ตอนที่ 14
การหายตัวเข้ากลีบเมฆของแม่เลี้ยงรัญญาทำให้ทั้งสองอภิวัฒน์และภูวนัยร้อนใจ หาทางที่จะต้องหาตัวให้เจอเพื่อคลี่คลายเรื่องต่างๆ ที่อึมครึมอยู่ คนเดียวที่พอจะบอกเบาะแสของแม่เลี้ยงให้ได้คือสมสุข แต่สมสุขก็ยังเล่นลิ้นเล่นแง่ยียวนตามเคย จนถูกภูวนัยขู่ว่า
“อย่ามัวเล่นลิ้น...ยิ่งนายบอกช้าเท่าไหร่ ไอ้พวกวศินอาจจะถึงตัวแม่เลี้ยงก่อนพวกเราเท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นนายก็ไม่ต้องมาเจ็บใจ ที่ทำอะไรมันไม่ได้ก็แล้วกัน”
“แหม...หมวดเล่นกระตุ้นต่อมผมอย่างนี้ ใครจะไปทนไหว” สมสุขยอมอ่อนข้อบอกว่า “ลองไปหาดูแถวพัทยา ถามหาคนชื่อโจอี้ แนะนำว่างานนี้หมวดควรจะใช้ผู้หญิงกรุยทางไปก่อนน่าจะดีกว่า เพราะโจอี้มันเป็นผู้กำกับหนังโป๊ ที่ใช้หญิงไทยเล่นหนังจนทำให้มันเป็นเจ้าพ่อหนังโป๊ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการหนังใต้ดิน ถ้าเอ่ยชื่อมันก็รู้จักกันทุกคน”
“หมวด...งานนี้เราต้องใช้คุณไผ่” อภิวัฒน์เสนอตัวคนทำงาน
ภูวนัยปัดทันทีว่าไม่ได้ แล้วชี้แจงเสียงอ่อนลงว่างานนี้ไม่เหมาะกับไผ่ แต่ตนรู้ว่าใครที่จะทำงานนี้ได้...
ooooooo
หลังจากนั้น ภูวนัยนัดพรรณรายมาพบกันที่ห้างสรรพสินค้า บังเอิญเป็นวันที่ตะวันฉายขออนุญาตหมอพาไผ่ไปกินไอศกรีมห้างเดียวกัน
พรรณรายดีใจมากที่ภูวนัยนัดพบ คิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาคงคิดถึง เมื่อเจอกันจึงทั้งอ้อนทั้งอ่อย เอามือคล้องคอภูวนัยยั่วยวน ภูวนัยอายสายตาคนในห้าง จะแกะมือเธอออกจากคอ ก็พอดีมีเสียงทักคุ้นหูดังขึ้น
“คุณภู...”
ตะวันฉายนั่นเอง เมื่อเผชิญหน้ากันจะจะในสภาพไม่ปกติเช่นนี้ ทั้งไผ่และภูวนัยต่างชักสีหน้าใส่กัน พูดยั่วจงใจให้ไฟในใจของอีกฝ่ายคุโชนขึ้น ภูวนัยทำทีบอกว่านัดเจอพั้นซ์เพราะไม่ได้เจอกันมานานแล้ว ส่วนไผ่ก็หันไปอ้อนตะวันฉายชวนไปดูหนังกันต่อ ตะวันฉายโอนอ่อนตามทั้งที่รู้แก่ใจดีว่าไผ่เพียงต้องการประชดภูวนัยเท่านั้น ดังนั้น เมื่อพ้นสายตาภูวนัยแล้ว ตะวันฉายบอกว่า
“ไม่ต้องดูหนังหรอกครับ ผมรู้ว่าคุณไผ่ไม่ได้อยากดูหนัง แต่ไม่เป็นไรครับ แค่ทานไอติมกับคุณ ผมก็มีความสุขแล้ว”
ส่วนภูวนัย พาพรรณรายไปที่เซฟเฮาส์ของอภิวัฒน์ เธอตื่นเต้นกับสถานที่ที่ดูลึกลับนี้ ชวนภูวนัยไปดูห้องทำงานของเขาเผื่ออยากทำอะไรลับๆ กันสองคน ก็พอดีอภิวัฒน์เดินเข้ามามองพรรณรายอย่างพินิจพิจารณาถามภูวนัยว่า
“ผู้หญิงคนนี้น่ะเหรอ...เธอเหมาะกับงานนี้จริงๆ”
“งานอะไรคะภู” พรรณรายถาม ภูวนัยทำหน้ากระอักกระอ่วนไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
ooooooo
รัญญาไปซ่อนตัวอยู่กับโจอี้จริงๆ โดยโจอี้จัด ให้เธออยู่ในห้องที่ใช้สำหรับถ่ายหนังโป๊ เมื่อโจอี้มาหาที่ห้อง รัญญาถามว่าได้ข่าวอะไรมาบ้าง
“ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่” โจอี้ตอบสบายๆ ถามว่าแม่เลี้ยงคิดมากไปหรือเปล่าเพราะตนไม่เห็นจะมีอะไรเลย
“แกอยู่วงการนี้มานานก็น่าจะรู้นี่ว่า...ยิ่งเงียบเท่าไหร่มันก็ยิ่งน่ากลัว”
“แล้วแม่เลี้ยงกลัวอะไร” โจอี้มองหน้าแม่เลี้ยงสงสัย
แต่สิ่งที่แม่เลี้ยงระแวงมีมูล เพราะชาติกล้ากำลังให้วีระสืบหาว่าแม่เลี้ยงรัญญาหายไปไหน โดยให้วีระเอาแฟ้มผู้เกี่ยวข้องหรือเครือข่ายของแม่เลี้ยงมาให้ดู ชาติกล้าถามหยั่งเชิงว่า
“ถ้าหมู่เป็นแม่เลี้ยง หมู่จะหลบไปอยู่กับใคร”
“ผมคงไปอยู่กับหมอนี่มังครับ” วีระเปิดหน้าที่มีรูปโจอี้ให้ดู “เพราะไอ้นี่ถือว่ามาเฟียที่แม้แต่ตำรวจพื้นที่ยังไม่กล้าทำอะไรมัน ผมว่ามันน่าจะคุ้มหัวแม่เลี้ยงได้ครับ”
เป้าหมายการตามหาแม่เลี้ยงรัญญาของทั้งฝ่ายตำรวจดีและตำรวจเลวจึงมุ่งไปที่โจอี้คนเดียวกัน!
พั้นซ์กลัวๆกล้าๆกับงานที่ภูวนัยให้ทำ เขาจึงพา เธอไปที่ผับแห่งหนึ่งบอกว่านี่คือผับที่โจอี้เปิดบังหน้าและโจอี้ก็จะจับผู้หญิงที่มาเที่ยวที่นี่ บอกเธอว่า
“ไม่ต้องกลัวพั้นซ์ คุณแค่โยนเหยื่อให้มันติดกับ แล้วล่อมันออกมาไปที่อื่น ต่อจากนั้นผมจะขับรถตามแล้วค่อยจัดการมัน”
พรรณรายขอให้ติดเครื่องดักฟังให้ตน ภูวนัยบอกว่าติดไม่ได้เพราะโจอี้รอดเงื้อมมือตำรวจมาได้ทุกวันนี้เพราะความระวังตัวของเขา บอกพั้นซ์ว่า “มันพกเครื่องดักสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด ถ้าคุณติดไปรับรองว่ามันต้องจับได้แน่นอน ไม่ต้องห่วงนะพั้นซ์ คุณจะปลอดภัย ผมสัญญา”
ความรักทำให้พรรณรายยอมทำงานนี้ แต่ขอจุ๊บเป็นกำลังใจทีหนึ่งก่อนเปิดประตูรถลงไป
ooooooo
เมื่อเข้าไปในผับแล้ว พรรณรายจดจำวิธีเข้าถึงตัวโจอี้และวิธีจัดการกับเขาที่ภูวนัยบอกไว้อย่างละเอียด เธอทำทุกขั้นตอนอย่างระมัดระวัง รอบคอบ
นอกจากการหว่านเสน่ห์ที่ไม่ต้องฝึกแล้ว พรรณรายแอบเอายาที่ภูวนัยให้ใส่ไปในแก้วเบียร์แล้วให้พนักงานเอาไปให้โจอี้
“พี่โจอี้...ผู้หญิงคนนั้นสั่งเบียร์เลี้ยงพี่นะ สงสัยเธออยากจะเป็นนางเอก” พนักงานคนนั้นชี้พรรณรายที่ยิ้มคอยอยู่
โจอี้ดื่มเบียร์ไปอึดใจเดียวก็เดินเข้าห้องน้ำไปอาเจียน พรรณรายรีบตามเข้าไปดูแลโลมเล้าอ้อนวอนว่าตนอยากเล่นหนัง เสือผู้หญิงอย่างโจอี้ มองแวบเดียวสัมผัสเพียงครั้งเดียว เขาก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เคยมาแล้วหรือยัง เขามองหน้าเธอบอกว่าดูก็รู้ว่าเธอกำลังกลัวอยู่ พรรณรายใจหายวาบคิดว่าถูกจับได้แน่แล้ว แต่แล้วก็โล่งใจเมื่อโจอี้กระชากเข้าไปกอดพูดต่อว่า
“แต่อย่างนี้แหละ ฉันชอบ...”
ก่อนที่โจอี้จะพาพรรณรายออกไปกัน เขาบอกให้เธอรอที่ข้างหน้าก่อนตนจัดการธุรกิจที่นี่แล้วจะตามไป
ระหว่างนั้น ชาติกล้าเข้ามาถามพนักงานว่าโจอี้อยู่ไหน พนักงานทำไขสือว่าโจอี้ไหน พอชาติกล้าเอาบัตรตำรวจออกมาขู่ก็รีบขอโทษบอกว่า พักนี้โจอี้ไม่ได้มาที่นี่เลย พูดแล้วรีบฉากหลบไป พอเห็นชาติกล้าไม่สนใจก็รีบแอบไปบอกโจอี้ว่ามีตำรวจมาถามหา ไม่ทันที่โจอี้จะทำอะไร ก็ต้องสะดุ้งเมื่อเสียงชาติกล้าทักขึ้น
“อยู่นี่เอง...โจอี้”
โจอี้ถูกชาติกล้าพาไปคุยในมุมลับตาคาดคั้นถามว่าเอาแม่เลี้ยงรัญญาไปไว้ที่ไหน ถ้าไม่บอกพรุ่งนี้ธุรกิจทุกอย่างของเขารวมทั้งเงินที่เก็บไว้ในบ้านหลังหนึ่งก็ต้องถูกยึดถูกอายัด โจอี้จึงเอาโทรศัพท์ออกมากดเบอร์ บอกว่าถ้าปลายสายรับให้บอกว่าเป็นสายจากโจอี้ เพราะตนให้คนคนนี้พาแม่เลี้ยงไปซ่อนแต่ไม่รู้ว่าซ่อนไว้ที่ไหน
แต่พอชาติกล้ารับโทรศัพท์ไปฟัง กลายเป็นมีเสียงบอกมาว่าหมายเลขนี้ยังไม่เปิดใช้บริการ พอหันมาจะเล่นงาน โจอี้ก็หายไปแล้ว
โจอี้รีบไปรับพรรณรายขึ้นรถขับออกไป ภูวนัยซุ่มรออยู่ขับตามไปทันที ชาติกล้าวิ่งออกมาเห็นภูวนัยจึงขับตามไปอีกต่อหนึ่ง
ooooooo
ภูวนัยขับตามรถโจอี้ไปจนเห็นจังหวะเหมาะจึงปาดหน้ารถโจอี้ แต่พอโจอี้จะคว้าปืนก็ถูกพรรณรายจับมือไว้ พอดีกับที่ภูวนัยมาถึงรถ โจอี้จึงยกมือยอมแพ้
เมื่อลากโจอี้ลงจากรถแล้ว ภูวนัยบอกพรรณรายให้ขับรถของโจอี้กลับไปก่อน ส่วนเขาบังคับโจอี้ให้พาไปหาแม่เลี้ยง เมื่อโจอี้พาเดินเข้าไปในบ้าน พวกลูกน้องที่เฝ้าอยู่รู้ถึงสถานการณ์ที่ไม่ปกติ แต่โจอี้โบกมือห้ามบอกว่า
“ไม่มีอะไร ฉันจัดการเองได้ พวกแกเฝ้าอยู่ตรงนี้แหละ”
แต่ที่หน้าบ้าน ชาติกล้าตามมาเห็นเหตุการณ์ ทุกอย่าง พึมพำอย่างสะใจ
“อยู่นี่เองเหรอ!”
โจอี้เคาะประตูแล้วเดินเข้าไป พอแม่เลี้ยงเห็นภูวนัยเดินตามเข้ามาก็วิ่งไปจะคว้าปืน ภูวนัยสั่งให้หยุดบอกว่าตนไม่ได้มาฆ่าแม่เลี้ยง บอกให้แม่เลี้ยงไปกับตนแล้วตนจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง
“ทำไมฉันต้องเชื่อแก ห้าเสือที่เคยยิ่งใหญ่ต้องเป็นอย่างนี้เพราะความเชื่อใจ” แม่เลี้ยงจ้องตาไม่กะพริบ
เพื่อความสบายใจ ภูวนัยลดปืนลงบอกว่าตนมาเพื่อช่วยแม่เลี้ยง เราเป็นพวกเดียวกัน แม่เลี้ยงอาศัยจังหวะนั้นพุ่งไปคว้าปืนจ่อภูวนัยทันที
เวลาเดียวกันนั้น ชาติกล้าย่องเข้ามา ในมือถือปืนเก็บเสียง ลูกน้องโจอี้ที่ชาติกล้าเดินผ่านกลายเป็นศพเกลื่อนทางเดิน เขามุ่งขึ้นชั้นบนไปเงียบกริบ
“ถ้าแม่เลี้ยงยิงผม ก็เท่ากับเราปล่อยให้ไอ้วศินมันครอบครองทุกอย่าง เรามีศัตรูตัวเดียวกันนะแม่เลี้ยง ผมรู้ว่าแม่เลี้ยงมีสิ่งที่จะทำลายไอ้วศินได้”
ระหว่างนั้น โจอี้ค่อยๆ ถอยออกไปพอถึงประตูก็วิ่งอ้าวไปเจอปืนของชาติกกล้าที่จ่อรออยู่พอดี! โจอี้เห็นลูกน้องตายเป็นเบือ ก็ใช้ไม้อ่อนบอกชาติกล้าว่าเราคุยกันได้ แต่ชาติกล้ายิงใส่ทันทีแม่เลี้ยงที่เผชิญหน้ากับภูวนัยกำลังหาทางหนี ก็ต้องตกใจเมื่อร่างของโจอี้หงายหลังกระเด็นมานอนตายตรงหน้า
“แกแน่ใจแล้วเหรอที่ทำอย่างนี้ ไอ้ภู!” ชาติกล้าถือปืนเข้ามาพูดอย่างเป็นต่อ “หยุดที่แกทำเถอะ ยังไงแกก็ไม่มีวันชนะฉันหรอก”
ระหว่างนั้นแม่เลี้ยงปลดเซฟปืนจะยิงชาติกล้า ภูวนัยห้ามไว้บอกแม่เลี้ยงให้หนีไปตนจะจัดการชาติกล้าเอง แม่เลี้ยงอาศัยความคล่องตัวกระโดดหน้าต่างหนีไปได้ จึงเหลือแต่ชาติกล้ากับภูวนัยถือปืนเผชิญหน้ากันแบบใครดีใครอยู่!
ทั้งคู่มือถือปืนแต่พุ่งเข้าต่อสู้กันด้วยกำลัง ต่างมีชั้นเชิงไม่ด้อยกว่ากัน และต่างก็เตะปืนของอีกฝ่ายหลุดจากมือ แต่ภูวนัยอยู่ไกลปืนมากกว่า เขาจึงกระโดดหน้าต่างหนี ชาติกล้าหยิบปืนของภูวนัยวิ่งไล่ตามไป เจอรัญญากำลังวิ่งหนีอยู่ที่ถนนเธอยิงต่อสู้กับชาติกล้าจนกระสุนหมด ชาติกล้าย่างสามขุมเข้าหาหมายจับตัวไปให้ได้
พริบตานั้น ภูวนัยขับรถพุ่งเข้ามาอย่างเร็ว จอดรถเปิดประตูตะโกนเรียกแม่เลี้ยงขึ้นรถแล้วตะบึงหนีไป รวดเร็วจนชาติกล้าทำอะไรไม่ทัน ได้แต่สบถตามหลังอย่างเจ็บใจ
ooooooo
ภูวนัยพาแม่เลี้ยงมาพักที่เซฟเฮาส์ของอภิวัฒน์ แม่เลี้ยงถามอภิวัฒน์ว่าต้องการตนมาทำไม ภูวนัยตอบแทนว่าเพราะเราอยากได้คลิปที่วศินพลาดยิงคนตายจากแม่เลี้ยง
แม่เลี้ยงถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าตนมีคลิปเพราะคนที่รู้มีแค่สามคน คือตน วศิน และเสี่ยสมสุขซึ่งตายไปแล้ว อภิวัฒน์จึงจัดให้แม่เลี้ยงได้พบกับสมสุข แม่เลี้ยงตกใจมากเพราะเชื่อว่าสมสุขตายไปแล้ว ส่วนสมสุขเพียงแต่มาปรากฏตัวให้เห็นว่ายังไม่ตายแล้วเดินหนีไปอย่างทนเห็นหน้าคนที่ลงขันกันฆ่าตนไม่ได้
“แม่เลี้ยงจะให้คลิปนั่นกับเราได้หรือยัง” อภิวัฒน์ถามเมื่อพิสูจน์ความจริงใจกันแล้ว
“ขอโทษนะที่ฉันต้องบอกว่า ฉันตกใจมากที่เห็นเสี่ยสมสุข แต่ท่านคงจะเข้าใจนะ ว่าคลิปนั่นเป็นตัวประกันให้ฉันเพียงสิ่งเดียวที่ฉันจะยันกับมันได้”
“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ ถ้าอย่างนั้น ผมขอถามคำถามนึง คลิปนั่นมีอยู่จริงใช่ไหม”
แม่เลี้ยงกลับนิ่ง ทำให้อภิวัฒน์กับภูวนัยสงสัยในท่าทีนั้นมาก
เมื่อเดินออกมากันตามลำพัง อภิวัฒน์บอกภูวนัยว่าตนเชื่อว่าแม่เลี้ยงต้องมีคลิปนั่นจริงๆและถ้ามีจริงเราก็ใช้เป็นหลักฐานเล่นงานวศินและกันแม่เลี้ยงไว้เป็นพยานได้
พลันทั้งสองก็ชะงัก ตกใจ เมื่อได้ยินเสียงพรรณรายกรีดร้องอย่างหวาดกลัว ทั้งสองรีบวิ่งไปตามเสียง
เห็นสมสุขเดินออกมาเจอพรรณรายที่กำลังเดินหาห้องนอนของภูวนัยก็คึกขึ้นมา พุ่งเข้าหาอย่างกลัดมัน พออภิวัฒน์กับภูวนัยมาถึง สมสุขก็พูดหน้าตาเฉยว่า
นึกว่าเป็นผู้หญิงที่อภิวัฒน์หามาให้ ทำเอาอภิวัฒน์มึนกับความกะล่อนของสมสุขได้แต่พึมพำว่า “ฉันเคยบอกนายอย่างนั้นหรือ???” แล้วบอกสมสุขว่าพรรณรายเป็นเพื่อนหมวดภูที่มาช่วยภารกิจของเรา
“ไม่ใช่เพื่อนค่ะ พั้นซ์เป็นเกิร์ลเฟรนด์ของภู” พรรณรายไม่ยอมเป็นแค่เพื่อน ทำให้สมสุขหัวเราะออกมาบอกว่าหมวดภูเนื้อหอมจริงๆถามว่าแล้วน้องไผ่ของตนล่ะ ตกลงใครเป็นเกิร์ลเฟรนด์ของเขากันแน่ พรรณรายหึงขึ้นสมองทันทีคาดคั้นถามภูวนัยว่าเป็นแฟนกับไผ่จริงหรือ
“คุณไผ่เขาก็แค่มาช่วยภารกิจเหมือนคุณพั้นซ์นั่นแหละ ไม่มีอะไรหรอกครับ” อภิวัฒน์หย่าศึกแล้วเดินไป แต่พรรณรายยังไม่เชื่ออยู่ดี เธอแอบเข้าไปค้นหาหลักฐานในห้องภูวนัย เจอโทรศัพท์มือถือของเขาเอามาเปิดดูพบแต่เบอร์ที่โทร.ถึงไผ่พญา แผนการบางอย่างเกิดขึ้นทันที
พรรณรายใช้โทรศัพท์ของภูวนัยโทร.ไปนัดไผ่พญาไปพบกันที่ร้านอาหาร ไผ่เห็นเป็นเบอร์ของภูวนัยจึงไปตามนัด ไปถึงเจอพรรณรายนั่งฉอเลาะภูวนัยอยู่ เธอโกรธจี๊ดขึ้นมา ก็พอดีตะวันฉายไม่วางใจแอบตามมา ภูวนัยเห็นตะวันฉายมากับไผ่ก็ไม่พอใจแกล้งทำเป็นสนิทสนมอี๋อ๋อกับพรรณราย ไผ่แก้เผ็ดด้วยการแสดงความสนิทสนมกับตะวันฉายประชดคืน อาหารมื้อนี้เลยกร่อยสนิท แต่เผ็ดร้อนไปด้วยอารมณ์ที่ไผ่พญากับภูวนัยสาดประชดใส่กัน
ooooooo
พายัพนั่งดื่มกับชาติกล้าที่บ้านเขา ตอนหนึ่งพายัพเสนอชาติกล้าว่า เรามาหาคำตอบกันดีกว่าว่าภูวนัยต้องการตัวแม่เลี้ยงไปทำไม
“มันต้องการล่อให้ฉันไปหามัน”
“แกแน่ใจนะว่ามันไม่ได้ทำงานให้องค์กรอื่น” ชาติกล้านิ่งไป พายัพยุแยงว่า “ฉันกลัวว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆเรื่องมันจะยิ่งยุ่งไปกันใหญ่ แต่เอาเถอะ ไม่ว่าจะยังไง เราก็ต้องกำจัดมันอยู่ดี”
“บอกพวกลูกน้องของแกแล้วกัน ถ้าเจอมันเมื่อไหร่ให้รีบบอกฉัน ฉันจะเป็นคนฆ่ามันเอง”
“คิดอะไรให้มันยาก...ในเมื่อมันคิดจะล่อให้แกไปหามัน ทำไมแกไม่ใช้เหยื่อ...ล่อให้มันออกมาหาแกล่ะ”
พายัพเจ้าเล่ห์ ชาติกล้าคิดตาม แววอำมหิตวาบขึ้นในดวงตาทันที!
ooooooo
ในภาวะยากลำบากที่ภูวนัยต้องหนีการไล่ล่าและครอบครัวอันมีเผ่าพงศ์ผู้เป็นพ่อ ม่านหมอกกับม่านเมฆและพรรษา ต้องไปอยู่ที่รีสอร์ตเสกสรรซึ่งเป็นคู่ปรับ ทำให้ทุกคนในครอบครัวรักใคร่ เห็นใจและเสียสละให้กันมากขึ้น
วันนี้ ม่านหมอกกับม่านเมฆ นั่งกินเค้กกันอยู่ จนเหลือคำสุดท้าย ต่างก็เลื่อนจานให้อีกฝ่าย เกี่ยงกันไปมาต่างไม่ยอมกิน จนเผ่าพงศ์มาเจอ ถามว่าทะเลาะอะไรกันอีก
“เปล่าครับตา เมฆรู้ว่าพี่หมอกอยากกินเค้ก เมฆ ก็เลยอยากให้พี่หมอกกิน”
“ไม่ต้องมาพูดเลย เรานั่นแหละอยากกิน ทำไมพี่จะไม่รู้ว่าเราน่ะชอบเค้กช็อกโกแลตที่สุด” ม่านหมอกเลื่อนจานไปตรงหน้าน้องอีก
“เอ้า...แต่ผมเป็นผู้ชาย ผมก็ต้องเสียสละให้ผู้หญิงสิ”
“แต่พี่เป็นพี่...พี่ก็ต้องให้น้อง”
สองพี่น้องเลื่อนจานกันไปมา จนเผ่าพงศ์หัวเราะ พูดอย่างปลื้มใจว่า
“เหมือนจริงๆ...” สองพี่น้องมองหน้าตางงๆ “ก็เราสองคนน่ะ เหมือนเจ้าภูกับแม่เราตอนเด็กๆ ไง”
เห็นหลานทั้งสองยังงง เผ่าพงศ์จึงพาไปนั่งเล่าให้ฟังว่า...
“ตอนนั้น ตาเพิ่งมาทำเล้าหมูที่นี่ ตาจำได้ว่า ตาเอาเงินทั้งหมดไปซื้อหมูแม่พันธุ์มา แล้วตาก็เพิ่งรู้ว่ามันเป็นเงินก้อนสุดท้ายจริงๆ ตอนนั้นทั้งบ้านเหลือไข่ต้มแค่ฟองเดียว เจ้าภูกับแม่เราต่างก็ทำเหมือนกับเรานี่แหละ เสียสละให้อีกฝ่าย สุดท้าย...ตาทำยังไงรู้ไหม”
ม่านหมอกกับม่านเมฆที่นั่งฟังเผ่าพงศ์ตาแป๋วอยู่พากันส่ายหน้า เผ่าพงศ์จึงเอาจานเค้กมาแล้วตัดแบ่ง...
“อย่างนี้ไง...ทำอย่างนี้ก็ไม่มีใครต้องอด”
สองพี่น้องยิ้มให้กัน แต่พอม่านเมฆตักเค้กกินก็สงสัยขึ้นมาถามว่า “หลังจากนั้นล่ะตา...ตากับยายทานอะไรเหรอ”
เผ่าพงศ์ทำท่าคิดๆ แล้วบอกว่า “ตาลืมไปแล้ว...”
ooooooo
เงินที่พรรษามีอยู่จ่ายค่าเช่าและค่ากินอยู่ที่รีสอร์ตไม่นานก็หมด พรรษาขอทำงานแทนค่าเช่า เสกสรรที่แอบชอบพรรษาแย่งกันกับเผ่าพงศ์อยู่ รีบทำคะแนนกับพรรณนาว่า
“โอ๊ย...ใครจะกล้าไปใช้แม่พรรษาล่ะจ๊ะ ฉันก็ทวงไปอย่างนั้นเองแหละ ฉันไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำซะหน่อยถ้ามัน...ยอมก้มจูบรองเท้าฉัน” เสกสรรมองเหยียดไปทางเผ่าพงศ์
พรรษาไม่พอใจที่เสกสรรดูถูกเผ่าพงศ์ แต่เห็นหน้าเผ่าพงศ์ก็เดาได้ว่าเขาคิดอย่างไร พรรษาร้องบอกเขาอย่าทำ!
“ไม่เป็นไร ถ้ามันจะทำให้ทุกคนมีที่กินที่นอน” เผ่าพงศ์พูดอย่างเด็ดเดี่ยว พร้อมที่จะเสียสละเพื่อทุกคน
แต่ขณะกำลังจะก้มจูบรองเท้าเสกสรร สมส่วนก็มาบอกว่ามีเพื่อนภูวนัยมาหา คือชาติกล้านั่นเอง!
เผ่าพงศ์ไม่รู้ปัญหาระหว่างภูวนัยกับชาติกล้า ยังฝากความหวังว่าชาติกล้าจะช่วยตามหาภูวนัยให้ กระทั่งขอร้องชาติกล้าว่า
“ชาติ...เอาตัวลุงไปแทนได้ไหม บอกทางผู้ใหญ่ว่าที่จริงแล้วคนที่เป็นคนร้ายคือลุง ไม่ใช่ไอ้ภู ได้ไหมชาติ ลุงยอมทุกอย่าง ขอให้ไอ้ภูมันไม่เป็นไร”
“ทุกอย่างจริงหรือครับ” ชาติกล้าถามหยั่งเชิง เมื่อเผ่าพงศ์ถามว่าเขามีวิธีหรือ ชาติกล้ากลับบอกว่า “เปล่าครับ ผมแค่ชื่นชมคุณลุงในฐานะพ่อน่ะครับ ผมคงจะช่วยให้ภูพ้นผิดไม่ได้ แต่ถ้าคุณลุงอยากเจอไอ้ภู...ผมว่าผมอาจมีทาง”
เผ่าพงศ์มีความหวังขึ้น ที่อีกมุมหนึ่ง เสกสรรแอบฟังการสนทนาของทั้งสองอย่างใจจดจ่อ หลังจากนั้นก็โทรศัพท์ไปหาพรรณราย คาดคั้นว่าไปอยู่กับภูวนัยหรือ พรรณรายยืนยันว่าตนมาทำงาน ดุพ่อว่า “เชื่อกันบ้างสิ!”
เสกสรรบอกว่างั้นก็แล้วไปอย่าให้รู้ก็แล้วกันว่าไปอยู่กับ “ไอ้ผู้ร้าย” นั่น พรรณรายโต้ว่าภูวนัยไม่ใช่ผู้ร้าย
“ไม่ใช่แล้วทำไมตำรวจยังมาที่รีสอร์ตฉันอยู่ล่ะ” เสกสรรสวนไป ทำให้พรรณรายรู้ว่ามีตำรวจไปตามตัวภูวนัยที่นั่น
ระหว่างที่พรรณรายคุยโทรศัพท์กับเสกสรรนั้น ภูวนัยมาเคาะประตูแล้วเปิดเข้ามา พอเห็นเธอติดสายอยู่ก็บอกว่าเดี๋ยวค่อยมาใหม่ก็ได้ พรรณรายเสียดายโอกาส รีบร้องบอก
“ไม่เป็นไรค่ะภู...พั้นซ์จะวางแล้ว”
เสกสรรได้ยินพรรณรายเรียก “ภู” ก็เอะใจถามแทบเป็นตะโกนว่า
“พั้นซ์...เมื่อกี้แกเรียกใครว่าภู อย่าบอกนะว่าแกอยู่กับ...” เสกสรรชะงักเมื่อได้ยินเสียงวางสายรีบโทร.กลับไปใหม่ปรากฏว่าติดต่อไม่ได้แล้ว ได้แต่คำรามปากคอสั่น “หน็อย!...นัง...นัง...”
พรรณรายวางสายจากเสกสรร รีบมาหาภูวนัย เธอนึกว่าเขามาเพราะเสน่หา แต่ที่แท้เขามาตำหนิและปรามเธอเรื่องใช้โทรศัพท์ของตนหลอกนัดไผ่ไปที่ร้านอาหารเมื่อคืนนี้ เธอเถียงไม่ออกได้แต่ทำหน้างอนๆ อ้อนๆ ใส่เขา
ภูวนัยกลับมากดโทรศัพท์ตรวจดูอีกครั้ง เขาเห็นรูปของครอบครัวที่เก็บไว้ในโทรศัพท์ ดูแล้วก็ยิ่งคิดถึงทุกคนเลยแอบ โทร.เข้าเบอร์ที่รีสอร์ต เจอเผ่าพงศ์กำลังทำความสะอาดแทนพรรษาอยู่พอดี เผ่าพงศ์รับสาย แต่พอทักไปปลายสายกลับนิ่งเงียบ เผ่าพงศ์เอะใจถามอย่างตื่นเต้นว่า
“แกใช่ไหมภู...พูดกับฉันสิ...เออ...แกคงพูดไม่ได้สินะ แต่แค่แก โทร.มาอย่างนี้ฉันก็สบายใจแล้ว ดูแลตัวเองดีๆเคยจำที่ฉันบอกได้ไหม ความจริงยังไงก็คือความจริง” พูดแล้วนิ่งฟัง แต่ได้ยินปลายสายตัดไปแล้ว เผ่าพงศ์วางโทรศัพท์ลงหงอยๆ
ภูวนัยสะเทือนใจมากที่ติดต่อพ่อได้แล้วแต่คุยด้วยไม่ได้ เมื่อวางสายแล้วพึมพำน้ำตาคลอว่า
“ขอบคุณครับพ่อ...”
เผ่าพงศ์เศร้าเสียใจที่ไม่ได้คุยกับภูวนัย ถือรูปใบหนึ่งไปนั่งซึมอยู่ริมสระน้ำ บังเอิญรูปปลิวลงไปในสระน้ำจะเรียกใครช่วยเก็บก็ไม่มี จึงพยายามเอื้อมมือไปเก็บจนเสียหลักตกลงไปในสระน้ำ ทันใดนั้นชาติกล้าปรากฏตัวขึ้น เผ่าพงศ์ดีใจเรียกให้ช่วยตนหน่อย ชาติกล้ายิ้มเหี้ยมบอกว่า
“ผมจำเป็นต้องทำอย่างนี้จริงๆ ลุงอย่าโกรธผมเลยนะครับ ถ้าจะโกรธ โกรธไอ้ภูมันก็แล้วกัน” พูดเสร็จก็กดหัวเผ่าพงศ์ลงน้ำ มองดูเผ่าพงศ์ดิ้นทุรนทุรายอย่างเลือดเย็น!
ooooooo
วันรุ่งขึ้น ขณะไผ่คุยอยู่กับตะวันฉาย ก็ได้รับโทรศัพท์จากพรรษาบอกว่าเผ่าพงศ์ตายแล้ว ไผ่กับตะวันฉายรีบไปหาภูวนัยที่เซฟเฮาส์ของอภิวัฒน์
เจอภูวนัยกำลังคุยกับพรรณรายหว่านล้อมให้เธอกลับไปที่รีสอร์ตให้ช่วยดูแลครอบครัวตนด้วยพอดี พรรณรายกำลังงอแงไม่ยอมกลับ บรรยากาศจึงเหมือนกำลังงอนและง้อกันอยู่เลยเป็นเรื่องบาดตาบาดใจ ฝ่ายไผ่ก็ไม่พอใจภูวนัย ภูวนัยก็ไม่พอใจไผ่ที่มากับตะวันฉาย ดังนั้นเมื่อไผ่บอกว่าพรรษาโทร.มาบอกว่าเผ่าพงศ์ตายแล้ว เขาไม่เชื่อหาว่าไผ่โกหกเพราะตนเพิ่ง โทร.ไปเจอเผ่าพงศ์เมื่อตอนกลางวันนี่เอง แต่เห็นไผ่กับตะวันฉายจริงจังและเศร้าเสียใจก็เริ่มเอะใจ จนไผ่เอ่ยก่อนกลับไปว่า
“ฉันเสียใจด้วย”
ภูวนัยก็ถึงกับอึ้ง เขาหุนหันเดินไปที่รถ ไผ่รู้ว่าเขาจะไปไหน ตามมาขอไปด้วย ถูกตวาดว่า “ไม่ต้อง!”
จนเมื่อภูวนัยขับรถออกไปแล้ว พรรณรายจึงนึกได้ ตกใจอุทานเสียงดัง
“ตายจริง! ภูกลับไปอย่างนี้ก็เจอตำรวจสิ...พ่อฉันบอกว่าเพื่อนเขาที่เป็นตำรวจมาถามหาภูที่รีสอร์ต”
“หมวดชาติกล้าน่ะเหรอ!” ไผ่พญาตกใจยิ่งกว่า
ที่ศาลาสวดศพ พรรษาร้องไห้อย่างทำใจไม่ได้กับการจากไปอย่างกะทันหันของเผ่าพงศ์ บอกกล่าวกับรูปเขาว่า
“ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันสัญญาว่าจะดูแลหนูเมฆ กับหนูหมอกให้ดีที่สุด”
แต่ม่านเมฆไม่เชื่อว่าเผ่าพงศ์จากไปแล้ว ยังไงก็ไม่ยอมจุดธูปไหว้ จนม่านหมอกต้องปลอบน้องกอดกันร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจ
ที่มุมลับตานอกศาลา ชาติกล้าซุ่มดูอยู่ พึมพำอำมหิต
“พ่อแกตายทั้งคน แกยังไม่โผล่มาอีกเหรอไอ้ภู...”
ooooooo
ไผ่พญารีบไปขอพบอภิวัฒน์ เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง อภิวัฒน์ฟังแล้วถามว่า
“เธอสงสัยว่าการตายของพ่อหมวดภู เป็นฝีมือของชาติกล้างั้นเหรอ”
“ค่ะ...พั้นซ์บอกว่าหมวดชาติกล้าไปหาคุณภูที่รีสอร์ต แล้วคืนวันนั้น คุณลุงก็เสียชีวิต”
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็แสดงว่า ชาติกล้าลงมือฆ่าพ่อของหมวดภู เพื่อล่อให้หมวดภูปรากฏตัว” ไผ่ร้อนใจถามว่าไม่ส่งคนไปช่วยเขาหรือ อภิวัฒน์ตอบอย่างอ่านเกมขาดว่า “ไม่ได้! เพราะนี่อาจเป็นแผนของวศินที่ต้องการรู้ว่าหมวดภูทำงานให้ใคร ถ้าเราผลีผลาม ทุกอย่างก็จะพังลงทันที”
“แล้วท่านจะไม่ช่วยคุณภูเหรอคะ” ไผ่ถามเสียงอ่อย อภิวัฒน์ได้แต่นิ่งไปอย่างหนักใจ
ooooooo
พรรษาพยายามโทร.ติดต่อภูวนัย ม่านหมอกกับม่านเมฆลุ้นอยู่อย่างร้อนใจ แต่พรรษาติดต่อไม่ได้ ม่านเมฆถามพี่สาวว่าอาภูจะมาไหม ม่านหมอกส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้จริงๆ
เสกสรรมางานศพด้วย จับตาดูพรรษากับม่านหมอกม่านเมฆที่พยายามติดต่อภูวนัย สมหมายถามว่าภูวนัยจะมาไหม เสกสรรพูดหยันๆว่า “คงกล้ามาหรอก”
“ทำไมล่ะครับ มันเป็นลูกชายนะครับ”
“ก็นั่นแหละ ที่ทำให้พ่อมันตาย” เสกสรรพูดแล้วเห็นสมหมายทำหน้างง ก็พูดต่อเป็นนัยว่า “เอ้า...ก็ถ้ามันไม่ได้เป็นผู้ร้าย บ้านไม่โดนยึด แล้วตาเผ่าจะมาตายที่สระน้ำฉันได้ไหม”
เสกสรรพูดไม่ทันจบดีก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อภูวนัยเดินเข้ามาในศาลา ตรงไปหาพรรษา ม่านหมอกกับม่านเมฆ ทุกคนมองเขาตะลึง
“อาภู!” ม่านเมฆอุทานวิ่งเข้าไปกอดภูวนัย ทุกคนร้องไห้กันระงม พรรษาพูดน้ำตาอาบหน้าว่า
“คุณภู...น้า...น้าขอโทษที่ดูแลคุณเผ่าไม่ดี...”
“ไม่ใช่ความผิดของน้าเลยครับ ทั้งหมดเป็นเพราะผมต่างหาก เอ่อ...คุณพ่อเสียยังไงครับ”
“แกลงไปเก็บนี่ที่ตกลงไปในสระว่ายน้ำน่ะค่ะ” พรรษาเอารูปใบนั้นให้ดู
ภูวนัยอึ้ง ลำคอตีบตันน้ำตาคลอ เมื่อเห็นว่า รูปใบนั้น คือรูปเขาถ่ายกับพ่อในชุดตำรวจ!
“พ่อ...ผมขอโทษ...ผมขอโทษ...” ภูวนัยน้ำตาไหลพรากอย่างสุดที่จะกลั้นไว้ได้
ทุกอริยาบถของภูวนัย อยู่ในสายตาที่จ้องจิกอย่างเลือดเย็นของชาติกล้า!
ooooooo
พรรษาเป็นห่วงความปลอดภัยของภูวนัย เร่งให้เขารีบไปเสีย ม่านเมฆกอดเขาไว้ไม่ยอมให้ไป ม่านหมอกบอกน้องว่าอาภูอยู่กับเราไม่ได้แต่ไม่อยากให้ม่านเมฆรู้อะไรมากกว่านี้
“ตอนนี้ อาอยู่กับเราไม่ได้ แต่อาสัญญาว่าอาจะรีบกลับมาอยู่กับพวกเรา กลับมาเป็นครอบครัวเหมือนเดิมให้เร็วที่สุด” ภูวนัยกอดหลานทั้งสองไว้ด้วยความรัก
“หนูจะดูแลเมฆให้เหมือนกับที่แม่กับอาภูเคยดูแลกัน” ม่านหมอกเอ่ยขึ้น ภูวนัยถามว่าทำไมหรือ “คุณตาเล่าเรื่องไข่ต้มที่อาภูกับแม่ไม่ยอมกินให้พวกเราฟัง เลยทำให้หนูรู้ว่า อารักแม่ของหนูมากแค่ไหน”
“อาภู...คุณตาบอกว่าไข่ต้มวันนั้นมันเป็นใบสุดท้ายที่ให้อากับแม่กิน แล้วหลังจากนั้นละ อา...อากับแม่มีข้าวกินเหรอ” ม่านเมฆยังติดใจ
“อยากรู้ไหมว่าตาทำยังไง ตาเอาหมูแม่พันธุ์ที่ตารักมากไปขาย เพื่อเอาเงินมาซื้อให้อากับแม่ของเรากิน ตาบอกว่าชีวิตของตาไม่มีเงินไม่มีฟาร์มไม่เป็นไร แต่ไม่มีครอบครัวไม่ได้ เมฆ...หมอก...รักกัน ดูแลกันให้มากๆนะ”
ม่านหมอกกับม่านเมฆพยักหน้าทั้งน้ำตา แต่พอภูวนัยขยับจะออกไป เสียงชาติกล้าก็ดังขึ้น
“ภู”
“ไอ้ชาติ!”
ม่านหมอกรีบออกมายืนปกป้องภูวนัย พรรษาก็รีบเข้ามาขอชาติกล้าว่า
“คุณชาติ...น้าขอได้ไหมคะ...วันนี้คุณภูเพิ่งเสียคุณพ่อไป อย่าเพิ่งทำอะไรเลยค่ะ”
เพราะไม่อยากให้ม่านเมฆรู้อะไรที่ร้ายแรง ภูวนัยส่งสัญญาณให้ชาติกล้า ชาติกล้าจึงทำทีพูดดีกับม่านเมฆว่า
“น้าจะชวนอาภูของเราไปเดินเล่นเสียหน่อย ไม่มีอะไรหรอก ใช่ไหมภู”
“เมฆ...หมอก...อาไปนะแล้วอย่าลืมที่คุณตาสอน รักกันให้มากๆ ฝากดูทั้งสองคนด้วยนะครับน้าษา”
“คุณภู...” พรรษาเรียกเบาๆ แล้วหันไปพูดกับชาติกล้า “คุณชาติ ถือว่าน้าขอร้องนะคะ”
ภูวนัยบอกพรรษาว่าไม่เป็นไร แต่พอจะออกไป ม่านหมอกกับม่านเมฆก็วิ่งมากอด เขากอดหลานทั้งสองไว้อย่างซึมซาบความอบอุ่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินออกไปกับชาติกล้า ท่ามกลางสายตาที่มองอย่างเป็นห่วงของพรรษา ม่านหมอก และม่านเมฆ...
ooooooo
เมื่อเดินออกมาไกลจนคาดว่าม่านหมอกกับม่านเมฆมองไม่เห็นแล้ว ภูวนัยถามชาติกล้าว่าต้องการอะไร
ชาติกล้าถามว่าแม่เลี้ยงอยู่ไหน ภูวนัยย้อนถามว่าต้องการตัวแม่เลี้ยงไปทำไม
“ตอบคำถามฉันมา ไม่อย่างนั้น จะต้องมีคนตายเพราะแกอีก!” ชาติกล้าตัดบท ภูวนัยเอะใจถามว่า รู้ได้ไงว่าตนมาที่นี่ “ก็...ฉันนึกอะไรไม่ออกว่าจะให้แกโผล่หัวออกมายังไง พอดีพ่อแกเขาบอกว่าอยากเจอแก ฉันก็เลยคิดออกว่า ถ้าพ่อแกตาย ยังไงลูกกตัญญูอย่างแกก็ต้องมางานศพพ่อ”
“แกฆ่าพ่อฉัน!!” ภูวนัยพุ่งเข้าใส่ทันทีแต่ถูกชาติกล้ายิงปืนลงที่พื้นจนฝุ่นกระจาย พูดอย่างผยองว่า
“ใช่...แล้วก็จะฆ่าหลานแกด้วย ถ้าแกไม่บอกฉันว่าแม่เลี้ยงอยู่ไหน” ภูวนัยทรุดลงกับพื้นท้าให้ชาติกล้าฆ่าตนเสียพลันเขาก็กำทรายซัดใส่หน้าชาติกล้า แต่ฝ่ายนั้นระวังตัวอยู่แล้วจึงฉากหลบทัน แต่พอหันมาอีกทีภูวนัยก็วิ่งหนีไปแล้ว
ชาติกล้าไล่ตามไปแต่ไม่เห็นภูวนัยแล้ว จึงตะโกนขู่จะตามล่าและจะฆ่าหลานเขาทีละคน...ทีละคน!
ภูวนัยทนไม่ได้กระโดดลงจากต้นไม้เข้าตะลุมบอนกับชาติกล้าแบบให้ตายกันไปข้าง แต่พอถูกชาติกล้าขู่ว่าถ้าฆ่าตนก็เท่ากับฆ่าหลานตัวเองด้วยเพราะพวกตนที่เหลือจะตามล่าทั้งตัวเขาและหลานเขาจนกว่าจะตายกันหมด!
คำขู่ของชาติกล้าทำให้ภูวนัยชะงักไปอีกครั้ง แต่ในภาวะนี้ไม่มีใครปรานีใคร ชาติกล้าหยิบปืนที่ทำตกเล็งไปที่ภูวนัย ค่อยๆเหนี่ยวไกอย่างเลือดเย็น แต่เขาไม่ทันลั่นกระสุน เสียงปืนก็แผดขึ้นหลายนัดติดๆกัน ชาติกล้าพุ่งเข้าไปคว้าภูวนัยจะลากไปด้วย แต่ถูกกองกำลังไม่ทราบฝ่ายยิงสกัดจนต้องทิ้งภูวนัยแล้วหนีไป
ภูวนัยในสภาพบอบช้ำใกล้หมดสติ ในสายตาที่พร่าเลือน เขาเห็นเหล่าชายชุดดำกำลังห้อมล้อมเข้ามาช่วยเขา แล้วความรู้สึกของเขาก็ดับวูบไป...
ooooooo
เมื่อรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง ภูวนัยแปลกใจที่มานอนอยู่ในห้องของตัวเองในเซฟเฮาส์ของอภิวัฒน์ เห็นทั้งอภิวัฒน์ ไผ่พญา ตะวันฉาย และพรรณรายห้อมล้อมอยู่ด้วยความเป็นห่วง เขาถามว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
“คุณไผ่แกสงสัยเรื่อง...การตายของพ่อคุณอาจจะเป็นฝีมือของหมวดชาติกล้า ผมเลยส่งกำลังไปช่วยคุณเพราะคิดว่าหมวดชาติกล้าต้องดักคุณอยู่ที่นั่นแน่ๆ” อภิวัฒน์ชี้แจง
“พั้นซ์...” ภูวนัยหันเรียกพรรณราย “ผมอยากให้คุณกลับไปดูแลหลานๆผมได้ไหม” พรรณรายรับปากทันทีส่วนไผ่พญาบอกเขาว่าอย่าเพิ่งคิดอะไรเลย ภูวนัยหันไปพูด กับอภิวัฒน์ทันทีว่า “ท่านครับ...ผมขอพักผ่อนได้ไหมครับ”
ทุกคนมองหน้ากัน ไผ่ฟังแล้วเจ็บปวดใจแต่ก็สงสารเขามาก และเมื่อทุกคนออกไปแล้ว ภูวนัยนอนมองเพดานห้องด้วยความเศร้าเสียใจอย่างที่สุด...
อภิวัฒน์ชมเชยและขอบใจไผ่ว่า ภูวนัยรอดมาครั้งนี้เพราะเธอ พรรณรายไม่ยอมน้อยหน้าแทรกขึ้นทันทีว่าคนที่ต้องได้รับความดีความชอบคือตนที่บอกเรื่องเพื่อนเลวคนนั้นของภูวนัยไม่อย่างนั้นไผ่ก็ไม่อาจรู้อะไรได้
ไผ่ถามว่าเมื่อเรารู้แน่ชัดแล้วว่าการตายของเผ่าพงศ์เป็นฝีมือของชาติกล้า เราจะจับเขาไม่ได้หรือ
“ถึงเราจะรู้ แต่เราก็ไม่มีหลักฐาน แล้วถึงมีหลักฐาน คนที่อยู่ข้างหลังหมวดชาติกล้าก็ใหญ่เกินกว่าที่เราจะทำอะไรได้” คำชี้แจงของอภิวัฒน์ทำให้ทุกคนรู้สึกหดหู่ที่ต้องถูกกระทำเอาแต่ฝ่ายเดียว
ooooooo
ชาติกล้าถูกวศินตำหนิอย่างรุนแรงที่ทำงานไม่สำเร็จ แต่ก็ตกใจเมื่อรู้ว่ามีคนมาช่วยภูวนัย ถามว่ามันเป็นใคร
“ผมไม่รู้ว่าพวกมันเป็นใคร แต่เท่าที่เห็นคนพวกนั้นต้องได้รับการฝึกมาอย่างดี ทั้งเรื่องการใช้อาวุธและยุทธวิธี”
“ลื้อกำลังจะบอกว่า...ไอ้หมวดภูวนัยมีตำรวจช่วย?”
“ยืนยันไม่ได้ครับ...แต่ตอนนี้ เรารู้แล้วว่า มันไม่ได้ทำงานคนเดียว แล้วถ้าเรารู้ว่าใครช่วยมัน เราก็รู้ว่าแม่เลี้ยงรัญญาอยู่ที่ไหน”
ทั้งวศินและชาติกล้าต่างเครียด เพราะไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังภูวนัย
ระหว่างที่ชาติกล้าเดินออกจากบ้านวศินนั่นเอง มือถือเขาดังขึ้น เป็นสายจากภูวนัยนั่นเอง พอรับสายก็ทักว่าตายจากจริงๆ ภูวนัยสวนมาทันทีว่า “ฉันจะตายไม่ได้ จนกว่าจะได้ฆ่าแก”
“ถ้าอย่างนั้น...แกจะมาฆ่าฉันเมื่อไหร่ดีล่ะแต่บอกไว้ก่อนนะ ถ้าคราวนี้ฉันไม่ตาย แกอาจต้องไปงานศพหลานแก”
“อย่ายุ่งกับครอบครัวฉัน...ไม่อย่างนั้น...ฉันจะเปิดโปงคลิปที่แม่เลี้ยงมีทันที!”
ooooooo
ในภาวะที่ยากลำบากนี้ ไผ่ขออยู่เป็นเพื่อนภูวนัยก่อน แม้ตะวันฉายจะเจ็บปวดแต่ก็เข้าใจจึงกลับไปก่อน
แต่พอไผ่ไปที่ห้องภูวนัย เจอเขาเดินสวนออกมาพอดี เธอถามอย่างรู้ทันว่า
“นายจะไปไหน...จะไปแก้แค้นหมวดชาติใช่ไหม” ถูกเขาพูดประชดว่าดูเธอจะรู้ไปเสียหมดทุกอย่าง “ใช่... ฉันรู้จักนายมากกว่าที่นายรู้จักตัวเองก็แล้วกัน” เมื่อ
ภูวนัยจะเดินหลีกไป ไผ่ขวางไว้ “ฉันไม่ให้นายไป!”
“มันฆ่าพ่อผม...แล้วจะให้ผมอยู่เฉยๆ รึไง!!”
ภูวนัยผลักไผ่พ้นทางแล้วเดินไปด้วยความแค้น
เมื่อตัวเองห้ามภูวนัยไม่ได้ ไผ่จึงไปหาอภิวัฒน์ ที่ห้องทำงาน เขาพูดอย่างตึงเครียดว่า ภูวนัยจะไปแก้แค้น ท่านต้องไปห้ามเขา อภิวัฒน์ลุกออกไปทันที ไผ่รีบตามไป แต่ไม่เห็นภูวนัยแล้ว ถามตำรวจนอกเครื่องแบบแถวนั้น ก็ไม่มีใครเห็น
ภูวนัยตรงไปยังห้องที่รัญญาอยู่ พรวดเข้าไปบอกว่า
“ผมต้องการคลิป!” รัญญาถามอย่างมีชั้นเชิงว่ามีเรื่องอะไรกันหรือ จู่ๆ ก็จะมาเอาคลิป “พวกมันฆ่าพ่อผม คราวนี้เป็นตาของพวกมันที่จะโดนฆ่าบ้าง ผมจะทำให้พวกมันตายทั้งเป็น ผมขอคลิปนั่นด้วย”
รัญญาบอกว่าตนเข้าใจเขา แต่ให้คลิปไม่ได้ เพราะมันเหมือนชีวิตของตน ขอให้เขาเข้าใจตนด้วย ภูวนัยพุ่ง เข้าจับตัวรัญญาเขย่าอย่างแรง สั่งให้เอาคลิปให้ตนเดี๋ยวนี้ ก็พอดีอภิวัฒน์กับไผ่เข้ามา อภิวัฒน์รู้ทันทีว่าภูวนัยต้องการอะไร เข้ามาหว่านล้อมให้ใจเย็นๆ ขอให้ตั้งสติให้เหตุผลว่า...
“คลิปที่แม่เลี้ยงมี เป็นเพียงสิ่งเดียว ที่เราจะเปิด โปงไอ้วศินมันได้ ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา สิ่งที่เราทำมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า”
“แต่พ่อผมตายเปล่าได้...งั้นเหรอครับ” ภูวนัยสวนไปตาแดงกํ่า จะออกไปจากห้อง ไผ่ถามว่าจะไปไหน “ในเมื่อสิ่งที่ทำมาทั้งหมดมันไม่ได้ผล ผมก็จะใช้วิธีของผม”
ไผ่หว่านล้อมว่าตอนนี้อภิวัฒน์กำลังจะเปิดโปงพวกมันอยู่ พอภูวนัยชะงัก อภิวัฒน์บอกว่า ตนกำลังติดต่อ นำเรื่องที่เราทำทั้งหมด ให้กรมสืบสวนคดีพิเศษ รัญญาที่ฟังอยู่อย่างสนใจถามว่า แน่ใจแค่ไหนว่ากรมนั้นจะไม่มีพวกมัน?
“ถูกต้อง ตอนนี้เราไม่รู้ว่าใครขาวใครดำ ผมถึงต้องรอความแน่ใจ เพราะอย่างที่บอก ว่าครั้งนี้ เราจะพลาดไม่ได้” อภิวัฒน์หันไปบอกภูวนัยหน้าเครียดว่า “พวกมันจะต้องชดใช้สิ่งที่พวกมันทำเร็วๆ นี้” ภูวนัยจึงสงบลง
ฝ่ายพรรณรายแม้จะรับปากภูวนัยว่าจะกลับไปดูแลครอบครัวเขาที่รีสอร์ต แต่ก็ยังหึงที่ไผ่พญายังอยู่ใกล้เขาและทำงานด้วยกัน จึงไปหาตะวันฉายขอให้
เขาเอาไผ่ออกไปจากชีวิตภูวนัยให้ที จะเอาไปไหนก็ได้ขออย่างเดียวอย่ากลับมาอีก
“แล้วทำไมผมต้องทำตามที่คุณบอกด้วย” ตะวัน-ฉายย้อนถามไม่พอใจนัก
“ก็ถ้านายยังไม่อยากให้นังไผ่ของนายโดนลูกหลงจากไอ้ภารกิจเสี่ยงตาย ที่พวกเขากำลังทำกันอยู่นายก็ควรเชื่อฉัน ถ้านายรักนังไผ่จริง ก็ต้องพาเธอไปเสีย”
ฟังแล้วตะวันฉายหน้าเครียดเป็นห่วงไผ่พญาขึ้นมา เขาหาทางหว่านล้อมไผ่ บอกว่าตนจะบินไปผ่าตัดที่อเมริกาและ “ผมอยากให้คุณไปกับผมด้วย” ทำเอาไผ่อึ้งเพราะไม่เคยคาดคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย
ooooooo
เมื่อตัดสินใจจะให้กรมสืบสวนคดีพิเศษช่วยงานนี้แล้ว อภิวัฒน์นัดพบกับพิเชษฐ์ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษที่อธิบดีให้มาคุยกับเขาแทนเพราะท่านติดงาน
“ท่านพิเชษฐ์คงรู้จักแม่เลี้ยงรัญญาใช่ไหมครับ” อภิวัฒน์คุยงานทันที พิเชษฐ์ชะงักไปนิดหนึ่ง บอกว่ารู้จักดี ถามว่าแม่เลี้ยงรัญญาทำไมหรือ “เธอเป็นพยานพร้อมกับหลักฐานที่จะเปิดโปงการคอรัปชันของข้าราชการผู้ใหญ่บางคน ผมอยากให้ท่านรับคดีนี้ไว้ในความดูแล”
“ถ้าอย่างนั้น...พวกคุณก็เป็นคนฆ่าไอ้โจอี้ใช่ไหม” พิเชษฐ์มองหน้า อภิวัฒน์ถามว่าเขารู้เรื่องโจอี้ด้วยหรือ “ผมว่าท่านกำลังเดือดร้อนแล้วล่ะ เพราะไอ้โจอี้ คือสายของเรา!”
อภิวัฒน์ถึงกับอึ้งสนิท! เขารีบกลับไปที่เซฟเฮาส์ที่ภูวนัยกำลังคุมตัวรัญญากับสมสุขซึ่งมีกำไลอิเล็กทรอนิกส์ใส่ที่ข้อเท้า เพื่อนำตัวไปเป็นพยานสำคัญเล่นงานวศิน สั่งยกเลิกแผนการทุกอย่าง ทุกคนพากันงงว่าเกิดอะไรขึ้นโดยเฉพาะภูวนัย
เมื่ออภิวัฒน์บอกว่าโจอี้เป็นสายของกรมสืบสวนคดีพิเศษ ทุกคนทั้งแปลกใจและตกใจ โดยเฉพาะรัญญากับสมสุข รัญญาบอกว่าไม่น่าเชื่อ ตนคลุกคลีกับโจอี้มานานก็ไม่เห็นว่าจะเป็นสายให้ใคร สมสุขแทรกขึ้นว่ามันก็เหมือนชาติกล้านั่นแหละ แล้วถามอภิวัฒน์ว่าจะทำอย่างไรต่อไป
“ตอนนี้กรมสืบสวนคดีพิเศษกำลังสั่งตรวจสอบองค์กรของเราอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเรากำลังทำ ต้องหยุดไว้ก่อน” สมสุขโวยทันทีว่าจะหยุดถึงเมื่อไหร่ “ฉันไม่สามารถตอบคำถามนายได้สมสุข...ตอนนี้ถ้าเราขยับอะไรอีก มันจะยิ่งยุ่งไปกันใหญ่”
“ที่ผมยอมอยู่กับท่านเพราะคิดว่าท่านน่าจะโค่นไอ้วศินได้ แล้วยังไง พอเรื่องเป็นแบบนี้ ผมว่าไม่นานไอ้วศินก็ต้องรู้เรื่องทุกอย่าง” สมสุขโวยต่อ รัญญาแทรกขึ้นทันทีว่าตนเห็นด้วยกับสมสุข หันไปเสนออภิวัฒน์ว่า
“ฉันว่าเราน่าจะรีบลงมือก่อนที่ทางโน้นจะเข้ามายุ่มย่ามมากกว่านี้ดีกว่า”
เป็นปัญหาที่ทำให้ทั้งอภิวัฒน์และภูวนัยต้องคิดหนัก
ooooooo
ระหว่างที่คุมตัวแม่เลี้ยงรัญญากับสมสุขกลับห้องพักนั่นเอง แม่เลี้ยงทำท่าหน้ามืดจะล้ม เซไปทางตำรวจที่คุมตัวมาและแอบฉกมือถือของตำรวจไป
พายัพอยู่กับวศินเอาเงินมาให้ตามที่รับปากไว้ วศินส่งเงินให้ซาหม่องโทร.เช็กกันว่าได้เงินครบแล้วใช่ไหม ฟังปลายสายแล้วบอกพายัพที่เงี่ยหูฟังอยู่ว่า ไม่มีอะไรผิดพลาด พายัพเสนอทันทีว่า เมื่อตนให้สิ่งที่วศินต้องการแล้ว ต่อไปก็ถึงคราวที่เขาต้องให้ตนบ้าง วศินมองหน้าถามว่า “ลื้อต้องการอะไร”
“ตอนนี้ผมกำลังสานต่อความฝันของสี่เสือที่จากไป คือการเป็นฮับยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน” วศินถามว่าจะให้ตนทำอะไร “แต่ก่อนที่ท่านต้องทำ ก็คือการไม่ทำอะไร แต่ผมว่า ตอนนี้ผมต้องการเครือข่ายและเพื่อนฝูงของท่านในแถบอาเซียนด้วย”
“อั๊วก็อยากช่วยหรอกนะ แต่มันก็มีเรื่องที่อั๊วยัง
ห่วงอยู่ เรื่องแม่เลี้ยงไง...อั๊วคงนอนไม่หลับถ้ามันยังอยู่”
ขณะที่ทั้งสองกำลังหยั่งเชิงและยื่นหมูยื่นแมวผลประโยชน์กันอยู่นั่นเอง ลูกน้องพายัพก็เข้ามารายงานว่า
“แม่เลี้ยงรัญญาโทร.มาครับพี่”
ทั้งวศินและพายัพมองหน้ากันขวับอย่างไม่อยากเชื่อว่าจะปะเหมาะอะไรกันได้ขนาดนี้!
พายัพรับสายแม่เลี้ยงรัญญา ทักถามกันเล็กน้อยแล้วเข้าเรื่องทันที ถามแม่เลี้ยงว่าโทร.มามีอะไรหรือ
“ฉันโทร.มาเรื่องคลิปที่พวกแกต้องการไง” แม่เลี้ยงทิ้งไพ่ตาย พายัพชะงักมองหน้าวศิน ก่อนถามกลับว่า
“แม่เลี้ยงต้องการอะไร”
ooooooo
เพราะภารกิจถูกยกเลิก ภูวนัยกลับมาที่ห้องไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและจะทำอย่างไรต่อไป ก็พอดีได้รับโทรศัพท์จากไผ่พญา เขามองหน้าจอลังเลที่จะรับ
รุ่งขึ้นขณะไผ่พญาไปยืนรออยู่ที่ริมน้ำตามที่นัด
ภูวนัยไว้ ครู่หนึ่งเสียงภูวนัยก็ถามขึ้นอย่างเย็นชาว่า
“มีเรื่องอะไร” พอเดินเข้ามาก็ถามน้ำเสียงประชดนิดๆ ว่า “แล้วคุณตะวันไม่มาด้วยรึไง”
“ฉันนัดนายออกมา...ก็แสดงว่าอยากคุยกับนาย ทำไมต้องถามถึงคนอื่นด้วย” ภูวนัยตัดบทว่าอยากคุยอะไรก็ว่ามา “เอ่อ...ฉันมาลานาย...คุณตะวันเขาชวนฉันไปอเมริกา แล้วเรื่องที่นายจะจัดการพวกนั้นเป็นยังไง”
ภูวนัยนิ่งไปเพราะไผ่ยังไม่รู้ว่าโครงการถูกระงับ ไผ่เห็นดังนั้นก็ทำทีพูดประชดว่าไม่น่าถามเลย เพราะตนไม่เกี่ยวอะไรด้วย แต่ภูวนัยก็บอกว่า “ไม่ต้องห่วง ฉันจัดการของฉันเองได้”
ท่าทีเย็นชาของภูวนัย ทำให้ไผ่ที่ตั้งใจจะมาบอก ความในใจของตนแก่เขา ก็เปลี่ยนใจเป็นอวยพรให้เขามีความสุขยิ้มเจื่อนๆ แล้วเดินผ่านไป พยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหล แต่พอเดินไปไม่กี่ก้าว ภูวนัยก็ถามขึ้นว่า
“แค่นี้เหรอ...เธอมาหาฉันแค่นี้ใช่ไหม” ไผ่ชะงัก ยิ่งต้องพยายามกลั้นน้ำตาที่จะทะลักออกมาสุดกำลัง “ก่อนที่เธอจะไป ขอถามแค่คำถามนึง”
“นายอยากรู้อะไร” ไผ่ใจเต้นไม่เป็นส่ำ
ไม่ทันที่ภูวนัยจะถาม เสียงมือถือเขาก็ดังขึ้น เขาดูหน้าจอแล้วรีบรับสาย ถามอย่างตกใจ
“ครับท่าน...ว่าไงนะครับ!!”
ไผ่ได้แต่มองภูวนัย อย่างสงสัยว่าเขาตกใจเรื่องอะไร
ooooooo
ภูวนัยกลับไปที่เซฟเฮาส์ทันที ตรงไปที่ห้องพักของแม่เลี้ยงรัญญา เจออภิวัฒน์อยู่กับตำรวจหลายคนที่กำลังหาหลักฐานอยู่
“แม่เลี้ยงหนีไปได้ยังไงครับท่าน” ภูวนัยเข้ามาพร้อมไผ่ มองสภาพอย่างไม่เชื่อสายตา
อภิวัฒน์บอกว่าแม่เลี้ยงขโมยปืนของตำรวจและบังคับให้เปิดประตู ตอนนี้ตนออกคำสั่งให้กระจายกำลังค้นหาแล้ว ไผ่ตั้งข้อสังเกตว่าแม่เลี้ยงจะหนีไปทำไมทั้งที่รู้ว่าข้างนอกอันตรายแค่ไหน
“สมสุขไงครับ ผมว่าสมสุขน่าจะรู้ว่าแม่เลี้ยงทำอย่างนี้ทำไม” ภูวนัยเอ่ยขึ้น อภิวัฒน์บอกว่ากำลังให้คนไปคุมตัวมาสอบอยู่ พูดไม่ทันขาดคำตำรวจก็เข้ามารายงานว่า สมสุขหนีไปแล้ว!
ที่ถนนเปลี่ยวแห่งหนึ่ง รัญญาออกมายืนโบกรถอยู่ริมถนน เมื่อรถจอดคนขับชะโงกมาถามว่ามีอะไรหรือ รัญญาบอกว่ารถตนเสียและขอความช่วยเหลือ ขณะคนขับชะโงกคุยกับรัญญานั่นเอง ประตูข้างเขาเปิดผัวะออก คนขับตกใจหันมอง เจอสมสุขเอาปืนจ่อสั่งเหี้ยมให้ลงจากรถ
“เฮ้ย...อะไรวะ” คนขับร้องไม่ทันสิ้นเสียง สมสุขก็ลั่นไกทันทีเลือดคนขับรถสาดกระเซ็นเต็มหน้าสมสุข
“จะบ้าเหรอเสี่ย เดี๋ยวตำรวจก็แห่กันมาหรอก” สมสุขพูดสีหน้าเรียบเฉยว่าขอทีเถอะเพราะอัดอั้นมานาน แม่เลี้ยงเร่งว่า “รีบไปเถอะ ก่อนที่พวกนั้นจะตามสัญญาณจากไอ้กำไลบ้าๆ ของเสี่ยมา”
ที่เซฟเฮาส์ของอภิวัฒน์ ทุกคนกำลังรอการตาม สัญญาณจากตำรวจที่ทำงานอยู่ ครู่หนึ่งตำรวจบอกว่าได้แล้ว ภูวนัยพรวดเข้ามาถามว่าสองคนนั้นอยู่ไหน พอรู้ว่า กำลังมุ่งหน้าไปทางมีนบุรี อภิวัฒน์สั่งตำรวจออกสกัดทุกเส้นทางทันที
“เดี๋ยวก่อนครับท่าน เท่าที่ผมดู สองคนนั้นอยู่บนรถ แล้วลักษณะการเคลื่อนตัวก็ไม่เหมือนคนกำลังหนี มันเหมือนคนที่ขับรถมีจุดหมายครับ” ภูวนัยทักท้วง ไผ่เอะใจว่า อาจจะนัดคนมาช่วยก็ได้ “ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ที่สำคัญ สองคนนั่นกำลังจะไปเจอใคร” ภูวนัยหน้าเครียดขึ้นทันที
ooooooo










