สมาชิก

ลีลาวดีเพลิง

ตอนที่ 5

ที่แท้ศุภารมย์นัดสารวัตรศัลย์มาดูลิลินว่าใช่ผู้หญิงที่เจอคืนนั้นหรือเปล่า ศัลย์เห็นใบหน้าชัดๆของลิลินก็จำได้แม่น โทร.ยืนยันกับศุภารมย์ก่อนจะหลบออกไปโดยไม่มีใครสงสัย

เมื่อรู้แน่ชัดเช่นนี้แล้ว ศุภารมย์รุกคืบลิลินทันทีว่า “เธอรู้จักนายบุญช่วย สัจธรรมมั้ย”

ลิลินอึ้งไปอย่างไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำถามนี้... ทิวัตถ์แปลกใจ นิ่งคิดทบทวนนามสกุลสัจธรรมแล้วจำได้

“สัจธรรม...นั่นมันนามสกุลของคุณวิทยานี่ครับ”

“วิทยา?” ศุภารมย์แสร้งถาม

“คุณวิทยา...นักออกแบบภูมิทัศน์ที่เราจะร่วมงานด้วยไงครับ”

“บังเอิญจังเลย” เธอยิ้มให้ทิวัตถ์ก่อนแต่งเรื่องเนียนๆต่อไปว่า “ลูกจำคุณประชาสามีคุณโสภิตได้มั้ย วันนั้นเขาไปที่วัดนั้นพอดี เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งสวยมากที่งานศพ พอคุณประชามองไปก็จำได้ว่าเธอเป็นนักร้องที่ซิลเวอร์โคฟ แม่คิดว่าคงไม่มีใครนอกจากคุณลินคนเดียว”

“ใช่ค่ะ...ฉันรู้จัก”

“แล้วคนที่ชื่อบุญช่วยนั่นเป็นอะไรกับเธอ”

“ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณลินเป็นคนสนิทของคุณวิทยา ถ้าจะไปที่งานศพด้วยก็คงไม่แปลกอะไร”

คำพูดของทิวัตถ์เข้าทางลิลิน...เธอยิ้มบางๆ กล่าวด้วยสีหน้าท่าทีปกติว่า

“คิดว่าคุณต่ายคงได้คำตอบแล้วนะคะ”

ศุภารมย์แสร้งตีหน้าเศร้า ฝากลิลินแสดงความเสียใจกับวิทยาด้วย...สมควรแก่เวลา ศุภารมย์ชวนทิวัตถ์กลับ แต่ยังพยายามเก็บข้อมูลของลิลินที่เดินตามออกมาส่งด้วยการเลียบเคียงถามว่าทำไมไม่เลือกอยู่กรุงเทพฯ มากกว่าจะมาร้องเพลงที่ต่างจังหวัดอย่างนี้ หรือว่ามีอะไรพิเศษที่นี่หรือเปล่า

“คุณลินคงคิดจะมาขุดทองที่นี่น่ะครับ...คุณลินก็ระวังหน่อยแล้วกัน แทนที่จะเจอทองผมกลัวว่าจะเจออย่างอื่น” ทิวัตถ์แขวะเพราะคิดว่าลิลินจะตามจับอนันยช

“แต่ถ้าฉันเป็นคุณ...คงอยากให้ฉันเจอทองมากกว่า เพราะถ้าฉันเจออย่างอื่นอย่างที่คุณว่า คุณอาจจะต้องมานั่งเสียใจทีหลัง”

ศุภารมย์สะดุดคำพูดของลิลิน แต่ทิวัตถ์ไม่ได้คิดอะไรนอกจากจ้องจะเอาเรื่องลิลินอย่างเดียว

“อย่ามาเล่นคำ เธอคิดว่าจะเจออะไร”

“วิน...ถึงคุณลินจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูก แต่ยังไงก็เป็นครูแม่นะ” ศุภารมย์ปรามลูกชายแล้วทำทีพูดดีกับลิลินว่า “คุณคงไม่ว่าอะไรนะที่ฉันถามเรื่องส่วนตัว”

“ไม่หรอกค่ะ ลินเองเป็นแค่คนธรรมดา ไม่มีอะไรต้องปิดบัง เอาไว้วันหลังลินถามเรื่องส่วนตัวคุณต่าย

บ้างได้ไหมคะ”

“จะมากไปแล้วนะ” ทิวัตถ์แทรกขึ้นอย่างหัวเสีย แต่ศุภารมย์ยังใจเย็นตอบอย่างนุ่มนวลว่า

“ได้สิ ไว้วันหลังเรามาแลกเปลี่ยนอดีตกันมั้ย...ตกลงว่าคุณลินไปสอนฉันอาทิตย์ละสองครั้งแล้วกันถ้าไม่ขัดข้อง”

ลิลินตอบรับด้วยความยินดี ทิวัตถ์ตั้งท่าจะขัดขวางแต่ศุภารมย์รีบบอกให้เขาไปเอารถมารับตน...พออยู่กันสองคน ศุภารมย์ก็หยั่งเชิงลิลินว่าคงไม่โกรธที่ตนถามเรื่องบุญช่วย

“ไม่หรอกค่ะ แล้วคุณต่ายจะโกรธไหมคะ ถ้าลินอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงได้เลือกลินเป็นครูสอนร้องเพลง”

“เคยได้ยินเรื่องดนตรีบำบัดมั้ย” ลิลินตอบรับคำเดียว ศุภารมย์ขยายความต่อไปว่า “ฉันชอบทำอะไรที่มันมีความสุข แล้วการร้องเพลงมันก็ทำให้ฉันมีความสุข ฉันเป็นคนเกลียดความทุกข์ เธอรู้ไหมว่าฉันทำยังไงกับความทุกข์”

“ไม่ทราบค่ะ”

“ฉันเกลียดแต่ไม่ได้กลัวความทุกข์ เพราะฉะนั้นอะไรที่ทำให้ฉันทุกข์ ฉันเลือกที่จะกำจัดมันให้เร็วที่สุด”

ศุภารมย์ทิ้งท้ายแล้วคลี่ยิ้มนิดๆ ก่อนขึ้นรถที่ทิวัตถ์ขับมารอรับ...ปรมัตถ์ยืนมองจากมุมหนึ่ง พอเห็นลิลินขยับเดินกลับเข้าข้างในก็รีบเดินตามมาซักถามว่ารู้สึกยังไงกับทิวัตถ์กันแน่ ทำไมเขากับผู้หญิงคนนั้นถึงมาหาเธอ

“มัต...ลินไม่ชอบที่มัตแอบตามลินแบบนี้ ลินจะทำอะไรมันก็เรื่องของลิน” เธอเสียงแข็งใส่เขาแล้วเดินลิ่วหนีไป...

ด้านวาสนา...หลังคุยโทรศัพท์กับทรงพลเกิดสังหรณ์ใจ เธอเร่งรีบกลับบ้านแล้วพบเรื่องงามหน้าระหว่าง อนันยชกับวรรณิตที่อยู่ด้วยกันบนห้อง วรรณิตร้องไห้กระซิกกับความพลาดพลั้ง ขณะที่อนันยชพอใจและสะใจที่เอาชนะวาสนาหรือยายน้อยได้ แถมข่มขู่ยาย ถ้ายังคิดจะเอาวรรณิตไปให้ทิวัตถ์อีก รับรองว่าเรื่องนี้ถึงหูน้าทรงพลกับแม่ต่ายแน่

วาสนาโกรธแต่ข่มใจขอร้องอนันยชให้กลับไป พอเขาคล้อยหลัง เธอก็ระบายอารมณ์ด่าทอและทุบตีหลานสาวหาว่าให้ท่าเขา วรรณิตเสียใจเอาแต่ร้องไห้ วาสนาหมั่นไส้ด่าซ้ำให้อีกว่า

“แกจะร้องไห้อีกนานมั้ย ฉันล่ะเหนื่อยใจกับคนอย่างแกจริงๆ ทีตอนมันทำไม่ยักจะร้อง ทีอย่างนี้ทำเป็นร้องไห้ไม่หยุด แกเองก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์แล้ว...เรื่องแค่นี้จะมาอาลัยอาวรณ์อะไรนักหนา”

วรรณิตได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งเสียใจเข้าไปอีก ร่ำร้องว่าตนไม่อยากทำแล้ว ยายปล่อยตนกลับไปอยู่บ้านเถอะ

“ถ้าแกคิดว่าน้ำตาที่เกิดจากการสำรากอารมณ์ของแกจะทำให้ฉันสงสาร...คิดว่าคนอย่างฉันจะมายืนอยู่ถึงจุดนี้ได้หรือไง”

“แต่ณิต...ณิตเกลียดตัวเอง...ทำไมๆ” วรรณิตทุบตีตัวเองด้วยความเสียใจและคับแค้นใจ วาสนาเข้ามาตบเธอเพื่อเรียกสติ ตวาดแว้ดพร้อมกับจ้องหน้าดุดัน

“พอได้แล้ว ของที่เสียไปแล้วก็ให้มันเสียไป แต่แกต้องคิดว่าเสียไปแล้วทำยังไงถึงจะคุ้มค่าต่างหาก”

วรรณิตชะงัก สงสัยว่ายายของตนมีแผนอะไรอีก

ooooooo

ทรงพลโทร.ตามศรัณย์มาคุยที่บ้านด้วยเรื่องอาการป่วยของทิวัตถ์ที่คนเป็นพ่อกลัวมันจะกลับมาทำให้ลูกชายมีปัญหา จำอะไรในอดีตขึ้นมาได้อีก

ศรัณย์แน่ใจว่าตอนนี้ความจำของทิวัตถ์เหมือนหีบที่ปิดตาย ถึงมันยังอยู่แต่ถ้าเราไม่ไปแตะต้อง... มันก็จะไม่มีผลอะไร

“แต่ก็ใช่ว่ามันจะเปิดไม่ได้ใช่ไหมหมอ”

“ตอนนี้หีบนั่นถูกปิดอยู่ มีกุญแจเพียงดอกเดียวที่จะเปิดมันได้ แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันคือกุญแจดอกไหน”

“แล้วผมต้องทำยังไง”

“ต้องพยายามให้คุณวินหลีกให้ห่างจากกุญแจต่างๆเอาไว้ แม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆก็มองข้ามไม่ได้”

คำพูดศรัณย์ทำให้ทรงพลเริ่มกังวล แต่แล้วสองคนยุติการสนทนาเพราะอนันยชกลับเข้ามา...หลังจากศรัณย์กลับไปแล้ว ทรงพลถามอนันยชเรื่องไปดูที่ดินกับวาสนา ชายหนุ่มโกหกว่าไปสายนิดหน่อย ทำไมยายน้อยต้องโทร.ฟ้องคุณน้าด้วย

ทรงพลได้กลิ่นน้ำหอมผู้หญิงจากตัวอนันยช รู้ทันจึงเดินตามมาเตือนให้เพลาๆเรื่องผู้หญิง อนันยชชะงักกึกนึกว่าทรงพลรู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากวาสนาแล้ว

“น้าเข้าใจ...ยังหนุ่มยังแน่นก็เป็นแบบนี้แหละ ยังไงก็ระวังตัวอย่าให้แม่ต่ายเห็นเข้าก็แล้วกัน”

ชายหนุ่มโล่งใจที่ตนเข้าใจผิด...รับปากทรงพลแข็งขันว่าจะไม่ให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก

บ่ายวันเดียวกัน สิตามาพบศักดิ์สิทธิ์ที่โรงแรม ทำเป็นหวังดีให้เขาเตรียมหานักร้องคนใหม่ เพราะนักร้องคนเดิมไปยุ่งกับทิวัตถ์ ระวังศุภารมย์ซึ่งเข้มงวดเรื่องผู้หญิงที่มาติดพันทิวัตถ์จะมาเล่นงานหล่อนจนอยู่ไม่ได้

“อ๋อ ถ้าเรื่องนั้นผมรู้ดีครับ เพราะขนาดเธอชาติตระกูลดีแต่ดันทำตัวแย่ น้าต่ายยังไม่ให้ไอ้วินกลับไปคบกับเธอเลย”

“แก! นี่แกว่าฉันเหรอ”

“เปล่านะ ฉันแค่พูดตามความจริง แล้วเรื่องคุณลิน... เธอก็ไม่ต้องห่วงว่าน้าต่ายจะจัดการอะไร เพราะน้าต่ายเพิ่งให้คุณลินไปสอนร้องเพลงให้อยู่เลย แล้วท่าทางน้าต่ายจะชอบคุณลินมากด้วย เพราะวันนี้ถึงกับลงทุนมาหาคุณลินด้วยตัวเองเลยนะ”

“อะไรนะ!! ไม่จริง...”

“ไม่เชื่อก็ลองไปถามไอ้วินดูเองแล้วกัน...ขอตัวก่อนนะ” ศักดิ์สิทธิ์เดินหนีด้วยความสะใจ ทิ้งให้สิตายืนโมโหจนตัวสั่น ก่อนจะโทร.หาใครบางคนบอกว่าตนมีงานให้ทำ

ooooooo

ศุภารมย์กลับมาเล่าให้ทรงพลฟังเรื่องลิลินเป็นนักร้องที่ผับซิลเวอร์โคฟของศักดิ์สิทธิ์ และรู้จักบุญช่วยเพราะเธอเป็นเพื่อนกับหลานชายของเขา ท่าทางเธอกับทิวัตถ์น่าจะมีอะไรบางอย่างที่ตนไม่รู้ แต่คงไม่ใช่ชอบพอกัน ซึ่งอีกไม่นานตนต้องรู้ให้ได้...

คืนนี้ที่ผับของศักดิ์สิทธิ์มีลูกค้าหนาตา แต่ละโต๊ะสั่งอาหารมากินแล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ายอดเยี่ยม ปกติเลยชื่นชมเชฟวิชนีไม่หยุดปาก ทำให้ศักดิ์สิทธิ์หงุดหงิดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ อาการหมั่นไส้กำเริบถึงกับจะเข้าไปป่วนเธอในครัว แต่กลายเป็นว่าต้องมาเป็นลูกมือเธอซะงั้น เพราะมีออเดอร์จากลูกค้ามากมายจนวิชนีคนเดียวทำไม่ทัน

ปรมัตถ์กลับมาที่โรงแรมอีกครั้งและได้พูดคุยกับลิลินหลังจากเธอร้องเพลงเสร็จ ลิลินให้หนังสือเล่มหนึ่งที่ปรมัตถ์อยากได้มานาน ขณะที่ปรมัตถ์ก็มีแหวนอยากจะมอบให้เธอ แต่เธอรู้ทันรีบพูดดักคอเสียก่อนว่า

“ไม่ต้องหรอกมัต มัตทำเพื่อลินมามาก...ไม่เอาสิ อย่าทำหน้าซึ้งอย่างนั้น คิดซะว่าหนังสือเล่มนี้เพื่อนให้เพื่อนก็แล้วกัน”

ปรมัตถ์ชะงักหน้าเจื่อน ลิลินย้ำกับเขาว่าเป็นแค่เพื่อนอีกแล้ว

“เออนี่...วันนี้ตอนที่นั่งคุยกัน คุณต่ายแม่ของคุณวินเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง เพราะเธอถามลินว่ารู้จักลุงบุญช่วยไหม”

“แล้วลินบอกว่าไง”

“ถ้าลองเธอกล้าถามอย่างนี้ก็แสดงว่าเธอต้องรู้อะไรมา การโกหกไปมีแต่จะทำให้เธอยิ่งสงสัย”

“ถ้างั้นลินยิ่งต้องระวังตัว เพราะคนพวกนี้มีทั้งเงินและอำนาจที่จะทำอะไรก็ได้ ยิ่งเมืองเล็กๆอย่างนี้พวกนั้นสามารถซื้อทุกอย่างได้ แม้แต่คนที่ใช้กฎหมาย”

“ไม่ต้องห่วงนะมัต ถ้าพวกนั้นจะใช้กฎหมายเพื่อฆ่าลิน ลินจะใช้ความยุติธรรมสู้กับพวกนั้นเอง” ลิลินแววตาเข้มแข็ง ปรมัตถ์มองเธอด้วยความเป็นห่วง

หลังจากปรมัตถ์กลับไป ลิลินเข้าห้องพักนึกทบทวนคำพูดของเขาที่ว่าคนที่มีทั้งเงินและอำนาจทำอะไรก็ได้ แม้แต่ซื้อคนที่ใช้กฎหมาย...เธอเอะใจลุกไปหยิบแฟ้มคดีของปองภพที่ปรมัตถ์หามาได้ เห็นชื่อร้อยตำรวจโทศัลย์ พันสูร เป็นเจ้าของคดี เช้าขึ้นจึงมุ่งหน้าไปสถานีตำรวจ แล้วเจอวิทยาด้วยความบังเอิญ เธอโกหกเขาว่ามาแจ้งความเพราะทำกระเป๋าสตางค์หาย ข้างในมีเอกสารทางราชการ

วิทยามาฟังผลชันสูตรศพบุญช่วย ปรากฏว่าศัลย์เป็นเจ้าของคดีบอกว่าเขาจมน้ำตาย แต่วิทยาสงสัยว่าลุงของตนจะถูกฆาตกรรม ศัลย์ชะงัก คิดย้อนเหตุการณ์คืนนั้นที่ตนจับบุญช่วยกดน้ำที่ท่าวัด...แล้วถามวิทยาด้วยน้ำเสียงปกติว่า ทำไมถึงคิดอย่างนั้น

“พอดีผมได้ยินชาวบ้านคุยกันน่ะครับ”

“ตกลงคุณจะเชื่อตาสีตาสาหรือจะเชื่อตำรวจ ผลการชันสูตรออกมาเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าคุณไม่เชื่อก็ลองโทร.ไปถามนิติเวชดูเองก็ได้”

วิทยานิ่งไป ศัลย์มองชายหนุ่มตรงหน้าเพื่อสังเกตท่าทีอย่างไม่วางตา...เวลาเดียวกันนั้น ลิลินซึ่งแยกจากวิทยาเดินเข้าไปถึงห้องทำงานของศัลย์ที่มีป้ายชื่อและตำแหน่งติดหน้าห้อง เธอแอบเข้าไปหยิบรูปถ่ายของเขากับทรงพลและศุภารมย์มาพิศดูด้วยความสงสัย พลันได้ยินเสียงคนทักทายกันดังแว่ว จึงรีบวางรูปนั้นแล้วหลบออกมาอย่างรวดเร็ว

ลิลินกับวิทยาเจอกันอีกครั้งหน้าสถานีตำรวจ หญิงสาวถามถึงผลชันสูตรศพบุญช่วย พอได้ยินว่าจมน้ำตายเองก็นิ่งคิดสงสัย เพราะรู้แก่ใจว่าคืนนั้นมีคนไปทำร้ายบุญช่วย แต่เธอไม่พูดออกมาให้วิทยารู้ นั่งรถของเขาไปกินข้าวด้วยกันตามที่รับปากไว้ก่อนหน้านี้

ooooooo

ทรงพลกับศรัณย์วางแผนแยบยลจนทิวัตถ์ยอมรับการรักษาอาการปวดหัวด้วยการอ้างว่าศุภารมย์ไม่สบายใจจนป่วยไข้เพราะเป็นห่วงเขา

แต่ความจริงทั้งสามคนรู้กัน ทรงพลกับศุภารมย์ต้องการให้จิตแพทย์อย่างศรัณย์ตอกย้ำความทรงจำให้ทิวัตถ์ปักใจอยู่เสมอว่าปองภพเป็นคนฆ่าศุภิสราแม่ของเขา ซึ่งแต่ละครั้งที่ทำการรักษาศรัณย์จะถ่ายวีดิโอเก็บไว้ด้วย

วาสนายังแค้นใจอนันยชไม่หายแต่ไม่รู้จะทำยังไงได้...ได้แต่ซื้อยาคุมกำเนิดฉุกเฉินมาให้วรรณิตกินป้องกันท้องไส้ขึ้นมา เสร็จแล้วรีบเดินหน้าจะพาเธอไปนอกบ้านแต่อนันยชโผล่เข้ามาเสียก่อน

“มาทำไม” วาสนาถามเสียงแข็ง อนันยชเล่นลิ้นว่าทักทายตนดีขนาดนี้แสดงว่าคงทำใจเรื่องตนกับวรรณิตได้แล้วใช่ไหม “ใช่...ฉันถือซะว่าให้ทานหมามันไปแล้วกัน”

อนันยชสะอึกอึ้งไปอึดใจแล้วท้าทายว่า “ยายจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ แต่ถ้ายายยังคิดจะเอาณิตไปให้เจ้าวิน...หมาตัวนี้ก็จะคาบข่าวไปบอกกับแม่ต่าย แล้ววันนั้นผมจะรอดูว่าใครจะเสียกว่ากัน”

“พ่อวัน!!! ยังไงฉันก็ขอให้พ่อวันเลิกยุ่งกับแม่ณิตอย่างเด็ดขาด”

“ไม่...ผมจะไม่ปล่อยคุณณิตไปให้เจ้าวินแน่ ผมจะรับผิดชอบคุณณิตเอง”

“ลูกนอกไส้อย่างพ่อวันจะเอาอะไรมารับผิดชอบยัยณิต หัวเด็ดตีนขาดยังไงฉันก็ไม่ยอมยกยัยณิตให้คนอื่นนอกจากเจ้าวิน”

“ถ้าอย่างนั้นยายกับผมคงต้องเห็นดีกัน”

อนันยชข่มขู่ทิ้งท้ายหน้าถมึงทึงแล้วถอยกลับออกไป วาสนาแค้นใจคำรามลั่นว่า

“มันชักจะเกินไปแล้วนะไอ้วัน...แกรู้จักอีแก่คนนี้น้อยไปซะแล้ว”

นพกรเดินสวนอนันยชตรงหน้าบ้าน มองตามอย่างสงสัยก่อนจะเข้ามาถามวาสนาว่าเรียกตนมาทำไม

“แกอยากได้เงินมั้ย” คำถามของวาสนาและแววตาคมกริบด้วยความแค้นเล่นเอานพกรกับวรรณิตมองหน้ากันอึ้งๆ

วิทยาพาลิลินไปกินข้าวร้านริมทาง สองคนพูดคุยกันอย่างเป็นมิตร แต่เจ้าของร้านดันคิดว่าเขาและเธอเป็นสามีภรรยา ก็เลยหัวเราะขำขันไปด้วยกันทั้งหมด

ผ่านไปสักครู่ ลิลินโกหกวิทยาว่าตนลืมโทรศัพท์ไว้ในรถและไม่ยอมให้เขาไปหยิบให้ ขอกุญแจรถแล้วรีบไปด้วยตัวเอง...ลิลินอยากดูเอกสารผลชันสูตรศพบุญช่วย แล้วเธอก็ได้เห็นชื่อและนามสกุลตำรวจเจ้าของคดีคือศัลย์นั่นเอง เธอรีบโทร.เล่าให้ปรมัตถ์ฟังว่าศัลย์ทำคดีของบุญช่วยและยังเป็นคนเดียวกับที่ทำคดีของพ่อตน

“ไม่แปลกหรอกลิน มันสามารถเป็นไปได้”

“แต่ผลการชันสูตรของลุงช่วยบอกว่าเป็นการจมน้ำตายธรรมดา ทั้งๆที่คืนนั้นลินเห็นอยู่ว่ามีคนพยายามฆ่าลุงช่วย...ถ้าเป็นอย่างนี้มัตยังว่าไม่แปลกอีกหรือเปล่า”

“ลินกำลังคิดว่าตำรวจคนนั้นเปลี่ยนผลชันสูตรเหรอ”

“มัตเป็นคนบอกเองว่าคนที่เราต่อสู้ด้วยมีอำนาจพอที่จะทำอย่างนั้นนี่”

“ถ้าอย่างนั้นตำรวจที่ชื่อศัลย์อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของลุงบุญช่วย”

ลิลินนิ่งไปเหมือนเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ooooooo

ยายเฟื่องยังอยู่ในช่วงพักผ่อน หลังจากเมื่อหลายวันก่อนเป็นลมอาการน่าเป็นห่วง วันนี้ศักดิ์สิทธิ์มาดูแลแกที่ห้องพักในโรงแรม วิชนีจะเอาอาหารมาให้ยายเฟื่อง แอบดูอยู่หน้าห้องแล้วเผลออมยิ้มกับความมีน้ำใจของเขา

วิชนีไม่อยากให้เขารู้เห็น ค่อยๆถอยออกมาแต่แม่บ้านคนหนึ่งทักเธอเสียงดัง ก็เลยเลี่ยงไม่ได้...พอยายเฟื่องเห็นเธอก็ร้องไห้ออกมา บอกว่ายายเหงา เห็นเธอแล้วยิ่งอยากกลับไปทำงานที่ครัว หญิงสาวสงสารหว่านล้อมจนแกสงบลง แล้วถามว่าตอนนี้ยายอยากทำอะไร

“ยายอยากดูละครเพลง”

“ละครเพลง!” วิชนีกับศักดิ์สิทธิ์ประสานเสียงด้วยความตกใจ

จากนั้นไม่นานละครเพลงระหว่างเขาและเธอก็เริ่มขึ้น โดยมียายเฟื่องเฝ้าดูและคอยกำกับให้ทั้งคู่ทำอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วก็หัวเราะชอบใจ หนุ่มสาวเห็นแกมีความสุขก็พลอยยิ้มได้

เสียงมือถือศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้น ชายหนุ่มดูเบอร์ที่โชว์แล้วขอตัวเดินออกไปด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน ยายเฟื่องเอ็นดูคุณหนูของตน บอกวิชนีว่าเขาเป็นคนดี ยายฝากฝังเขาด้วย วิชนีบ่นงึมงำไม่เชื่อแต่ก็รับปากเพื่อความสบายใจของแก

ศักดิ์สิทธิ์รับสายจากนักชิมที่เคยจ้างไปป่วนวิชนีที่ร้านอาหารจนเธอโดนผู้จัดการไล่ออก วิชนีตามมาได้ยินเต็มสองหู ความโกรธพลุ่งพล่านจนระงับไม่อยู่ เดินเข้าไปด่าศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ไว้หน้า “ฉันคิดไว้แล้วไม่มีผิด นายมันเลว...เลวกว่าที่ฉันคิดซะอีก”

ชายหนุ่มปฏิเสธไม่ออก หน้าซีดเป็นไก่ต้ม...วิชนีโกรธจัดพรวดพราดกลับห้องพัก เก็บเสื้อผ้าข้าวของใส่กระเป๋าแล้วเขียนโน้ตบอกลาลิลินไว้ แต่ไม่ทันจะไปก็ได้ยินเสียงเคาะห้อง นึกว่าศักดิ์สิทธิ์ตามมาหาเรื่อง กระชากประตูเปิดด้วยความโมโห แล้วต้องตกใจสุดขีดเมื่อเห็นผู้มาเยือนยืนหน้าเหี้ยม!

ลิลินกลับมาเจอวิชนีโดนทำร้ายสลบเหมือดอยู่ในห้อง ข้าวของกระจัดกระจายแต่ไม่มีอะไรหายไป เธอกับ ศักดิ์สิทธิ์รีบพาวิชนีส่งโรงพยาบาลและเฝ้ารอฟังอาการด้วยความเป็นห่วง

ศักดิ์สิทธิ์ห่วงใยวิชนีออกนอกหน้าจนลิลินไม่เชื่อว่าเขาจะจ้างคนมาทำร้ายวิชนีได้อย่างที่เธอโวยวายหลังจากฟื้นขึ้นมา แต่เพราะเขาและเธอกำลังมีปัญหากันอยู่ วิชนีเลยเข้าใจอย่างนั้น ไล่ตะเพิดศักดิ์สิทธิ์ออกไปด้วยความแค้นเคือง

เมื่ออยู่กันสองคนในห้องผู้ป่วย ลิลินถามวิชนีมั่นใจได้ยังไงว่าศักดิ์สิทธิ์เป็นคนทำ

“ก็ตอนที่พวกมันทำร้ายฉัน พวกมันบอกว่า...นี่เป็นการเตือน ถ้ายังยุ่งเรื่องของคนอื่นอีกแกโดนหนักกว่านี้แน่”

ลิลินฟังแล้วอึ้ง พอกลับออกมาเจอศักดิ์สิทธิ์ก็ถามย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้ทำจริงใช่ไหม

“ถ้าเป็นเรื่องที่ส่งคนไปป่วนทำให้เธอถูกไล่ออก ผมยอมรับครับ แต่ไอ้เรื่องที่ถึงขนาดให้คนมาทำร้ายเธอขนาดนี้...คุณลินคิดว่าผมจะกล้าทำอย่างนั้นเหรอครับ”

“ฉันเองก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นคุณ”

“แล้ววิชนี...เธอคงไม่คิดว่าผมทำจริงๆใช่ไหมครับ”

“ตอนนี้เธอเชื่ออย่างนั้น”

“จริงเหรอครับ...ผมปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้”

ศักดิ์สิทธิ์ทำท่าจะเปิดประตูเข้าไปหาวิชนี แต่ลิลินรีบห้ามเขาอย่าเพิ่งพูดอะไรเลย รอให้วิชนีเย็นลงกว่านี้แล้วค่อยอธิบายให้เธอฟังทีหลังน่าจะดีกว่า

“ก็ได้ครับ” เขาคำรับหน้าเศร้า

ooooooo

วาสนาพานพกรมาที่บ้านทรงพลแล้วฝากฝังกับศุภารมย์ให้ช่วยรับหลานชายตนไว้ทำงานในบ้าน งานอะไรก็ได้ไม่เกี่ยง แต่ศุภารมย์ปฏิเสธด้วยการอ้างชื่อทรงพล เธอต้องถามเขาก่อนในฐานะเจ้าของบ้าน...

ตำรวจมาตรวจสอบเรื่องที่วิชนีโดนชายฉกรรจ์บุกมาทำร้ายถึงห้องพักในโรงแรมแล้วพยายามสรุปให้เป็นคดีลักทรัพย์ เพราะทางเสี่ยหาญประสงค์ให้เป็นอย่างนั้นหลังทราบว่าสิตาลูกสาวของตนเป็นคนสั่งการ

ความจริงสิตาสั่งลูกน้องพ่อให้ไปทำร้ายลิลินเพราะหึงหวงที่เธอมาพัวพันกับทิวัตถ์ แต่วิชนีซึ่งพักห้องเดียวกันรับเคราะห์แทน ส่วนทิวัตถ์พอทราบเรื่องก็ตรงดิ่งมาคุยกับศักดิ์สิทธิ์ และพูดจาไม่ดีมีอคติกับลิลินทำนองว่าวิชนีรับเคราะห์แทนเธอ คนร้ายคงต้องการขู่คนที่สับรางไม่ทันจนรถไฟชนกัน

ศักดิ์สิทธิ์ได้ยินก็เกรงจะบานปลาย รีบดึงทิวัตถ์จากไป ลิลินเริ่มเอะใจสงสัย หรือว่าวิชนีจะรับเคราะห์แทนตนจริงๆ แต่คงไม่ใช่เหตุผลมั่วๆอย่างที่ทิวัตถ์พูดอย่างแน่นอน...

หลังจากเมื่อวานถูกศุภารมย์ปฏิเสธจนผิดหวังกลับไป บวกกับแค้นใจที่ลูกชายเธอย่ำยีวรรณิต...สายวันถัดมาวาสนาจึงส่งนพกรมาดักทำร้ายอนันยชที่ลานจอดรถบริษัท แต่ไม่สำเร็จเพราะเขาไหวตัวทัน มีแต่รถยนต์เท่านั้นที่โดนสีสเปรย์ฉีดใส่เลอะเทอะไปหมด

นพกรขี่มอเตอร์ไซค์หนีไปได้อย่างหวุดหวิด เวลานั้นวาสนาคุยอยู่กับศุภารมย์ที่บ้าน ได้รับข้อความจากนพกรว่างานสำเร็จก็ลอบยิ้มพอใจ แต่ผ่านไปครู่เดียวได้รู้ ความจริงจากอนันยชที่โทร.มาเล่าให้ศุภารมย์ฟังว่าเขาไม่ได้ บาดเจ็บอะไรเลย วาสนาเคืองนพกรที่กล้าโกหกรีบกลับไปรอเล่นงานอยู่ที่บ้านโดยไม่ยอมให้วรรณิตรู้เห็น

นพกรทำใจดีสู้เสือ ชมยายของตนรอบคอบจริงๆ ขนาดอยู่บ้านเดียวกันยังไม่ให้วรรณิตรู้เรื่อง

“วันหลังแกก็หัดรอบคอบให้เหมือนกับฉันหน่อยไม่ได้รึยังไง เป็นหลานประสาอะไรไม่ได้ความฉลาดของฉันไปสักนิด”

ชายหนุ่มยังไม่เข้าใจ แบมือยื่นออกไปทวงเงินค่าจ้างจากยาย

“หน็อย...ทำงานไม่สำเร็จยังจะกล้ามาขอตังค์อีก” เขาหน้าเจื่อน ถามว่าใครบอกยาย “แกคิดว่าฉันโง่กว่าแกหรือไง”

แทนที่จะสลด นพกรลุกขึ้นยืนพูดเสียงแข็งทันที “คิดจะเบี้ยวกันเหรอ”

“ทำไม...อย่ามาขึ้นเสียงกับฉันนะ แค่ฉันบอกพวกนั้นคำเดียว แกได้เข้าไปอยู่ในคุกแน่”

“ถ้าฉันโดน...ยายก็ไม่รอดเหมือนกัน”

“แกคิดว่าพวกนั้นจะเชื่อใครระหว่างคนที่มีบุญคุณกับเขาหรือคนที่เหมือนโจรอย่างแก” วาสนาระบายลมหายใจอย่างขัดเคืองก่อนจะหยิบเงินจำนวนหนึ่งยื่นให้ “เอาไป...แล้วก็หายไปพักนึง รอให้เรื่องเงียบก่อนแล้วค่อยว่ากันใหม่”

“คิดจะปิดปากฉันด้วยเงินแค่นี้เนี่ยนะ”

“หรือจะไม่เอา”

นพกรมองวาสนาที่ไม่หลบตาก็รู้ว่ายายร้ายจริง เขาดึงเงินจากมือยายมาอย่างเจ็บใจก่อนจะเดินหน้าตึงออกไป...ส่วนที่บ้านทรงพล ตำรวจสองนายมาสอบ ปากคำอนันยชว่าเคยมีเรื่องโกรธแค้นกับใครเป็นพิเศษหรือเปล่า

“เท่าที่คิดออกตอนนี้...ไม่มีครับ”

“แล้วเรื่องธุรกิจล่ะครับ”

“ถ้าเรื่องนั้นคุณตำรวจคงต้องไปถามเสี่ยหาญดูแล้วล่ะครับ”

“วัน! เรากับเสี่ยหาญเป็นคู่แข่งทางธุรกิจก็จริง แต่ก็ไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้”

“ไม่เป็นไรครับคุณทรงพล...ยังไงเราเก็บข้อมูลไว้ก่อน แล้วเรื่องชู้สาวล่ะครับ”

“อันนั้นน่าจะตัดไปได้เลยครับ ผมไม่เคยแย่งของใคร น้องๆเขาเต็มใจให้ทั้งนั้น”

“แน่ใจเหรอวัน” การถามย้ำของศุภารมย์ทำให้อนันยชฉุกคิดไปถึงวรรณิต แต่ไม่แสดงพิรุธตอบด้วยน้ำเสียงปกติว่า “ครับแม่...แม่ก็รู้ว่าผู้หญิงพวกนั้นเคยมีปัญหาที่ไหน”

“เอาละครับ...เราได้ข้อมูลพอแล้ว ไว้เราอยากรู้อะไรเพิ่มจะติดต่อกลับมาใหม่ คุณทรงพลกับคุณต่ายไม่ต้องห่วงนะครับ ยังไงพวกเราต้องทำอย่างสุดความสามารถอยู่แล้วครับ งั้นพวกเราลานะครับ”

ตำรวจสองนายเดินออกไป สวนกับทิวัตถ์ที่รีบร้อนเข้ามาด้วยความเป็นห่วงอนันยช ถามไถ่เขาก่อนจะเล่าว่ามีเรื่องลอบทำร้ายในโรงแรมของศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน คนร้ายรื้อค้นห้องลิลินและทำร้ายเพื่อนของเธอจนบาดเจ็บ ศุภารมย์กับทรงพลฟังแล้วแปลกใจว่าสองเหตุการณ์จะเกี่ยวข้องกันหรือไม่

ลิลินมาเยี่ยมวิชนีที่โรงพยาบาลอีกครั้งในเช้าวันถัดมา แต่ศักดิ์สิทธิ์มาถึงก่อนและกำลังโดนวิชนีอาละวาดจนต้องวิ่งหนีออกจากห้อง ทั้งที่เขาเป็นห่วงและรับผิดชอบเรื่องค่ารักษาพยาบาลให้เธอทั้งหมด ลิลินเห็นถึงความดีมีน้ำใจของศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งเชื่อมั่นว่าเขาไม่ใช่

ผู้บงการส่งคนมาทำร้ายวิชนีอย่างแน่นอน แต่เพราะวิชนีเป็นคนมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง มั่นใจอะไรแล้วเปลี่ยนใจยาก คงต้องให้เวลาเธอสักหน่อย

“แล้วผมต้องให้เวลาเธออีกนานแค่ไหนเนี่ย” ศักดิ์สิทธิ์โอดครวญกับลิลิน แต่ไม่ทันลิลินจะพูดอะไรอีก ชายหนุ่มก็ต้องรีบกลับไปที่โรงแรมเพราะปกติโทร.บอกว่าเกิดเรื่องใหญ่แขกจะเช็กเอาต์หมดแล้ว เหตุผลคือพวกเขาไม่มั่นใจในความปลอดภัย

ศักดิ์สิทธิ์กลับมาเคลียร์ปัญหายืนยันว่าข่าวที่ออกไปเป็นเรื่องเข้าใจผิด และเพื่อแสดงความจริงใจตนจะลดค่าห้องให้ทุกคนห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่คราวนี้แขกไม่เชื่อ ไม่เหมือนคราวก่อนที่มีสัญญาณไฟไหม้ดังขึ้น ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต่อให้พักฟรีก็ไม่เอา พวกเราจะเช็กเอาต์เดี๋ยวนี้

ศักดิ์สิทธิ์กลุ้มใจมาก ลิลินกลับมารับรู้ด้วยความเป็นห่วง รับปากเขาว่าคืนนี้ตนจะร้องเพลงให้เต็มที่เพื่อดึงลูกค้ามาเที่ยวผับคงไว้ซึ่งรายได้ในส่วนนี้ แต่แล้วโชคไม่เข้าข้างเจออันธพาลอย่างกฤษดามาเที่ยว กฤษดาถูกตาต้องใจลิลิน แต่เธอไม่เล่นด้วย ก็เลยมีปากเสียงกัน

ครู่หนึ่งก่อนที่กฤษดาจะถูกเธอตบหน้าไปหนึ่งฉาด

กฤษดาโกรธมากจะตบคืนลิลินแต่ทิวัตถ์โผล่มาคว้ามือเขาไว้ทัน ส่วนแขกอื่นๆแตกฮือหนีกลับหมด ศักดิ์สิทธิ์กลุ้มใจเป็นบ้าที่ที่มั่นแห่งสุดท้ายถูกตียับ แล้วขอร้องให้กฤษดาพาพวกกลับไป กฤษดาได้ทียื่นข้อเสนอว่าตนจะกลับก็ต่อเมื่อทิวัตถ์ต้องกราบเท้าอ้อนวอน หรือไม่ก็ต้องให้ลิลินไปกับตน

ศักดิ์สิทธิ์ไม่ยอมทั้งสองอย่าง กฤษดายิ่งโมโหเข้าไปกระชากแขนลิลินจะเอาตัวไปให้ได้ เลยโดนทิวัตถ์ชกหน้าหงายก่อนจะยอมถอยออกไปพร้อมคำขู่อาฆาตด้วยความแค้นว่า

“พวกแกเตรียมตัวตายได้เลย”

ลิลินรู้สึกประทับใจทิวัตถ์ขึ้นมาแต่พอเขาพูดจาจิกกัด เธอก็อดต่อปากต่อคำไม่ได้ ศักดิ์สิทธิ์เห็นอาการของสองคนให้อดคิดไม่ได้ว่าเหมือนลิ้นกับฟันถ้าเป็นแฟนกันคงมีลูกหัวปีท้ายปี

หลังจากลิลินแยกไปแล้ว ศักดิ์สิทธิ์ถามเพื่อนรักตรงๆว่าเขากับลิลินโกรธกันเรื่องอะไร ทำไมเจอหน้ากันถึงต้องกัดกันตลอดเวลา

“แกอย่ารู้เลย ฉันว่าแกเอาเวลาไปคิดวิธีรับมือไอ้กฤษดาดีกว่า ระวังตัวไว้เถอะ ฉันว่ามันไม่หยุดแค่นี้แน่”

“แล้วไงวะ กลัวที่ไหน ถ้ามันกลับมาอีก ฉันจะจัดการมันด้วยมือฉันเองเลย” ศักดิ์สิทธิ์วางท่าท้าทายไม่เกรงกลัว ต่างจากทิวัตถ์ที่นิ่งไปอย่างเป็นกังวล

ooooooo

กฤษดาเจ็บแค้นใจเป็นที่สุด กลับเข้าบ้านตอนเช้าในสภาพเบ้าตาฟกช้ำเพราะถูกทิวัตถ์ชก พ่อกับน้องสาวเห็นเข้าก็ซักไซ้เป็นการใหญ่จนรู้เรื่อง

เสี่ยหาญหัวเสียที่ลูกชายโดนเล่นงาน ตบหน้าเขาไปทีแล้วย้ำว่ามีเรื่องพ่อไม่ว่า แต่ถ้าจะเจ็บตัวอีกฝ่ายต้องเจ็บยิ่งกว่า...กฤษดาหน้าจ๋อยรีบขอโทษพ่อ แต่สิตาท้วงเสียงหลงว่าเขาคนนั้นคือทิวัตถ์

“แล้วทำไม จะเป็นใครฉันก็ไม่สน”

“พ่อ! ถ้าพ่อคิดจะทำอะไรวินล่ะก็ ตาไม่ยอมแน่” สิตากระแทกเสียงแล้วผละไป

เสี่ยหาญจ้องหน้าลูกชาย สำทับว่าทีหลังอย่าทำให้ตนเสียชื่ออีก นั่นยิ่งทำให้กฤษดาโกรธแค้นทิวัตถ์หลายเท่าทวีคูณ!

โรงแรมศักดิ์สิทธิ์มีสิทธิ์เจ๊งแน่ถ้าไม่มีแขกเหลืออยู่เลย แต่แล้วรุ่งขึ้นปกติแจ้งข่าวดีว่าคืนนี้จะมีทัวร์จีนมาลง จองไว้ครึ่งเดือนด้วย

“ให้มันได้อย่างนี้สิ...จริงสิ...เรายังมีลูกค้าทัวร์ ทุกคนฟัง ตอนนี้ความหวังเดียวของเราคือกลุ่มลูกค้าทัวร์ที่จองเอาไว้ พยายามคอนเฟิร์มให้ได้มากที่สุด ส่วนฝ่ายการเงินคำนวณดูซิว่าจากลูกค้าทัวร์ที่เรามีอยู่จะมีรายได้เข้าถึงเมื่อไหร่”

พนักงานผู้เกี่ยวข้องจดบันทึกตามคำสั่งของศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ทันไรปกติก็แผดเสียงดังลั่นหลังจากรับโทรศัพท์แล้วรู้ว่าลูกค้าทัวร์ก็จะไม่เหลือเพราะมีคนแกล้งปล่อยข่าวเรื่องความปลอดภัยของโรงแรม ตอนนี้ทางเอเย่นต์โทร.มายกเลิกทัวร์หลายเจ้า...ศักดิ์สิทธิ์ฟังแล้วแทบเป็นลม

ooooooo

ลีลาวดีเพลิง

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด