ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายรณพีร์

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เพียงขวัญมองหาประณตแล้วเดินลิ่วไป ถูกชายพีร์วิ่งมาดักหน้า พูดจริงจังแต่น้ำเสียงเว้าวอน

“ผมเป็นทหาร เป็นนักบิน ไม่มีใครรู้จักความกลัวเท่ากับทหารที่พร้อมตายทุกเมื่อเพื่อชาติ! คุณกลัวความรักถึงขนาดบอกกับตัวเองว่า จะไม่มีคู่รัก จะไม่แต่งงาน...ชีวิตที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอะไร ก็เหมือนคนตายไปแล้ว”

“ความกลัวช่วยปกป้องชีวิตเรา สอนให้เราระวัง ใครๆก็รู้จักกลัว เวลามีฝนฟ้าคะนองตอนที่บินอยู่ คุณไม่กลัวงั้นรึ”

“รู้ไหม ท้องฟ้าสวยที่สุดตอนไหน ตอนที่คุณบินฝ่าเมฆฝนไปถึงตรงที่ฟ้าเจิดจ้า เวลาที่เราเอาชนะความกลัวได้ เราจะมีความสุข มีความภาคภูมิใจในตัวเอง”

“ฉันเกิดมาเป็นคนแบบนี้ มีครอบครัวอย่างที่คุณเห็น คุณพีร์คะ เรายืนอยู่คนละแห่งที่ คุณไม่ใช่ฉัน คุณจะมาคิดมาตัดสินฉันไม่ได้ค่ะ”

“อย่ากลัวที่จะรักเลยครับ ความรักเป็นสิ่งสวยงาม จรรโลงโลก คิดดูสิ ถ้าพ่อแม่คุณไม่รักกัน โลกนี้ก็ไม่มีคนสวยอย่างคุณมาประดับโลก”

“โลกมีของสวยๆงามๆตามธรรมชาติอยู่เยอะแล้ว ดอกไม้ ผีเสื้อ แม่น้ำลำธาร...”

“บางที ธรรมชาติก็โหดร้ายกับเรานะครับ แต่ความรักทำให้เรามีความสุขเสมอ”

“เป็นทุกข์เสมอต่างหาก ฉันจะไม่เอาชีวิตไปติดบ่วงทุกข์เพราะความรักอีก” เพียงขวัญหน้าตาจริงจังอย่างยึดมั่นในสิ่งที่พูด จนรณพีร์ที่อุตส่าห์หว่านล้อมจนเหนื่อย แต่ไม่ได้ผลอะไรเลย ถอนใจบอกกับตัวเองว่า ผู้หญิงคนนี้มีอะไรมากมายที่เข้าถึงยากจริงๆ

เพียงขวัญบอกชายพีร์ที่ตามเว้าวอนว่าเดี๋ยวพวกตนกลับบ้านเองได้ไม่ต้องห่วง ชายพีร์จึงหันไปบอกประณตว่า ถ้าอยากเป็นนักบินต้องไม่หนีโรงเรียน ต้องสอบได้ที่หนึ่ง ถามว่าทำได้ไหม ประณตทำเสียงสยองว่าต้องสอบได้ที่หนึ่งเลยหรือ

“เมื่อก่อนอาจจะยากเพราะเราไม่รู้จะเรียนไปทำไม แต่ตอนนี้มีจุดหมายแล้ว ก็จะง่ายขึ้น คุณประณตฉลาดจะตาย”

“เอาก็เอา ลองดูซักตั้ง” ประณตฮึดสู้ เล่าว่าวันนี้จ่าละไมสอนการใช้จ๊อยสติ๊กแล้ว คราวหน้าจะมาเรียนอีก เพียงขวัญขัดขึ้นว่าไม่มีคราวหน้า เราจะไม่รบกวนคุณพีร์อีก พอเห็นประณตตกใจก็ลดเสียงลงว่า

“วันนี้พอแค่นี้เถอะประณต เอาไว้สอบเป็นนักบินได้เมื่อไหร่ค่อยมาที่นี่ใหม่ ไปเถอะลุงเขารอนานแล้ว” เพียงขวัญอ้างลุงข้างบ้านที่จะกลับพร้อมกัน แล้วจูงประณตไปเลย

“เพียงขวัญ...” ชายพีร์ครางออกมาเสียงแผ่วหาย ไปในลำคอ

ooooooo

ที่ห้องใต้โดมวังจุฑาเทพ ชายใหญ่ธราธร ชายภัทร กรองแก้ว และระวีรำไพหรือมะปราง พี่น้องสองคู่ กำลังดูรูปและจดหมายของเจ้าหลวงและเจ้าหญิงแห่งเวียงพูคำกันอยู่

กรองแก้วเอ่ยอย่างชื่นชมว่าเจ้าหลวงกับเจ้าหญิงทรงงานหนักเพื่อประชาชนจริงๆ มะปรางเสริมว่า นายพลเซกองถูกจับติดคุกหลวงไปแล้ว สงครามยุติแล้วคงได้พัฒนาประเทศจริงๆเสียที แต่ชายใหญ่ติงว่า

“ไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิ เจ้าวีระวงศ์ เจ้าหลวงหุ่นเชิดที่นายพลเซกองเคยหนุนหลัง ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ยุยงชนกลุ่มน้อยแถวชายแดนตั้งเป็นค่ายทหารสะสมกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ จดหมายของชายเล็กยืนยันมาอย่างนั้น” พลางหยิบจดหมายดู

“เวลานี้ ผู้การสั่งชายพีร์กับเพื่อนทหารฝึกบินเพื่อ เตรียมความพร้อม เพราะชายแดนตึงเครียด” ชายภัทรบอก

ชายใหญ่พูดอย่างสบายใจว่า ถึงชายพีร์จะฝึกหนักแต่กำลังใจคงดี เพราะเห็นมั่นใจว่าสาวจะยอมใจอ่อนแล้ว

กรองแก้วบ่นอยากเห็นหน้าสาวของชายพีร์เพราะเคยเห็นแต่ในหนังสือพิมพ์สวยดีและเป็นดาราดาวรุ่งเสียด้วย กรองแก้วพูดไม่ทันขาดคำ ชายพีร์ก็เดินเซ็งเข้ามา พอทิ้งตัวลงนั่งก็พูดอย่างหมดอาลัยว่า รสชาติของการถูกปฏิเสธนี่มันเจ็บปวดจริงๆบอกว่าตนอกหัก แล้วเอาหน้าซบกับต้นแขนตัวเองคร่ำครวญกับพี่ๆที่ต่างอึ้งอย่างไม่อยากเชื่อ

ooooooo

ที่กองถ่าย วันนี้จันทน์กะพ้อไปทำอาหารให้เพียงขวัญกิน เจ็บใจที่วันก่อนเพื่อนรักถูกแม่ครัวแกล้งเอาข้าวบูดให้กิน

ขณะนั้นเองอัทธ์หิ้วถุงอาหารมามากมายบอกว่าเอามาให้ทั้งสองกินแต่ไม่รู้ว่าชอบกินอะไร เลยซื้อมาหลายๆอย่าง

จันทน์กะพ้อพูดติดตลกว่าเพียงขวัญชอบกินผลไม้มากตามประสานางเอก ส่วนตนกินข้าวเยอะๆกับน้อยๆจะได้มีแรงช่วยพ่อทำค่ายมวย อัทธ์ถามทึ่งว่าบ้านเธอเป็นค่ายมวยหรือ

“ค่าย ป.ปากเกร็ด ไปถามคนแถวนั้น ใครๆก็รู้จัก ชื่อพ่อฉัน ป.มาจากปุ้มปุ้ย” พูดแล้วหัวเราะฮ่าๆๆเล่าไปขำไปว่า “คิดดูเป็นนักมวยชื่อปุ้มปุ้ย ตอนหลังเลยเปลี่ยนเป็นปัญญา เผื่อมันจะดีขึ้นมาบ้าง”

อัทธ์ฟังแล้วหัวเราะขำๆทีแรกจันทน์กะพ้อก็หัวเราะด้วย แต่แล้วก็หยุดกึกทำหน้าเอาเรื่องถามว่าหัวเราะพ่อตนหรือ ทำเอาอัทธ์ตกใจหน้าจ๋อย แต่จันทน์กะพ้อกลับหัวเราะร่าออกมาอีก หยอกเขาว่าพูดแค่นี้ถึงกับหน้าซีดเลย แล้วขอบใจสำหรับของที่ซื้อมาฝาก อัทธ์ทำหน้าไม่ถูกแต่ก็เห็นถึงความร่าเริงน่ารักของจันทน์กะพ้อ พูดยิ้มๆว่า

“คุณนี่ไม่เหมือนผู้หญิงที่ผมเคยรู้จัก คุยด้วยแล้วสบายใจดีนะครับ”

จันทน์กะพ้อไม่สนใจ ค้นดูข้าวของที่อัทธ์ซื้อมาอย่างสนใจกว่า และเมื่อพาอัทธ์ไปหาเพียงขวัญที่นั่งพักอยู่ริมน้ำตก คนขับรถเอาช่อกุหลาบแดงมาให้ บงกชมองอัทธ์พูดแขวะเพียงขวัญว่าผู้ชายมาหาอีกแล้ว จันทน์กะพ้อได้ยินเลยพูดเสียงดังรับสมอ้างว่าอัทธ์มาหาตนเพื่อปกป้องเพียงขวัญ อัทธ์ฉุกคิดได้เลยเอาช่อกุหลาบยื่นให้จันทน์กะพ้อเสียเลย

“ต้องเอามาให้จริงๆด้วยหรือ” จันทน์กะพ้อทำหน้าเหมือนท้องผูก อัทธ์ยืนยันว่าให้เธอ พอรับไปจันทน์กะพ้อก็พูดเหมือนจะจับไข้ว่า “ครั่นเนื้อครั่นตัวไงไม่รู้ ดูสภาพฉันสิ หน้าอย่างฉันถือช่อกุหลาบเข้าซอยบ้าน หมาคงเห่ากันเกรียว”

อัทธ์หัวเราะขำๆมองเธอด้วยแววตาที่พอใจมากขึ้นทุกที...

ooooooo

ที่จริง อัทธ์ต้องการมาปรับความเข้าใจกับเพียง-ขวัญว่าตนไม่ได้บอกพ่อเรื่องมาพบเธอ เพียงขวัญบอกว่าตนเข้าใจแต่พออัทธ์พูดว่าเห็นพ่อไปคุยกับแม่เธอด้วย เพียงขวัญก็หน้าตึงทันที

“แม่ร้องไห้ใหญ่ เขาทำให้แม่ร้องไห้มาตลอด เขาควรจะรู้ตัว แล้วออกไปจากชีวิตพวกเราเสีย”

“แม่พี่เสียไปแล้ว คงไม่ผิดอะไรที่คุณพ่อจะมาดูแลแม่นภากับขวัญ”

“ถ้าคิดอย่างนี้ เราก็ไม่มีอะไรพูดกัน ขวัญกับแม่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น” พูดแล้วลุกไปเลย อัทธ์รีบขอโทษ สัญญาว่าจะไม่พูดอะไรแบบนี้อีก “คุณต้องทำงานขึ้นล่องเชียงใหม่กับพระนครรีบกลับไปเถอะค่ะ”

“คราวหน้าอนุญาตให้พี่มาหาอีกนะคะ พี่เกิดมาตัวคนเดียวไม่มีพี่น้อง พี่อยากมีน้องสาวจริงๆเรื่องอะไรที่น้องไม่ชอบพี่จะไม่ทำ ขออย่างเดียวอย่าไล่พี่ไปไหนอีกนะคะ” อัทธ์ขอร้อง พอเพียงขวัญพยักหน้า เขายิ้มดีใจต่างมองกันอย่างผูกพัน

บ่ายนี้ เกิดเรื่องที่คาดไม่ถึงขึ้นที่กองถ่าย เมื่อเครื่องทำควันที่ชนะประดิษฐ์ขึ้นมาถ่ายทำฉากนางกินรีลงเล่นน้ำในสระโบกขรณีเกิดระเบิด นักแสดงตกใจวิ่งวุ่นสะดุดสายไฟทำให้ทั้งกล้องและสปอตไลท์ราคาแพงตกน้ำหมด

เสี่ยเพ้งที่กำลังหลับสะดุ้งตื่นขึ้นมาถึงกับดีดตัวลอยหน้าซีดเหงื่อแตกพลั่กโกรธจนตัวสั่นพุงกระเพื่อมตะโกนด่า

“โฮ้ย...ไอ้ชนะ ไอ้วินาศสันตะโร!!”

ชนะถูกเรียกมาด่าแหลกและไล่ออกทันทีฐานทำให้ฉิบหายวายป่วงไปหมด เพียงขวัญกับจันทน์กะพ้อแอบฟังอยู่มองหน้ากันซีดๆ

ถูกเสี่ยเพ้งไล่ออกแล้ว ชนะนอนตรอมใจจนจับไข้ ข้าวปลาอาหารที่เพียงขวัญหิ้วปิ่นโตมาวางไว้ให้ก็ไม่แตะต้องเพียงขวัญเข้าไปดูแล พอเห็นเป็นไข้ก็จะเช็ดตัวให้

เมื่อเพียงขวัญเอาน้ำมา เห็นชนะมองรูปของราตรีพี่สาวของนภาที่วางอยู่บนหิ้ง พูดเศร้าๆ

“ลุงสัญญากับราตรีไว้ จะทำหนังเรื่องกินรีเพื่ออุทิศให้ราตรีเมียรักของลุง”

“แม่รำฉุยฉาย ป้าราตรีรำกินรีร่อน ป้าราตรีสอนให้หนูตั้งแต่ยังเด็ก” เพียงขวัญรำพึงอย่างมีอารมณ์ร่วม แล้วชนะก็เล่าความรักของตนกับราตรีให้หลานรักฟังว่า

ตนพบกับราตรีขณะไปฉายหนังเร่ที่สนามหลวงและราตรีรำอยู่บนเวที เมื่อแต่งงานกันตนได้เป็นผู้กำกับชีวิตดูเหมือนจะสมบูรณ์ขึ้น แต่อยู่ๆราตรีก็มาจากไป คร่ำครวญ ว่า “ลุงไม่เหลืออะไร เหมือนโลกมันมืด...มืดไปหมดแล้ว...” ครู่หนึ่งจึงเล่าต่อได้ว่า “ลุงอยากเห็นพระสุธน มโนราห์โลดแล่นบนแผ่นฟิล์ม ประกาศความเป็นไทย หนังน่ะมีอายุเป็นร้อยๆ ปีเลยนะ คนรุ่นหลังจะได้เห็นรำกินรีร่อนของราตรีที่แสดงโดยหนู”

“ขวัญจะไปคุยกับเสี่ยเพ้งให้ ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ เดี๋ยวขวัญไปเอาข้าวเอายามาให้นะคะ”

“ถ้าไม่มีหนัง ลุงก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม โลกนี้มีแค่สองสิ่งที่ลุงรัก คือรักการทำหนัง กับ...รักราตรี...นอกไปจากนี้ ไม่มีอะไรมีความหมายสำหรับลุงอีกแล้ว”

เพียงขวัญเดินออกมา มองท้องฟ้าพลันก็นึกถึงคำพูดเรื่องความรักของชายพีร์ขึ้นมา เธอพึมพำอย่างเหนื่อยหน่าย...

“ความรัก...ความรักอีกแล้วหรือ...เฮ้อออ...”

ooooooo

เพียงขวัญไปหาเสี่ยเพ้งที่บริษัทภาพยนตร์ พอพนักงานไปบอก เสี่ยเพ้งดีใจมาก พูดเสียงดังอวดบรรดาชายหนุ่มแถวนั้น สั่งพนักงานให้นัดเพียงขวัญไปพบที่โรงแรมดาวทองของตน

พอเพียงขวัญรู้ก็ไม่สบายใจว่าทำไมเสี่ยต้องนัดพบที่โรงแรม ขอเป็นที่อื่นได้ไหม พนักงานดูนาฬิกาแล้วตอบอย่างไม่แยแสว่า

“เที่ยงแล้ว เวลาพัก ขอโทษค่ะ อย่าคิดมากนะคะ เสี่ยเป็นเจ้าของโรงแรมดาวทอง นัดคุยกับดาราที่นั่นบ่อยๆ” บอกแล้วพนักงานคนนั้นเดินออกไปทันที ทิ้งเพียงขวัญให้ยืนเซ็งอยู่ตรงนั้น

ที่หน้าโรงถ่าย ชายพีร์มาเห็นสภาพแล้วงงๆบงกชบอกว่าเขาเลิกถ่ายไปนานแล้วตั้งแต่เพื่อนเขาคือยอด–ยศมาอาละวาดนั่นแหละ ระหว่างนั้น เสี่ยเพ้งเดินกร่างเข้ามา คุยโวโอ้อวดหยามบรรดาชายหนุ่มที่หมายตาเพียงขวัญว่า

“มีนัดกับนางเอก นัดกับหนูเพียงขวัญโว้ย หนูเพียงขวัญเขานัดมาเมื่อกี๊...เพียงขวัญมีผู้ชายมาข้องแวะเยอะแยะแต่เขาติดใจลีลาของอั๊วที่ไอ้พวกนั้นมันสู้ไม่ได้” เสี่ยหัวเราะลั่นอย่างสะใจสุดๆ

ชายพีร์ได้ยิน เขาโกรธจนกำหมัดแน่นจะเดินไปเอาเรื่อง บงกชมาดึงไว้ถามว่าจะทำอะไร ชายพีร์บอกว่าจะคุยกับเสี่ยเพ้งเพราะเพียงขวัญไม่ใช่คนแบบนั้น

บงกชกลับพูดซ้ำเติมเพียงขวัญว่า “จะบ้าหรือ...คุณก็เหมือนกับยอดยศ เหมือนผู้ชายทุกคนที่ถูกเสน่ห์ยายนั่น กับเสี่ยเขาคั่วกันมานานแล้ว ก่อนที่คุณจะโผล่มาเสียอีก คุณจะไปรู้อะไร” ชายพีร์แย้งว่าเธอกับเพียงขวัญไม่ถูกกัน บงกชสวนไปว่าตนรู้จักเพียงขวัญก่อนเขาใส่ไฟว่าเพียงขวัญเล่นหนังแค่สองเรื่องก็ได้เลื่อนเป็นนางเอกแทนตน “เพราะเขาเอาตัวเองลงทุนไว้สูงกับเสี่ยเพ้งแล้วคุณล่ะรู้จักเขามานานเท่าไหร่กัน”

ชายพีร์ไม่เชื่อ บงกชหาว่าเขาเจอน้ำตาเพียงขวัญไม่กี่หยดก็หลงกลด่าว่า “มารยาตื้นๆ ของผู้หญิงใช้ได้ดีกับผู้ชายโง่ๆ” ชายพีร์สะดุ้งที่ถูกแอบด่าแต่นิ่งเพราะอยากรู้เรื่อง “ยายนั่นร้องไห้เพราะกลัวมีคนไปฟ้องเมียหลวงเสี่ยต่างหาก ใครๆ ก็รู้ว่าเมียเสี่ยดุแค่ไหน” พูดแล้วทิ้งท้ายว่า “ไม่ต้องเชื่อฉันก็ได้ ไปที่โรงแรมดาวทองสิ ผู้หญิงดีๆ เขาไม่นัดผู้ชายที่โรงแรมหรอก”

“ผมจะกลับบ้าน” ชายพีร์หันหลังกลับทันที บงกชไม่สนใจ ขอแค่ได้พูดให้ร้ายเพียงขวัญก็สะใจแล้ว

ooooooo

เพียงขวัญไปที่โรงแรมดาวทองตามที่เสี่ยเพ้งนัด เธอรออยู่ข้างล่าง คิดหนักว่าจะขึ้นไปพบเสี่ยหรือจะเลื่อนไปวันอื่นดี

ชายพีร์ที่บอกว่าจะกลับบ้านแต่ทำใจไม่ได้ มาที่โรงแรมดาวทองเพื่อดูให้เห็นกับตา เพียงขวัญหันมาเห็นพอดี ต่างสบตากันนิ่งแล้วชายพีร์ก็หันหลังเดินออกไปอย่างรับไม่ได้ เพียงขวัญตามไปถามว่ามาทำอะไรที่นี่ ชายพีร์โวยใส่ทันทีว่า

“แล้วคุณล่ะมาทำอะไรที่นี่!” เพียงขวัญงงถามว่าโมโหอะไรมา “ผมแค่อยากถาม คุณปฏิเสธผมเพราะอะไร เพราะคุณเข้าใจไปว่าผมทำให้คุณเป็นนางเอกหนังไม่ได้ เพราะผมไม่ใช่เจ้าของโรงแรม ไม่ใช่ผู้อำนวยการสร้างรึไง ทำไมไม่บอกผมตรงๆล่ะ ผมให้คุณได้ทุกอย่าง มากกว่าเสี่ยเพ้งอีก!”

“คราวที่แล้วคุณให้กำลังใจ คราวนี้คุณกลับมาดูถูกฉันอีก” เพียงขวัญข่มอารมณ์อย่างเข้าใจไม่ได้

“ฮึ่ยยยย!!” ชายพีร์คำรามระบายอารมณ์แล้วเดินกลับไปเลย เพียงขวัญจึงหันขึ้นบันไดไป

เพียงขวัญเดินไปถึงหน้าห้องกำลังจะเคาะประตูแต่แล้วก็เปลี่ยนใจหันหลังกลับ ประตูห้องเปิดทันที เสี่ยเพ้งในชุดผ้าขนหนูเสื้อกล้าม เสี่ยร้องเรียกบอกว่ากำลังจะให้คนไปตามพอดี เธอมองสภาพเสี่ยแล้วเสนอว่าวันนี้เสี่ยคงไม่สะดวก เสี่ยบอกว่าสะดวกกำลังรออยู่เลย ครั้นเธอเสนอให้ลงไปคุยกันข้างล่าง เสี่ยเห็นเธอลังเลก็ใช้ไม้แข็งทันที พรวดเข้าจับลากเข้าไปในห้อง โดยมีสมุนสองคนช่วยกันปิดปากผลักเธอเข้าไป

เพียงขวัญถูกจับไปล็อกไว้บนเตียง เสี่ยเพ้งถามว่าจะมาคุยเรื่องให้ชนะกลับมาเป็นผู้กำกับหรือ พูดประชดว่ารักกันจริงนะ คนบ้าๆ บอๆ อย่างนี้มีอะไรดี เสนอพลางก้มเข้าหาว่า

“มาเป็นเมียเสี่ยดีกว่านะ เสี่ยจะส่งเสียหนูเอง เรื่องที่บ้าน เรื่องยาย เสี่ยจัดการให้หมด”

เพียงขวัญดิ้นสุดแรง พอหลุดก็วิ่งไปที่ประตู ถูกลูกน้องเสี่ยสองคนตามตบจนหมดสติแล้วจับไปวางที่เตียงอีก เสี่ยไล่สมุนสองคนออกไป แล้วลงมือจัดการกับเพียงขวัญอย่างกลัดมัน กระชากแขนเสื้อเธอขาดแควก!

โชคดี ชายพีร์คิดได้หวนกลับมาถามห้องเสี่ยเพ้ง พอรู้ก็วิ่งขึ้นไปถีบประตูเข้าไปเจอเสี่ยกำลังหน้ามืดกับร่างเพียงขวัญ ชายพีร์พุ่งเข้ากระชากเสี่ยออกมา ต่อยเปรี้ยง! เสี่ยสู้แต่เพราะทั้งอ้วนทั้งแก่เลยถูกชายพีร์ตะบันเสียสลบเหมือด

เพียงขวัญรู้สึกตัวขึ้นมา พอเห็นชายพีร์เธอดีใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ชายพีร์ถลาเข้าไปหาพูดอย่างรู้สึกผิดว่า

“ผมขอโทษ...ผมควรจะอยู่เป็นเพื่อนคุณ ผมไม่น่าปล่อยคุณไว้ ผมผิดเอง ผมไม่ได้เรื่องเอง...” ชายพีร์ประคองเพียงขวัญที่ร้องไห้โฮออกมาอย่างตระหนก บอกเธอว่า “ไม่...ยังไม่เกิดอะไรขึ้น ผมมาช่วยคุณทันเวลาพอดี คุณแค่สลบไป เขายังไม่ได้ล่วงเกินอะไรคุณ”

“ฉันอยากกลับบ้าน...”

“ผมจะพาคุณไปส่งเอง ไม่ต้องกลัวคุณขวัญ...ไม่มีอะไรแล้ว” ชายพีร์ประคองเธอออกจากห้องไป

พาเพียงขวัญซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปถึงบริเวณน้ำพุแห่งหนึ่ง เธอขอให้เขาหยุดเดินไปวักน้ำลูบหน้า คร่ำครวญว่าทำไมเขาต้องทำกับตนอย่างนี้ ทำไมต้องทำร้ายตนด้วย ชายพีร์เข้าไปจับไหล่เธอ มองหน้าสัญญาว่า

“ต่อไปนี้ผมจะปกป้องคุ้มครองคุณเอง คุณขวัญ ผมขอสัญญาจะไม่มีใครทำร้ายคุณได้อีก...”

“คุณพีร์...” เพียงขวัญโผเข้ากอดชายพีร์ไว้อย่างหวังเป็นที่พึ่ง...

ก่อนเข้าบ้าน ชายพีร์บอกให้เพียงขวัญทำหน้าให้สดชื่น คุณแม่จะได้ไม่เป็นห่วงและให้ลืมเรื่องวันนี้ให้หมด เพียงขวัญพูดจากหัวใจว่าไม่รู้จะขอบคุณเขาอย่างไร

“ตอบแทนผมด้วยมิตรภาพสิ มันมั่นคงที่สุด...เข้าบ้านเถอะครับ” เพียงขวัญขอร้องเขาอย่าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง “ครับ...จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด” เขายืนมองจนเธอเข้าบ้านแล้วจึงกลับไป

เข้าบ้านแล้วแม่เรียกให้กินข้าว เพียงขวัญกินไม่ลง บุหลันถามว่าเมื่อไรจะไปถ่ายหนังอีก ตอนนี้เริ่มติดหนี้เฮียร้านชำอีกแล้ว เมื่อวานก็ไปซื้อเชื่อข้าวสารมา เกรงใจเขา

“ขวัญจะไม่ไปถ่ายหนังอีกแล้ว เราจะทำมาหากินด้วยการเย็บเสื้อ ขวัญจะไม่รำไม่ถ่ายหนังไม่ไปออกงานอะไรอีก”

แต่ไม่นาน ชายพีร์ก็ย้อนกลับมาพร้อมข้าวสารและอาหารหลายอย่าง ทั้งนภาและยายจึงเรียกให้กินข้าวด้วยกัน ชายพีร์บอกเพื่อให้ทุกคนสบายใจว่า

“มากินข้าวกินบ้านนี้บ่อยๆ เกรงใจ แล้วนี่ยาของยายครับ คุณชายหมอท่านฝากมา พอดีผ่านไปแถวนั้นเลยแวะไปเอามาให้”

“ขอบใจลูก ใจดีจริงๆ  ยาของคุณหมอดีมากๆยายนอนหลับสบายไม่ปวดอีกเลย”

เพียงขวัญยังหน้าบึ้งตลอดเวลา แล้วจู่ๆ เธอก็ลุกเดินออกไป ชายพีร์ลุกตามไปคุยกันที่หน้าบ้านถามว่า ไม่อยากเล่นหนังนั้นพอเข้าใจ แต่ไม่อยากรำนี่คืออะไร

“ฉันเล่นหนังกับเสี่ยเพ้งคนเดียวมาตั้งแต่ต้น มีเรื่องกันแบบนี้ เขาคงไม่สนับสนุนฉัน แล้วอีกไม่นานคนก็จะลืมชื่อฉัน ไม่มีใครจ้างไปรำหรือทำอะไรอีก”

“คนมีฝีมืออย่างคุณ ใครๆ ก็ต้องจ้างไปรำหรือทำอะไรอีก”

“ต่อไปนี้ ถึงจ้างฉันก็ไม่รำ ยายเป็นนางรำ ก็เลยเจอตา แม่เป็นนางรำก็ได้เจอพ่อ การเป็นนางรำ เป็นนักแสดง คนเขาคิดถึงแต่รูปร่างหน้าตาของเรา ไม่มีใครจริงใจกับเรา”

“ไปกันใหญ่แล้วคุณขวัญ มันไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย เรื่องเสี่ยเพ้ง ทำให้คุณเป็นไปขนาดนี้เลยหรือ คุณหมด อาลัยตายอยากในชีวิตขนาดนี้เลยหรือครับ”

เพียงขวัญไม่ตอบแต่สีหน้าเธอเศร้าอย่างไม่เคยเป็น ชายพีร์มองอย่างสงสารจับใจ

ระหว่างเพียงขวัญคุยกับชายพีร์ที่หน้าบ้านนั้น นภาพึมพำว่าเพียงขวัญเป็นอะไรไป บุหลันบ่นว่าไม่เล่นหนัง ไม่ออกงานรำแล้วจะไปเอาเงินที่ไหน อีกหน่อยคนก็ลืม แล้วไหนบอกว่าจะหาเงินให้ยายไปผ่าตัด ยายได้ยินบอกว่าลำบากกันยายไม่ผ่าก็ได้ บุหลันระแวงถามว่าหรือว่าเพียงขวัญท้อง?! แล้วเลยพาลบ่นไปตามประสา...

“ผู้ชายดีมีที่ไหน  คอยดูเถอะ ท้องไม่มีพ่อขึ้นมา อีกคน ชาวบ้านเขาได้นินทาสนุกปากแน่”

ooooooo

เมื่อกลับเข้ามา เห็นประณตนั่งทำการบ้านอย่างแข็งขัน ชายพีร์เข้าไปหยอกว่าขยันแบบนี้ต้องให้รางวัลเสียแล้วถามว่าอยากได้อะไร

“อยากไปเที่ยวครับ...นะพี่ขวัญนะไปด้วยกันนะ...นะ...” ประณตอ้อนจนเพียงขวัญใจอ่อนยอมไปด้วย

ทั้งสามพากันไปเที่ยวที่ริมน้ำสามเสน ประณตกินก๋วยเตี๋ยวจนอิ่มแปล้ บ่นแก้เกี้ยวว่าอ่านหนังสือเครียดเลยกินเยอะ ชายพีร์เลยได้จังหวะบอกว่า

“คุณประณตเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน ต้องตั้งใจเรียน เป็นนักบินให้ได้จริงๆ นะ จะได้ดูแลยาย คุณแม่กับพี่ขวัญ”

กินก๋วยเตี๋ยวเสร็จพากันเดินเล่นแล้วนั่งพัก สั่งโอเลี้ยงมากินกัน ระหว่างนั้นประณตถามเพียงขวัญว่าไม่รับงาน แล้วงานที่รับไว้แล้วอย่างงานวันลอยกระทงใครจะไปรำแทน ชายพีร์เลยติงว่ารับปากเขาแล้วแต่ไม่ไปทำงาน แบบนี้ไม่ถูกนะ

พอพูดถึงเรื่องงาน  เพียงขวัญก็เศร้าขึ้นมาอีก ชายพีร์บอกว่าเสี่ยเพ้งรังแกเธอครั้งเดียวแต่เธอรังแกตัวเองร้อยครั้ง

“หมายความว่าไง” เพียงขวัญมองหน้า

“ความคิดไง...ความคิดที่วนเวียนไม่ยอมปล่อยวันละร้อยๆครั้ง” ชายพีร์พูดให้เธอทบทวนและปล่อยวางเสียบ้าง

เดินเที่ยว พากินกัน แล้วผ่านตลาดสด เพียงขวัญเล่าว่าแม่บอกว่าตนทำแกงส้มอร่อย เลยอยากจะทำให้เขาชิม ชายพีร์รู้สึกดีมากๆเลยชวนกันซื้อดอกแค ผักกระเฉด และกุ้งสดๆตัวโตๆเอากลับไปทำแกงส้มที่บ้าน

ชายพีร์กินแกงส้มหมดชามแล้วขอเพิ่มอีก ประณตยกหม้อให้ดูว่าหมดแล้ว เพียงขวัญนั่งยิ้มอย่างอิ่มใจ เพราะเธอตั้งใจทำให้เขากิน...

กินข้าวแล้วพากันไปนั่งกินของหวานที่ศาลาริมน้ำ เพียงขวัญขอบคุณเขาอีกครั้งสำหรับเรื่องเมื่อคืน เห็นเขาวางถ้วยขนมหวานไว้ข้างตัว ถามว่าขนมไม่อร่อย หรือว่าหวานไป

“หวานสู้คุณไม่ได้หรอกครับ” ชายพีร์เริ่มกล้า พอเธอยิ้มเขิน เขาได้ใจชมว่า “เวลาคุณยิ้มให้ผม ขนมหวานที่ไหนก็หวานสู้คุณไม่ได้หรอก”

นั่งคุยกันด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิม ต่างมีความสุขและสนิทสนมเปิดใจกันมากขึ้น...

จนสมควรแก่เวลา เพียงขวัญบอกให้เขากลับเสียเพราะดึกแล้ว และน้าบุหลันก็ออกมามองหลายทีแล้วด้วย คงกลัวชาวบ้านแถวนี้ครหา

“ขอบคุณสำหรับวันนี้” ชายพีร์ลุกยืน “ขอบคุณ สำหรับแกงส้มแสนอร่อย ขอบคุณสำหรับรอยยิ้มที่คุณมอบให้ ยิ้มอีกครั้งได้ไหมครับ” เธอถามเขินๆว่าทำไมหรือ “ก่อนกลับ ผมอยากเก็บรอยยิ้มคุณกลับไปด้วย”

เพียงขวัญผลักเขาออกไปแก้เขิน แล้วยืนมองตามไปยิ้มอย่างสบายใจ...

ooooooo

อัทธ์ไปหาเพียงขวัญที่บริษัทเสี่ยเพ้ง บอกเสี่ยว่ามาขอพบเพียงขวัญ

“ขวัญเขวินอะไรไม่รู้โว้ย เด็กเนรคุณนั่น อั๊วไม่ยุ่งด้วยแล้ว อั๊วยกเลิกหนังกินรีไม่ถ่ายแล้ว นังเสือสาวก็เหมือนกันถ่ายเสร็จก็ไม่ตัดต่อ ไม่ฉาย”

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

“มันพาคนมาซ้อมอั๊ว ที่เจ็บอยู่นี่เพราะมันทั้งนั้น เสียแรงอุตส่าห์เอาดินมาปั้นให้เป็นดาว คนอกตัญญู!” เสี่ยเพ้งด่าเช็ด อัทธ์ฟังแล้วไม่สบายใจ เป็นห่วงเพียงขวัญขึ้นมาว่าแล้วครอบครัวจะอยู่กันอย่างไร กลับไปเล่าให้อดุลย์ฟัง ทั้งสองต่างเป็นห่วงเพียงขวัญไม่น้อยกว่ากัน

ต่อมา อดุลย์จึงเอาข้าวสารอาหารแห้งกองใหญ่ไปให้ที่บ้าน ถูกนภาบอกให้เอาของกลับไปเสีย

เพียงขวัญออกมาเจอ บอกเด็กๆให้ไปพักกันก่อน แล้วเธอก็คุยกับอดุลย์ แต่ประณตเจ้าเล่ห์อยากรู้อยากเห็นเลยแอบฟังอยู่แถวนั้น

อดุลย์มาเสนอจะให้เพียงขวัญไปทำงานที่บริษัทไม้ของตนที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ บอกว่าฝึกงานไว้  ถ้าวันข้างหน้าเธออยากได้ก็จะยกให้

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ฉันไม่ต้องการ ข้าวของพวกนี้ก็เหมือนกัน ฉันไม่เอา กลับไปเสียเถอะ พวกเราดูแลกันเองได้ ฉันอยากให้คุณจำไว้ว่า เราสองคนแม่ลูกได้ตายจากคุณไปนานแล้ว คุณก็ทราบแล้วนี่คะ ว่าบ้านนี้ไม่ต้อนรับคุณ”

อดุลย์จึงจำต้องขนของทั้งหมดกลับไป

ชายพีร์มาพอดี เขาได้ยินที่เพียงขวัญพูดกับอดุลย์ทั้งหมด...เขาพูดกับเพียงขวัญขณะช่วยซ่อมแซมของใช้ในบ้านว่า “เขาคงอยากช่วยเหลือด้วยความหวังดี อย่าคิดมากซิครับ”

“เขาสงสารฉันมาก ถึงได้หอบข้าวของเป็นถุงๆ แบบนั้นมา แต่เขาคงลืมสิ่งที่เขาทำกับฉันกับแม่นภา ยิ่งสงสาร ยิ่งช่วยเหลือ ฉันยิ่งสมเพชตัวเอง ปล่อยฉันจัดการชีวิตด้วยตัวเองไม่ได้รึไง”

“แต่เขาเป็นพ่อคุณนะ”

“ฉันอยู่อย่างนี้ ฉันเป็นลูกแม่นภาก็ดีอยู่แล้ว ถ้าฉันเข้าบริษัทนั่น ฉันจะกลายเป็นลูกเมียน้อยของคุณอดุลย์ทันที เป็นนักแสดงคนก็ด่าว่าเป็นเมียน้อย ไปทำงานบริษัทเขา คนก็ด่าว่าฉันเป็นลูกเมียน้อยอีก ฉันเบื่อ ฉันอยากเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาที่หาเลี้ยงครอบครัวด้วยตัวเอง ฉันขอแค่นี้...ฉันขอแค่นี้ไม่ได้หรือคะ”

เพียงขวัญอารมณ์ขึ้นมาก จนชายพีร์เงียบไปกลุ้มๆ

ooooooo

วันนี้ ชายใหญ่ธราธร ชายภัทร และชายเล็กรวมทั้งกรองแก้ว ระวีรำไพ และสร้อยฟ้า พากันมานั่งที่ห้องใต้โดมดูสไลด์ภาพเวียงพูคำพร้อมคำอธิบายถึงการปกครองของชัชวีร์ซึ่งบัดนี้คือเจ้าหลวงแห่งเวียงพูคำ

ไม่นานชายพีร์ก็เดินเข้ามาทักทายทุกคนโดยเฉพาะกับชายเล็กที่สนิทกันเป็นพิเศษ เลยถูกรุมถามถึงผู้หญิงของเขา ชายพีร์เล่าแต่พอสังเขปว่า

เธอชื่อเพียงขวัญ คุณยายเธอป่วยตนเป็นห่วงอยากดูแลออกค่ารักษาพยาบาลให้แต่เธอทิฐิ เล่าอย่างสะเทือนใจว่า

“นอกจากคุณยายที่ป่วยอยู่ตรงนั้น ที่บ้านก็มีปัญหาเรื่องการเงินชักหน้าไม่ถึงหลัง แล้วเพียงขวัญไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใครแม้แต่พ่อของเธอเอง”

สร้อยฟ้าเสนออย่างนึกสนุกว่าให้ชายเล็กทำจดหมายให้ทุนไปเลย ชายพีร์จะได้เป็นสุภาพบุรุษอยู่เบื้องหลัง

“แต่ว่าย่าเอียดย่าอ่อนคงจะไม่สนุกด้วยหรอกค่ะ หากท่านรู้เข้า” กรองแก้วติง

“แล้วหญิงวิไลรัมภาล่ะคะ ชายพีร์จะเอาไปไว้ที่ไหน” ระวีรำไพถาม

“นี่แหละครับปัญหา ผมไม่ได้รักน้องรัมภา ผมรักเพียงขวัญ” ชายพีร์ยอมรับปัญหาหนักใจ

ระหว่างนั้นวิไลรัมภาแย่งถาดน้ำชาจากแจ๋วจะเอาเข้าไปเสิร์ฟเอง พอแจ๋วกับสมศรีกันไว้บอกว่าคนนอกห้ามเข้าเลยถูกวิไลรัมภาด่าว่า “พวกชั้นต่ำ!” ทำให้แจ๋วกับสมศรีไม่พอใจเพราะที่นี่ไม่เคยมีใครด่าพวกตนแบบนี้

วิไลรัมภาขัดใจเลยแอบขึ้นไปที่ห้องนอนของชายพีร์เพื่อค้นหาแหวนที่พิมพรรณเคยบอกว่า แหวนช่อแบบที่ตนใส่อยู่นี้ คนที่จบนายเรืออากาศต้องทำแหวน 2 วงสำหรับตัวเอง 1 วงและสำหรับผู้หญิงที่เขารักอีก 1วง

ไปค้นเจอจริงๆเป็นแหวนช่อสำหรับผู้หญิงวางอยู่ข้างรูปชายพีร์เอง เมื่อไปพบยอดยศในวันต่อมา ยอดยศบอกว่าผู้หญิงที่ชายพีร์ใกล้ชิดที่สุดก็มีวิไลรัมภานี่แหละ เห็นไปทานข้าวกับผู้หญิงเหมือนกันแต่ไม่เห็นยืดยาวสักราย ซึ่งเธอเองก็รู้

“แต่ไม่มีใครที่พี่ชายพีร์คิดจะให้แหวนช่อ ใช่ไหมคะ”

“ไม่มีหรอกครับ”

คำตอบนี้ ทำให้วิไลรัมภาโล่งใจ แต่จิกตาอย่างหมายมาด

ooooooo

ชายพีร์หว่านล้อมเพียงขวัญให้ไปรำงานวันลอยกระทง อาสาจะไปส่งไปรับ เห็นเธอลังเล เขาชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อมว่า

“คุณแค่กำลังท้อใจ หมดกำลังใจ ก็เท่านั้น คิดถึงคนที่รอดูคุณอยู่ คิดถึงเจ้าของงานที่เขาชื่นชอบงานของคุณสิครับ”

เพียงขวัญชี้ให้เขาดูชนะที่นั่งซึมเศร้าอยู่ที่บันไดหน้าบ้านบอกว่า ลุงชนะท้อใจยิ่งกว่าตนเสียอีก

“คนที่หมดอาลัยตายอยากเพราะสูญเสียสิ่งที่

ตัวเองรักไป ก็มักจะเป็นอย่างนี้แหละครับ...คุณชนะเป็นแบบนี้ เพราะไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนรัก คุณไม่ได้รำแล้วจิตใจมันจะแย่ หรือว่าคุณชอบเย็บเสื้อ... คุณเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการรำ ผมเคยเห็นเวลาคุณรำ คุณเหมือนต้องมนต์ คุณเคยบอกว่า กว่าจะรำสวยได้ต้องฝึกเป็นปี คุณทำอย่างนั้นได้เพราะคุณรักมัน”

“งานเย็บเสื้อมันก็งานเหมือนกัน งานที่ได้เงินแล้วไม่ต้องยุ่งกับใคร ไม่มีใครมายุ่งกับเรา น่าทำจะตาย”

ชายพีร์ชี้ให้เพียงขวัญดูนภาที่กำลังสอนรำให้เด็กๆถามว่ามีคนมาจ้างบ้างไหม

“ไม่ค่อยมีหรอกค่ะ เราไม่ได้ตั้งเป็นคณะ อีกอย่าง เด็กพวกนี้กว่าจะใช้งานได้ก็เป็นปีๆแม่น่ะขี้สงสาร”

“เด็กพวกนี้ ถ้าไม่ได้หัดรำ แดงก็คงเป็นอันธพาลตามพี่ชาย ส่วนเด็กผู้หญิงก็ยิ่งอันตราย”

“เด็กพวกนี้ พ่อแม่ขี้เมา บางคนก็ไม่มีงานทำเลย แม่คิดว่า ถ้าเขามีวิชาติดตัว มีอะไรยึดเหนี่ยว เขาก็ไม่เสียคนตามพ่อแม่” เพียงขวัญเล่าไปตาก็มองแม่สอนเด็กๆรำไป

“น้านภารักเด็กพวกนี้ รักการรำ น้านภาพบสิ่งที่ตนเองรัก ต่อให้มีปัญหามากมาย ดูสิ...เธอยังดูมีความสุข มีมากกว่าคุณ มากกว่าใครๆ” เพียงขวัญเห็นด้วย เล่าว่ากว่าจะเป็นนางรำได้ต้องดัดมือดัดแขน เจ็บกันเป็นปีๆ ชายพีร์ถามว่า “ทั้งหมดนี้มันคือชีวิตของคุณนะครับ คุณจะทิ้งมันได้ลงคอเหรอ”

ชายพีร์ถามคำถามสุดท้ายแทงใจเพียงขวัญ ทั้งสองมองหน้ากันนิ่งฝ่ายหนึ่งลุ้น อีกฝ่ายชั่งใจ...

ooooooo

วันนี้ เพียงขวัญ ชายพีร์ และประณตไปตลาดหาซื้อของมาทำอาหาร ชายพีร์ดูออกว่าประณตสนใจสลักจิตลูกสาวร้านขายเครื่องเขียน ถามว่าอยากเป็นเพื่อนกับสลักจิตใช่ไหม ตนช่วยได้

ประณตบอกว่าไม่รู้จะพูดอะไร ชายพีร์เลยให้ไปขอกระดาษดินสอจากพ่อสลักจิตที่ยืนอยู่หน้าร้านมาตนจะเขียนให้ เขียนเสร็จก็ให้ประณตพับเป็นเครื่องบิน พอพ่อของสลักจิตหันหลังประณตก็ร่อนเครื่องบินกระดาษเข้าไป สลักจิตแกะออกอ่านแล้วกอดอกทำหน้างอใส่

พอกลับถึงบ้าน ประณตถามชายพีร์ว่าเขียนอะไรในกระดาษนั่น ชายพีร์บอกว่า

“เขียนว่า สลักจิต พรุ่งนี้ผมจะทำสอบเลขให้ได้คะแนนมากกว่าเธอ จากประณต”

ประณตโวยวายว่าเขียนไปอย่างนี้ได้ยังไงเพราะสลักจิตนั้นเป็นที่หนึ่งของห้องอยู่แล้ว ชายพีร์เลยหันถามเพียงขวัญที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันว่าถ้าประณตแพ้จะคิดอย่างไร เพียงขวัญตอบทันทีว่า “ไอ้ขี้โม้!” ชายพีร์บอกประณตว่า ที่ผ่านมามีแต่เราแอบมองเขา พอเราบอกเขาไปอย่างนั้นต่อไปเขาก็ต้องเป็นฝ่ายแอบมองเรา แล้วปลุกเร้าใจประณตให้ฮึดสู้ ถ้าทำได้รับรองว่าสลักจิตจะไม่มีวันลืมเราแน่

“ผมจะไปอ่านหนังสือ บอกแม่ด้วยว่าให้เอาข้าวไปส่งที่ห้อง ไม่ออกมากินแล้ว เสียเวลา!” ประณตฮึดขึ้นสุดๆ เพียงขวัญขอบคุณที่ชายพีร์ทำให้ประณตตั้งใจเรียนขึ้นมาเพราะอยากเป็นนักบินอย่างเขา ถึงตอนนี้คงสอบได้ที่ 1 แน่

“เพราะประณตรักที่จะเป็นนักบินไง คุณเองก็ยังรักที่จะรำอยู่ไม่ใช่หรือ คุณควรจะไปทำในสิ่งที่คุณรักนะครับ”

เพียงขวัญพยักหน้ายิ้มให้เขาอย่างเต็มใจ ชายพีร์รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกที่สามารถเปลี่ยนใจเธอได้...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"ช่องวัน31" เปิดละครช่วงเวลาใหม่ ประเดิมละครอบอุ่นหัวใจ "เหมือนเราเคยรักกัน"

"ช่องวัน31" เปิดละครช่วงเวลาใหม่ ประเดิมละครอบอุ่นหัวใจ "เหมือนเราเคยรักกัน"
17 ก.พ. 2563
11:45 น.