉลาดๆอย่างแก” ชายชุดดำถามว่าแล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ “เรื่องเล็ก ไว้ฉันจัดการเอง ไง...ให้ฉันไปส่งไหม”
ชายชุดดำไม่ตอบแต่เดินไปเลย พายัพจึงเดินไปขึ้นรถขับออกไป ไผ่ขยับจะหนีก็ได้ยินเสียงรถหวอตำรวจแว่วมาแต่ไกล เลยเปลี่ยนใจวิ่งหนีไปอีกทาง
ที่บ้านของไผ่พญา...ลำไยกำลังไหว้กุมารทอง ติดสินบนกุมารทองว่าถ้าป๊อกเก้าจะเลี้ยงน้ำแดง แต่ไม่ทันแจกไพ่ ไผ่ก็ผลักประตูผัวะเข้า
ขาไพ่จังงัง แต่แปลก! วันนี้ไผ่ทำเหมือนมองไม่เห็น เดินทื่อขึ้นข้างบนไปเลย จนขาไพ่นางหนึ่งถามงงๆ
“เฮ้ย! วันนี้ลูกแกกินยาผิดหรือเปล่าวะนังลำไย”
“มาๆๆ ฤกษ์ดีละกูวันนี้...” ลำไยดี๊ด๊าแจกไพ่อย่างฮึกเหิม
ไผ่เข้าห้องนอนก็ปิดประตูลงกลอน เอาแก้วไวน์กับสร้อยคอทองคำออกมาวางคู่กัน เดินงุ่นง่านไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ooooooo
ภูวนัยมาถึงเซฟเฮาส์ของเสี่ยสมสุข เขาอึ้งเมื่อพบว่าตำรวจนอกเครื่องแบบที่ส่งมาสังเกตการณ์ถูกยิงตายในรถ!
ระหว่างนั้นชาติกล้าเดินเข้ามา ภูวนัยถามว่ามาได้ยังไง ชาติกล้าบอกว่าได้ยินรายงานทางวิทยุเลยรีบมา ภูวนัยให้ชาติกล้าดูชั้นล่าง ส่วนตนจะขึ้นไปดูชั้นบน พอเปิดประตูห้องนอนเข้าไป ภูวนัยชะงักกึกเมื่อเห็นเสี่ยถูกยิงตายแล้ว!
จากการเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุน ไม่มีร่องรอยการต่อสู้และรอยนิ้วมือ ชาติกล้าคาดว่าพวกนั้นคงนัดส่งยากันที่นี่ อาจมีอะไรที่คุยกันไม่รู้เรื่อง เสี่ยสมสุขเลยต้องตายแบบนี้
ต่อมา เจ้าหน้าที่นิติเวชพบหลักฐานเป็นแก้วไวน์ที่ข้างสระน้ำ จากร่องรอยคิดว่าผู้ตายไม่ได้อยู่คนเดียวก่อนถูกยิง นอกจากนั้น สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ก็แจ้งว่า พบสารประกอบในยานอนหลับ ซึ่งน่าจะเป็นโดมิคุ่มในแก้วไวน์ของผู้ตาย
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า...มีคนผสมยานอนหลับให้สมสุขกิน...ก่อนที่จะยิงเขาจากด้านหลัง” ภูวนัยวิเคราะห์กับชาติกล้าที่มาตามเขา ชาติกล้าคาดว่าคนที่อยู่กับสมสุขอาจจะเป็นฆาตกร “ฉันยังไม่อยากจะคิดอย่างนั้น มันจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้ แล้วว่าไง แกมาตามฉันทำไม”
ชาติกล้ามาตามภูวนัยไปพบผู้กำกับมารุตให้ไปรับทราบคำสั่งพักราชการของเขา ทั้งยังตั้งข้อสงสัยที่ร้ายแรงว่า
“ผมสงสัยว่าคุณจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด...ในระหว่างที่เราทำการสืบสวนความจริง... ผม...จำเป็นต้องทำอย่างนี้”
ภูวนัยหน้ามืด...เหมือนถูกยิงเข้าแสกหน้า!
เมื่อออกมาเจอชาติกล้า ภูวนัยพูดอย่างเจ็บลึกว่า “ความจริงก็คือความจริง สักวันมันจะปรากฏออกมา”
และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นหัวหน้าหน่วยแทนหมวดภูวนัย คือ หมวดชาติกล้านั่นเอง
ooooooo
หลังจากเสี่ยสมสุขตาย พายัพไปแสดงความเสียใจกับหยาดฟ้าภรรยาของเสี่ยที่ศาลาสวดศพ หยาดฟ้าถามอย่างเย็นชาว่าเสียใจเรื่องอะไร เมื่อพายัพทำเป็นงง หยาดฟ้าพูดตรงๆว่า อยากได้ส่วนแบ่งของตนสองร้อยล้าน
พายัพถ่วงเวลาว่าไว้เราค่อยคุยกัน หยาดฟ้าพูดขึงขังว่าตนคุยกับทนายแล้ว สามีตนทำพินัยกรรมไว้ ถ้าตนสงสัยในการตายของสามีก็ขอให้เอาข้อมูลไปให้ตำรวจ พายัพยิ้มเยาะบอกว่าข้อมูลที่เสี่ยบอกอยู่กับตนหมดแล้ว
“แกคิดว่าสามีฉันจะโง่รึไง ข้อมูลนั้นไม่ได้มีที่แกคนเดียวหรอกนะ” หยาดฟ้าพูดอย่างเป็นต่อ ทำเอาพายัพอึ้ง แต่หยาดฟ้าก็บอกว่า “ตอนนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสามีฉันเขาเก็บไอ้ข้อมูลนั่นไว้ที่ไหน แต่ที่แน่ๆ ข้อมูลสำคัญขนาดนั้น เขาคงจะเก็บติดตัวตลอดเวลา”
พายัพออกมาที่ลานจอดรถ พอดีมีสายเข้ามือถือ เขาดูเบอร์ก่อนกดรับ พูดอย่างร้อนใจว่า
“ฉันว่าเราสองคนกำลังเดือดร้อน ไอ้สมสุขมันก๊อบปี้ข้อมูลไว้อีกชุด...แล้วฉันจะรู้ไหม!...ฉันอยากให้เรื่องนี้รู้แค่เราสองคน...อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด” พูดเสร็จก็กดวางสายอย่างหัวเสีย พลันก็นึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นเสี่ยใส่สร้อยทอง แต่ตอนพบศพไม่เห็นสร้อยเส้นนั้นแล้ว พายัพจิกตาร้ายเมื่อฉุกคิดได้ว่า สร้อยเส้นนั้นเองที่เป็นตัวเก็บข้อมูล!
ooooooo
ไผ่ร้อนใจไปหาขิงกับกระดังงาที่ห้องเช่า เล่าเรื่องเสี่ยสมสุขถูกยิงตาย ถามว่าตนจะทำอย่างไรดี ขิงปลอบใจว่าไม่มีใครรู้เรื่องที่เกิดขึ้นหรอก กระดังงาแนะว่าไม่ต้องทำอะไร คิดเสียว่าสิ่งที่เพิ่งเห็นมาเป็นฝันร้าย พรุ่งนี้ตื่นมาก็ทำตัวปกติ
แต่ความจริงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะมีเพื่อนโคโยตี้ที่ดิออร์แกนรู้ว่าคืนนั้นไผ่ไปกับเสี่ย กระดังงาบอกไผ่ว่าเมื่อมีคนรู้แบบนี้ให้เตรียมคำตอบไว้หน่อยก็ดี พอดีโสภีให้ลูกน้องมาตามไผ่ไปพบ ทั้งสามสบตากันอย่างหนักใจ
“เมื่อคืนแกทำอะไรเสี่ย” โสภีถามทันทีที่เห็นหน้า ไผ่บอกว่าตนไม่ได้ทำอะไร “ไม่ใช่ว่าแกไม่ยอมเสี่ย แล้วแกโมโหที่เสี่ยเขาจะปล้ำแก ก็เลยหันไปคว้าปืนมายิงเสี่ยเขานะ”
เมื่อไผ่ยืนยันว่าตนไม่ได้ทำ เพราะถ้าทำป่านนี้เจ๊ไม่ได้เห็นหน้าตนแล้ว โสภีทิ้งตัวนั่งอย่างโล่งอก ไผ่ถามว่า
“เจ๊กลุ้มเรื่องอะไรหรือ”
“ไม่กลุ้มได้ไง แกไม่รู้เหรอว่าเสี่ยเขาเป็นใคร แกคิดว่าพวกลูกน้องของเสี่ยจะเอาไอ้คนที่ทำลูกพี่มันไว้ไหมล่ะ แต่แกไม่ได้ทำก็ดีแล้ว เออ...แล้วแกรู้ไหมว่าใครทำ” ไผ่ตอบตาใสว่าตนจะไปรู้ได้ไง “นั่นซิ แต่แกไม่รู้ก็ถือว่าแกโชคดีแล้ว เพราะถ้าไอ้พวกนั้นมันคิดว่าแกรู้ละก็...พวกมันไม่ปล่อยแกไว้แน่”
ไผ่ฟังแล้วเสียวสันหลังวาบ...
พายัพไปขู่ไผ่ถึงดิออร์แกน ไผ่เห็นพายัพก็ไม่เป็นอันเต้น บอกกระดังงาว่าพายัพเป็นคนฆ่าเสี่ย แล้วเลี่ยงลงเวทีไป พายัพให้โสภีเรียกไผ่ไปคุยส่วนตัว หาว่าเธอเป็นคนขโมยสร้อยของเสี่ยไปให้เอามาคืนเสียดีๆ ไผ่ปฏิเสธว่าตนไม่ได้เอาไป พายัพจึงให้คนไปทำร้ายลำไยบอกให้เอาสร้อยมาคืน
เมื่อลำไยไม่รู้เรื่องก็ถูกทุบตีทำลายข้าวของในบ้านยับเยิน เมื่อไผ่กลับถึงบ้าน ลำไยถามว่าเอาสร้อยไป
จริงหรือเปล่า ไผ่ปากแข็งว่าตนไม่ได้เอาไปจริงๆ
“จริงนะ...เพราะพวกมันบอกว่า ถ้าแกยังไม่เอาสร้อยให้มัน มันจะกลับมาฆ่าเราสองคน!”
ไผ่แทบจะบ้า ไม่รู้จะทำอย่างไร คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะบานปลายถึงขนาดนี้
ooooooo
เมื่อถูกสั่งพักราชการ ภูวนัยจึงไปที่ฟาร์มสุข บอกพรรษาว่า ตนลาพักร้อนคงได้อยู่ดูแลฟาร์มมากขึ้น
นับแต่เกิดเรื่องกับครูที่โรงเรียนจนถูกไล่ออก ม่านหมอกเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เธอเตรียมกระเป๋าจะหนีออกจากบ้าน เดินลงมาได้ยินเสียงภูวนัยพูดกับรูปของลักขณาและสมภพพ่อแม่ของเธอว่า
“พี่ครับ...พี่คงจะโกรธผมมากใช่ไหมครับ แกสองคนเคยเป็นเด็กน่ารัก ผมผิดเอง ที่ทำให้พวกแกเป็นอย่างนี้... พี่...ผม...ผมขอโทษ”
ม่านหมอกนิ่งไปนิดหนึ่งแล้วตัดสินใจเดินไป ภูวนัยได้ยินเสียงหันมอง ถามว่าจะไปไหน ม่านหมอกทำหูทวนลม เขาจึงเดินไปขวางถามว่า “เก็บเสื้อผ้าจะไปไหน”
“ไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่นี่...นี่ไม่ใช่บ้านของหนู” ภูวนัยบอกว่าที่นี่เป็นบ้านของเรา “ไม่ใช่...บ้านมันต้องมีพ่อ มีแม่ มันถึงจะเรียกว่าบ้าน” ภูวนัยขู่ว่า รู้ไหมว่าแค่เธอเดินพ้นฟาร์มไปอาจจะเป็นศพก็ได้ ม่านหมอกจ้องหน้าถามว่า “รู้ไหมว่าทำไมหนูถึงไม่อยากอยู่ที่นี่ เพราะหนู...ไม่อยากอยู่กับฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่หนู!”
ม่านหมอกเดินไปอย่างเด็ดเดี่ยว ภูวนัยจึงเรียกแก้วใจให้เอาตัวม่านหมอกขึ้นไปบนห้องและห้ามออกจากฟาร์มนี่เด็ดขาด ม่านหมอกทั้งดิ้นทั้งโวยวาย แต่ในที่สุดก็ถูกแก้วใจเอาตัวขึ้นไปจนได้ ภูวนัยเองก็เสียใจที่ต้องทำกับหลานอย่างนี้
ปลายฟ้าอ่านข่าวหนังสือพิมพ์เรื่องพ่อค้ายาเสพติดถูกฆ่า เธอเชื่อว่าภูวนัยไม่ได้ทำ เมื่อมาคุยกัน เธอถามว่า แล้วเขาจะอยู่ที่นี่อีกนานไหม
“ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็ดีนะ ฉันจะได้มีเวลากับครอบครัว แล้วก็พวกเด็กๆ...ฟ้า...ฟ้ามีเพื่อนที่เป็นครูบ้างไหม”
ปลายฟ้าแปลกใจที่จู่ๆภูวนัยก็ถามเรื่องครูขึ้นมา
ooooooo
ไผ่ไปปรึกษากับขิงและกระดังงาว่าจะทำอย่างไรดี ขิงบอกให้หนีไปอยู่ที่อื่นสักพักดีกว่า กระดังงารับปากว่าจะดูแลแม่ให้ รอให้อะไรๆดีขึ้นแล้วค่อยกลับ
ในที่สุด ไผ่พญาก็ตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า...
หิ้วกระเป๋าขึ้นรถทัวร์ นั่งถอนใจเฮือกๆ ไม่รู้ชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ป้าคนหนึ่งนั่งติดกันเห็นไผ่ถอนใจก็สอนโยคะให้คลายเครียด ไผ่ไม่มีใจจะทำก็บังคับ “วางกระเป๋า แล้วทำตามฉัน!” ไผ่จำต้องทำตามทั้งที่ไม่มีใจเลยสักนิดเดียว
นั่งรถไปได้ไม่นานก็เจอด่านตรวจ ตำรวจขึ้นรถมาประกาศให้ทุกคนเตรียมบัตรประจำตัวประชาชนให้ตรวจด้วย ไผ่ใจไม่อยู่กับตัว พอตำรวจขึ้นมาตรวจ ป้าคนนั้นบอกตำรวจว่า ผู้หญิงที่นั่งข้างๆตนดูน่าสงสัยพิกล พอตำรวจมองไปปรากฏว่าไผ่หายไปแล้ว
“เห็นเดินไปด้านหลัง...ฉันคิดว่าต้องหลบอยู่ในห้องน้ำแน่ๆเลยค่ะ” ป้าชี้เบาะแส สารวัตรตรงดิ่งไปห้องน้ำทันที
ไผ่ถูกตำรวจเรียกตัวไปตรวจสอบอย่างเข้มงวด สั่งให้เอาบัตรประชาชนให้ดู ไผ่ชะงักเพราะถ้าดูบัตรประชาชนมีหวังโดนแน่ๆเลย โกหกว่าบัตรอยู่ก้นกระเป๋าเอายาก เสนอว่าถ้าไม่เชื่อ ตนจะร้องเพลงชาติให้ฟัง ตำรวจไม่เอาบอกให้ร้องเพลง “ย้ำ” ของบอดี้แสลม ไผ่ก็ร้องได้
ตำรวจให้ไผ่ร้องเพลงอะไร ไผ่ร้องได้หมด ไผ่ร้องเพลงแล้วเพลงเล่าราวกับเพลงตามคำขอ จนเหมือนเปิดคอนเสิร์ตเล็กๆกลางถนน จนรถสิบล้อคันหนึ่งดูเพลิน ชนรถทัวร์เข้าอย่างจังเกิดความโกลาหลขึ้นทันที ไผ่ฉวยโอกาสนั้นคว้ากระเป๋าโกยแน่บไปเลย
ooooooo
พอวิ่งหนีพ้นแล้ว ไผ่เดินเหงื่อแตกเต็มหน้า ทั้งร้อนทั้งหิว เข้าร้านไปซื้อของ ปรากฏว่าหาเงินไม่เจอ เลยบอกคนขายว่าไม่เอาแล้ว กัดฟันเดินต่อไป มองไปข้างหน้าเห็นถนนที่ทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุดก็ยิ่งท้อใจ จนถึงปั๊มน้ำมันก็นั่งพัก รื้อกระเป๋าหาเงิน จึงรู้ว่าไม่ใช่กระเป๋าของตัวเอง แต่เป็นของป้าคนนั้นที่ตนหนีตำรวจเลยคว้าผิดมา!
แต่ความหิวทำให้ไผ่ตัดสินใจเข้าไปในร้านขายข้าวขาหมู สั่งเฮียคนขายว่า
“ข้าวจานเฮีย...เนื้อๆนะเฮีย” สั่งแล้วมองหาที่นั่ง เหลือที่เดียวมีชายหนุ่มนั่งกินอยู่ เลยเดินเข้าไปขอนั่งด้วย
ชายคนนั้นคือภูวนัยนั่นเอง เขามานั่งรอรับครูที่จะมาสอนเด็กที่นัดพบกันวันนี้
ไผ่ตีซี้เข้าไปทัก “ไอ้ยอด” ถามว่าจำกันไม่ได้หรือ ทำตัวเหมือนแฟนกัน แต่พอภูวนัยบอกว่าเธอจำคนผิด ไผ่ก็ทำหน้าตายขอนั่งด้วยคนก็แล้วกัน
ไผ่กินข้าวอย่างหิวโหย ตักคำสุดท้ายยัดเข้าปากอย่างฝืดคอ เอาจานวางซ้อนที่กินไว้นับได้ 3 ใบ! แล้วทำหน้าตายรินน้ำอัดลมตรงหน้าใส่แก้ว ภูวนัยทักว่านั่นของเขา ของเธอหมดไปแล้ว ไผ่ทำเฉไฉบอกว่าเดี๋ยวสั่งให้ใหม่
“ไม่เป็นไร” ภูวนัยคร้านจะวุ่นวายด้วย
“แหม...ฉันว่าแล้ว ว่าคนนครปฐมใจกว๊าง...กว้าง...”
พอกินอิ่มมีแรงแล้ว ไผ่เริ่มแผนขั้นต่อไป ทำทีปวดท้อง สั่งข้าวขาหมูเฮียอีก 10 กล่อง ขอเข้าห้องน้ำก่อนเดี๋ยวมาเอา พอแว่บเข้าห้องน้ำก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย
ภูวนัยยังนั่งรอครูที่จะมาพบ จนเลยเวลานัดไปนานก็ยังไม่มา...
ไผ่หนีออกจากร้านจ้ำอ้าวไปจนเห็นว่าไกลปั๊มน้ำมันพอสมควรแล้วจึงเข้าไปนั่งพักที่ศาลาริมทาง เปิดกระเป๋าดูอีกทีว่าพอจะมีสตางค์หลงเหลืออยู่บ้างไหม เจอแต่จดหมายฉบับหนึ่งร่วงลงมา ไผ่รีบคลี่อ่าน
“ขอยืนยันว่านางสาวจงกลนี เป็นอาจารย์ผู้มีความรู้ความสามารถจริง” พลิกดูอีกหน้าเห็นเป็นแผนที่ไปฟาร์มสุข พอจับทางได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร สารพัดแผนการก็ผุดพรายขึ้นในสมอง จินตนาการเข้าข้างตัวเองเป็นตุเป็นตะว่า...
“ตอนนี้ ยัยป้านั่นก็ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง...ถ้าเราสวมรอยเข้าไปอยู่ในฟาร์มแทน...คิดยังไงก็มีแต่ข้อดี...เอาวะ! เสี่ยงมาขนาดนี้แล้ว” ไผ่ตัดสินใจแน่วแน่ แต่แล้วก็ชะงักหยิบแผนที่ขึ้นมาดู ถามตัวเองว่า “แล้วจะไปยังไงล่ะทีนี้”
ooooooo
ที่ฟาร์มสุข...ภูวนัยกลับมาเห็นผจญกำลังช่วยพรรษาจัดห้องเตรียมรับครู เขาบอกว่าไม่ต้องจัดแล้ว ไปรอตั้งสองชั่วโมงไม่เห็นครู เจอแต่ผู้หญิงบ้าที่ไหนก็ไม่รู้
ผจญกับพรรษามองงงๆ ภูวนัยส่งถุงใส่ข้าวขาหมู 10 กล่องให้ บอกเอาไปแบ่งกันกิน พรรษาพูดขำๆว่าเลี้ยงหมูตั้งฟาร์มยังกินข้าวขาหมูอีก ไม่เบื่อบ้างรึไง
ส่วนไผ่ พอหนีจากปั๊มน้ำมันมาได้ก็โบกรถกระบะขอโดยสารไปฟาร์มสุข คนขับท่าทางใจดี ไผ่อ้อนว่าตอนนี้กระเป๋าสตางค์หาย เดี๋ยวถึงฟาร์มแล้วจะบอกให้เขาจ่ายค่ารถให้เป็นสองเท่าเลย แต่ครู่เดียวคนขับก็เลี้ยวเข้าทางเปลี่ยว บอกว่าขอเก็บมัดจำก่อนก็แล้วกัน ไผ่สู้สุดชีวิต ขณะกำลังจะเสียท่า ก็มีเสียงดัง “พลั่ก!” หมอนั่นหงายผลึ่งตาตั้ง
ไผ่เงยหน้าตะลึง เมื่อเห็นหนุ่มหล่อถือไม้ในมาดเท่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อตะวันฉาย ไผ่ก็แนะนำตัวเองว่าชื่อไผ่พญา แต่เรียกไผ่เฉยๆก็ได้ พอรู้ว่าไผ่จะไปฟาร์มสุข ก็อาสาพาไปส่ง ระหว่างทางไผ่กอดท่อนไม้ไว้แน่น เตรียมว่าถ้าเจอแบบคนนั้นก็จะแพ่นให้กะโหลกแยกไปเลย แต่นั่งไปอึดใจเดียว ไผ่ก็กอดไม้หลับคออ่อนคอพับไปแล้ว
ขณะภูวนัยกำลังเครียดเรื่องครูนั้น ก็ได้รับโทรศัพท์จากหมู่วีระว่าผลตรวจลายนิ้วมือออกมาแล้วว่าเสี่ยสมสุขไม่ได้อยู่คนเดียวก่อนตายจริงๆ ภูวนัยมีความหวังขึ้นมา บอกหมู่วีระให้เอาข้อมูลมาให้ตนด้วย นัดแนะกันเรียบร้อย
แต่หมู่วีระถูกหมวดชาติกล้ามาขู่ว่า หมู่กำลังทำผิดกฎหมายนี่เป็นข้อมูลของราชการถ้าหมู่อยากช่วยหมวดภูวนัยจริงๆ ก็ให้อยู่ห่างๆ จากเรื่องนี้ไว้ดีที่สุด เอาข้อมูลจากหมู่สั่งเข้ม “ไปได้แล้ว เรื่องนี้เดี๋ยวผมจัดการเอง”
ตะวันฉายพาไผ่มาถึงฟาร์มสุข ปลุกให้ลง เอ่ยลาว่า “แล้วเจอกันนะครับ” ไผ่งงๆ กับคำพูดนั้นแต่เรื่องข้างหน้าตึงเครียดกว่า ลงจากรถแล้วเดินไปเคาะประตูหน้าบ้าน ไม่มีใครมาเปิด เลยลองบิดดู โชคดี เปิดเข้าไปได้ เดินพูด “สวัสดีค่ะ...สวัสดีค่ะ...” พลางเดินเข้าไปในบ้าน
ร้องทักไปจนถึงห้องครัว เห็นหลังชายคนหนึ่งยืนอยู่ พอเขาหันมาเธอก็ร้องกรี๊ด เพราะชายคนนั้นหน้าเต็มไปด้วยขน ซ้ำแยกเขี้ยวประกาศ “ข้าคือมนุษย์หมาป่า!” ไผ่โกยแน่บไปเจอเด็กโผล่มาประกาศว่า “ข้าคือ...ชัคกี้!” เข้าอีกไผ่แทบช็อก
ทันใดนั้น พรรษาโผล่มาเห็นไผ่ ถามอย่างแปลกใจ “คุณเป็นใคร!”
เมื่อมาพบกันพร้อมหน้า ปรากฏว่ามนุษย์หมาป่าคือเผ่าพงศ์กำลังเล่นกับม่านเมฆที่ประกาศว่า ข้าคือชัคกี้ นั่นเอง พรรษาแนะนำด้วยว่าเผ่าพงศ์เป็นคุณพ่อของภูวนัย แล้วพาไผ่ไปที่ห้องพัก ไผ่ตื่นเต้นกับห้องหรูมาก แต่ก็นอนไม่หลับเพราะหิวจัด ตกดึกคิดว่าทุกคนนอนกันแล้ว เลยย่องไปห้องครัว เปิดตู้เย็นเห็นของกินมากมาย คว้ามาใส่ปากจนเคี้ยวไม่ทัน
ฝ่ายลำไยที่ถูกพวกพายัพซ้อมจนยับเยิน ขิงกับกระดังงาจึงพาไปอยู่กับโสภี บอกว่าพามาใช้หนี้แทนไผ่ที่หายตัวไป โสภีจัดให้ไปล้างจาน ลำไยผิดหวังมากอยากเต้นมากกว่า แต่ก็กังวลถามขิงว่าอยู่ที่นี่ปลอดภัยแน่หรือ
“แม่ไม่เคยได้ยินเหรอว่าที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด” ขิงถาม
“ไม่เคยเว้ย เคยได้ยินแต่ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ตายง่ายที่สุด”
ลำไยจำต้องอยู่ที่นั่นเพราะกระดังงาบอกว่า อยู่ที่นี่ปลอดภัยกว่าอยู่ที่บ้าน ลำไยถามว่าแล้วจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่ ขิงถามอย่างเห็นใจว่า แม่เป็นห่วงบ้านเหรอ ลำไยตอบหน้าเศร้าว่า “เปล่า...ฉันอยากเล่นไพ่”
ooooooo
ขณะไผ่กำลังสวาปามทุกอย่างที่หยิบได้จากตู้เย็นอย่างหิวโหยนั้น ม่านหมอกสะพายเป้จะหนี ลงมาเจอนึกว่าขโมย ไผ่ถามว่าเธอคือม่านหมอกใช่ไหม แนะนำว่าตนคือครูที่จะมาสอน ถามว่าดึกแล้วจะไปไหนหรือ
“หนูบอกแล้วไง ว่าหนูไม่ต้องการครู อย่ามายุ่งกับหนู”
ไผ่ขวางเต็มที่ไม่ยอมให้ม่านหมอกไปไหนเพราะถ้าเธอไปแล้วตนจะสอนใคร ระหว่างนั้นไผ่เห็นรูปภูวนัยจำได้ว่าเจอกันที่ร้านข้าวขาหมู ถามว่านั่นใคร พอม่านหมอกบอกว่า คือภูวนัยเท่านั้น ไผ่ตกใจถามว่า
“เธอจะหนีออกจากบ้านใช่ไหม...ฉันไปด้วยนะ” ม่านหมอกไม่ให้ไปด้วย เลยยื้อยุดกันอยู่ตรงนั้น จนกระทั่ง...
“ทำอะไรกัน!” เสียงภูวนัยดุดัน ทั้งสองหยุดกึก หันมอง พอภูวนัยเห็นหน้าไผ่เท่านั้น เขาจ้องหน้าอุทาน “เธอ!”
ไผ่อยากให้โลกแตกไปในวินาทีนั้นเลย!
ไผ่พญาสวมรอยเป็นครูจงกลนี ภูวนัยมองอย่างไม่เชื่อถือ อนุญาตให้เธอนอนที่นี่คืนหนึ่งพรุ่งนี้จะพาไปส่งที่ท่ารถเพราะตนไม่อยากให้ลูกๆ ตน เรียนวิชาแอบอ้างเป็นแฟนคนอื่นแล้วกินข้าวฟรี
“หนูอยากเรียนกับครูไผ่” ม่านหมอกโพล่งออกมา ครั้นภูวนัยจะไม่อนุญาต ม่านหมอกยื่นคำขาดว่า “ถ้าเป็นครูคนอื่น หนูก็จะไม่อยู่ที่นี่” ทำให้ภูวนัยพูดไม่ออก พอเขาเดินออกไป ไผ่รีบขอบใจม่านหมอกที่ช่วยพูดให้ ถูกสวนทันทีว่า
“อย่าคิดว่าที่หนูต้องการให้คุณเป็นครูอยู่ที่นี่เพราะหนูชอบคุณ แต่เพราะหนูเกลียดเขาต่างหาก” พูดแล้วเดินเชิดไป
“เด็กอะไร...กล้าทำกับครูบาอาจารย์อย่างนี้ได้ไง... เออ...มันต้องอย่างนี้ ต้องคิดว่าตัวเองเป็นครู เริ่มต้นได้ดี...ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เธอคือ...คุณครูไผ่พญา!” ไผ่ให้กำลังใจตัวเอง
ไผ่พญามุ่งมั่นเต็มที่ แต่แล้วเธอก็รู้ว่า ทุกอย่างที่ฟาร์มสุขนี้ ไม่ได้สุขสมชื่อเลย เพราะผู้คนที่เห็นในบ้านนี้ ไม่ประหลาดก็แปลก ไม่แปลกก็พิลึกกึกกือ เริ่มจากม่าน–หมอก รับปากกับภูวนัยว่าจะไม่หนีออกจากบ้านแต่ไม่เกี่ยวกับจะเรียนหรือไม่เรียน ส่วนม่านเมฆ นับแต่ครูไผ่มาก็แตกหน่อหนุ่มขึ้นมาทันตา
ที่ทำให้ไผ่ปวดหัวที่สุดคือเผ่าพงศ์ที่ขี้หลงขี้ลืม อัลไซเมอร์ ซ้ำยังแข็งแรงที่จะทำอะไรแผลงๆ ได้อย่างที่อยากทำด้วย จึงก่อเรื่องวุ่นขึ้นไม่ได้หยุด
“บ้านนี้มันแหล่งรวมคนประหลาดรึไง...หึ!” ไผ่มองสภาพปลงๆ ยิ่งปวดหัวหนักเมื่อภูวนัยบอกเธอว่าไม่ให้สอนตามตารางสอนที่เสนอมา แต่ให้ “ละลายพฤติกรรม” ของม่านหมอกกับม่านเมฆให้ได้
ooooooo
อยู่ไม่ทันถึงสองวัน ไผ่รู้อีกว่า ที่ข้างๆฟาร์มหมูนี้มีรีสอร์ตของเสกสรร เขาใช้เทคโนโลยีสร้างภาพ เสียง และกลิ่นให้เป็นรีสอร์ตที่สวยงาม อากาศบริสุทธิ์ แต่ของจริงคือ มีกลิ่นขี้หมูโชยมาทั้งวันทั้งคืน มีเสียงหมูทะเลาะกันอี๊ดอ๊าดลั่นไปหมดจนทำให้นักท่องเที่ยวเช็กเอาต์ทยอยหนี
เป็นปัญหาขัดแย้งคาราคาซังระหว่างเสกสรรรีสอร์ตกับฟาร์มสุขตลอดมา วันนี้ก็มีลูกหมูหลุดออกไปเพ่นพ่านวิ่งไล่แขกที่มาพักอีก เสกสรรจับลูกหมูอุ้มมาที่ฟาร์มสุขอย่างเอาเรื่อง พอดีตะวันฉายที่เป็นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอมาตรวจ เสกสรรยื่นคำขาดให้ตะวันฉายสั่งปิดเล้าหมูนี่เสีย
“คงทำไม่ได้ครับ...เพราะเท่าที่ผมตรวจดูฟาร์มของคุณภูก็ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทุกอย่าง” ตะวันฉายยืนยัน
“ถ้าถูกต้องแล้วไอ้หมูนี่มันจะหลุดมาในรีสอร์ตผมได้ยังไง”
“รั้วของคุณกับผมมันติดกัน ถ้าเกิดรั้วมันพังเพราะฝีมือคนของผม ผมยินดีรับผิดชอบ” ภูวนัยพยายามเจรจา แต่เพราะมีอคติต่อกัน ไม่ว่าฝ่ายไหนพูดอะไรออกมาอีกฝ่ายก็ฟังขัดหู ขวางหู โต้แย้งโต้เถียงกันได้ทุกคำ สุดท้ายเสกสรรพูดอาฆาตก่อนกลับไปว่า
“คอยดูเถอะ...ฉันจะลบฟาร์มแกออกไปจากที่นี่ ให้ได้”
ooooooo
ที่ ป.ป.ส. ชาติกล้าได้รับผลการวิเคราะห์เกลียวลูกปืนที่ใช้ฆ่าเสี่ยสมสุข เขากำลังดูว่าตรงกับใครที่ใช้ปืนแบบเดียวกันบ้าง ผู้กำกับมารุตเข้ามาบอกว่า กำลังอยากคุยเรื่องนี้พอดี
ผู้กำกับตั้งข้อสังเกตว่า หัวหน้าแก๊งค้ายาที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางถูกฆ่าตาย แต่ทำไมกลับไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรเลย ชาติกล้าคาดว่าคงเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจไปยังหยาดฟ้าภรรยาของเสี่ย ระหว่างนั้นมีโทร.เข้ามือถือมารุต เขามองเบอร์แล้วเลี่ยงไปคุย เห็นปลอดคนดีแล้วจึงตอบปลายสายว่า “ก็ได้ครับ...เจอกันตามนั้น”
ชาติกล้าจับตาสังเกตมารุตอยู่ เขารู้สึกได้ว่ามารุตมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง
ส่วนพายัพก็ติดต่อกับยันอ่องคู่ค้าเก่าของเสี่ยสมสุข พายัพทำการใหญ่กว่า บอกยันอ่องว่าตนต้องการของมากกว่าเดิมสามเท่า ยังความยินดีแก่ยันอ่องมาก
หลังจากนั้น มารุตได้รับโทรศัพท์จากชาติกล้าว่าหยาดฟ้าถูกยิง แล้วชาติกล้าก็สั่งทีมงานภายในห้อง
“ผมต้องการภาพจากกล้องวงจรปิดทุกแยกที่รถของคุณนายหยาดฟ้าขับผ่าน ต้องการทะเบียนรถทุกคันที่ขับตามหลัง” แล้วสั่งอีกหน่วย “เช็กปลอกกระสุนทุกปลอก...ผมอยากรู้ทุกอย่าง” พอดีมารุตเข้ามา ชาติกล้ารีบรายงานว่า “ครับท่าน ตอนนี้ผมกำลังให้ทุกคนหาข้อมูลทุกอย่าง”
“แล้วเรื่องยาลอตใหญ่ที่จะส่งคืนนี้เป็นยังไง” มารุตถาม
“ไม่ต้องห่วงครับท่าน ผมรับรองว่าคราวนี้เราจับพวกมันได้แน่นอน” ชาติกล้ารับรองแข็งขัน แอบสังเกตเห็นมารุตหน้าเครียดลง ก็ยิ่งสงสัยมากขึ้น...
ooooooo










