ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ลีลาวดีเพลิง

SHARE
  • แนว
  • :
  • เมโลดราม่า
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • กิ่งฉัตร
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • อภิวัฒน์ เล่าสกุล
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ตรัยยุทธ กิ่งภากรณ์
  • ผลิตโดย
  • :
  • บริษัท ปรากฏการณ์ดี จำกัด
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • สถานีโทรทัศน์ช่อง 7
  • นักแสดงนำ
  • :
  • ธันวา สุริยจักร,อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์

ลีลาวดีเพลิง ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ลิลิน หรือ ลิน หรือหนูลีที่ปองภพพ่อของเธอชอบเรียกในวัย 9 ขวบกำลังแย่งสร้อยที่ทำจาก ดอกลีลาวดีกับพ่อ ทั้งคู่หัวเราะกันอย่างมีความสุข ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะดับวูบ

พลันมีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นแทนที่ พร้อมกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งร่วงลงมาจากระเบียงบ้าน ราวกับจะตกใส่หน้า ลิลินตกใจตื่น เหงื่อท่วมตัว มองไปรอบๆ ถึงได้รู้ว่าตัวเองแค่ฝันร้าย คว้านาฬิกาที่โต๊ะหัวเตียงขึ้นมาดู เป็นเวลา 5 โมงเย็น เธอรีบโดดลงจากเตียงทันที...

ค่ำนี้ขณะลิลินเตรียมจะขึ้นร้องเพลงที่ผับแห่งหนึ่ง ในโรงแรมหรูกลางกรุง เพื่อนนักร้องเข้ามาหา

“เสร็จแล้วอย่าเพิ่งหนีกลับล่ะ คืนนี้มีไปต่อเบิร์ธเดย์ปาร์ตี้ยัยกีกี้”

ลิลินยังไม่ทันจะปฏิเสธ เพื่อนสาวเดินตัวปลิวออกไปเสียก่อน อีกมุมหนึ่งที่เคาน์เตอร์บาร์ของผับ ทิวัตถ์หรือวินเห็นสภาพภายในผับที่นักเที่ยวแต่ละคนค่อนข้างจะรุ่นใหญ่ เพลงที่เปิดคลอก็เป็นแนวแจ๊ส อีกทั้งศักดิ์สิทธิ์กับอนันยชที่บอกว่ามารอท่าอยู่ก่อนแล้วก็ไม่เห็นแม้แต่เงา ชักเอะใจว่าจะมาผิดที่

แต่แล้วเสียงเพลงจากนักร้องสาวบนเวที ดึงดูดให้ทิวัตถ์หันไปมอง แสงไฟบนเวทีสว่างพรึบ เผยให้เห็น ลิลินในชุดสีแดงเพลิงสวยบาดตาบาดใจ ทุกคนในนั้นต่างตะลึงเหมือนต้องมนต์สะกด ทั้งสายตาและน้ำเสียงที่ชวนหลงใหลของเธอทำให้ทิวัตถ์ตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น ฟังเพลงเพลินจนลืมนัด

รักแรกพบแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังเมื่อทิวัตถ์เห็นลิลินที่ร้องเพลงเสร็จ ไปนั่งร่วมโต๊ะกับชายคนหนึ่งท่าทางคล้ายเสี่ย ทั้งคู่เหมือนจะตกลงธุรกิจกัน เสี่ยยื่นกล่องใบหนึ่งขนาดสองฝ่ามือให้ ลิลินจะจ่ายเงิน แต่เขาจับมือไว้ ขอเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทนและจะมีเงินแถมให้มากกว่าเงินเดือนทั้งเดือนถ้าคืนนี้เธอยอมไปกับเขา

“แหม ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่เสี่ยลัดคิวหาของให้ ลินก็เกรงใจจะแย่แล้ว แต่วันนี้ลินไปกับเสี่ยไม่ได้จริงๆ เสี่ยก็รู้ว่าลินลูกค้าเยอะ เอาเป็นว่าลินว่างเมื่อไหร่ ลินโทร.หาเสี่ยดีไหมคะ” ลิลินไม่พูดเปล่าเอามือไล้ไปตามแขนเพื่อให้เสี่ยเห็นว่าเธอไม่ได้รังเกียจ ทิวัตถ์ได้ยินคำพูดของลิลินยิ่งทำให้ผิดหวังอย่างแรง

ooooooo

ที่ผับอีกแห่งหนึ่งในโรงแรมเดียวกัน ศักดิ์สิทธิ์ชักจะเป็นห่วง ทำไมทิวัตถ์ยังไม่มาสักที อนันยช ตั้งข้อสังเกต หรือว่าจะไปผิดโรงแรม ศักดิ์สิทธิ์ชะงัก ก่อนจะนึกขึ้นได้

“เฮ้ย ฉันว่ามันไปผิดผับหรือเปล่า โรงแรมนี้มีผับคนแก่ข้างล่างด้วย สงสัยมันไปผิดแหงๆ” ว่าแล้วศักดิ์สิทธิ์หยิบมือถือขึ้นมาโทร.ตาม สักพักทิวัตถ์เดินอย่างเซ็งจัด ผ่านสองนักร้องสาวเพื่อนของลิลินที่กำลังเม้าท์แตกกันอยู่ในผับชั้นบนใกล้กับทางเข้าออก

“นี่...ไอ้พวกเศรษฐีบ้านนอกมันบอกจะพาพวกเราไปต่อ ดีไม่ดียาวถึงเช้า”

“โอ๊ย ฉันไม่ได้คิดแค่นั้นหรอกย่ะ ถ้ารวยจริง แม่จะจับให้อยู่ ให้เลี้ยงดูไปทั้งชาติเลย”

ทิวัตถ์ได้ยินเต็มสองหู ถึงกับส่ายหน้าระอาใจ ที่ผู้หญิงพวกนี้คิดแต่เรื่องจะจับผู้ชายรวยๆ รีบเดินไปที่โต๊ะซึ่งอนันยชกับศักดิ์สิทธิ์นั่งรออยู่ อนันยชเห็นหน้าบอกบุญไม่รับของญาติผู้น้องก็นึกสนุก

“ทำไมหน้าเครียดอย่างนั้นวะ อ่ะหรือว่าดันไปหลงเด็กข้างล่างแล้วเขาไม่เล่นด้วยหรือไง” คำพูดของ อนันยชแทงใจดำทิวัตถ์เต็มๆ ทำให้หมดอารมณ์จะเที่ยวเตร่ ขอตัวกลับก่อน และจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัดคืนนี้เลย ศักดิ์สิทธิ์ขอกลับด้วยถ้าทิวัตถ์ไม่อยู่เขาก็ไม่อยากอยู่ อนันยชบ่นอุบ ไหนว่าจะเที่ยวด้วยกันยันเช้า

จังหวะนั้น ลิลินเดินถือกล่องที่ได้จากเสี่ยเข้ามาทักทายเพื่อนนักร้อง พร้อมกับอวยพรวันเกิดให้กีกี้ แล้วขอตัวกลับก่อน กีกี้ตัดพ้อ อุตส่าห์หาเจ้ามือให้ น่าจะไปเที่ยวด้วยกัน แล้วปรายตาไปที่อนันยชซึ่งกำลังคุยอวดพรรคพวกว่าคืนนี้ตนนัดนักร้องที่นี่เอาไว้ แล้วโบกไม้โบกมือข้ามไหล่ทิวัตถ์ให้กีกี้กับเพื่อนซึ่งโบกมือตอบ ทำให้ลิลินต้องยิ้มให้เขาตามมารยาทไปด้วย ทิวัตถ์หันไปมองพอดี พาลคิดว่าเธอเป็นพวกล่าผู้ชายรวยเช่นเดียวกัน

“นักร้องที่นี่เด็ดทั้งเสียงเด็ดทั้งลีลา ไม่แน่นะเว้ย ถ้าน้องเขาทำให้ฉันโดนจริงๆ บางทีพรุ่งนี้แกอาจจะมีพี่สะใภ้แบบสายฟ้าแลบก็ได้ ใครจะรู้ ถ้าพวกแกไม่สนฉันเหมาคนเดียวเลยก็ได้ ขับรถกลับบ้านดีๆเว้ยไอ้น้องชาย” อนันยชขยิบตาให้ทิวัตถ์ แล้วเดินผิวปากอารมณ์ดีไปหาสองสาวที่ยืนรออยู่ ก่อนจะพากันออกไป ทิวัตถ์ไม่ได้หันไปมอง จึงไม่รู้ว่าลิลินเดินแยกไปก่อนแล้วไม่ได้ไปกับพวกนั้น แล้วขยับจะไป ศักดิ์สิทธิ์ร้องทัก

“อ้าว ไอ้วิน จะไปไหนอีกวะ”

“ไปห้องน้ำ แล้วถ้าแกจะกลับด้วยก็เจอกันที่รถ เกินครึ่งชั่วโมงไม่รอนะเว้ย”

ooooooo

ครู่ต่อมา ขณะทิวัตถ์เดินมาตามทางเดินนอกผับ เห็นลิลินเดินถือกล่องท่าทางลับๆล่อๆ รีบเดินตามจนทันตรงมุมปลอดคน ด้วยความที่คิดว่าเธอเป็นพวกชอบเอาตัวเข้าแลก และมั่วผู้ชายไม่เลือกหน้า จึงหาเรื่องด่าว่าต่างๆนานา และสั่งห้ามมายุ่งเกี่ยวกับพี่ชายของเขา เท่านั้นไม่พอ ทิวัตถ์ยังลวนลามดึงเธอมาจูบปาก

ลิลินโกรธมาก ใช้เล็บจิกแก้มเลือดซิบ เขาเจ็บจนต้องผงะถอยห่าง ระหว่างนั้นมีเสียงร้องเรียกลิลินดังขึ้น เธอหันไปมองเห็นปรมัตถ์ทนายอาสาเพื่อนสนิทของตัวเองกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา เขาเห็นท่าทางแปลกๆของเธอมั่นใจว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดี ถามเสียงเข้มว่ามีอะไรหรือเปล่า

“เชื่อแล้วว่าเธอลูกค้าเยอะจริงๆ”

ทนายหนุ่มไม่พอใจ ปรี่จะเข้าไปเอาเรื่อง ลิลินไม่อยากให้มากความ รีบดึงตัวออกไป...

ศักดิ์สิทธิ์เห็นแผลที่แก้มทิวัตถ์ชัดๆก็รู้ทันทีว่าเพื่อนโกหก กิ่งไม้บ้าอะไรถึงได้ทิ้งรอยไว้เหมือนถูกเล็บข่วน ทิวัตถ์ตัดบท ถ้าขืนถามไม่เลิก จะมีรอยเท้าของตนทิ้งไว้บนหน้าเขา ศักดิ์สิทธิ์ถึงกับร้องเอะอะทำไมวันนี้ถึงดุนัก ไปหงุดหงิดอะไรมา เขาไม่ยอมบอกอะไร ได้แต่เดินหัวเสียไปที่รถของตัวเอง...

ปรมัตถ์ไม่พอใจมากที่รู้ว่าทิวัตถ์ทำอะไรกับหญิงที่ตัวเองหลงรัก แม้รู้ดีว่าเธอมีให้ได้แค่คำว่าเพื่อนก็ตาม เขาขอร้องให้เธอเลิกทำงานแบบนี้ งานที่ต้องเจอพวกที่คิดแต่เรื่องใต้สะดือ แล้วหางานประจำทำดีกว่า พร้อมกันนั้นก็หยิบใบสมัครงานจากแฟ้มในมือยื่นให้

“ลินเคยบอกแล้วใช่ไหม ถ้ามัตจะให้ลินเลิกทำงานกลางคืน มัตต้องหาข้อมูลที่ลินต้องการมาให้ได้ก่อน”

เขาได้สิ่งที่เธอต้องการมาเรียบร้อยแล้ว ลิลินตาวาวโรจน์ทันที...

เมื่อกลับถึงห้องพักของตัวเอง ลิลินนั่งเขียนจดหมายถึงแม่ดา เล่าเรื่องที่เจอคนแย่ๆให้ฟัง แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด เธอยังได้เจอเรื่องดีอีกด้วย

“พรุ่งนี้ จะเป็นวันเริ่มต้น ที่หนูจะทำสิ่งที่ค้างคาใจสักที หนูรู้ว่าหนทางที่หนูกำลังจะเดิน เป็นหนทางที่อันตราย หนูไม่รู้ว่าหนูจะมีโอกาสได้เขียนถึงแม่ดาอีกนานแค่ไหน ถ้าเป็นได้ หนูอยากเจอแม่ดา...แม่ดาที่อุปถัมภ์เด็กกำพร้าอย่างหนูจนทำให้หนูมีวันนี้” ลิลินวางปากกา ก่อนจะหันไปหยิบกล่องที่ได้จากเสี่ยขึ้นมาเปิดดู เผยให้เห็นปืนพกสั้นอัตโนมัติ เธอมองมันด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว

ooooooo

น้อยเด็กรับใช้ของบ้านทิวัตถ์ อยากรู้อยากเห็นว่ามีอะไรในห้องนอนของศุภิสราแม่ของทิวัตถ์ ถึงถูกห้ามไม่ให้เข้า เธอยังไม่ทันจะเข้าไปข้างในก็ถูกศุภารมย์จับได้เสียก่อน ป้าจวนรีบสั่งให้น้อยขอโทษคุณท่านเดี๋ยวนี้

“ขอโทษค่ะคุณผู้หญิง ต่อไปน้อยไม่ทำอีกแล้วค่ะ”

ป้าจวนรีบดึงตัวน้อยออกไปทันที คุณผู้หญิงของบ้านมองตามไม่พอใจ เอื้อมมือจะปิดประตูห้อง พลันได้ยินเสียงเหมือนกระจกแตกดังมาจากข้างใน เธอเดินเข้าไปดูเพื่อหาที่มาของเสียง ภายในห้องมีผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์และเตียงเอาไว้ฝุ่นจับเต็มไปหมด เธอเดินมาถึงหน้าต่าง เห็นเศษกระจกแตกเนื่องจากหน้าต่างถูกลมพัดกระแทกจนแตก พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดของศุภารมย์

ตอนนั้น ศุภิสราหยิบแจกันขึ้นมาด้วยท่าทางคุ้มคลั่ง ศุภารมย์ร้องห้ามเสียงลั่น แต่น้องสาวไม่ฟัง ฟาดแจกันแตกกระจาย เศษแจกันปนเลือดเปรอะไปทั่ว เสียงลมพัดของล้มทำให้ศุภารมย์ตื่นจากภวังค์ หันมองตามเสียง เห็นกรอบรูปล้มคว่ำอยู่บนโต๊ะข้างหน้าต่างที่เปิดเพราะแรงลม เธอหยิบมันขึ้นมาดู เห็นรูปถ่ายของศุภิสรา แม้เรื่องราวจะผ่านมาหลายปี แต่เมื่อใดที่ได้เห็นภาพน้องสาว ศุภารมย์อดหวาดหวั่นไม่ได้...

ศุภารมย์ต้องตัดไฟแต่ต้นลม จึงไล่น้อย เด็กรับใช้คนใหม่ที่เพิ่งมาอยู่ไม่ถึงเดือนออก ทรงพลปลอบว่าเด็กนั่นอาจจะไม่รู้อะไรก็ได้ เธอเสี่ยงไม่ได้รูรั่วนิดเดียวอาจทำให้เรือล่มได้ เขาไม่ขัดข้อง แล้วแต่เธอจะเห็นควร

ระหว่างที่คุยกันอยู่ ทรงพลเห็นอนันยชย่องผ่านหน้าห้องรับแขกไปที่บันไดขึ้นบ้าน ศุภารมย์เห็นสายตาของเขาก็หันขวับไปมอง เห็นหลังลูกชายไวๆ อนันยชยังไม่ทันจะขึ้นบันได ทิวัตถ์เดินสวนลงมาพอดี เห็นเขาสวมชุดเดียวกับเมื่อวาน ร้องทักว่าเพิ่งกลับหรือ อนันยชยกนิ้วแตะปากตัวเองเป็นทำนองให้เขาลดเสียงลง แล้วจะวิ่งขึ้นบันได แต่ศุภารมย์ร้องเรียกไว้เสียก่อน อนันยชรีบเข้ามากอดแม่ออดอ้อนทันที

“โธ่อย่าทำหน้าอย่างนี้สิแม่ นานๆผมได้เข้ากรุงเทพฯทีก็อยากจะขอเที่ยวหน่อย”

“อาทิตย์ละครั้ง ไม่ได้เรียกว่านานมั้ง” ศุภารมย์แดกดัน แล้วเหลือบไปเห็นแผลที่แก้มทิวัตถ์ก็ร้องทักทำไมใบหน้าถึงเป็นอย่างนั้น เขาโกหกว่ามีอุบัติเหตุนิดหน่อย มีมอเตอร์ไซค์ตัดหน้าก็เลยเบรกกะทันหัน ทรงพลอยากให้ลูกชายไปให้หมอตรวจเพื่อความชัวร์ เขายืนยันว่าไม่ได้เป็นอะไร

“แต่เราไม่เป็นปกติเหมือนคนอื่นนะวิน”

ทิวัตถ์หยุดกึก ก่อนจะทำเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร ขอตัวไปดูก่อนว่าเช้านี้ป้าจวนทำอะไรให้กิน ศุภารมย์รู้สึกผิดที่เผลอพูดอะไรไม่ระวัง ทรงพลเข้ามาโอบกอดปลอบใจ จังหวะนั้น ป้าจวนเข้ามาแจ้งว่าวาสนามาขอพบ ครู่ต่อมา ทรงพลและศุภารมย์มาที่ห้องรับแขก สักพักอนันยชกับทิวัตถ์ก็ตามเข้ามาไหว้ทักทาย วาสนารีบบอกเอาหน้าว่าที่มาวันนี้ก็เพื่อทิวัตถ์เพียงคนเดียว ศุภารมย์แปลกใจว่ามีอะไร

“จะมีอะไรล่ะแม่ ก็คงไม่พ้นพาลูกสาวคนโน้นคนนี้มาให้เจ้าวินดูตัวเหมือนเดิมนั่นแหละ”

วาสนารับรองว่าคนนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา หากทิวัตถ์ได้เห็นแล้วต้องชอบแน่ๆ เขาขอบคุณสำหรับความหวังดี แต่อย่าให้ผู้หญิงคนนั้นเสียเวลาจะดีกว่าตอนนี้เขายังไม่พร้อมจะมีใคร วาสนาไม่สนใจคำทัดทาน ถึงอย่างไรก็จะพาผู้หญิงคนนี้มาให้เขาดูให้ได้ ศุภารมย์ชักสงสัยว่าป้าของตนจะมาไม้ไหนอีก

ooooooo

ลิลินรีบเปิดดูเอกสารและประวัติของบุญช่วยที่ปรมัตถ์เอามาให้ด้วยความตื่นเต้น อดแปลกใจไม่ได้ทำไมมีแฟ้มคดีอยู่ในนี้ด้วย เขาอธิบายว่าบุญช่วยติดคุกข้อหาสมรู้ร่วมคิดกันฆ่าผู้อื่น แต่ได้ข่าวว่าแกพ้นโทษเมื่อเดือนที่แล้ว ลิลินอยากรู้ว่าตอนนี้บุญช่วยอยู่ที่ไหน ปรมัตถ์เองก็ไม่รู้เหมือนกัน

“ที่ผ่านมา คนที่พ้นโทษส่วนใหญ่ก็มักจะกลับไปที่บ้านเกิดตัวเอง”

ปรมัตถ์เห็นแววตามุ่งมั่นของลิลินแล้ว อดเป็นห่วงไม่ได้ ขอร้องให้เธอปล่อยวาง ไม่มีประโยชน์ที่จะรื้อฟื้นอดีต เธอปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า ปรมัตถ์รู้เท่าทันว่าเธอต้องการพิสูจน์ว่าพ่อของเธอบริสุทธิ์ แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว เขาอ่านสำนวนคดีแล้ว ทั้งพยานแวดล้อมและพยานบุคคลต่างชี้ไปทางเดียวกันว่าพ่อของเธอเป็นคนทำ ปรมัตถ์ไม่เข้าใจทำไมเธอถึงยังเชื่อว่าท่านไม่ได้ทำ

“พ่อลินไม่เคยโกหก ลินรู้ว่าเหตุผลแค่นี้มันน้อยเกินไป แต่ยังไงลินก็เชื่อว่าพ่อลินไม่ได้เป็นฆาตกร”

เขาไม่อยากทะเลาะด้วยจึงไม่พูดอะไรอีก ระหว่างนั้น ครูใหญ่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า โทร.มาขอให้ลิลินช่วยซื้อยาเข้าไปให้ เธอจึงชวนปรมัตถ์ไปด้วยกัน เขาต้องขอผ่าน พอดีมีธุระ ลิลินพยักหน้ารับรู้ แล้วขยับจะไป ปรมัตถ์คว้ามือเธอไว้แต่พอเห็นสายตาที่จ้องเขม็งของเธอ จำต้องรีบปล่อย

“ตอนนี้มัตทำตามสัญญาแล้ว ลินล่ะ ลินเคยสัญญากับมัตว่าลินจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เมื่อไหร่ล่ะลิน”

หญิงสาวได้แต่ยืนนิ่ง ไม่ยอมตอบคำถาม...

ในเวลาเดียวกัน ที่บริษัทเอสพีคอนสตรัคชั่น ทิวัตถ์เห็นอนันยชเอาแต่นั่งหาว คิดว่าอยู่กับลิลินทั้งคืน เตือนว่าอย่าไปยุ่งกับผู้หญิงกลางคืนพวกนั้นให้มากนัก เกิดผิดพลาดขึ้นมาคนที่น่าสงสารไม่ใช่เขาแต่จะเป็นผู้หญิงนั่น เพราะแม่ของเขาคงไม่ยอมรับผู้หญิงที่มีอาชีพอย่างนั้น อนันยชยังไม่ทันจะว่าอะไร มีเสียงมือถือของทิวัตถ์ดังขึ้นเสียก่อน เห็นหน้าเครียดๆของญาติผู้น้องก็รู้ทันทีว่าใครโทร.มา

“ฉันว่าแกห่วงเรื่องแฟนเก่าแกก่อนที่จะห่วงฉันจะดีกว่า” อนันยชตบไหล่ทิวัตถ์เบาๆก่อนจะเดินจากไป

สิตากำลังเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้ากลางกรุงเทพฯ ขอร้องให้ทิวัตถ์มาหา เขาปฏิเสธทันทีว่าไปไม่ได้ เธอแกล้งขู่ ถ้าไม่มา เขาอาจจะไม่ได้เจอเธออีกเลย ทิวัตถ์ตกใจคิดว่าเธอจะฆ่าตัวตาย ผลุนผลันออกจากห้องทำงาน คฑาวุธหน้าห้องจอมสอดรู้สอดเห็นของทิวัตถ์รีบถามว่าจะไปไหน เผื่อท่านประธานถามเขาจะได้ตอบได้ถูก ทิวัตถ์ได้แต่บอกว่าจะออกไปไม่นาน คฑาวุธรอจนเขา ลับสายตารีบหยิบมือถือขึ้นมาโทร....

ช่างบังเอิญอย่างเหลือเชื่อที่ลิลินมาซื้อยาให้ครูใหญ่ในห้างฯเดียวกับที่ทิวัตถ์มา เธอเห็นเขาเดินอย่างรีบร้อนผ่านหน้าไปโดยไม่ทันเห็นเธอ คิดจะแก้เผ็ดที่โดนรังแกเมื่อคืน รีบสะกดรอยตาม

ทิวัตถ์มาถึงร้านอาหารตามที่สิตาว่า กลับเห็นเธอนั่งจิบไวน์อย่างสบายอารมณ์ รู้ทันทีว่าถูกหลอกเคืองมากที่เธอให้เขาเข้ากรุงเทพฯด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เธอพยายามรื้อฟื้นความหลังเมื่อครั้งยังรักกันหวานชื่น เขาขอร้องอย่าพูดเรื่องเก่าๆอีกเลย ในเมื่อเรื่องของเรามันเป็นอดีตไปแล้ว สิตาคร่ำครวญว่ายังรักเขาอยู่

ตอนที่ 2

ทิวัตถ์กับลิลินต่างตกใจเมื่อพบกันอีกครั้งที่ผับ ศักดิ์สิทธิ์เห็นท่าทางของทั้งคู่ก็แปลกใจ ตั้งท่าจะซักถามแต่ทิวัตถ์ไม่สนใจ เดินขึ้นไปเผชิญหน้ากับลิลินบนเวที ถามเธอว่ามาทำอะไรที่นี่

หญิงสาวไม่ทันตอบ ศักดิ์สิทธิ์ตามขึ้นมาได้ยิน ส่งเสียงดี๊ด๊าว่าโลกกลมจริงๆ ไม่คิดว่าลิลินจะรู้จักเพื่อนรักของตน ทิวัตถ์ชักสีหน้าทันที กล่าวเสียงขุ่นว่าอย่าเรียกว่ารู้จักเลย ลิลินไม่พอใจยอกย้อนเข้าให้จนอีกฝ่ายสะอึก

“ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละค่ะ เพราะคนเดี๋ยวนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ”

ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้สนใจท่าทีของเพื่อนรัก หากแต่มุ่งจะรับลิลินเป็นนักร้อง ทิวัตถ์เลยย้ำเตือนด้วยความหวังดีว่าเวลาจะรับใครเข้าทำงานควรเช็กประวัติคนคนนั้นให้ดีด้วย

“ต้องเช็กอะไรอีกวะ แล้วอีกอย่างคุณลินเขาก็เพิ่งเจอเรื่องร้ายๆมา...อะไร นี่แกไม่รู้เลยเหรอว่าคุณลินโดนไอ้โรคจิตขับรถชนแล้วยังตามไปขโมยกระเป๋าเธอถึงที่โรงพยาบาลเลยนะเว้ย”

ทิวัตถ์นิ่งอึ้ง ลิลินแอบสะใจ ระหว่างนั้นปกติวิ่งหน้าตั้งเข้ามารายงานศักดิ์สิทธิ์ว่าแขกต่อยกันให้รีบไปห้าม เจ้านายกับลูกน้องเลยเร่งรีบผละไป ทิ้งทิวัตถ์กับลิลินไว้ตามลำพัง

ประเด็น “ไอ้โรคจิต” ที่ศักดิ์สิทธิ์เอ่ยเมื่อครู่เป็นเรื่องขึ้นมาทันที ทิวัตถ์จะเล่นงานลิลินแต่เธอกลับลอยหน้าลอยตาเถียงว่าคงไม่มีคนดีๆที่ไหนทำอย่างนั้น ชายหนุ่มเหลืออดดึงแขนเธอออกไป ผ่านกลุ่มศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังพยายามห้ามลูกค้าที่มีเรื่องชกต่อยกัน

ลิลินตะโกนขอความช่วยเหลือจากศักดิ์สิทธิ์ แต่เขาไม่ได้ยินเพราะมัวเป็นกรรมการห้ามศึกระหว่างลูกค้า ลิลินจึงถูกทิวัตถ์ลากออกมาถึงลานจอดรถแล้วเปิดประตูจับเธอยัดเข้าไปก่อนออกรถมุ่งสู่ถนนสายหนึ่งในตัวจังหวัด จุดหมายคือท่ารถโดยสาร เขาต้องการให้เธอไปจากที่นี่ แต่ถ้าไม่ เขาคงต้องแจ้งความ

“เรื่องอะไร...เรื่องที่ฉันทำร้ายคุณน่ะเหรอ”

“ถ้าผมเอาภาพจากกล้องวงจรปิดไปให้ตำรวจ แล้วบอกว่าคุณพยายามฆ่าผม...”

แทนที่หญิงสาวจะขลาดกลัว เธอกลับยิ้มมุมปาก จนชายหนุ่มหน้ายุ่งถามเสียงขุ่นว่ายิ้มอะไร

“ตรงที่คุณจอดเป็นมุมอับที่ไม่มีกล้องวงจรปิด หรือถ้ามี คุณอยากจะเอาไปแจ้งความก็ตามสบาย เพราะฉันก็จะแจ้งกลับว่าที่ฉันทำอย่างนั้นเพราะป้องกันตัวจากคนที่ขโมยกระเป๋าฉันไป”

“คุณนี่มัน...” เขาหงุดหงิดฮึดฮัดอย่างขัดใจ

“ฉันเป็นคนที่ใครดีมาก็ดีตอบ แต่ถ้าใครร้ายมาฉันก็จะร้ายกลับไปยิ่งกว่า เอาล่ะ ปล่อยฉันลงได้แล้ว”

“ผมก็อยากจะเห็นเหมือนกัน ว่าคุณจะร้ายได้แค่ไหน”

“หยุดรถเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะโดดลงเดี๋ยวนี้”

ทิวัตถ์ไม่สนใจ เหยียบคันเร่งเร็วขึ้นอีก พลางท้าทายให้เธอโดดเลยถ้าอยากฆ่าตัวตาย ลิลินโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากนิ่งเงียบไปอย่างเจ็บใจ

ถึงท่ารถ ทิวัตถ์ให้เช็คลิลินหนึ่งแสนพร้อมตั๋วรถเที่ยวต่อไปแลกกับการอยู่ห่างๆพี่ชายของตน ลิลินไม่ปฏิเสธแต่พอถึงเวลารถทัวร์ออกจากท่าซึ่งทิวัตถ์ยังเฝ้าจับตามองอยู่ เธอแอบลงจากรถตอนไหนไม่รู้ มายืนซุ่มอยู่ใกล้รถยนต์ของเขา ทิวัตถ์ไม่เห็นคน เห็นแต่กระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่หลังรถ ลงไปหยิบมาอ่าน แต่ทันใดต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงแตรรถดังขึ้นก่อนจะถอยปรู๊ดปร๊าดด้วยฝีมือของลิลิน

ทิวัตถ์เสียรู้ให้กับความเจ้าเล่ห์ของเธอเข้าจนได้ ลิลินเปิดกระจกแล้วฉีกเช็คฉบับนั้นโยนคืนให้เขาพร้อมกับร้องบอกอย่างเหนือกว่า “ในชีวิตนี้ฉันอาจจะหาเงินแสนไม่ได้ แต่ฉันยังมีรถราคาเป็นล้านขับ ขอบใจนะ” พูดจบเธอออกรถไปทันที ทิ้งทิวัตถ์ยืนมึนตึ้บ เจ็บใจเป็นที่สุด

นอกจากจะถูกฉกรถไปแล้ว กระเป๋าสตางค์และมือถือก็อยู่ในรถด้วย ลิลินสะใจเป็นบ้าว่างานนี้นายทิวัตถ์จอมซ่าลำบากแน่

ooooooo

แน่นอนว่าต้องเป็นอย่างนั้น ทิวัตถ์ต้องขอยืมเหรียญสิบบาทจากขอทานแถวท่ารถโทร.หาศักดิ์สิทธิ์ให้มารับ พอดีลิลินมาถึงก่อนหน้านี้ เธอคืนกุญแจรถให้ศักดิ์สิทธิ์บอกว่าเก็บได้ สงสัยทิวัตถ์ทำหล่นไว้ พูดแล้วเดินหนีไปไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้ซักไซ้ แต่ก็ขอบใจที่เขารับเธอเป็นนักร้องในผับเรียบร้อยแล้ว

ทิวัตถ์หัวเสียไม่ยอมตอบข้อสงสัยของศักดิ์สิทธิ์ เร่งเขาให้พาไปสถานีตำรวจ ตนจะแจ้งความรถหาย

“เฮ้ย! หายบ้าอะไร รถแกก็จอดอยู่ที่โรงแรมนั่นแหละ นี่กุญแจ แกทำตกเอาไว้ ดีนะที่คุณลินเก็บได้”

“แกเจอยัยนั่นแล้วเหรอ”

“อ้าวๆ เรียกคุณลินให้มันดีๆหน่อย ตอนนี้เธอเป็นนักร้องของโรงแรมฉันแล้วนะเว้ย”

“อะไรนะ ไอ้สิทธิ์ แกรับเธอไว้เหรอ”

“ถูกต้อง สัญญาหนึ่งปีไม่ขาดไม่เกิน รับรองว่าคราวนี้โรงแรมฉันจะต้องกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งแน่ๆ”

“ล่มจมล่ะสิไม่ว่า”

“อ้าวไอ้วิน ไหงพูดอย่างงี้วะ”

ทิวัตถ์ไม่สนใจคนตรงหน้า นึกถึงลิลินด้วยความเจ็บใจ พึมพำว่าเธอร้ายกาจมาก!

เมื่อกลับมาถึงโรงแรม ทิวัตถ์ยื่นคำขาดให้ศักดิ์สิทธิ์ไล่ลิลินออกโดยไม่ยอมบอกเหตุผล แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องซ้อมดนตรี ได้ยินเธอร้องเพลงรักที่คุ้นหู พลันรู้สึกปวดหัว หายใจแรงจนศักดิ์สิทธิ์ที่เดินตามมาสงสัยและเป็นห่วง แต่พอถามก็ไม่ได้คำตอบ ทิวัตถ์เดินหนีไปเงียบๆ โดยที่ลิลินไม่รู้เห็น...

วันเวลาเดียวกันที่บริษัทของทรงพล กานดานำเครื่องดื่มเข้ามาให้ทรงพลในห้องทำงาน อ้างว่าหลานของตนไปเกาหลีแล้วซื้อโสมมาฝาก ตนอยากให้เขา
ดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย ทรงพลเลยปฏิเสธไม่ออก ตอบขอบใจแล้วก้มหน้าทำงานต่อ

กานดายังไม่ไปไหน สังเกตสีหน้าเขาดูเคร่งเครียดก็ถามอย่างอาทรว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า

“ไม่มีอะไรหรอก พอดีโครงการท่านนายกเทศมนตรีอยากทำสวนสาธารณะจังหวัด ท่านคาดหวังว่าสวนนี้จะเป็นหน้าเป็นตาให้กับจังหวัด ผมไม่อยากทำให้ท่านผิดหวัง...หรือคุณว่าไงกานดา”

“ถ้าท่านถามเรื่องโครงการกานคงให้คำตอบท่านไม่ได้ แต่ถ้าถามเรื่องความผิดหวัง กานพอจะบอกได้ค่ะ”

ทรงพลชะงัก ทราบดีว่าเธอหมายถึงการที่เธอต้องอกหักจากเขานั่นเอง เสหยิบแก้วโสมขึ้นดื่ม กานดาบอกไม่ทันว่ามันร้อน ทรงพลถึงกับสำลักและโสมหกรดเล็กน้อย เธอรีบหยิบทิชชูเช็ดให้ พอดีศุภารมย์เปิดประตูเข้ามาเห็น สองคนจึงผละออกจากกันทันใด

ศุภารมย์ไม่พอใจแต่ไม่พูดอะไรมาก ถามทรงพลว่าตนเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่า ทรงพลปัดว่าไม่มีอะไร แล้วเปลี่ยนเรื่องถามเธอว่ามาหาตนถึงที่นี่มีธุระอะไร

“ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณเป็นการส่วนตัว” คำพูดประโยคนั้นทำให้กานดาลุกขึ้นก้มหน้างุดจะเดินออก แต่ต้องชะงักกับเสียงแข็งๆของศุภารมย์ “อ้อ...แล้วโสมที่เธอฝากคุณวิลาวัลย์ซื้อน่ะมันถูกไป ฉันเลยถือวิสาสะสั่งเปลี่ยนเป็นอย่างดีให้ เธอคงไม่ว่าอะไรนะ”

ทรงพลมองแก้วโสมแล้วชะงัก ขณะที่กานดาหน้าชาขึ้นมาทันที ตัดบทว่าไม่มีอะไรตนขอตัว...ทรงพลปั้นหน้าปกติ ถามถึงธุระของศุภารมย์ พอทราบเรื่องก็เดินออกไปที่รถกับเธอพร้อมบ่นอุบว่าแค่ทีมงานกับเมียท่านรัฐมนตรีมาสำรวจพื้นที่ไม่เห็นจะต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย

“หยุดใส่อารมณ์กับฉันเพื่อกลบสิ่งที่คุณทำเอาไว้ดีกว่า”

“คุณพูดอะไรของคุณ”

“คุณไม่รู้จริงๆ หรือจะถามเพื่อให้ฉันรู้สึกดีขึ้นว่าคุณไม่รู้ว่าเมื่อกี้คุณทำอะไรกับกานดา”

“ผมบอกคุณกี่ครั้งแล้วว่า...”

“ฉันไม่ได้ว่าอะไร” ศุภารมย์สวนเร็วจี๋พร้อมกับส่งรอยยิ้มให้ ทรงพลรู้สึกหวาดกลัวรอยยิ้มนั้น

แต่แล้วเสียงทักทายของใครบางคนทำให้ทั้งคู่

หันขวับไปมอง...กฤษดานั่นเอง เขามาพร้อมสิตาและ ลูกน้องอีกสองสามคน ทรงพลแปลกใจถามกฤษดามาทำอะไร พอได้ยินคำตอบก็นิ่วหน้าสงสัย

“พอดีน้องผมโดนรังแกเมื่อเช้าก็เลยมาดู เผื่อจะมีใครแสดงความรับผิดชอบบ้าง”

“ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น พวกเราไม่มีเวลาเล่นด้วยนะ” ว่าแล้วศุภารมย์จะเดินไป กฤษดารีบกางแขนขวางไว้ ทรงพลแทรกตัวมารับหน้าบอกให้เขาพูดมา

“สิตาโดนพวกคุณทำร้ายเมื่อเช้า”

“ทำร้าย? เธอคงไม่ได้หมายถึงวินใช่ไหม”ศุภารมย์จิกตาใส่สิตา

“เรื่องอะไรวินจะทำร้ายหนู ยายแก่กับนางโสเภณีของมันต่างหาก”

ทรงพลกับศุภารมย์หันมองหน้ากันอึ้งๆ เมื่อรู้ว่าวาสนาพาวรรณิตไปหาทิวัตถ์ แล้วตอบขอบใจที่บอกข่าว สิตาไม่ใส่ใจแต่อยากรู้ว่าพวกเขาจะรับผิดชอบยังไง ศุภารมย์เดือดปุดยอกย้อนว่าก่อนจะถามหาความรับผิดชอบจากตน ทำไมเธอไม่ถามตัวเองดูก่อน กฤษดาฉุนแทนน้องสาวเอ่ยเสียงกร้าวว่าจะมากไปแล้วนะ

“เธอก็รู้ว่าวินรักเธอมาก แต่เธอก็ยังทำร้ายเขา ที่พวกเธอยังยืนอยู่ตรงนี้ได้ ไม่ใช่เพราะฉันเกรงใจพ่อเธอ แต่เพราะฉันไม่อยากทำให้วินเสียใจ”

สิตากับกฤษดาชะงักเถียงไม่ออก จ้องตามศุภารมย์กับทรงพลที่ผละไปขึ้นรถอย่างไม่ไยดี

“พี่กฤษ...ไหนบอกว่าจะจัดการให้ไง” สิตาโวยวาย

“หุบปากไปเลย ถ้าขืนมีเรื่องในบริษัทของเขา...คิดว่าพ่อจะว่ายังไง” กฤษดาเสียงแข็งใส่แล้วเดินออกไป สิตาหงุดหงิดถึงกับร้องกรี๊ด

ooooooo

หลังจากซ้อมร้องเพลงกับวงดนตรีเสร็จสิ้นลงในช่วงบ่ายเพื่อเตรียมโชว์ในคืนนี้ ลิลินได้รับการติดต่อจากปรมัตถ์ที่ใช้เบอร์ไม่คุ้นโทร.มาหา

ปรมัตถ์บอกตามตรงว่ากลัวเธอไม่รับสายจึงต้องใช้เบอร์อื่น ลิลินรู้แกวว่าเขาจะพูดเรื่องอะไรจึงพยายามตัดบทด้วยการด่วนสรุปว่าตนตัดสินใจแน่วแน่ไปแล้ว และไม่อยากให้เขามาเสียเวลากับตน...ปรมัตถ์เป็นห่วงและเสียใจ มองแหวนในมือแล้วตัดสินใจกดโทร.ไปอีกครั้ง แต่เธอปิดเครื่องตัดขาดการติดต่อเสียแล้ว

คืนนั้น ทิวัตถ์ยังเจ็บใจลิลินไม่หาย นึกถึงเนื้อเพลงที่ได้ยินเธอร้องแล้วความทรงจำในอดีตตอนอายุ 12 ขวบผุดขึ้นมา...เขายืนตรงประตูแอบเห็น ดร.ศรัณย์กำลังทำ การรักษาศุภิสราที่นอนบนเตียงด้วยการกำหนดจิต แต่แล้วการรักษาสะดุดหยุดลงเมื่อเด็กชายทิวัตถ์ทำหนังสือในมือหล่นลงพื้น

“ใครอยู่ตรงนั้น!” เสียงศุภิสราตวาดลั่น

ทิวัตถ์สะดุ้ง หยุดย้อนอดีตและมีอาการปวดหัวเล็กน้อย อนันยชตรงเข้ามาแตะไหล่เขา ถามว่าเป็นอะไรตนเรียกตั้งนานไม่ได้ยิน หรือว่าอาการกลับมากำเริบอีกแล้ว

“เปล่าหรอก”

“เฮ้ย...มีอะไรก็บอกกันได้นะ แล้วฉันก็ไม่แปลกใจเลยถ้าอาการของแกกำเริบ ก็หน้าคุณณิตเหมือนน้าต้อยขนาดนั้น แต่แกไม่ต้องห่วง ฉันจะคอยดูไม่ให้ยายน้อยพาเธอมากวนใจแกอีก สบายใจได้”

อนันยชตบไหล่ราวกับอาทรทิวัตถ์นักหนา แต่พอลับหลังก็แอบจ้องมองมาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์...เขาเดินมาถึงห้องโถงรับแขกเจอทรงพลกับศุภารมย์เพิ่งกลับ พูดเล่นกับแม่อย่างอารมณ์ดี แต่พอทรงพลถามว่าวันนี้ได้ข่าวว่าวาสนาไปที่ออฟฟิศได้เจอกันหรือเปล่า อนันยชถึงชะงัก ตอบรับเบาๆ ศุภารมย์เลยถามจี้ว่าคงเจอวรรณิตด้วย

“ครับ..แต่แม่ไม่ต้องห่วง ผมรู้ว่าอะไรควรไม่ควร แล้วผมก็บอกกับยายน้อยไปแล้วว่าอย่าได้พาเธอมาเจอวินอีก”

“ขอบใจมากนะ ไม่เสียแรงที่น้าไว้ใจ”

อนันยชยิ้มบางๆให้ทรงพลก่อนจะเดินออกไป ศุภารมย์ไม่ค่อยไว้ใจลูกชาย มองตามเหมือนหยั่งรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของเขา...

คืนเดียวกัน ลิลินเขียนจดหมายหาแม่ดาด้วยความคิดถึง บอกเล่าว่าจากนี้ไปตนคงไม่ค่อยได้มีโอกาสเขียนถึงบ่อยๆอีกแล้ว เพราะตอนนี้ตนมาอยู่ในที่ที่พ่อเคยอยู่ ตนกำลังจะเริ่มค้นหาความจริง

เขียนเสร็จเธออ่านทวนก่อนพับใส่ซองแล้วเปิดลิ้นชักหยิบกาว เหลือบเห็นซองเอกสารของปรมัตถ์ หยิบขึ้นมาเปิดเห็นเป็นประวัติของบุญช่วย สัจธรรม จึงอ่านอย่างละเอียดด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวังที่ส่องประกาย

ooooooo

เช้าวันใหม่ ที่ห้องครัวในโรงแรมรอยัลเพิร์ล ยายเฟื่องยุ่งวุ่นวายอยู่กับการทำแกงเขียวหวานโดยมีวิชนียืนมองอย่างเป็นห่วงอยู่ด้านหลัง

ยายเฟื่องสงสัยทำไมแกงไม่หอมสักที บ่นพริกแกงไม่ได้เรื่อง วิชนีถามว่ายายลืมอะไรหรือเปล่า แกก็ตอบกลับมาเป็นคนละเรื่องเพราะหูไม่ดี จนวิชนีต้องจับมือแกไปบิดหัวแก๊สที่ยังไม่ได้เปิด นั่นแหละแกเลยถึงบางอ้อว่าทำไมพริกแกงไม่หอมสักที

ไม่นานก็ได้กลิ่นหอมของแกงเขียวหวาน ยาย เฟื่องคุยอวดกึ่งสอนวิชนีว่าคุณหนูของตนชอบทานแกงเขียวหวานสูตรนี้ หญิงสาวฟังแล้วหัวเราะคิกคัก ก่อนจะขยายความเมื่อเห็นแกนิ่วหน้าแปลกใจ

“คุณหนู...ฟังดูแล้วมันน่ารักเกินกว่าจะใช้เรียกนายนั่นนะ คิดภาพตามแล้วยังไง้ยังไงมันก็ไม่ใช่นะยาย”

“ทำยังไงได้ล่ะ ยายเรียกคุณหนูว่าคุณหนูมาตั้งยี่สิบกว่าปีแล้ว มันติดปากไปแล้วล่ะ ว่าแต่เราเถอะ ชื่ออะไรนะ”

วิชนีทำท่าเหนื่อยใจเพราะเพิ่งบอกไปเมื่อสักครู่ คราวนี้เลยให้แกดูปากตนดีๆ แต่แกก็ยังเรียกผิดว่าเป็นชะนี จังหวะนี้ศักดิ์สิทธิ์เดินหน้าบึ้งเข้ามาพร้อม
ถ้วยแกง ถามยายเฟื่องว่าทำอะไรออกไปให้แขกกิน ยายลองชิมฝีมือตัวเองดู

ยายเฟื่องตักชิมแล้วบอกว่าแกงส้มก็รสชาตินี้ ศักดิ์สิทธิ์ทำหน้าละห้อยละเหี่ย บอกว่าที่ยายกินอยู่น่ะเขาเรียกว่าพะแนง แล้วเผลอเสียงดังว่ายายใส่พริกแกงผิดอีกแล้วใช่ไหม

“นี่คุณ มีอะไรพูดกันดีๆก็ได้ ทำไมต้องตะคอกยายแกด้วย”

ศักดิ์สิทธิ์หันขวับมาที่วิชนีทันที “ทำไม...ก็ในเมื่อคนทำผิดก็ต้องว่า ฉันผิดตรงไหน”

“ก็ผิดตรงที่นายไม่มีสัมมาคารวะ ยายแกอายุมากกว่าคุณตั้งเท่าไหร่”

“เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับอายุ มันอยู่ที่ความถูกต้อง”

“แต่คุณก็น่าจะพูดกับยายดีๆ”

“ฉันเป็นเจ้าของโรงแรม เจ้าของที่นี่ ฉันจะพูดอะไรยังไงก็ได้ ส่วนผู้ช่วยเชฟอย่างเธอก็พูดจาให้มันดีๆหน่อย”

“เรื่องนี้มันก็ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งเหมือนกัน”

“นี่เธอย้อนฉันเหรอ หัดให้ความเคารพกันบ้างสิ”

“คุณก็ทำตัวให้มันน่าเคารพก่อนสิ”

เรื่องชักจะบานปลาย เขาและเธอจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร...ผ่านไปสักครู่ ศักดิ์สิทธิ์เดินหน้าตูมบ่นอุบออกมาจากในครัว

“ผู้ช่วยเชฟอย่างเธอมาเถียงฉันได้ยังไง มันจะเกินไปแล้วนะ ไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็นเจ้าของโรงแรม”

“รู้ครับ” เสียงปกติดังขึ้น ศักดิ์สิทธิ์ตกใจร้องเฮ้ย บ่นลูกน้องว่าทีหลังมาให้ปกติแบบคนอื่นได้ไหม แล้วโผล่มานี่มีอะไร

“ผมจะเอาเอกสารการสมัครของคุณลิลินกับคุณวิชนีมาให้คุณหนูเซ็นครับ”

ศักดิ์สิทธิ์ยังโกรธวิชนีไม่หายจะไม่เซ็นเอกสารสมัครงานของเธอ เซ็นแต่ของลิลินคนเดียว ปกติไม่รู้อะไร เดาเอาเองว่าที่เจ้านายไม่เซ็นให้วิชนีก็เพราะเธอยังไม่ผ่านการทดสอบ ส่วนลิลินนั้นทดสอบร้องเพลงไปแล้ว

ตอนที่ 3

ลิลินประคองทิวัตถ์ที่เจ็บหน้าแข้งจนเดินกะเผลกไปขึ้นรถแล้วขับพาเขาหนีไปจากวัด ทิวัตถ์สงสัยเรื่องที่เกิดขึ้นซักถามเธอว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร

หญิงสาวชะงักไป คิดว่าจะบอกเขายังไงดี แต่ระหว่างนั้นเสียงมือถือทิวัตถ์ดังขึ้น ศักดิ์สิทธิ์โทร.ตามจิกให้รีบมาเพราะสิตามารอเขาอยู่ที่โรงแรม ตนยืนยันว่าเขาไม่อยู่ก็ไม่เชื่อ เธอบอกว่าถ้าจะทำให้เธอกลับไปคือเขาต้องมาพาเธอไป แล้วอีกอย่างท่าทางเธอจะคิดว่าเขาไปกับลิลิน เขาต้องรีบมาเคลียร์ปัญหาด้วยตัวเอง

ตอนที่ 4

แม้ทราบดีว่าท่านปลัดคิดยังไงกับตน แต่ลิลินก็เลือกที่จะกลับมานั่งร่วมโต๊ะเพื่อตัดปัญหาจากทิวัตถ์...

ศักดิ์สิทธิ์ก็ทราบดีเช่นกันว่าปลัดเจ้าชู้และซาดิสต์จึงเป็นห่วงลิลินอย่างมาก บอกให้ทิวัตถ์รู้แล้วหาทางช่วยเหลือ เธอ หลังทราบจากปกติว่าปลัดขอเปิดห้องในโรงแรม

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 07:37 น.