ตอนที่ 4
แม้ทราบดีว่าท่านปลัดคิดยังไงกับตน แต่ลิลินก็เลือกที่จะกลับมานั่งร่วมโต๊ะเพื่อตัดปัญหาจากทิวัตถ์...
ศักดิ์สิทธิ์ก็ทราบดีเช่นกันว่าปลัดเจ้าชู้และซาดิสต์จึงเป็นห่วงลิลินอย่างมาก บอกให้ทิวัตถ์รู้แล้วหาทางช่วยเหลือ เธอ หลังทราบจากปกติว่าปลัดขอเปิดห้องในโรงแรม
ลิลินพยายามหาทางรอดด้วยการขอร้องปลัดให้ไปนอกโรงแรม อ้างกลัวคนอื่นเห็นเดี๋ยวเขาจะเสียหายเพราะเป็นคนใหญ่คนโตในจังหวัด แต่ปลัดก็ไม่ยอมอ่อนให้ พาเธอขึ้นห้องแล้วจะปลุกปล้ำ แต่ลิลินก็หาข้ออ้างถ่วงเวลาอยู่เรื่อย จนกระทั่งศักดิ์สิทธิ์กับทิวัตถ์มาเคาะเรียกบอกว่าตนอยากคุยเรื่องงานต่อ ปลัดไม่สนและไม่เปิดประตูรับแถมไล่เขาไปอย่างหัวเสีย
ศักดิ์สิทธิ์คิดได้ขอกลับลงไปเอากุญแจห้องที่ปกติ ให้ทิวัตถ์เฝ้าอยู่ตรงนี้คอยถ่วงเวลาปลัดเอาไว้ แต่พอลงไปก็เจอกฤษดากับพรรคพวกทั้งชายหญิงพากันมาปักหลักอยู่ตรงล็อบบี้เพราะผับปิดแล้ว ทิวัตถ์ร้อนใจตามมาเร่งศักดิ์สิทธิ์ ก็เลยมีปากเสียงกับกฤษดาที่จงใจแขวะเรื่องแม่ทิวัตถ์ถูกชู้ฆ่าตาย
กลายเป็นเรื่องขึ้นมาทันที! ทิวัตถ์โกรธมากจะตะบันหน้ากฤษดาแต่ศักดิ์สิทธิ์ห้ามไว้ อยากให้เขาไปช่วยลิลินก่อน ทางนี้เดี๋ยวตนจัดการเอง แต่พอทิวัตถ์เดินจากไปกฤษดากลับไล่กวดมาอย่างอันธพาล
ทิวัตถ์ตัดสินใจวิ่งหนีไปทางบันไดหนีไฟจนถึงห้องปลัดจะเอากุญแจไข ปรากฏว่ากุญแจหล่นตอนไหนไม่รู้ ก็เลยเปลี่ยนไปกดสัญญาณเตือนไฟไหม้เพื่อช่วยเหลือลิลินให้พ้นเงื้อมมือปลัด
เสียงสัญญาณไฟไหม้ดังลั่น ผู้คนตามห้องพักวิ่งหนีตายกันวุ่นวายแต่ไม่มีปลัดจอมหื่นที่กำลังจะปล้ำลิลิน จนเมื่อกฤษดาที่วิ่งตามทิวัตถ์มาแน่ใจว่าเขาอยู่ในห้องที่ปิดสนิทจึงโดดถีบประตูเต็มแรง เป็นจังหวะที่ปลัดเปิดประตูออกมาพอดี เลยโดนบาทาของกฤษดาเข้าไปเต็มๆ ถึงกับมึนตึ้บสลบเหมือดไปทันที
กฤษดาจำปลัดได้รีบพาพรรคพวกวิ่งหนี ทิวัตถ์ที่ซ่อนตัวอยู่มุมหนึ่งรีบเข้ามาฉุดแขนลิลินพาหนีพ้นไปแต่ยังต้องซ่อนตัวรอจนกว่าพวกกฤษดาจะกลับไป
ลิลินสงสัยทำไมทิวัตถ์ถึงช่วยตน พอเธอเอ่ยปากถามเขากลับบอกว่าคำแรกที่เธอควรพูดก็คือขอบคุณที่มาช่วย ไม่ใช่ถามว่าช่วยทำไม
“นั่นเป็นคำสุดท้ายที่คุณจะได้ยินจากฉัน” เธอตอบอย่างไม่แคร์ เขาหน้าตึงสวนกลับทันใดว่า
“ชักจะไม่แน่ใจแล้วสิว่าผมเข้าไปช่วยหรือเข้าไปขัดจังหวะการทำมาหากินของคุณ ดูคุณถึงได้โกรธขนาดนี้”
“อย่าลืมสิว่าที่ฉันยอมไปกับปลัดเพราะอะไร เพราะฉันไม่อยากเจอคนที่ทุเรศอย่างคุณอีก”
ลิลินพูดจบก็จะเดินไป ทิวัตถ์ดึงเธอไว้เพราะเหลือบเห็นลูกน้องปลัดวิ่งผ่านมา...รอจนแน่ใจว่าพวกเขาไปแล้ว ทั้งคู่ก็ออกจากที่ซ่อน ศักดิ์สิทธิ์เดินมาเห็นพอดีถามว่าเข้าไปทำอะไรกันตรงนั้น
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ยังไงฝากคุณศักดิ์สิทธิ์ดูแลท่านปลัดต่อด้วยนะคะ” ลิลินรวบรัดตัดความแล้วผละไปทันที ศักดิ์สิทธิ์มองตามงงๆ ก่อนจะหันมองหน้าเพื่อนรักเหมือนอยากได้คำตอบ ทิวัตถ์บอกว่าเราหลบคนของปลัด แล้วเปลี่ยนเรื่องถามศักดิ์สิทธิ์ว่าจะไปไหน
“หูแกตึงหรือไงไอ้วิน...สัญญาณเตือนไฟไหม้ดังขนาดนี้”
ทิวัตถ์หน้าเจื่อนเล็กน้อย ตบไหล่เพื่อนและบอกว่า “ไม่มีไฟไหม้ที่ไหนหรอก พอดีฉันคิดอะไรไม่ออก...โทษทีว่ะ”
“หา! ไอ้วิน! แกรู้มั้ยว่าแกทำอะไรลงไป...ตายๆๆ แขกย้ายหนีหมดแน่” ศักดิ์สิทธิ์อยากจะร้องไห้ ทิวัตถ์ไม่ได้สนใจ มองตามลิลินที่เดินลิ่วไปอย่างหมั่นไส้
ooooooo
เช้าวันถัดมา ปกติรายงานศักดิ์สิทธิ์ว่าแขกส่วนใหญ่ไม่ติดใจอะไรเพราะตนอธิบายว่าเป็นความผิดพลาดของระบบ และทางโรงแรมยินดีลดค่าห้องให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์
ศักดิ์สิทธิ์เบาใจ แล้วถามถึงปลัด...ปกติบอกว่า ถ้า เรื่องที่ให้จัดหาที่นอนหมอนมุ้งเรียบร้อยดี แต่เรื่องอื่นคงจะยุ่ง
“เรื่องอื่น...เรื่องอะไร” ขาดคำของศักดิ์สิทธิ์ เสียงปลัดดังขึ้นด้านหลังทันที
“เมียน่งเมียน้อยอะไร...ไม่มี...เมื่อคืนผมดื่มหนักไปหน่อยจริงจริ๊ง เอ้า ถ้าคุณไม่เชื่อถามคุณศักดิ์สิทธิ์เจ้าของโรงแรมที่นี่เลยก็ได้”
ศักดิ์สิทธิ์สะดุ้ง หันมองปลัดกับเมียที่มีปากเสียงด้วยเรื่องหึงหวง ปลัดพยายามหาตัวช่วยบอกให้ศักดิ์สิทธิ์ช่วยพูดกับเมียสุดที่รักของตนทีว่าเมื่อคืนตนอยู่คุยงานกับทิวัตถ์ ศักดิ์สิทธิ์จำต้องไหลตามน้ำ แต่เมียปลัดยังซักว่าคุยกันทั้งคืนเลยเหรอ
“นั่นสิครับ...เห็นเที่ยงคืนท่านปลัดก็เปิดห้องแล้วนี่ครับ” ปกติพาซื่อเลยโดนศักดิ์สิทธิ์ตวาดปรามแล้วอธิบายด้วยตัวเองว่า “พอดีท่านรู้สึกง่วง ผมก็เลยเปิดห้องให้ท่านพักผ่อนน่ะครับ”
“อย่าให้จับได้ก็แล้วกัน” เมียปลัดเข่นเขี้ยว
“จับได้อะไรคุณ...ผมน่ะรักเดียวใจเดียว”
ศักดิ์สิทธิ์ได้ยินปลัดเอ่ยอย่างนั้นก็แอบทำหน้าเบ้ ...พอผัวเมียละเหี่ยใจเดินจากไป ศักดิ์สิทธิ์ถึงกับผ่อนลมหายใจโล่งอก จังหวะนั้นเห็นลิลินเดินอยู่ไม่ไกล เขารีบเดินไปทักด้วยความเกรงใจ
“ยังดีนะครับที่คุณลินไม่เป็นไร ไม่งั้นผมคงรู้สึกผิดไปอีกนานเลยครับ”
“ไม่ใช่ความผิดของคุณศักดิ์สิทธิ์หรอกค่ะ”
“โชคดีนะครับที่คุณปลัดจำเหตุการณ์เมื่อคืนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นผมซวยแน่ๆ ว่าแต่เรื่องทั้งหมดนี่ต้องยกความดีความชอบให้กับเจ้าวินที่ไปช่วยคุณลินไว้ได้ทัน”
“เหรอคะ”
“เอ้า...จริงๆนะครับ ดูท่าทางเจ้าวินมันห่วงคุณลินมากจนไม่คิดหน้าคิดหลัง เล่นกดสัญญาณไฟไหม้จนแขกตกใจอย่างนี้ นี่เห็นว่าเจ้าวินมันคิดจะช่วยคุณนะครับ ไม่อย่างนั้นได้มีตัดเพื่อนกันแน่”
ลิลินไม่อยากจะเชื่อ แต่ไม่ทันพูดอะไรอีกก็ต้องขอตัวเพราะวิทยาโทร.มา...วิทยาชวนลิลินไปลอยอังคารกระดูกบุญช่วย เธอว่างจึงตกลงและรอเขามารับที่โรงแรม
ooooooo
วิทยามาถึงก่อนเวลานัดเพราะรู้เส้นทางมาโรงแรมรอยัลเพิร์ลเป็นอย่างดี และรู้ด้วยว่าค่าห้องที่นี่แพงจึงแนะนำให้เธอหาที่อื่นที่ราคาถูกกว่า ลิลินกำลังจะบอกว่าตนเป็นนักร้องไม่ใช่แขก แต่ไม่ทันได้พูดก็ชะงักเพราะเห็นทิวัตถ์เดินตรงมา
ทิวัตถ์อยากรู้ว่าทั้งคู่จะไปไหนกัน แต่ลิลินไม่อยากคุยด้วย ตอบสั้นๆว่าธุระส่วนตัวแล้วทำท่าจะผละไป
“ไม่ยักจะรู้ว่าผู้หญิงส่วนรวมอย่างคุณมีธุระส่วนตัวกับเขาด้วย”
คำพูดของทิวัตถ์ทำให้วิทยาไม่ค่อยพอใจสวนกลับไปว่า “ผมไม่รู้หรอกนะที่คุณพูดหมายถึงอะไร แต่คุณก็ควรจะพูดจาให้เกียรติผู้หญิงมากกว่านี้”
“บางที...สิ่งดีๆคนเราก็ฉาบไว้ข้างหน้าเพื่อให้คนอื่นมอง โดยที่ไม่รู้ว่าเนื้อแท้ภายในเป็นยังไง”
“แต่ผมว่าคำพูดที่พูดออกมามันก็สะท้อนความคิดที่อยู่ภายใน”
“คุณอาจจะคิดว่าผมพูดจาไม่ดี แต่ที่จริงคุณควรขอบคุณผมมากกว่า”
“เรื่องอะไรที่ผมต้องขอบคุณคุณด้วย”
“ที่พยายามจะช่วยลูกแกะอย่างคุณให้รอดพ้นจากปากนางสิงห์ไง”
“ผมไม่เข้าใจที่คุณพูด มีอะไรคุณพูดมาตรงๆ
ดีกว่า” วิทยาประจันหน้าทิวัตถ์ ลิลินเห็นว่าเรื่องชักจะบานปลายก็เข้ามาขัด
“ไปกันเถอะค่ะ”
วิทยานึกได้เรื่องลอยอังคารกระดูกลุงบุญช่วยจึงพยายามสงบสติอารมณ์เดินออกไปพร้อมลิลิน ทิวัตถ์มองตามด้วยสายตาหมั่นไส้ เดินหงุดหงิดเข้ามาในโรงแรม ศักดิ์สิทธิ์เห็นสีหน้าท่าทีเพื่อนรักก็ทักขึ้น
“เป็นอะไร...เอาคิ้วผูกโบแต่เช้า”
“สงสัยฉันจะทำบุญกับคนไม่ขึ้น”
“อะไรของแก”
“เอ้า...ก็แม่นักร้องของแกไง เรื่องเมื่อคืนที่ฉันช่วยเอาไว้ แทนที่จะขอบคุณซักคำไม่มี ควงผู้ชายเดินไปโน่น”
“อ๋อ เห็นคุณปกติบอกอยู่เหมือนกัน แล้วจะเป็นอะไรวะ ก็เขาเป็นเพื่อนกันนี่หว่า”
“เพื่อนเหรอ? หึ!!”
“แล้วแกจะเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรของแกนักหนา”
ทิวัตถ์ชะงักคิดได้ พูดเฉไฉไปว่า “เออ...ทำไม...
ก็ฉันเห็นว่าแกเป็นห่วงนักร้องของแกนักนี่ ฉันจะคอยเป็นหูเป็นตาให้...ก็เท่านั้น”
ทิวัตถ์พูดจบก็รีบเดินออกจากโรงแรม ศักดิ์สิทธิ์มองตามพร้อมกับตะโกนด่าไล่หลังว่า
“เออ...ทำบุญกับคนไม่ขึ้นเหมือนกัน...ขอบคุณซักคำก็ไม่มี”
ooooooo
เพราะความใจร้อนของวิชนีที่โดนลูกค้านักชิมที่มาจากกรุงเทพฯ หยามเกียรติ ติโน่นตินี่เรื่องอาหารและมารยาทของเชฟ ทำให้เธอตกงานต้องระเห็จออกจากร้านอาหารแล้วยังโชคร้ายโดนโจรขี่มอเตอร์ไซค์กระชากกระเป๋าไปอีก
แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง วิชนีเจอลิลินขณะกำลังวิ่งไล่ตามโจร ลิลินพอรู้เรื่องราวของอีกฝ่ายก็สงสารชวนไปนอนที่ห้องด้วยกันก่อนแล้วจะเอายังไงต่อค่อยคิดกัน...
ทิวัตถ์กลับเข้าบริษัทได้เห็นรูปถ่ายและประวัติของวิทยาที่คฑาวุธค้นหามาให้ก็จำได้ว่าเคยเห็นผู้ชายคนนี้คุยกับลิลินที่วัด และล่าสุดเมื่อเช้าเห็นเขามารับเธอออกไปจากโรงแรมรอยัลเพิร์ล
ด้วยความสงสัยว่าวิทยาคือใครแล้วทำไมพ่อถึงยกเลิกงานของเขา ทิวัตถ์เข้าไปคุยกับทรงพลในห้องทำงานและได้คำตอบอย่างไม่เคลียร์นักว่าให้ชะลอโครงการทำสวน สาธารณะเพื่อรอความชัดเจนจากท่านผู้ว่าฯ แล้วมอบหมายให้ทิวัตถ์ไปดูที่ดินที่วาสนาหรือยายน้อยเอามาให้ดูเมื่อวันก่อน ถ้าที่ดินสวยจริงอย่างยายน้อยคุยจะได้ซื้อเก็บไว้ พ่อตั้งใจจะทำโครงการบ้านจัดสรรอยู่พอดี
ทิวัตถ์ไม่ค่อยพอใจแต่นิ่งไปเพราะเกรงใจพ่อ เขาเดินหน้าตูมออกมาเจออนันยชรออยู่ อนันยชรู้เรื่องก็ฉวยโอกาสที่ทิวัตถ์ไม่อยากเจอวาสนากับวรรณิต เสนอตัวไปจัดการให้เอง
บ่ายนั้น ลิลินต้องไปซ้อมร้องเพลงกับวงดนตรีจึงให้วิชนีนอนเล่นอยู่ในห้องพัก แต่แล้ววิชนีเปลี่ยนใจจะตามไปดูลิลินร้องเพลง พลันมีอันต้องยกเลิกเพราะเห็นปกติยืนอยู่แถวนั้น
วิชนีเดินหนีปกติออกมาชนกับศักดิ์สิทธิ์เข้าอย่างจัง สองฝ่ายเห็นกันก็มีปากเสียงอีกเหมือนเคย ต่างคนต่างไม่ยอม เถียงกันไปมาก่อนที่ศักดิ์สิทธิ์จะเป็นฝ่ายยืนอึ้งเพราะเถียงเธอไม่ทัน
ลิลินเข้ามาในผับเพื่อซ้อมร้องเพลง แต่มาเจอศุภารมย์รออยู่ เธอแนะนำตัวว่าเป็นแม่ของทิวัตถ์พร้อมกับจ้องมองลิลินด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือก...
ด้านอนันยชที่มาทำเจ้าชู้ยักษ์กับพยาบาลขาประจำ นึกไม่ถึงว่าเขาจะได้พบวรรณิตที่นี่ด้วย วรรณิตเดินหายเข้าไปในห้องคนไข้ที่วาสนารออยู่ บนเตียงมีสุธีสามีของวาสนานอนเป็นอัมพาตอ้าปากพะงาบๆ กลอกตาไปมาฟังเมียบ่นเรื่องอาการน่าเบื่อของเขา
พอวรรณิตโผล่เข้ามาวาสนาก็แว้ดใส่อย่างเจ้าอารมณ์ “มาซะป่านนี้ ไม่มาซะพรุ่งนี้ไปเลยล่ะ แล้วเอายาที่ฉันสั่งมารึเปล่า”
“เอามาค่ะ ณิตไม่ลืมหรอก”
“เอ้า...ก็เอามาสิ ยืนเก้ๆกังๆอยู่นั่นแหละ”
วรรณิตหน้าเจื่อน ยื่นกระติกน้ำร้อนที่ข้างในมียาให้วาสนา บอกว่าตนต้มเองยังอุ่นๆอยู่เลย
“แกจะบ้าเหรอ จะให้กินจากกระติกเนี่ยนะไป๊! ไปเอาแก้วมาใส่”
หญิงสาวรีบทำตามแล้วยื่นแก้วยาให้ วาสนาแปลกใจถามว่าทำไมสียาไม่เหมือนทุกครั้ง
“เห็นร้านขายยาบอกว่าถ้าผสมกระชายดำจะทำให้เลือดสูบฉีดดีขึ้น ณิตก็เลย...” เธอพูดไม่ทันจบ โดนวาสนาตีแขนดังเพียะด้วยความโมโห
“สู่รู้จริงๆ แบบเดิมก็แพงจะตายอยู่แล้ว เพิ่มแค่อย่างสองอย่างมันคงไม่ลุกขึ้นมาวิ่งหรอกนะ”
“ยายอย่าพูดอย่างนั้นสิคะ”
“แกนี่มันโง่จริงๆ โดนไอ้ร้านขายยานั่นมันหลอกแล้ว ต่อไปเปลี่ยนร้านเลย ไม่ต้องไปซื้อมันอีก” ด่าหลานเสร็จเธอจะตักยาป้อนให้สามี แต่เขาเม้มปากหันหน้าหนีอย่างไม่ยอม
“คุณตาไม่กินหน่อยเหรอคะ ณิตอุตส่าห์ต้มมา”
วาสนายื่นช้อนไปที่ปากสุธีแกมบังคับ แต่เขาเม้มปากแน่นส่ายหัวไปมาจนยาหกเลอะเทอะ วรรณิตสงสารตา เตือนยายให้เบามือ ทำให้วาสนายิ่งไม่พอใจไล่หลานสาว กลับไปพ้นหูพ้นตา
วรรณิตเดินหน้าสลดออกมาได้ครู่หนึ่งก็เจออนันยชพรวดพราดมาดักหน้า ถามเธอว่ามาทำอะไรที่นี่
“คือ...ณิตไม่ค่อยสบายก็เลยจะมาหาหมอค่ะ”
“ไม่สบายเหรอครับ เป็นอะไรมากรึเปล่า มีไข้ไหมครับ” เขาไม่พูดเปล่า ทำท่าจะยกมือแตะหน้าผากวรรณิต แต่เธอเบี่ยงตัวหลบเสียก่อน บอกว่าไม่เป็นไร รู้สึกดีขึ้นแล้ว “แน่ใจนะครับ หมอไม่ให้ยามาเหรอครับ”
“คือหมอบอกว่าณิตดีขึ้นแล้วค่ะ ณิตขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ”
อนันยชไม่ปล่อยเหยื่อแสนโอชะไปง่ายๆ เขาจับมือเธอไว้จะพาไปพบหมออีกที แต่วรรณิตบ่ายเบี่ยงกลัวเขาจะรู้เรื่องสุธี ยืนยันว่าตนไม่เป็นไรจริงๆ ขอตัวกลับบ้านก่อน
“งั้นให้ผมไปส่งนะ”
หญิงสาวลังเลมองเข้าไปในโรงพยาบาลแล้วจำใจตอบตกลงเพื่อไปให้พ้นจากที่นี่โดยเร็ว...ส่วนในห้องคนไข้ วาสนาเคี่ยวเข็ญสุธีกินยาสมุนไพร พร้อมกับพูดประชด ประชันว่าเขาจะได้อยู่อีกนานๆ
นพกรเปิดประตูเข้ามาได้ยินยายพูดกับตาอย่างนั้นก็อดแขวะยายไม่ได้ว่า “ชักจะไม่แน่ใจแล้วสิว่าที่อยากให้ตาอยู่เพราะรักหรือเพราะอยากได้บำนาญของตากันแน่”
“ไอ้นพกร...ฉันน่าจะบอกให้แม่แกเอาขี้เถ้ายัดปากตั้งแต่ยังเดินไม่ได้”
“ฉันก็น่าจะบอกให้ตาหาเมียใหม่ตอนที่ยังมีแรงอยู่ จะได้ไม่ต้องช้ำใจกับเมียที่หวังแต่เงิน”
วาสนาโกรธแทบเต้น กรีดเสียงตอบโต้หลานชายตัวแสบ “หรือว่าแกไม่หวัง อย่าบอกนะว่าที่แกมาอยู่ทุกวันเพราะเป็นห่วงจริงๆ หน็อย...มันก็ไม่ต่างกันล่ะวะ”
“ใช่...ไม่ต่าง แต่อย่างน้อยฉันก็ไม่เคยคิดฆ่าตาตัวเอง”
“ไอ้นพกร! อย่ามาพูดพล่อยๆนะ...ไอ้หลานเลว แทนที่จะสำนึกบุญคุณกลับมายืนต่อปากต่อคำเถียงฉอดๆๆ ทำเป็นปากดีไปเถอะ ถ้าไม่มีฉันสักคน ดูซิว่าแกจะทำอะไรกันได้” โดนยายด่าเข้าชุดใหญ่ นพกรถึงกับนิ่งงันไป แววตามีลับลมคมใน...
ooooooo
เย็นนั้น ทิวัตถ์กลับเข้าบ้านพร้อมทรงพล พบลิลินอยู่กับศุภารมย์ในฐานะครูสอนร้องเพลง ทิวัตถ์ไม่ไว้ใจลิลิน แม้ศุภารมย์บอกเหตุผลว่าตนต้องการฝึกร้องเพลงไว้ร้องในงานวันเกิดทรงพล เขาก็ยังจ้องจะจับผิดเธออยู่ดี
ทิวัตถ์ไม่รู้เลยว่าศุภารมย์กับทรงพลมีแผนจับสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลิลิน เพราะสงสัยว่าเธอจะเป็นผู้หญิงคนนั้นที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนสารวัตรศัลย์ฆ่าบุญช่วยที่วัด แต่เท่าที่สองผัวเมียเห็น ทิวัตถ์กับลิลินน่าจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันเสียมากกว่า
ลิลินรำคาญทิวัตถ์ที่คอยพูดจาจับผิด แต่การมาครั้งนี้ของเธอก็ไม่เสียเปล่า ได้ข้อมูลเพิ่มเติมเพราะเจอศรัณย์ จิตแพทย์ที่รักษาอาการปวดหัวของทิวัตถ์ เธอสงสัยและต้องรู้รายละเอียดให้ได้ว่าเขาเป็นอะไร
ศรัณย์สนิทสนมกับทรงพลและศุภารมย์เป็นอย่างดี เขาเป็นหมอประจำตัวทิวัตถ์ รักษากันเรื่อยมาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ศุภิสราตกระเบียงบ้านตาย แต่ปัจจุบันทิวัตถ์ไม่อยากให้หมอมาวุ่นวาย เชื่อมั่นว่าตนไม่ได้เป็นอะไรแล้ว แต่พ่อกับแม่ก็ยังไม่วางใจ มักเรียกหมอมาดูอาการลูกชายเป็นระยะ
ทิวัตถ์ข้องใจเรื่องลิลินมาเป็นครูสอนร้องเพลงให้ศุภารมย์ เขาตามไปคาดคั้นเธอถึงหน้าโรงแรมของศักดิ์สิทธิ์ว่ามีแผนอะไร อยู่ๆถึงได้ไปโผล่ที่บ้านตน ลิลินรำคาญเต็มทีตอบโต้ไปหลายคำจนเขาโมโหฉุนเฉียว กระชากแขนเธอและสั่งห้ามไม่ให้ไปที่บ้านอีก ไม่ว่าเธอคิดจะทำอะไรให้เลิกซะ
“ถ้าอย่างนั้นคุณคงต้องไปบอกแม่คุณ เพราะที่จริงฉันก็ไม่ได้อยากไปเหยียบบ้านนั้นเท่าไหร่หรอก...นี่ปล่อยนะ ฉันเจ็บ”
ลิลินสะบัดหนีแต่ไม่สำเร็จ ทันใดปรมัตถ์พุ่งพรวดเข้ามาชกทิวัตถ์จนปากแตกเลือกซิบ ทิวัตถ์เลยเข้าใจผิดลิลินยิ่งขึ้นไปอีกว่าเจ้าชู้คบหาผู้ชายหลายคน หญิงสาวเบื่อหน่ายไม่อธิบายอะไรทั้งนั้น ดึงปรมัตถ์แยกไปแล้วตำหนิเขาว่าไม่น่าตามมาถึงนี่
ปรมัตถ์น้อยใจ ลิลินทำเหมือนไม่มีเยื่อใย ทั้งที่เขาเป็นห่วงเธอเหลือเกิน อยากให้เธอยุติเรื่องความแค้นในอดีต แต่ลิลินไม่มีทางล้มเลิกแน่นอน และอยากให้ปรมัตถ์หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีของพ่อที่น่าจะมีอะไรผิดปกติ
ขณะสองคนพูดคุยกันอยู่นั้น วิชนีเดินมาเห็น ลิลินแนะนำชายหนุ่มว่าเป็นเพื่อนที่กรุงเทพฯ แต่วิชนีไม่เชื่อ เข้าใจไปเองว่าสองคนเป็นแฟนกัน
หลังจากปรมัตถ์กลับไปแล้ว ลิลินเข้ามาทำหน้าที่นักร้องของตนในผับ เสร็จแล้วขออนุญาตศักดิ์สิทธิ์ไว้ ล่วงหน้าจะไปสอนร้องเพลงให้ศุภารมย์ ศักดิ์สิทธิ์ยินดีไม่มีปัญหาแต่ถ้ากำหนดวันแน่นอนแล้วให้เธอแจ้งปกติไว้ด้วย
ด้านอนันยชที่อาสาพาวรรณิตไปส่งบ้าน เขาคิดจะรวบหัวรวบหางเธอให้ได้ในคราวนี้ และเกือบจะสำเร็จอยู่แล้วถ้าวาสนาไม่กลับมาขัดจังหวะเสียก่อน วาสนาโกรธมากดุด่าอนันยชยกใหญ่ก่อนจะไล่กลับไป
“แกเห็นแล้วใช่ไหมว่าพ่อวันคิดอะไรกับแก...สงสัยต้องรีบลงมือซะแล้ว ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้แกคงโดนพ่อวันคาบไปรับประทานแน่ๆ” วาสนาพูดออกไปโดยไม่รู้ว่าอนันยชแอบฟังอยู่หน้าประตูด้วยความโกรธ...เขาไม่ยอมเสียวรรณิตให้ใครเด็ดขาด!
เช้าวันรุ่งขึ้น อนันยชรู้เรื่องศุภารมย์จ้างลิลินมาสอนร้องเพลงก็อดปากดีไม่ได้ว่าระวังทรงพลจะหลงเสน่ห์ในความสวยของเธอ ทรงพลขำมากกว่าโกรธ บอกว่าไม่ต้องห่วงยังไงน้าก็ไม่ทำให้แม่ของเขาเสียใจอยู่แล้ว...แต่สำหรับทิวัตถ์ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ต้องการให้ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาที่บ้านหลังนี้อีก
วาสนาติดต่อมาที่ทรงพลเรื่องซื้อขายที่ดิน นัดเจอกันวันนี้ แต่แล้วทรงพลติดนัดกับลูกค้า อนันยชเลยอาสาไปพบวาสนาด้วยตัวเอง แต่ความจริงเขาดอดไปหาวรรณิตที่บ้านแล้วให้วาสนารอทรงพลอยู่อย่างนั้น
อนันยชพึงพอใจวรรณิตและต้องการเอาชนะวาสนา เขาบุกเข้ามาปลุกปล้ำวรรณิตจนได้ ด้านวาสนารออยู่นานจึงโทร.ตามทรงพล พอรู้ว่าเขาให้อนันยชไปแทนก็เอะใจขึ้นมาทันที...
ฝ่ายศักดิ์สิทธิ์ที่ยังกลัดกลุ้มเรื่องหาเชฟคนใหม่ไม่ได้สักที แถมวันนี้ยายเฟื่องเป็นลมต้องหามส่งโรงพยาบาลไม่มีใครทำอาหาร ที่สุดเขาก็ไม่มีทางเลือกต้องไปขอร้องลิลินให้ช่วยพูดกับวิชนี แต่กว่าจะสำเร็จวิชนีกับศักดิ์สิทธิ์ก็ต่อล้อต่อเถียงกันอยู่พักใหญ่...
ศุภารมย์ยังสงสัยว่าลิลินเกี่ยวข้องกับทิวัตถ์ยังไง บ่ายนี้เธอชวนทิวัตถ์ไปเป็นเพื่อนกินน้ำชาที่โรงแรมของศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกันนั้นก็แอบโทร.ตามใครบางคนให้มาเจอที่นี่ด้วย
ถึงโรงแรม ศุภารมย์ได้เจอลิลินสมใจ แต่ทิวัตถ์ขัดใจเป็นบ้า ไม่อยากให้แม่ต่ายของตนใกล้ชิดผู้หญิงคนนี้ ศุภารมย์ทำทีสนใจเรื่องการร้องเพลง แต่บางจังหวะก็ตั้งคำถามเพื่อจับสังเกตว่าลิลินกับทิวัตถ์รู้จักกันมากน้อยแค่ไหน ขณะที่ลิลินเองก็เริ่มไม่ไว้วางใจสองแม่ลูก ไม่รู้จะมาไม้ไหนกับตนกันแน่
ooooooo










