ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

ตะวันฉายในม่านเมฆ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

นิคกับเอวาแปลกใจที่ตะวันฉายตัดสาย สงสัยว่าจะโกรธที่พวกตนมาช้า แต่พยายามคิดเข้าข้างตัวเอง ว่า ปกติถ้าตะวันฉายโกรธต้องโวยวายด่าตรงๆ แต่นี่ตัดสายแสดงว่าคงติดธุระบางอย่าง หรืออาจจะเจอกับเมฆ แล้วคุยกันถูกคอก็เป็นได้

ในขณะที่เมฆเดินเข้าไปเยาะหยันตะวันฉายที่หลบอยู่หลังฉากว่า จะยอมไปดีๆหรือจะให้ใส่กุญแจมือออกไป หญิงสาวโกรธถอยชนโต๊ะ เห็นถ้วยน้ำแดงวางอยู่จึงคว้าขึ้นมา เมฆร้องลั่น รู้ว่าเธอจะสาดใส่ ถอยกรูดไปชนปลั๊กต่อสายไฟ เขายกมือปัดป้อง เธอสาดน้ำแดงใส่เสื้อสูทของเขา แล้วคว้าอีกแก้วตาม เมฆสะบัดมือโดนปลั๊กไฟ ดูดหัวฟู ตะวันฉายตกใจโยนถ้วยทิ้งแล้ววิ่งหนีออกไป ทีมงานกรูเข้ามาช่วยเมฆ...

จากนั้น ตะวันฉายก็โทร.บอกเอวากับนิคให้ไปเจอกันที่ร้านกาแฟแถวนั้น แล้วเล่าให้ฟังว่าตนจะโดนเมฆจับโยนจากเรือ ทั้งสองแทบช็อก

“เฮ้ย! นี่แกไปทะเลาะกับเจ้าของงานเลยเหรอ”

“ฉันไม่ได้ทะเลาะ นายนั่นต่างหาก รู้ไหมว่าเขาแกล้งฉันตั้งแต่พาแขกไปพักที่รีสอร์ทแล้ว ไม่คิดเล้ย ว่าจะซวยมาเจอที่นี่อีก แกสองคนก็เหมือนกัน ฉันว่าไม่ต้องไปเล่นดนตรีให้บริษัทนี้แล้ว บอกรุ่นพี่ของพวกแกไปเลยนะว่า อย่าร่วมงานกับพวกโรคจิต”

สองคนเครียดกุมขมับ ตะวันฉายถามว่าเป็นอะไรกัน นิคเสียงอ่อย “จะไปบอกรุ่นพี่ยังไงล่ะ ก็เจ้าของงานกับรุ่นพี่น่ะ คนเดียวกัน”

“จริงเหรอ...ต๊าย งั้นก็ถือว่าเป็นโชคของพวกแกเลยนะ ที่ฉันกระชากหน้ากากนายนั่นออกมา รู้แบบนี้แล้วจะไปเล่นดนตรีให้เขาอีกเหรอ” ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน “นิค...เอวา ฉันไม่นึกไม่ฝันเลยนะ ว่าแกสองคนจะเห็นคนอื่นดีกว่าเพื่อนที่คลานตามกันมา”

“ซัน...ใจเย็นๆก่อนนะ ฉันว่าต้องมีอะไรเข้าใจผิดกันแน่ๆ ปกติพี่เมฆเขาเป็นคนดีมากนะ”

“งั้นฉันก็ไม่ดีน่ะสิ”

นิคช่วยแก้ “ไม่ใช่ยังงั้นนะ เอางี้ ฉันว่าแกไปกับเราดีกว่า เข้าไปเคลียร์กับพี่เมฆให้รู้เรื่องไปเลย ไม่แน่นะ แกอาจจะได้เพื่อนที่ดีเพิ่มอีกคนก็ได้”

“นี่ยังคิดจะให้ฉันไปเจอไอ้ปากเป็ดนั่นอีกเหรอ... เอาเป็นว่าแกสองคนจะคบนายนั่นฉันไม่ว่า แต่ถ้าฉันอยู่ด้วยเมื่อไหร่ จะไม่มีการพูดถึงนายคนนั้นอีก ฉันขอแค่นี้แล้วกัน”

นิคกับเอวามองเพื่อนรักเดินงอนกลับไปอย่าง เสียดาย ที่เพื่อนดีๆทั้งสองไม่ถูกกันซะงั้น...ในขณะที่เมฆหาชุดสูทมาเปลี่ยนได้ทันก่อนงานจะเริ่ม เอวากับนิคเข้ามาเซตเครื่องดนตรี ฟังเมฆบ่นว่าตะวันฉาย โดยไม่รู้ว่าเธอเป็นเพื่อนพวกเขา แถมเมฆยังย้ำว่าตะวันฉายเป็นตัวโชคร้าย เจอที่ไหนมีแต่หายนะ เอวากับนิคกระซิบกัน ดีแล้วที่ไม่พาตะวันฉายมาเคลียร์ มีหวังตีกันตาย เอวาเอาผลไม้ที่ซื้อมาชวนเมฆกินให้อารมณ์ดีขึ้น แต่เมฆกลับคว้าถ้วยพริกกับเกลือมา

“นี่ใช่ป่าว ที่เขาใช้แช่งคน”

“อย่าบอกนะพี่ ว่าจะแช่งผู้หญิงคนนั้น” นิคขยาด

ไม่ทันที่จะโดนแช่ง ตะวันฉายก็เจอแต่เรื่อง ยืนรอรถแท็กซี่อยู่นาน ไม่มีคันไหนยอมไป แถมยังเดินสะดุดฟุตปาทเกือบล้ม หันมาก็ชนเสาป้ายบอกทาง...ด้านเมฆเปลี่ยนใจไม่แช่ง

“ไม่เอาดีกว่า ถ้าพี่ไปจองเวรจองกรรมยัยนั่น เดี๋ยวก็ต้องมาเจอกันอีก ขอให้วันนี้เป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตพี่ที่ต้องเจอยัยนี่เถอะ”

“ผมว่าเขาก็คงไม่อยากเจอพี่แล้วเหมือนกันครับ”

“รู้ได้ไง นายรู้จักเขาเหรอ”

“เอ่อ...ปะ...เปล่าครับ ผมก็เดาจากที่พี่เมฆเล่า”

“ใช่ค่ะ เอวาก็คิดเหมือนนายนิคนะ ต่อให้พี่เมฆกับซะ...เอ๊ย ผู้หญิงคนนั้น มีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ก็คงญาติดีกันไม่ได้แน่นอน”

“เอวา...ไปกันใหญ่แล้ว พี่กับยัยนั่นน่ะเหรอ จะมีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าพี่รู้ว่า เพื่อนพี่คนไหนเป็นเพื่อนยัยนั่นนะ พี่เลิกคบแน่นอน”

สองคนกลืนน้ำลายเอื๊อก ขนาดนั้นเชียว...พนักงานมาบอกว่าแขกขึ้นเรือเรียบร้อยแล้ว เมฆจึงออกไปรับแขก เอวากับนิคขึ้นเวที เมฆตามขึ้นมาร่วมบรรเลงเพลง บรรดาแขกทั้งไทยและเทศต่างปรบมือชื่นชอบ

ooooooo

กลับถึงบ้าน เมฆเอาสูทที่เปื้อนน้ำแดงแขวนอย่างหงุดหงิด บ่นว่าตะวันฉาย ถ้าซักไม่ออกจะไปเอา เรื่อง พลันเห็นกระดาษภาพวาดของหมอกวางอยู่บนโต๊ะ ก็ยิ้มปลื้มใจ เป็นภาพตัวเขาเล่นกีตาร์ มีลายมือตัวโย้เย้ว่า...คุณพ่อน่ารักที่สุดในโลก

เมฆมาที่ห้องหมอก เชอรี่เพิ่งกำราบหมอกให้นอน แต่พอเห็นเมฆ หมอกก็ลุกพรวดขึ้น เชอรี่เองก็ทำตาวิ้งๆ แต่เมฆไม่ทันสังเกต หมอกบอกเมฆว่าตนวาดภาพได้รางวัลที่หนึ่ง เขาชมว่าเก่ง หมอกอ้อนว่าตนเก่งเหมือนพ่อ เมฆชี้นิ้วร้อง ถูกต้องแล้วคร้าบ...หมอกขอให้เมฆนอนด้วย เพราะไม่อยากนอนกับเชอรี่ แต่เชอรี่ปรามอย่ากวนพ่อ เมฆยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วบอกลูกว่า จะอยู่ด้วยจนกว่าเขาจะ หลับ เมฆลงนอนกอดหมอก เชอรี่อมยิ้มมองสองพ่อลูกพลั้งปากว่า

“คืนนี้แม่...เอ๊ย ป้าขอไปนอนที่อื่นนะคะลูกหมอก”

เมฆรู้สึกขนลุก พอเห็นหมอกหลับแล้ว ก็เดินออกจากห้อง เชอรี่ยิ้มกรุ้มกริ่ม ปิดไฟเดินตามออกไป เมฆกำลังจะเข้าห้องตัวเอง เชอรี่ตามมาเรียกไว้อ้างว่ามีเรื่องจะปรึกษา เขาเข้าใจว่าเป็นเรื่องหมอก จึงหันมาตั้งใจฟัง กลับเห็นสายตาโลมเลียของเชอรี่ แถมขยับเสื้อให้ตกจากไหล่

“พี่สงสารที่คุณหมอกแกขาดแม่ค่ะ คุณเมฆน่าจะหาแม่ให้คุณหมอกนะคะ...คุณคิดยังไง”

“เอ่อ...เอ่อ...” เมฆสยอง รีบบอกว่าตนอยากอาเจียน แล้วรีบเข้าห้องปิดประตูล็อก

เชอรี่เคาะเรียกจะเข้าไปช่วยดูแล เคาะจนเหนื่อยเขาก็ไม่เปิด จึงกลับห้องอย่างหงุดหงิด

“กล่อมดีๆไม่ยอม ต่อไปนี้ต้องเจอปฏิบัติการถึงลูกถึงคน ถึงเนื้อถึงตัว...เผลอเจอจับ หลับเจอปล้ำ...ดูสิว่าจะทนเสน่ห์ยั่วยวนของเชอรี่ได้แค่ไหน” เชอรี่ยิ้มกับแผนการสุดยอดของตน

ooooooo

คืนนั้น ตะวันฉายไม่รู้จะไปไหน จึงมานั่งรอที่ล็อบบี้คอนโดฯของเอวา เมื่อนิคกับเอวากลับมาเจอ ก็ขยาดเกรงโดนเพื่อนด่าหูชาอีก แต่ผิดคาด ตะวันฉายแค่เหงา
ทั้งสามมานั่งกินอาหารแถวเยาวราช เอวากับนิคดีใจที่เพื่อนหายโกรธ ตะวันฉายถอนใจ

“ตอนแรกก็กะจะโกรธไปสักระยะหรอก แต่พรุ่งนี้ฉันต้องกลับแล้ว เลยไม่อยากแบกความทุกข์กลับรีสอร์ท”

“ไม่ต้องอ้างเลย จริงๆกลัวงอนนานแล้วพวกเราจะโกรธตอบใช่ไหมล่ะ” นิครู้ทัน

ตะวันฉายยิ้มแหะๆ เรื่องอะไรตนจะยอมเสียเพื่อนเพราะนายปากเป็ดนั่น เอวาดีใจโผกอดเพื่อน นิคนึกได้ถามทำไมต้องกลับ ไม่อยู่รอฟังผลประกวด กลับไปไม่กลัวพ่อเยาะเย้ยหรือ

“อุ๊ย...พ่อจะเอาอะไรมาเยาะ ผลยังไม่ออกก็เหมือนสงครามยังไม่จบ จะมานับศพคนตายได้ยังไง” ตะวันฉายลอยหน้าตอบอย่างมั่นใจ...

วันต่อมา เมื่อตะวันฉายกลับบ้านเล่าให้พ่อกับแม่ฟัง เกริกไกรก็หัวเราะลั่น “เห็นมั้ย พ่อบอกแล้วว่าจะไปทำไมให้เหนื่อย ยังไงลูกก็อยู่โรงพิมพ์ไม่เกินห้านาที เอ...ต่อไปพ่อควรจะทายผลการประกวดด้วยไหม”

“พ่ออ่ะ...คอยดูนะ ยิ่งพ่อพูดแบบนี้ ซันจะยิ่งต้องทำให้สำเร็จ” ตะวันฉายเดินงอนออกไป

เกริกไกรรู้ว่าลูกโกรธ แต่ยังส่งเสียงแหย่ให้ระหว่างรอผล ทำงานที่รีสอร์ทไปด้วยเดี๋ยวจะลืมเสียหมด สายรุ้งส่ายหน้า ตำหนิสามีควรเคารพลูกบ้าง เกริกไกรทำหน้างงๆ

“ตอนลูกยังไม่ได้เขียนงาน พ่อจะใช้วิธีกดดันแบบนี้แม่ก็ไม่ว่า แต่นี่ลูกอดตาหลับขับตานอน เขียนงานจนเสร็จส่งเขาไปแล้ว พ่อจะมากดดันลูกอีกทำไม คิดว่าลูกเราอยากตกรอบให้เยาะเล่นเหรอ...ตอนนี้งานมันหลุดมือลูกเราไปแล้ว มันเหนือการควบคุมของซัน ที่เราควรทำก็คือ ให้กำลังใจลูกไม่ดีกว่าเหรอคะ”

“ถูกของแม่...พ่อขอโทษนะ”

“ลูกน่าจะเป็นคนที่อยากฟังคำนี้จากพ่อมากกว่านะ”

เกริกไกรตามมาหาตะวันฉายเพื่อขอโทษ และขอเป็นกำลังใจช่วยลุ้นให้ผลงานเข้ารอบ

“ขอบคุณค่ะพ่อ ไม่ต้องห่วงนะคะพ่อ ลูกสาวคนสวยของพ่อคนนี้ไม่ทำให้พ่อผิดหวัง”

“ลูกหมายถึงเรื่องงานใช่ไหม เพราะเรื่องสวยน่ะ พ่อไม่หวังอยู่แล้ว”

ตะวันฉายงอนขึ้นมาอีก เกริกไกรลุกหนี เธอวิ่งไล่ตีพ่อ หยอกเย้ากันอย่างสนุกสนาน สายรุ้งยืนมองยิ้มๆ นี่แหละครอบครัวของฉัน

ooooooo

สิ่งที่เมฆหวาดหวั่นที่สุด คือการที่อิงฟ้า แม่ของหมอกมาทวงลูกคืน และแล้วในวันหนึ่ง เมฆก็ได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากเยอรมัน อิงฟ้าโทร.มาถามทุกข์สุข และพูดทำนองอยากกลับมาหา เขาตัดบทว่ามันจบไปนานแล้ว และวางสายทันที สั่งเลขาไม่รับโทรศัพท์อีก

ภาพในอดีตผุดขึ้นมา ครั้งยังเป็นนักศึกษา เมฆทำงานพิเศษเพื่อซื้อสร้อยทองคำขาวมามอบให้อิงฟ้า และสัญญาว่าเมื่อเรียนจบ ตนทำงานแล้ว จะซื้อจี้มาเพิ่มให้มันสมบูรณ์ อิงฟ้ารับสร้อยมาแต่กลับบอกเขาว่า เธอต้องการแต่งงานกับคนที่ดูแลเธอได้ทั้งชีวิต หมดเวลาป๊อปปี้เลิฟแล้ว เมฆติงว่าเราเป็นของกันและกันแล้ว แต่เธอขอให้คิดถึงอนาคต ขอเป็นเพื่อนกันดีกว่า

เมฆเจ็บช้ำยิ่งกว่านั้น เมื่อคนที่อิงฟ้าเลือกที่จะแต่งงานด้วย คือพี่ชายของเขาเอง แต่แล้วเธอก็ทิ้งพี่ชายเขา ไปมีสามีใหม่อยู่ต่างประเทศ...เมฆปัดเป่าความเครียดด้วยการทำงานมากขึ้น

ด้านอิงฟ้า พอได้มาอยู่กินกับเฮลมุท ก็รู้ว่าเขาเป็นมาเฟียค้ายาเสพติด และบังคับให้เธอส่งยา เธอจึงหาทางหนีจากเขา และคิดจะกลับเมืองไทย

ขณะเดียวกัน หน่วยปราบปรามยาเสพติดในประเทศไทย ได้มีสารวัตรหนุ่มไฟแรงเข้ามาประจำการคนใหม่ เขารายงานตัวว่า “ผม พันตำรวจตรียุทธการ มารายงานตัวครับผม”

ยุทธการได้ผู้ช่วยเป็นจ่าสม จ่าสมบอกว่าได้ยินชื่อเสียงของเขามานานแล้ว ตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นเป็นสารวัตร ทั้งเรื่องผลงาน เรื่องการทุ่มเททำงานแบบไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย

“เรื่องไม่ดีไม่เคยได้ยินบ้างเหรอจ่า”

“ถ้าเจ้านายสืบไม่เจอ แสดงว่าไม่มีครับ”

ยุทธการขำท่าทางของจ่าสม แล้วจ่าสมก็ถามอีกว่าเขามีแฟนหรือยัง ยุทธการสะท้อนใจตอบว่ายัง จ่าสมบอกว่าดี เพราะจากวันนี้เขาจะไม่มีเวลาให้แฟน สารวัตรคนก่อนก็เลิกกับเมีย ส่วนตน ทั้งเมียและลูกทิ้งไปหมด ยุทธการถอนใจ คิดถึงตะวันฉาย จึงโทร.ไปหา พอตะวันฉายรู้ว่าเขาได้เลื่อนตำแหน่ง ก็แสดงความยินดี และสัญญาว่า ถ้าเข้ากรุงเทพฯอีกเมื่อไหร่ จะเลี้ยงข้าว

ตั้งแต่วันที่ตะวันฉายกลับมา เธอก็ทุ่มเททำงานในรีสอร์ททุกอย่าง ตั้งแต่รับลูกค้า พาไปส่งห้องพัก ทำทะเบียนแขกเข้าพักส่งตำรวจ จนไปถึงทำรีพอร์ตรอบดึก เล่นเอาพนักงานยืนมองเฉยๆไม่ต้องทำอะไรกัน นี่ถ้าทำห้องเป็น ขัดห้องน้ำได้ เธอคงทำเองหมด...เกริกไกรกับสายรุ้งชักหวั่นใจว่าลูกสาวจะล้มเมื่อไหร่ สายรุ้งตำหนิสามีว่าให้กำลังใจลูกแบบไหน

เกริกไกรจึงตามเฝ้าดูลูก พอสบโอกาสก็เข้าไปแหย่ “ลูกสาว ซึมเป็นหมาหงอยเลยนะ ช่วงนี้นิยายของเราไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียกใช่มะ”

“ทำเป็นจิ๊กโก๋มุมตึกไปได้ นี่ตั้งใจมาดักเหน็บแนมกันใช่ไหมคะพ่อ”

เกริกไกรยิ้ม ปลอบว่าตนมาให้กำลังใจต่างหาก แล้วถามมีปัญหาอะไร ตะวันฉายตอบว่าผ่านมาเดือนหนึ่งแล้ว ยังไม่ติดต่อกลับเลย เกริกไกรจึงบอกลูกว่า เขาไม่ติดต่อมา เราก็ติดต่อไปเอง ตะวันฉายได้คิด ตัดสินใจโทร.ไปทั้งที่หวาดหวั่น

สายรุ้งกับเกริกไกรแอบลุ้น พลันเสียงตะวันฉายร้องกรี๊ดๆๆ...สองคนตกใจรีบวิ่งเข้ามาเห็นลูกสาวนอนหมดสติอยู่กับพื้น พอปฐมพยาบาลจนฟื้น ตะวันฉายร้องไห้โฮบอกว่าผลงานของตนตกรอบ สายรุ้งกอดปลอบลูก แม่ไม่อยากเชื่อว่าจะตกรอบ

“ถูกค่ะ ซันก็มั่นใจมากๆว่าซันเขียนดี พ่อกับแม่ก็เห็นแววของซันตั้งแต่เด็กไม่ใช่เหรอคะ ถ้าเป็นงานเขียน ซันกินขาดตั้งแต่จดหมายลาป่วย ยันประกวดเรียงความของโรงเรียน แล้วทำไมคราวนี้พลาด นี่มันนิยายเรื่องแรกในชีวิตซันเลยนะ” ตะวันฉายร้องไห้โฮขึ้นอีก

เกริกไกรปลอบลูกว่า ไม่ได้เป็นนักเขียนก็มาทำงานรีสอร์ทอย่างมีความสุขได้ แต่ตะวันฉายกลับยืนกรานว่า ตนขอลางานยาว ถ้าตนไม่ได้เป็นนักเขียนนิยาย จะไม่กลับมาบ้านอีกเลย...

ว่าแล้ว วันรุ่งขึ้นเธอก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปที่สำนักพิมพ์พราวฝัน ดึงดันจะขอพบ บก.จนโดน รปภ.หิ้วปีกออกไป เธอร้องไห้รำพันว่าตัวเองเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย อยากทำความฝันให้สำเร็จก่อนตาย รปภ.สะอื้นยอมให้เธอเข้าไปพบ บก.ได้ แต่นั่นกลับทำให้หัวใจตะวันฉายสลายเข้าไปใหญ่ เมื่อ บก.บอกว่า

“นิยายคุณไม่ผ่าน จริงๆเรื่องของคุณก็มีอะไรดีๆ อยู่เยอะ แต่ปัญหาติดอยู่ที่ว่า คุณไม่เคยมีแฟนใช่ไหม”

ตะวันฉายยิ้มแหยๆ “เอ่อ...ก็ ค่ะ แต่ว่ามันเกี่ยวอะไรกันล่ะคะ”

“ก็ความรักของพระนางของคุณ มันเป็นความรักที่ดูไม่จริง แล้วก็จับต้องไม่ได้...คุณเชื่อหรือว่านางเอกของคุณจะรักกับคนสวนได้ พี่คิดว่า ตัวคุณเองก็คงไม่ได้มีสเปกผู้ชายแบบนี้แน่ อ่านแล้วมันไม่รู้สึกเลย ความรักมันบางมากจนไม่เชื่อว่าจะมีการเสียสละชีวิตกันได้ พี่ขอแนะนำนะ ถ้าคุณเข้าใจความรักก็จะเข้าใจตัวละคร

ไม่ว่าพระนางของคุณจะต่างชนชั้นกันแค่ไหน ก็ทำให้เชื่อได้ ถ้าคุณเข้าใจความรัก เพราะการเข้าใจความรักก็จะทำให้คุณเข้าใจตัวละคร”

“เข้าใจความรักเหรอคะ...”

“ค่ะ...และถ้าคุณยังไม่มี ก็คงต้องออกไปตามหาแล้วล่ะค่ะ ถ้าเจอมัน ทำความเข้าใจกับมัน แล้วกลับมาหาพี่นะคะ”  บก.ยิ้มกุมมือตะวันฉาย “พี่ลืมไปอย่าง ที่คุณบอกว่าเป็นมะเร็ง พี่ขอให้คุณเข้มแข็งไว้นะคะ พี่เป็นกำลังใจให้”

“หนูขี้เกียจเป็นมะเร็งแล้วค่ะ หนูขอตายเลยดีกว่า” ตะวันฉายเดินน้ำตาไหลกลับออกมาจากสำนักพิมพ์ หยิบมือถือมาโทร.หาเอวาพูดเป็นนัยๆว่า ถ้าตนตาย จะคิดถึงตนไหม

เอวาตกใจ เกรงตะวันฉายคิดสั้น รีบชวนนิคออกตามหา เอวาขับรถมาถึงบนสะพาน เห็นตะวันฉายกำลังปีนราวสะพาน ก็รีบจอดรถพากันวิ่งมาฉุดเพื่อนล้มกลิ้งกันไปทั้งสามคน เอวากับนิครุมด่าว่าตะวันฉายทำอะไรโง่ๆ แพ้ครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าแพ้ตลอดชีวิต อย่าตัดโอกาสตัวเอง ไปเรียนเพิ่มเติม ฝึกฝนเอาก็ได้ ไม่เห็นต้องฆ่าตัว

เอวาเตือนสติ “คิดถึงพ่อแม่แกด้วยนะ”

“ไหนจะกิจการของแกอีก คนอื่นที่เขามีน้อยกว่า เขายังไม่อ่อนแอแบบนี้เลย”

“โอ๊ย...หยุดก่อน...ฉันไม่ได้จะฆ่าตัวตาย ฉันจะปีนขึ้นไปตะโกนระบายความเก็บกดแบบพวกนางเอกหนังไง นี่จะทำให้ดู...โว้ยยยยย...”

ระหว่างนั้นมีคนเดินผ่านมา ตกใจตวาดใส่ “เฮ้ย...จะบ้าเหรอน้อง”

เอวากับนิครีบเดินหนีกลับไปที่รถ ตะวันฉายหันมาเห็นรีบวิ่งตาม เกือบขึ้นรถไม่ทัน

ooooooo

ทั้งเอวาและนิคยังโกรธไม่หาย ตะวันฉายง้อเพื่อนด้วยการซื้อไอศกรีมแจก และเล่าถึงคำพูดของ บก.ให้ฟัง เอวาแนะว่าไม่ยากก็แค่หาแฟน นิคกระเซ้าตั้งแต่เรียนไม่เห็นใครจีบติด

“ก็ฉันไม่ได้เลือกแบบสุ่มสี่สุ่มห้านี่ สเปกคนจะมาเป็นแฟนฉันมันต้องหล่อ หน้าที่การงานดี นิสัยดี เป็นสุภาพบุรุษ ชาติตระกูลเริด อารมณ์ขันเล็กน้อย รักครอบครัว รักษ์โลก มีเมตตา มีความรู้คู่ปัญญา รักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี ถ้าไม่ได้แบบนี้ก็ไม่เอา”

“นี่มันเอาคำขวัญวันเด็กมาเป็นสเปกเหรอวะ” นิคเอือม

“อะไรที่เป็นข้อดีฉันเอาหมดแหละ เพราะฉันคู่ควรกับคนดี”

“แล้วไอ้คนดีของแกเนี่ย จะไปหาที่ไหน” เอวาอยากรู้

“อ๋อ...ก็พี่ยุทธการของแกไงไอ้ซัน บร๊ะเจ้าโจ๊ก คนนี้ดีอย่างเทพเลย”

เอวาสะเทือนใจเล็กน้อย ตะวันฉายเบ้หน้า เพราะตนเห็นเขาเป็นพี่ชายมาตลอด ลองคิดดูว่าถ้าตนเลือกเขา จะทานข้าวด้วยกันที ก็ถูกเรียกตัวไปจับผู้ร้าย การที่ตนจะได้ทานข้าวกับเขาคงต้องนั่งทานท่ามกลางดงกระสุน คิดแล้วรู้สึกเสี่ยงเกินไป

“โอย ไม่ไหวๆ นอกจากจะขาดอารมณ์ขันแล้ว ยังเสี่ยงเกิ๊น”

“ทำไมอ่ะ ฉันว่าพี่ยุทธเขาดูเหมือนจะชอบแกนะ”

“ไม่ใช่แค่ชอบนะ เพิ่งจะขอฉันเป็นแฟนด้วย แต่ฉันไม่เอาหรอก พี่ยุทธเหมือนพี่ชายฉันมาตั้งแต่เด็ก ยังไงก็คิดเป็นอื่นไม่ได้”

“งั้นก็ไม่ต้องหาแล้ว ฉันว่าแกเปลี่ยนจากนิยายไปเขียนสารคดีแทนแล้วกัน เพราะผู้ชายที่แกอยากได้น่ะ มันไม่มีอยู่จริงหรอก”

“มีสิ ทำไมจะไม่มี เขาชอบฉันมากด้วย” ตะวันฉายอมยิ้มเขินๆ

ทั้งนิคและเอวามองเพื่อนเขม็ง ต่างพากันโกรธที่มีความลับ ตะวันฉายจำต้องเล่าอดีตให้ฟัง...ครั้งที่ตนอยู่ปีหนึ่งเข้าชมรมดนตรีแล้วได้รู้จักเอวากับนิค อยู่ได้สอง วันก็ลาออก ที่ตนออกเพราะไปเข้าชมรมถ่ายภาพ ตนได้พบรุ่นพี่คนหนึ่ง ชื่อธีรภพ อยู่ปีสี่คณะบัญชี และยังเป็นกรรมการชมรม ตอนปิดเทอมก็ได้ออกค่ายด้วยกัน มีครั้งหนึ่ง ตนเห็นผีเสื้อสวย จึงเข้าไปดูใกล้ๆแต่กลายเป็นทำให้ผีเสื้อบินหนี ปรากฏว่าธีรภพกำลังจับภาพผีเสื้อตัวนั้น

“อ้าว เฮ้ย...ซัน”

“พี่ธี...แอบถ่ายซันเหรอคะ”

“เปล่า พี่จะถ่ายผีเสื้อ ตัวที่ซันจะจับน่ะครับ”

“อ้าว ขอโทษค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ มาดูนี่สิ” ธีรภพให้ดูภาพที่ถ่ายได้เป็นท่าตลกๆของตะวันฉายกำลังตะครุบผีเสื้อ “น่า เอาไปขยายติดที่ชมรมเนอะ”

“โหย พี่ธีอ่ะ น่าเกลียดจะตาย”

“ใครว่า น่ารักออก ธรรมชาติสุดๆเลย พี่ชอบมากกว่าภาพผีเสื้ออีก”

ตะวันฉายเขิน มั่นใจว่าธีรภพแอบถ่ายตัวเอง... นิคกับเอวาฟังแล้วอดถามไม่ได้ว่า คิดไปเองหรือเปล่า ตะวันฉายโวยให้ฟังต่อให้จบ เพราะหลังจากนั้น ระหว่างที่นั่งรถกลับ ธีรภพนั่งเขียนอะไรอยู่ ทันใด มีคนในรถเป็นลม เขารีบลุกไปดู ชนเข้ากับตน หนังสือหล่น ตนจึงเก็บไว้ให้ เป็นหนังสือคู่มือใช้เลนส์ ตนเปิดดูเห็นหน้าที่มีกระดาษและปากกาสอดอยู่ ดึงขึ้นมาอ่านข้อความว่า... อิงแอบแนบอิงฟ้า รักทาบทาอาบหัวใจ แสงอาทิตย์เรืองรำไพ ล้อมดวงใจ เราสองคน...ผมคงได้แค่ฝัน ที่จะเป็นคนได้ดูแลคุณตลอดไป...ธี

ตะวันฉายบอกเอวากับนิคว่า ไม่ต้องถามก็รู้ว่าหมายถึงตน เพราะแสงอาทิตย์คือตะวัน เรืองรำไพหมายถึงฉายแสง รวมกันก็คือตะวันฉาย...เอวาฟังดูแหม่งๆ ทำไมหลังจากนั้นพี่เขาถึงหายตัวไป ตะวันฉายหน้าเจื่อนลง เพราะกลับมาถึงกรุงเทพฯ ตนลืมคืนหนังสือให้เขา พอเปิดเทอมก็รู้ว่า พี่เขาได้ทุนไปฝึกงานต่างประเทศ ขนาดวันรับปริญญาเขาก็ไม่กลับมา ตนสืบหาตามเฟซบุ๊ก อินสตาแกรมก็ไม่มี เวลาชมรมมีงานสังสรรค์ เขาก็ไม่เคยไปเลย

แต่พอเอวากับนิครู้ว่า เขาชื่อธีรภพ พิพัฒนพงษ์– สกุล ต่างก็ตกใจ ไม่กล้าบอกตะวันฉายว่านามสกุลเดียวกับเมฆ ตะวันฉายนั่งเศร้า เอวาดึงนิคมากระซิบว่าน่าให้ตะวันฉายไปถามเมฆเอง

“แกจะบ้าเหรอ แกก็รู้นี่ว่า...”

“อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด นี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้ไอ้ซันมันได้รู้เรื่องพี่ธี” เอวาสวน

สองคนมองไปที่ตะวันฉาย อยากให้เพื่อนได้สมหวังเสียที

ooooooo

และแล้วในคืนนั้น หลังจากเอาหมอกเข้านอนเรียบร้อย เชอรี่วางแผนให้เก่งไปนอน อาสาจะรอเปิดประตูให้เมฆเอง เธอสับคัตเอาต์ไฟบ้านลง พอเมฆกลับมาก็แปลกใจรีบขึ้นไปดูหมอกในห้อง เห็นว่าหลับแล้ว ก็ใช้ไฟฉายส่องทางจะลงไปดูคัตเอาต์ แต่เชอรี่มาเกาะอ้างว่ากลัว

เชอรี่กอดเมฆพยายามดึงเขาเข้าห้อง พรุ่งนี้ค่อยไปดูคัตเอาต์ เขาจึงสะบัดเธอออก แต่เธอพลาดกลิ้งตกบันได เชอรี่โกรธมากที่เมฆไม่ตอบสนองความต้องการของเธอ จึงขอลาออก

เช้าขึ้น พอหมอกรู้ว่าเชอรี่ลาออกไปแล้วก็ดีใจกระโดดโลดเต้นใหญ่ เมฆต้องออกไปทำงาน หมอกร้องตาม เก่งพยายามปลอบให้อยู่บ้านกับตน แต่ก็เอาไม่อยู่ เมฆจำต้องพาหมอกไปที่ทำงานด้วย ตลอดจนมาถึงที่ผับ หมอกซนมากวิ่งเล่นจนเมฆไม่อาจขึ้นไปร้องเพลงได้...

เอวากับนิคพาตะวันฉายมาจอดรถหน้าผับ โทร.เข้าไปตามเมฆออกมาทานอะไรกันข้างนอก ตะวันฉายแปลกใจ เกี่ยวอะไรกับเมฆ ไม่ทันไร เมฆเดินออกมา ตะวันฉายรีบหลบหลังเบาะ เขามาบอกว่าไม่หิวและต้องดูแลหมอก เมฆเดินกลับไป ตะวันฉายโผล่ออกมาโวยเพื่อนให้เคลียร์ด่วน

“พี่เมฆเขาจบดุริยางคศิลป์จากเชียงใหม่ ตอนที่เราสองคนไปสมัครเล่นที่ผับ เขาก็เดี่ยวกีตาร์คลาสสิกอยู่ก่อนแล้ว พี่เจ้าของผับเลยให้ลองรวมวงกัน เลยรู้จักพี่เขาตั้งแต่นั้นมา”

“ขอโทษนะ ฉันไม่ได้อยากรู้ประวัตินายปากเป็ด ที่ฉันอยากรู้คือพี่ธี ตกลงฉันจะได้เจอพี่ธีเมื่อไหร่”

“ก็ขึ้นอยู่กับพี่เมฆ เพราะเท่าที่รู้ เขาเป็นพี่น้องกัน” เอวาเสียงอ่อย

ตะวันฉายตกตะลึง เอวาบอกว่า บริษัทแทรเวล ที คือชื่อของพี่ชาย ที่เมฆดูแลแทน แต่เขาไม่เคยบอกว่าพี่ไปทำอะไรอยู่ที่ไหน ตะวันฉายกุมขมับ คงหมดหวังกับความรักครั้งแรกเสียแล้ว

ทันใด เมฆโทร.มาบอกเอวาว่า ต้องพาหมอกกลับบ้านเพราะดื้อมาก คืนนี้คงไม่ขึ้นแสดง เอวาถามถึงพี่เลี้ยง พอรู้ว่าลาออกไปแล้วจึงเสนอจะให้เพื่อนดูแลในคืนนี้ ตะวันฉายตาเหลือกไม่ยอม แต่พอเอวาบอกว่าจะได้ถือโอกาสสอบถามกับเด็กดู เธอจึงยอม

เอวาหาทางพาหมอกมาให้ตะวันฉายดูแลที่ร้านกาแฟ จะได้ไม่ต้องเจอหน้ากัน โดยอ้างกับเมฆว่า เพื่อนเป็นเจ้าของร้านกาแฟใกล้ๆที่นี่...หมอกอาละวาดเล่นเลอะเทอะไปทั้งร้าน ตะวันฉายทั้งขู่ทั้งปลอบ แต่เธอก็รู้สึกเอ็นดูหมอก แม้ต้องจ่ายค่าเสียหายให้ทางร้านไปครึ่งหมื่น...หลังเสร็จการแสดง เมฆจะไปรับหมอกกลับ เอวากับนิครีบกันบอกว่าจะรับหมอกกลับมาให้เอง

“ที่จริงพี่เมฆเขาก็แค่อยากขอบคุณที่แกเลี้ยงหมอกให้ แกน่าจะถือโอกาสนี้ปรับความเข้าใจกันเลย” เอวาแนะนำตะวันฉายเพราะเห็นว่าไม่ได้เรื่องอะไรจากหมอกเลย

แต่ตะวันฉายไม่ยอมญาติดีกับเมฆ เธอพร้อมจะดูแลหมอกให้อีกเพราะรู้สึกถูกชะตาด้วย เมฆเสียดายไม่ได้ขอบใจเพื่อนเอวาที่ดูแลลูกให้ นิคถามว่าวันอื่นจะทำอย่างไร เมฆส่ายหน้า คงต้องกระเตงกันไปก่อน เอวาเสนอให้ฝากเพื่อนตนเลี้ยงต่อไป เมฆลังเลแต่เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรจึงขอให้เอวาพาเพื่อนมาคุยกัน นิคหน้าเหวอกับความคิดนี้เพราะมันคงยาก

พอตะวันฉายรู้ก็โวย “นี่...เกิดฉันไปอยู่ใกล้นายนั่นแล้วมันฆ่าฉัน พวกแกจะรับผิดชอบไหวไหม”

“ฉันกลัวแกจะฆ่าพี่เมฆซะละมากกว่า ข่าวว่าทำเขาเจ็บไปหลายดอกแล้ว” นิคสัพยอก

เอวาอ่อนใจจะบอกยกเลิกกับเมฆ แต่ตะวันฉายวาดฝันว่าตนจะต้องเจอกับธีรภพให้ได้...วันรุ่งขึ้น ตะวันฉายเสิร์ชหาเบอร์บริษัทแทรเวล ที เพื่อโทร.เข้าไปขอพูดกับธีรภพ แล้วต้องงุนงงที่พนักงานไม่มีใครรู้เรื่องหรือเคยเห็นธีรภพ รู้แต่ว่าเป็นเจ้าของบริษัทที่ให้เมฆบริหาร ขนาดคนเก่าคนแก่ที่ทำงานมาห้าปียังไม่มีใครเคยเห็น ตะวันฉายตัดสินใจจะปลอมตัวไปเป็นพี่เลี้ยงหมอกเพื่อสืบเรื่องนี้ให้ได้

“โหย...ดีเลย รับรองแกจะต้องเปลี่ยนความคิดกับพี่เมฆ พี่ชายใจดีของพวกเรา เดี๋ยวฉันโทร.บอกนะ” เอวาเชื่อมั่น แต่ก็หนักใจเรื่องปลอมตัว ถ้าเมฆจับได้จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่

“แล้วพวกแกไม่คิดเหรอว่าถ้าฉันไปแบบนี้ นายนั่นที่ไม่ชอบหน้าฉันอยู่แล้ว จะได้ความจริง ขนาดพวกแกเป็นเพื่อนสนิท นายนั่นยังไม่ปริปากบอกอะไร แล้วอย่างฉันคงบอกหรอก”

ทั้งสองชักเห็นจริง...สามคนมาเดินห้างสรรพสินค้า ตะวันฉายเลือกซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ปลอมตัว พวกวิกผม เสื้อผ้า แว่น และหมวก เผอิญยุทธการมาเห็น แกล้งโทร.หา ต่อว่าไม่มาเลี้ยงข้าวตนเสียที ตะวันฉายโกหกว่ายังทำงานยุ่งอยู่ที่เกาะ ยุทธการน้อยใจ
“พี่นึกว่าซันอยู่ที่ห้าง”

ตะวันฉายหน้าเจื่อนหันหลังไปมอง เห็นยุทธการยืนอยู่ก็ยิ้มแหยๆทั้งสามยกมือไหว้

เอวากับนิคแยกกลับมาก่อน ท่าทางเอวาซึมไปจนนิคสงสัย แต่เธอก็กลบเกลื่อนว่าไม่ได้เป็นอะไร...ด้านตะวันฉายต้องขอโทษขอโพยยุทธการที่โกหก

“พี่ไม่ได้โกรธที่ซันโกหกหรอก พี่เองก็ผิดที่ใช้วิธีนี้ลองใจซัน แต่พี่อยากรู้ว่าทำไมซันมากรุงเทพฯแล้วไม่โทร.หาพี่บ้าง เราสัญญากันแล้วนี่”

“เอ่อ...ก็ซันกะว่ามาทำธุระแป๊บเดียว เลยไม่อยากกวนพี่ยุทธ”

“แม้แต่จะโทร.มาทักทายก็ไม่ได้เหรอ...ซัน พี่รู้ว่าซันยังไม่รู้สึกกับพี่อย่างที่พี่รู้สึกกับซัน แต่พี่ไม่ได้เร่งรัดนะ พี่ยินดีที่จะรอวันที่ซันพร้อม แต่ซันให้โอกาสพี่ได้ดูแลซันบ้างนะ พี่ขอร้อง”

ตะวันฉายรับปากหน้าเจื่อนๆ เท่านี้ยุทธการก็รู้สึกดีใจแล้ว

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“น้ำผึ้ง” ปลุกหลอนคืนชีพ “ปอบผีเจ้า”

“น้ำผึ้ง” ปลุกหลอนคืนชีพ “ปอบผีเจ้า”
29 ก.พ. 2563
06:45 น.