สมาชิก

ลีลาวดีเพลิง

ตอนที่ 3

ลิลินประคองทิวัตถ์ที่เจ็บหน้าแข้งจนเดินกะเผลกไปขึ้นรถแล้วขับพาเขาหนีไปจากวัด ทิวัตถ์สงสัยเรื่องที่เกิดขึ้นซักถามเธอว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร

หญิงสาวชะงักไป คิดว่าจะบอกเขายังไงดี แต่ระหว่างนั้นเสียงมือถือทิวัตถ์ดังขึ้น ศักดิ์สิทธิ์โทร.ตามจิกให้รีบมาเพราะสิตามารอเขาอยู่ที่โรงแรม ตนยืนยันว่าเขาไม่อยู่ก็ไม่เชื่อ เธอบอกว่าถ้าจะทำให้เธอกลับไปคือเขาต้องมาพาเธอไป แล้วอีกอย่างท่าทางเธอจะคิดว่าเขาไปกับลิลิน เขาต้องรีบมาเคลียร์ปัญหาด้วยตัวเอง

“แกบอกเธอแล้วกันว่าติดต่อฉันไม่ได้...แค่นี้นะ” ทิวัตถ์ตัดบทดื้อๆ ศักดิ์สิทธิ์เรียกแล้วเรียกอีกแต่ไม่ทัน สิตาปรี่มาได้ยินก็คาดคั้นเป็นการใหญ่ ก่อนจะผละเข้าไปในผับอีกครั้งหลังจากไม่ได้คำตอบ...

ลิลินจะพาทิวัตถ์กลับโรงแรมแต่เขาไม่ยอมอย่างเด็ดขาด พอเธอซักด้วยความสงสัย เขาก็ทำเป็นดุด่าเพื่อกลบความกังวลของตัวเองเพราะสิตารออยู่ที่นั่น

“สมองคุณเอาไว้คิดแต่เรื่องผู้ชายหรือไง ถ้าไอ้คนนั้นมันตามมา คิดว่าโรงแรมของเจ้าสิทธิ์มันจะปลอดภัยหรือไง...ไปบ้านผม”

“ฮ้า! แล้วฉันล่ะ”

“ผมบอกว่าผมจะกลับบ้าน ถ้าคุณไม่ไปก็ลงตรงนี้... เอาไง”

เธอมองเขาอย่างหมั่นไส้ก่อนจะขับต่อไปอย่างไม่มีทางเลือก แล้วทันทีที่ถึงบ้านเธอก็ตั้งท่าจะกลับ แต่ทิวัตถ์ถามว่าตนจะขึ้นบ้านยังไง

“นี่...คุณแค่เจ็บขา ไม่ได้ขาขาดซะหน่อย”

“พูดจาอย่างนี้น่าจะปล่อยให้หัวเป็นรูจริงๆ”

“คุณไม่ต้องมาลำเลิกบุญคุณกับฉัน เพราะคุณตามฉันมาเอง”

“ใช่...เพราะผมอยากรู้ไงว่าผู้หญิงร้ายกาจอย่างคุณมันจะมีความลับที่ดำมืดน่าขยะแขยงอะไรบ้าง”

สองคนยังเถียงกันไม่เสร็จ ป้าจวนเดินออกมาได้ยินแว่วๆ แต่ในความมืดตรงสวนทำให้คิดไปเองว่าเป็นผีศุภิสรา รีบวิ่งกลับห้องนอนไปทันที ส่วนทิวัตถ์ที่ดึงลิลินหลบหลังพุ่มไม้แต่ดึงแรงไปหน่อยเลยล้มลงไปนอนทับกัน ปากประกบปากอย่างไม่ตั้งใจ แต่แล้วลิลินรีบลุกทันใด ทำหน้าแปลกๆ จนเขาถามค่อนแคะว่าเป็นอะไร หวังว่าคงไม่คิดจะเปลี่ยนเป้าหมายมาที่ตน เพราะตนไม่อยากโดนพวกผู้ชายลับๆของเธอเข้าใจผิด แล้วเอาคนมายิงแบบเมื่อสักครู่

“อะไรนะ”

“ทำไม...ผมว่าอย่างคุณคงไม่มีเรื่องอะไรนอกจากเรื่องชู้สาว...หรือจะเถียง”

ลิลินกำลังจะเถียง แต่แวบหนึ่งคิดว่าการที่ทิวัตถ์เข้าใจไปอย่างนั้นก็ดีเพราะเธอไม่อยากให้ใครรับรู้ว่าเธอกับบุญช่วยมีความเกี่ยวข้องกันยังไง

“รู้ไว้ด้วยว่าคนที่มองคนอื่นยังไง ตัวเขาเองก็มักจะเป็นอย่างนั้น”

“เธอว่าฉันเหรอ” เขาคว้ามือเธอด้วยความโกรธ

“อย่างคุณโดนแค่นี้มันยังน้อยไป...ต้องนี่” ว่าแล้วลิลินก็เตะไปที่หน้าแข้งทิวัตถ์ซ้ำรอยเดิมที่โดนด้ามปืน แล้วเดินหนีไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งเขาร้องโอดโอยเจ็บปวดอยู่ตรงนั้น

เดินมาสักครู่เหมือนตัวเองเหยียบอะไรบางอย่าง เธอชะงักเท้าก่อนจะก้มลงเห็นดอกลีลาวดีสีขาวสะอาด มองไปเบื้องหน้าเห็นต้นตั้งตระหง่าน พลันก็จำได้ทันทีว่ามันคือต้นไม้แห่งความทรงจำ

ในวัย 9 ขวบ ลิลินเดินเล่นในสวนบ้านทรงพล เห็นดอกลีลาวดีหล่นที่พื้นจึงหยิบขึ้นมาสามสี่ดอกแล้วยิ้มมีความสุข แต่ทันใดเสียงสาวใช้ชื่อเจี๊ยบดังแว้ดขึ้นอย่างไม่พอใจ

“ทำอะไรน่ะ” ลิลินหันไปมองสาวใช้ที่เดินหน้าตึงเข้ามาดุด่า “ไม่รู้หรือไงว่าลีลาวดีพวกนั้นเป็นของที่นี่”

“แต่หนูเห็นมันตกอยู่ที่พื้น”

“จะอยู่บนต้นของมันหรือจะตกอยู่ที่พื้น ถ้ามันอยู่ในบ้านนี้ก็เป็นของที่นี่...พ่อลูกนิสัยเหมือนกัน ชอบของคนอื่นใช่มั้ย”

เด็กหญิงลิลินสงสัยในคำพูดของเจี๊ยบ ระหว่างนั้นเสียงป้าจวนเรียกหาเจี๊ยบมาแต่ไกล เจี๊ยบชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ หันกลับมาดุเด็กน้อยอีกว่า

“อย่าคิดว่าพ่อแกเป็นชู้กับคุณผู้หญิงแล้วจะมาเดินเพ่นพ่านอย่างนี้ได้...ไป...ไปอยู่กับพ่อ อย่ามาเดินเกะกะแถวนี้”

เจี๊ยบกระชากดอกลีลาวดีในมือลิลินโยนทิ้งก่อนจะเดินออกไป ลิลินอึ้งด้วยความเสียใจ...ด้วยความไร้เดียงสาเด็กหญิงลิลินเก็บเรื่องนี้ไปคิดก่อนจะไปถามพ่อป้องหรือปองภพของตนว่า

“พ่อรักแม่มั้ย”

“แม่กับลูกคือสิ่งที่มีค่ากับพ่อมากที่สุด”

“แต่คนในบ้านนี้บอกว่า...”

“พ่อรักแม่มากที่สุด ไม่ว่าจะนานแค่ไหน หรือมีอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่ทำให้พ่อเลิกรักแม่ของลูกได้”

ลิลินได้ยินอย่างนั้นก็โผเข้ากอดพ่อสุดที่รัก...ความรัก และความอบอุ่นของปองภพส่งผ่านมาที่เธอ ทันใดสองพ่อลูกก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกันและเสียงข้าวของตกแตกดังแทรกเข้ามา สองพ่อลูกมองไปภายในบ้านด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น!

จากนั้นไม่นาน ร่างใครคนหนึ่งหงายหลังตกลงมาจากระเบียงเสียงกรีดร้องบาดใจ ป้าจวนกับเจี๊ยบร้องกรี๊ดออกมาอย่างตกใจ ทั้งสองรีบวิ่งเข้ามาดูแล้วยิ่งตกใจเมื่อเห็นว่าร่างนั้นคือศุภิสรา!

ลิลินถึงกับตะลึงงันเมื่อเห็นภาพการตายของศุภิสราต่อหน้าต่อตา เธอเงยหน้ามองขึ้นไปก่อนจะเห็นปองภพยืนอยู่ที่ระเบียง...

คืนนี้ลิลินที่พาตัวเองเข้ามาที่บ้านหลังนี้อีกครั้งอย่างไม่ตั้งใจ เธอหยุดยืนมองขึ้นไปยังชั้นบนตรงที่เคยเป็นที่เกิดเหตุ แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว เค้นเสียงออกมาอย่างเคียดแค้น

“พ่อ...หนูเจอแล้ว...หนูต้องทำให้ทุกคนรู้ว่าพ่อไม่ได้เป็นฆาตกร”

ลิลินมองสำรวจบ้านหลังใหญ่พร้อมกับไฟแค้นที่ลุกโชนขึ้นในใจ กลับไปถึงโรงแรมก็ยังครุ่นคิดเรื่องนี้ตลอดเวลา สัญญากับรูปของพ่อว่าตนจะทำให้คนพวกนั้นตกนรกทั้งเป็นเหมือนพวกเรา

ooooooo

ความแค้นแน่นในอกลิลิน เธอนั่งคิดทบทวนเหตุการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายที่วัดแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมไอ้โม่งคนนั้นถึงไม่ยิงทิวัตถ์ทั้งที่มีโอกาส...และดวงตาแข็งกร้าวของไอ้โม่ง เธอได้จดจำมันเอาไว้แล้วอย่างแม่นยำ!

ด้านสิตาที่เพียรพยายามตามหาทิวัตถ์แทบพลิกโรงแรม เธอยังปักหลักอยู่ที่นี่โดยเคี่ยวเข็ญศักดิ์สิทธิ์ให้บอกที่อยู่ของทิวัตถ์หรือไม่ก็ตามตัวเขามาให้ได้ ศักดิ์สิทธิ์แทบจะบ้าตาย คอยเลี่ยงหลบไม่อยากเผชิญหน้าโดยให้ปกติช่วยระแวดระวังเธออีกแรง

ทิวัตถ์อยู่ที่บ้านแต่ยังนึกห่วงลิลินเพราะดึกแล้ว อยากรู้ว่าเธอกลับถึงโรงแรมหรือยังจึงโทร.ถามศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ได้ความคืบหน้าเพราะเพื่อนรักกำลังเซ็งจัดเรื่องสิตา วอนให้เขามาพากิ๊กเก่ากลับไป แต่ทิวัตถ์กลับบอกลาแล้ววางสายไปดื้อๆ

เช้าวันถัดมา ทิวัตถ์เจ็บหน้าแข้งจนเดินกะเผลก เขาพยายามเลี่ยงที่จะเจอใครต่อใครในบ้านเพราะขี้เกียจตอบคำถาม แต่สุดท้ายก็หลบไม่ทัน เจอแม่ต่ายจังๆ

เลยโดนซักจนต้องโกหกว่าเดินสะดุดนิดหน่อย ศุภารมย์สีหน้าไม่เชื่อทำท่าจะคาดคั้นแต่ป้าจวนเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน เล่าว่าเมื่อคืนตนเจอผีคุณต้อย

เท่านั้นเอง ศุภารมย์อารมณ์เสียเอ็ดป้าจวนว่าตนเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามพูดเรื่องอะไรบ้าง...ทิวัตถ์ฉวยโอกาสนี้จะชิ่งหนีแต่ศุภารมย์รีบบอกให้เขาไปพบพ่อก่อน ท่าทางพ่อมีเรื่องจะคุยด้วย

ที่แท้ศุภารมย์ต่างหากที่อยากคุยกับทิวัตถ์เรื่องนักออกแบบภูมิทัศน์คนใหม่ที่ชื่อวิทยา เธอเดินตามมากรุยทางให้ทรงพลเป็นคนพูดเพื่อจะหาคนอื่นมาแทน

“พ่อเห็นว่านายวิทยาอะไรนั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านลีลาวดีก็จริง แต่ผู้รับเหมาคนอื่น พ่อว่าฝีมือก็คงไม่แตกต่างกันมากมั้ง...นี่เป็นรายชื่อนักออกแบบภูมิทัศน์ที่พ่อเลือกมาให้แล้ว...ลองดูแล้วกัน”

ทิวัตถ์ไม่รับแฟ้มที่ทรงพลส่งมาให้ ท้วงว่าทำไมเราไม่ลองติดต่อดูก่อน ทรงพลไม่พอใจเริ่มเสียงดังว่าตนไม่เข้าใจทำไมต้องเป็นวิทยาเท่านั้น ทิวัตถ์เลยย้อนให้บ้างว่าตนก็ไม่เข้าใจทำไมพ่อถึงไม่อยากได้วิทยา...ทรงพลกับศุภารมย์ชะงักเงียบไปอย่างไม่รู้จะตอบอย่างไร

“โครงการนี้พ่อบอกให้ผมรับผิดชอบ แต่ถ้าพ่อยังเข้ามาดูทุกขั้นตอนอย่างนี้แล้วผมจะบอกคนที่ร่วมงานกับผมยังไง”

“พ่อเขาแค่กลัววินเหนื่อยน่ะ” ศุภารมย์แทรกขึ้นเพราะไม่อยากให้พ่อลูกให้ทะเลาะกัน ทิวัตถ์เองก็เลี่ยงการปะทะกับพ่อด้วยการเดินหนีไป ทรงพลหงุดหงิดเรียกลูกชายเสียงเขียว ศุภารมย์รีบปรามเขาว่าอย่าทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่

“คุณยังว่าเรื่องบุญช่วยเป็นเรื่องเล็กอีกเหรอ”

ศุภารมย์หนักใจแต่ขอร้องให้เขาเชื่อเธอ แล้วพอลับหลังทรงพล เธอก็โทร.หาใครบางคนบอกว่ากำลังจะออกไปแล้ว...

เช้านี้วันเดียวกัน ลิลินทราบจากศักดิ์สิทธิ์ว่ามีข่าวฆ่ากันตายที่วัดที่เธอไปเมื่อคืน หญิงสาวสงสัยเขารู้ได้ยังไงว่าเธอไปวัด แต่ไม่ทันซักถามศักดิ์สิทธิ์ก็พูดออกมาเองว่าตนถามคนขับรถของโรงแรมที่ไปส่งเธอ

ลิลินหายสงสัย แต่นึกเป็นห่วงบุญช่วยจึงย้อนกลับไปที่วัดอีกครั้งโดยบอกศักดิ์สิทธิ์ว่าขอไปเปิดหูเปิดตา ปรากฏว่าที่วัดมีไทยมุงจำนวนไม่น้อยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องคนจมน้ำตาย ลิลินตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นศพนั้นคือบุญช่วย แต่ไม่แสดงออกว่ารู้จัก แค่เข้าไปถามตำรวจว่าจะเอาศพไปไว้ไหน

“ต้องเอาไปชันสูตรก่อน เพราะไม่ใช่การตายแบบ ปกติ”

ขณะที่ตำรวจนำศพบุญช่วยที่ห่อผ้าไปขึ้นรถ วิทยาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแจ้งว่าตนเป็นญาติผู้ตาย ลิลินรีบถอยหลบออกมาและเฝ้ามองวิทยากอดศพบุญช่วยร้องไห้อย่างทำใจไม่ได้

หลังจากตำรวจนำศพบุญช่วยไปแล้ว ลิลินปรากฏตัวแสดงความเสียใจและปลอบวิทยาที่ยังเศร้าโศกเพราะสูญเสียผู้มีพระคุณที่เขาอยากเรียกว่าพ่อ...

ooooooo

ศุภารมย์นัดพบสารวัตรศัลย์โดยไม่บอกทรงพล เขาโทร.มาเธอก็ไม่รับสายเพราะไม่ต้องการให้เขาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ พอรู้ว่าศัลย์สังหารบุญช่วยไปแล้วก็ยิ่งตกใจ อุทานว่าต้องฆ่ากันเลยเหรอ

“มันเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ผมขี้เกียจคอยตามล้างตามเช็ดทีหลัง”

“เอาเป็นว่าฉันไม่เคยรับรู้เรื่องนี้ก็แล้วกัน”

“แต่ผมว่าเรื่องนี้คุณคงจะอยากรู้...เมื่อคืนผมเจอผู้หญิงคนหนึ่งกับคุณวิน”

“อะไรนะ วินเข้าไปเกี่ยวข้องได้ยังไง”

“เรื่องนั้นคุณต่ายคงต้องเป็นคนไปถามคุณวินเอง” ศัลย์กล่าวเสียงเรียบแล้วเดินออกไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งศุภารมย์ยืนหน้าเครียด คิดหนัก...

วาสนาพาวรรณิตมาที่บ้านทรงพลอีกแล้วหมายมั่น ปั้นมือจะให้หญิงสาวลงเอยกับทิวัตถ์ให้จงได้ อนันยชรู้ทันและพึงพอใจวรรณิตจึงพยายามกีดกันและช่วยเหลือให้ทิวัตถ์หลบหลีกสองยายหลานก่อนจะพาตัวเองมาตีสนิทด้วยการทำดีด้วย แต่บางทีก็มีจิกกัดวาสนาบ้างเหมือนกัน

อนันยชเจ้าเล่ห์เพทุบาย หลอกวรรณิตจนสามารถแยกเธอออกจากวาสนาได้แล้วพาเธอไปนอกบ้าน อ้างว่าเดี๋ยวศุภารมย์กลับมาจะเป็นเรื่อง

ส่วนทิวัตถ์ที่หลบสองยายหลานมาได้ เขายังไม่ได้เข้าบริษัทแต่โทร.สั่งคฑาวุธให้ช่วยหารูปและประวัติแล้วก็ผลงานของวิทยา สัจธรรม ไว้ให้ตน...คฑาวุธรับทราบแต่ไม่ทันจะปฏิบัติ สิตาก็พรวดพราดมาถามหาทิวัตถ์และใช้ถ้อยคำหยาบคายราวกับคฑาวุธเป็นขี้ข้า

ศักดิ์สิทธิ์กลัดกลุ้มที่ยังหาเชฟคนใหม่ไม่ได้ เรียกปกติมายื่นคำขาดต้องหาเชฟให้ได้ภายในสามวันไม่งั้นตนจะลดตำแหน่งเขา ปกติเลยแนะนำว่าในตัวเมืองมีร้านอาหารร้านหนึ่งขายดีมาก แสดงว่าต้องมีพ่อครัวที่ สุดยอด เขาควรจะไปพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วทาบทามมาอยู่กับเรา

เจ้านายเห็นดีเห็นงามกับคำแนะนำของลูกน้อง รีบออกจากโรงแรมไปทันที ทิวัตถ์มาหาจึงไม่เจอ พูดคุยกับปกติครู่หนึ่งก่อนจะขอตัวไปเดินเล่นบริเวณสวน แล้วบังเอิญไปเห็นลิลินที่กำลังคุยโทรศัพท์กับปรมัตถ์เรื่องการตายของบุญช่วยที่เป็นกุญแจดอกเดียวที่เธอมีทิวัตถ์ไม่ได้ยินการสนทนานั้น แต่ได้ยินในช่วงท้ายๆที่ลิลินปฏิเสธความห่วงใยของปรมัตถ์ ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเธอคบชายหลายคนจนเกิดรถไฟชนกัน พอเธอวางสายเลยเข้ามาจิกกัดเธอว่าน่าจะเปลี่ยนจากนักร้องไปเป็นผู้บริหาร โดยเฉพาะเรื่องบริหารผู้ชาย หญิงสาวยอกย้อนด้วยความโกรธว่า สำหรับผู้ชายบางคนก็บริหารไม่ได้เพราะในใจเขามีแต่สิ่งปฏิกูล

ทิวัตถ์ไม่พอใจคว้าแขนเธอไว้ไม่ยอมให้เดินหนี ลิลินพยายามสะบัดแต่ไม่สำเร็จ แล้วต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเขาถามว่าจะไปไหน หรือว่าจะไปเรียกตำรวจเมื่อคืนมายิงตน

“ตำรวจเหรอ?” ลิลินทวนคำเสียงแผ่ว

“คุณไม่ต้องมาทำหน้าซื่อตาใสแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง... ฉลาดนี่ที่รู้จักสร้างเครือข่าย...ไอ้หนุ่มบ้านทุ่งตำรวจแล้วไหนจะคนที่อยู่ที่กรุงเทพฯอีก ต่อไปคุณจะเอาอาชีพอะไรล่ะ”

ลิลินไม่อยากต่อปากต่อคำ หันหลังจะเดินออกไปแต่ทิวัตถ์ไม่ยอม

“นี่คุณ...ที่ฉันเดินหนีไม่ใช่เพราะฉันทนคำดูถูกเหยียดหยามจากคุณไม่ได้ แต่ฉันไม่อยากเห็นคนที่...”

เธอพูดไม่ทันจบ เสียงสิตาดังแหวกอากาศขึ้นมาจนทิวัตถ์ตกใจรีบปล่อยมือจากลิลิน...สิตาปรี่เข้ามาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เงื้อมือจะตบหน้าลิลินอย่างหึงหวง แต่ลิลินตั้งหลักอยู่แล้วก้มหลบก่อนจะจับแขนสิตาไพล่หลังแล้วผลักออกไปจนล้มลง พร้อมกับประกาศว่าตนไม่ยอมให้ใครมารังแก!

“นังหน้าด้าน!” สิตาลุกขึ้นโวยวาย กล่าวหาลิลินโดยไม่ยอมฟังคำอธิบายของทิวัตถ์ว่าหล่อนคิดจะแย่งเขาไปจากตน ลิลินเลยตอกหน้าสิตาต้องเข้าใจเสียใหม่ ตนไม่เคยแย่งใครเพราะเขาเป็นฝ่ายมาหาตนเอง

สิตาทนไม่ได้ร้องกรี๊ดแล้วปรี่เข้าหาลิลินอีก ทิวัตถ์เห็นท่าไม่ดีตัดสินใจอุ้มสิตาออกไปมุมหนึ่งแล้วถามอย่างเหนื่อยหน่ายว่าเธอเป็นบ้าอะไร

“ตาต้องเป็นคนถามวินมากกว่า...วินเป็นบ้าอะไรถึงได้ลงไปเกลือกกลั้วกับผู้หญิงชั้นต่ำอย่างนั้น...วินเป็นอะไร...เป็นอะไร” สิตาทุบตีเขาอย่างแค้นใจ ทิวัตถ์ไม่ปัดป้อง... แล้วถามว่าแค่นี้คงทำให้เธอรู้สึกผิดน้อยลงแล้วใช่ไหม ถ้าเธอคิดว่าเขามีอะไรกับผู้หญิงคนนั้น แสดงว่าเธอดูถูกเขา แล้วก็ดูถูกความรู้สึกดีๆที่เขาเคยมีให้เธอด้วย

สิตานิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโผกอดทิวัถต์และขอโทษทั้งน้ำตา ขอให้เรากลับมารักกันอีกครั้งได้ไหม...

แต่ทิวัตถ์เจ็บปวดกับอดีตมากเกินจะเริ่มต้นใหม่ เขาเดินจากเธอไปพร้อมกับรำลึกเหตุการณ์เมื่อสามปีที่แล้ว ที่พบเห็นกับตาว่าสิตานอกใจเขา แอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหนุ่มฝรั่งคนหนึ่งขณะไปเรียนต่อด้วยกันที่ต่างประเทศ

ความสัมพันธ์ของเขาและเธอขาดสะบั้นลงทันทีนับตั้งแต่วันนั้น ทิวัตถ์เสียใจมาก ขณะที่สิตาก็รู้สึกผิด...

ทุกวันนี้เธอพยายามตามตื๊อเขาเรื่อยมา แต่เพราะความเอาแต่ใจของเธอยิ่งทำให้เขาเอือมระอา และรับไม่ได้จริงๆ กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา

คิดถึงความหลังอันเจ็บปวด ทิวัตถ์ไม่สบายใจ เข้าไปนั่งดื่มในผับทั้งที่ยังไม่เปิดให้บริการ ลิลินจะมาซ้อมร้องเพลงกับวงดนตรี เหลือบเห็นเขาจึงเดินเข้าไปทักกึ่งแขวะว่าคุณหนูอารมณ์ร้ายไม่ให้อภัยหรือไง คุณชายจอมมโนเลยต้องมานั่งดื่มแต่หัววัน

ทิวัตถ์เห็นลิลินก็ยิ่งชิงชังเพราะความฝังใจที่ตัวเอง เกลียดผู้หญิงเจ้าชู้...สองคนปะทะคารมกันไปมาก่อนที่ฝ่ายชายจะโมโหจนระงับอารมณ์ไม่อยู่คว้าตัวเธอมากอดจูบ แล้วโดนเธอตบหน้าไปสองฉาด พอดีกลุ่มนักดนตรีเข้ามา ลิลินจึงฝากพวกเขาบอกศักดิ์สิทธิ์ด้วยว่าวันนี้ตนขอลางาน

เวลานั้นศักดิ์สิทธิ์อยู่ในร้านอาหารที่ปกติบอกว่าลูกค้าแน่นเพราะอาหารอร่อย ซึ่งเขาได้พิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่าเป็นเรื่องจริง จึงอยากจะพบหัวหน้าพ่อครัวตัวเป็นๆ โดยแต่งเรื่องหลอกพนักงานว่าตนเป็นเจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขจังหวัดมาตรวจความสะอาดต้องการพบพ่อครัว

ปรากฏว่าเชฟใหญ่ของที่นี่ก็คือวิชนี...สองคนเผชิญหน้ากันแล้วก็ทะเลาะกันอีกอย่างไม่มีใครยอมใคร ศักดิ์สิทธิ์เถียงสู้ไม่ได้เดินปึงปังออกมาหน้าร้านจนชนเก้าอี้อนันยชที่พาวรรณิตมานั่งกินอาหารอยู่ครู่หนึ่งแล้ว แต่สองหนุ่มเพื่อนรักไม่ทันได้พูดคุยกัน เพราะศักดิ์สิทธิ์ต้องรีบเผ่นก่อนจะถูกพนักงานในร้านมาจับตัวโทษฐานหลอกลวงว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขจังหวัด

วรรณิตสงสัยว่าศักดิ์สิทธิ์เป็นใคร อนันยชตอบสั้นๆว่าเพื่อน แล้วชวนเธอกินแกงมัสมั่น ตักให้อย่างเอาใจพร้อมกับลอบมองเธออย่างหลงใหล ไล่สายตาตั้งแต่ใบหน้าลงมาที่คอและหยุดที่เนินอกของเธอ

อนันยชเคยมีความหลังกับแกงมัสมั่นฝีมือศุภิสราที่หว่านเสน่ห์ด้วยแกงชนิดนี้...เขานึกถึงเหตุการณ์วันนั้นขึ้นมา และที่สุดก็หักห้ามใจไม่ได้ทำท่าจะหอมแก้มวรรณิตพร้อมกับพูดเสียงแผ่วว่าเขาจะดูแลเธอ

วรรณิตตกใจรีบถอยหนีและห้ามปราม “คุณวันอย่าทำอย่างนี้เลยค่ะ ถ้ายายรู้...ณิตต้องโดนคุณยายว่าแน่ๆ แล้วนี่ทำไมยายยังไม่มาอีกคะ”

ขาดคำ เสียงมือถือวรรณิตก็สั่นขึ้น เธอรู้สึกตัวรีบหยิบมันออกจากกระเป๋ามองเบอร์ก่อนกดรับและคุยโต้ตอบกับวาสนาอยู่หลายประโยค จนรู้ว่าตัวเองโดนอนันยชหลอกเสียแล้ว

“ทำไมคุณวันต้องทำอย่างนี้ คุณวันโกหกณิตทำไม”

“ก็ได้...ผมยอมรับว่าผมโกหก เพราะผมอยากอยู่กับณิตแค่สองคน...ให้โอกาสผมบ้างสิ”

วรรณิตไม่ฟัง ดึงมือตัวเองกลับแล้วลุกขึ้นจะออกไป อนันยชเอาแต่ใจพยายามยื้อยุดเธอไว้ เลยโดนเธอตบจนหน้าหันแล้ววิ่งหนี...เขามองตามเธอไปด้วยแววตาที่โกรธจัด... ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำแบบนี้กับเขามาก่อน!

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ลิลินใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้บุญช่วยแล้วกลับเข้ามาเจอศักดิ์สิทธิ์โดยบังเอิญ

“สวัสดีค่ะคุณสิทธิ์”

“เมื่อวานมีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ เห็นว่าอยู่ดีๆก็ลากะทันหัน”

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พอดีเจอคนที่มารยาททราม ปากจัด วันๆไม่ทำอะไร จ้องแต่จะคอยจับผิดคนอื่น”

“ใครครับ...ใครบังอาจทำกับคุณลินแบบนั้นบอกผม เดี๋ยวผมจัดการให้เอง”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันมาคิดๆดูแล้วหมอนั่นคงสติไม่ค่อยดีน่ะค่ะ...คุณสิทธิ์กับคุณทิวัตถ์นี่เป็นเพื่อนกันมานานหรือยังคะ”

“อย่าเรียกว่านานเลยครับ เรียกว่านานมากดีกว่า... ทำไมเหรอครับ”

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็แค่เห็นว่าคุณศักดิ์สิทธิ์เป็นคนดีมีน้ำใจ มองโลกในแง่บวก ไม่ตัดสินคนจากภายนอก... ดูแล้วตรงข้ามกับตานั่น เอ่อ คุณทิวัตถ์น่ะค่ะ ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะคบกันได้ ถ้าไม่มีอะไรแล้วลินขอตัวก่อนนะคะ”

“ครับ” ศักดิ์สิทธิ์ตอบด้วยสีหน้างงๆ มองตามหลังลิลินพร้อมนึกทวนคำพูดของเธอ “เป็นคนดีมีน้ำใจ...มองโลกในแง่บวก...เอ๊ะ! หรือว่าคุณลินจะชอบเรา” คิดแล้วหัวใจชายหนุ่มพองฟู แทบจะกระโดดโลดเต้น...

ทรงพลทราบเรื่องศุภารมย์นัดเจอศัลย์เมื่อวานด้วยความหนักใจ อยากรู้ว่าทิวัตถ์ไปอยู่ในเหตุการณ์ได้ยังไง แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร...ต่างจากศุภารมย์ที่ดูนิ่งขรึมไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย...เช้านี้เจอกันที่โต๊ะอาหารเธอก็ยังวางเฉยจนทรงพลทนไม่ไหว บอกว่าตนคิดดูแล้วจะถามทิวัตถ์ตรงๆว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร

“คุณคิดว่าวินจะบอกเราเหรอ อีกอย่างเรายังไม่รู้เลยว่าวินรู้เรื่องการตายของบุญช่วยมากแค่ไหน ถ้าไม่รู้... บางทีคำถามของเราอาจจะทำให้วินเจอคำตอบที่หามาทั้งชีวิตก็ได้”

ทรงพลได้ยินอย่างนั้นก็นิ่งไป เพราะรู้ว่าศุภารมย์หมายถึงเรื่องการตายของศุภิสรา...ทิวัตถ์ลงมาร่วมโต๊ะตามด้วยอนันยชเป็นคนสุดท้าย จู่ๆทรงพลก็ถามคำถามที่ทุกคนคาดไม่ถึง

“วิน...พักนี้เรากับสิตาเป็นยังไง”

“ทำไมอยู่ๆพ่อถามถึงเธอล่ะครับ”

“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ พอดีโครงการที่วินรับผิดชอบอยู่ตอนนี้ คิดว่าเสี่ยหาญก็คงอยากจะได้เหมือนกัน...พ่อเราเขาก็เลยกลัวว่าหนูตาจะมาใกล้ชิดวินเพื่อล้วงความลับน่ะ” ศุภารมย์ตอบเป็นตุเป็นตะ

“โอ๊ย...เรื่องนั้นแม่ไม่ต้องห่วงเลย ยัยตาน่ะอยากล้วงอย่างอื่นของไอ้วินมากกว่าความลับอีก...เชื่อผมสิ”

“วัน! บนโต๊ะอาหารอย่ามาพูดจาทะลึ่งทะเล้นนะ” ศุภารมย์ตำหนิอนันยชจนเขาหน้าเจื่อนไป

“ถ้าเรื่องสิตา...คุณพ่อกับแม่ต่ายไม่ต้องห่วงครับ อดีตยังไงก็เป็นแค่อดีต” ทิวัตถ์พูดเพื่อให้ทุกคนสบายใจ ศุภารมย์พอใจ ถามหยั่งเชิงเผื่อจะได้ข้อมูล “ผู้หญิงคนนั้น” ว่าเขาไม่คิดจะมีใครอีกเหรอ “ทำไมครับ...หรือแม่ต่ายเบื่อที่จะดูแลผมแล้ว”

“พูดไป...ที่แม่ถามเพราะเห็นว่าช่วงนี้วินทำงาน หนักเกินไป บางทีการมีใครสักคนอาจจะทำให้วินไม่ต้องเครียดอย่างนี้”

“ปรึกษายายน้อยไง รับรองแกหายเครียดแน่” อนันยชปากไวเลยโดนศุภารมย์ตวาดปรามอีกครั้ง แต่ยังไม่วายแซวทิวัตถ์ก่อนลุกออกไป “ก่อนขับรถน่ะดึงถุงออกด้วยนะเว้ย”

“ถุงอะไร” ทิวัตถ์ไม่เข้าใจ

“เอ้า...ก็แม่ฉันกำลังจะจับแกคลุมถุงชนแน่ๆ ระวังให้ดีเถอะ”

ศุภารมย์มองตามลูกชายตาเขียว...ฝ่ายทิวัตถ์ขอตัวไปรอพ่อที่รถเพื่อออกไปทำงานพร้อมกัน พอเขาลับกาย ทรงพลก็เอ่ยกับศุภารมย์อย่างหนักใจว่า

“ท่าทางจะเอาอะไรจากเจ้าวินไม่ได้จริงๆ แล้วอย่างนี้เราจะรู้ได้ยังไงว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”

ooooooo

เมื่อไปถึงบริษัท ทิวัตถ์ถามหาข้อมูลของวิทยาที่สั่งการคฑาวุธไว้ ลูกน้องหนุ่มรู้สึกลำบากใจเพราะมันตรงข้ามกับความต้องการของทรงพลซึ่งเป็นถึงประธานบริษัท ที่เพิ่งมาสั่งเปลี่ยนแปลงงานใหญ่ของจังหวัด

ทิวัตถ์ทราบเรื่องจากคฑาวุธก็ตรงไปที่ห้องทำงานพ่อ ถามด้วยความสงสัยว่าทำไมพ่อถึงเปลี่ยนจากต้นลีลาวดีเป็นต้นปาล์ม

“ต้นปาล์มหาง่ายกว่า แล้วก็ถูกกว่า ถ้าเปลี่ยนเป็นต้นปาล์มบริษัทเราก็จะมีกำไรเพิ่มขึ้น”

“แต่ผมว่าที่พ่อเปลี่ยนเพราะพ่อกลัวว่าผมจะทำงานไม่ได้เพราะไอ้โรคบ้าๆของผมใช่ไหมครับ”

“วิน...พ่อไม่ได้คิดอย่างนั้น”

“พ่อครับ ชีวิตผมจะก้าวต่อไปไม่ได้ถ้าผมยังวิ่งหนีอดีตอยู่อย่างนี้”

ทิวัตถ์สายตามุ่งมั่นจนทำให้ทรงพลไม่กล้าที่จะยื้อเอาไว้อีก เพราะรังแต่จะทำให้ลูกชายสงสัยมากขึ้น...

วันเดียวกันที่บ้านวาสนา...วรรณิตคุยโทรศัพท์กับญาติคนหนึ่งฝากให้ดูแลแม่ที่กำลังป่วย ส่วนเรื่องเงินตนจะรีบเอาไปให้...พูดแล้วเหลือบเห็นวาสนาเดินมา จึงรีบบอกลาญาติแล้ววางสายทันที แต่วาสนาก็เห็นอยู่ดี ถามหลานสาวว่าคุยกับใคร

“พี่ที่โรงพยาบาลน่ะค่ะ แกโทร.มาบอกว่าแม่เริ่มมีอาการตอบสนองแล้ว...”

“ไม่ต้องเล่า ฉันไม่ได้อยากฟัง ถ้าแม่หล่อนตายเมื่อไหร่ค่อยบอกฉันก็พอ”

“ยาย...” วรรณิตส่งเสียงไม่พอใจ แต่วาสนาหาได้ใส่ใจ สวนกลับมาว่า “หรือไม่จริง นอนเป็นผักอย่างนั้นสู้ตายไปซะยังจะดีกว่า อยู่อย่างนี้ก็เป็นภาระคนอื่นเขา”

“แต่ที่ณิตยอมทำตามที่ยายบอกอยู่ตอนนี้ก็เพราะณิตต้องการเงินไปรักษาแม่ ถ้ายายยังพูดกับแม่ของณิตอย่างนี้อีก...”

“ทำไม...แกจะไปจากฉันหรือไง อย่าลืมสิว่าแกก็อยากได้เงิน ถ้าแกไปจากฉัน น้ำหน้าอย่างแกจะหาเงินจากไหน”

วรรณิตนิ่งไปเพราะถูกวาสนาดักไว้หมดทุกทาง วาสนาไม่อยากจะชักใบให้เรือเสียจึงเปลี่ยนเรื่องบอกว่าอนันยชชอบเธอ แต่ตนบอกเขาไปแล้วว่าเธอชอบทิวัตถ์... วรรณิตปฏิเสธว่าไม่ได้ชอบทั้งสองคน โดนวาสนาขึ้นเสียงใส่จนนิ่งไปอย่างจนใจ

“หยุดเลย...แกจะพูดแบบนี้ไม่ได้ คิดถึงเป้าหมายเราไว้ให้ดีๆสิ ถ้าแกอยากได้เงินก็ทำตามที่ฉันบอกก็พอ”

ooooooo

ศักดิ์สิทธิ์เข้าใจผิดคิดว่าลิลินชอบพอตนจึงเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เธอประทับใจด้วยการใส่น้ำหอมราวกับอาบจนหอมฟุ้งค่อนไปทางฉุนจัด แถมยังคุยอวดทิวัตถ์ทันทีที่ได้เจอกัน

ทิวัตถ์รับฟังอย่างไม่เห็นด้วย เตือนศักดิ์สิทธิ์คิดให้ดีที่จะเอาลิลินมาเป็นแฟน นักร้องยังไงก็มีแต่เปลืองเนื้อเปลืองตัว ขืนเป็นแฟนกันรับรองว่าคนทั้งจังหวัดคงพูดเรื่องของเขาไปอีกสามปี ศักดิ์สิทธิ์คล้อยตามบ้างเหมือนกัน แต่ที่สำคัญกว่าก็คือคืนนี้เขาต้องหาเชฟมาทำอาหารต้อนรับท่านปลัดจังหวัดที่นัดคุยงานกับทิวัตถ์ที่โรงแรม

ศักดิ์สิทธิ์กลุ้มใจไม่รู้จะหาเชฟจากไหน ก็พอดียายเฟื่องโทร.ไปตามวิชนีมาช่วยทำอาหาร แต่แทนที่ศักดิ์สิทธิ์จะชื่นมื่นกลับมีเรื่องทะเลาะกับวิชนีอีกครั้งอย่างไม่มีใครยอมใคร แล้วก็ตัดสินใจแก้ผ้าเอาหน้ารอดด้วยการสั่งอาหารจากที่อื่นมาไว้รอท่านปลัด

ไม่ทันค่ำ สิตามาที่โรงแรมแล้วตรงไปหาเรื่องลิลินเพราะหึงหวงทิวัตถ์ สองสาวปะทะคารมกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสิตานั้นใช้ถ้อยคำหยาบคายดูถูกเหยียดหยามแถมยังพยายามจะตบหน้าลิลิน เป็นเหตุให้ตัวเองพลาดตกสระน้ำแต่ทิวัตถ์เพิ่งมาเห็นเข้าใจผิดว่าสิตาเป็นฝ่ายถูกกระทำ

ทิวัตถ์โดดลงไปช่วยสิตาขึ้นจากสระแล้วต่อว่าลิลินหลายคำ แต่สิตาบอกว่าตนผิดเองเพราะหึงเขามากเกินไป จากนั้นเธอก็ออดอ้อนขอความเห็นใจจากเขาหวังจะได้รับความสงสารและกลับมารักกันได้เหมือนเดิม

เย็นวันเดียวกัน อนันยชดอดมาที่บ้านวาสนาเพราะต้องการพบวรรณิต แต่ถูกวาสนากีดกันอีกตามเคย แถมยังย้ำว่าวรรณิตต้องเป็นของทิวัตถ์คนเดียวเท่านั้น อนันยชไม่พอใจ เตือนกึ่งขู่วาสนาว่า ถ้ายังดื้อที่จะยกวรรณิตให้ทิวัตถ์ ยายจะไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้ายายอยากได้อะไรติดมือกลับไปบ้างก็ต้องยกวรรณิตให้ตน วาสนาสวนทันควันว่าไม่มีทาง อนันยชเลยต้องอ้างชื่อทรงพล หากเขารู้เข้าจะเกิดอะไรขึ้น วาสนาได้ฟังถึงกับอึ้งพูดไม่ออก ไม่คิดว่าหลานชายจะกล้าเล่นอย่างนี้กับตน

ทิวัตถ์ไม่ได้เข้าบริษัทแต่ปักหลักอยู่โรงแรมศักดิ์สิทธิ์ตลอดวัน เขาโทร.สั่งงานคฑาวุทธให้ติดต่อนัดพบวิทยาเรื่องงาน คฑาวุธลำบากใจเป็นที่สุดเพราะก่อนหน้านี้ทรงพลเพิ่งมาสั่งห้าม แต่ที่สุดคฑาวุธก็ขัดทิวัตถ์ไม่ได้ โทร.หาวิทยาแต่ได้รับการปฏิเสธมา เพราะเวลานี้เขากำลังยุ่งเรื่องงานศพลุง แต่แล้วครู่ต่อมา วิทยาก็จำเป็นต้องติดต่อกลับไปที่คฑาวุธ เพราะมีลูกน้องคนหนึ่งของเขาถูกทวงหนี้สี่หมื่นบาทแล้วไม่มีเงินจ่ายคืน...

ศุภารมย์อยากรู้เหลือเกินว่าผู้หญิงที่ศัลย์พบเจออยู่กับทิวัตถ์ในเหตุการณ์คืนก่อนที่วัดเป็นใคร เธอพยายามหลอกถามอ้อมๆ แต่ก็ไม่ได้คำตอบจากทิวัตถ์เสียที

ด้านสิตาที่ยังพยายามจะคืนดีกับทิวัตถ์ให้ได้ สร้างความเบื่อหน่ายรำคาญให้กฤษดาผู้เป็นพี่ชายถึงกับมีปากเสียงกันต่อหน้าเสี่ยหาญ สองพี่น้องต่างเอาข้อเสียของกันและกันออกมาสาวไส้ทำให้พ่อโมโหถึงกับตวาดปราม ก่อนเน้นย้ำกับสิตาที่ยืนยันจะทำให้ทิวัตถ์กลับมารักตนให้ได้ว่าทรงพลกับศุภารมย์ไม่มีทางยอมแน่

สิตาไม่ยอมถอยง่ายๆเหมือนกัน เธอไปพบทรงพลกับศุภารมย์ถึงบ้าน บอกเล่าเรื่องนักร้องคนใหม่ที่คาดว่าทิวัตถ์น่าจะไปติดพัน สองผัวเมียได้ฟังก็นึกสงสัยว่าคนที่ว่าอาจเป็น “ผู้หญิงคนนั้น” แต่สำหรับสิตานั้น ศุภารมย์ไม่เคยปลื้มและไม่คิดจะให้ทิวัตถ์หวนกลับคืนดีด้วยอย่างแน่นอน

ooooooo

ค่ำแล้ว ศักดิ์สิทธิ์กับทิวัตถ์ต้อนรับท่านปลัดภายในผับ ท่านต้องการยลโฉมนักร้องน้องใหม่น้ำเสียงไพเราะที่ศักดิ์สิทธิ์โฆษณาไว้เยอะแทบทั้งจังหวัด ก็เลยนัดทิวัตถ์มาคุยงานที่นี่ แล้วท่านก็ไม่ผิดหวังเมื่อลิลินออกมาครวญเพลงหวานซึ้ง

ทันทีที่เพลงจบลง ปลัดบอกทิวัตถ์ว่าต้องการสนทนากับลิลิน ทิวัตถ์หมั่นไส้เธอนักหนาจึงไม่อยากให้ปลัดได้ใกล้ชิด แต่ไม่รู้จะขัดท่านยังไงเลยไปขอร้องศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยพูดกับเธอ อ้างว่าตัวเองต้องอยู่ดูแลท่านปลัด

ศักดิ์สิทธิ์หมดทางเลี่ยง เดินไปหาลิลินที่เพิ่งลงจากเวที ชมเธอร้องเพลงได้ดีมาก และท่านปลัดก็ชื่นชมเธอมากด้วย

“คุณลินจะว่าอะไรไหมครับ ถ้าเราจะเชิญคุณลินไปนั่งที่โต๊ะด้วยกัน...ผมรู้ว่ามันลำบากใจครับ คุณลินคงไม่อยากไปเพราะคิดว่าผมคงจะหึง”

“หึง?” ลิลินทวนคำงงๆ

“ครับ...แต่ผมอยากให้คุณลินคิดว่ามันเป็นหน้าที่ก็แล้วกันครับ ส่วนเรื่องความรู้สึกที่คุณลินมีให้ผม ผมรับรู้ แต่ยังไงมันก็ไม่ทำให้ผมมองคุณลินเปลี่ยนไปหรอกครับ”

“เดี๋ยวก่อนค่ะคุณศักดิ์สิทธิ์...ลินว่าคุณคงเข้าใจอะไรผิดแล้วล่ะค่ะ คุณสิทธิ์คิดว่าลินชอบคุณเหรอคะ”

“ก็ใช่น่ะสิครับ...ก็คุณลินชมผมว่าเป็นคนดี มองโลกในแง่บวก ถ้าคุณลินไม่ชอบผมแล้วจะชมผมทำไมครับ” พูดแล้วมองหน้าเธอที่ไม่ได้รู้สึกอะไรก็ชักจะรู้ตัวว่าปล่อยไก่ เลยอึกอักเล็กน้อย “เอ่อ...หรือว่าไม่ใช่ครับ”

“ค่ะ...ลินไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นกับคุณสิทธิ์เลย ขอโทษนะคะที่คำพูดของลินอาจจะทำให้คุณสิทธิ์เข้าใจผิด”

“จริงหรือเปล่าครับ” ปรากฏว่าเธอพยักหน้า เขาผ่อนลมหายใจทันที “แหม...ค่อยโล่งอกหน่อย ผมล่ะคิดอยู่นานว่าจะบอกกับคุณลินยังไง ถ้าอย่างนั้นเราก็เหมือนเดิมกันใช่ไหมครับ”

“ค่ะ”

“งั้นคุณลินก็ไปนั่งกับคุณปลัดได้แล้วสิครับ”

“อย่าเลยค่ะ...ลินไม่ได้ถือตัวอะไร แต่อย่าเอาลินไปนั่งร่วมโต๊ะด้วยเลย เดี๋ยวแขกคนอื่นเห็นเข้าแล้วอยากให้ลินไปนั่งด้วยบ้างจะปฏิเสธกันลำบากนะคะ”

“ผมก็ว่าอย่างนั้นครับ แต่นี่เป็นท่านปลัด...จะขัดก็ไม่ได้ เกิดท่านไม่พอใจขึ้นมาผมซวยแน่ๆเลยครับ...

นะครับคุณลิน ถือว่าช่วยผมหน่อย”

“ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบรับแล้วเดินตามศักดิ์สิทธิ์ไปที่โต๊ะปลัดซึ่งมีทิวัตถ์นั่งอยู่ด้วย

การสนทนาของปลัดกับลิลินอยู่ในสายตาของทิวัตถ์ตลอดเวลา เมื่อสบโอกาสที่จะแดกดันเธอ แน่นอนว่าเขาไม่ปล่อยผ่าน ทำให้ลิลินรู้สึกไม่สบอารมณ์แต่ก็ต้องข่มไว้เพราะอยู่ต่อหน้าแขกของโรงแรม

แต่แล้วปลัดก็รุกคืบด้วยความเจ้าชู้ รินไวน์ส่งให้ลิลินดื่มแต่เธอปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่า

“ฉันไม่ดื่มค่ะ”

“ใช่ครับ...แก้วแค่นั้นคงไม่พอให้เธอดื่มหรอกครับ” ทิวัตถ์แขวะลิลินหน้าตาเฉย ปลัดไม่รู้อะไรพูดอย่างอารมณ์ดีว่า

“แหม...คุณลินคอแข็งก็ไม่บอก” ว่าแล้วจับมือเธออย่างถือวิสาสะ “มือเล็กอย่างนี้แล้วจะจับแก้วใหญ่ๆ ได้เหรอครับ”

ลิลินทนไม่ไหวสะบัดมือออกจนโดนแก้วไวน์ล้มหกใส่ปลัด ทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง คนของปลัดถามเธอเสียงแข็งว่าทำอะไร

“ขอโทษด้วยค่ะ ฉันเป็นนักร้อง” เธอพูดจบก็ลุกเดินออกไป ทิวัตถ์เดินตามไปเรียกและกล่าวหาเธอว่าเล่นตัว เล่นละครได้สมบทบาทจริงๆ ถ้าตนไม่เคยเห็นธาตุแท้ของเธอ ก็คงคิดว่าเป็นผู้หญิงที่รักนวลสงวนตัว

“ในหัวคุณคงมีแต่เรื่องพวกนี้ใช่ไหม”

“ก็ผมคุยกับคนประเภทไหนผมก็ต้องคุยเรื่องเดียวกัน ผมไม่เข้าใจ เหยื่อที่ผ่านมาของคุณคงเทียบกับครั้งนี้ไม่ได้ โอกาสดีๆที่จะได้รู้จักคนใหญ่คนโตแบบนี้คุณจะปฏิเสธทำไม”

“ฉันบอกไปแล้วว่าฉันเป็นนักร้อง”

ทิวัตถ์ดึงแขนลิลินด้วยความโกรธ “คุณทำให้ปลัดไม่พอใจ เพราะต้องการแกล้งผมใช่มั้ย”

“คุณไม่มีค่าพอให้ฉันเสียเวลามาทำอะไรพวกนั้นหรอก”

“เสียเวลางั้นเหรอ ฉลาดนี่ คุณคงยื้อเวลาเพื่อจะเพิ่มค่าตัวให้มากกว่านี้อีกหน่อย งานผมไม่ใช่ของเล่นที่คุณคิดจะทำอะไรกับมันก็ได้นะ”

ศักดิ์สิทธิ์เข้ามาขัดจังหวะ ทิวัตถ์รีบปล่อยมือลิลิน ก่อนจะหันไปถามเพื่อนรักว่าปลัดโกรธมากใช่ไหม

“เปล่า...แต่กลับยิ่งชอบมากกว่าเดิมซะอีกว่ะ”

ทิวัตถ์ชะงักไปอย่างงุนงง จ้องลิลินเขม็งก่อนจะเอ่ยปากกับศักดิ์สิทธิ์ว่า “นักร้องแกนี่เก่งจริงๆ แค่คุยกับปลัดได้ไม่เท่าไหร่ก็รู้แล้วว่าท่านชอบผู้หญิงยังไง”

“ไอ้วิน...ฉันว่าอย่าให้คุณลินไปนั่งกับท่านปลัดเลยว่ะ งานแกเดี๋ยวก็มีเข้ามาใหม่เรื่อยๆอยู่แล้ว พลาดไปสักงานไม่เห็นเป็นไรเลย”

“ก็ได้...ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องรู้สึกเป็นบุญเป็นคุณ”

“จริงเหรอ ฉันไม่คิดว่าคุณจะรู้จักบาปบุญคุณโทษ”

“อย่างน้อยผมก็รู้ว่าการมั่วมันเป็นบาป แล้วผมก็ไม่อยากได้งานเพราะความมั่วของคุณ”

ศักดิ์สิทธิ์ฟังแล้วไม่เข้าใจถามเพื่อนรักว่ามั่วอะไร ทิวัตถ์ตอบทันทีว่า “แกอย่ารู้เลย เพราะฉันไม่ค่อยอยากจะพูดถึงมันเท่าไหร่ ไม่เป็นไร ฉันจะบอกกับปลัดเองว่าฉันจะใช้เงินเท่าที่มีหาผู้หญิงให้ท่านจนกว่าท่านจะถูกใจ”

ลิลินโกรธทิวัตถ์จนตัวสั่น พูดโพล่งว่า “ถ้าฉันไปกับปลัด คุณต้องเลิกยุ่งกับฉัน ฉันเบื่อที่จะเจอคนอย่างคุณจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว ตกลงมั้ย ถ้าฉันไปกับปลัด...คุณต้องเลิกยุ่งกับฉัน”

ทิวัตถ์ไม่ตอบ...เขาและเธอจ้องหน้ากันราวจะกินเลือดกินเนื้อ ศักดิ์สิทธิ์แปลกใจว่าทั้งคู่โกรธแค้นอะไรกันนักหนา

ooooooo



ลีลาวดีเพลิง

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด