กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายรณพีร์

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายรณพีร์ ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ม.ร.ว.รณพีร์ จุฑาเทพ เป็นสุภาพบุรุษจุฑาเทพคนสุดท้ายที่ยังโสด เมื่อพี่ๆ พากันมีครอบครัวกันหมด ชายพีร์จึงรู้สึกเหงามาก ยิ่งเย็นวันศุกร์ที่เป็นวันพบปะสังสรรค์กันเป็นประจำมานับสิบปี ชายพีร์ก็ยิ่งเหงาเมื่อเข้ามาในห้องใต้โดมที่ว่างเปล่า...

เมื่อเหลือตนเพียงคนเดียวที่ยังไร้คู่ ชายพีร์ก็คิดถึงคำสนทนากับพี่ๆ ที่ทุกคนเคยแย่งเล่า รุมถามตน...

“ชายพีร์เป็นไงบ้างเรา เมื่อไหร่จะเลิกเป็นพ่อมาลัยลอยไปลอยมาสักที” ชายใหญ่ธราธรเริ่มก่อน

“น้องสะใภ้คนสุดท้องของจุฑาเทพอยู่ไหนนะครับ ฉันอยากเห็น” รัชชานนท์หรือชายเล็กกระเซ้า

“คุณชายพีร์เคยรู้จักความรักไหมครับ” ปวรรุจเอาบ้าง

“มันเป็นเรื่องยากสำหรับผมนะครับ ความรักมันเป็นยังไง” ชายพีร์ทีเล่นทีจริงตามสไตล์ของตัวเอง แล้วต่อมาพี่ๆ ก็ยังคุยกันถึงนิยามของความรักว่าคืออะไร?

ชายใหญ่นั่งแววตาเคลิ้มคิดถึงมะปราง...น้องๆ ทั้งสามยกเว้นชายพีร์ มองพี่ชายใหญ่แล้วทำเสียงทำท่าอย่างเข้าใจความรู้สึกของพี่ชาย ชายรุจในฐานะพี่คนรอง บรรยายอย่างซาบซึ้งว่า

“ความรักสำหรับพี่...พี่ว่า พี่เหมือนคนบ้า เวลาเขายิ้ม พี่ยิ้มกว่าเขาอีก แต่ถ้าเขาโกรธ พี่จะใจหายวูบเลย ในหัวคิดแต่ว่า ถ้าเขาโกรธเราไม่หาย เราต้องตายแน่ๆ”

“ส่วนความรักสำหรับพี่...” ชายเล็กที่เพิ่งผ่านความรักมาหมาดๆ พูดพลางทำท่าคิดทบทวน “เหมือนพี่...อืมมม...ไม่มีอะไรขาด ไม่มีอะไรเกิน สำหรับคนอื่นอาจมากไปน้อยไป แต่คนนี้ มันพอดีไปหมด พอดีสำหรับเรา”

“หา...” ชายพีร์อุทานอย่างเหลือเชื่อ

“ของพี่” ชายภัทรตบท้าย “พี่เคยเชื่อในหลักเหตุผล แต่ความรักเป็นเรื่องเดียวที่หาเหตุผลไม่ได้”

“โห...” ชายพีร์อุทานทึ่งยิ่งขึ้น มองหน้าพี่ๆ ทีละคนบ่นตัวเอง “รณพีร์ที่ควรจะรู้จักความรักมากที่สุด กลายเป็นคนไม่รู้อะไรหรือนี่ แย่แล้ว”

เวลานั้น ชายพีร์รู้สึกเหมือนตัวเองถูกหักเหลี่ยมลูบคม ฮึดจะพิสูจน์นิยามความรักของตัวเองให้ได้!

แต่...จนวันนี้ เขายังเหงา สถานที่แก้เหงา มีแห่งเดียวที่เคยไปประจำคือ โลลิต้า...

ooooooo

คืนนี้ คุณชายรณพีร์ตั้งใจมานั่งดูสาวๆ โดย เฉพาะ มีสาวๆ ทั้งที่ทำงานในโลลิต้าและนักเที่ยวพากันอ่อยด้วยวิธีต่างกัน แต่ไม่เข้าตาชายพีร์ มองไปที่ใครก็บอกแต่ว่า “มันยังไม่ใช่” “นี่ก็ไม่ใช่” “นี่ก็ยังไม่ใช่”

จนกัปตันมาเชิญไปสมทบกับเพื่อนๆ ของชายพีร์ที่มานั่งกันอยู่ด้านหน้า

“สวัสดีครับพี่พีร์นั่งด้วยกัน นั่งเลยคุณชาย มุมนี้น่าจะเหมาะ ทางหญิงผ่านคุณชาย” หมวดก้อชวน

ขณะนั่งฟังเพลง “มองอะไร” ที่นักร้องสาวชื่อชงโคร้องอย่างสนุกสนานนั้น มีนักเที่ยวมือไวสองสามคนไปแทะโลมและแต๊ะอั๋ง สุภาพบุรุษคุณชายรณพีร์ จุฑาเทพ ทนไม่ได้ลุกขึ้นปกป้องชงโค เล่นงานจนพวกนั้นหมอบ กระแตแล้วกัปตันก็ให้คนมาลากออกไป

ชงโคหลงใหลความเป็นสุภาพบุรุษของชายพีร์ หมายจับให้ได้ เพียงวันต่อมาขณะไปนั่งทานอาหารกัน ชงโคก็เสนออยากไปเที่ยววังจุฑาเทพ ชายพีร์เริ่มรู้ตัว เฉไฉชวนกินอาหารกลบเกลื่อนเสีย แต่เธอก็รุกต่ออย่างหมายมั่นปั้นมือจะจับชายพีร์ให้ได้ ถามว่าถ้าตนแต่งงานกับชายพีร์ก็จะได้เป็นหม่อมใช่ไหม ตนอยากเป็นหม่อมไม่อยากเป็นนักร้องอีกแล้ว

คราวนี้ ชายพีร์เห็นทีคบกันต่อไปต้องถูกรุกหนักแน่ จึงหาทางชิ่งนิ่มๆ ว่า

“หม่อมนี่ต้องเป็นชายา หรือภรรยาหม่อมเจ้านะครับ ถ้าน้องชงโคคนงามอยากเป็นหม่อมต้องไปเป็นเมียของหม่อมเจ้าครับไม่ใช่หม่อมราชวงศ์อย่างผม” พูดแล้วผละไปเลย ทิ้งชงโคให้มึนอยู่ตรงนั้น

ooooooo

แต่ชายพีร์ก็ไม่มีโอกาสเป็นพ่อมาลัยลอยไปลอยมาได้นานนัก หม่อมเอียดกับย่าอ่อนก็วางแผน “จัดการ” เพื่อให้เป็นไปตามพันธะสัญญาระหว่างสองตระกูลของหม่อมเจ้าวิชชากร

ย่าอ่อนถือโอกาสที่ตนฝันถึงนางฟ้าตีความเป็นจริงเป็นจังว่าหมายถึงจะได้หลานสะใภ้แน่ๆ หม่อมเอียดเห็นด้วยเป็นคุ้งเป็นแคว เรียกชายพีร์มา ย่าเอียดที่เอ็นดูชายพีร์เป็นพิเศษอยู่แล้วเล่าความฝันให้ฟังแล้วรวบรัดว่า

“ฝันลางดีแบบนี้แปลว่า ชายพีร์กำลังจะได้ออก เรือนเหมือนกับพี่คนอื่นๆ นะคะ” ชายพีร์ทีเล่นทีจริงว่าตนจะไปหานางฟ้าที่ไหน “ก็หนูวิไลรัมภาไงล่ะ” ย่าอ่อนสวนทันที ทำเอาชายพีร์หน้าเป็นไม่ออก สำลักขนมไอแค่กๆ

“ที่จริง ถ้าชายพีร์แต่งงานกับวิไลรัมภาเร็วๆ นี้ก็ดีเหมือนกันย่าจะได้ตายตาหลับสัญญาระหว่างเทวพรหมและจุฑาเทพจะได้จบสิ้น” หม่อมเอียดคาดหวังเต็มที่

ชายพีร์เห็นทีอยู่ต่อคงต้องถูกหว่านล้อมจนดิ้นไม่หลุดแน่ เลยแกล้งทำเป็นนึกได้ว่าต้องไปเข้าเวร และวันนี้มีประชุมกับผู้การด้วย ว่าแล้วรีบลาไป โผเข้าหอมแก้มย่าอ่อนประสาหลานรักฟอดหนึ่งก่อนไป

“กะล่อนนัก มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก ถ้าฉันเอาเธอไม่อยู่นะชายพีร์ เขาคงไม่เรียกฉันว่านางสิงห์แห่งจุฑาเทพหรอก” หม่อมเอียดพูดอย่างรู้ทันหลานชายตัวแสบ ย่าอ่อนถามว่าแปลว่าเห็นด้วยกับความฝันของตนใช่ไหม

“ถึงเวลาที่เราต้องจัดการชายพีร์อย่างจริงจัง เราพลาดการเป็นทองแผ่นเดียวกันของสองตระกูลมาถึง

สี่ครั้ง สี่คู่ เราจะพลาดไม่ได้อีก ชายพีร์ต้องแต่งงานกับวิไลรัมภาเท่านั้น!” หม่อมเอียดหมายมาด

ooooooo

ที่ห้องพักผ่อนนักบิน ชายพีร์อยู่กับกำพลและขันตินักบินรุ่นน้องที่มาถามผลสอบข้อเขียนของพวกตน ปรากฏว่ากำพลสอบผ่าน ชายพีร์จึงให้เอารถหรูของตนไปขับเป็นรางวัลหนึ่งอาทิตย์ ส่วนตัวเองก็เอารถเก่าปุโรทั่งของกำพลไปใช้แทน

ตกเย็นเมื่อกลับถึงวังจุฑาเทพ ชายพีร์ก็ได้พบกับพิมพรรณคู่หมั้นของยอดยศและไฉไลเพื่อนรักของเธอ พิมพรรณมาร้องไห้ขอให้ชายพีร์ช่วยเตือนสติยอดยศที่กำลังไปหลงนางเอกหนังชื่อเพียงขวัญถึงขั้นไปเฝ้าที่กองถ่าย เธอเองกินไม่ได้นอนไม่หลับ ส่วนพ่อกับแม่ก็เอาแต่ถามเรื่องการแต่งงาน ตนไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว

เมื่อสองสาวกลับไปแล้ว สุภาพบุรุษคุณชายรณพีร์ทนไม่ได้ขับรถไปที่กองถ่ายทันที เป็นเวลาที่ทางกองถ่ายกำลังถ่ายฉากเพียงขวัญในชุดกินรีลอยตัวลงมาราวกับมาจากสวรรค์

ทันทีที่เห็นเพียงขวัญในชุดกินรี ชายพีร์ตะลึง พึมพำเหมือนเพ้อ “นางฟ้า...”

อีกมุมหนึ่ง ทีมงานกำลังชักรอกกันวุ่นวายกับเครื่องหน้าตาประหลาดที่ชนะผู้กำกับเพิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาใช้งาน ปรากฏว่าเครื่องขัดข้อง ร่างเพียงขวัญที่ห้อยอยู่ร่วงลงมานั่งที่ตักชายพีร์พอดี!

ชายพีร์รับเพียงขวัญที่นั่งตักไว้ในอ้อมแขน รู้สึกเหมือนตกอยู่ในความฝัน แต่พอเพียงขวัญรู้สึกตัวก็บอกให้ปล่อยตน แต่ชายพีร์ยังกอดเธอไว้ เลยถูกบงกชนางร้ายที่เขม่นเพียงขวัญตลอดเข้ามาดู และผู้ช่วยผู้กำกับก็มาไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกไป รวมทั้ง
ชายพีร์ด้วย

บงกชถามชายพีร์ว่ามาทำอะไรแถวนี้ เมื่อรู้ว่าเป็นเพื่อนยอดยศก็พาไปรออีกจุดหนึ่ง ระหว่างนั้นก็ถือโอกาสบ่นและตำหนิเพียงขวัญ หาว่าทำให้เสียเวลา ชายพีร์ยังติดใจเพียงขวัญ ถามบงกชว่า “นั่นนางเอกหรือครับ สวยดีนะครับ”

ชายพีร์ตกหลุมรักเพียงขวัญไม่รู้ตัว แต่จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เขาได้เห็นบรรดาผู้ชายรอบข้าง ไม่ว่าผู้กำกับอย่างชนะ นายทุนอย่างเสี่ยเพ้ง ต่างพากันมาแสดงความสนิทสนมห่วงใยกระทั่งเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเธอ นอกจากนี้ ยังมีคนนอกวงการอย่างยอดยศ เพื่อนสนิทที่ทิ้งคู่หมั้นมาติดพันเธออีก จนเกือบตะบันหน้ากับเพ้งเฒ่าหัวงูนายทุนหน้าเลือด

“โธ่โว้ย ไอ้ยอดยศ ฝากไว้ก่อนนะมึง พวกแกทั้งหมดฟังฉันนะ อย่าให้ไอ้ยอดยศคนนี้เข้ามาที่กองถ่ายอั๊วอีก ได้ยินไหม!” เสี่ยเพ้งประกาศกร้าว

ชายพีร์ลากยอดยศออกไปคุยเตือนสติเขาว่า เสี่ยเพ้งกับเพียงขวัญเป็นลูกจ้างกับนายจ้างกัน แล้วตัวเขาเป็นอะไร อยู่ๆก็มาเดินเพ่นพ่านในกองถ่ายอย่างนี้ ยอดยศอึกอัก ชายพีร์เตือนเพื่อนว่า

“เกือบเดือนมานี่ ฉันไม่เห็นหน้านายเลย วันๆหนีงานมาขลุกอยู่ที่นี่ ถามจริงๆ นายยังจำได้อยู่ใช่ไหมว่านายน่ะมีคู่หมั้นแล้ว ต้องให้บอกไหมว่าคู่หมั้นนายชื่ออะไร” ยอดยศถามว่าพิมพรรณบอกเขาหรือ ชายพีร์แย้งว่า “จะบอกหรือไม่บอกไม่สำคัญ แต่เป็นลูกผู้ชาย คำว่าความรับผิดชอบน่ะมีไหม”

ยอดยศขอความเห็นใจว่า การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเกิดตนกับพิมพรรณไม่ได้รักกันจริง แต่งแล้วหย่าทีหลังจะเสียใจกันไปเปล่าๆ ชายพีร์ดักคออย่างสมเพชว่า

“นายนี่มัน...ตอนที่นายหลงคุณพิม นายก็มานั่งเพ้อว่าขาดคุณพิมไม่ได้อย่างนั้นอย่างนี้ ฉันได้ยินกับหู มันแค่ปีที่แล้วนี่เองโว้ย”

ยอดยศเถียงไม่ออก แต่พูดอย่างหลงใหลประทับใจว่า เพียงขวัญเป็นผู้หญิงที่เก่งมาก วันที่เจอเธอครั้งแรกนั้น รถเพื่อนเธอเสีย เธอลงมือเปลี่ยนยางล้อเอง ถามชายพีร์ว่าเคยเห็นหรือ ผู้หญิงเปลี่ยนยางล้อเป็นน่ะ

“พอเจอวันนั้นแล้วเขาพูดอะไรกับนาย นายกับเขาคบกันถึงไหน เขารู้ใช่ไหมว่านายเป็นลูกนายพล”ชายพีร์เอาบทเรียนจากชงโคมาถาม ยอดยศตอบอ้อมแอ้มจับความได้ว่า เมื่อตนมาหาเพียงขวัญที่กองถ่าย เธอก็พูดด้วยดี แต่เรื่องหัวใจต้องใช้เวลา “แสดงว่ายังไม่ลึกซึ้ง ถ้านายรู้เช่นเห็นชาติว่าเขาเป็นผู้หญิงไม่ดี นายจะยอมเลิกกับเขาไหม”

“หมายความว่ายังไง” ยอดยศถาม ชายพีร์จึงเล่าเสียงลือเกี่ยวกับเพียงขวัญให้ฟัง เน้นย้ำว่า

“ฉันอยากรู้ว่า เขาเป็นผู้หญิงที่มีค่าพอที่จะสู้คุณพิมได้จริงหรือเปล่า ฉันจะพิสูจน์ให้แกเห็น”

พูดแล้วชายพีร์เดินผละไป ยอดยศมองตามงงๆว่าเพื่อนจะทำอะไร?

ooooooo

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ชนะสั่งเลิกกอง เพียงขวัญจึงกลับไปพักที่บ้านพักอุทยาน ชายพีร์ทำเป็นขี้เล่น เอากระป๋องมาร้อยเชือกหลอกให้เพียงขวัญยกกระป๋องแนบหูฟัง ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ...

“ช่วยด้วย...ผมโดนระเบิด คร่อก!”

เพียงขวัญตกใจสาวเชือกไปจนเจอกระป๋องอีกใบที่ปลายเชือกมีกุหลาบแดงเสียบที่กระป๋อง แล้วชายพีร์ก็โผล่มายิ้มเผล่ทำเสียงโรแมนติกบอก “ดอกไม้สวย สำหรับคนสวย!”

เพียงขวัญยิ้มให้รับดอกไม้ไป พูดอย่างสำนึกบุญคุณว่าตนยังไม่ได้ขอบคุณเขาเลย แต่พอเจอชายพีร์ทำกะล่อนว่าหัวใจตนโดนระเบิดจากเธอ และกำลังจะระเบิดแล้ว เพียงขวัญมองอย่างรู้ทันตัดบทว่า ทีแรกนึกว่าเขาเจ็บตรงไหน แต่เห็นแข็งแรงดีแล้ว ก็จะไปหาที่เงียบๆท่องบท

ชายพีร์ไม่ยอมให้ไป อ้างว่าเธอรับดอกไม้ไปแล้วก็ต้องไปทานข้าวกับตน ทำกะลิ้มกะเหลี่ยบอกว่า เรียกตนว่าพีร์ก็ได้ เพียงขวัญจิกตามองเขาแต่หัวจดเท้า แล้วโยนกุหลาบแดงลงถังขยะข้างๆ พูดอย่างไม่แยแสว่า

“ฉันรับมันเพราะนึกว่าคุณเป็นแฟนหนังทั่วไป แต่ถ้าทำให้คุณเข้าใจผิดเป็นอื่น ก็ขอโทษฉันไม่รับนัดคนแปลกหน้าค่ะ ลาก่อนนะคะ”

เมื่อกุหลาบแดงแลกใจไม่ได้ ชายพีร์ล่อใจด้วยรถจาร์กั้วชี้ให้ดูว่าจอดอยู่ตรงโน้น...เพียงขวัญยิ้มเยาะแล้วจะเดินต่อ ชายพีร์หมดมุกเลยอ้างว่าตนเป็นเพื่อนของยอดยศคู่รักของเธอ เพียงขวัญเลยเคลียร์อย่างใสสะอาดว่า

ตนกับยอดยศเป็นแค่เพื่อนกัน ชายพีร์ถามว่าแล้วผู้กำกับชนะล่ะ เธอตอบอย่างผ่าเผยว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ตนเคารพ ชายพีร์เลยโมเมว่า

“โอ...ผมเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว ที่แท้คุณก็เป็นคนรักของเสี่ยเพ้งนี่เอง”

เพียงขวัญโกรธจนกำมือแน่น หันจะเดินหนี ชายพีร์ ไปดักอีก ถูกเธอพูดใส่หน้าว่า

“อย่าเรียกร้องความสนใจจากผู้หญิงด้วยการดูถูกเขา มันเป็นวิธีที่โง่และสิ้นคิด อย่าให้ฉันเจอคุณอีกนะคะ ฉันเรียกยามจัดการคุณจริงๆ ด้วย!” พูดแล้วเดินสะบัดไป ชายพีร์ถูกด่ายืนหน้าชา ไปต่อไม่เป็นเอาเลย

ooooooo

เพียงขวัญหนีไปหาที่สงบเพื่อท่องบท  จันทร์กะพ้อ เพื่อนรักตั้งแต่วัยเด็กของเพียงขวัญที่ทำงานในกองถ่าย ไปหาข้าวในครัวจะเอามาให้เพียงขวัญกิน ถูกแม่ครัวกับบงกชที่ไม่ชอบหน้าเพียงขวัญกระแนะกระแหนว่านางเอกเนื้อหอมมีผู้ชายมาติดเยอะแยะให้ไปหว่านเสน่ห์ขอเอาจากพวกนั้นสิ

จันทร์กะพ้อกลับมาเจอเพียงขวัญเลยบ่นให้ฟัง แม้เพียงขวัญจะสะเทือนใจแต่สะกดเก็บไว้ บอกจันทร์-กะพ้อว่าอย่าไปสนใจเรื่องไม่จริงทั้งนั้น

ชายพีร์ตามหาจนเจอเพียงขวัญ เข้าไปบอกเธอว่าอยากคุยเรื่องยอดยศ แล้วเล่าให้ฟังว่า ยอดยศมีคู่หมั้นแล้ว กับลูกสาวท่านนายพล พวกเขากำลังจะแต่งงานกัน แต่เธอมาหว่านเสน่ห์ทำให้ยอดยศหัวปั่น พูดแล้วจ้องหน้าถาม

“คุณรู้ไหม คู่หมั้นของเขาเวลานี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเสียใจปางตายเพราะคุณ!”

“คุณกำลังจะว่าฉันกับคุณยอดยศ...แล้วยังมีเสี่ยเพ้ง มีแม้กระทั่งคุณชนะ” เพียงขวัญถามอย่างทดท้อเหนื่อยใจ

“ใช่...ผมไม่ใช่แฟนหนังคุณ ไม่ได้มาเพราะหลงเสน่ห์คุณ ผมต้องการมาบอกให้คุณปล่อยยอดยศไปเสีย เพื่อเห็นแก่ผู้หญิงตาดำๆ คนหนึ่ง”

เพียงขวัญไม่พูดอะไร บอกให้ชายพีร์ตามตนไปที่โถงบ้านพักอุทยาน เจอยอดยศรออยู่ เขาปรี่เข้าหาเธออย่างคลั่งไคล้ใหลหลง ซื้อขนมจากห้างหยกฟ้ามาฝาก ชายพีร์รีบหลบแอบดูแอบฟัง

เพียงขวัญพูดด้วยสีหน้านิ่งเป็นการเป็นงานเด็ดขาดกล้าแข็งว่า “คุณยอดยศ ตั้งแต่พรุ่งนี้ ดิฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณอีก ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง” ยอดยศเว้าวอนถามว่าเกิดอะไรขึ้น “ได้โปรดเชื่อฉัน อย่ามาที่กองถ่ายนี้อีก ความเป็นเพื่อนของเราจบกันแค่นี้”

ตัดขาดกับยอดยศอย่างไม่เหลือเยื่อใยแล้ว เพียงขวัญบอกชายพีร์ว่า ตนพยายามเต็มที่แล้วที่เหลือเขาต้องช่วยกันเองตอกย้ำกับเขาว่า “และฉันหวังว่าจะไม่เห็นทั้งคุณ ทั้งเพื่อนของคุณในชีวิตฉันอีก!”

ชายพีร์ผิดคาด ยืนอึ้ง ไม่คิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้จะแข็งแกร่งเด็ดเดี่ยวได้ถึงเพียงนี้

ooooooo

เพียงขวัญหลบไปนั่งอ่านบทที่มุมสวยสงบของอุทยาน จันทร์กะพ้อกลับมาเห็นเพียงขวัญท่องบทมโนราห์อยู่...

“กินรีน้อยไร้เดียงสา บินสู้ลมหนาว ปีกหางอ่อนแรง จนแทบทนไม่ไหว...น้ำตานกน้อยหลั่งริน สู้ลมสู้ฝนยังพอไหว ให้สู้จิตใจต่ำช้าของมนุษย์ จะเอาแรงที่ไหนไปสู้”

จันทร์กะพ้อดูดอกไม้ข้างทาง ฟังเพียงขวัญอ่านบทก็เอ่ย...

“บทดูเศร้าๆนะ ในเรื่องพระสุธนมโนราห์ นางกินรีถูกใส่ร้ายจนต้องรำมโนราห์บูชาไฟเพื่อพิสูจน์ตนเองใช่ไหม นึกว่าในหนังจะไม่พูดถึงเสียอีก ขวัญ...จันทร์เดินไปขอ ไข่จากเจ้าหน้าที่อุทยานต้มไว้ให้แล้ว กินข้าวกับไข่ต้มไปก่อนนะ”

เพียงขวัญเศร้าทั้งในบทและชีวิตจริงจนน้ำตาไหลหยดลงที่บท กระดาษเปียกเป็นดวง จันทร์กะพ้อเห็นเพื่อนร้องไห้จึงเข้ากอดถามว่าเป็นอะไร เพียงขวัญร้องไห้จนพูดไม่ออก

“ขวัญไปที่บ้านพักเถอะ เดี๋ยวใครผ่านมาเห็นเข้า อย่าให้ใครเห็นน้ำตาของเรา...ไปเถอะ” จันทร์กะพ้อพาเพียงขวัญกลับไป ลืมบทที่มีคราบน้ำตาไว้ตรงนั้น
ชายพีร์รู้สึกผิดที่ตนพูดทำให้เพียงขวัญสะเทือนใจ เขาเก็บบทละครนั้นกลับไปพับเป็นนกเหมือนเป็นตัวแทนเพียงขวัญ ติดเป็นโมบายเหนือเตียงราวกับโคมไฟนก ยิ่งมองนกกระดาษก็ยิ่งจิตใจว้าวุ่น ทั้งสงสารเพียงขวัญและรู้สึกตัวเองผิดมาก

จากนั้น ชายพีร์ก็ติดตามผลงานของเพียงขวัญอย่างใกล้ชิด รู้ข่าวเธอไปถ่ายละคร ถ่ายโฆษณา กระทั่งรำโชว์ที่ไหนก็ติดตามไปดู เห็นเธอรำได้อย่างอ่อนช้อยสวยงามก็เผลอยิ้มออกมา ดูอย่างมีความสุขและหลงรักไม่รู้ตัว...

ดูรำโชว์เสร็จ ชายพีร์ขับรถแอบตามเพียงขวัญไปถึงบ้าน เห็นเด็กๆวิ่งมารับเพียงขวัญ เขาพึมพำ

“บ้านอยู่นี่เอง ทำไมคนเยอะจัง” ซุ่มดูจนเพียงขวัญไปตลาด ไปจ่ายค่าข้าวสารที่ติดร้านขายของชำ บอกเฮียเจ้าของร้านว่า

“ฉันจะรบกวนเฮีย พักนี้บางทีต้องไปถ่ายหนังต่างจังหวัด ถ้าคนที่บ้านมาขอซื้ออะไร เฮียให้เขาเชื่อไปก่อนแล้วฉันจะมาจ่ายให้”

ชายพีร์จึงรู้ว่าเพียงขวัญต้องหาเลี้ยงคนทั้งบ้าน...

ooooooo

ที่วังเทวพรหม เทวพันธ์ยังไม่ละความพยายามที่จะให้วิไลรัมภาแต่งงานกับคุณชายรณพีร์ เพราะนี่เป็นความหวังสุดท้าย หลังจากพลาดคุณชายไปแล้วถึงสี่คน!

ความเร่งร้อนของเทวพันธ์ ตรงกับความมุ่งมั่นทำตามสัญญาของทางวังจุฑาเทพพอดี เมื่อเทวพันธ์พาวิไล-รัมภาไปที่วังจุฑาเทพ ย่าอ่อนจึงให้สมศรีกับสมบุญไปตามชายพีร์มาพบ

ชายพีร์รู้แกวหลบสมศรี สมบุญ กับแจ๋วที่วิ่งตามหาจนทั่ววัง ชายพีร์หมายตากุญแจรถจะหยิบหนีออกไป แต่สมบุญมาเจอกุญแจรถเสียก่อน เลยคว้าหมับพูดอย่างเป็นต่อว่า

“นี่แน่ะ ผมยึดกุญแจรถทุกคันไว้หมดแล้ว คุณชายไปไหนไม่สำเร็จหรอก ไปหาหม่อมท่านดีๆเถอะ เชิญครับ”

ชายพีร์เลยต้องไปพบหม่อมเอียด ย่าอ่อน เทวพันธ์และวิไลรัมภาที่นั่งรออยู่ห้องโถงเซ็งๆ

วิไลรัมภาตีหน้าสดชื่นถามชายพีร์ว่าวันนี้อยู่บ้านหรือ แล้วทำทีพูดเขินๆว่า

“วันเสาร์นี้ที่โรงละครแห่งชาติมีโขนตอนสุพรรณ-มัจฉา รัมภาอยากดูก็เลยไปเข้าแถวซื้อ กว่าจะหาบัตรมาได้ ว่าจะมาเรียนเชิญทุกๆคนให้ไปดูด้วยกันค่ะ”
หม่อมเอียดชื่นชมที่วิไลรัมภาชอบดูโขน บอกว่าตนก็ชอบมากแต่ไม่มีใครพาไป จัดแจงบอกชายพีร์ให้ไปด้วยกัน และให้แวะรับวิไลรัมภาที่บ้านตอนเช้าดีไหม ชายพีร์ทำทีนึกได้ว่าเสาร์นี้...ถูกหม่อมเอียดสั่งตัดบททันทีว่า

“วันเสาร์หยุดงานอยู่แล้ว ถ้ามีนัดอื่นยกเลิกให้หมด ถ้าไม่เชื่อฟังกัน ได้เห็นดีแน่!”

“ครับ...” ชายพีร์ตอบเสียงอ่อย ทุกคนยิ้มพอใจ

ย่าอ่อนพูดอย่างพอใจขณะเดินไปนั่งเล่นในสวนกับหม่อมเอียดว่า “วันนี้คุณพี่เด็ดขาดสมใจน้องมากค่ะ”

“ศักดิ์ศรีของคนคือรักษาสัจจะ ชีวิตของฉันก็เหลือเรื่องนี้เรื่องเดียวที่จะทำให้ท่านชายวิช ถ้าเราบิดพลิ้วเขา ตายไปฉันจะไปพบหน้าท่านชายได้ยังไง”

“เทวพรหมเป็นราชสกุลแท้เหมือนกับเราได้เกี่ยวดองกันก็ถือเป็นเรื่องสมควร เราสองคนอายุมากขึ้นทุกทีจะอยู่อีกนานแค่ไหนไม่รู้ได้ รีบๆจัดการเสียจะได้นอนตายตาหลับนะคะคุณพี่”

“ชายพีร์ไม่เหมือนพี่น้องคนอื่น เจ้าชู้ประตูดินไม่เข้าท่า เกิดไปคว้าผู้หญิงหยำฉ่ามาเป็นเมีย จะทำยังไงกัน ไม่ต้องห่วงแม่อ่อน คราวนี้ฉันเอาจริง!” หม่อมเอียดขึงขังมากเป็นพิเศษ

ooooooo

ส่วนชายพีร์ พอถูกจับมัดมือชกให้ไปดูโขนกับวิไลรัมภาแล้ว เมื่อเลี่ยงออกมาได้ก็ขับรถปุโรทั่งของกำพลที่ยังแลกกันใช้อยู่ ไปแถวบ้านเพียงขวัญ จอดรถเอนพิงพนักถอนใจเซ็งๆ กับการถูกจับคลุมถุงชน

พลันก็สะดุ้งกับเสียงเอะอะ “นี่หยุดนะหยุด อย่ามายุ่งกับเด็กของฉันนะ ปล่อย...ปล่อย!”

เป็นเสียงของนภาแม่ของเพียงขวัญกำลังยื้อยุดแดง เด็กที่เอามาเลี้ยงและเรียนรำกับไอ้ดำพี่ชายของแดงซึ่งติดยาและจะมาเอาน้องคืน ชายพีร์เห็นดังนั้นวิ่งออกจากรถไปตะโกน “เฮ้ย ทำอะไรวะ!” ไอ้ดำชักมีดออกมาแต่ถูกชายพีร์ที่โตแข็งแรงและมีวิชากว่าจัดการจับมัดไว้กับเสาทิ้งไว้ แล้วหันมาช่วยนภาเก็บของที่หล่นกระจายพากันไป

นภาเห็นเสื้อผ้าเนื้อตัวชายพีร์เปรอะเปื้อนจึงชวนเข้าบ้านไปล้างเสียก่อน เห็นรถจอดอยู่หน้าบ้าน ชายพีร์บอกว่ารถของตน หม้อน้ำรั่วเลยจอดไว้ นภาเห็นหลวงพ่อเงินวางอยู่หน้ารถ ถามว่าเป็นคนพิจิตรหรือ ชื่ออะไร เป็นครอบครัวชาวนาหรือ ชายพีร์เออออแบบเลยตามเลยไม่ได้คิดจะโกหก นภาจึงเข้าใจว่าเขาเป็นชาวนายากจนมาจากพิจิตร

พาชายพีร์เข้าบ้าน แนะนำให้รู้จักแม่ บุหลันน้องสาว แล้วพาไปที่ตุ่มน้ำใต้หน้าต่าง ระหว่างนั้น นภาพูดอย่างเกรงใจว่าไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรเอาเป็นว่าเติมน้ำใน หม้อน้ำรถแล้วอยู่กินข้าวด้วยกันเสียก่อน แล้วนภาก็เข้าครัวไป

ระหว่างนั้น เพียงขวัญเดินเข้าบ้านพร้อมชนะ เธอถามว่ารถใครรู้สึกคุ้นๆ ชายพีร์เห็นทั้งสองเข้าบ้านก็ใจร้อนวูบวาบพยายามแอบดูแต่ไม่เห็นได้ยินแต่เสียงเพียงขวัญบอกว่า “หนูกลัวค่ะ” เสียงชนะปลอบว่า “ไม่ต้องกลัว ดูหน่อยน่า ดูให้เต็มตา” ทำให้ชายพีร์ยิ่งระแวง

ที่แท้ชนะเป็นลุงของเพียงขวัญ แต่ทั้งสองไม่ต้องการให้ใครรู้เพราะเกรงคนจะมองว่าเพียงขวัญเข้าวงการโดยใช้เส้นสาย ชนะเป็นคนชอบทดลองสร้างสิ่งใหม่ๆ วันนี้ชวนกันมาทดลองระเบิดเอฟเฟกต์กันในบ้าน

ก่อนทดลอง ชนะเดินไปเปิดหน้าต่างตรงที่ชายพีร์อยู่ ชายพีร์รีบเดินหลบไม่ได้สังเกตสายไฟที่ลากยาวไปตามพื้น พอชนะกดระเบิด โคลนก็กระเด็นเต็มหน้า ได้ยินชนะพูดอย่างผิดหวังว่าสูตรผิดทำไมไม่มีควันแล้วจะทดลองอีกสักสองที

“เฮ้ยอย่า!” ชายพีร์ร้องอย่างสุดทน แต่ชนะกดระเบิดแล้ว หน้าชายพีร์ที่ดำอยู่แล้วดำยิ่งขึ้นไปอีกเพราะมีควันดำออกมาเกาะหน้าเกาะตัวเขาเต็มไปหมด ชนะร้องอย่างดีใจว่าควันออกแล้วแต่ทำไมเป็นสีดำจะทดลองอีกที

“เฮ้ย!! พอแล้ว!!!” ชายพีร์ตะโกนสุดเสียง

ชนะกับเพียงขวัญโผล่มาดู เพียงขวัญเพ่งอยู่ครู่หนึ่งก็ร้องออกมา

“คุณนั่นเอง!!”

“แกอีกแล้ว มาทำอะไรแถวนี้!”

นภาได้ยินเสียงเอะอะโวยวายวิ่งออกจากครัวมาดู เห็นสภาพชายพีร์ก็ตกใจถามว่า

“ตายแล้วพ่อพีร์...เป็นอะไรรึเปล่า”

“โฮ้ย...ไม่ตายหรอก เอฟเฟกต์ เอาไว้ถ่ายหนังน่ะ ขอโทษนะพ่อหนุ่ม” พูดแล้วหันไปคิดทำต่อบ่นงึมงำ “ทำไมควันมันดำ มันต้องขาวซิ เราผสมอะไรผิดนะ เดี๋ยว ไปลองใหม่ก่อน ดินประสิว 1 ช้อนหรือ 2 ช้อนสายไฟต้องเพิ่ม ใช่  ลองเพิ่มดู” ชนะหันไปง่วนกับการค้นคว้าต่อไม่ได้สนใจใครเลย

ooooooo

ตอนที่ 2

เพียงขวัญจิกไม่ปล่อย ถามชายพีร์อย่างเอาเรื่องว่ามาทำธุระอะไรที่นี่ ชายพีร์ไม่ตอบแต่ใช้ให้เธอตักน้ำให้เพราะมือตนดำ บ่นว่าไม่ตายก็ดีแค่ไหนแล้ว

นภาบอกให้ล้างเนื้อล้างตัวอีกรอบ พอมองสภาพชายพีร์อีกทีเปลี่ยนเป็นให้อาบน้ำเลย เดี๋ยวจะเอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน แล้วไปเอาเสื้อผ้าของชนะมาให้
ชายพีร์ยังอารมณ์ค้าง ถามเพียงขวัญว่าที่โกรธตนเพราะมาเห็นเธอทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงกับสามีรึไงถึงกับต้องฆ่าแกงกัน กระแนะกระแหนว่าคำนินทาในกองถ่ายเป็นจริง เธอได้บทนางเอกเพราะเป็นเมียผู้กำกับ

สิ้นเสียง ขันในมือเพียงขวัญก็ฟาดหัวชายพีร์โป๊ก! ด่าแล้วไล่ออกจากบ้านตนไปเลย ประณตเด็กชายวัย 8ขวบจอมซ่าแก่แดด ลูกของบุหลัน ก็โผล่มาลำดับญาติให้ฟังว่า

“ลุงชนะเขาเป็นผัวป้าราตรี ป้าราตรีเป็นพี่สาวป้านภาแม่ของพี่ขวัญกับบุหลันแม่ของผม เข้าใจรึยังล่ะคู้ณณ” พอชายพีร์เข้าใจ ประณตก็โอ่ต่อ “ลุงชนะน่ะเคยช่วยเลี้ยงพี่ขวัญ ป้อนนม อาบน้ำให้ตั้งแต่เล็กๆแต่กับผมน่ะ ลุงเขาไม่ค่อยยุ่ง เพราะผมดูแลตัวเองได้”

เมื่อเข้าใจและอารมณ์ดีแล้ว ชายพีร์ตามเพียงขวัญไปเก็บผักที่สวนครัวหลังบ้าน เพียงขวัญยังไม่หายเคืองไล่เขาไปที่อื่น แต่ชายพีร์ก็ตื๊อช่วยถือตะกร้าจนได้ ระหว่างแย่งตะกร้ามือสัมผัสกัน ต่างนิ่งอึ้ง ชายพีร์รำพึงออกมาหน้าตาย...

“แรงระเบิดคงมีผลข้างเคียง ใจผมมันสั่นๆ”

“แค่ใจสั่นรึ น่าเสียดายไม่ยักกะตาย” เพียงขวัญประชด ค้อนเคืองๆ แล้วรีบเดินไป ชายพีร์มองตามยิ้มตาเชื่อม...

ooooooo

นับแต่ยอดยศถูกเพียงขวัญตัดเยื่อใยวันนี้ก็เอาแต่ดื่มเหล้าเมามาย จนถูกผู้การตำหนิ ยิ่งเมื่อได้กลิ่นเหล้าคลุ้งก็คาดโทษว่า อย่าให้มีแบบนี้อีกไม่อย่างนั้นต้องลงโทษทางวินัย

“ขอโทษครับ ผมจะไม่ให้มีแบบนี้อีกครับ” ยอดยศรับคำ จะเดินไปหาชายพีร์ก็มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่าคุณหญิงนงนุชมาหา ยอดยศถึงกับหน้าเสีย

คุณหญิงนงนุชมากับพิมพรรณ ที่จริงอยากมาตำหนิยอดยศที่หลังจากหมั้นไม่นานก็หายหน้าหายตาไป แต่คุณหญิงพูดอย่างนุ่มนวล ชวนไปเที่ยวที่บ้านบ้าง ยอดยศอ้างว่าตนต้องซ้อมบินเพราะสถานการณ์ชายแดนไม่ค่อยดี

“เรื่องงานก็แล้วไป พูดตรงๆ นะ เป็นคู่หมั้นกัน ผู้หลักผู้ใหญ่รู้เห็นหมด จู่ๆ มาหายหน้าไปแบบนี้แม่ก็นึกเป็นห่วงถ้ามีอะไรพ่อยอดยศบอกแม่ได้นะ”

ด้วยความรักที่มีต่อยอดยศ พิมพรรณช่วยพูดให้เขาดูดี ทำเป็นบอกคุณหญิงว่า ยอดยศจะไปทานข้าวที่บ้านวันศุกร์นี้ ถามยอดยศว่า จำที่เราคุยกันทางโทรศัพท์เมื่อวานซืนได้ไหม หรือว่าทำงานจนลืม

“อ๋อ...พี่ไม่ลืมหรอกจ้ะ วันศุกร์หน้า พี่จะไปทานข้าวบ้านน้องพิมแน่นอน” ยอดยศผสมโรงอย่างไร้พิรุธ

“พิมบอกแล้วไงคะ ว่าพี่ยอดแค่งานยุ่ง เราสองคนไม่ได้ทะเลาะกันจริงๆ สักหน่อย” พิมพรรณบอกคุณหญิง

ก่อนกลับ พิมพรรณขอคุณหญิงไปลายอดยศ แต่ที่แท้เธอไปทดสอบอะไรบางอย่างจากเขา แกล้งเอามือแตะปลายนิ้วยอดยศถามว่ารู้สึกอะไรไหม ยอดยศทำหน้างงถามว่า “รู้สึกอะไร?” พิมพรรณรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเขา พูดเศร้าๆ

“พิมไปนะคะ คุณแม่รออยู่ พิมบอกว่าจะมาลาพี่ยศเดี๋ยวเดียว” พูดแล้วผละไป ยอดยศยกมือตัวเองขึ้นดูงงๆ

ชายพีร์แอบดูอยู่ห่างๆ เห็นแล้วรู้ทันทีว่าคู่นี้ไม่ปกติ อดกลุ้มใจแทนยอดยศไม่ได้

กลับถึงบ้าน พิมพรรณปรับทุกข์กับไฉไลและวิไลรัมภาที่สวนหลังบ้านว่า

“เวลาเราจับมือคนที่เรารัก แค่แตะปลายนิ้วเบาๆ หัวใจมันก็รู้สึกได้แล้ว แต่ตอนนี้หัวใจพี่ยอดไม่รู้สึกกับพิมเหมือนตอนแรกที่เราเริ่มรักกัน วันนี้ คุณแม่ชวนพิมไปหาพี่ยอดที่กองบิน ท่านคงทนไม่ไหว อยากถามสาเหตุที่พี่เขาหายหน้าไป”

“รัมภาว่านะ พิมควรฟ้องคุณพ่อคุณแม่ให้ออกหน้าจัดการแทน คุณยอดยศต้องเกรงใจผู้ใหญ่”

“คุณพ่อคุณแม่จะรู้เรื่องพี่ยอดไปติดพันผู้หญิงอื่นไม่ได้ค่ะคุณรัมภา ท่านต้องโกรธมากและคงจะบังคับให้ถอนหมั้นพิมสูญเสียพี่ยอดไปไม่ได้ พิมรักพี่ยอด” วิไลรัมภาถามว่าแล้วต้องทำอย่างไรถึงจะดึงคู่หมั้นกลับมาได้ “ความดีไงล่ะคะคุณรัมภา พิมเชื่อว่าความดีงามของพิมจะพิชิตใจพี่ยอดได้อีกครั้ง”

“ใช่จ้ะพิม หัวใจที่งดงาม เอาชนะได้ทุกสิ่งในโลก” ไฉไลมั่นใจมาก เธอกอดปลอบพิมพรรณที่ร้องไห้อย่างหนัก

วิไลรัมภาได้แต่มองพิมพรรณและไฉไลอย่างสมเพช

ooooooo

วันนี้ชายพีร์แต่งตัวหล่อเป็นพิเศษ ตั้งใจจะไปหาเพียงขวัญ

“คุณชายขา...ไม่ต้องหล่อมากหรอกค่ะ ประเดี๋ยวคุณวิไลรัมภาจะไม่สนใจดูโขน หันมาแลแต่หน้าคุณชาย” แจ๋วแซว

นี่เอง ชายพีร์จึงนึกได้ว่านัดวิไลรัมภาไว้ว่าจะไปดูโขนกัน แต่ก็บรรจงแต่งตัวต่ออย่างไม่ร้อนอกร้อนใจอะไร แจ๋วเห็นดังนั้นรีบไปรายงานหม่อมเอียดกับย่าอ่อนว่า

“คุณชายรณพีร์ขับรถฉิวออกไปแล้ว ป่านนี้ไปรับคุณวิไลรัมภาเรียบร้อยแล้วค่ะ”

สองย่ายิ้มให้กันอย่างพอใจ...

หารู้ไม่ว่า วิไลรัมภาคอยอยู่ที่วังเทวพรหม ดูนาฬิกาแล้วบอกเทวพันธ์อย่างหงุดหงิดว่าตนไปดูโขนไม่ทันแล้ว เทวพันธ์ไม่พอใจบ่นว่าคุณชายรณพีร์เหลวไหลเลื่อนเปื้อน แล้วสั่งเอารถออกไปวังจุฑาเทพทันที

“เดี๋ยวค่ะ วิธีบีบบังคับ ออกจะตื้นเขินเกินไป กับคุณชายรณพีร์ต้องใช้วิธีอื่น” วิไลรัมภาเบรกพ่อแล้วคิดวางแผน

เมื่อไปหาหม่อมเอียดกับย่าอ่อน ผู้ใหญ่ทั้งสองแปลกใจว่าชายพีร์ไม่รับวิไลรัมภาไปดูโขนแล้วไปไหนเพราะทางกองบินก็บอกว่าวันนี้ชายพีร์ไม่ได้ไป วิไลรัมภาทำเป็นยิ้มแย้มพูดแก้ต่างให้ว่า

“พี่ชายพีร์คงติดธุระสำคัญ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ โอกาสหน้ายังมี เรื่องแค่นี้รัมภาไม่คิดมากหรอกค่ะ”

ก่อนไปวังจุฑาเทพ วิไลรัมภาร่วมคิดกับเทวพันธ์ หาทางปะเหลาะเอาใจหม่อมเอียดกับย่าอ่อน เมื่อรู้ว่าหม่อมเอียดชอบอ่านลิลิตพระลอก็ทำเป็นชอบด้วย อาสาอ่านให้ฟังและหาทางที่จะมาขลุกที่วังจุฑาเทพ เสนอย่าอ่อนว่าอยากมาเรียนการเรือนกับย่าอ่อนเหมือนที่ย่าอ่อนเคยสอนกรองแก้วมาแล้ว

“อืม...เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันนะคะคุณพี่ ไหนๆ รัมภาจะเป็นสะใภ้ของจุฑาเทพแล้ว เรียนเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน” ย่าอ่อนเชิงปรึกษาหม่อมเอียด

“ก็ดีนะ มาขลุกอยู่ที่วังนี่บ่อยๆ ดูซิชายพีร์จะหนีไปไหนได้”

วิไลรัมภาหัวใจพองโตที่แผนการของตนสำเร็จ

ooooooo

ที่แท้ ชายพีร์แต่งตัวหล่อไปที่กองถ่ายที่กำลังถ่ายหนังเรื่องนางเสือสาวมีเพียงขวัญเป็นนางเอก

หลังจากถ่ายฉากบู๊ผ่านไป ผู้กำกับชมว่าเก่งมากต่อไปเธอต้องเป็นราชินีหนังบู๊แน่ เสี่ยเพ้งก็ปรี่เข้ามายกนิ้วชมว่าเก่งมาก ชายพีร์ที่มาแอบดูอยู่พอเห็นเสี่ยเพ้งก็บ่นเซ็งๆ “หนังของเสี่ยเพ้งอีกแล้ว”

ระหว่างนั้น เพียงขวัญกระซิบอะไรบางอย่างกับเสี่ยเพ้ง เสี่ยตอบรับอย่างกระตือรือร้นชวนไปหาที่นั่งคุยกัน แกล้งทำเป็นพูดเสียงดังสั่งอวดบรรดาหนุ่มๆ ในกองถ่าย

“เตรียมฉากต่อไปให้พร้อมนะทุกคน ผมจะไปคุยกับหนูเพียงขวัญก่อน หนูเพียงขวัญเขาอยากคุยด้วย”

ชายพีร์ใจร้อนผ่าวๆ เมื่อเห็นเสี่ยเพ้งคุยกับเพียงขวัญครู่เดียวก็ควักเงินส่งให้

“ร้อนเงิน ก็มาหาผมได้ทุกเมื่อ ผมยินดีช่วยหนูขวัญเสมอ” เสี่ยเพ้งมือส่งเงินแต่มองเพียงขวัญตาเป็นมัน

เพียงขวัญโล่งใจที่เบิกเงินล่วงหน้าไปแก้ปัญหาทางบ้านได้เปลาะหนึ่ง แต่ชายพีร์คิดเอาเองว่าเธอเกาะเสี่ยเพ้ง พึมพำเซ็งสุดๆ “นึกแล้วว่ายัยนี่ต้องแพ้เงิน”และไม่เพียงชายพีร์เท่านั้นที่เห็น บงกชที่จับตาดูอยู่ก็เห็นเช่นกัน

เพียงขวัญกลับมาที่มุมแต่งตัวเอาเงินใส่กระเป๋า ไม่ทันไรชายพีร์ก็เดินหน้าบึ้งตาขวางเสียงเขียวเข้ามาพูดประชด

“ดีนะ มีธนาคารส่วนตัว เบิกได้ทุกเมื่อ บัญชีตัวเองก็ไม่ใช่”

“นี่เงินค่าตัวเล่นหนังของฉันค่ะ ฉันแค่เบิกมาก่อน” เพียงขวัญบอกอย่างรำคาญใจ

ชายพีร์ประชดว่าเห็นเธอทำงานหนักเหลือเกินเสนอให้ยึดเสี่ยเป็นที่พึ่งถาวรเสียเลยดีไหม เพียงขวัญ ถามว่าเขาอยากให้ตนเป็นเมียน้อยเสี่ยเพ้งหรือ

“ชีวิตคุณ คุณต้องลิขิตเองครับ ผมเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ตกลงคุณเลือกเสี่ยเพ้งใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ” เพียงขวัญตอบทันทีเต็มปากเต็มคำจนชายพีร์อึ้ง เธอถามประชด “คุณอยากให้ฉันตอบแบบนี้ไม่ใช่รึ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่า วันนี้คุณมาที่นี่ทำไม ทุกครั้งที่เจอกัน คุณก็เอาแต่ถามคำถามพวกนี้ วันนี้ฉันตอบไปแล้ว หวังว่าคุณจะไม่ถามอีกหรือจะให้ดี ไม่ต้องมาคุยกันอีกเลย! คุณไปได้แล้ว ไปให้พ้นหน้าฉัน ไปสิ!”

ชายพีร์อึ้ง เดินจากไปหน้าเครียด ส่วนเพียงขวัญ

ทั้งโกรธ น้อยใจ เศร้า เซ็ง ทำได้แค่ด่า

“คนบ้า!”

แล้วทีมงานถ่ายหนังก็พากันอึ้ง เมื่อเสี่ยเพ้งประกาศวันนี้จะหักเงินคนละห้าสิบบาท ช่างไฟถามว่าตนทำผิดอะไร เสี่ยหาว่าจัดแสงไม่สวย ไม่ถูกใจตน แม่ครัวถามว่าแล้วพวกตนทำผิดอะไร เสี่ยพูดหน้าตาเฉยว่า

“วันนี้กับข้าวลื้อไม่ถูกปากอั๊ว พวกลื้อไม่ต้องถามมาก อั๊วรำคาญ” เสี่ยเพ้งเสียงดังข่มแล้วทำเป็นหงุดหงิดเดินงุ่นง่านไป คมบ่นว่าค่าแรงถูกอยู่แล้วยังมาโดนหักอีก บงกชที่เห็นเสี่ยเอาเงินให้เพียงขวัญ เป่าหูทุกคนทันทีว่า

“ทีกับยายนางเอก เสี่ยให้เบิกเงินค่าตัวล่วงหน้า ฉันเห็นกับตา ยายเพียงขวัญฉอเลาะออเซาะขอเบิกเงินค่าตัวเสี่ยเมื่อกี๊”

“ฮึ่ย...เสี่ยต้องเอาเงินส่วนของพวกเราไปประเคนให้นางเอกยั่วสวาทนั่นแน่ กลัวซ้อเหมยฮัวจับได้ ก็เลยมาหักเงินจากพวกเรา” แม่ครัวฮึดฮัด

“พวกเราคงไม่ยอมง่ายๆ หรอกใช่ไหม”บงกชปลุกระดม

“อยากรู้นัก เป็นศัตรูกับคนทั้งกองถ่าย นังหน้าสวยมันจะอยู่ยังไง” แม่ครัวหน้าเอาเรื่อง

บรรดาช่างไฟ ผู้ช่วยแม่ครัวและบงกช ต่างมองหน้ากันอย่างหมายมาดประกาศตัวเป็นศัตรูเพียงขวัญ!

จากนั้นเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อของใช้และเครื่องสำอางของเพียงขวัญที่วางไว้ที่โรงถ่ายถูกเทกระจัดกระจายเกลื่อนไปหมด ไม่นาน บงกชก็เข้ามาเยาะเย้ยว่าใครคงเห็นว่าเป็นขยะเลยเอามาทิ้ง ทั้งยังแสดงความรังเกียจว่าเป็นขยะสกปรกไม่หยิบจับกลัวมือเลอะ

จันทน์กะพ้อเชื่อว่าต้องเป็นฝีมือพวกบงกชแน่เพราะมีเสียงลือกันว่าบงกชอยากเป็นนางเอกกินรีมาก เทียวไล้ เทียวขื่อขอเสี่ยเพ้ง แต่เสี่ยเพ้งยกบทนี้ให้เพียงขวัญเลยไม่พอใจ

เพียงขวัญมองไปรอบตัว เห็นสายตาของพวกบงกชที่มองมาแล้วบอกจันทน์กะพ้อด้วยสีหน้ากังวลว่า

“เราสองคนแย่แล้วจันทน์...อยู่ลำบากแน่คราวนี้”

เบิกเงินล่วงหน้าจากเสี่ยเพ้งแล้ว คืนนี้เพียงขวัญรีบเอาไปจ่ายร้านของชำเพื่อขอซื้อข้าวสารใหม่ด้วย

ระหว่างนั้นมีแก๊งหญิงชายในตลาดนั่งดื่มกันอยู่ พอเมาได้ที่ก็ปากมาก วิพากษ์วิจารณ์เพียงขวัญเสียงลั่นว่า แม่นางเอกหนังใหญ่มาซื้อข้าวสารเฮียเหมือนกันหรือ อีกคนปากยื่นปากยาวต่อความว่า

“ไหนใครว่าได้ผัวรวยไปแล้วไง ผัวเป็นผู้อำนวยการสร้างหนังใช่ไหมอีเมี้ยน พี่ช่างไฟกองถ่ายเขาแวะมากินกาแฟร้านเอ็งน่ะ เขาบอกว่าไงนะ”

“จุ๊ๆ...เมียน้อยเขา” ยายสร้อยทำท่ากระซิบแต่พูดดังๆแล้วพากันหัวเราะคิกคัก

เพียงขวัญทั้งอาย ทั้งเสียใจ ถือถุงข้าวสารรีบออกจากร้านไป

ooooooo

คุณชายรณพีร์ จุฑาเทพ นับวันก็สับสนกับหัวใจตัวเอง ในความนึกคิดวนเวียนอยู่กับเพียงขวัญ บางครั้งก็เครียด บางครั้งก็ยิ้มคนเดียว จนถูกจ่าละไมที่ใกล้ชิดทั้งชายพีร์และยอดยศแซวอย่างรู้ทันว่า กำลังมีความรัก...

“หมวดยังดี ไม่มีเหล้าหนีบมาด้วย หมวดยอดยศไม่ไหว จะโดนคุกสักวัน ผู้หญิงที่ไหนหรือครับ”

“รู้ได้ไงว่าเรื่องผู้หญิง” ชายพีร์ทำไก๋ แล้วถามว่า “อย่างผมนี่ ควรจะทำยังไงต่อ”

“ไอ้พรรค์อย่างเราเนี่ย เป็นคนเฉยๆยังไม่พอ มันยังชอบที่จะเป็นนก เป็นนกเฉยๆก็ยังไม่พอ มันยังต้องบินเพื่อปกป้องชาติ ไอ้คนพรรค์เนี้ย ความตายมันอยู่ตรงหน้า ยังหยุดมันไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไร”

ชายพีร์ฟังแล้วรู้ความนัยของจ่าละไม ทำให้มีกำลัง ใจฮึดขึ้นมา ตัดสินใจสู้ตาย บุกไปบ้านเพียงขวัญทันที

ไปถึงเจอแต่ยายนอนป่วยอยู่คนเดียว คราวก่อนชายพีร์เพียงแต่ช่วยนวด คราวนี้เลยสอบถามรายละเอียด ถามว่า ยายเคยไปหาหมอไหม จึงรู้ว่าไม่เคยไปหาหมอเลย เพราะกลัวเสียเงิน

ชายพีร์ตัดสินใจพายายไปหาหมอ เขียนหนังสือทิ้งไว้บอกว่าไปหาหมอที่ไหน หมอชื่ออะไร แล้วอุ้มยายขึ้นรถไป เมื่อเพียงขวัญกลับมาเห็นจดหมายที่เขียนทิ้งไว้ เธอตกใจคิดว่ายายเป็นอะไรรีบตามไปโรงพยาบาล

ชายพีร์พายายไปหาหมอพุฒิภัทรที่โรงพยาบาล แต่ปิดยายไม่ให้รู้ว่าเป็นพี่น้องกัน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากชายภัทรเป็นอย่างดี ชายภัทรตรวจแล้วบอกยายว่า

“ดูผลจากฟิล์มเอกซเรย์บอกว่า หัวเข่ายายมีหินปูนเกาะ ทำให้ปวดมาก ต้องผ่าตัดขูดหินปูนออกครับ” ยายบอกทันทีว่าไม่ผ่าตัด ชายพีร์ถามว่ามีวิธีอื่นไหม “ทุกวันนี้ คุณยายขยับทีเจ็บที จึงไม่อยากขยับ ไม่อยากเดิน ปล่อยไว้อย่างนี้ ขาจะลีบเดินไม่ได้ ที่ออกกำลังขาอยู่นี่ก็ยังเจ็บ อีกหน่อยก็จะเลิกขยับ คราวนี้จะเดินไม่ได้ถาวร ถ้าอยากให้คนไข้หายขาด ก็ต้องผ่าตัดครับ”

เพียงขวัญตกใจถามว่าใช้เงินเท่าไร ชายภัทรบอกว่าประมาณหมื่นห้าพันบาท ฟังตัวเลขแล้ว ยายร้องจะเป็นลม

“การผ่าตัดเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ แต่กินยาเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ คุณพร้อมเมื่อไรค่อยมาผ่าก็ได้”

ยายโวยวายไม่ยอมผ่าตัดท่าเดียว ชายภัทรจึงเสนอให้วันนี้จ่ายค่ายาก่อนก็ได้ เพียงขวัญจึงขอจ่ายค่ายาก่อน ส่วนเรื่องผ่าตัดขอกลับไปคิดดูก่อน ชายพีร์มองเพียงขวัญอย่างเข้าใจและเห็นใจ เมื่อชายภัทรเดินออกไปจึงรีบตามไปด้วย

ooooooo

ชายพีร์ตามออกไปขอบใจชายภัทรที่ร่วมมือช่วยปกปิดให้ตน พูดไม่เต็มปากเต็มเสียงว่าตนแค่อยากจะลองใจคนบางคนเท่านั้น ชายภัทรถามว่าสนใจผู้หญิงหน้าหวานๆ หลานยายใช่ไหม

“โฮ้ย...ไม่ใช่หรอกครับ คนนี้ไม่ใช่” ชายพีร์ทำเสียงดังส่ายหน้าดิก บอกว่าตนแค่อยากรู้ว่าเธอจะยอมขายศักดิ์ศรีขายตัวเองเอาเงินมารักษายายหรือเปล่าเท่านั้น ยังไงตนก็ต้องจ่ายค่ารักษาให้อยู่แล้วแค่ประวิงเวลาดูใจคนเท่านั้นเอง ครั้นชายภัทรดักคอว่าจะดูทำไม ดูอะไร ถ้าไม่ได้สนใจเขา “โธ่...ก็รู้ๆอยู่ พี่ชายภัทรจะถามทำไมเหรอครับ”

ชายพีร์ครวญ ทำหน้ายุ่งๆกลบเกลื่อนแล้วรีบวิ่งตามเพียงขวัญที่กำลังพายายออกไป

ตามเพียงขวัญไปถึงบ้าน นอกจากช่วยบีบนวดให้ยายแล้ว ยังช่วยซ่อมแซมของใช้ในบ้าน เพียงขวัญแย่งจะทำเองก็ถูกพูดเหน็บว่าเก็บหน้าสวยๆไว้หาผู้ชายดีๆกระเป๋าหนักๆมาทำให้ดีกว่า เพียงขวัญประชดว่าใครจะคิดอย่างไรก็คิดไปเพราะพวกเขาไม่ได้มาหาข้าวให้ตนกิน ตนหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเองทั้งนั้นจะสนใจไปทำไม

ชายพีร์เอะใจว่าบ้านนี้มีแต่ผู้หญิงดิ้นรนกันเอง ถามว่าแล้วพ่อเธอกับพ่อของประณตไม่อยู่หรือ เลยทำให้บรรยากาศเสียไป พอรู้สึกตัวชายพีร์ก็รีบขอโทษ

เพราะต้องหาเงินถึงหนึ่งหมื่นห้าพันมาเป็นค่าผ่าตัดยาย นภาจึงไปเอาจี้ทองรูปหัวใจที่ซุกไว้ในตู้เสื้อผ้าจะเอาไปขาย เพียงขวัญกับยายรู้ว่านั่นคือจี้ที่อดุลย์พ่อของเพียงขวัญให้นภาไว้ ไม่อยากเอาไปขาย แต่พอบุหลันเห็นเข้าก็พูดเยาะๆพี่สาวว่า นึกว่าขายทิ้งไปนานแล้วเห็นพร่ำว่าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าของ นี่แสดงว่ายังทำใจไม่ได้

แต่พอถูกนภาพูดย้อนแทงใจดำว่าบุหลันเองก็ซ่อนอะไรไว้ในกล่องลิ้นชักจักรเย็บผ้าเหมือนกัน บุหลันก็ทำไก๋บอกว่าในกล่องมีแต่เข็มกับด้าย นภาบอกว่าตนหมดรักพ่อเพียงขวัญไปนานแล้ว บุหลันก็สวนทันทีว่าตนก็ไม่ได้คิดถึงพ่อตาณตเหมือนกัน ทั้งสองโต้เถียงกันจนเพียงขวัญต้องขอให้พอ บอกแม่ให้เก็บจี้ทองไว้ กว่าจะถึงวันผ่าตัดยาย ตนก็คงหาเงินได้ครบ

บงกชต้องการเฉดเพียงขวัญเพื่อแย่งตำแหน่งนางเอกจึงปลุกระดมพรรคพวกในทีมงานให้หาทางต่อต้านเพียงขวัญ สบโอกาสเมื่อเสี่ยเพ้งตัดเงินพวกตนเอาไปให้เพียงขวัญเบิกล่วงหน้า จึงรวมหัวกันแกล้งเพียงขวัญ เท่านั้นไม่พอ เมื่อถึงเวลาแสดงบทตบตี บงกชก็ฉวยโอกาสตบเพียงขวัญไปหลายฉาด

“คุณแกล้งฉัน คุณจงใจตบจริง” เพียงขวัญลุกพรวดขึ้น

“อย่างหล่อนโดนซะบ้างก็ดี เสี่ยเค็มอย่างกับเกลือ ไม่ได้จับไม่ได้จูบ มีหรือจะให้หล่อนเบิกเงินล่วงหน้า เห็นมานักต่อนักแล้ว ผู้หญิงก้นไวอย่างหล่อน ลงท้ายไม่พ้นเป็น...เมียน้อย!!”

“คุณดูถูกฉัน ฉันไม่ได้เป็นเมียน้อยใคร”

เพียงขวัญสะอึกเข้าหา แต่ไม่ทันทำอะไร บงกชก็ตบหน้าเธอกดลงกับพื้นแล้วขึ้นคร่อมตบกันเพียะ...เพียะ!!!

“เอ้า...เฮ้ย...ยังไม่ได้สั่งอะไรเลย ตบกันทำไม” ผู้กำกับงง

ชาย พีร์พรวดเข้ามาดึงเพียงขวัญออก เสี่ยเพ้งเห็นดังนั้นโวยวายชายพีร์ว่ามาทำอะไรเพียงขวัญของตน กลายเป็นเสี่ยเพ้งมีเรื่องกับชายพีร์ บงกชได้ทียุยงปั่นหัวพวกตนว่าเสี่ยเพ้งให้ท้ายเพียงขวัญ แม่ครัวก็โวยวายว่าพวกตนทำงานเหน็ดเหนื่อยเงินก็ไม่ได้ เสี่ยเอาไปบำเรอผู้หญิงหมด

“แม่นางเอกสร้างปัญหาแบบนี้ พวกเราไม่อยากทำงานด้วย ถ้าเสี่ยไม่เปลี่ยนตัวนางเอกเป็น...เป็นคนที่ใครๆยอมรับงั้นพวกเราไม่ถ่าย!” บงกชยุต่อ

เสี่ยเพ้งเดือดร้อนทันที ร้องเรียกพวกทีมงานที่ชักแถวเดินออกไป ให้กลับมาคุยกันก่อน พอพวกบงกชหยุด เสี่ยถามว่าไม่ทำงานกับตนแล้วพวกเขาจะอยู่กันยังไง สั่ง “กลับไปทำงานเดี๋ยวนี้ ผู้กำกับเขารออยู่”

แต่ทีมงานที่มีบงกชเป็น หัวโจกต่างทวงเงินที่ค้างอยู่ เสี่ยขอเป็นพรุ่งนี้เพราะตอนนี้ธนาคารปิดแล้ว ประไพศรีที่ทำครัว จึงประกาศยกกอง พรุ่งนี้ค่อยมาถ่าย เงินพร้อมค่อยถ่าย พวกทีมงานพยักหน้าแล้วพากันเดินออกไป

เสี่ยเพ้งปวดหัวที่ต้องยกกองอีกแล้วบ่นอุบอิบว่าวันนี้เสียเงินฟรีตามเคย บงกชมาย้ำกับเสี่ยเพ้งให้เปลี่ยนนางเอกอีก

“จะบ้าหรือ ถ่ายไปตั้งเยอะ อีกไม่กี่คัทก็ปิดกล้องแล้ว สายหนังก็รออยู่ ถ้าจะเปลี่ยน เปลี่ยนนางร้ายดีกว่ามั้ง”

บงกชเจอไม้ตายของเสี่ยก็ตกใจโวยวายว่า ตนเป็นนางเอกยอมมาเล่นเป็นนางร้ายให้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว

“ถ้า พรุ่งนี้ไม่มา ลื้อก็ไม่ต้องมาอีก แล้วห้ามก่อเรื่องนะ ห้ามแตะต้องขวัญอีก ไม่งั้น ลื้อเจอเปลี่ยนตัวแน่” เสี่ยเพ้งชี้หน้าบงกชปรามๆแล้วเดินออกไปเลย บงกชแทบจะกรี๊ดที่จะเล่นงานเพียงขวัญแต่กลับถูกเล่นงานเสียเอง

ooooooo

เพียง ขวัญออกจากกองถ่ายระหว่างทางรองเท้าส้นสูงของเธอหักไปข้างหนึ่ง เธอจึงถอดทั้งสองข้างแล้วเดินเท้าเปล่า ชายพีร์ตามมาเจอ จึงเอารองเท้าอีกข้างหนึ่งมาหักส้นทิ้ง เช็ดเท้าที่เปื้อนโคลนให้แล้วเอารองเท้าให้ใส่

ความมีน้ำใจและดูแล เธออย่างดีทำให้เพียงขวัญสะเทือนใจ แต่ก็ยังเจ็บปวดที่เขาดูถูกว่าเธอใช้ความงามอ่อยเงินจากพวกผู้ชายกระเป๋า หนัก ไล่เขาไปให้พ้นและร้องไห้อย่างอัดอั้น

“ผมไม่เหมือนคนพวกนั้น คนพวกนั้นอยากเหยียบคุณให้จมดิน แต่ผมไม่ใช่”

“คุณกับพวกเขาไม่ได้ต่างกันสักนิด”

“ผม เห็นคุณครั้งแรก คุณเป็นกินรีอยู่บนฟ้า ถ้าคุณยอมแพ้ในวันนี้ คุณก็เป็นแค่นกตัวหนึ่ง คุณถามผมบ่อยๆว่า ผมตามคุณทำไม ผมก็แค่สงสัยคุณเป็นกินรีที่สวยสง่างามอย่างที่ผมเห็นหรือเปล่า” เห็นเพียง–ขวัญร้องไห้อย่างหนัก ชายพีร์ปลอบโยน “อย่ายอมแพ้ง่ายๆเข้มแข็งเข้าไว้...เก็บความเจ็บปวด สีหน้าคนที่รังเกียจคุณ จดจำมันไว้ให้มันเป็นพลัง เป็นแรงลม ผลักดันกินรีอย่างคุณให้บินไปสู่ที่สูงดีกว่านะครับ”

เพียงขวัญสบตาชายพีร์อย่างเข้าใจทั้งที่น้ำตายังไหลพราก....

เมื่อพาเธอไปส่งบ้าน เธอขอบคุณเขาด้วยความจริงใจและเริ่มสับสนกับอารมณ์ของตัวเอง

“เข้า บ้านเถอะครับ ดึกแล้ว” ชายพีร์เอ่ยอ่อนโยน อบอุ่น เมื่อเพียงขวัญเดินเข้าบ้าน ชายพีร์ยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกดีๆที่เชื่อว่าเพียงขวัญร้องไห้ออกมาอย่าง หนักขนาดนี้ คงไม่อยากเป็นเมียน้อยใครแน่

วันต่อมา เพียงขวัญมาทำงานตามปกติ เธอหยิบจดหมายที่มีรูปของอัทธ์ออกมาดู จำได้ว่าตัวเองนัดกับเขาทางจดหมายที่จะมาพบกันวันนี้ แต่เพราะไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน อัทธ์จึงส่งรูปมาให้ดู...

เสี่ยเพ้ งมานั่งจ่ายเงินแก่ทีมงานตามที่ตกลงกันไว้ ผู้กำกับเริ่มงาน สั่งให้รีบทำงานเก็บได้หมดก็จะได้ปิดกล้องเลย ให้ทุกคนเร่งมือกันหน่อย

บงกชเจ็บใจที่แผนไล่เพียงขวัญไม่สำเร็จ จำต้องเข้าฉากหน้างอเป็นม้าหมากรุก

ที่ ลานจอดรถกองถ่าย ชายพีร์ขับรถปุโรทั่งของกำพลเข้ามา พนักงานโบกรถให้ไปจอดที่อื่น แล้วโค้งอย่างนอบน้อม โบกให้รถโก้อีกคันเข้ามาจอดแทน

อัทธ์จอดรถหรู ลงจากรถอย่างเท่ ชายพีร์ที่ถูกไล่ ให้ไปจอดที่อื่นดูจากกระจกมองหลังเห็นอัทธ์ยืนเท่อยู่ก็พึมพำ

“โห...พระเอกหนังหรือเปล่าเนี่ย”

ooooooo

ตอนที่ 3

เพียงขวัญมาทำงานด้วยอารมณ์แจ่มใสขึ้น แต่แล้วก็ต้องขุ่นมัวเมื่อยอดยศโผล่พรวดมาพล่ามความรักความคิดถึงเธอในสภาพกลิ่นเหล้าเหม็นหึ่ง

“คุณไม่ควรมาในสภาพแบบนี้ ฉันบอกแล้วไงว่า แม้แต่ความเป็นเพื่อนของเราก็จบไปแล้ว กลับไปเถอะค่ะ”

ยอดยศไม่ยอมกลับจับมือเธอยืนยัน ต้องคุยกันให้รู้เรื่องว่าทำไมต้องใจร้ายกับตน เพียงขวัญบอกตรงๆ ว่า

“คุณมีคู่หมั้นแล้ว คุณควรกลับไปหาคู่หมั้นของคุณ ปล่อย...ปล่อยนะ”

ทันใดนั้น ชายพีร์ที่ซุ่มดูอยู่พรวดออกไป แต่ช้ากว่าหนุ่มหล่อเท่ร่างใหญ่ที่พุ่งตัดหน้าชายพีร์ตวาด

“อย่าแตะต้องน้องขวัญ!”

เพียงขวัญสะดุดหูคำว่า “น้องขวัญ” หันมองอุทาน “คุณอัทธ์”

ยอด ยศปล่อยเพียงขวัญ ชายพีร์มองงงๆว่าหนุ่มมาดดีคนนี้เป็นอะไรกับเพียงขวัญ? ยิ่งเห็นทั้งสองมองกันด้วยความดีใจ รักใคร่ ชายพีร์กับยอดยศก็ปักใจเชื่อว่าต้องเป็นคนที่มาจีบเพียงขวัญ ยอดยศพรวดเข้าไปถามว่า เขามาจีบเพียงขวัญเหมือนเสี่ยเพ้งกับผู้กำกับใช่ไหม ท้าไปเจอกันตัวต่อตัว ใครแพ้ห้ามแตะต้องเพียงขวัญอีก

“สุภาพบุรุษเขาไม่ ใช้กำลัง เขาควรปฏิบัติกับผู้อื่น เยี่ยงสุภาพชน” อัทธ์เอ่ยด้วยท่าทีนิ่งสงบ สุภาพ “ผมว่าคุณเมามากแล้ว กลับไปเถอะ น้องขวัญจะได้ทำงาน” ยอดยศที่กำลังเมายังท้าเหยงๆอัทธ์จึงเตือนว่า “เวลาเมาไม่ควรมาหาผู้หญิงนะครับ เราจะทำให้ผู้หญิงเขาเสื่อม เสียเพราะขาดสติ”

ยอดยศปรามาสว่าไม่กล้าใช่ไหม ชายพีร์จึงเข้าแทรก บอกยอดยศว่า “เขาพูดถูกแล้ว...มานี่ มากับฉัน วันนี้พูดไม่รู้เรื่องหรอก กลับเถอะ” ชายพีร์หันไปขอโทษอัทธ์แล้วลากยอดยศออกไป แต่ยังติดข้องใจไม่หายว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร?

ooooooo

อัทธ์คอยจน เพียงขวัญถ่ายฉากบู๊เสร็จ เมื่อเธอออกมาคุยกับเขา เธอยังวางตัวห่างๆ ไม่เหมือนที่อัทธ์ปฏิบัติต่อเธอราวกับรู้จักกันมานานปี จนเพียงขวัญเอาจดหมายติดต่อออกมาบอกเขาว่า

“ดิฉันยอมเจอคุณ เพราะจดหมายนี้คุณเขียนมาว่า คุณแค่อยากรู้จักกับดิฉัน”

“น้องขวัญเขียนจดหมายตอบพี่ ทุกประโยคพี่จำมันได้ขึ้นใจ น้องขวัญยอมรับพี่ แต่ไม่ยอมรับ...เอ้อ...”

“หลาย เดือนที่เราเขียนจดหมายติดต่อกัน ดิฉันมองว่าคุณเป็น...มิตรจากแดนไกล ระหว่างเราจะมีแต่มิตรภาพระหว่างเพื่อนกับเพื่อน คนที่หวังดีต่อกันค่ะ ดิฉันยอมให้คุณเรียกว่าน้องขวัญ ก็นับว่าให้ความสนิทสนมคุณมากกว่าคนอื่นแล้วนะคะ คุณควรพอใจเพียงเท่านี้” เพียงขวัญวางตัวอย่างมีระยะห่าง

“ก็ได้จ้ะ พี่จะไม่ล้ำเส้นที่น้องขวัญขีดไว้ พี่จะเขียนจดหมายไปหาน้องขวัญที่บริษัทหนังเหมือนเดิม ไม่ถามถึงครอบครัว ไม่ถามถึงที่บ้าน แล้วพี่ก็จะไม่พูดถึง...เขา...”

ได้ยินอัทธ์เอ่ยถึง “เขา” คนนั้น เพียงขวัญก็หน้าเศร้าลง...

ระหว่าง นั้น จันทน์กะพ้อเข้ามา เทนวมสองสามคู่ออกจากถุงทะเล เพียงขวัญแนะนำว่าจันทน์กะพ้อเป็นเพื่อนมาช่วยดูแลตนด้านเสื้อผ้าเครื่อง สำอาง แต่อัทธ์เห็นนวมที่เทจากถุงทะเล ติงว่านี่มันไม่ใช่เสื้อผ้า จันทน์กะพ้อวางมาดนักเลงประกาศกร้าวว่า ตนไม่อยู่วันเดียว เพียงขวัญก็ถูกรุม ต่อไปนี้ใครกล้าแตะเพียงขวัญให้ใส่นวมไปพบกันตัวต่อตัวหลังกองถ่าย

บงกช ทำทีกระซิบจันทน์กะพ้อว่า วันนี้เพียงขวัญเอาผู้ชายใหม่มาอวดอีกแล้ว จันทน์กะพ้อจึงปกป้องเพียงขวัญบอกว่า อัทธ์มาจีบตนต่างหาก ทำทีเอ็ดอัทธ์ว่า ตนไม่สนใจเลยหันมาใช้เพียงขวัญเป็นแม่สื่อหรือ แล้ว หันไปบอกพวกทีมงานว่าตกเป็นเครื่องมือของบงกชแล้ว พูดใส่หน้าบงกชว่า “ถึงยังไงหล่อนก็ไม่มีวันได้บทนางเอกหรอก!”

จันทน์กะพ้อพูดๆๆ จนไม่มีช่องให้ใครพูดหรือชี้แจงอะไร จากนั้นประกาศกับพวกบงกชว่า

“ฟังไว้เลยนะทุกคน เพียงขวัญกับฉันจะไม่ออกไปจากกองถ่ายนี้ เราถือว่าเราบริสุทธิ์ใจ เรามาทำงาน เรื่องเมื่อวานเพียงขวัญเขาไม่เอาเรื่องเพราะอยากให้งานเสร็จ แต่ถ้ามีคราวหน้า เราสองคนจะสู้ ตายเป็นตาย แต่ไม่ยอมแพ้โว้ย!”

เพียงขวัญเห็นเพื่อนชักจะเตลิดไปใหญ่เลยขอให้พอ เป็นจังหวะที่เสี่ยเพ้งมาเร่งให้ถ่ายคัทสุดท้าย ทุกคนจึงกลับไปทำหน้าที่ของตน

เมื่อเล่นงานเพียงขวัญด้วยวิธีนี้ไม่เป็นผล บงกชจิกตามองอย่างเจ้าเล่ห์ วางแผนหันไปยืมมือเหมยฮัวแทน!

ooooooo

หลังจากทำตัวกร่างก๋ากั่นประกาศว่าอัทธ์มาจีบตนเพื่อกันไม่ให้เพียงขวัญถูกนินทา ว่าร้ายแล้ว พอมานึกได้ภายหลัง จันทน์กะพ้อก็เขินตัวเองว่าทำไปได้ไงเนี่ย!

อัทธ์ เห็นท่าทางก๋ากั่นของจันทน์กะพ้อก็ขำๆ หยอกเมื่ออยู่กันลำพังว่าตนไม่ได้ชอบประเภทหญิงรักหญิง จันทน์กะพ้องอนตุปัดตุป่อง บ่นกับเพียงขวัญว่า มาหาว่าตนเป็นหญิงรักหญิง เพียงขวัญปลอบว่าเขาล้อเล่นมากกว่า และขอบใจที่จันทน์กะพ้อมาอยู่เป็นเพื่อนตนตลอด แต่พอจันทน์กะพ้อเสนอให้เลิกเล่นหนัง  เพียงขวัญชี้แจงหน้าขรึมว่า

“แต่มันเป็นอาชีพสุจริตนี่จ๊ะ และเราก็รักงานของเรามากด้วย แค่มีคนเข้าใจอย่างจันทน์ อย่างเอ้อ...”เพียงขวัญคิดถึงชายพีร์แต่เลี่ยงเป็นพูดว่า “คนที่บ้าน ขวัญก็ไม่สนคำพูดของคนอื่นแล้ว ขวัญจะถ่ายหนังสองเรื่องนี้ให้เสร็จ จะรักษายายจะหาเลี้ยงครอบครัวด้วยตังเองให้ได้”

จันทน์กะพ้อมองหน้าถาม ว่าเป็นอะไรต้องหน้าแดง? คิดถึงใครหรือ? เพียงขวัญสะดุ้งปฏิเสธว่าเปล่าไม่ได้คิดถึงใครทั้งที่ใจคิดถึงชายพีร์ แต่ไม่พ้นสายตาจันทน์กะพ้อ เพียงแต่เธอคิดว่าเป็นอัทธ์ เลยชมหยั่งท่าทีว่า

“แล้วบอกไม่ได้มาจีบ คุณอัทธ์มาหาหน่อยเดียวถึงกับหน้าแดง ตาอัทธ์นั่นดูดีจริงๆ ด้วย ถ้าขวัญคบกับคนคนนี้ก็ดีนะ” พูดแล้วตัวเองก็ตัดใจไปจากอัทธ์

ooooooo

ที่ห้องสันทนาการกองบิน...บรรดาทหารอากาศมาทำกิจกรรมพักผ่อนกันตามอัธยาศัย แต่ยอดยศยังเมาไม่สร่างพร่ำเพ้อคร่ำครวญถึงแต่เพียงขวัญ ชายพีร์จึงสั่งกาแฟแก่ๆ ให้ดื่มจะได้สร่างเมา

ระหว่างนั้น กำพลมาขอเปลี่ยนรถคืน บอกว่าขับจากัวร์คิดว่าจะจีบหญิงติดเหมือนชายพีร์ แต่ไม่เพียงจีบหญิงไม่ติดรถยังเกือบเฉี่ยวชนกับคนอื่น เกิดเฉี่ยวชนขึ้นมาตนไม่มีปัญญาซ่อมให้แน่ ขอเอารถเฟียตปุโรทั่งของตนไปใช้ตามเดิมดีกว่า

ชายพีร์แลกกุญแจรถกับกำพล แต่เปลี่ยนกับขันติ ขอเอามอเตอร์ไซค์ของขันติไปใช้แทน แลกกุญแจรถกันแล้วชายพีร์กลับไปหายอดยศอีก ฝ่ายนั้นก็ยังคร่ำครวญไม่เลิก ชายพีร์เลยเตือนสติว่า

“ไอ้ยศ ดูสภาพตัวเองตอนนี้ก่อนเถอะ ต่อให้เขาไม่มีใครเขาก็ไม่เอาแก”

“ผู้ชายคนนั้นดูดีชะมัดเลย” ยอดยศพูดถึงอัทธ์ ทำให้ชายพีร์นึกขึ้นมาได้ เลยคุยอย่างอารมณ์เดียวกันว่า

“เออว่ะ ดูดีจริงๆ ด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ แถมคุณเพียงขวัญดูจะปกป้องเขาด้วย”

“ก็นั่นน่ะสิ ไอ้พีร์...ฉันจะทำยังไงดี...ทำยังไงดี...”

“นั่นสิ...ทำไงดีวะ??” ชายพีร์พลอยกลุ้มไปด้วย

คืนเดียวกันนี้ เพียงขวัญถ่ายฉากสุดท้ายหนังเรื่อง นางเสือดาว เสร็จ จบลงในฉากที่นางเสือจัดการเจ้าพ่อได้สำเร็จ ยิงเจ้าพ่อล้มขาดใจตายไม่เป็นท่า แล้วเดินเข้าไปพูด

“คนเลว คนชั่ว คนกินบ้านกินเมืองอย่างพวกแก ตายไปนรกยังไม่ต้องการ นางเสือดาวจะตามล้างพวกแกให้หมดไปจากแผ่นดิน”

“คัท ปิดกล้อง” ผู้กำกับสั่งน้ำเสียงยินดี ทุกคนปรบมือดีใจ เสี่ยเพ้งโล่งอกที่วันนี้ปิดกล้องได้ตามกำหนด

เพียงขวัญเดินไปไหว้ขอบคุณผู้กำกับและเพื่อนร่วมงานก่อนกลับ ขณะเดินออกมากับจันทน์กะพ้อ เธอปรารภอย่างโล่งใจว่า เดี๋ยวนางเสือดาวก็ฉายแล้ว พอหนังฉายก็จะได้เงินไปรักษายาย จันทน์กะพ้อถามว่ายายไปหาหมอที่ไหนหรือ

“คุณชายหมอ ท่านมีเมตตามาก ชื่อคุณหมอ ม.ร.ว.พุฒิภัทร ท่านรับปากจะผ่าตัดยายให้”

ทั้งสองเดินผ่านรถที่อดุลย์นั่งอยู่ อดุลย์ได้ยินชื่อหมอพุฒิภัทร เขามองตามเพียงขวัญพลางเอามือจับสร้อยห้อยจี้ทองรูปหัวใจ คิดถึงนภาที่มีสร้อยและจี้แบบเดียวกันนี้ที่เขาทำไว้ให้เมื่อครั้งอยู่ด้วย กัน...

ooooooo

คุณชายรณพีร์ผู้ที่หม่อมเอียดบอกว่าเจ้าชู้ ประตูดิน กำลังถูกวิไลรัมภารุกประชิดตัว โดยเธอทำทีมาเรียนการบ้านการเรือนกับย่าอ่อนจึงขลุกอยู่ที่วังจุฑาเทพ ทำอาหารที่ชายพีร์ชอบหวังใช้เสน่ห์ปลายจวักมัดใจ แต่ชายพีร์ก็ให้ได้เพียงคำชมแต่หัวใจนั้นหมกมุ่นอยู่กับเพียงขวัญตลอดเวลา

เมื่อขึ้นห้องนอน ชายพีร์หาทางที่จะทำตามแผนที่ตัวเองวางไว้ โดยจะออกค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดให้ยายของเพียงขวัญแต่ไม่เปิดเผยตัว จึงหวังจะอาศัยพี่ๆที่มีครอบครัวแล้วช่วยทำโครงการการกุศลผ่าตัดฟรีให้ยายโทร.ไป หาชายภัทร ก็ได้รับคำตอบว่าไม่ชอบโกหก หากจะทำก็ให้บอกเขาไปตรงๆ เลยว่าชอบเขาอยากช่วยเขา ชายพีร์งอนเลยโทร.ไปหาชายเล็กที่กำลังสร้างโรงเรียนให้เด็กๆอยู่ที่ค่ายใน ชนบท พอชายพีร์เอ่ยปาก ชายเล็กถามว่าทำไมต้องทำแบบนั้นด้วย ชายพีร์งอนหาว่าทำให้น้องแค่นี้ก็ไม่ได้ ยิ่งเมื่อได้ยินเสียงสร้อยฟ้าเดินผ่านมาหอมแก้มชายเล็ก ชายพีร์ก็ยิ่งหงุดหงิด บ่นอุบอิบ

“อะไรน่ะพี่ ทำอะไรครับพี่ หอมแก้มเมีย ไม่สนใจน้อง ผมไม่คุยกับพี่ชายเล็กแล้ว ไปตามไอ้ชัช เอ๊ย ทูลเชิญเจ้าชายรังสิมันตุ์มาเรียนสายทีครับ”

พอได้คุยกัน ท่านชายรังสิมันตุ์เล่าโครงการเร่งพัฒนาประเทศมากมายให้ฟัง ก็บ่นว่าไม่ว่างกันหมดเลย

“ดี! ดี!! ไม่ว่างกันหมดเลย ขอบคุณมากครับ แค่นี้ก็ช่วยกันไม่ได้ สวัสดีนะครับ” ชายพีร์ประชด

ชายใหญ่เดินมาถามว่ามีอะไรกันหรือ ชายภัทรเล่าขำๆว่า “ชายพีร์ติดผู้หญิง ท่าจะเป็นเอามาก” แล้วป้องปากเล่าให้ฟังถึงความวุ่นวายของชายพีร์ที่เที่ยวโทรศัพท์หาพี่ๆวุ่น ไปหมด

สุดท้ายเมื่อชายพีร์โทร.หาชายรุจ ถูกพี่ชายดักคออย่างรู้ทันก็ตัดบทว่าจะไม่ช่วยตนใช่ไหม ชายใหญ่จึงให้ชายรุจจัดการงานให้เสร็จเร็วๆเห็นทีต้องให้ไปช่วยแผลงศรรักให้ ชายพีร์เสียแล้ว

“ได้ครับ ผมจะรีบทำงาน ท่านหญิงก็อยากเห็น หน้าผู้หญิงของรณพีร์เหมือนกัน”

“ผู้หญิงของรณพีร์คือใครคะ วิไลรัมภาหรือคะ” หญิงแต้วถาม

“ถ้าใช่ ก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่ใช่ ที่วังจุฑาเทพ คราวนี้คงยุ่งกันใหญ่” ชายรุจบอกขำๆทั้งกังวล

เห็นชายพีร์วุ่นวายใจ ชายใหญ่จึงเรียกไปนั่งคุยชี้ให้เห็นว่าปัญหาของเขาคือ ความกลัว ทำให้ชายพีร์ตั้ง สติถามตัวเองว่า “ความกลัว...กลัวอะไร...กลัวใครวะ...” พลันใบหน้าของอัทธ์ก็มารบกวน ทำให้ชายพีร์รู้ใจตัวเองว่าที่แท้ตนกลัวอัทธ์หนุ่มหล่อเท่คนนั้นนั่นเอง เริ่มจัดการกับใจตัวเองให้ขจัดความกลัวหันมาสู้!

จากนั้น ชายพีร์ก็ปลุกใจตัวด้วยให้สู้ ทั้งขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผนเรียกความกล้า เล่นรักบี้ก็ปลุกใจตัวเองเข้าปะทะอย่างบ้าคลั่ง จนเป็นที่แปลกใจของทุกคน
เมื่อปลุกความกล้าขึ้นมาได้แล้ว จึงไปยืนเท่ที่หน้าบ้านเพียงขวัญ เจอเธอกำลังจะออกไปทำงานก็ตรงเข้าไปถามว่า

“นายคนนั้นที่มาหาคุณ ที่มีเรื่องกับยอดยศ เขาเป็นใครหรือครับ”

เพียงขวัญมองเขาแปลกๆ ตอบว่าไม่จำเป็นต้องบอก ชายพีร์ไม่ตื๊อแต่ไปหยิบรองเท้าที่ท้ายมอเตอร์ไซค์มาให้ บอกว่าเอามาฝาก คู่นี้สวยกว่าคู่ที่ส้นหักคราวที่แล้ว เพียงขวัญปฏิเสธอย่างหยิ่งในศักดิ์ศรีว่า

“ฉันจนก็จริงแต่มีศักดิ์ศรี อย่าใช้เงินซื้อมิตรภาพเพราะมันจะไม่ยั่งยืน”

“จะไปทำงานใช่ไหมครับ ผมไปส่ง” พลางเดินนำไปที่มอเตอร์ไซค์

“ไม่เป็นไร ฉันนัดน้าหมึกให้มารับแล้ว นั่นไง มาตรง เวลาเป๊ะ” แล้วบอกน้าหมึก “ไปช่องสี่บางขุนพรหมนะจ๊ะ”

ชายพีร์ยืนเหวอ มองตามรถน้าหมึกที่มีเพียงขวัญซ้อนไปจนลับตา...

ooooooo

เพียงขวัญไปรำมโนราห์โชว์ให้บริษัทโฆษณาสินค้าแห่งหนึ่ง รำเสร็จเธอเดินออกมา มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่ามีคนมารอพบอยู่ที่หน้าห้อง

พอเพียงขวัญเห็นอดุลย์ก็ชะงัก เพราะเธอเคยเจอเขามาครั้งหนึ่งแล้วแต่ใจไม่ยอมรับเขา

ครั้งนั้นเขาบอกว่าเห็นเธอรำมโนราห์ในโทรทัศน์จึงรีบบึ่งรถมาหา เพียงขวัญไม่รู้จัก พ่อเลี้ยงอดุลย์แนะนำตัวเองอย่างตื่นเต้นดีใจว่า

“พ่อเอง...พ่อของหนู หนูคือเพียงขวัญ จันทร์ประดับ แม่ชื่อนภาใช่ไหม แค่เห็นหนูรำ พ่อก็รู้ว่าต้องเป็นหนู...ลูกของพ่อ” พ่อเลี้ยงอดุลย์จ้องมองเพียงขวัญเหมือนจะมองให้สมกับที่โหยหามานาน “ตาโตสวยหวานแบบนี้...ท่าทาง รำแบบนี้ มีนภาคนเดียวเท่านั้น”

วันนี้...เพียงขวัญจึงไม่อยากเจออดุลย์จึงเดินเลี่ยงออกอีกประตูหนึ่ง แต่หนีไม่พ้น อดุลย์โผล่มาดักเรียก เพียงขวัญถอนใจถามว่า “เขาบอกคุณหรือคะเรื่องเขามาหาหนู” เธอหมายถึงอัทธ์ลูกภรรยาหลวงของเขาแต่ไม่ยอมเอ่ยชื่อ

แต่พ่อเลี้ยงอดุลย์ ไม่รู้ว่าอัทธ์เคยมาหาเพียงขวัญ เขาเล่าว่ามาธุระที่กรุงเทพฯ เห็นข่าวของเธอเยอะแยะไปหมด แล้วชวนไปหาที่นั่งคุยกัน เพียงขวัญตัดบทอย่างทำใจยอมรับเขาไม่ได้ว่า ตอนนี้ตนกับแม่สบายดีเราไม่ต้องการพบเขาอีก

พ่อเลี้ยงอดุลย์เล่าว่า ตนรู้ว่านภาท้องก็ตอนที่นภาหนีไปแล้ว ตนออกเที่ยวตามหาแต่ไม่พบ ผ่านไป18ปี ตนทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาเธอกับแม่ และเพิ่งได้มาเจอเธอวันนี้ ขอโอกาสตนหน่อยได้ไหม

“ตอนนี้คุณเจอดิฉันแล้ว แค่อยากบอกให้ดิฉันรู้ว่าคุณเป็นใคร ดิฉันรู้เรื่องของคุณมานานแล้วค่ะ แม่ไม่เคยปิดบังอะไรดิฉัน ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหมคะ”

พ่อเลี้ยงอดุลย์เล่า ว่าภรรยาตนเพิ่งตายไปเมื่อปีที่แล้ว ตนไม่ต้องรู้สึกผิดกับใครอีกแล้ว ให้โอกาสตนได้ทำหน้าที่พ่อบ้างได้ไหม เพียงขวัญหัวเราะในลำคอถามว่าถ้าเขาไม่ตายแม่ตนก็ไม่มีวันได้เลื่อนมาเป็น ที่หนึ่งใช่ไหม พูดเหมือนตัดพ้อว่า

“ทุกอย่างมันผิดตั้งแต่คุณหลอกแม่ แม่ถูกเรียกว่าเมียน้อยกี่ครั้งคุณรู้ไหม” พ่อเลี้ยงบอกว่าเพราะอย่างนี้ตนถึงอยากชดใช้ “คุณชดใช้ดิฉันไม่ได้หรอกค่ะ คำว่าลูกไม่มีพ่อประทับอยู่บนหน้าดิฉันไม่มีวันลบออกไปได้หรอกค่ะ”

เพียงขวัญมองอดุลย์ด้วยสายตาเย็นชาแล้วเดินคอแข็งจากไป อดุลย์มองตามอย่างเจ็บปวด...

ooooooo

อดุลย์ไปหาคุณชายหมอพุฒิภัทร เสนอให้ผ่าตัดคุณยายผัน ตนจะจัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมดขอเพียงให้หมออย่าเปิดเผยชื่อตนเท่านั้น ให้บอกแต่เพียงว่าเป็นคนใจดีบริจาคมาหรือเป็นกองทุนช่วยคนจนอะไรทำนองนี้ได้ไหม

ขณะอดุลย์เดินออกจากห้องหมอ เพียงขวัญเข้ามาเห็นพอดีเธอหลบ เดินเลี่ยงไปห้องคุณชายหมอพุฒิภัทร มาเจรจาขอจ่ายค่าผ่าตัดยายเป็นงวดๆ ได้หรือไม่

คุณชายหมอจึงบอกว่าเวลานี้มีผู้ใจบุญบริจาคค่าผ่าตัดให้คุณยายแล้ว เพียงขวัญถามทันทีว่าชื่ออดุลย์ใช่ไหม ชายภัทรชะงักถามว่ารู้ได้ยังไง เพียงขวัญไม่ตอบแต่บอกว่า...

“ดิฉันขอดูแลค่าผ่าตัดคุณยายด้วยตัวเองค่ะ ดิฉันไม่ขอรับความช่วยเหลือจากใคร” พูดแล้วไหว้ลาชายภัทรออกไป

ตลอดเวลาที่เพียงขวัญเข้ามาที่โรงพยาบาล ชายพีร์ติดตามจับตามองตลอดเวลาด้วยความเป็นห่วง...

ooooooo

ความแตกเมื่ออดุลย์เข้ามาเจออัทธ์กำลังดูรูปเพียงขวัญที่ถ่ายในงานต่างๆ พออดุลย์เดินเข้ามาอัทธ์ก็รีบเอารูปซ่อนอดุลย์ ถามว่าเขารู้จักน้องแล้วหรือ เขารู้เรื่องนี้นานแล้วหรือ แม่บอกใช่ไหม

“แม่กับญาติเคยพูดให้ผมได้ยินมานานแล้ว บอกว่าพ่อมีเมียอีกคน มีลูกด้วย ผมมาเห็นรูปพวกนี้โดยบังเอิญตอนที่ผมลงมาบ้านที่กรุงเทพฯนี่ พ่อคงคิดถึงน้องมากถึงเก็บภาพไว้หมด” อดุลย์ไม่ตอบแต่หยิบรูปเพียงขวัญขึ้นดูอย่างภูมิใจ อัทธ์เล่าว่า “สามเดือนก่อน ผมเขียนจดหมายไปที่บริษัทหนังจนรู้ว่าเราเป็นพี่น้องกันจริงๆ”

“ทำไมไม่เล่าให้พ่อฟัง”

“น้องขวัญบอกว่า ถ้าพูดถึงพ่อเขาจะไม่ตอบ จดหมาย”

“เพียงขวัญยอมให้ลูกพบเขาแต่โดยดี?”

อัทธ์พยักหน้าแต่บอกว่า “เขาไม่นับญาติ ไม่ยอมรับว่าผมเป็นพี่ต่างแม่ เขาบอกว่าเขาทำได้แค่ความเป็นเพื่อน ถ้าทำอะไรมากกว่านี้ เขาจะไม่ยอมพบผมอีก”

“ใจแข็งเหมือนแม่เขาไม่มีผิด พ่อไปหาเขาสองครั้งแล้ว แต่เขาก็ไล่ไม่อยากเจอพ่อ” อัทธ์ถามว่าพ่อจะทำอย่างไรต่อไป อดุลย์ตบไหล่ลูกชาย “ขอบคุณมากที่เข้าใจพ่อ แม่ของแกไม่เคยเข้าใจพ่อเลย พ่อจะไม่ละความพยายาม สักวันน้องจะต้องเข้าใจพ่อ” อดุลย์พูดอย่างมุ่งมั่น

ไม่เพียงแต่พูด อดุลย์ยังลงมือทำ แอบตามเพียงขวัญไปที่บ้าน เป็นคืนฝนตกพอดี นภาเอาร่มไปรอรับเพียงขวัญที่ปากตรอก เจออดุลย์เข้าอย่างจัง นภาให้เพียงขวัญเข้าบ้านไปก่อน ตัวเองยืนคุยกับอดุลย์ท่ามกลางสายฝนที่ตกพรำ

เมื่อบุหลันรู้ว่านภาคุยอยู่กับอดุลย์ก็กลัวนภาจะใจอ่อน ฮึดฮัดจะไปจัดการ ถูกยายทัดทานว่า

“ปล่อยเขาเถอะบุหลัน คนเคยเป็นผัวเมียกัน คงอยากคุยกันตามลำพัง”

ทุกคนจึงหยุด ต่างเป็นกังวล ไม่รู้ว่านภาคุยอะไรกับอดุลย์นานสองนานอยู่หน้าปากซอย

อดุลย์รู้ว่านภายังไม่หายโกรธ เขาเล่าถึงอดีตที่ยังไม่มีโอกาสบอกเธอว่า

“เมื่อ 18 ปีก่อน เธอมาด่วนหนีไป ฉันเลยไม่มีโอกาสอธิบาย พ่อฉันจับฉันคลุมถุงชนแต่งงานกับลูกสาวคุณหลวง ฉันไม่เคยรู้จักความรัก จนกระทั่งพบเธอ มองในแง่ศีลธรรมฉันผิดเต็มประตู แต่หากมองอย่างคนบูชาความรักแล้วละก็...ความผิดของฉัน มันจะพออนุโลมได้บ้างไหมนภา”

นภาติงว่าเรื่องนี้เราไม่ต้องพูดกันอีกเพราะตนผ่านความเจ็บปวดมากพอแล้ว อดุลย์บอกว่าตนก็เจ็บปวดไม่น้อยกว่ากันที่เมียหอบลูกในท้องหนี ภรรยาที่อยู่กินกันก็หมางเมินจนเธอตายจากก็ยังไม่ให้อภัย ตนแบกรับความรู้สึกผิดมาตลอด 18 ปี ถามว่า “เธอยกโทษให้ฉันได้ไหมนภา...”

“มันคงไม่มีวันนั้นหรอกค่ะ คุณเสียฉันกับลูกไปนานแล้ว เยื่อใยระหว่างเราขาดสะบั้น ไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิม อย่ามาหาฉันกับลูกอีก!”

“ฉันจะมา...ฉันยังรักเธอ...รักหมดหัวใจ”

แม้นภาจะสะเทือนใจจนน้ำตาแทบทะลัก เธออดกลั้นไว้ตัดใจเดินเข้าบ้าน ทิ้งอดุลย์ยืนเศร้าก้าวขาไม่ออกอยู่ตรงนั้น

ooooooo

นภากลับมาขึ้นไปร้องไห้อยู่ในห้องนอน  เพียงขวัญ เปิดประตูเห็นแม่ร้องไห้อย่างหนักจึงถอยออกมา

เพียงขวัญมานั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่ข้างเตียงยาย ยายนอนมองหลานเอ่ยลอยๆ

“ฝนตกหนักแค่ไหน ยังมีวันหยุด แต่น้ำตาตกในเพราะความรัก ชั่วชีวิตก็ไม่มีวันหยุดไหล”

“หนูสงสารแม่” เพียงขวัญเสียงสะเทือนใจ

ยายหยิบรูปที่ซ่อนอยู่ใต้หมอนให้เพียงขวัญดูบอกว่า “รูปคุณตา...” เพียงขวัญมองหน้ายายบอกว่ายายไม่เคยพูดถึงเลย ยายจึงเล่าความหลังให้ฟังว่า

“ยายเรียนรำที่วังของเสด็จพระองค์หญิง คุณตาหนูท่านเป็นพระยา นภาสวยเพราะได้ท่านมาหนูก็ด้วยคน ยายไปอยู่รวมกับเมียคนอื่นๆ 20 คนได้กระมัง แรกๆ ท่านก็มาหา พอนานไป ท่านก็มีผู้หญิงคนใหม่ สวยกว่า สาวกว่า แต่เบี้ยหวัดก็ได้ทุกเดือน กินอยู่อย่างดี แต่พอหมดบุญท่าน ก็กระสานซ่านเซ็น”

“ใช่ความรักไหมคะ” เพียงขวัญสีหน้าฉงน แต่แววตายายกลับอ่อนหวานเป็นประกาย รับภาพคุณตากลับไปดู

“ใช่สิ...ผู้หญิงเรา ถึงยังไงก็รัก เรามีผัวได้คนเดียว มีรักได้ครั้งเดียว ผู้หญิงมากรัก ไม่ดีหรอกลูก”

เพียงขวัญมองหน้ายายด้วยแววตาที่รู้สึกหวาดกลัวความรัก กังวลกับความรู้สึกเล็กๆ ที่กำลังก่อขึ้นในหัวใจตนพึมพำอย่างสับสน...

“ทำไม ความรักเป็นเรื่องน่ากลัวอย่างนี้ล่ะคะยาย...”

ไม่เพียงเรื่องของยายกับแม่ที่ทำให้เพียงขวัญหวั่นไหวกับความรัก เรื่องของบุหลันก็ไม่ต่างกัน

ในอดีต...บุหลันแต่งงานกับข้าราชการคนหนึ่ง ในคืนวันส่งตัว เขาบอกกับบุหลันว่า

“วันนี้บุหลันสวยที่สุดเลยรู้ไหม พี่จะรักบุหลันไปจนวันตาย”

เวลานั้นบุหลันรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกยิ้มให้กับตนมีความสุขอย่างไม่อาจพูดออกมาได้

แต่หลังจากนั้นไม่นาน บุหลันไปส่งเครื่องลิเกต่างจังหวัดกลับมา พบว่าเพื่อนเจ้าสาวของตนในวัน แต่งงานกำลังสำราญรักกับสามีหมาดๆของตน บุหลันแทบจะบ้า ด่าสามีและเพื่อนน้ำตาอาบหน้า สามีทำเป็น ห่วงใย เตือนว่าระวังหน่อยเธอกำลังท้อง

“ไม่สนใจโว้ย...ลูกคนเลวอย่างแก แท้งไปก็ดีเหมือนกัน นังสร้อยมึง! ต่อหน้าทำเป็นเพื่อนกู ลับหลังขโมยของกูกินงั้นเหรอ!!” บุหลันอาละวาดเข้าไปตบตีสามีและเพื่อนน้ำตาไหลพรากๆ...

นับแต่นั้น บุหลันไม่ยอมรับผู้ชายทั้งหมด ผู้หญิงในบ้านนี้ จึงปากกัดตีนถีบหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเลี้ยงลูกตลอดมา

ooooooo

วันต่อมา จู่ๆ ชายพีร์ก็มาที่บ้าน พูดประชดประชัน ว่า เธอทำหน้าตึงกับตนเพราะมีทั้งคนแก่คนหนุ่ม มารุมรัก บ้านหัวกระไดไม่แห้ง

เพียงขวัญตัดบทเสียงกร้าวถามว่ามีธุระอะไรให้ว่ามาเลย

ชายพีร์ถามว่าผู้ชายชื่ออดุลย์เป็นใคร! เพียงขวัญย้อนถามว่าเขารู้ได้ยังไง ชายพีร์ไม่ตอบแต่เยาะเย้ยต่ออย่างสะใจว่า

“เพ้ง อดุลย์ อัทธ์ เป็นผม ผมก็เลือกยาก”

“สกปรก” เพียงขวัญด่า ชายพีร์ย้อนเย้ยว่าสกปรกยังไง “ก็คุณมันสกปรกจริงนี่ คนชื่ออดุลย์พ่อฉันต่างหาก”

ชายพีร์หน้าแตกถามอึ้งๆว่า “พ่อเหรอ...พ่อคุณยังมีชีวิตอยู่หรือครับ ผมขอโทษที่เข้าใจผิด”

เพียงขวัญค้อนเคืองๆแล้วเดินหนีไป ชายพีร์ตามไปอย่างรู้สึกผิดจนถึงศาลา เห็นเพียงขวัญถือค้อนตอกตะปูโป๊กๆก็เข้าไปขอโทษและอาสาจะทำให้ เพียงขวัญตอบปัดว่าตนทำได้ บ้านนี้ไม่ต้องการผู้ชาย! หันมองหน้าเขาจากนั้นเล่าอย่างตั้งใจล้างสมองล้างตาเขาให้กระจ่างว่า ถ้าเขาสงสัยว่าทำไมไม่เห็นผู้ชายในบ้านนี้ ตนก็จะเล่าให้ฟัง

“พ่อฉัน มีเมียมาก่อน มาหลอกแม่เป็นเมียคนที่สอง แม่ก็เลยพาฉันหนีพ่อมา พ่อของนายประณตเป็นคน เจ้าชู้ พอน้าบุหลันไปต่างจังหวัดก็พาเพื่อนของน้าบุหลันมานอนในบ้าน ประณตไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าพ่อเหมือนฉัน”

ชายพีร์ที่เคยหน้าเป็น เริ่มขรึม อึ้ง...

“ตาของฉัน เป็นพระยา ท่านได้ยายเพราะความสวยและความสาว จากนั้นท่านก็มีอีกหลายคน ตอนท่านจะตาย  จำชื่อเมียได้ไม่หมดด้วยซ้ำ แต่ยายของฉันกลับจำท่านได้ไม่เคยลืม...”

เพียงขวัญหยุด มองหน้าชายพีร์เต็มตา แววตาเด็ดเดี่ยวอย่างที่จะพูดกันให้เด็ดขาดกันวันนี้

“ที่คุณมาตอแยกับฉัน คุณบอกฉันว่าจะมาให้ฉันจัดการเรื่องคุณยอดยศให้ห่างจากฉัน และตอนนี้ฉัน จัดการเรื่องคุณยอดยศให้คุณแล้ว คุณมาอยู่ตรงนี้ทำไม มาที่นี่ทำไมอีก!”

ชายพีร์ประสานสายตากับเพียงขวัญ เขาหนาวเยือกกับแววตาเพชฌฆาตของเธอ เป็นแววตาเดียวกับที่เธอมองยอดยศในวันตัดเยื่อใยไล่เขาไปจากตน แต่วันนี้ชายพีร์กล้าขึ้นมาแล้ว เขากล้าที่จะบอกเธอว่า

“ผมคิดถึงคุณ ต่อให้คุณมีนายอัทธ์ มีผู้ชาย หลายคนให้คุณเลือก ผมจะทำให้คุณเลือกที่จะรักผม”

เพียงขวัญลุกยืนพูดอย่างผ่าเผยอาจหาญว่า “ฉันเลือกแล้ว เลือกที่จะไม่รักใคร! ไม่รักก็ไม่เจ็บปวด ไม่รักก็ไม่ถูกทอดทิ้ง” พูดแล้วชวนไปทานข้าวกัน ชายพีร์มองเธองงๆ กับอารมณ์ที่เปลี่ยนไป เธอบอกว่า “ฉันจะเลี้ยงตอบแทนคุณ...เป็นมื้อสุดท้าย และหลังจากมื้อนี้ ฉันไม่อยากเจอหน้าคุณอีก คุณควรไปจากชีวิตฉันได้แล้ว”

ท่าทางเพียงขวัญเด็ดขาดน่าเกรงขาม จนชายพีร์รู้สึกว่า นาทีนี้ตนเหลือตัวเล็กนิดเดียว...

กินข้าวอย่างฝืดคอแล้วลากลับ ชายพีร์อดคิด ไม่ได้ว่า...

“ผมเผชิญหน้ากับความกลัว ในความสัมพันธ์ของเรา และผมก็จัดการกับมันไปได้ในที่สุด แต่ตอนนี้ คนที่กลัวจริงๆกลับไม่ใช่ผม มันคือคุณต่างหาก...”

ooooooo

วิไลรัมภายังมุ่งมั่นที่จะผูกมัดใจชายพีร์ด้วยเสน่ห์ปลายจวัก แต่แอบสั่งขนมจากร้านเกษรามาตบตา โดยมีพิมวรรณและไฉไลร่วมมือ

ชายพีร์เริ่มอึดอัด เพราะวันนี้นอกจากวิไลรัมภา จะจัดมื้อเช้า อาหารว่าง มื้อกลางวัน แล้วยังมีจิบน้ำชา ยามบ่ายอีก

ชายพีร์จึงเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่ายกับการเอาอก เอาใจจนน่ารำคาญของวิไลรัมภา

คืนนี้ เขากลับไปนอนคิดถึงเพียงขวัญ...“แม่กินรีคนสวย เธอไล่ฉันไม่ให้ไปหาเธอใช่ไหม ทำไมฉันจะต้องเชื่อเธอด้วย ได้เวลาเดินตามแผนแล้ว ฮึ!” ชายพีร์หัวเราะในลำคอกับแผนการเด็ดของตน

ชายพีร์ขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่บ้านเพียงขวัญ เจอ ประณตกำลังร่อนเครื่องบินกระดาษเล่น เลยนัดแนะจะพาไปดูของจริงที่กองบิน แต่มีข้อแม้ว่า ประณตต้องพาเพียงขวัญไปด้วย

รุ่งขึ้น ประณตวางแผนหลอกแดงที่อยู่โรงเรียนวัดเดียวกันว่า เที่ยงนี้ให้รอตนกลับบ้านพร้อมกัน

แดงรอประณตอยู่จนเลยเวลาไปมาก ทางบ้านเป็นห่วง เพียงขวัญจึงไปตาม พอรู้จากแดงว่าประณตหนีโรงเรียนไปที่กองบิน เพียงขวัญจึงตามไป ทหารที่นั่นขับรถพาเธอไปหาประณตกับชายพีร์ที่กำลังดูเครื่องบินอยู่

เพียงขวัญปราดเข้าหาประณตทันที ประณตยิ้มกว้างบอกอย่างภูมิใจว่า

“พี่ขวัญ พี่พีร์เป็นนักบินจริงๆ เอฟ 86 เอฟจอดอยู่นั่นไง ลำเบ้อเริ่มเลยครับพี่”

เพียงขวัญไม่สนใจปราดเข้าไปตีประณตด้วยความโมโห แต่ด่าชายพีร์ว่า

“คุณทำน้องฉันหนีโรงเรียน ทำน้องฉันเสียเด็ก จากที่บ้านมาที่ดอนเมือง ถ้าเขาถูกรถชน ถูกหลอกจะทำยังไง” เธอลากประณตสั่ง “มานี่ กลับบ้าน ไอ้ตัวแสบ!”

ชายพีร์วิ่งตามมาชี้แจงว่า “ผมนัดกับประณตที่ปากซอย กำลังจะออกไปรับ แต่เขามาเสียก่อน ผมไม่ได้สอนให้เขาหนีโรงเรียนนะครับ”

เพียงขวัญจะพาน้องกลับบ้าน ประณตอ้อนว่าตนเพิ่งดูเครื่องบินได้นิดเดียวเอง ชายพีร์ก็ช่วยพูดว่า

“ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ผมขอโทษ ประณตชอบเครื่องบินมาก ถ้าเขาได้อยู่ต่ออีกหน่อยอาจจะมีแรงบันดาลใจให้ตั้งใจเรียน ไหนๆ ก็มาแล้ว เข้าไปดูหน่อยนะครับ”

“นะ...พี่ขวัญนะ...ผมเคยหนีโรงเรียนที่ไหนกัน ทำครั้งนี้เพราะจำเป็น ผมสัญญาจะไม่ทำอีกแล้วสาบานเลยเอ้า”

เพียงขวัญมองหน้าประณตลำบากใจ แล้วหันมองชายพีร์อย่างชั่งใจ

ooooooo

ชายพีร์ดีใจมาก พาเพียงขวัญกับประณตเข้าชมถ้ำเสือ บอกว่าวันนี้วันศุกร์ไม่มีใครอยู่ ตนเลยพาสองคนเข้ามาได้

พูดไม่ทันขาดคำก็เจอกับจ่าละไมที่เดินตรวจเครื่องบินมา ชายพีร์คิดแผนบางอย่าง บอกประณตว่าตนอยากคุยกับเพียงขวัญ ให้ประณตไปช่วยจ่าละไมซ่อมเครื่องบินไหม ประณตดีใจไปกับจ่าละไม อ้อนขอเข้าไปนั่งในห้องนักบินที่เขาเอาไว้ฝึกบินด้วย

กันประณตไปได้แล้ว ชายพีร์พาเพียงขวัญไปที่โกดังเก็บเครื่องบิน เพียงขวัญถามว่าอยากคุยอะไรกับตน เขาบอกให้รอเดี๋ยวแล้ววิ่งออกไป

ชายพีร์ไปจัดการกับของที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว อึดใจเดียวบรรยากาศในโกดังเก็บเครื่องบินก็มีเสียงเพลงรักช้าๆ แสงไฟโรแมนติก เพียงขวัญถามว่าเขาจะทำอะไร เขาพูดหน้าตาเฉยว่า สอนเธอขับเครื่องบินไง

คุณชายรณพีร์ดึงเพียงขวัญเข้าประชิดในอ้อมกอด จับมือวางในท่าเต้นรำ ถามเบาๆ

“คุณขวัญ คุณเคยฟังเพลงนี้ไหม...ผมอยากให้คุณสัมผัส บางทีคุณอาจจะได้รู้ว่าผมรู้สึกยังไงกับคุณ”

เพียงขวัญเต้นรำไปกับเขาอย่างพลิ้วไหว แต่ยังมองเขาอย่างไม่เข้าใจถามว่า

“ไหนบอกว่าจะสอนขับเครื่องบิน”

“เวลาที่เราอยู่บนฟ้า มีแค่เรา ผมกับเครื่องบิน เมื่อผมไปซ้าย เครื่องบินจะไปซ้าย เมื่อผมไปขวา เครื่องบินจะไปขวา...เวลาคุณรำ...คุณเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ บทเพลง เวลาผมบิน ผมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเครื่องบิน เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งที่เรารัก”

เพียงขวัญหยุดกึก ดึงมือตัวเองออกตะลึงกับคำที่ตัวเองกลัว! ชายพีร์อึ้งมองเธอราวกับโลกหยุดหมุนในฉับพลัน เขาพยายามจะจับมือเธอขึ้นใหม่ เพียงขวัญเอามือหนี ถอยห่างออกไป ชายพีร์ใจเสียเมื่อรู้ว่าเพียงขวัญกลัวความรักจริงๆ

“ฉันกับคุณบอกลากันไปแล้ว วันนี้ฉันแค่อยากทำตามความฝันประณต” เพียงขวัญเสียงประหม่า แล้วรีบเดินหนีไป

ชายพีร์ยืนห่อเหี่ยวอย่างหมดสิ้นกับแผนเด็ดของตน แต่ไม่ยอมแพ้ เดินตามเธอไป...

ooooooo

ตอนที่ 4

เพียงขวัญมองหาประณตแล้วเดินลิ่วไป ถูกชายพีร์วิ่งมาดักหน้า พูดจริงจังแต่น้ำเสียงเว้าวอน

“ผมเป็นทหาร เป็นนักบิน ไม่มีใครรู้จักความกลัวเท่ากับทหารที่พร้อมตายทุกเมื่อเพื่อชาติ! คุณกลัวความรักถึงขนาดบอกกับตัวเองว่า จะไม่มีคู่รัก จะไม่แต่งงาน...ชีวิตที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอะไร ก็เหมือนคนตายไปแล้ว”

“ความกลัวช่วยปกป้องชีวิตเรา สอนให้เราระวัง ใครๆก็รู้จักกลัว เวลามีฝนฟ้าคะนองตอนที่บินอยู่ คุณไม่กลัวงั้นรึ”

“รู้ไหม ท้องฟ้าสวยที่สุดตอนไหน ตอนที่คุณบินฝ่าเมฆฝนไปถึงตรงที่ฟ้าเจิดจ้า เวลาที่เราเอาชนะความกลัวได้ เราจะมีความสุข มีความภาคภูมิใจในตัวเอง”

“ฉันเกิดมาเป็นคนแบบนี้ มีครอบครัวอย่างที่คุณเห็น คุณพีร์คะ เรายืนอยู่คนละแห่งที่ คุณไม่ใช่ฉัน คุณจะมาคิดมาตัดสินฉันไม่ได้ค่ะ”

“อย่ากลัวที่จะรักเลยครับ ความรักเป็นสิ่งสวยงาม จรรโลงโลก คิดดูสิ ถ้าพ่อแม่คุณไม่รักกัน โลกนี้ก็ไม่มีคนสวยอย่างคุณมาประดับโลก”

“โลกมีของสวยๆงามๆตามธรรมชาติอยู่เยอะแล้ว ดอกไม้ ผีเสื้อ แม่น้ำลำธาร...”

“บางที ธรรมชาติก็โหดร้ายกับเรานะครับ แต่ความรักทำให้เรามีความสุขเสมอ”

“เป็นทุกข์เสมอต่างหาก ฉันจะไม่เอาชีวิตไปติดบ่วงทุกข์เพราะความรักอีก” เพียงขวัญหน้าตาจริงจังอย่างยึดมั่นในสิ่งที่พูด จนรณพีร์ที่อุตส่าห์หว่านล้อมจนเหนื่อย แต่ไม่ได้ผลอะไรเลย ถอนใจบอกกับตัวเองว่า ผู้หญิงคนนี้มีอะไรมากมายที่เข้าถึงยากจริงๆ

เพียงขวัญบอกชายพีร์ที่ตามเว้าวอนว่าเดี๋ยวพวกตนกลับบ้านเองได้ไม่ต้องห่วง ชายพีร์จึงหันไปบอกประณตว่า ถ้าอยากเป็นนักบินต้องไม่หนีโรงเรียน ต้องสอบได้ที่หนึ่ง ถามว่าทำได้ไหม ประณตทำเสียงสยองว่าต้องสอบได้ที่หนึ่งเลยหรือ

“เมื่อก่อนอาจจะยากเพราะเราไม่รู้จะเรียนไปทำไม แต่ตอนนี้มีจุดหมายแล้ว ก็จะง่ายขึ้น คุณประณตฉลาดจะตาย”

“เอาก็เอา ลองดูซักตั้ง” ประณตฮึดสู้ เล่าว่าวันนี้จ่าละไมสอนการใช้จ๊อยสติ๊กแล้ว คราวหน้าจะมาเรียนอีก เพียงขวัญขัดขึ้นว่าไม่มีคราวหน้า เราจะไม่รบกวนคุณพีร์อีก พอเห็นประณตตกใจก็ลดเสียงลงว่า

“วันนี้พอแค่นี้เถอะประณต เอาไว้สอบเป็นนักบินได้เมื่อไหร่ค่อยมาที่นี่ใหม่ ไปเถอะลุงเขารอนานแล้ว” เพียงขวัญอ้างลุงข้างบ้านที่จะกลับพร้อมกัน แล้วจูงประณตไปเลย

“เพียงขวัญ...” ชายพีร์ครางออกมาเสียงแผ่วหาย ไปในลำคอ

ooooooo

ที่ห้องใต้โดมวังจุฑาเทพ ชายใหญ่ธราธร ชายภัทร กรองแก้ว และระวีรำไพหรือมะปราง พี่น้องสองคู่ กำลังดูรูปและจดหมายของเจ้าหลวงและเจ้าหญิงแห่งเวียงพูคำกันอยู่

กรองแก้วเอ่ยอย่างชื่นชมว่าเจ้าหลวงกับเจ้าหญิงทรงงานหนักเพื่อประชาชนจริงๆ มะปรางเสริมว่า นายพลเซกองถูกจับติดคุกหลวงไปแล้ว สงครามยุติแล้วคงได้พัฒนาประเทศจริงๆเสียที แต่ชายใหญ่ติงว่า

“ไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิ เจ้าวีระวงศ์ เจ้าหลวงหุ่นเชิดที่นายพลเซกองเคยหนุนหลัง ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ยุยงชนกลุ่มน้อยแถวชายแดนตั้งเป็นค่ายทหารสะสมกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ จดหมายของชายเล็กยืนยันมาอย่างนั้น” พลางหยิบจดหมายดู

“เวลานี้ ผู้การสั่งชายพีร์กับเพื่อนทหารฝึกบินเพื่อ เตรียมความพร้อม เพราะชายแดนตึงเครียด” ชายภัทรบอก

ชายใหญ่พูดอย่างสบายใจว่า ถึงชายพีร์จะฝึกหนักแต่กำลังใจคงดี เพราะเห็นมั่นใจว่าสาวจะยอมใจอ่อนแล้ว

กรองแก้วบ่นอยากเห็นหน้าสาวของชายพีร์เพราะเคยเห็นแต่ในหนังสือพิมพ์สวยดีและเป็นดาราดาวรุ่งเสียด้วย กรองแก้วพูดไม่ทันขาดคำ ชายพีร์ก็เดินเซ็งเข้ามา พอทิ้งตัวลงนั่งก็พูดอย่างหมดอาลัยว่า รสชาติของการถูกปฏิเสธนี่มันเจ็บปวดจริงๆบอกว่าตนอกหัก แล้วเอาหน้าซบกับต้นแขนตัวเองคร่ำครวญกับพี่ๆที่ต่างอึ้งอย่างไม่อยากเชื่อ

ooooooo

ที่กองถ่าย วันนี้จันทน์กะพ้อไปทำอาหารให้เพียงขวัญกิน เจ็บใจที่วันก่อนเพื่อนรักถูกแม่ครัวแกล้งเอาข้าวบูดให้กิน

ขณะนั้นเองอัทธ์หิ้วถุงอาหารมามากมายบอกว่าเอามาให้ทั้งสองกินแต่ไม่รู้ว่าชอบกินอะไร เลยซื้อมาหลายๆอย่าง

จันทน์กะพ้อพูดติดตลกว่าเพียงขวัญชอบกินผลไม้มากตามประสานางเอก ส่วนตนกินข้าวเยอะๆกับน้อยๆจะได้มีแรงช่วยพ่อทำค่ายมวย อัทธ์ถามทึ่งว่าบ้านเธอเป็นค่ายมวยหรือ

“ค่าย ป.ปากเกร็ด ไปถามคนแถวนั้น ใครๆก็รู้จัก ชื่อพ่อฉัน ป.มาจากปุ้มปุ้ย” พูดแล้วหัวเราะฮ่าๆๆเล่าไปขำไปว่า “คิดดูเป็นนักมวยชื่อปุ้มปุ้ย ตอนหลังเลยเปลี่ยนเป็นปัญญา เผื่อมันจะดีขึ้นมาบ้าง”

อัทธ์ฟังแล้วหัวเราะขำๆทีแรกจันทน์กะพ้อก็หัวเราะด้วย แต่แล้วก็หยุดกึกทำหน้าเอาเรื่องถามว่าหัวเราะพ่อตนหรือ ทำเอาอัทธ์ตกใจหน้าจ๋อย แต่จันทน์กะพ้อกลับหัวเราะร่าออกมาอีก หยอกเขาว่าพูดแค่นี้ถึงกับหน้าซีดเลย แล้วขอบใจสำหรับของที่ซื้อมาฝาก อัทธ์ทำหน้าไม่ถูกแต่ก็เห็นถึงความร่าเริงน่ารักของจันทน์กะพ้อ พูดยิ้มๆว่า

“คุณนี่ไม่เหมือนผู้หญิงที่ผมเคยรู้จัก คุยด้วยแล้วสบายใจดีนะครับ”

จันทน์กะพ้อไม่สนใจ ค้นดูข้าวของที่อัทธ์ซื้อมาอย่างสนใจกว่า และเมื่อพาอัทธ์ไปหาเพียงขวัญที่นั่งพักอยู่ริมน้ำตก คนขับรถเอาช่อกุหลาบแดงมาให้ บงกชมองอัทธ์พูดแขวะเพียงขวัญว่าผู้ชายมาหาอีกแล้ว จันทน์กะพ้อได้ยินเลยพูดเสียงดังรับสมอ้างว่าอัทธ์มาหาตนเพื่อปกป้องเพียงขวัญ อัทธ์ฉุกคิดได้เลยเอาช่อกุหลาบยื่นให้จันทน์กะพ้อเสียเลย

“ต้องเอามาให้จริงๆด้วยหรือ” จันทน์กะพ้อทำหน้าเหมือนท้องผูก อัทธ์ยืนยันว่าให้เธอ พอรับไปจันทน์กะพ้อก็พูดเหมือนจะจับไข้ว่า “ครั่นเนื้อครั่นตัวไงไม่รู้ ดูสภาพฉันสิ หน้าอย่างฉันถือช่อกุหลาบเข้าซอยบ้าน หมาคงเห่ากันเกรียว”

อัทธ์หัวเราะขำๆมองเธอด้วยแววตาที่พอใจมากขึ้นทุกที...

ooooooo

ที่จริง อัทธ์ต้องการมาปรับความเข้าใจกับเพียง-ขวัญว่าตนไม่ได้บอกพ่อเรื่องมาพบเธอ เพียงขวัญบอกว่าตนเข้าใจแต่พออัทธ์พูดว่าเห็นพ่อไปคุยกับแม่เธอด้วย เพียงขวัญก็หน้าตึงทันที

“แม่ร้องไห้ใหญ่ เขาทำให้แม่ร้องไห้มาตลอด เขาควรจะรู้ตัว แล้วออกไปจากชีวิตพวกเราเสีย”

“แม่พี่เสียไปแล้ว คงไม่ผิดอะไรที่คุณพ่อจะมาดูแลแม่นภากับขวัญ”

“ถ้าคิดอย่างนี้ เราก็ไม่มีอะไรพูดกัน ขวัญกับแม่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น” พูดแล้วลุกไปเลย อัทธ์รีบขอโทษ สัญญาว่าจะไม่พูดอะไรแบบนี้อีก “คุณต้องทำงานขึ้นล่องเชียงใหม่กับพระนครรีบกลับไปเถอะค่ะ”

“คราวหน้าอนุญาตให้พี่มาหาอีกนะคะ พี่เกิดมาตัวคนเดียวไม่มีพี่น้อง พี่อยากมีน้องสาวจริงๆเรื่องอะไรที่น้องไม่ชอบพี่จะไม่ทำ ขออย่างเดียวอย่าไล่พี่ไปไหนอีกนะคะ” อัทธ์ขอร้อง พอเพียงขวัญพยักหน้า เขายิ้มดีใจต่างมองกันอย่างผูกพัน

บ่ายนี้ เกิดเรื่องที่คาดไม่ถึงขึ้นที่กองถ่าย เมื่อเครื่องทำควันที่ชนะประดิษฐ์ขึ้นมาถ่ายทำฉากนางกินรีลงเล่นน้ำในสระโบกขรณีเกิดระเบิด นักแสดงตกใจวิ่งวุ่นสะดุดสายไฟทำให้ทั้งกล้องและสปอตไลท์ราคาแพงตกน้ำหมด

เสี่ยเพ้งที่กำลังหลับสะดุ้งตื่นขึ้นมาถึงกับดีดตัวลอยหน้าซีดเหงื่อแตกพลั่กโกรธจนตัวสั่นพุงกระเพื่อมตะโกนด่า

“โฮ้ย...ไอ้ชนะ ไอ้วินาศสันตะโร!!”

ชนะถูกเรียกมาด่าแหลกและไล่ออกทันทีฐานทำให้ฉิบหายวายป่วงไปหมด เพียงขวัญกับจันทน์กะพ้อแอบฟังอยู่มองหน้ากันซีดๆ

ถูกเสี่ยเพ้งไล่ออกแล้ว ชนะนอนตรอมใจจนจับไข้ ข้าวปลาอาหารที่เพียงขวัญหิ้วปิ่นโตมาวางไว้ให้ก็ไม่แตะต้องเพียงขวัญเข้าไปดูแล พอเห็นเป็นไข้ก็จะเช็ดตัวให้

เมื่อเพียงขวัญเอาน้ำมา เห็นชนะมองรูปของราตรีพี่สาวของนภาที่วางอยู่บนหิ้ง พูดเศร้าๆ

“ลุงสัญญากับราตรีไว้ จะทำหนังเรื่องกินรีเพื่ออุทิศให้ราตรีเมียรักของลุง”

“แม่รำฉุยฉาย ป้าราตรีรำกินรีร่อน ป้าราตรีสอนให้หนูตั้งแต่ยังเด็ก” เพียงขวัญรำพึงอย่างมีอารมณ์ร่วม แล้วชนะก็เล่าความรักของตนกับราตรีให้หลานรักฟังว่า

ตนพบกับราตรีขณะไปฉายหนังเร่ที่สนามหลวงและราตรีรำอยู่บนเวที เมื่อแต่งงานกันตนได้เป็นผู้กำกับชีวิตดูเหมือนจะสมบูรณ์ขึ้น แต่อยู่ๆราตรีก็มาจากไป คร่ำครวญ ว่า “ลุงไม่เหลืออะไร เหมือนโลกมันมืด...มืดไปหมดแล้ว...” ครู่หนึ่งจึงเล่าต่อได้ว่า “ลุงอยากเห็นพระสุธน มโนราห์โลดแล่นบนแผ่นฟิล์ม ประกาศความเป็นไทย หนังน่ะมีอายุเป็นร้อยๆ ปีเลยนะ คนรุ่นหลังจะได้เห็นรำกินรีร่อนของราตรีที่แสดงโดยหนู”

“ขวัญจะไปคุยกับเสี่ยเพ้งให้ ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ เดี๋ยวขวัญไปเอาข้าวเอายามาให้นะคะ”

“ถ้าไม่มีหนัง ลุงก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม โลกนี้มีแค่สองสิ่งที่ลุงรัก คือรักการทำหนัง กับ...รักราตรี...นอกไปจากนี้ ไม่มีอะไรมีความหมายสำหรับลุงอีกแล้ว”

เพียงขวัญเดินออกมา มองท้องฟ้าพลันก็นึกถึงคำพูดเรื่องความรักของชายพีร์ขึ้นมา เธอพึมพำอย่างเหนื่อยหน่าย...

“ความรัก...ความรักอีกแล้วหรือ...เฮ้อออ...”

ooooooo

เพียงขวัญไปหาเสี่ยเพ้งที่บริษัทภาพยนตร์ พอพนักงานไปบอก เสี่ยเพ้งดีใจมาก พูดเสียงดังอวดบรรดาชายหนุ่มแถวนั้น สั่งพนักงานให้นัดเพียงขวัญไปพบที่โรงแรมดาวทองของตน

พอเพียงขวัญรู้ก็ไม่สบายใจว่าทำไมเสี่ยต้องนัดพบที่โรงแรม ขอเป็นที่อื่นได้ไหม พนักงานดูนาฬิกาแล้วตอบอย่างไม่แยแสว่า

“เที่ยงแล้ว เวลาพัก ขอโทษค่ะ อย่าคิดมากนะคะ เสี่ยเป็นเจ้าของโรงแรมดาวทอง นัดคุยกับดาราที่นั่นบ่อยๆ” บอกแล้วพนักงานคนนั้นเดินออกไปทันที ทิ้งเพียงขวัญให้ยืนเซ็งอยู่ตรงนั้น

ที่หน้าโรงถ่าย ชายพีร์มาเห็นสภาพแล้วงงๆบงกชบอกว่าเขาเลิกถ่ายไปนานแล้วตั้งแต่เพื่อนเขาคือยอด–ยศมาอาละวาดนั่นแหละ ระหว่างนั้น เสี่ยเพ้งเดินกร่างเข้ามา คุยโวโอ้อวดหยามบรรดาชายหนุ่มที่หมายตาเพียงขวัญว่า

“มีนัดกับนางเอก นัดกับหนูเพียงขวัญโว้ย หนูเพียงขวัญเขานัดมาเมื่อกี๊...เพียงขวัญมีผู้ชายมาข้องแวะเยอะแยะแต่เขาติดใจลีลาของอั๊วที่ไอ้พวกนั้นมันสู้ไม่ได้” เสี่ยหัวเราะลั่นอย่างสะใจสุดๆ

ชายพีร์ได้ยิน เขาโกรธจนกำหมัดแน่นจะเดินไปเอาเรื่อง บงกชมาดึงไว้ถามว่าจะทำอะไร ชายพีร์บอกว่าจะคุยกับเสี่ยเพ้งเพราะเพียงขวัญไม่ใช่คนแบบนั้น

บงกชกลับพูดซ้ำเติมเพียงขวัญว่า “จะบ้าหรือ...คุณก็เหมือนกับยอดยศ เหมือนผู้ชายทุกคนที่ถูกเสน่ห์ยายนั่น กับเสี่ยเขาคั่วกันมานานแล้ว ก่อนที่คุณจะโผล่มาเสียอีก คุณจะไปรู้อะไร” ชายพีร์แย้งว่าเธอกับเพียงขวัญไม่ถูกกัน บงกชสวนไปว่าตนรู้จักเพียงขวัญก่อนเขาใส่ไฟว่าเพียงขวัญเล่นหนังแค่สองเรื่องก็ได้เลื่อนเป็นนางเอกแทนตน “เพราะเขาเอาตัวเองลงทุนไว้สูงกับเสี่ยเพ้งแล้วคุณล่ะรู้จักเขามานานเท่าไหร่กัน”

ชายพีร์ไม่เชื่อ บงกชหาว่าเขาเจอน้ำตาเพียงขวัญไม่กี่หยดก็หลงกลด่าว่า “มารยาตื้นๆ ของผู้หญิงใช้ได้ดีกับผู้ชายโง่ๆ” ชายพีร์สะดุ้งที่ถูกแอบด่าแต่นิ่งเพราะอยากรู้เรื่อง “ยายนั่นร้องไห้เพราะกลัวมีคนไปฟ้องเมียหลวงเสี่ยต่างหาก ใครๆ ก็รู้ว่าเมียเสี่ยดุแค่ไหน” พูดแล้วทิ้งท้ายว่า “ไม่ต้องเชื่อฉันก็ได้ ไปที่โรงแรมดาวทองสิ ผู้หญิงดีๆ เขาไม่นัดผู้ชายที่โรงแรมหรอก”

“ผมจะกลับบ้าน” ชายพีร์หันหลังกลับทันที บงกชไม่สนใจ ขอแค่ได้พูดให้ร้ายเพียงขวัญก็สะใจแล้ว

ooooooo

เพียงขวัญไปที่โรงแรมดาวทองตามที่เสี่ยเพ้งนัด เธอรออยู่ข้างล่าง คิดหนักว่าจะขึ้นไปพบเสี่ยหรือจะเลื่อนไปวันอื่นดี

ชายพีร์ที่บอกว่าจะกลับบ้านแต่ทำใจไม่ได้ มาที่โรงแรมดาวทองเพื่อดูให้เห็นกับตา เพียงขวัญหันมาเห็นพอดี ต่างสบตากันนิ่งแล้วชายพีร์ก็หันหลังเดินออกไปอย่างรับไม่ได้ เพียงขวัญตามไปถามว่ามาทำอะไรที่นี่ ชายพีร์โวยใส่ทันทีว่า

“แล้วคุณล่ะมาทำอะไรที่นี่!” เพียงขวัญงงถามว่าโมโหอะไรมา “ผมแค่อยากถาม คุณปฏิเสธผมเพราะอะไร เพราะคุณเข้าใจไปว่าผมทำให้คุณเป็นนางเอกหนังไม่ได้ เพราะผมไม่ใช่เจ้าของโรงแรม ไม่ใช่ผู้อำนวยการสร้างรึไง ทำไมไม่บอกผมตรงๆล่ะ ผมให้คุณได้ทุกอย่าง มากกว่าเสี่ยเพ้งอีก!”

“คราวที่แล้วคุณให้กำลังใจ คราวนี้คุณกลับมาดูถูกฉันอีก” เพียงขวัญข่มอารมณ์อย่างเข้าใจไม่ได้

“ฮึ่ยยยย!!” ชายพีร์คำรามระบายอารมณ์แล้วเดินกลับไปเลย เพียงขวัญจึงหันขึ้นบันไดไป

เพียงขวัญเดินไปถึงหน้าห้องกำลังจะเคาะประตูแต่แล้วก็เปลี่ยนใจหันหลังกลับ ประตูห้องเปิดทันที เสี่ยเพ้งในชุดผ้าขนหนูเสื้อกล้าม เสี่ยร้องเรียกบอกว่ากำลังจะให้คนไปตามพอดี เธอมองสภาพเสี่ยแล้วเสนอว่าวันนี้เสี่ยคงไม่สะดวก เสี่ยบอกว่าสะดวกกำลังรออยู่เลย ครั้นเธอเสนอให้ลงไปคุยกันข้างล่าง เสี่ยเห็นเธอลังเลก็ใช้ไม้แข็งทันที พรวดเข้าจับลากเข้าไปในห้อง โดยมีสมุนสองคนช่วยกันปิดปากผลักเธอเข้าไป

เพียงขวัญถูกจับไปล็อกไว้บนเตียง เสี่ยเพ้งถามว่าจะมาคุยเรื่องให้ชนะกลับมาเป็นผู้กำกับหรือ พูดประชดว่ารักกันจริงนะ คนบ้าๆ บอๆ อย่างนี้มีอะไรดี เสนอพลางก้มเข้าหาว่า

“มาเป็นเมียเสี่ยดีกว่านะ เสี่ยจะส่งเสียหนูเอง เรื่องที่บ้าน เรื่องยาย เสี่ยจัดการให้หมด”

เพียงขวัญดิ้นสุดแรง พอหลุดก็วิ่งไปที่ประตู ถูกลูกน้องเสี่ยสองคนตามตบจนหมดสติแล้วจับไปวางที่เตียงอีก เสี่ยไล่สมุนสองคนออกไป แล้วลงมือจัดการกับเพียงขวัญอย่างกลัดมัน กระชากแขนเสื้อเธอขาดแควก!

โชคดี ชายพีร์คิดได้หวนกลับมาถามห้องเสี่ยเพ้ง พอรู้ก็วิ่งขึ้นไปถีบประตูเข้าไปเจอเสี่ยกำลังหน้ามืดกับร่างเพียงขวัญ ชายพีร์พุ่งเข้ากระชากเสี่ยออกมา ต่อยเปรี้ยง! เสี่ยสู้แต่เพราะทั้งอ้วนทั้งแก่เลยถูกชายพีร์ตะบันเสียสลบเหมือด

เพียงขวัญรู้สึกตัวขึ้นมา พอเห็นชายพีร์เธอดีใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ชายพีร์ถลาเข้าไปหาพูดอย่างรู้สึกผิดว่า

“ผมขอโทษ...ผมควรจะอยู่เป็นเพื่อนคุณ ผมไม่น่าปล่อยคุณไว้ ผมผิดเอง ผมไม่ได้เรื่องเอง...” ชายพีร์ประคองเพียงขวัญที่ร้องไห้โฮออกมาอย่างตระหนก บอกเธอว่า “ไม่...ยังไม่เกิดอะไรขึ้น ผมมาช่วยคุณทันเวลาพอดี คุณแค่สลบไป เขายังไม่ได้ล่วงเกินอะไรคุณ”

“ฉันอยากกลับบ้าน...”

“ผมจะพาคุณไปส่งเอง ไม่ต้องกลัวคุณขวัญ...ไม่มีอะไรแล้ว” ชายพีร์ประคองเธอออกจากห้องไป

พาเพียงขวัญซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปถึงบริเวณน้ำพุแห่งหนึ่ง เธอขอให้เขาหยุดเดินไปวักน้ำลูบหน้า คร่ำครวญว่าทำไมเขาต้องทำกับตนอย่างนี้ ทำไมต้องทำร้ายตนด้วย ชายพีร์เข้าไปจับไหล่เธอ มองหน้าสัญญาว่า

“ต่อไปนี้ผมจะปกป้องคุ้มครองคุณเอง คุณขวัญ ผมขอสัญญาจะไม่มีใครทำร้ายคุณได้อีก...”

“คุณพีร์...” เพียงขวัญโผเข้ากอดชายพีร์ไว้อย่างหวังเป็นที่พึ่ง...

ก่อนเข้าบ้าน ชายพีร์บอกให้เพียงขวัญทำหน้าให้สดชื่น คุณแม่จะได้ไม่เป็นห่วงและให้ลืมเรื่องวันนี้ให้หมด เพียงขวัญพูดจากหัวใจว่าไม่รู้จะขอบคุณเขาอย่างไร

“ตอบแทนผมด้วยมิตรภาพสิ มันมั่นคงที่สุด...เข้าบ้านเถอะครับ” เพียงขวัญขอร้องเขาอย่าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง “ครับ...จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด” เขายืนมองจนเธอเข้าบ้านแล้วจึงกลับไป

เข้าบ้านแล้วแม่เรียกให้กินข้าว เพียงขวัญกินไม่ลง บุหลันถามว่าเมื่อไรจะไปถ่ายหนังอีก ตอนนี้เริ่มติดหนี้เฮียร้านชำอีกแล้ว เมื่อวานก็ไปซื้อเชื่อข้าวสารมา เกรงใจเขา

“ขวัญจะไม่ไปถ่ายหนังอีกแล้ว เราจะทำมาหากินด้วยการเย็บเสื้อ ขวัญจะไม่รำไม่ถ่ายหนังไม่ไปออกงานอะไรอีก”

แต่ไม่นาน ชายพีร์ก็ย้อนกลับมาพร้อมข้าวสารและอาหารหลายอย่าง ทั้งนภาและยายจึงเรียกให้กินข้าวด้วยกัน ชายพีร์บอกเพื่อให้ทุกคนสบายใจว่า

“มากินข้าวกินบ้านนี้บ่อยๆ เกรงใจ แล้วนี่ยาของยายครับ คุณชายหมอท่านฝากมา พอดีผ่านไปแถวนั้นเลยแวะไปเอามาให้”

“ขอบใจลูก ใจดีจริงๆ  ยาของคุณหมอดีมากๆยายนอนหลับสบายไม่ปวดอีกเลย”

เพียงขวัญยังหน้าบึ้งตลอดเวลา แล้วจู่ๆ เธอก็ลุกเดินออกไป ชายพีร์ลุกตามไปคุยกันที่หน้าบ้านถามว่า ไม่อยากเล่นหนังนั้นพอเข้าใจ แต่ไม่อยากรำนี่คืออะไร

“ฉันเล่นหนังกับเสี่ยเพ้งคนเดียวมาตั้งแต่ต้น มีเรื่องกันแบบนี้ เขาคงไม่สนับสนุนฉัน แล้วอีกไม่นานคนก็จะลืมชื่อฉัน ไม่มีใครจ้างไปรำหรือทำอะไรอีก”

“คนมีฝีมืออย่างคุณ ใครๆ ก็ต้องจ้างไปรำหรือทำอะไรอีก”

“ต่อไปนี้ ถึงจ้างฉันก็ไม่รำ ยายเป็นนางรำ ก็เลยเจอตา แม่เป็นนางรำก็ได้เจอพ่อ การเป็นนางรำ เป็นนักแสดง คนเขาคิดถึงแต่รูปร่างหน้าตาของเรา ไม่มีใครจริงใจกับเรา”

“ไปกันใหญ่แล้วคุณขวัญ มันไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย เรื่องเสี่ยเพ้ง ทำให้คุณเป็นไปขนาดนี้เลยหรือ คุณหมด อาลัยตายอยากในชีวิตขนาดนี้เลยหรือครับ”

เพียงขวัญไม่ตอบแต่สีหน้าเธอเศร้าอย่างไม่เคยเป็น ชายพีร์มองอย่างสงสารจับใจ

ระหว่างเพียงขวัญคุยกับชายพีร์ที่หน้าบ้านนั้น นภาพึมพำว่าเพียงขวัญเป็นอะไรไป บุหลันบ่นว่าไม่เล่นหนัง ไม่ออกงานรำแล้วจะไปเอาเงินที่ไหน อีกหน่อยคนก็ลืม แล้วไหนบอกว่าจะหาเงินให้ยายไปผ่าตัด ยายได้ยินบอกว่าลำบากกันยายไม่ผ่าก็ได้ บุหลันระแวงถามว่าหรือว่าเพียงขวัญท้อง?! แล้วเลยพาลบ่นไปตามประสา...

“ผู้ชายดีมีที่ไหน  คอยดูเถอะ ท้องไม่มีพ่อขึ้นมา อีกคน ชาวบ้านเขาได้นินทาสนุกปากแน่”

ooooooo

เมื่อกลับเข้ามา เห็นประณตนั่งทำการบ้านอย่างแข็งขัน ชายพีร์เข้าไปหยอกว่าขยันแบบนี้ต้องให้รางวัลเสียแล้วถามว่าอยากได้อะไร

“อยากไปเที่ยวครับ...นะพี่ขวัญนะไปด้วยกันนะ...นะ...” ประณตอ้อนจนเพียงขวัญใจอ่อนยอมไปด้วย

ทั้งสามพากันไปเที่ยวที่ริมน้ำสามเสน ประณตกินก๋วยเตี๋ยวจนอิ่มแปล้ บ่นแก้เกี้ยวว่าอ่านหนังสือเครียดเลยกินเยอะ ชายพีร์เลยได้จังหวะบอกว่า

“คุณประณตเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน ต้องตั้งใจเรียน เป็นนักบินให้ได้จริงๆ นะ จะได้ดูแลยาย คุณแม่กับพี่ขวัญ”

กินก๋วยเตี๋ยวเสร็จพากันเดินเล่นแล้วนั่งพัก สั่งโอเลี้ยงมากินกัน ระหว่างนั้นประณตถามเพียงขวัญว่าไม่รับงาน แล้วงานที่รับไว้แล้วอย่างงานวันลอยกระทงใครจะไปรำแทน ชายพีร์เลยติงว่ารับปากเขาแล้วแต่ไม่ไปทำงาน แบบนี้ไม่ถูกนะ

พอพูดถึงเรื่องงาน  เพียงขวัญก็เศร้าขึ้นมาอีก ชายพีร์บอกว่าเสี่ยเพ้งรังแกเธอครั้งเดียวแต่เธอรังแกตัวเองร้อยครั้ง

“หมายความว่าไง” เพียงขวัญมองหน้า

“ความคิดไง...ความคิดที่วนเวียนไม่ยอมปล่อยวันละร้อยๆครั้ง” ชายพีร์พูดให้เธอทบทวนและปล่อยวางเสียบ้าง

เดินเที่ยว พากินกัน แล้วผ่านตลาดสด เพียงขวัญเล่าว่าแม่บอกว่าตนทำแกงส้มอร่อย เลยอยากจะทำให้เขาชิม ชายพีร์รู้สึกดีมากๆเลยชวนกันซื้อดอกแค ผักกระเฉด และกุ้งสดๆตัวโตๆเอากลับไปทำแกงส้มที่บ้าน

ชายพีร์กินแกงส้มหมดชามแล้วขอเพิ่มอีก ประณตยกหม้อให้ดูว่าหมดแล้ว เพียงขวัญนั่งยิ้มอย่างอิ่มใจ เพราะเธอตั้งใจทำให้เขากิน...

กินข้าวแล้วพากันไปนั่งกินของหวานที่ศาลาริมน้ำ เพียงขวัญขอบคุณเขาอีกครั้งสำหรับเรื่องเมื่อคืน เห็นเขาวางถ้วยขนมหวานไว้ข้างตัว ถามว่าขนมไม่อร่อย หรือว่าหวานไป

“หวานสู้คุณไม่ได้หรอกครับ” ชายพีร์เริ่มกล้า พอเธอยิ้มเขิน เขาได้ใจชมว่า “เวลาคุณยิ้มให้ผม ขนมหวานที่ไหนก็หวานสู้คุณไม่ได้หรอก”

นั่งคุยกันด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิม ต่างมีความสุขและสนิทสนมเปิดใจกันมากขึ้น...

จนสมควรแก่เวลา เพียงขวัญบอกให้เขากลับเสียเพราะดึกแล้ว และน้าบุหลันก็ออกมามองหลายทีแล้วด้วย คงกลัวชาวบ้านแถวนี้ครหา

“ขอบคุณสำหรับวันนี้” ชายพีร์ลุกยืน “ขอบคุณ สำหรับแกงส้มแสนอร่อย ขอบคุณสำหรับรอยยิ้มที่คุณมอบให้ ยิ้มอีกครั้งได้ไหมครับ” เธอถามเขินๆว่าทำไมหรือ “ก่อนกลับ ผมอยากเก็บรอยยิ้มคุณกลับไปด้วย”

เพียงขวัญผลักเขาออกไปแก้เขิน แล้วยืนมองตามไปยิ้มอย่างสบายใจ...

ooooooo

อัทธ์ไปหาเพียงขวัญที่บริษัทเสี่ยเพ้ง บอกเสี่ยว่ามาขอพบเพียงขวัญ

“ขวัญเขวินอะไรไม่รู้โว้ย เด็กเนรคุณนั่น อั๊วไม่ยุ่งด้วยแล้ว อั๊วยกเลิกหนังกินรีไม่ถ่ายแล้ว นังเสือสาวก็เหมือนกันถ่ายเสร็จก็ไม่ตัดต่อ ไม่ฉาย”

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

“มันพาคนมาซ้อมอั๊ว ที่เจ็บอยู่นี่เพราะมันทั้งนั้น เสียแรงอุตส่าห์เอาดินมาปั้นให้เป็นดาว คนอกตัญญู!” เสี่ยเพ้งด่าเช็ด อัทธ์ฟังแล้วไม่สบายใจ เป็นห่วงเพียงขวัญขึ้นมาว่าแล้วครอบครัวจะอยู่กันอย่างไร กลับไปเล่าให้อดุลย์ฟัง ทั้งสองต่างเป็นห่วงเพียงขวัญไม่น้อยกว่ากัน

ต่อมา อดุลย์จึงเอาข้าวสารอาหารแห้งกองใหญ่ไปให้ที่บ้าน ถูกนภาบอกให้เอาของกลับไปเสีย

เพียงขวัญออกมาเจอ บอกเด็กๆให้ไปพักกันก่อน แล้วเธอก็คุยกับอดุลย์ แต่ประณตเจ้าเล่ห์อยากรู้อยากเห็นเลยแอบฟังอยู่แถวนั้น

อดุลย์มาเสนอจะให้เพียงขวัญไปทำงานที่บริษัทไม้ของตนที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ บอกว่าฝึกงานไว้  ถ้าวันข้างหน้าเธออยากได้ก็จะยกให้

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ฉันไม่ต้องการ ข้าวของพวกนี้ก็เหมือนกัน ฉันไม่เอา กลับไปเสียเถอะ พวกเราดูแลกันเองได้ ฉันอยากให้คุณจำไว้ว่า เราสองคนแม่ลูกได้ตายจากคุณไปนานแล้ว คุณก็ทราบแล้วนี่คะ ว่าบ้านนี้ไม่ต้อนรับคุณ”

อดุลย์จึงจำต้องขนของทั้งหมดกลับไป

ชายพีร์มาพอดี เขาได้ยินที่เพียงขวัญพูดกับอดุลย์ทั้งหมด...เขาพูดกับเพียงขวัญขณะช่วยซ่อมแซมของใช้ในบ้านว่า “เขาคงอยากช่วยเหลือด้วยความหวังดี อย่าคิดมากซิครับ”

“เขาสงสารฉันมาก ถึงได้หอบข้าวของเป็นถุงๆ แบบนั้นมา แต่เขาคงลืมสิ่งที่เขาทำกับฉันกับแม่นภา ยิ่งสงสาร ยิ่งช่วยเหลือ ฉันยิ่งสมเพชตัวเอง ปล่อยฉันจัดการชีวิตด้วยตัวเองไม่ได้รึไง”

“แต่เขาเป็นพ่อคุณนะ”

“ฉันอยู่อย่างนี้ ฉันเป็นลูกแม่นภาก็ดีอยู่แล้ว ถ้าฉันเข้าบริษัทนั่น ฉันจะกลายเป็นลูกเมียน้อยของคุณอดุลย์ทันที เป็นนักแสดงคนก็ด่าว่าเป็นเมียน้อย ไปทำงานบริษัทเขา คนก็ด่าว่าฉันเป็นลูกเมียน้อยอีก ฉันเบื่อ ฉันอยากเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาที่หาเลี้ยงครอบครัวด้วยตัวเอง ฉันขอแค่นี้...ฉันขอแค่นี้ไม่ได้หรือคะ”

เพียงขวัญอารมณ์ขึ้นมาก จนชายพีร์เงียบไปกลุ้มๆ

ooooooo

วันนี้ ชายใหญ่ธราธร ชายภัทร และชายเล็กรวมทั้งกรองแก้ว ระวีรำไพ และสร้อยฟ้า พากันมานั่งที่ห้องใต้โดมดูสไลด์ภาพเวียงพูคำพร้อมคำอธิบายถึงการปกครองของชัชวีร์ซึ่งบัดนี้คือเจ้าหลวงแห่งเวียงพูคำ

ไม่นานชายพีร์ก็เดินเข้ามาทักทายทุกคนโดยเฉพาะกับชายเล็กที่สนิทกันเป็นพิเศษ เลยถูกรุมถามถึงผู้หญิงของเขา ชายพีร์เล่าแต่พอสังเขปว่า

เธอชื่อเพียงขวัญ คุณยายเธอป่วยตนเป็นห่วงอยากดูแลออกค่ารักษาพยาบาลให้แต่เธอทิฐิ เล่าอย่างสะเทือนใจว่า

“นอกจากคุณยายที่ป่วยอยู่ตรงนั้น ที่บ้านก็มีปัญหาเรื่องการเงินชักหน้าไม่ถึงหลัง แล้วเพียงขวัญไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใครแม้แต่พ่อของเธอเอง”

สร้อยฟ้าเสนออย่างนึกสนุกว่าให้ชายเล็กทำจดหมายให้ทุนไปเลย ชายพีร์จะได้เป็นสุภาพบุรุษอยู่เบื้องหลัง

“แต่ว่าย่าเอียดย่าอ่อนคงจะไม่สนุกด้วยหรอกค่ะ หากท่านรู้เข้า” กรองแก้วติง

“แล้วหญิงวิไลรัมภาล่ะคะ ชายพีร์จะเอาไปไว้ที่ไหน” ระวีรำไพถาม

“นี่แหละครับปัญหา ผมไม่ได้รักน้องรัมภา ผมรักเพียงขวัญ” ชายพีร์ยอมรับปัญหาหนักใจ

ระหว่างนั้นวิไลรัมภาแย่งถาดน้ำชาจากแจ๋วจะเอาเข้าไปเสิร์ฟเอง พอแจ๋วกับสมศรีกันไว้บอกว่าคนนอกห้ามเข้าเลยถูกวิไลรัมภาด่าว่า “พวกชั้นต่ำ!” ทำให้แจ๋วกับสมศรีไม่พอใจเพราะที่นี่ไม่เคยมีใครด่าพวกตนแบบนี้

วิไลรัมภาขัดใจเลยแอบขึ้นไปที่ห้องนอนของชายพีร์เพื่อค้นหาแหวนที่พิมพรรณเคยบอกว่า แหวนช่อแบบที่ตนใส่อยู่นี้ คนที่จบนายเรืออากาศต้องทำแหวน 2 วงสำหรับตัวเอง 1 วงและสำหรับผู้หญิงที่เขารักอีก 1วง

ไปค้นเจอจริงๆเป็นแหวนช่อสำหรับผู้หญิงวางอยู่ข้างรูปชายพีร์เอง เมื่อไปพบยอดยศในวันต่อมา ยอดยศบอกว่าผู้หญิงที่ชายพีร์ใกล้ชิดที่สุดก็มีวิไลรัมภานี่แหละ เห็นไปทานข้าวกับผู้หญิงเหมือนกันแต่ไม่เห็นยืดยาวสักราย ซึ่งเธอเองก็รู้

“แต่ไม่มีใครที่พี่ชายพีร์คิดจะให้แหวนช่อ ใช่ไหมคะ”

“ไม่มีหรอกครับ”

คำตอบนี้ ทำให้วิไลรัมภาโล่งใจ แต่จิกตาอย่างหมายมาด

ooooooo

ชายพีร์หว่านล้อมเพียงขวัญให้ไปรำงานวันลอยกระทง อาสาจะไปส่งไปรับ เห็นเธอลังเล เขาชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อมว่า

“คุณแค่กำลังท้อใจ หมดกำลังใจ ก็เท่านั้น คิดถึงคนที่รอดูคุณอยู่ คิดถึงเจ้าของงานที่เขาชื่นชอบงานของคุณสิครับ”

เพียงขวัญชี้ให้เขาดูชนะที่นั่งซึมเศร้าอยู่ที่บันไดหน้าบ้านบอกว่า ลุงชนะท้อใจยิ่งกว่าตนเสียอีก

“คนที่หมดอาลัยตายอยากเพราะสูญเสียสิ่งที่

ตัวเองรักไป ก็มักจะเป็นอย่างนี้แหละครับ...คุณชนะเป็นแบบนี้ เพราะไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนรัก คุณไม่ได้รำแล้วจิตใจมันจะแย่ หรือว่าคุณชอบเย็บเสื้อ... คุณเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการรำ ผมเคยเห็นเวลาคุณรำ คุณเหมือนต้องมนต์ คุณเคยบอกว่า กว่าจะรำสวยได้ต้องฝึกเป็นปี คุณทำอย่างนั้นได้เพราะคุณรักมัน”

“งานเย็บเสื้อมันก็งานเหมือนกัน งานที่ได้เงินแล้วไม่ต้องยุ่งกับใคร ไม่มีใครมายุ่งกับเรา น่าทำจะตาย”

ชายพีร์ชี้ให้เพียงขวัญดูนภาที่กำลังสอนรำให้เด็กๆถามว่ามีคนมาจ้างบ้างไหม

“ไม่ค่อยมีหรอกค่ะ เราไม่ได้ตั้งเป็นคณะ อีกอย่าง เด็กพวกนี้กว่าจะใช้งานได้ก็เป็นปีๆแม่น่ะขี้สงสาร”

“เด็กพวกนี้ ถ้าไม่ได้หัดรำ แดงก็คงเป็นอันธพาลตามพี่ชาย ส่วนเด็กผู้หญิงก็ยิ่งอันตราย”

“เด็กพวกนี้ พ่อแม่ขี้เมา บางคนก็ไม่มีงานทำเลย แม่คิดว่า ถ้าเขามีวิชาติดตัว มีอะไรยึดเหนี่ยว เขาก็ไม่เสียคนตามพ่อแม่” เพียงขวัญเล่าไปตาก็มองแม่สอนเด็กๆรำไป

“น้านภารักเด็กพวกนี้ รักการรำ น้านภาพบสิ่งที่ตนเองรัก ต่อให้มีปัญหามากมาย ดูสิ...เธอยังดูมีความสุข มีมากกว่าคุณ มากกว่าใครๆ” เพียงขวัญเห็นด้วย เล่าว่ากว่าจะเป็นนางรำได้ต้องดัดมือดัดแขน เจ็บกันเป็นปีๆ ชายพีร์ถามว่า “ทั้งหมดนี้มันคือชีวิตของคุณนะครับ คุณจะทิ้งมันได้ลงคอเหรอ”

ชายพีร์ถามคำถามสุดท้ายแทงใจเพียงขวัญ ทั้งสองมองหน้ากันนิ่งฝ่ายหนึ่งลุ้น อีกฝ่ายชั่งใจ...

ooooooo

วันนี้ เพียงขวัญ ชายพีร์ และประณตไปตลาดหาซื้อของมาทำอาหาร ชายพีร์ดูออกว่าประณตสนใจสลักจิตลูกสาวร้านขายเครื่องเขียน ถามว่าอยากเป็นเพื่อนกับสลักจิตใช่ไหม ตนช่วยได้

ประณตบอกว่าไม่รู้จะพูดอะไร ชายพีร์เลยให้ไปขอกระดาษดินสอจากพ่อสลักจิตที่ยืนอยู่หน้าร้านมาตนจะเขียนให้ เขียนเสร็จก็ให้ประณตพับเป็นเครื่องบิน พอพ่อของสลักจิตหันหลังประณตก็ร่อนเครื่องบินกระดาษเข้าไป สลักจิตแกะออกอ่านแล้วกอดอกทำหน้างอใส่

พอกลับถึงบ้าน ประณตถามชายพีร์ว่าเขียนอะไรในกระดาษนั่น ชายพีร์บอกว่า

“เขียนว่า สลักจิต พรุ่งนี้ผมจะทำสอบเลขให้ได้คะแนนมากกว่าเธอ จากประณต”

ประณตโวยวายว่าเขียนไปอย่างนี้ได้ยังไงเพราะสลักจิตนั้นเป็นที่หนึ่งของห้องอยู่แล้ว ชายพีร์เลยหันถามเพียงขวัญที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันว่าถ้าประณตแพ้จะคิดอย่างไร เพียงขวัญตอบทันทีว่า “ไอ้ขี้โม้!” ชายพีร์บอกประณตว่า ที่ผ่านมามีแต่เราแอบมองเขา พอเราบอกเขาไปอย่างนั้นต่อไปเขาก็ต้องเป็นฝ่ายแอบมองเรา แล้วปลุกเร้าใจประณตให้ฮึดสู้ ถ้าทำได้รับรองว่าสลักจิตจะไม่มีวันลืมเราแน่

“ผมจะไปอ่านหนังสือ บอกแม่ด้วยว่าให้เอาข้าวไปส่งที่ห้อง ไม่ออกมากินแล้ว เสียเวลา!” ประณตฮึดขึ้นสุดๆ เพียงขวัญขอบคุณที่ชายพีร์ทำให้ประณตตั้งใจเรียนขึ้นมาเพราะอยากเป็นนักบินอย่างเขา ถึงตอนนี้คงสอบได้ที่ 1 แน่

“เพราะประณตรักที่จะเป็นนักบินไง คุณเองก็ยังรักที่จะรำอยู่ไม่ใช่หรือ คุณควรจะไปทำในสิ่งที่คุณรักนะครับ”

เพียงขวัญพยักหน้ายิ้มให้เขาอย่างเต็มใจ ชายพีร์รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกที่สามารถเปลี่ยนใจเธอได้...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"เวียร์" ควงคู่ "ฐิสา" เต้นรำหวาน หนี "เจด้า" เอาปี๊บคลุมหัวในละคร “ยอดรักนักรบ”
16 ธ.ค. 2562

07:30 น.