สมาชิก

ก๊วนคานทองกับแก๊งพ่อปลาไหล

ตอนที่ 5

พีศทรรตทิ้งน้ำผึ้งขับรถกลับถึงบ้าน เจอธัญรดากำลังป้อนข้าวให้ญาดาอยู่ เห็นลูกมีความสุขมาก แต่เขากลับไม่แจ่มใสเลยเพราะในสมองยังอื้ออึงไปด้วยเรื่องราวกับน้ำผึ้ง

ธัญรดาถามว่าตั้งแต่กลับมาดูเขาเงียบๆ คิดมากเรื่องอะไรอยู่หรือ เขาบอกว่าเรื่องงานนิดหน่อย ถูกเธอเหน็บว่า

“เห็นนั่งมองหน้าพวกเราแล้วเครียด ทำไมคะ กำลังคิดอยู่เหรอคะว่าจะกำจัดเราสองแม่ลูกออกไปให้พ้นจากชีวิตรักของคุณกับน้ำผึ้งยังไง”

เป็นเรื่องทันที ญาดาถามว่าคุณพ่อรักน้ำผึ้งตัวป่วนคนนั้นหรือ ธัญรดาตอบแทนทันทีว่าใช่แล้ว พีศทรรตทนไม่ได้ถามธัญรดาว่าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าลูกทำไม ธัญรดาโต้ว่ายังไงลูกก็ต้องรู้ พีศทรรตเสียงดังว่า แต่ไม่ใช่วันนี้และไม่ใช่วิธีนี้ ตนมีวิธีของตัวเอง ญาดาตกใจแผดเสียงกรี๊ดปัดข้าวของตกแตกอาละวาดรุนแรง

คุณหญิงกานดาได้ยินรีบเข้ามาถามพีศทรรตว่ามีเรื่องอะไรเมื่อกี๊ยังเห็นดีๆกันอยู่ ใครขัดใจญาดาอีก คุณหญิงออกมาที่มุมหนึ่งในบ้านที่ธัญรดากับพีศทรรตนั่งหน้าเครียดกันอยู่ คุณหญิงตำหนิทันทีว่า

“แม่เพิ่งเข้าไปดูหลาน หลับไปแล้ว นี่ไม่ไหวนะแม่สงสารหลาน ร่างกายก็ไม่ค่อยจะแข็งแรง สามวันดีสี่วันป่วยยังจะให้ป่วยทางจิตด้วยรึไง!”

ทั้งพีศทรรตและธัญรดาต่างเงียบ

“ในเมื่อไม่ฟังแม่ อยากจะจัดการชีวิตของตัวเองยังไงก็เชิญทำไป แต่อย่าทำให้คนข้างหลังต้องเดือดร้อนนะตาพีศ” ทั้งสองโต้เถียงกันขึ้นมาอีกเรื่องที่ธัญรดาพูดเรื่องน้ำผึ้งต่อหน้าญาดา พีศทรรตตำหนิธัญรดาว่าใจดำมากที่พูดเรื่องนี้ต่อหน้าลูก เธอสวนทันทีว่าตัวเองสำส่อนแล้วอย่าโยนความผิดให้ตน ต่างโต้กันอย่างรุนแรงจนคุณหญิงตวาดอย่างโกรธจัด...

“หยุดทั้งสองคนเลย ฉันปวดหัวกับเรื่องนี้เต็มที”

“ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง ขอให้ทุกคนอยู่เฉยๆ”

“ฉันไม่เฉยแน่ ฉันเป็นแม่แก เป็นย่าของหลาน อย่างน้อยถ้าแกไม่กลับไปคืนดีกับรดาเพื่อเห็นแก่ความสุขของลูก แกก็ควรจะเห็นหัวฉันบ้าง ฟังฉันนะตาพีศ ต่อไปนี้ อย่าพาแฟนดารามารยาททรามของแกมาเหยียบบ้านนี้อีกเด็ดขาด ถ้าแกไม่เชื่อ แกจะได้ชื่อว่าเป็นลูกเนรคุณที่เอาเสนียดเข้ามาในบ้าน จนทำให้ฉันอยู่ที่นี่อีกต่อไปไม่ได้!”

พีศทรรตอึ้ง คุณหญิงลุกเดินออกไปอย่างไม่พอใจ ธัญรดายิ้มอย่างเป็นต่อ เย้ยเขาว่า

“บอกแฟนคุณด้วยว่า...อยากจะตกถังข้าวสาร มันไม่ง่ายหรอกนะ” แล้วเดินออกไปอีกคน

พีศทรรตตัดสินใจไปหาน้ำผึ้งที่คอนโด นั่งดูทีวีและหลับไปที่โซฟา หลับสนิทอย่างสบาย จนน้ำผึ้งแปลกใจ

ooooooo

ลินีเดินออกจากโต๊ะประวัติศาสตร์ตัวนั้นออกมาถึงหน้ามหาวิทยาลัยแล้วจึงนึกได้ว่าทำไมไม่ไปเอารถ พอโทร.ไปที่อู่ เฮียโต๋บอกว่าแฟนเธอมาเอาไปแล้ว

“นายวายุบุตร!” ลินีพึมพำ ขอบคุณเฮียโต๋ วางสายแล้วปรี๊ดแตกลุยไปหาเขาที่ผับทันที รปภ.ไปรายงาน พอวายุออกมาถึงก็พูดยั่วว่า ยังไงเธอก็ต้องคิดถึงตนแล้วมอบกล้วยไม้ช่องามให้ ลินีไม่รับ เขาแหย่ว่าไม่ได้ให้เธอแต่ให้เธอมอบให้ตน

ลินีหงุดหงิดทวงกุญแจรถและเอาเงินค่าซ่อมรถให้ วายุไม่รับ เธอยิ่งหงุดหงิด จนเขาตัดพ้อว่า

“ผมทำอะไรไม่เคยถูกใจคุณเลย”

“ถ้าจะให้ถูกใจ อย่าใช้มาตรฐานของตัวเองกับฉัน เอากุญแจมา!”

ในที่สุด วายุบุตรก็ต้องยอมแพ้แก่สาวมั่นคนนี้ตามเคย...ชวนให้เข้าข้างในก็ไม่เข้า เขาจึงให้รอข้างนอกแป๊บเดียวแล้วเข้าไปหยิบกุญแจส่งให้ ลินีรับกุญแจรถพร้อมกับส่งเงินค่าซ่อมรถให้เขา แล้วจะกลับเลย บังเอิญได้ยินพนักงานมาบอกเขาว่า คุณเบลให้มาตาม ลินีเปลี่ยนใจอยากรู้ขึ้นมาทันทีว่าคุณเบลที่ว่านี้คือผู้หญิงที่ตนเจอที่หน้าผับหรือเปล่า แอบเข้าไปหาที่นั่งซุ่มดู งานนี้นอกจากลินีจะเห็นวายุหัวเราะร่าอยู่กับหญิงสาวแล้ว เธอยังเห็นเมเปิ้ลกำลังเต้นอย่างเมามันด้วย!

เป้กับวลัยดูแลเมเปิ้ลอยู่ เห็นท่าเธอเมามาก เลยโทรศัพท์เรียกกฤษมา พอเมเปิ้ลเต้นจนทรุดฮวบลง เป้ก็บอกกฤษให้อุ้มไปเลย แต่พอกฤษเข้าไปอุ้ม เมเปิ้ลกระถดหนีชี้หน้าด่าอย่างเจ็บใจที่ถูกสั่งสอนเมื่อเย็น

“กล้าดียังไงมาด่าฉัน เธอเป็นใครฉันเป็นใคร คิดว่าเห็นชีวิตมากกว่าฉันงั้นเหรอ ถึงได้มาตัดสินฉัน เธอมันก็แค่เด็กเมื่อวานซืน เป็นแค่เด็กฝึกงานที่รอโอกาสจากฉัน ฉันคือคนที่ชี้เป็นชี้ตาย...”

เมเปิ้ลด่าเสียงดังจนกฤษต้องบอกให้เบาๆ ตอนนี้คนทั้งประเทศหันมองเธอเป็นตาเดียวแล้ว เมเปิ้ลมองไปรอบๆ เห็นลินีเข้าเมเปิ้ลมองอึ้ง วายุหันไปเห็นลินีก็อึ้งไปอีกคน!

วลัยถามลินีว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ เมเปิ้ลก็แหวกคนไปแหวลินีว่าตามตนมาตั้งแต่ตอนไหน ลินีบอกว่าไม่ได้ตามเธอแต่ตนมาตามแฟน ว่าแล้วพุ่งไปหาวายุกระแทกเบลกับเพื่อนกระเด็นไป ประกาศกับทุกคนว่า

“นี่ไงแฟนฉันเป็นเจ้าของที่นี่”

เมเปิ้ลอึ้ง เป้พึมพำงงๆ ว่าตนมาเที่ยวบ่อยไม่เห็นรู้เลย กฤษเห็นเมเปิ้ลไม่พอใจเลยลากเธอออกไป

วายุเดินมาหาลินีทักว่า นึกว่าเธอกลับไปแล้วลินีแสดงตัวว่าเป็นแฟนวายุ จนเบลมองวายุถามว่าวายุมีแฟนแล้วหรือ ลินีประกาศตัวและอบรมยาวเหยียดแอบด่าเบลเป็นระยะว่า

“ประกาศค่ะ ฉันชื่อณัฎฐาลินีเป็นแฟนคุณวายุบุตรนะคะ เพราะฉะนั้น ใครที่กำลังขายอ้อยหรือทอดสะพานให้แฟนฉันอยู่ กรุณาล้มเลิกความคิดนะคะ ถ้าไม่อยาก ได้ชื่อว่า...เป็นมือที่สาม”

สิริมาไม่พอใจเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ในขณะที่ลินีก็ยังอบรมไม่เลิกนับจากด่าว่าอ่อยผู้ชายไปจนถึงอาการหน้ามืดที่ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา เธอบรรยายเสียจนวายุขอให้พอ เพราะน้องทั้งสองแค่มานั่งชิลเท่านั้นเดี๋ยวก็กลับ แต่ลินีก็ยังอบรมเสียจนเบลกับเพื่อนอับอายแขกที่มองมาจนพากันกลับไป

วายุลากลินีออกไปมุมหนึ่ง สิริมาตามไปแอบดูแอบฟัง วายุเสียงเข้มใส่ลินีว่าพูดแบบนี้ทำให้ตนเสียหายและอาจเสียลูกค้าด้วย บอกเธอว่า “ถึงผมจะชอบคุณแต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะพอใจในสิ่งที่คุณทำ!”

ลินีโต้ว่าที่ตนพูดนั้นคือการทำงานของตน วายุบอกให้เธอไปทำข้างนอก

“ที่ทำงานของคุณนี่แหละคือที่ทำงานของฉันเพราะมันคือต้นเหตุของปัญหา”

ทั้งคู่โต้เถียงกันอย่างรุนแรง ฝ่ายหนึ่งยืนยันว่าตนทำงานเพื่อสังคม อีกฝ่ายอ้างว่าตนไม่ได้ทำผิดอะไรทุกอย่างทำตามกฎอยู่ในกฎหมาย ใครมาเสพความบันเทิงเพื่อคลายเครียด เขาก็ต้องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ

“รับผิดชอบแต่ไร้สำนึก ใช้ช่องโหว่ของกฎหมายหาประโยชน์เข้าตัวเองแต่ไม่แคร์ความเป็นมนุษย์!! ไม่ใช่เพราะที่แบบนี้หรือที่มันพรากสำนึกผิดชอบชั่วดีไปจากคนคนหนึ่งได้ ไม่ใช่เพราะคนอย่างคุณหรือไง!”

ลินีโกรธสุดขีด เพราะเธอกำลังคิดถึงเรื่องราวของตัวเองในอดีต แต่พอรู้สึกตัวก็สงบและรีบเดินออกไป

วายุเดินตามไป ส่วนสิริมาที่มาแอบดูแอบฟังอยู่มองตามอย่างไม่พอใจ

วายุตามออกมา ลินีบอกว่าตนจะกลับบ้าน เขาถามว่าเธอยังโอเคไหม

“อ๋อ...ได้ด่าคุณแล้ว โอเคมาก” เขาถามว่าด่าตน

หรือด่าใคร “ด่าผู้ชายทุกคนที่ไม่ใช่แค่คุณ ถ้าคุณยัง

คิดจะให้ฉันอยู่ในชีวิตคุณอยู่ละก็ เตรียมตัวเจ๊งได้เลยนะ เพราะไม่ใช่แค่คืนนี้หรอกที่ฉันจะมาเป็นนางร้ายที่นี่ พูดเลย! ทุกคืน!!”

พูดแล้วก้าวฉับๆ ไปเลย วายุอึ้ง เขาเห็นถึงมุมเจ็บลึกๆของเธอ ทำให้อยากค้นหาผู้หญิงคนนี้มากยิ่งขึ้น

“แต่ฉันไม่มีทางยอม” สิริมาโผล่มาโพล่งขึ้น เธอพูดขึงขังว่า “เรื่องส่วนตัวคุณ ฉันอาจจะไม่เข้าไปยุ่งก้าวก่าย แต่ถ้าทำให้ธุรกิจที่ฉันเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วยเสียหาย ฉันเล่นไม่เลิกเหมือนกัน!”

ท่าทีแข็งกร้าวของสิริมา ทำให้วายุเครียด รู้สึกถึงเรื่องราวมากมายที่จะตามมา

ooooooo

กฤษกับเมเปิ้ลยังนั่งแช่เท้ากันอยู่ในน้ำพุ ลินีเดินมาเห็นก็นึกขำยืนดู กฤษเรียกเมเปิ้ลขอสารภาพอะไรบางอย่าง

เมเปิ้ลเงียบฟังอย่างผ่อนคลาย แต่พอฟังกฤษบอกว่า “ยิ่งดูใกล้ๆ คุณก็ยิ่งเหมือนแม่ผมมาก” เธอก็ของขึ้นทันทีโกรธแต่ไม่มีแรงจะวีน ลินีขำพรืดออกมาเบาๆ กฤษถามว่าไม่โกรธตนใช่ไหม เธอบอกว่าโกรธกฤษถามอีกว่าไม่ด่าหรือ

“ด่าแม่เธอที่มาเหมือนฉัน หรือด่าเธอที่ว่าฉันไปเหมือนแม่เธอ” เมเปิ้ลย้อนถาม กฤษบอกว่าด่ามาเถอะด่าอะไรก็ได้ เลยถูกด่าว่า “ไร้สาระเสียเวลา”

“เรื่องที่คุณแค่เห็นเพื่อนคุณอยู่ที่นี่ ทั้งๆที่เขาจะตามหรือไม่ได้ตามคุณมา มันก็ไร้สาระเสียเวลาเหมือนกัน คิดแบบนี้บ้างไม่ได้เหรอครับ” เธอเสียงเขียวใส่ว่าไม่ได้! “ถ้าเรื่องเพื่อนเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคุณขนาดนี้ ทำไม...ไม่ปรับความเข้าใจกันล่ะครับ”

คราวนี้เมเปิ้ลอึ้ง แต่ยังตอบอย่างทิฐิว่า “ฉันไม่ปรับ ฉันไม่คุย”

“แล้วอย่ามาคุยนะ ฉันจะเชิดใส่!” ลินีที่ยืนดูยืนฟังอยู่พึมพำแล้วเดินออกไปเลย

กฤษฎาถามว่าแน่ใจหรือว่าไม่อยากปรับไม่อยากคุย เมเปิ้ลพยักหน้า เขาพูดต่ออย่างใจเย็นว่า “แต่ถ้าคุณกับเพื่อนกลับมาคืนดีกัน อาจจะทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้น

มองโลกสวยงามขึ้น มีพลังที่จะแก้ปัญหาอื่นๆของชีวิตได้ดีขึ้นก็ได้นะครับ”

เมเปิ้ลหมดความอดทนถามว่าเขาอายุเท่าไหร่อย่ามาทำตัวเป็นผู้ใหญ่สอนโน่นสอนนี่ตน กฤษย้ำว่า บอกแล้วว่าตนไม่ใช่เด็ก ความเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้วัดกันที่อายุแต่วัดกันที่วุฒิภาวะต่างหาก

พอดีเมเปิ้ลจาม กฤษพูดอย่างเป็นห่วงว่าเธอ

เป็นหวัด เธอบอกว่าแช่น้ำนานขนาดนี้ต่อให้ถึกขนาดไหนก็แย่ได้เหมือนกันพลางยื่นมือให้กฤษช่วยฉุดลุกขึ้น

ยอมรับว่าจะลุกเองแต่ลุกไม่ไหว แต่พอกฤษฉุดให้ลุกเดินข้ามน้ำพุไม่ทันพ้น ปรากฏว่ารองเท้าเธอส้นหัก! เมเปิ้ลกรี๊ดอุทาน “ลูกแม่!!!”

เมเปิ้ลเศร้ามากจนกฤษติงว่าแค่ส้นรองเท้าหักไม่ได้มีใครตายสักหน่อย เธอคร่ำครวญความรู้สึกที่ต้องเสียของรัก แต่พอจามอีกครั้ง กฤษเร่งให้กลับ เธอทำหน้าเหยบอกว่าไม่มีรองเท้าเดินไม่ได้

กฤษให้ขี่หลังก็ไม่เอา ให้เดินเท้าเปล่าก็ไม่ไหว เขาเลยถอนใจดังๆ เธอมองขวับถามว่าเบื่อตนหรือ เขาตอบทันทีว่า “ครับ...เบื่อ” เลยถูกงอนถามว่าเบื่อแล้วมาทนอยู่ทำไม ทำไมไม่กลับบ้านไปเสีย

“เบื่อความเอาแต่ใจของคุณ แต่ความเป็นห่วงคุณว่าจะกลับบ้านยังไงมันมีมากกว่า” คำตอบของ  ‘เด็กบ้า’

คนนี้ทำให้เมเปิ้ลอึ้ง เขาถอดรองเท้าของตัวเองให้ใส่

“เอ้า...ใส่รองเท้าผมก่อนนะครับ จะได้ไม่เจ็บเท้าเวลาเดิน”

เมเปิ้ลอึ้ง หัวใจแทบละลายกับความน่ารักของเด็กบ้าคนนี้

เมื่อไปถึงรถ เมเปิ้ลถอดรองเท้าคืนให้บอกว่าตนมีรองเท้าแตะในรถแล้วพลางควานหากุญแจรถในกระเป๋า ทันใดนั้นได้ยินเสียงสตาร์ตรถ มองไปเห็นกฤษนั่งยิ้มอยู่ในรถเปิดกระจกเชิญให้ขึ้นรถถามว่า หรือจะให้ตนเปิดประตูรถให้

“ไม่ต้อง ขึ้นเอง” เมเปิ้ลถอนใจ รู้ตัวว่าตัวเองใจอ่อนกับกฤษมากขึ้นทุกที...ทั้งที่ใจไม่อยากเลย

ooooooo

วายุบุตรเจอดีเมื่อมีคนอ้างชื่อเขาโทร.ไปบอกนักดนตรีทุกวงว่าผับเขาเลิกจ้างแล้ว คืนนี้ที่ผับจึงเงียบราวกับป่าช้า เขาเดินออกไปอย่างหัวเสีย

ลินีกำลังจะขับรถกลับเห็นวายุเดินอย่างเร่งรีบไปทางหนึ่งเธอระแวงว่าเขาอาจจะกำลังทำสิ่งผิดกฎหมาย ขณะกำลังคิดหาทางจับผิดนั่นเอง วายุมาเคาะกระจกรถ

จะขอคุยด้วย เป็นตายอย่างไรเธอก็ไม่ยอมลงไป เขาจึงไปยืนขวางหน้ารถไม่ให้ออก เธอบีบแตรลั่นจนเขาต้องเอามืออุดหู แต่พอถูกผู้คนหันมองกันเป็นตาเดียว เธอก็อายเลยจำเป็นต้องลงมาคุยด้วย

วายุแกล้งพูดยั่วว่าทำไมยังไม่กลับบ้านหรือคิดจะตามตน จ้องหาทางทำลายตนทำลายที่นี่ ด่าว่า คนอย่างเธอกัดไม่ปล่อยจริงๆ ลินีตอบอย่างท้าทายว่าใช่! วายุเลยพูดให้รู้ว่า

“คนที่นี่ก็ไม่ต่างจากคุณ ถ้าคุณทำให้ที่นี่เสียหาย เขาก็จะกัดคุณไม่ปล่อยเหมือนกัน” ลินีอึ้งถามว่าใคร “ทางที่ดีคุณอย่ามาที่นี่อีก ผมเตือนด้วยความหวังดี ที่นี่ไม่ใช่ที่ของคุณ และไม่ใช่โลกที่คุณคุ้นเคย” พูดแล้วเดินไปอย่างไม่แยแส

ลินีที่ไม่เคยยอมแพ้ใครถึงกับอึ้งถามงงๆ “หมายความว่าไง ทำแบบนี้ จะถอดใจ จะบอกเลิกหรืออะไรนี่คุณวายุ ฉันไม่เคลียร์!!” แต่วายุเดินหายไปแล้ว ลินีเลยได้แต่แอบกลัวถูกเขาทิ้งอยู่ลึกๆ

“ไม่เคลียร์ไม่จบ” ลินีกลับถึงบ้านแล้วยังบ่นหงุดหงิด หยิบมือถือขึ้นมากดหาวายุ แต่เป็นเวลาที่เขากำลังไปที่ผับของเสี่ยพิภพ เขาถอนใจแล้วกดสายทิ้ง ลินีโกรธเหมือนงูถูกตีขนดหาง แค้นที่ถูกตัดสายทิ้ง คำราม “พอ จบ เลิก!!”

ooooooo

วายุบุตรมาที่ผับของเสี่ยพิภพ เห็นวงดนตรี house ที่เคยเล่นให้ผับตน กำลังเล่นอยู่บนเวทีมีเจตต์ลูกน้องเก่าที่จับได้ว่าค้ายาแล้วถูกไล่ออกร่วมวงอยู่ด้วย

ป้อมลูกน้องที่มาด้วยบอกวายุว่า ตนเช็กดูแล้วทุกวงที่จะเล่นต่อไปล้วนเป็นวงที่เล่นให้เราทั้งนั้น วายุพึมพำว่า

“ถ้าไม่ใช่คนของเสี่ยพิภพแล้วจะเป็นใครที่ดึงตัวนักดนตรีมาเล่นที่นี่หมด” วายุมองไปรอบๆ เห็นบรรยากาศ และการตบแต่งร้านทุกอย่างคล้ายหรือเหมือนผับของตน เกือบหมด

เสี่ยพิภพมาทัก ถามว่าว่างหรือถึงได้มาเที่ยวร้านตน วายุบอกเพิ่งได้ข่าวว่าเสี่ยเปิดร้าน ถามว่าธุรกิจที่ทำอยู่ยังทำให้รวยไม่พอหรือ

“ก็มันอยู่ตัวแล้ว เลยหาอะไรสนุกๆทำอีก ไม่ได้ผิดกฎหมายข้อไหนนี่ครับ”

“ใช่ครับ ไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจจะผิดมารยาท” วายุบุตรมองหน้าเสี่ยอย่างท้าทายแบบ...มีเรื่องต้องเคลียร์กันอีกยาว

ooooooo

พีศทรรตหนีความกดดันจากที่บ้านไปนอนหลับสบายบนโซฟาที่คอนโดของน้ำผึ้ง เขาหลับสนิทจนเธอสงสัยว่าเป็นอะไร แต่พอชะโงกหน้าไปดูใกล้ๆ เขาลืมตาฟึ่บ!

น้ำผึ้งตกใจผงะ เขาถามว่าจะลักหลับตนหรือเลยถูกเธอเอาหมอนปิดหน้าไม่ให้พูด จนเขาโวยวายว่าหายใจไม่ออกดุว่าเล่นแรงไปหรือเปล่า ขณะทั้งสองกำลังโต้เถียงกันทีเล่นทีจริงนั้น โตโต้ผลักประตูเอาพิซซ่ามาให้ ประตูกระแทกหน้าน้ำผึ้งทำเอาหงายผลึ่ง ทั้งโตโต้และพีศทรรต ตกใจ รีบพาไปนอนที่โซฟา

พีศทรรตกินพิซซ่าเอาจริงเอาจัง พอน้ำผึ้งลืมตาก็แย่งกินเอาเป็นเอาตายจนพิซซ่าแค้นคอตาเหลือก

พีศทรรตต้องช่วยแคะออกและเอาน้ำให้กินจึงรอดตาย

โตโต้เห็นทั้งสองดูแลหยอกล้อกันเลยไม่อยากอยู่เป็น กขค ขอตัวกลับ พีศทรรตจึงนั่งคุยเป็นการเป็น งานกับน้ำผึ้ง

เขาบอกเธอว่าหนทางข้างหน้าของเรามันไม่มีวันเรียบง่ายเหมือนที่เคยเป็นอีก น้ำผึ้งพูดอย่างคนสู้ชีวิตมาแล้วว่า

“ฉันไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ ตะลอนประกวดนางงาม นางแบบ โดยไม่มีสปอนเซอร์ ไม่มีพ่อแม่คอยเป็นป๋าดันเจ๊ดันมีแต่น้าที่ก็ตายไปแล้ว ฉันคือเด็กกำพร้าที่สู้ชีวิต ใช้ฝีมือและวินัยทำให้ตัวเองเป็นซุปเปอร์สตาร์ไม่ใช่คอนเนกชั่น มันไม่เรียบ...มัน...”

น้ำผึ้งทำท่าจะอินยาว พีศทรรตเบรกว่าพอแล้ว บอกเธอว่าหนทางมันไม่เคยเรียบง่ายและมันจะยิ่งขรุขระทั้งเรื่องงานของเธอและเรื่องความรักของเรา

“อุ๊ย...ตกลงคุณรักฉันแล้วใช่ไหม จดทะเบียนเลยพรุ่งนี้ ที่เขตบางรักไหม ไม่ได้ๆต้องแต่งก่อนแถลง ข่าวอีกรอบไหม นักข่าวจะว่าเร็วไปไหม เพิ่งแถลงว่าคบกัน นี่ก็จะ...”

น้ำผึ้งพล่ามเสียจนพีศทรรตเซ็ง หมดอารมณ์ หมดแรง ลุกขึ้นคว้ากุญแจรถออกไปเลย

น้ำผึ้งเหวอร้องเรียกบอกว่าเรายังคุยกันไม่จบแล้ววิ่งตามไป พีศทรรตหันบอกเซ็งๆ ว่าไว้ไปคุยที่ออฟฟิศ วันนี้เพลียแล้วเร่งฝีเท้าไปเลย น้ำผึ้งสุดเซ็งมองตามอย่างอารมณ์ค้างสุดๆ

ooooooo

กฤษขับรถไปส่งเมเปิ้ลถึงบ้านแล้วจะเดินออกไปเรียกแท็กซี่ตามเคย เมเปิ้ลถามว่าไม่เบื่อหรือขับรถมาส่งตนแล้วเดินออกไปเรียกแท็กซี่แบบนี้ทุกครั้ง

“เบื่อครับ” กฤษตอบตรงๆ เมเปิ้ลชะงักบอกว่าโกหกบ้างก็ได้นะ “โกหกเพื่ออะไรครับ ยังไงคุณก็ไม่เคยรู้สึกดีกับผมอยู่แล้ว ไม่ว่าผมจะพูดจริงหรือโกหก คราวหลัง ถ้าไม่อยากเห็นซีนเดิมๆแบบนี้อีก ก็อย่าทำให้ผมเป็นห่วงสิครับ ทำงาน เลิกงาน ออกกำลังกาย อาจจะไปรีแลกซ์กับเพื่อนนิดๆ หน่อย ๆ แล้วก็กลับบ้าน...ไม่ใช่แบบนี้”

เมเปิ้ลบอกว่าตนก็ไม่อยากเป็นแบบนี้ กฤษแนะนำให้ไปวัด เพราะแม่ตนก็เหมือนเธอ ชอบกรี๊ด อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เลยไปปฏิบัติธรรม เล่าแล้วกฤษทำเสียงทึ่งว่า“โอ้โห... กลับออกมานะ...”

“แกใจเย็นขึ้นเป็นคนละคนเลยเหรอ” เธอถามตื่นเต้น

“เหมือนเดิมครับ”

เมเปิ้ลหลุดขำออกมา “แล้วยังจะมาแนะนำอีก เด็กบ้า!”

กฤษหัวเราะไปด้วย ต่างหัวเราะขำกันอย่างไม่มีกั๊กไม่มีเก๊ก พลันเมเปิ้ลก็จามออกมาดีแต่เอากระเป๋าบังไว้ทัน เธอเอ่ยขอโทษ

“ไม่เป็นไรครับ ผมว่าคุณเข้าบ้านเถอะครับรีบอาบน้ำ เปลี่ยนชุด ทำตัวให้อุ่นๆ เข้าไว้นะครับ อย่าอาบน้ำนานนะครับ เอ๊ะ...หรือผมไปอาบให้”

“กฤษฎา!!” เมเปิ้ลเรียกชื่อเต็มยศเสียงดัง เขายิ้มเต็มหน้าบอกว่า ล้อเล่นครับ

“จะล้อเล่นกันอยู่อีกนานไหม” เสียงดุๆของคุณหญิงแสนสุขถามขึ้น ทั้งสองตกใจหันมอง กฤษรีบยกมือไหว้ คุณหญิงรับไหว้อย่างเสียไม่ได้ สั่งเมเปิ้ล “เอารถเข้าบ้าน แล้วเธอก็รีบกลับไปได้แล้ว”

“ครับ...ลานะครับ สวัสดีครับ” กฤษรับคำนอบน้อมแล้วหันไปทางเมเปิ้ล “อย่าลืมที่ผมบอกนะครับ...แล้วเจอกันครับ”

เมเปิ้ลยิ้มขอบคุณเขา เป็นยิ้มอย่างเป็นมิตร

ครั้งแรกที่กฤษฎาได้รับจากเธอ เขาวิ่งร่าเริงออกไปด้วยหัวใจพองโต

เมเปิ้ลยืนมองเขา พอหันกลับมาก็อึ้งหุบยิ้มแทบไม่ทัน เมื่อเจอกับสายตาดุๆของคุณย่าที่จ้องเขม็งอยู่

ooooooo

วายุนั่งอยู่ในผับของพิภพ พนักงานนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟเขาปฏิเสธ วายุกับพิภพเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด พิภพเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า

“คิดว่าคุณวายุบุตรคงจะเข้าใจอะไรผมผิดไปแน่ๆ”

วายุบอกว่าตนไม่ถามเพราะถึงถามก็คงไม่ได้ความจริงจากเขาอยู่แล้วว่ากำลังแทงข้างหลังตนหรือเปล่า พิภพทำไก๋ถามว่าตนทำอะไร วายุบอกว่ากินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องคงไม่ต้องบอก มองหน้าเสี่ยบอกว่า

“ที่มาวันนี้ มาเพื่อจะให้เสี่ยดูหน้าผมไว้...ผมไม่อยู่เฉยแน่”

ทันใดนั้น ช้างกับมาร์คลูกน้องเสี่ยจับได้ว่าเจตต์มาแอบฟังอยู่ เข้าไปลากคอเจตต์ออกมาถามว่ามาแอบฟังทำไม เจตต์บอกว่าแค่อยากรู้ว่าวายุมาหาเสี่ยทำไมจะมาเล่นงานอะไรตนอีกหรือเปล่า เสี่ยหันพูดกับวายุว่า

“ลูกน้องเก่าคุณนี่คุณวายุบุตร บางทีผมก็สงสัยนะว่าคุณใช้มันให้เข้ามาใกล้ชิดผมเพื่อหวังผลอะไรหรือเปล่า”

“มันทำลายชีวิตผมนะเสี่ย มันจะเอาตำรวจมาลากคอผม แทงบัญชีดำผมจนผมไปเล่นที่ไหนก็ไม่ได้ มีแต่เสี่ยที่เปิดรับผม” เจตต์มองวายุแค้นๆ

เสี่ยพยักหน้าให้ลูกน้อง เจตต์ถูกลูกน้องเสี่ยจับเอามือวางบนโต๊ะแล้วปักมีดลงหลังมือทะลุถึงโต๊ะ! เจตต์ ร้องจ๊าก วายุติงว่าเสี่ยกำลังทำร้ายร่างกายลูกน้อง

“ฉันไม่ได้ใจดีเหมือนนายเก่าแก ให้โอกาสแกเปลี่ยนใจถ้าไม่อยากถูกมีดปักอวัยวะสำคัญจนถึงตายก็ไสหัวไปซะตั้งแต่ตอนนี้” เสี่ยปรามเจตต์ ลูกน้องเสี่ยดึงมีดออกเลือดกระฉูดจากมือเจตต์

“แกเลือกได้นะเจตต์ ถึงแกจะเกลียดฉัน แต่แกก็ไม่จำเป็นต้องอยู่กับคนเลือดเย็น” วายุเอ่ย ถูกเจตต์ถุยใส่ พิภพหัวเราะชอบใจ วายุพูดทิ้งไว้ก่อนไปว่า “ที่เหลือ ต่อจากนี้มันคือชีวิตแก...ป้อม กลับ”

พอวายุออกไป เสี่ยเข้าไปตบไหล่บอกเจตต์ “เดี๋ยว เสี่ยให้เด็กพาไปทำแผล ท่าทางเราคงต้องอยู่กันอีกนาน เสี่ยชอบลื้อว่ะ ฮ่ะๆๆ” เสี่ยหัวเราะสะใจเดินออกไปลูกน้องเสี่ยหิ้วปีกเจตต์พาออกไป เจตต์ยังหันมองพิภพตาคมกริบ!

วายุเดินออกมาแล้ว ป้อมถามว่าเรื่องวงดนตรีจะทำอย่างไร เขาบอกว่าหาวงใหม่ เพราะยังมีคนอยากเล่นกับเรา แล้ววายุก็นึกได้ว่าลินีโทร.มาและตนกดตัดสายเพราะกำลังจะเข้าไปในผับของเสี่ยพิภพ เขากดโทร.กลับทันที

แต่ลินียังงอนที่ถูกกดตัดสาย เลยไม่ยอมรับสายทั้งที่ตื่นเต้นมาก

สามสาวในก๊วนคานทอง แม้จะเล่นตัวทำเป็นเชิดใส่ไม่แคร์คนข้างตัว แต่ลึกๆแล้วต่างก็เริ่มหวั่นไหว เวลาอยู่คนเดียวก็อดที่จะคิดถึงเขาไม่ได้...

ooooooo

เช้านี้ เมเปิ้ลแปลกใจที่คุณย่ามาเคาะประตูเรียกแต่เช้าบอกให้เตรียมตัวไปวัด ต่อมาจึงรู้ว่าคุณย่านัด

ตรัยคุณไปด้วยเพื่อให้อาจารย์ดูฤกษ์หมั้นฤกษ์แต่งให้

คุณย่าดักคอเมเปิ้ลว่าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเพราะเคยทำให้ตนเป็นลมเกือบตายไปแหม็บๆ ถ้ากล้าขัดใจอีกครั้งถือว่าอกตัญญู!

เมเปิ้ลหาทางบ่ายเบี่ยงรีบโทร.ไปหากฤษแต่เขาไม่รับสาย เพราะยังคิดเคลิ้มกับเหตุการณ์เมื่อคืนกฤษ คิดถึงน้ำฟ้าที่เขาไปขอคำปรึกษาและอุปโลกน์ให้เป็นแฟนเพราะกลัวจะเสียฟอร์มถ้าถูกเมเปิ้ลปฏิเสธ น้ำฟ้ายินดีช่วยแต่ขอพบเมเปิ้ลก่อน

ลินียังแกล้งวางฟอร์มทำงอนไม่รับสายวายุจนกุ๊งกิ๊งเตือนว่าอย่างอนนานเดี๋ยวจะเสียเวลารักกัน แล้วออกไปเพื่อไม่ให้ลินีเขิน พอกุ๊งกิ๊งออกไปเท่านั้น ลินีก็รับสายทันที กระนั้นก็งอนที่วายุบอกไม่ให้ไปเหยียบร้านเขาอีก แต่พอวายุจะชี้แจง เสียงสิริมาก็แทรกเข้ามาในโทรศัพท์ ลินีของขึ้นทันทีว่าทำไมสิริมาถึงมาหาเขาที่บ้านแต่เช้า

“ลินี เดี๋ยวผมโทร.กลับนะ ผมอยากเจอคุณ” วายุบอกแล้วตัดสายเพื่อคุยธุระกับสิริมาก่อน ทำให้ลินีงอนที่ถูกตัดสายเป็นครั้งที่สอง โดยเฉพาะตัดสายตนเพื่อคุยกับสิริมา

สิริมาบอกวายุว่าถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างลินีก็จะใช้ปากตัวเองทำลายคนอื่นไปเรื่อย วายุบอกว่าตนคุยกับลินีได้ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น ขอเวลาอีกไม่นานเชื่อว่าลินีต้องเข้าใจว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายอยู่หลังฉากทั้งนั้น สิริมาถามประชดว่าจะรอจนร้านเจ๊งก่อนหรือ เธอยืนยันจะฟ้องลินีด้วยข้อหาหมิ่นประมาท

พนมพ่อของวายุบุตรซึ่งต้องนั่งวีลแชร์เอ่ยแทรกขึ้นว่า เราจะไม่ทำอย่างนั้น บอกวายุว่าอยากเจอลินี แล้วกดปุ่มวีลแชร์ออกไป

“เรื่องนี้จะมองข้ามไปก็ได้ คนด่ามากกว่านี้เราก็เจอมาแล้ว แต่คุณจงใจจะเล่นงานคุณลินีถึงได้ทำให้มันเป็นเรื่อง” วายุติง เมื่อสิริมายอมรับ เขาถามว่าทำไม?

“ฉันต้องการสั่งสอนผู้หญิงถือดีคนนั้นว่าไม่ควรดูถูกคนอื่น!”

ฟังคำตอบที่จริงจังของสิริมาแล้ววายุยิ่งเครียด

ฝ่ายพีศทรรตก็ต้องปวดหัวกับน้ำผึ้งและเมอร์ดี้ที่จิกกัดกันไม่เลิก เขาชี้ให้น้ำผึ้งเห็นว่าการที่เธอยกเลิกงานถ่ายแบบนั้นทำให้เมอร์ดี้ได้รับผลกระทบขาดรายได้และเสียชื่อเสียงไปด้วย ชี้ให้เห็นว่า

“ถ้าคุณยังนิสัยแบบนี้ ไม่นานหรอกคุณดับแน่ แต่คนที่จะดังและไปได้ไกลคือเมอร์ดี้” เมื่อน้ำผึ้งรับไม่ได้โต้เถียงรุนแรง พีศทรรตเลยไล่ “ไปเข้าวัดไป ไปตั้งสติ แยกแยะดีชั่วหรือไม่ก็บวชชีหนีวงการไปเลย”

น้ำผึ้งพาลว่าไล่ตนเพื่อจะหาแฟนใหม่หรือ เขาตอบว่าใช่ เธอถามว่าใคร “ใครก็ได้ที่ทำให้ผมสบายใจ ไม่ปวดหัวทุกวันเหมือนคุณ” น้ำผึ้งอึ้ง คิดไม่ตกตามเขาไปอีก ไปเจอพีศทรรตกำลังโอบกอดปลอบใจเมอร์ดี้พอดี พีศทรรตเลยยิ่งปวดหัว ไล่ทุกคนออกจากห้อง แล้วนั่งกุมขมับอยู่คนเดียว...

ooooooo

คุณย่าแสนสุข ตรัยคุณ และเมเปิ้ล เข้าไปกราบพระอาจารย์ ขอพระอาจารย์หาฤกษ์หมั้นฤกษ์แต่งให้ภายในปีนี้หรือจะหกเดือนสองสามเดือนต่อไปก็ได้

พระอาจารย์สังเกตเห็นเมเปิ้ลนั่งบีบมือตัวเองตลอดเวลา พอรับวันเดือนปีเกิดของทั้งสองจากคุณย่าแล้วบอกทันทีว่า ช่วงนี้ท่าทางฤกษ์จะไม่ดี คุณย่าถามทึ่งว่าดูได้ไวขนาดนี้เลยหรือแป๊บเดียวเอง

“มองแค่ปราดเดียวก็ดูออกแล้วว่า...ไม่ดีแน่” คุณย่าถามว่าทำไม “เรื่องแต่งงานครองเรือนเนี่ย มันต้องดูกันให้รอบคอบนะโยม อย่ารีบ รอได้ก็รอ” คุณย่าถามว่าต้องรอถึงเมื่อไหร่จึงจะมีฤกษ์ “เดี๋ยวโยมก็รู้เองแหละว่าเมื่อไหร่ เจริญพร”

คุณย่าแสนสุขมองตรัยคุณอย่างไม่สบายใจ ในขณะที่เมเปิ้ลแอบยิ้มโล่งใจ ระหว่างจะออกจากวัดคุณย่าเจอเพื่อนเก่าเลยแยกไปทักทาย เมเปิ้ลถือโอกาสถามตรัยคุณว่าจะแต่งงานกับตนทำไมในเมื่อรักก็ไม่ได้รักหรือแต่งเพื่อรักษาสถานภาพทางสังคม ตรัยคุณร้องอุ๊ย ถามว่า ตรงไปไหมจ๊ะ

“วัยอย่างเราอ้อมค้อมกันทำไม เสียเวลาชีวิต” ตรัยคุณบอกว่าตนชอบเธอตั้งแต่ยังเด็กและดีใจที่เราจะได้แต่งงานกัน “แต่หนูเสียใจ และอนาถใจมากที่จะต้องแต่งงานกับเกย์ ตอนนี้หนูยังไม่อยากขัดใจคุณย่า แต่บอกเลย ยังไงคนที่หนูจะแต่งงานด้วยคือแฟนหนูไม่ใช่พี่”

ตรัยคุณถามว่าแฟนเด็กกำมะลอนั่นหรือ ฟันธงว่าไม่มีทางที่คนอย่างเธอจะไปคว้าเด็กเมื่อวานซืนที่เป็นแค่ลูกจ้างกระจอกๆ มาเป็นแฟน เมเปิ้ลสวนทันควันว่า “พี่ยังไม่รู้จักหนูดีพอ”

“หนูก็ยังไม่รู้จักพี่ดีพอ ยังไงพี่ก็จะไม่ถอย งานแต่งงานระหว่างหนูกับพี่จะต้องเกิดขึ้น อย่าลืมนะ ว่าหนูสู้อยู่คนเดียวแต่พี่มีแบ็กอัพดี”

พอดีคุณย่าคุยกับเพื่อนเสร็จกลับมา บอกตรัยคุณให้ไปส่งเมเปิ้ลที่ทำงานก่อนแล้วค่อยไปส่งตน

แต่ยังไม่ทันไป เสียงวลัยก็ร้องเรียกเมเปิ้ลมาแต่ไกล วลัยมากับลินี เธอตีหน้าเศร้ามาบอกเมเปิ้ลว่าสามีหายขอให้เพื่อนช่วยกันไปตามหาสามีให้ด้วย คุณย่าจำได้ว่าก๊วนนี้เคืองกันอยู่ เมเปิ้ลชี้แจงว่าถึงจะเคยเคืองกันแต่เมื่อเพื่อนมีทุกข์เราก็ต้องช่วยกันแก้

“หนูไปก่อนนะคะคุณย่า ขอบคุณค่ะพี่ตรัยที่ไปส่งคุณย่าให้” เมเปิ้ลฉวยโอกาสผละไปทันที โดยที่ทั้งคุณย่าและตรัยคุณยังงงๆอยู่ แต่พอพ้นออกมาแล้ว ทั้งลินีและเมเปิ้ลก็ชื่นชมวลัยที่เล่นละครได้แนบเนียน แต่พอนึกได้ว่ายังเคืองกันอยู่ก็สะบัดหน้าใส่กัน

“โฮ้ย!! อยากจะดีกันก็ดีๆกันเถอะ วันนี้วันดีมีพระประธานของวัดเป็นสักขีพยาน ถือว่าเป็นมงคลในการเริ่มต้นใหม่” วลัยพูดแล้วเห็นทั้งสองยังเฉย จึงกล่อมต่อ “เมเปิ้ล ตอนแกทุกข์แกนึกถึงฉัน ฉันทำคนเดียวไม่ได้ ฉันนึกถึงลินีและน้ำผึ้ง ลินีเองพอรู้ว่าแกมีปัญหาไม่เห็นมันถามอะไรสักคำรีบตามฉันมาเลย เราทั้งหมดรักกันนะ”

ทั้งลินีและเมเปิ้ลต่างอึ้งเริ่มหันมองหน้ากัน วลัยรีบทำงานต่อ...

“อย่าเห็นความผิดของคนอื่นเท่าภูเขาของเราเท่าเส้นผม โลกนี้คงพังถ้าไม่มีคำว่าให้อภัย โลกนี้ต้องการความรักความเข้าใจซึ่งกันและกัน ขอแค่ลดทิฐิ ลดอีโก้ โลกที่สดใสของพวกเราก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม”

ทั้งลินีและเมเปิ้ลน้ำตาซึมเมื่อนึกถึงอดีต ก็พอดีมือถือวลัยดังขึ้น วลัยหยิบดูบอกเพื่อนทั้งสอง “น้ำผึ้ง”

ooooooo

ก่อนหน้าที่น้ำผึ้งจะโทร.หาวลัยนั้น โตโต้แจ้งข่าว ร้าวแก่เธอว่า ทุกงานที่เคยติดต่อเธอมาถูกแคนเซิลหมด แม้แต่ละครก็แก้บทให้เธอตาย โดยแค่ให้รู้ว่าตายโดยผ่านบทสนทนาเท่านั้น

แม้โตโต้จะบอกให้ใจเย็นๆ ตนจะพยายามหางานใหม่ให้ แต่ความรู้สึกของน้ำผึ้งเวลานี้เหมือนยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนโลกใบนี้ เธอจึงโทร.หาวลัย พอรู้ว่า วลัยอยู่กับลินีและเมเปิ้ลก็ฝากให้บอกทั้งสองคนด้วยว่าตนขอลาตาย

ทั้งสามตกใจรีบขับรถไปหาน้ำผึ้งพลางโทร.หาแต่เธอไม่รับสายทั้งสามยิ่งร้อนใจ เป็นเวลาเดียวกับที่วายุ โทร.หาลินีบอกว่าสิริมาจะฟ้องเธอข้อหาหมิ่นประมาทแต่ป๊าเขาไม่อยากให้ทำถึงขั้นนั้นและอยากพบเธอ
ถามว่าเธออยู่ที่ไหนจะมารับ

“ฉันมีธุระสำคัญต้องทำก่อน อยากมาก็มา” วายุบอกว่าจะรีบมาแล้ววางสายเลย

ครู่เดียว กฤษก็โทร.หาเมเปิ้ลบอกว่าแฟนตนอยากเจอ เมเปิ้ลกำลังเครียดเรื่องน้ำผึ้งบอกว่าอยากเจอก็ได้

สามสาวร้อนใจช่วยกันโทร.หาน้ำผึ้งก็ไม่รับสาย จึงค้นหาเบอร์โทร.ส่วนกลางของคอนโดเพื่อขอความ ช่วยเหลือ

น้ำผึ้งหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต พีศทรรตก็ทำเหมือนไม่เหลือเยื่อใย งานก็ไม่มี ออกไปยืนที่ระเบียงเตรียมตาย

“ดูสิ ใครๆ ก็ไม่รัก อยู่คนเดียว แก่คนเดียวก็ต้องตาย คนเดียวสินะ” มองลงไปแล้วพึมพำ “สูงเหมือนกันนะ แต่ไม่หนาวเท่ากับอยู่บนคาน แต่ตอนนี้จะอยู่บนเขาหรือบนคานก็มีค่าเท่ากัน เพราะไม่มีใครกอด ไม่มีใครปลอบ ไม่มีใครเลย”

น้ำผึ้งร้องไห้ มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น น้ำผึ้งไม่ได้ยินเพราะปิดประตูกระจกไว้ ก้าวไปจับระเบียงมองลงไปอีกครั้ง

ส่วนสามสาวขับรถเร็วจนถูกตำรวจเขียนใบสั่ง พอทั้งสามเร่งให้เขียนเร็วๆ เพราะเพื่อนกำลังเป็นไข้หนาวสั่นจะรีบพาไปหาหมอ ตำรวจใจดีเลยเปิดหวอนำทางให้เลย

เจ้าหน้าที่คอนโดเคาะประตูห้องน้ำผึ้งโดยมีพีศทรรตยืนลุ้นอยู่ ก็พอดีสามสาวพร้อมทั้งกฤษและวายุมาถึง ทุกคนรีบขึ้นไปที่ห้องน้ำผึ้ง

น้ำผึ้งสูดลมหายใจลึกๆ มองลงไปอีกครั้ง รำพึงรำพันกับตัวเอง

“ฉันเคยอยู่จุดสูงสุดของชีวิต ถ้าจะต้องดิ่งลงข้างล่าง มันก็ไม่เห็นแปลก ไม่มีใครต้านแรงโน้มถ่วงของโลกได้”

น้ำผึ้งทิ้งตัวดิ่งไป พร้อมกับที่พีศทรรตและพวกเมเปิ้ลช่วยกันพังประตูเข้ามา ทุกคนกรูกันมาชะโงกดูที่ระเบียง!

ooooooo

ก๊วนคานทองกับแก๊งพ่อปลาไหล

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด