ตอนที่ 1
ลิลิน หรือ ลิน หรือหนูลีที่ปองภพพ่อของเธอชอบเรียกในวัย 9 ขวบกำลังแย่งสร้อยที่ทำจาก ดอกลีลาวดีกับพ่อ ทั้งคู่หัวเราะกันอย่างมีความสุข ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะดับวูบ
พลันมีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นแทนที่ พร้อมกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งร่วงลงมาจากระเบียงบ้าน ราวกับจะตกใส่หน้า ลิลินตกใจตื่น เหงื่อท่วมตัว มองไปรอบๆ ถึงได้รู้ว่าตัวเองแค่ฝันร้าย คว้านาฬิกาที่โต๊ะหัวเตียงขึ้นมาดู เป็นเวลา 5 โมงเย็น เธอรีบโดดลงจากเตียงทันที...
ค่ำนี้ขณะลิลินเตรียมจะขึ้นร้องเพลงที่ผับแห่งหนึ่ง ในโรงแรมหรูกลางกรุง เพื่อนนักร้องเข้ามาหา
“เสร็จแล้วอย่าเพิ่งหนีกลับล่ะ คืนนี้มีไปต่อเบิร์ธเดย์ปาร์ตี้ยัยกีกี้”
ลิลินยังไม่ทันจะปฏิเสธ เพื่อนสาวเดินตัวปลิวออกไปเสียก่อน อีกมุมหนึ่งที่เคาน์เตอร์บาร์ของผับ ทิวัตถ์หรือวินเห็นสภาพภายในผับที่นักเที่ยวแต่ละคนค่อนข้างจะรุ่นใหญ่ เพลงที่เปิดคลอก็เป็นแนวแจ๊ส อีกทั้งศักดิ์สิทธิ์กับอนันยชที่บอกว่ามารอท่าอยู่ก่อนแล้วก็ไม่เห็นแม้แต่เงา ชักเอะใจว่าจะมาผิดที่
แต่แล้วเสียงเพลงจากนักร้องสาวบนเวที ดึงดูดให้ทิวัตถ์หันไปมอง แสงไฟบนเวทีสว่างพรึบ เผยให้เห็น ลิลินในชุดสีแดงเพลิงสวยบาดตาบาดใจ ทุกคนในนั้นต่างตะลึงเหมือนต้องมนต์สะกด ทั้งสายตาและน้ำเสียงที่ชวนหลงใหลของเธอทำให้ทิวัตถ์ตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น ฟังเพลงเพลินจนลืมนัด
รักแรกพบแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังเมื่อทิวัตถ์เห็นลิลินที่ร้องเพลงเสร็จ ไปนั่งร่วมโต๊ะกับชายคนหนึ่งท่าทางคล้ายเสี่ย ทั้งคู่เหมือนจะตกลงธุรกิจกัน เสี่ยยื่นกล่องใบหนึ่งขนาดสองฝ่ามือให้ ลิลินจะจ่ายเงิน แต่เขาจับมือไว้ ขอเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทนและจะมีเงินแถมให้มากกว่าเงินเดือนทั้งเดือนถ้าคืนนี้เธอยอมไปกับเขา
“แหม ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่เสี่ยลัดคิวหาของให้ ลินก็เกรงใจจะแย่แล้ว แต่วันนี้ลินไปกับเสี่ยไม่ได้จริงๆ เสี่ยก็รู้ว่าลินลูกค้าเยอะ เอาเป็นว่าลินว่างเมื่อไหร่ ลินโทร.หาเสี่ยดีไหมคะ” ลิลินไม่พูดเปล่าเอามือไล้ไปตามแขนเพื่อให้เสี่ยเห็นว่าเธอไม่ได้รังเกียจ ทิวัตถ์ได้ยินคำพูดของลิลินยิ่งทำให้ผิดหวังอย่างแรง
ooooooo
ที่ผับอีกแห่งหนึ่งในโรงแรมเดียวกัน ศักดิ์สิทธิ์ชักจะเป็นห่วง ทำไมทิวัตถ์ยังไม่มาสักที อนันยช ตั้งข้อสังเกต หรือว่าจะไปผิดโรงแรม ศักดิ์สิทธิ์ชะงัก ก่อนจะนึกขึ้นได้
“เฮ้ย ฉันว่ามันไปผิดผับหรือเปล่า โรงแรมนี้มีผับคนแก่ข้างล่างด้วย สงสัยมันไปผิดแหงๆ” ว่าแล้วศักดิ์สิทธิ์หยิบมือถือขึ้นมาโทร.ตาม สักพักทิวัตถ์เดินอย่างเซ็งจัด ผ่านสองนักร้องสาวเพื่อนของลิลินที่กำลังเม้าท์แตกกันอยู่ในผับชั้นบนใกล้กับทางเข้าออก
“นี่...ไอ้พวกเศรษฐีบ้านนอกมันบอกจะพาพวกเราไปต่อ ดีไม่ดียาวถึงเช้า”
“โอ๊ย ฉันไม่ได้คิดแค่นั้นหรอกย่ะ ถ้ารวยจริง แม่จะจับให้อยู่ ให้เลี้ยงดูไปทั้งชาติเลย”
ทิวัตถ์ได้ยินเต็มสองหู ถึงกับส่ายหน้าระอาใจ ที่ผู้หญิงพวกนี้คิดแต่เรื่องจะจับผู้ชายรวยๆ รีบเดินไปที่โต๊ะซึ่งอนันยชกับศักดิ์สิทธิ์นั่งรออยู่ อนันยชเห็นหน้าบอกบุญไม่รับของญาติผู้น้องก็นึกสนุก
“ทำไมหน้าเครียดอย่างนั้นวะ อ่ะหรือว่าดันไปหลงเด็กข้างล่างแล้วเขาไม่เล่นด้วยหรือไง” คำพูดของ อนันยชแทงใจดำทิวัตถ์เต็มๆ ทำให้หมดอารมณ์จะเที่ยวเตร่ ขอตัวกลับก่อน และจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัดคืนนี้เลย ศักดิ์สิทธิ์ขอกลับด้วยถ้าทิวัตถ์ไม่อยู่เขาก็ไม่อยากอยู่ อนันยชบ่นอุบ ไหนว่าจะเที่ยวด้วยกันยันเช้า
จังหวะนั้น ลิลินเดินถือกล่องที่ได้จากเสี่ยเข้ามาทักทายเพื่อนนักร้อง พร้อมกับอวยพรวันเกิดให้กีกี้ แล้วขอตัวกลับก่อน กีกี้ตัดพ้อ อุตส่าห์หาเจ้ามือให้ น่าจะไปเที่ยวด้วยกัน แล้วปรายตาไปที่อนันยชซึ่งกำลังคุยอวดพรรคพวกว่าคืนนี้ตนนัดนักร้องที่นี่เอาไว้ แล้วโบกไม้โบกมือข้ามไหล่ทิวัตถ์ให้กีกี้กับเพื่อนซึ่งโบกมือตอบ ทำให้ลิลินต้องยิ้มให้เขาตามมารยาทไปด้วย ทิวัตถ์หันไปมองพอดี พาลคิดว่าเธอเป็นพวกล่าผู้ชายรวยเช่นเดียวกัน
“นักร้องที่นี่เด็ดทั้งเสียงเด็ดทั้งลีลา ไม่แน่นะเว้ย ถ้าน้องเขาทำให้ฉันโดนจริงๆ บางทีพรุ่งนี้แกอาจจะมีพี่สะใภ้แบบสายฟ้าแลบก็ได้ ใครจะรู้ ถ้าพวกแกไม่สนฉันเหมาคนเดียวเลยก็ได้ ขับรถกลับบ้านดีๆเว้ยไอ้น้องชาย” อนันยชขยิบตาให้ทิวัตถ์ แล้วเดินผิวปากอารมณ์ดีไปหาสองสาวที่ยืนรออยู่ ก่อนจะพากันออกไป ทิวัตถ์ไม่ได้หันไปมอง จึงไม่รู้ว่าลิลินเดินแยกไปก่อนแล้วไม่ได้ไปกับพวกนั้น แล้วขยับจะไป ศักดิ์สิทธิ์ร้องทัก
“อ้าว ไอ้วิน จะไปไหนอีกวะ”
“ไปห้องน้ำ แล้วถ้าแกจะกลับด้วยก็เจอกันที่รถ เกินครึ่งชั่วโมงไม่รอนะเว้ย”
ooooooo
ครู่ต่อมา ขณะทิวัตถ์เดินมาตามทางเดินนอกผับ เห็นลิลินเดินถือกล่องท่าทางลับๆล่อๆ รีบเดินตามจนทันตรงมุมปลอดคน ด้วยความที่คิดว่าเธอเป็นพวกชอบเอาตัวเข้าแลก และมั่วผู้ชายไม่เลือกหน้า จึงหาเรื่องด่าว่าต่างๆนานา และสั่งห้ามมายุ่งเกี่ยวกับพี่ชายของเขา เท่านั้นไม่พอ ทิวัตถ์ยังลวนลามดึงเธอมาจูบปาก
ลิลินโกรธมาก ใช้เล็บจิกแก้มเลือดซิบ เขาเจ็บจนต้องผงะถอยห่าง ระหว่างนั้นมีเสียงร้องเรียกลิลินดังขึ้น เธอหันไปมองเห็นปรมัตถ์ทนายอาสาเพื่อนสนิทของตัวเองกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา เขาเห็นท่าทางแปลกๆของเธอมั่นใจว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดี ถามเสียงเข้มว่ามีอะไรหรือเปล่า
“เชื่อแล้วว่าเธอลูกค้าเยอะจริงๆ”
ทนายหนุ่มไม่พอใจ ปรี่จะเข้าไปเอาเรื่อง ลิลินไม่อยากให้มากความ รีบดึงตัวออกไป...
ศักดิ์สิทธิ์เห็นแผลที่แก้มทิวัตถ์ชัดๆก็รู้ทันทีว่าเพื่อนโกหก กิ่งไม้บ้าอะไรถึงได้ทิ้งรอยไว้เหมือนถูกเล็บข่วน ทิวัตถ์ตัดบท ถ้าขืนถามไม่เลิก จะมีรอยเท้าของตนทิ้งไว้บนหน้าเขา ศักดิ์สิทธิ์ถึงกับร้องเอะอะทำไมวันนี้ถึงดุนัก ไปหงุดหงิดอะไรมา เขาไม่ยอมบอกอะไร ได้แต่เดินหัวเสียไปที่รถของตัวเอง...
ปรมัตถ์ไม่พอใจมากที่รู้ว่าทิวัตถ์ทำอะไรกับหญิงที่ตัวเองหลงรัก แม้รู้ดีว่าเธอมีให้ได้แค่คำว่าเพื่อนก็ตาม เขาขอร้องให้เธอเลิกทำงานแบบนี้ งานที่ต้องเจอพวกที่คิดแต่เรื่องใต้สะดือ แล้วหางานประจำทำดีกว่า พร้อมกันนั้นก็หยิบใบสมัครงานจากแฟ้มในมือยื่นให้
“ลินเคยบอกแล้วใช่ไหม ถ้ามัตจะให้ลินเลิกทำงานกลางคืน มัตต้องหาข้อมูลที่ลินต้องการมาให้ได้ก่อน”
เขาได้สิ่งที่เธอต้องการมาเรียบร้อยแล้ว ลิลินตาวาวโรจน์ทันที...
เมื่อกลับถึงห้องพักของตัวเอง ลิลินนั่งเขียนจดหมายถึงแม่ดา เล่าเรื่องที่เจอคนแย่ๆให้ฟัง แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด เธอยังได้เจอเรื่องดีอีกด้วย
“พรุ่งนี้ จะเป็นวันเริ่มต้น ที่หนูจะทำสิ่งที่ค้างคาใจสักที หนูรู้ว่าหนทางที่หนูกำลังจะเดิน เป็นหนทางที่อันตราย หนูไม่รู้ว่าหนูจะมีโอกาสได้เขียนถึงแม่ดาอีกนานแค่ไหน ถ้าเป็นได้ หนูอยากเจอแม่ดา...แม่ดาที่อุปถัมภ์เด็กกำพร้าอย่างหนูจนทำให้หนูมีวันนี้” ลิลินวางปากกา ก่อนจะหันไปหยิบกล่องที่ได้จากเสี่ยขึ้นมาเปิดดู เผยให้เห็นปืนพกสั้นอัตโนมัติ เธอมองมันด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว
ooooooo
น้อยเด็กรับใช้ของบ้านทิวัตถ์ อยากรู้อยากเห็นว่ามีอะไรในห้องนอนของศุภิสราแม่ของทิวัตถ์ ถึงถูกห้ามไม่ให้เข้า เธอยังไม่ทันจะเข้าไปข้างในก็ถูกศุภารมย์จับได้เสียก่อน ป้าจวนรีบสั่งให้น้อยขอโทษคุณท่านเดี๋ยวนี้
“ขอโทษค่ะคุณผู้หญิง ต่อไปน้อยไม่ทำอีกแล้วค่ะ”
ป้าจวนรีบดึงตัวน้อยออกไปทันที คุณผู้หญิงของบ้านมองตามไม่พอใจ เอื้อมมือจะปิดประตูห้อง พลันได้ยินเสียงเหมือนกระจกแตกดังมาจากข้างใน เธอเดินเข้าไปดูเพื่อหาที่มาของเสียง ภายในห้องมีผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์และเตียงเอาไว้ฝุ่นจับเต็มไปหมด เธอเดินมาถึงหน้าต่าง เห็นเศษกระจกแตกเนื่องจากหน้าต่างถูกลมพัดกระแทกจนแตก พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดของศุภารมย์
ตอนนั้น ศุภิสราหยิบแจกันขึ้นมาด้วยท่าทางคุ้มคลั่ง ศุภารมย์ร้องห้ามเสียงลั่น แต่น้องสาวไม่ฟัง ฟาดแจกันแตกกระจาย เศษแจกันปนเลือดเปรอะไปทั่ว เสียงลมพัดของล้มทำให้ศุภารมย์ตื่นจากภวังค์ หันมองตามเสียง เห็นกรอบรูปล้มคว่ำอยู่บนโต๊ะข้างหน้าต่างที่เปิดเพราะแรงลม เธอหยิบมันขึ้นมาดู เห็นรูปถ่ายของศุภิสรา แม้เรื่องราวจะผ่านมาหลายปี แต่เมื่อใดที่ได้เห็นภาพน้องสาว ศุภารมย์อดหวาดหวั่นไม่ได้...
ศุภารมย์ต้องตัดไฟแต่ต้นลม จึงไล่น้อย เด็กรับใช้คนใหม่ที่เพิ่งมาอยู่ไม่ถึงเดือนออก ทรงพลปลอบว่าเด็กนั่นอาจจะไม่รู้อะไรก็ได้ เธอเสี่ยงไม่ได้รูรั่วนิดเดียวอาจทำให้เรือล่มได้ เขาไม่ขัดข้อง แล้วแต่เธอจะเห็นควร
ระหว่างที่คุยกันอยู่ ทรงพลเห็นอนันยชย่องผ่านหน้าห้องรับแขกไปที่บันไดขึ้นบ้าน ศุภารมย์เห็นสายตาของเขาก็หันขวับไปมอง เห็นหลังลูกชายไวๆ อนันยชยังไม่ทันจะขึ้นบันได ทิวัตถ์เดินสวนลงมาพอดี เห็นเขาสวมชุดเดียวกับเมื่อวาน ร้องทักว่าเพิ่งกลับหรือ อนันยชยกนิ้วแตะปากตัวเองเป็นทำนองให้เขาลดเสียงลง แล้วจะวิ่งขึ้นบันได แต่ศุภารมย์ร้องเรียกไว้เสียก่อน อนันยชรีบเข้ามากอดแม่ออดอ้อนทันที
“โธ่อย่าทำหน้าอย่างนี้สิแม่ นานๆผมได้เข้ากรุงเทพฯทีก็อยากจะขอเที่ยวหน่อย”
“อาทิตย์ละครั้ง ไม่ได้เรียกว่านานมั้ง” ศุภารมย์แดกดัน แล้วเหลือบไปเห็นแผลที่แก้มทิวัตถ์ก็ร้องทักทำไมใบหน้าถึงเป็นอย่างนั้น เขาโกหกว่ามีอุบัติเหตุนิดหน่อย มีมอเตอร์ไซค์ตัดหน้าก็เลยเบรกกะทันหัน ทรงพลอยากให้ลูกชายไปให้หมอตรวจเพื่อความชัวร์ เขายืนยันว่าไม่ได้เป็นอะไร
“แต่เราไม่เป็นปกติเหมือนคนอื่นนะวิน”
ทิวัตถ์หยุดกึก ก่อนจะทำเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร ขอตัวไปดูก่อนว่าเช้านี้ป้าจวนทำอะไรให้กิน ศุภารมย์รู้สึกผิดที่เผลอพูดอะไรไม่ระวัง ทรงพลเข้ามาโอบกอดปลอบใจ จังหวะนั้น ป้าจวนเข้ามาแจ้งว่าวาสนามาขอพบ ครู่ต่อมา ทรงพลและศุภารมย์มาที่ห้องรับแขก สักพักอนันยชกับทิวัตถ์ก็ตามเข้ามาไหว้ทักทาย วาสนารีบบอกเอาหน้าว่าที่มาวันนี้ก็เพื่อทิวัตถ์เพียงคนเดียว ศุภารมย์แปลกใจว่ามีอะไร
“จะมีอะไรล่ะแม่ ก็คงไม่พ้นพาลูกสาวคนโน้นคนนี้มาให้เจ้าวินดูตัวเหมือนเดิมนั่นแหละ”
วาสนารับรองว่าคนนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา หากทิวัตถ์ได้เห็นแล้วต้องชอบแน่ๆ เขาขอบคุณสำหรับความหวังดี แต่อย่าให้ผู้หญิงคนนั้นเสียเวลาจะดีกว่าตอนนี้เขายังไม่พร้อมจะมีใคร วาสนาไม่สนใจคำทัดทาน ถึงอย่างไรก็จะพาผู้หญิงคนนี้มาให้เขาดูให้ได้ ศุภารมย์ชักสงสัยว่าป้าของตนจะมาไม้ไหนอีก
ooooooo
ลิลินรีบเปิดดูเอกสารและประวัติของบุญช่วยที่ปรมัตถ์เอามาให้ด้วยความตื่นเต้น อดแปลกใจไม่ได้ทำไมมีแฟ้มคดีอยู่ในนี้ด้วย เขาอธิบายว่าบุญช่วยติดคุกข้อหาสมรู้ร่วมคิดกันฆ่าผู้อื่น แต่ได้ข่าวว่าแกพ้นโทษเมื่อเดือนที่แล้ว ลิลินอยากรู้ว่าตอนนี้บุญช่วยอยู่ที่ไหน ปรมัตถ์เองก็ไม่รู้เหมือนกัน
“ที่ผ่านมา คนที่พ้นโทษส่วนใหญ่ก็มักจะกลับไปที่บ้านเกิดตัวเอง”
ปรมัตถ์เห็นแววตามุ่งมั่นของลิลินแล้ว อดเป็นห่วงไม่ได้ ขอร้องให้เธอปล่อยวาง ไม่มีประโยชน์ที่จะรื้อฟื้นอดีต เธอปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า ปรมัตถ์รู้เท่าทันว่าเธอต้องการพิสูจน์ว่าพ่อของเธอบริสุทธิ์ แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว เขาอ่านสำนวนคดีแล้ว ทั้งพยานแวดล้อมและพยานบุคคลต่างชี้ไปทางเดียวกันว่าพ่อของเธอเป็นคนทำ ปรมัตถ์ไม่เข้าใจทำไมเธอถึงยังเชื่อว่าท่านไม่ได้ทำ
“พ่อลินไม่เคยโกหก ลินรู้ว่าเหตุผลแค่นี้มันน้อยเกินไป แต่ยังไงลินก็เชื่อว่าพ่อลินไม่ได้เป็นฆาตกร”
เขาไม่อยากทะเลาะด้วยจึงไม่พูดอะไรอีก ระหว่างนั้น ครูใหญ่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า โทร.มาขอให้ลิลินช่วยซื้อยาเข้าไปให้ เธอจึงชวนปรมัตถ์ไปด้วยกัน เขาต้องขอผ่าน พอดีมีธุระ ลิลินพยักหน้ารับรู้ แล้วขยับจะไป ปรมัตถ์คว้ามือเธอไว้แต่พอเห็นสายตาที่จ้องเขม็งของเธอ จำต้องรีบปล่อย
“ตอนนี้มัตทำตามสัญญาแล้ว ลินล่ะ ลินเคยสัญญากับมัตว่าลินจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เมื่อไหร่ล่ะลิน”
หญิงสาวได้แต่ยืนนิ่ง ไม่ยอมตอบคำถาม...
ในเวลาเดียวกัน ที่บริษัทเอสพีคอนสตรัคชั่น ทิวัตถ์เห็นอนันยชเอาแต่นั่งหาว คิดว่าอยู่กับลิลินทั้งคืน เตือนว่าอย่าไปยุ่งกับผู้หญิงกลางคืนพวกนั้นให้มากนัก เกิดผิดพลาดขึ้นมาคนที่น่าสงสารไม่ใช่เขาแต่จะเป็นผู้หญิงนั่น เพราะแม่ของเขาคงไม่ยอมรับผู้หญิงที่มีอาชีพอย่างนั้น อนันยชยังไม่ทันจะว่าอะไร มีเสียงมือถือของทิวัตถ์ดังขึ้นเสียก่อน เห็นหน้าเครียดๆของญาติผู้น้องก็รู้ทันทีว่าใครโทร.มา
“ฉันว่าแกห่วงเรื่องแฟนเก่าแกก่อนที่จะห่วงฉันจะดีกว่า” อนันยชตบไหล่ทิวัตถ์เบาๆก่อนจะเดินจากไป
สิตากำลังเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้ากลางกรุงเทพฯ ขอร้องให้ทิวัตถ์มาหา เขาปฏิเสธทันทีว่าไปไม่ได้ เธอแกล้งขู่ ถ้าไม่มา เขาอาจจะไม่ได้เจอเธออีกเลย ทิวัตถ์ตกใจคิดว่าเธอจะฆ่าตัวตาย ผลุนผลันออกจากห้องทำงาน คฑาวุธหน้าห้องจอมสอดรู้สอดเห็นของทิวัตถ์รีบถามว่าจะไปไหน เผื่อท่านประธานถามเขาจะได้ตอบได้ถูก ทิวัตถ์ได้แต่บอกว่าจะออกไปไม่นาน คฑาวุธรอจนเขา ลับสายตารีบหยิบมือถือขึ้นมาโทร....
ช่างบังเอิญอย่างเหลือเชื่อที่ลิลินมาซื้อยาให้ครูใหญ่ในห้างฯเดียวกับที่ทิวัตถ์มา เธอเห็นเขาเดินอย่างรีบร้อนผ่านหน้าไปโดยไม่ทันเห็นเธอ คิดจะแก้เผ็ดที่โดนรังแกเมื่อคืน รีบสะกดรอยตาม
ทิวัตถ์มาถึงร้านอาหารตามที่สิตาว่า กลับเห็นเธอนั่งจิบไวน์อย่างสบายอารมณ์ รู้ทันทีว่าถูกหลอกเคืองมากที่เธอให้เขาเข้ากรุงเทพฯด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เธอพยายามรื้อฟื้นความหลังเมื่อครั้งยังรักกันหวานชื่น เขาขอร้องอย่าพูดเรื่องเก่าๆอีกเลย ในเมื่อเรื่องของเรามันเป็นอดีตไปแล้ว สิตาคร่ำครวญว่ายังรักเขาอยู่
“ถ้าตารักผม ตาคงไม่ทิ้งผมไปหรอก...ขอโทษนะตา ผมต้องกลับแล้ว” ทิวัตถ์พูดจบ จ้ำพรวดๆออกจากร้าน โดยมีสิตาไล่ตามติด พร้อมกับตะโกนเรียกให้เขารอด้วย ลิลินเห็นท่าทางแล้ว ฟันธงว่าทั้งคู่เป็นแฟนกัน รีบสาวเท้าตามไปอีกทอดหนึ่งจนทันกันที่ลานจอดรถ ตรงเข้าไปคล้องแขนทิวัตถ์ เรียกเขาว่าที่รัก แสดงตัวว่าเป็นแฟนของเขายั่วสิตาสุดฤทธิ์ เธอโกรธตัวสั่น กระชากลิลินมาตบ ทิวัตถ์ตกใจรีบเข้าไปห้าม
แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ สิตาจะเข้าไปตบซ้ำ เขาต้องดึงตัวไว้ ลิลินยังกวนประสาทไม่เลิก สิตาแค้นมากกรีดร้องห้างฯแทบแตก ทิวัตถ์เห็นท่าไม่ดี ผลักเธอเข้าไปในรถตัวเอง รีบวิ่งไปนั่งประจำที่คนขับ ก่อนจะมองหน้าลิลินด้วยสายตาเอาเรื่อง แล้วเร่งเครื่องออกไปอย่างรวดเร็ว ลิลินมองตามอย่างสะใจ...
ดึกวันเดียวกัน หลังกลับจากร้องเพลงเป็นวันสุดท้าย ลิลินโทร.ไปขอลาออก วางสายไม่นาน ครูใหญ่ก็โทร.มาตามให้เธอไปพบ มีของจะให้ เธอพยายามถามว่าของอะไร แต่ท่านไม่ยอมบอก
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น ที่บริษัท เอสพี คอนสตรัคชั่น ขณะทรงพลกำลังคุยกับกานดาเลขาฯหน้าห้องตัวเองถึงของขวัญวันเกิดที่เตรียมไว้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดคืนนี้ มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากหน้าห้องทำงานของทิวัตถ์ ทั้งคู่รีบออกไปดู เห็นสิตากำลังอาละวาดใส่พนักงานที่ไม่ยอมบอกว่าทิวัตถ์อยู่ไหน
“พอได้แล้ว สิตา ที่นี่ไม่ใช่บริษัทของพ่อเธอที่เธอคิดจะทำอะไรก็ได้”
สิตาหาว่าทรงพลเข้าข้างพนักงานของตัวเอง เขาพยายามขอร้องอย่างใจเย็นให้เธอกลับไป แต่เธอยืนกรานจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าจะมีคนบอกว่าทิวัตถ์อยู่ไหน ทรงพลตัดรำคาญเชิญเธอรอตามสบายเพราะคงไม่มีใครบอกว่าลูกชายของตนอยู่ที่ไหน แล้วเดินออกไปกับกานดา สิตามองตามเจ็บใจที่เขาไม่สนใจไยดี...
หลังจากคุยเรื่องคดีกับลูกความเรียบร้อย ปรมัตถ์เหลือบไปเห็นร้านขายเพชร ตัดสินใจเข้าไปดูแหวนเพชรวงสวย พลันคำพูดทวงสัญญาของตัวเองที่พูดกับลิลินเมื่อคืนผุดขึ้นมาในความคิดของเขา
“ตอนนี้มัตทำตามสัญญาแล้ว ลินล่ะ ลินเคยสัญญากับมัตว่าลินจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เมื่อไหร่ล่ะลิน”...
ด้านลิลินแวะไปรับของที่ครูใหญ่จะมอบให้ ปรากฏว่าเป็นกล่องไม้ใบย่อมใบหนึ่ง
“นี่คือสิ่งที่พ่อของเธอฝากครูเอาไว้ พ่อเธอสั่งให้ครูให้เธอเมื่อเห็นว่าถึงเวลาที่เหมาะสม”
“ทำไมครูถึงให้หนูตอนนี้คะ”
“เมื่อวานครูเห็นแววตาของเธอ ครูก็รู้ว่า ตอนนี้เธอคงจะเจอในสิ่งที่เธอตามหาแล้วใช่ไหม”...
ปรมัตถ์อุตส่าห์ซื้อแหวนเพชรจะมอบให้ลิลินเป็นเซอร์ไพรส์ กลับต้องเจอเซอร์ไพรส์เสียเองเมื่อมาถึงผับที่เธอทำงาน พบว่าเธอลาออกไปแล้ว เขารีบโทร.หา ลิลินกำลังอยู่บนรถทัวร์ เห็นเบอร์ของเขาโชว์หน้าจอตัดสินใจตัดสายทิ้ง มองกล่องไม้ของพ่อที่อยู่บนตัก ก่อนจะเปิดดู เห็นสร้อยดอกลีลาวดีกับรูปถ่าย อดคิดถึงเรื่องราวในอดีตไม่ได้ ตอนนั้นลิลินแค่ 9 ขวบ เห็นตำรวจกำลังฉุดกระชากลากถูพ่อตัวเอง
โดยมีบุญช่วยและเธอยืนตะโกนให้ปล่อยเขาไปแต่ตำรวจไม่ฟัง ลิลินจะวิ่งตามพ่อ ตำรวจมาขวางไว้ดันให้ถอยหลังจนเด็กน้อยล้มลง พ่อของเธอยังคงตะโกนบอกว่าท่านไม่ฆ่าใคร ซ้ำๆอยู่อย่างนั้น
ลิลินหยิบรูปถ่ายของพ่อที่กำลังอุ้มเธอในวัย 9 ขวบขึ้นมาดู “พ่อ หนูจะทวงความยุติธรรมให้กับพ่อ”
ooooooo
บ้านของทรงพลถูกตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดให้กับท่านผู้ว่าฯ แขกเหรื่อเริ่มทยอยเข้างานไม่ขาดสาย ล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญในจังหวัด ด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างท่านผู้ว่าฯ และทรงพล ทำให้แขกบางคนริษยานินทาว่าร้ายเขาต่างๆ นานา ได้ยินถึงหูทรงพลและศุภารมย์ที่ยืนอยู่ไม่ห่าง
“คนพวกนั้นไม่มีค่าพอที่เราจะไปพูดอะไรหรอกค่ะ” ศุภารมย์ปลอบ
ทั้งคู่เลิกสนใจคำนินทาทันทีเมื่อเห็นท่านผู้ว่าฯ และภริยาก้าวเข้ามาในงาน
อีกมุมหนึ่งบริเวณซุ้มอาหาร ทิวัตถ์กำลังช่วยดูแลแขกเรื่องอาหารการกิน เห็นศักดิ์สิทธิ์เดินเข้ามา ก็ร้องทัก นึกว่าจะไม่มางานนี้แล้ว เขาไม่มาไม่ได้ เป็นห่วงยายเฟื่องเชฟใหญ่ของตัวเอง แล้วหันไปมองเธอที่กำลังทำหอยทอดกระทะร้อนด้วยท่าทางงกๆเงิ่นๆเนื่องจากแก่มากแล้ว ทิวัตถ์แนะให้เขารับสมัครเชฟคนใหม่
“โอ๊ย อยากได้ใจจะขาด แต่จะทำไงวะ ยายเฟื่องแกเป็นคนเก่าคนแก่ตั้งแต่ตอนที่พ่อฉันก่อตั้งโรงแรม แล้วพ่อฉันยังกำชับให้ดูแลแกให้ดีอีก” ศักดิ์สิทธิ์มองยายเฟื่องแล้วอดกลุ้มใจไม่ได้ อนันยชถือแก้วไวน์เข้ามาชวนสองหนุ่มออกไปหาอะไรสนุกๆทำกันดีกว่า ทิวัตถ์ส่ายหน้า
“แล้วนายก็อย่าไปเลย วันนี้มีแต่แขกผู้ใหญ่ทั้งนั้น ถ้าเกิดแม่ต่ายรู้ว่านายไม่อยู่มันจะไม่ดีนะ”
“มีแกอยู่ทั้งคนเขาจะถามหาฉันทำไม ถ้างั้นใครถามว่าฉันไปไหนก็บอกไม่รู้แล้วกัน” อนันยชกระดกไวน์หมดแก้วแล้วเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี งานเลี้ยงฉลองวันเกิดท่านผู้ว่าฯดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งเสี่ยหาญปรากฏตัวขึ้นพร้อมด้วยกฤษดาและสิตา ลูกๆของเขาทั้งๆที่ไม่รับเชิญ เขาคอยพูดแขวะทรงพลอยู่ตลอด จนเกือบจะมีเรื่องกัน ท่านผู้ว่าฯต้องเข้ามาไกล่เกลี่ยว่าคนกันเองทั้งนั้น ต่างเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ในจังหวัดด้วยกันทั้งคู่ เพื่อความราบรื่นของงานเลี้ยง ทรงพลกับศุภารมย์จำต้องญาติดีกับพวกเสี่ยหาญ...
ขณะที่เสี่ยหาญถือวิสาสะบุกงานเลี้ยงบ้านทรงพลโดยไม่ได้รับเชิญ ลิลินลงจากรถทัวร์ก็ว่าจ้างรถรับจ้างให้ไปส่งโรงแรมที่อยู่ในตัวเมือง โดยไม่เอะใจว่าคนขับรถรับจ้างมีแผนร้ายแอบแฝงอยู่...
ด้านศักดิ์สิทธิ์เห็นบริกรยกหอยทอดกระทะร้อนที่แขกไม่ยอมแตะผ่านหน้าไปก็กลุ้มใจมาก บ่นให้ทิวัตถ์ฟังว่าขืนเป็นแบบนี้ มีหวังชื่อเสียงโรงแรมของตนต้องป่นปี้แน่ แล้วเหลือบเห็นสิตาตรงรี่เข้ามา รีบสะกิดให้เพื่อนรู้ตัว ทิวัตถ์วานเขาถ่วงเวลาเธอไว้ แล้ววิ่งหนี สิตาจะวิ่งตาม ศักดิ์สิทธิ์ช่วยขวางเต็มที่แต่ไม่สำเร็จ
ทิวัตถ์มายืนพักเหนื่อยอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้าน เผลอเงยหน้ามองไปที่ห้องซึ่งแม่ของเขาตกลงมา รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น แต่ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นแม่ยืนหลบๆอยู่หลังต้นไม้ เขาพยายามเพ่งมองให้แน่ใจว่าเป็นท่านจริงๆ แต่ท่านกลับเดินหนี ทิวัตถ์จะเดินตามอยู่ๆ
สิตาโผล่พรวดมาขวางไว้ เขาสะดุ้งเฮือกร้องลั่น
“วิน เป็นอะไรคะ ทำไมเจอตาต้องตกใจด้วยหรือ”
“เอ่อเปล่าหรอก เมื่อครู่นี้ตาเห็นใครผ่านมาแถวนี้ไหม”
สิตาส่ายหน้าแทนคำตอบ ยิ่งทำให้ทิวัตถ์งุนงงสงสัยกับสิ่งที่ตัวเองเห็น
ooooooo
คนขับรถรับจ้างคิดไม่ซื่อ ขับรถออกนอกเส้นทาง พอถึงที่เปลี่ยวทำทีว่ารถเสีย ลงไปเปิดกระโปรงรถดู ทันใดนั้น เขาพุ่งมาที่ประตูรถด้านที่ลิลินนั่ง แต่เธอรอท่าอยู่ก่อนแล้วเปิดประตูกระแทกจนล้มกลิ้ง ยังไม่ทันจะลุกขึ้นก็เจอเธอเล็งปืนใส่ เขาถึงกับจ๋อยสนิท เธอไล่ตะเพิดเขาไปไกลๆถ้าไม่อยากกินลูกปืนแทนข้าว
ลิลินเดินไปยังฝั่งที่นั่งคนขับเพื่อจะสตาร์ตรถ แต่ไอ้จอมหื่นนั่นดันเอากุญแจติดไปด้วย เธอถึงกับเซ็ง...
ระหว่างที่ลิลินต้องค้างเติ่งอยู่บนถนนเปลี่ยว
เสี่ยหาญกับกฤษดาป่วนงานเลี้ยงไม่เลิก ขุดคุ้ยเรื่องการตายของศุภิสราขึ้นมาพูด ก่อนจะทะเลาะกันใหญ่โต วาสนาพาวรรณิตเข้ามาเสียก่อน ทุกคนต่างตะลึงเมื่อเห็นใบหน้าที่เหมือนศุภิสราของเธอชัดๆ วรรณิตยกมือไหว้ขอโทษทิวัตถ์ที่ทำให้ตกใจ เขามองเธออย่างงงๆ
“ที่สวนด้านหลังน่ะค่ะ ณิตกลัวคุณวินจะตกใจ ก็เลยยังไม่อยากเจอคุณวินตอนนั้น”
ทิวัตถ์ถึงบางอ้อทันที ผู้หญิงที่เขาคิดว่าเป็นแม่เมื่อครู่นี้คือเธอคนนี้นี่เอง ด้วยความที่วรรณิตเหมือน ศุภิสราราวกับแกะ ทำให้อาการปวดหัวของทิวัตถ์กำเริบ ท่านผู้ว่าฯยังงงไม่หายว่าเกิดอะไรขึ้น
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็แค่แม่หนูนี่หน้าเหมือนกับแม่ของคุณทิวัตถ์ราวกับเป็นคนคนเดียวกัน”
ยิ่งมีคนพูดถึงแม่ อาการปวดหัวของทิวัตถ์ยิ่งรุนแรงขึ้น ภาพของแม่ในอดีตผุดขึ้นมาในหัวของเขาเป็นชุด สิตาไม่พอใจที่วาสนาพาผู้หญิงมาให้ทิวัตถ์ดูตัวก็ต่อว่าแรงๆ ทิวัตถ์ปวดหัวหนักทนต่อไปไม่ไหว ต้องเดินหนี สิตาจะตาม เขาขอร้องว่าอยากอยู่คนเดียว แล้ววิ่งไปขึ้นรถ ขับออกไปอย่างรวดเร็ว...
ทรงพลกับศุภารมย์พาวาสนาและวรรณิตไปคุยกันเป็นการส่วนตัวที่ห้องทำงานของทรงพล ศุภารมย์ต่อว่าวาสนาว่าทำอย่างนี้ทำไม ผู้หญิงคนนี้เหมือนศุภิสราเกินไป เธอก็รู้ว่าพวกเราผ่านอะไรมาโดยเฉพาะทิวัตถ์
“ก็ใช่ไง เพราะฉันรู้ไงว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เลยคิดว่าบางทีพวกเธออาจต้องการแก้ไขสิ่งที่ผิดในอดีตที่ทำไว้กับแม่ต้อยของฉันไง”
ทรงพลขอร้องให้วรรณิตออกไปรอข้างนอกก่อน พวกตนจะขอคุยกันเป็นการส่วนตัว...
ลิลินเดินมาตามถนนที่เปลี่ยวและมืด ได้ยินเสียงรถแล่นมาจากด้านหลัง รีบเอาผ้าพันคอออกมาโบก
ให้สัญญาณจะขอติดรถไปด้วย ทิวัตถ์ขับรถมาด้วยความเร็วสูงละสายตามองมือถือที่มีสายเรียกเข้า เห็นเป็นเบอร์ของสิตาก็เลยไม่สนใจ พอกลับไปมองที่ถนนอีกทีถึงได้รู้ว่ารถตัวเองแล่นกินทางไปในเลนรถสวน
เขาหักพวงมาลัยกะทันหัน รถเสียหลักพุ่งเข้าหาลิลินที่เดินอยู่ข้างทาง เธอทิ้งทุกอย่างแล้วโดดหลบ หัวกระแทกพื้นหมดสติ ทิวัตถ์รีบจอดรถลงไปดู ด้วยความตกใจทำให้อาการปวดหัวมลายไปสิ้น เขาพลิกตัวคนเจ็บขึ้นมาดู ถึงกับชะงัก ครู่ต่อมาลิลินถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แม้อาการบาดเจ็บของเธอจะไม่หนักหนาแค่คิ้วแตก แต่ทิวัตถ์ก็ไม่วางใจ หมอเจ้าของไข้จึงแนะให้รอดูอาการที่โรงพยาบาลสักวันสองวันก่อน
ทันทีที่ลิลินรู้สึกตัว เป็นห่วงกระเป๋าตัวเองมากเปิดประตูห้องฉุกเฉินออกมาถามหา เหลือบเห็นมันวางอยู่ที่ม้านั่งหน้าห้องจัดแจงจะไปหยิบ ทิวัตถ์ซึ่งกำลังยืนคุยอยู่กับหมอเข้าไปคว้ากระเป๋าไว้ได้ก่อน เธอขอคืน เขาจะให้ก็ต่อเมื่อแน่ใจแล้วว่าเธอไม่เป็นอะไร แล้วหันไปทางหมอ
“หมอครับ สองวันน่าจะเห็นอาการใช่ไหมครับ”
หมอพยักหน้ารับคำ ขณะที่ลิลินไม่ค่อยจะชอบ
ใจนักเนื่องจากตัวเองไม่ได้เป็นอะไร...
หน้าตาที่เหมือนศุภิสราไม่มีผิดเพี้ยน ทำให้ป้าจวนตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นวรรณิตนั่งอยู่ที่ห้องรับแขกนึกว่าเห็นผี เธอต้องอธิบายว่าเป็นคนไม่ใช่ผี แล้วแนะนำตัวว่าชื่อวรรณิต มากับวาสนา จังหวะนั้นมีเสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น ป้าจวนรีบไปรับสาย ต้องตกใจรอบสองเมื่อรู้ข่าวทิวัตถ์ประสบอุบัติเหตุรถชน...
ทางด้านศุภารมย์ยื่นคำขาดให้วาสนาพาวรรณิต
กลับไปแล้วอย่าพามาที่นี่อีก เธอต่อรอง น่าจะรอถาม ทิวัตถ์ดูก่อน บางทีเขาอาจจะชอบวรรณิตก็ได้ ศุภารมย์ไม่คิดว่าจะมีผู้ชายคนไหนชอบผู้หญิงหน้าตาเหมือนแม่ตัวเอง และที่สำคัญถ้าเขาชอบวรรณิตจริงๆคงไม่เดินหนีไปอย่างนั้น ยังไม่ทันจะเจรจาความเสร็จ ป้าจวนหน้าตาตื่นเข้ามารายงานเสียก่อนว่า คุณวินรถชน
ooooooo
ด้วยความอคติ ทิวัตถ์กล่าวหาว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ อาจจะแผนของลิลินก็ได้ เธอด่าสวนทันทีว่าเขาช่างเป็นผู้ชายที่น่ารังเกียจที่สุดที่คิดอะไรได้อุบาทว์มาก เขายอกย้อนว่าผู้หญิงที่ลงทุนหอบกระเป๋าตามผู้ชาย น่ารังเกียจกว่า แล้วคาดคั้นให้เธอบอกว่าตามญาติผู้พี่ของตนทำไม ลิลินงง เขาพูดเรื่องบ้าบออะไรกัน
ทิวัตถ์เข้าไปใกล้ๆลิลินเพื่อเค้นเอาความจริง แต่พยาบาลเข้ามาในห้องพักฟื้นเสียก่อน เขาจึงต้องถอยออกห่าง แล้วฝากให้พยาบาลช่วยดูแลคนเจ็บอย่างใกล้ชิด หากเธอออกจากห้องนี้เมื่อไหร่ให้โทร.บอกเขาด้วย ลิลินโกรธที่เขาทำราวกับเธอเป็นนักโทษ ทิวัตถ์ไม่สนใจ คว้ากระเป๋าของลิลินออกจากห้อง
ระหว่างเดินมาตามทาง ทิวัตถ์สงสัยทำไมลิลินถึงเป็นห่วงกระเป๋านัก หยิบมันขึ้นมาจะเปิดดู ทรงพลกับศุภารมย์เข้ามาหาเสียก่อน เขางงว่าท่านทั้งสองมาทำอะไรที่นี่ ได้ความว่าทางโรงพยาบาลโทร.ไปแจ้งว่าเขาถูกรถชน ทิวัตถ์ไม่อยากให้ทั้งคู่เป็นกังวล จึงโกหกว่าเป็นการเข้าใจผิด เขาปวดหัวก็เลยจอดรถนอนพักข้างทาง แต่ตอนนี้หายแล้ว แล้วถามถึงวาสนากับวรรณิต
“แม่บอกยายน้อยไปแล้วว่าต่อไปนี้ห้ามพาหนูวรรณิตมาที่บ้านเราอีก”
ทิวัตถ์รู้สึกเบาใจขึ้น ทรงพลและศุภารมย์เองก็เบาใจเช่นกันที่เขาไม่เป็นอะไร...
วาสนาไม่ยอมรามือ บอกให้วรรณิตรีบเข้านอนพรุ่งนี้จะพาไปหาทิวัตถ์แต่เช้า เธอไม่อยากไปเจอคนพวกนั้นอีกเพราะดูท่าก็รู้ว่าไม่ค่อยชอบเธอสักเท่าไหร่ วาสนายืนกราน หากเดินหน้าแล้วจะถอยอีกไม่ได้...
การปรากฏตัวของวรรณิตสร้างความหวาดหวั่นไปทั่ว ทรงพลเองก็ถูกผลกระทบด้วย อยู่ๆเกิดเจ็บแปลบแผลที่หน้าอกขึ้นมา แผลที่ถูกศุภิสราแทงด้วยปิ่นปักผมเพราะคุ้มคลั่งจากแรงหึงหวง
ooooooo
อนันยชเพิ่งกลับถึงบ้านในตอนเช้า ถึงได้รู้ว่าเมื่อคืนตนเองพลาดเหตุการณ์หลายอย่าง ทั้งเรื่องที่ทิวัตถ์อาการปวดหัวกำเริบจนรถเกือบคว่ำและเรื่องที่วาสนาพาสาวมาให้ทิวัตถ์ดูตัว ศุภารมย์ไม่อยากพูดถึงจึงพยายามเปลี่ยนเรื่อง ยิ่งทำให้เขาอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร สวยแค่ไหน เธอต้องปรามลูกให้หยุดพูด
“อะไรแม่...แม่กลัวอะไร หรือแม่กลัวว่าผมจะแย่งของน้อง” อนันยชอำแม่สนุกปาก แต่ทั้งทรงพลและ ศุภารมย์ไม่ขำด้วย ต่างมองหน้ากันอย่างเป็นกังวล...
เมื่อใดที่ศุภารมย์เข้ามาในห้องน้องสาว ภาพเก่าๆ
ในอดีตมักจะตามมาหลอกหลอน ครั้งนี้ก็เช่นกัน ภาพตอนที่ทะเลาะกับศุภิสราถึงขั้นลงไม้ลงมือผุดเข้ามาในความทรงจำของเธออีกครั้ง...
ที่บริษัท เอสพี คอนสตรัคชั่น ขณะทิวัตถ์เก็บรูปภาพของแม่ใส่ลิ้นชักโต๊ะทำงาน สิตาบุกเข้ามาในห้องจะมาขอโทษเรื่องที่พ่อของเธอพูดพาดพิงเรื่องแม่ของเขาต่อหน้าท่านผู้ว่าฯเมื่อคืนนี้ และอยากจะรู้ว่าเขาคิดอย่างไรกับผู้หญิงพวกนั้น ทั้งคนที่ออดอ้อนเขาที่กรุงเทพฯ และคนที่หน้าเหมือนแม่ของเขา
“ผมว่าเราเลิกพูดเรื่องนี้ดีกว่านะตา”
สิตาไม่ค่อยพอใจที่เขาเลี่ยงไม่ตอบคำถาม ทิวัตถ์มีงานต้องทำหลายอย่างจึงขอร้องให้เธอกลับไปก่อน เธอยังไม่ทันจะออกจากห้อง วาสนาพาวรรณิตเข้ามาเสียก่อน สิตาไม่พอใจที่วาสนามักจะพาผู้หญิงมาให้ทิวัตถ์ดูตัวบ่อยๆเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงพูดจาดูถูกวรรณิตต่างๆนานา พอถูกด่าว่ากลับก็ปรี๊ดแตก จิกผมวรรณิตมาตบซ้าย
ตบขวาไม่ยั้ง วาสนาเข้าไปช่วยก็ถูกเธอเหวี่ยงกระเด็น ทิวัตถ์จะเข้าไปห้าม อนันยชเข้ามาเสียก่อน เขาจึงขอให้ช่วยจัดการสิตาให้ อนันยชจะอุ้มเธอออกจากห้อง แต่เธอดิ้นสุดฤทธิ์ไม่ยอมไป
“ถ้าคุณยังไม่หยุด ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องมาเจอผมอีก” ทิวัตถ์ประกาศกร้าว
เจอไม้นี้เข้าไป สิตาหยุดบ้าได้ คว้ากระเป๋าเดินกระแทกเท้าจากไป อนันยชรีบเข้าไปดูวรรณิต พอเห็นหน้าเธอชัดๆ ถึงกับตะลึงที่หน้าตาเหมือนศุภิสราไม่มีผิดเพี้ยน ทิวัตถ์ขอร้องให้วาสนากลับไปก่อน วรรณิตเห็นเขางานยุ่งก็ไม่อยากรบกวนชวนวาสนากลับ ทันทีที่ทั้งคู่ลับสายตา อนันยชซักว่าผู้หญิงที่มากับวาสนาเป็นใคร พอรู้ว่าเป็นผู้หญิงที่วาสนาพาไปให้ดูตัวเมื่อคืน เขาแต่งเรื่องว่าลืมเอกสารไว้ที่ห้อง แล้ววิ่งตามวาสนากับ วรรณิตทันกันที่หน้าบริษัท ขอโทษแทนทิวัตถ์สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น
“โอ๊ย ไม่ต้องหรอก ไม่ใช่ความผิดของพ่อวินสักหน่อย แม่นั่นต่างหากที่ต้องมาขอโทษยาย”
“ถ้าอย่างนั้นให้ผมไปส่งแล้วกัน”
วาสนาอดแปลกใจไม่ได้ที่อยู่ๆอนันยชมาทำดีด้วยทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน...
ลิลินไม่ยอมให้ถูกกักตัว แอบหนีออกไปจนได้ พยาบาลรีบโทร.แจ้งทิวัตถ์ว่าคนเจ็บหายตัวไป เขาร้อนใจมากรีบตรงไปที่โรงพยาบาลเพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้ความอะไร ไม่มีใครพบเห็นลิลิน
ทิวัตถ์กลับไปที่รถตัวเองอย่างหงุดหงิด เปิดฝากระโปรงท้ายหยิบกระเป๋าของลิลินออกมา ยังไม่ทันจะเปิดดู เจ้าของกระเป๋าย่องมาทางด้านหลังใช้ไม้ฟาดเขาสลบเหมือดแล้วแย่งกระเป๋าคืน...
ที่ออฟฟิศของทรงพล ขณะกานดากำลังใช้ทิชชูซับเครื่องดื่มโสมที่หกเลอะเทอะให้ทรงพล ศุภารมย์เข้ามาในห้องพอดี ทั้งคู่ต่างชะงัก ก่อนจะผละจากกัน เธอไม่ค่อยพอใจนักเพราะรู้ดีว่ากานดามีใจให้สามีของเธอมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ยังตีสีหน้าเรียบเฉย
หลังจากคุยธุระกันเสร็จ ทรงพลกับศุภารมย์เดินมาที่ลานจอดรถ กฤษดากับสิตาเข้ามาขวางไว้ กล่าวหาว่าวาสนากับวรรณิตช่วยกันรุมทำร้ายสิตาเมื่อเช้า ทรงพลกับศุภารมย์อึ้งไปที่วาสนายังกล้าพาวรรณิตไปหาทิวัตถ์ถึงที่ทำงานทั้งๆที่ถูกห้าม ศุภารมย์ขอบใจที่มาบอก แล้วจะเดินไปขึ้นรถ สิตาขวางไว้
“เดี๋ยวก่อน แล้วคุณจะรับผิดชอบยังไง”
นอกจากจะไม่ได้อะไรจากการมาป่วนครั้งนี้ สองพี่น้องยังถูกศุภารมย์ตอกหน้าหงาย สิตาเจ็บใจ หันไปเล่นงานพี่ชายตัวเอง ไหนบอกว่าจะจัดการพวกมันได้กลับโดนมันเล่นงานเสียเอง...
ทิวัตถ์แค้นใจมากเมื่อฟื้นขึ้นมาพบว่าลิลินเอากระเป๋าคืนไปแล้ว แถมเสียบโน้ตไว้กับที่ปัดน้ำฝนหน้ารถ
“คนอย่างนายสมควรแล้วที่โดนอย่างนี้”...
ทางฝ่ายลิลินลากกระเป๋าเข้าไปเช็กอินที่โรงแรมรอยัลเพิร์ลของศักดิ์สิทธิ์ เห็นป้ายรับสมัครนักร้องติดอยู่ที่บอร์ดก็สนใจขึ้นมาทันที...
วาสนาพอจะมองออกว่าอนันยชสนใจวรรณิตเป็นพิเศษ แต่ไม่วายกีดกัน เพราะต้องการให้วรรณิตจับคู่กับทิวัตถ์ แล้วฝากขนมเสน่ห์จันทร์ไปให้ทิวัตถ์ด้วย เมื่อเช้าไม่ทันได้ให้เพราะหมาที่เฝ้าห้องเขาดุ อนันยชเห็นขนมก็ชะงัก เพราะเคยมีความหลังกับขนมชนิดนี้ร่วมกับศุภิสรา...
ขณะที่อนันยชแสดงออกอย่างชัดแจ้งว่าชื่นชอบวรรณิต ลิลินไปที่ห้องของศักดิ์สิทธิ์เพื่อจะสมัครงาน ที่นั่นเธอได้เจอกับวิชนีซึ่งมาสมัครงานเช่นกัน เพียงแต่วิชนีสมัครตำแหน่งเชฟ ส่วนเธอสมัครเป็นนักร้อง ด้วยความเป็นคนโผงผางวิชนีเห็นศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งมาถึง แซงคิวจะเข้าไปหาเจ้าของโรงแรมในห้องทำงาน ก็โวยวายเสียงลั่นว่ามาทีหลังก็ต้องต่อคิว พอรู้ว่าเขาคือเจ้าของโรงแรมตัวจริงเสียงจริง วิชนีถึงกับจ๋อย...
ทางด้านอนันยชเห็นขนมเสน่ห์จันทร์แล้วอดใจไม่ไหว พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดของเขา ตอนนั้นศุภิสราจงใจยั่วยวนเขาด้วยขนมชนิดนี้ เขาจอดรถข้างทางหยิบขนมเสน่ห์จันทร์ที่วาสนาฝากไปให้ทิวัตถ์ขึ้นมาใส่ปากเคี้ยวช้าๆ หลับตาพริ้มมีความสุขสุดๆพร้อมกับนึกถึงศุภิสราไปด้วย
อนันยชไม่สนใจเสียงสายเรียกเข้าจากทิวัตถ์ซึ่งเป็นกังวลที่เขาไม่รับสาย ด้วยเกรงว่าเขาจะอยู่กับลิลิน ทิวัตถ์รีบโทร.ถามศักดิ์สิทธิ์ว่าอนันยชอยู่ด้วยหรือเปล่า เขาโกหกว่าอยู่ด้วยกันที่โรงแรมของเขา เพราะอยากให้ทิวัตถ์ช่วยวิจารณ์นักร้องคนใหม่ ถ้าเพื่อนให้ผ่าน เขาจะรับเข้าทำงานทันที เพราะถ้าคนตายด้านอย่างทิวัตถ์ชอบ ผู้ชายทั้งโลกก็ต้องชอบ ทิวัตถ์ถึงกับอึ้งเมื่อนักร้องคนที่ศักดิ์สิทธิ์ว่าก็คือลิลินนั่นเอง
ooooooo










