สมาชิก

พรมแดนหัวใจ

ตอนที่ 4

เอื้องถูกจับเข้าห้องขังเพราะจำนนด้วยหลักฐาน จีรณะบอกว่าตนคงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว คนทำผิดก็ต้องชดใช้กรรมที่ตัวเองก่อ

“แล้วใครจะชดใช้กรรมที่ทำกับเอื้องล่ะคุณจี เอื้องถูกพ่อแม่ส่งตัวมาให้แม่เลี้ยงโขกสับสารพัด เพื่อขัดดอกเบี้ยเงินกู้ เอื้องต้องพลัดพรากจากพ่อแม่พี่น้องมาตั้งแต่เด็กๆ เอื้องทำไปเพราะต้องการแก้แค้นแม่เลี้ยงแค่นั้นเอง”

ดาบม้วนบอกว่าเอื้องสารภาพเรื่องลักทรัพย์แต่เรื่องถูกข่มขืนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โสภิตจึงเข้าหว่านล้อมแกมขู่เอื้องว่าให้พูดความจริงมา ยศข่มขืนเธอจริงหรือถ้ายอมว่าแจ้งความเท็จ ตนจะดูแลเรื่องคดีให้เธอเอง เธอก็จะได้กลับบ้าน ถามขู่ว่า

“พูดความจริงเลยเอื้อง เธอถูกนายยศข่มขืนจริงๆรึเปล่า ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น ฉันจะหาทนายมาช่วยเธอเอง”

พอเห็นเอื้องลังเล โสภิตอ่อย “ถ้าเธอรับว่าเธอกับพี่ยศได้เสียกันด้วยความยินยอมพร้อมใจ ฉันจะยกหนี้สินให้พ่อแม่เธอทั้งหมด ให้ค่าทำขวัญเธอเป็นทุนไปทำมาหากินที่บ้าน ถ้าเธอท้องกับพี่ยศ ฉันจะรับผิดชอบทุกอย่าง แต่ถ้าเธอยังยืนยันจะดำเนินคดีกับพี่ยศ เราก็ไปว่ากันในศาล ตามพยานหลักฐานที่มี”

ปรากฏว่าเอื้องกลับคำให้การ จีรณะเสียความรู้สึก ผิดหวังมากที่อำนาจเงินก็ซื้อได้ทุกอย่างจริงๆ!

ฝ่ายบัวหอมที่ระยะหลังร่ำรวยอู้ฟู่ทองหยองเต็มตัวบอกว่าทำธุรกิจขายหุ้นน้ำมันจนตัวเองได้รางวัลนักขายระดับมงกุฎเพชร บัวหอมมาชักชวนชาวบ้านให้ซื้อหุ้นน้ำมันกันมากมาย แต่ไม่นานก็ถูกโกงกันหมดเนื้อหมดตัวไปตามกัน

ชาวบ้านโกรธแค้นบัวหอมจะรุมทำร้าย จีรณะต้องขอร้องชาวบ้านว่า

“อย่าครับน้าๆ น้าบัวหอมก็ถูกหลอกเหมือนกัน” ชาวบ้านที่หมดตัวพากันร้องไห้ฟูมฟาย จนจีรณะต้องบอกให้หยุดได้แล้ว ขอให้ทุกคน “ตั้งสติกันดีๆ มาช่วยกันคิดดีกว่า ไอ้หุ้นอุบาทว์อะไรนี่มาถึงบ้านเราได้ยังไง”

ooooooo

ในขณะที่ชาวบ้านร้องไห้ที่ถูกหลอกสูญเสียหมดทุกอย่างนั้น ที่คุ้มแม่เลี้ยง บรรยากาศสดชื่นอย่างไม่เคยมีมาก่อนเพราะพีรพงษ์เอาเงินมาประเคนให้มากมาย

พีรพงษ์บอกว่าตนแค่เอาเงินจากพวกโง่ๆ มาคืนเท่า นั้น โสภิตเข้ามาถามแม่เลี้ยงเกี่ยวกับสัญญาเห็นเงินมาก

มายถามแม่ว่าเงินอะไร แม่เลี้ยงปดว่าพีรพงษ์ขายที่ที่กรุงเทพฯ ที่แม่ฝากขายไว้นานแล้ว เดี๋ยวให้เอาไปเข้าแบงก์บอกให้พีรพงษ์ขับรถไปส่งเพื่อความปลอดภัย

พอพีรพงษ์ขอตัวไปเอารถมารับ โสภิตถามว่าทำไมต้องยัดเยียดตนให้พีรพงษ์ด้วย แม่เลี้ยงย้อนถามว่าเขาไม่ดีตรงไหน เขารักลูกมากอยากได้ลูกไปเป็นแม่ของลูกด้วย

โสภิตบอกว่า แม่จะให้ตนทำอะไรตนทำได้ทุกอย่างแต่ขอร้องว่า “เรื่องอย่างนี้อย่ามาบังคับจิตใจภิต”

“ฉันไปบังคับอะไรแกยัยภิต ฉันไม่อยากเสี่ยงให้แกไปหาผัว เดี๋ยวก็เหมือนกับยัยพิมพี่สาวแก ส่งให้ไปเรียนเมืองนอกดีๆ กลับไปมีผัวฝรั่งกระจอกๆ เพราะฉะนั้นอย่ามาขัดใจฉัน”

เป็นประกาศิตของแม่เลี้ยงที่ทำให้โสภิตพูดไม่ออก ทั้งที่มีความในใจมากมายที่อยากจะโต้ อยากจะแย้งและอยากจะค้าน!

ooooooo

จีรณะเดินนำดาบม้วนกับจ่าทองเข้ามาในสำนัก งานของตน ดาบม้วนเล่าว่า

“สารวัตรได้รับรายงานจากสายมาว่า ไอ้แก๊งหุ้นยางพาราไม่ใช่ในพื้นที่มันเดินสายหลอกลวงชาวบ้านไปทั่ว ได้เงินจากจังหวัดหนึ่งก็ย้ายไปอีกภาคอีกจังหวัดเปลี่ยน ตัวหุ้นไปเรื่อย เดี๋ยวหุ้นทอง หุ้นน้ำหอม หุ้นน้ำมัน สรุปก็เป็นแชร์ลูกโซ่ทั้งหมด”

“เอกสารที่ให้ชาวบ้านดูก็ของปลอมทั้งนั้น ชาวบ้านก็หลงดีใจ แรกๆได้รับเงินปันผลมากมาย พอทุ่มทุนลงไปมากๆ มันก็ปิดบริษัทเชิดเงินหนีเลย” ภีมะเพิ่มเติม

“แต่มันแปลกอยู่อย่างพี่ ถ้ามันเป็นคนนอกพื้นที่ ทำไมมันเลือกน้าบัวหอมเป็นเหยื่อตกเบ็ดพวกชาวบ้าน แค่ไม่กี่วันมันรู้ได้ยังไงว่าน้าบัวหอมเป็นคนที่ชาวบ้านรู้จักมักคุ้น ไว้เนื้อเชื่อใจ” จีรณะตั้งข้อสังเกต พลันก็ได้รับโทรศัพท์จากบุญมีบอกว่าลุงคำปันกำลังจะฆ่าตัวตาย เขาบอกบุญมีว่า “เดี๋ยวผมไป เกลี้ยกล่อมแกเอาไว้ก่อน” แล้วลุกพรวดไปเลย

ไปถึงบ้านลุงคำปัน แกถือมีดตวัดไปมาจะผูกคอตายเพราะซื้อหุ้นยางพาราถูกโกงหมดเนื้อหมดตัว ที่ใกล้ๆ แกมีหลานเล็กๆสามคนร้องไห้กันกระจองอแง จีรณะเข้า

ไปหว่านล้อมให้ลงมาคุยกันดีๆมีอะไรค่อยๆพูดคุยปรึกษากัน เมื่อลุงคำปันจะฆ่าตัวตายให้ได้ จีรณะเปลี่ยนเป็นไม้แข็งขู่ว่า

“ลงมาเดี๋ยวนี้ลุงคำปัน ไม่งั้นผมยิงลุงแน่...” เห็นแกชะงักฟัง จีรณะถามว่า “ทำไมไม่เห็นแก่หลานๆลุงบ้าง ลุงฆ่าตัวตายหนีหนี้หมดทุกข์หมดโศกไปคนเดียว แล้วเด็กๆพวกนี้จะอยู่ยังไง บาปนะลุง คิดดู พ่อแม่ก็ทิ้งไปแล้ว ตายังจะฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตา จิตใจพวกเขาจะเป็นยังไง มาช่วยกันแก้ปัญหาไม่ดีกว่าเหรอครับ”

เมื่อลุงคำปันลงมาแล้ว จีรณะเปิดวงแบปัญหาคุยกัน จึงรู้ว่าชาวบ้านเป็นหนี้เจ๊พร บุญมีเล่าว่า

“ไอ้จี...พวกข้าเก็บเกี่ยวข้าวมาพอจะมีเงินเก็บ ก็เอาไปลงทุนเสียหมด จะไปกู้แม่เลี้ยงมันก็ไม่ยอมให้กู้เพิ่ม มีเจ๊พรนี่แหละที่ให้เงินกู้ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำ
ประกัน แค่ทำสัญญาเงินกู้ลอยๆเก็บดอกเบี้ยรายวันเลย ร้อยละสิบ”

ooooooo

โสภิตนั่งรถไปกับพีรพงษ์ แทนที่เขาจะพาไปฝากเงินตามที่แม่เลี้ยงบอก กลับจะพาไปทานอาหารอิตาเลียน อาหารทะเล หรือจิบกาแฟขี้ชะมดบนดอยแก้วละ 800 บาท

โสภิตปฏิเสธทุกที่ แต่ชวนไปกินร้านหนานเทือง คุยอวดว่าร้านนี้มีทั้งก๋วยเตี๋ยว ข้าวซอย ข้าวแกงราคาไม่แพงด้วย

ระหว่างนั่งรออาหารนั่นเอง บัวหอมกับดาบม้วนก็ทะเลาะกันโขมงโฉงเฉงเรื่องเงิน ดาบม้วนโทษว่าบัวหอมปลอมลายเซ็นตนเบิกเงินในธนาคารไปหมด บัวหอมก็โทษว่าดาบม้วนบังคับให้ตนหาเงินที่แอบเบิกไปมาคืน ตนจึงต้องไปกู้จากเจ๊พรมาให้ เถียงกันไม่ชนะก็โถมเข้าตบตีกันจนชุลมุนไปทั้งร้าน
โสภิตได้ยินว่าบัวหอมไปกู้เงินจากเจ๊พร เธอคิดว่าเป็นเจ้าแม่เงินกู้รายใหม่

จีรณะตรวจสอบเอกสารการกู้เงินแล้วรับปากกับชาวบ้านว่าจะเจรจากับเจ๊พรให้

ต่อมา เมื่อเจอแม่เลี้ยงที่พาโสภิตมาเปิดตลาดลูกค้าใหม่ จึงรู้ว่า เจ๊พรเป็นลูกหนี้แม่เลี้ยง หมุนเงินไม่ทันจึงโอนหนี้ลูกหนี้ของตัวเองมาใช้หนี้ตนแทน พูดแล้วบ่น...

“เฮ้อ...ก็ลูกหนี้หน้าเดิมๆทั้งนั้น อุตส่าห์ลดต้นลดดอกหนี้เดิมให้แล้วนะเนี่ย ไปลงทุนทำอะไรเจ๊งกันมาอีกล่ะ”

จีรณะจ้องหน้าโสภิตแววตาแข็งกร้าว ถามว่าวางแผนกันมาก่อนแล้วใช่ไหม

“วางแผนอะไรกันมาก็ไม่รู้หรอกนะ เพราะลูกโสภิตเขาจัดการให้แม่หมด ลูกภิตเขาตรวจสอบสัญญาแล้วว่าถูกต้องตามกฎหมายทุกฉบับ จริงไหมลูก”

โสภิตตอบอึกอักว่าเราทำตามขั้นตอนทุกอย่าง จีรณะประกาศกร้าวว่า เรื่องมันไม่จบง่ายๆอย่างนี้หรอก แม่เลี้ยงท้าทายว่ามีอะไรไปเจอกันที่ศาลก็แล้วกัน แล้วก็พาโสภิตออกไป แต่พอไปถึงลานจอดรถ โสภิตถามแม่ว่าทำอย่างนี้ ตั้งใจแก้แค้นพวกชาวบ้านใช่ไหม

แม่เลี้ยงถามว่าแก้แค้นที่ไหน พวกชาวบ้านใช้เงินเกินตัวหวังรวยทางลัดไปเล่นหุ้นยางพาราจนหมดเนื้อหมดตัวกันเอง ตนเอามีดไปจี้ให้มากู้มาลงทุนที่ไหนโสภิตติงว่า แต่เราก็ไปหลอกล่อเขา

“พวกนี้มันไม่มีทางปลดหนี้หรอก ถึงไม่เป็นลูกหนี้เรา ก็ดิ้นรนไปหาเจ้าหนี้คนอื่นอยู่ดี เลิกสนใจพวกนี้ได้แล้ว” ว่าแล้วแม่เลี้ยงขับรถตัวเองออกไป

ooooooo

โสภิตเดินมาขึ้นรถตัวเอง เธอตกใจเมื่อจีรณะพรวดเข้ามานั่งด้วย

“นายขึ้นมาทำไม  ลงไปนะ” จีรณะคว้ากระเป๋าถือเธอ ยื้อแย่งกันจนเหมือนเธออยู่ในอ้อมกอดเขาเธอขู่เขาว่า “ถ้านายไม่ลงไปฉันจะร้องให้คนช่วย คราวนี้จะไม่แค่ร้อง แต่ฉันจะแจ้งตำรวจว่านายปล้นทรัพย์กักขัง หน่วงเหนี่ยว  แล้วก็อย่าหวังว่าจะมีคนไปประกันนายอีก”

“เพิ่มลวนลาม ข่มขืนอนาจารไปด้วยเลยนะ จะได้คุ้มหน่อย” ไม่พูดเปล่าจีรณะยังยื่นหน้าไปเกือบชนหน้าเธอ พูดยียวนทำตาวาว “คุณเป็นคนสวย สวยมาก...แต่ใจดำสิ้นดี ผมไม่เข้าใจ เสียงก่นด่าสาปแช่งของชาวบ้าน ไม่ระคายผิวพวกคุณบ้างเชียวหรือ  ทำไมคุณต้องจองล้างจองผลาญ ขูดเลือดเนื้อพวกเขาขนาดนี้”

โสภิตถามว่าไม่ได้ยินหรือแม่ตนบอกแล้วว่าเจ๊พร โอนหนี้มาให้แม่ จีรณะพูดอย่างผิดหวังมากว่า

“ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า  คุณจะพูดแบบนี้ได้  นี่ถ้าวันนี้ผมกล่อมลุงคำปันไม่ให้ผูกคอตายไม่สำเร็จ  ป่านนี้มีศพมาให้คนใจหินอย่างคุณดูแล้ว” เธอถามว่าลุงคำปันปลอดภัยแล้วใช่ไหม “ถึงไม่หมดลมหายใจ แต่ลุงแกกับหลานอีกสามชีวิตก็กำลังจะตายทั้งเป็น”

จีรณะกระแทกกระเป๋าเงินคืนให้  พูดประชด “กอดเงินของคุณเอาไว้เถอะ กอดเอาไว้ให้แน่นๆ เพราะมันคงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิตคุณ หวังว่ามันจะทำให้คุณกับครอบครัวมีความสุขกันได้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตนะ” พูดแล้วเปิดประตูรถลงไป ทิ้งโสภิตไว้ราวกับเศษธุลี!

ooooooo

แม่เลี้ยงบอกแกมบังคับให้ยศพานิตยาไปช็อปปิ้งตามเคย  นิตยาบ่นว่าพามาตลาดอย่างนี้ไม่มีอะไรจะซื้อ ยศจึงเสนอจะขับรถพาเธอกินลมแทน

ยศมั่วนิ่มจับมือเธอ นิตยากระตุกมือกลับทันที ทำเสียงดุว่า

“จะทำอะไรคะ  เดี๋ยวใครเห็นไปฟ้องคุณพ่อ  คุณพ่อจะไม่ยอมให้นิตไปกับคุณสองต่อสองอีก”

“ผมขอโทษครับ...มือมันไปโดนเอง” ยศทำเป็นขอโทษ แอบทำหน้าเซ็งจนบอกไม่ถูก

ที่ร้านขายเสื้อผ้า  จิตรากำลังเอาเสื้อทาบกับตัว

ผู้กองเกียรติก้องชมว่าตัวนี้ก็เท่ดี  นิตยาเห็นจิตราก็หาทางแกล้งยศ  ทำทีเดินเข้าไปทัก  ถามเสียงดังให้ยศได้ยินว่า

“อ้าว...คุณพยาบาลนี่เอง เจอกันอีกแล้วนะคะ พาแฟนมาซื้อเสื้อเหรอ รสนิยมดีจัง” แล้วแย่งเสื้อจากจิตราไปทาบกับยศพูดหน้าตาเฉยว่า “พี่ยศ ไหนลองทาบดูซิคะ นิตว่าพี่ยศใส่แล้วต้องสมาร์ทมากๆ”

ยศผสมโรงเย้ยผู้กองว่าตนใส่อะไรก็เท่อยู่แล้ว ไม่เเหมือนพวกอยู่ป่าอยู่ดอย ใส่ของดียังไงก็ช่วยไม่ได้ แล้วทำท่าจะเอาตัวนั้น  ถูกอาโปแย่งคืนถามว่าหน้าด้านรึเปล่ามาแย่งของคนอื่น นิตยาด่าอาโปแล้วให้ยศตบสั่งสอน แต่พอยศจะตบอาโปก็ถูกเกียรติก้องจับข้อมือบิดจนร้องลั่น

“โอ๊ย...เจ็บ ปล่อยกู กูจะฟ้องแม่ให้ย้ายแกไปเป็นตำรวจเข็นศพที่นิติเวช”

“พอแล้ว ไปเถอะค่ะพี่ก้อง” จิตราจับมือเกียรติก้องที่หักข้อมือยศอยู่ชวนออกไปกัน ยศยืนกุมมือหน้าบิดเบี้ยว

เกียรติก้อง จิตรา และอาโปออกไปแล้ว ยศยังกุมมือตัวเองอยู่ เจ๊เจ้าของร้านมาบอกว่าผู้หญิงที่มากับเขาไปแล้ว ยศลุกมองไปรอบตัวพึมพำ “คุณนิต...” แล้ววิ่งไปดูหน้าร้าน ไม่เห็นแม้แต่เงาของนิตยา...

ooooooo

นิตยาหนีกลับจวน บ่นอย่างหงุดหงิดกับคุณนายผู้เป็นแม่ว่า

“ผู้ชายห่วยแตก ทั้งๆที่อยู่กับหนู แต่กลับไปหึงเมียเก่าออกนอกหน้า แบบนี้มันไม่ให้เกียรติกันนะคะคุณแม่”

“เรื่องแค่นี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่สักหน่อย” นิตยาถามว่าแล้วเรื่องใหญ่ของคุณแม่คืออะไร คุณนายปั้นหน้าเครียดบอกว่า “ครอบครัวล้มละลาย ถูกยึดทรัพย์ ฉันถึงจะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่”

ฟัง “เรื่องใหญ่” ของแม่แล้ว นิตยากระแทกตัวลงนั่งบ่นเซ็งๆ

“เจ้าชู้ไปทั่ว เรียนตกแล้วตกอีก ผ่านมาได้เพราะซื้อมา งานการไม่ทำ ขี้โม้ ขี้คุย ที่สำคัญหุ่นขี้ก้าง กล้ามสักมัดก็ไม่มี ผู้ชายอย่างนี้หรือคะ ที่แม่จะให้หนูแต่งงานด้วย หนูไม่แต่งด้วยหรอก”

“แต่แกต้องแต่ง คิดดูดีๆปีหน้าคุณพ่อก็จะเกษียณ

อายุราชการแล้ว พออำนาจหมด เงินก็หมด พ่อแกเขาเป็นข้าราชการที่กินอุดมคติ โล่เต็มบ้าน เงินไม่มีเก็บ เราต้องอาศัยเงินบ้านตายศมาเป็นทุนทำกิจการโน่นนี่เลี้ยงครอบครัว เข้าใจรึยัง”

นิตยาทำหน้าฮึดฮัดขัดใจ พอดีผู้ว่าฯเดินเข้ามามีมนัสถือของตาม ผู้ว่าฯมองสองแม่ลูกบอกว่ามนัสจะมาเป็นผู้ช่วยตน  ถามว่า “เมื่อกี้แม่ลูกคุยอะไรกัน” คุณนายปดหน้าตาเฉยว่าคุยเรื่องเตรียมงานแต่งงาน “แน่ใจหรือว่าลูกชายแม่เลี้ยงอมราเป็นคนดี ที่ได้ยินเข้าหูแต่ละเรื่องมันแย่ๆทั้งนั้น”

“พวกลูกหนี้แม่เลี้ยงมันปล่อยข่าวทั้งนั้นค่ะ ตายศเป็นคนใช้ได้ ฉันรับรอง ใช่ไหมยัยนิต” คุณนายแอบหยิกนิตยาที่กำลังมองมนัสเพลิน เธอสะดุ้งรีบตอบตามน้ำว่า

“ค่ะ คุณพ่อ พี่ยศเป็นสุภาพบุรุษที่สุดในโลก”

ooooooo

แม่เลี้ยงนั่งอยู่กับโสภิต กำลังเตรียมงานแต่งของยศอย่างเข้มงวด แม่เลี้ยงขีดวงพวกกั้นประตู ปากก็บ่นว่า

“ไอ้พวกชอบกั้นประตู ให้ไอ้ชีพกับไอ้กาบโยนประทัดยักษ์นำเข้าไปก่อน ให้พวกมันกระเจิงไปเลย ส่วนเงินในซองใส่ซองละห้าสิบบาทก็พอ เผื่อมันกั้นหลายประตู ไหนจะค่าไถ่รองเท้า ไม่รู้ไอ้บ้าตัวไหนเป็นต้นคิด ปัญญาอ่อนจริงๆ ยัยภิตได้ยินแม่พูดไหม”

โสภิตสะดุ้งถามแม่ว่าแล้วแขกฝ่ายเราต้องออกการ์ดเชิญ มีใครต้องเชิญเป็นพิเศษบ้างไหม แม่เลี้ยงบอกให้เธอไปเช็กดู ย้ำว่า

“เราจะเชิญพวกพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงเจ้าของกิจการที่ประวัติการเงินดีไม่มีตัวแดงในธนาคาร ใครที่ยากจนข้นแค้นอยู่เขียมกินเขียมขี้เหนียว ไม่ต้องเชิญพวกมัน เปลืองที่นั่ง เปลืองอาหาร”

แม่เลี้ยงส่งกระดาษรายการคืนให้โสภิต เธอเก็บใส่แฟ้มเอกสาร แอบมองแม่เห็นกำลังเปิดโน้ตบุ๊ก ปากก็พูดไม่หยุด...

“เดี๋ยวแม่ดูพวกเพื่อนๆตามต่างจังหวัดก่อน ใครเหมาะสมที่จะเชิญบ้าง” แต่ไม่ทันไร ก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณนาย ฟังปลายสายแล้วอุทานหน้าเครียด “อะไรนะคะ...จริงเหรอคะ ตายศทำอย่างนั้นกับหนูนิตจริงๆเหรอคะ ไม่ต้องห่วงค่ะ ดิฉันจะจัดการให้”

พอดียศเดินเข้ามา แม่เลี้ยงวางสายแล้วถามทันทีว่าพานิตยาไปไหนมาบ้าง ยศทำเสียงปลื้มเล่าว่า

“โอ๊ย...เยอะแยะเลยครับแม่ กินข้าว ดูหนัง ช็อปปิ้งในตัวเมือง” แม่เลี้ยงถามว่าแล้วหนูนิตมีความสุขไหม “มากเลยครับแม่ ท่าทางหลงผมสุดๆ”

สิ้นเสียงคุยโวของยศเท่านั้น แม่เลี้ยงก็เต้นเร่าๆเป็นเจ้าเข้าด่ายศว่าโกหก ไอ้ลูกชั่ว จะเอาเลือดหัวออก โสภิตกับพวกต้องช่วยกันห้ามช่วยกันรั้งแม่เลี้ยงไม่ให้เข้าไปถึงตัวยศ

ยศหนีกลับเข้าห้องนอน โสภิตตามมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมแม่ถึงโกรธได้ขนาดนี้ ยศเล่าว่าตนไปเจอจิตราควงผู้ชายคนใหม่มาเยาะเย้ยตน นิตยาไปกับตนด้วยเลยเป็นเรื่อง โสภิตตำหนิว่าหย่ากับจิตราไปแล้วก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา ยศอ้างว่าตนถูกแม่บังคับให้หย่าต่างหาก

ยศระบายว่า ทุกวันนี้ต้องทนให้แม่กดหัวบังคับ ตนยอมทุกอย่างเพื่อเอาใจแม่ พูดอย่างอัดอั้นว่า

“ถ้าทนไม่ไหว พี่จะหนีไปแบบพี่พิม เชิญเธออยู่เป็นลูกรักไปคนเดียวเถอะ”

ooooooo

กลับถึงบ้านพักของจีรณะแล้ว ทุกคนช่วยกันทำอาหารมื้อเย็น จีรณะกลับมาทักอารมณ์ดีว่ามาทันเวลากินพอดีไม่ต้องทำอะไรเลยโชคดีจริงๆ อาโปไม่ยอม บอกว่ากินเสร็จต้องช่วยล้างถ้วยชาม

ทั้งสองพูดหยอกล้อกันไปมา แล้วอาโปช่างพูดก็เล่าจ้อยๆว่า วันนี้พวกเราไปเจอคนชื่อยศกับแฟนใหม่ ยศถูกผู้กองหักข้อมือร้องอย่างกับหมูตกเขาเลย ผู้กองไม่อยากให้เสียบรรยากาศ เบรกอาโปว่าอย่าเพิ่งคุยรีบจัดกับข้าวตั้งโต๊ะเร็ว

เมื่อทุกคนมานั่งโต๊ะต่างกินกันเงียบๆบรรยากาศไม่แจ่มใสนัก อาโปกินข้าวพลางเล่าที่มีเรื่องกับยศวันนี้ให้จีรณะฟังอย่างติดลม ถูกผู้กองเรียกปรามเพราะไม่อยากให้กระทบกระเทือนใจจิตรา

“ไม่เป็นไร อาโปเล่าไปเถอะ เขาจะทำอะไรก็ช่างเขา” จิตราฝืนยิ้ม จีรณะถามเธอว่ามันมายุ่งอะไรกับพวกเราหรือ “ไม่มีอะไรหรอกพี่จี บังเอิญไปเจอกันในตลาด เขามากับลูกสาวผู้ว่าคู่หมั้นของเขา”

จิตราพูดกลบเกลื่อนพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติ แต่อาโปก็ยังช่างเล่าไม่หยุด ครู่หนึ่งจิตราลุกไปที่ครัวบอกว่าลวกผักไว้ อาโปมองตามเดาว่า “พี่จิตต้องแอบไปร้องไห้แหง ตอนกลับมาก็รีบเข้าห้องไปร้องไห้ตั้งนาน”

ผู้กองจึงเล่าว่า ยศคิดว่าตนเป็นแฟนจิตราเลยเข้ามาหาเรื่อง จีรณะย้อนถามว่าแล้วทำไมเขาไม่บอกไปเลยว่าใช่

“เฮ้ย...จะให้ฉันพูดอย่างนั้นได้ไง แกนี่พูดอะไรไม่เห็นแก่จิตใจของน้องสาวแกเลย” ผู้กองติงเพื่อนเขินๆ

“แล้วแกล่ะ คิดถึงจิตใจของตัวแกเองบ้างรึเปล่า”

อาโปมองหน้าผู้กองโพล่งออกมาอย่างแก่แดดว่า “ผู้กองชอบพี่จิตเหรอ อาโปนึกแล้ว...” เลยถูกผู้กองดุว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก อาโปเลยเงียบมองผู้กองตาแป๋ว

ooooooo

วันนี้แม่เลี้ยงจะไปที่จวนผู้ว่าฯเพื่อขอโทษนิตยา บอกโสภิตว่าจะยอมให้งานแต่งล้มไม่ได้ โสภิตถามว่าจะไม่ส่งข่าวบอกพิมพรหรือ งานนี้ครอบครัวน่าจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

แม่เลี้ยงหน้าเครียดทันที ย้อนถามว่า “บอกมันทำไม มันเคยเห็นฉันเป็นแม่มันไหม เห็นภิตเห็นยศเป็นน้องของมันไหม อารมณ์กำลังดีๆคุยเรื่องงานมงคลอยู่ เอ่ยชื่อมันขึ้นมาทำไมก็ไม่รู้”

ทันใดนั้นเอง เสียงบ็อบบี้ลูกชายวัย 6 ขวบของพิมพรที่เกิดกับสามีฝรั่ง ก็ร้องเรียกเสียงใสวิ่งเข้ามาสวัสดีคุณยาย แม่เลี้ยงกับโสภิตมองตะลึง โสภิตมองบ็อบบี้ดีใจ แต่แม่เลี้ยงเกรี้ยวกราด ชี้หน้าถามว่าเป็นใคร สั่งชีพให้ไล่ออกไปเดี๋ยวนี้

“นั่นบ็อบบี้ลูกของพิมค่ะแม่” เสียงพิมพรตามเข้ามา ทุกคนตกใจที่จู่ๆพิมพรกลับมาไม่มีใครรู้เนื้อรู้ตัว

แม่เลี้ยงเกรี้ยวกราดกับพิมพรและบ็อบบี้ ด่าพิมพรว่าลูกอกตัญญู ไล่ให้ลากกระเป๋าออกไปเลย อารมณ์เกรี้ยวกราดทำให้โรคหัวใจกำเริบจนหน้ามืดเป็นลม โสภิตประคองแม่ไปนอนที่โซฟาเอายาใต้ลิ้นชักมาให้อม นั่งพัดวีให้สบายตัว พิมพรนั่งเฝ้าอย่างเป็นห่วง บ็อบบี้ก็นั่งบีบมือยายอย่างน่ารัก

ห้องนอนของพิมพรยังรักษาไว้อย่างเดิม และคนใช้ก็ทำความสะอาดทุกวันเหมือนเธอยังอยู่ที่บ้าน

พิมพรเล่าให้โสภิตฟังว่า ตนเลิกกับโทมัสพ่อของบ็อบบี้แล้ว ยอมรับว่าความรักที่เกิดจากความเหงามันไม่ยั่งยืน บ่นว่าจิตรกรอย่างโทมัสกินอุดมการณ์ รูปไม่ขาย ลูกเมียจะอดอยากแค่ไหนไม่สน ตนต้องไปทำงานนอกบ้านแสนเหนื่อย กลับมาก็ต้องเลี้ยงบ็อบบี้ นอนวันหนึ่งถึงสามชั่วโมงหรือเปล่าก็ไม่รู้ บอกโสภิตว่า

“พี่ไม่กลับไปที่นั่นอีกแล้ว ถ้าแม่ไม่ให้พี่อยู่ พี่ก็จะไปตายเอาดาบหน้า”

“พี่พิมกับหลานไม่ต้องไปไหน ภิตจะพูดกับแม่ให้ แต่ภิตไม่รับรองว่าแม่จะฟังภิตหรือเปล่า พี่ก็รู้ว่าแม่เป็นคนยังไง รักแรงเกลียดแรง ลองได้โกรธแล้วฝังใจไม่ยอมให้อภัยยกโทษให้ใครง่ายๆ”

สองพี่น้องคุยกันถึงความหลัง ที่โสภิตเองก็อยากไปเรียนเมืองนอกแต่ไม่ได้ไป พิมพรกับยศก็ตีกันทุกวัน พูดแล้วพิมพรนึกขึ้นได้ถามว่ายศเป็นอย่างไรบ้าง ยังเหลวไหลเหมือนเดิมหรือเปล่า?

แม่เลี้ยงใจหินเลือดเย็นกับทั้งพิมพรและบ็อบบี้ไม่ยอมให้อยู่ที่คุ้ม โสภิตหว่านล้อมอย่างไรก็ไม่ใจอ่อน กระทั่งพิมพรกราบขอโทษก็ยังปัดมือออก โสภิตรู้จุดอ่อนของแม่ หว่านล้อมว่า

“แม่คะ ยกโทษให้พี่พิมเถอะนะคะ ถ้าแม่ไม่ให้อภัยก็นึกถึงท่านผู้ว่าก็ยังดี ท่านจะคิดยังไงคะ ถ้ารู้ว่าครอบครัวเราแตกแยก แม่ไล่ลูกกับหลานไปนอนข้างถนน เขาจะให้ลูกสาวเขามาเป็นสะใภ้ตระกูลเราหรือคะ เราต้องสร้างความกลมเกลียวให้เขาเห็นสิคะ”

นั่นแหละ...แม่เลี้ยงจึงยอมให้พิมพรกับบ็อบบี้อยู่ที่คุ้ม ย้ำกับโสภิตและพิมพรว่า ที่ตนยอมครั้งนี้เพื่อสร้างภาพเท่านั้น แต่ยังไม่วายไล่ให้พิมพรกับบ็อบบี้ไปกินข้าวที่ครัว ไม่ยอมให้นั่งร่วมโต๊ะ

เมื่อยศกลับมา แม่เลี้ยงบังคับให้ไปง้อนิตยาให้สำเร็จ ถ้าง้อไม่สำเร็จไม่ต้องกลับมาให้เห็นหน้า ทั้งยังจะหักเงินเดือนเดือนละหนึ่งหมื่นบาทเอาไปเป็นค่าเล่าเรียนให้บ็อบบี้ด้วย

“แม่นะแม่ ลูกตัวเองยังเค็มสุดขั้ว พี่พิมจะกลับมาทำไมก็ไม่รู้” ยศหงุดหงิดบ่นกระปอดกระแปด

ฝ่ายนิตยาแต่งตัวอ่อยมนัสที่พ่อเอามาเป็นผู้ช่วย ทำทีว่าเจองูร้องขอความช่วยเหลือแล้วเป็นลม พอมนัสเข้าประคองถูกคุณนายมาตวาดแว้ดให้ปล่อยลูกสาวตน พอดียศมาถึง คุณนายให้ยศอุ้มนิตยาเข้าบ้าน ยศอุ้มนิตยาหนักจนเดินเป๋ไปเป๋มาสะดุดอะไรบางอย่างล้ม นิตยาหลุดมือหล่นพลั่ก เธอลุกขึ้นพูดเย้ยก่อนเดินเข้าบ้านไปว่า

“โธ่เอ๊ย...จะโชว์พาวก็ไม่มีปัญญา ไปหัดวิ่งให้รอบสนามก่อนเถอะค่ะค่อยอาสามาอุ้มนิต” ว่าแล้วเดินตุปัดตุป่องไป

ยศยืนหอบแฮ่กยิ้มเรี่ยราด คุณนายได้แต่มองอย่างอ่อนใจ

ooooooo

กลับถึงคุ้ม ยศแกล้งใช้บ็อบบี้ไปซื้อแตงโมที่ตลาด บ็อบบี้ออกไปนั่งรถสองแถวฝากป้าที่นั่งรถมาด้วยกันว่าถึงตลาดให้บอกด้วย ไปถึงตลาดเจอเด็กๆเล่นล้อต๊อกกันอยู่ บ็อบบี้แวะไปดู จับได้ว่าเด็กโข่งโกงเด็กเล็กเลยเข้าไปต่อว่า

บ็อบบี้ถูกเด็กโข่งกับพวกรุมเล่นงาน โชคดีที่จีรณะไปเจอช่วยไว้ แต่บ็อบบี้ก็สะบักสะบอมมอมแมมไปหมด ถามว่าบ้านอยู่ไหนก็จำไม่ได้ เขาจึงพากลับไปที่บ้านพัก จิตราซึ่งเป็นพยาบาลดูแลอย่างดี บ็อบบี้เป็นไข้ก็เอายาให้กิน พอทุเลาก็พยายามถามถึงคนแวดล้อมเพื่อจะพาไปส่งบ้าน

บ็อบบี้บอกว่าตน ชื่อบ็อบบี้ ชื่อจริงคือ บูรณาถาม จิตราว่าชื่ออะไร จิตราบอกชื่อตนและชี้ไปที่จีรณะบอกว่านั่นคือพี่ชายชื่อจีรณะ หรือจี บ็อบบี้ท่อง “มิสเตอร์จี มิสจิตรา” จีรณะถามบ้างว่าแม่บ็อบบี้ชื่ออะไร?

“แม่ชื่อพิมพรครับ ผมกับแม่กลับจากอเมริกามาอยู่กับคุณยายชื่อ...แม่เลี้ยง...”

บ็อบบี้จำได้แค่นั้น แต่ทั้งจีรณะและจิตรามองหน้ากันตกใจ รู้ทันทีว่านั่นคือแม่เลี้ยงอมรา!

ที่คุ้มแม่เลี้ยงเพิ่งจะรู้กันว่าบ็อบบี้หายไป พากันตามหาทั่วคุ้มก็ไม่เจอจึงไปแจ้งความ แม่เลี้ยงประกาศให้รางวัลคนที่ตามเจอบ็อบบี้ว่าจะยกหนี้ให้ทั้งต้นทั้งดอกคืนโฉนดจำนองของจำนำให้ทั้งหมด

ส่วนโสภิต พิมพร ก็ตระเวนหา จนมาเจออาโป พอรู้จากอาโปว่าบ็อบบี้อยู่ที่บ้านจีรณะ แทนที่จะดีใจกลายเป็นเรื่องทันที

โสภิตหาว่าจีรณะจับบ็อบบี้มาเรียกค่าไถ่ ชี้ตัวให้ดาบม้วนจับไปโรงพัก แม้บ็อบบี้จะพยายามบอกว่ามิสเตอร์จีกับมิสจิตเป็นคนช่วยตนก็ไม่มีใครฟัง จ่าทองทวงรางวัลที่แม่เลี้ยงตั้งไว้ โสภิตโบ้ยว่าเรื่องนี้ตนไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเพราะความจริงที่บ็อบบี้มาอยู่ที่นี่ตนก็ยังไม่กระจ่าง พิมพร บอกโสภิตให้จ่ายค่าเสียเวลาไปหมื่นบาทตัดปัญหาเสีย

“เราช่วยบ็อบบี้เพราะเห็นแก่มนุษยธรรม ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน ให้เขากลับไปเถอะค่ะพี่จี” จิตราเอ่ยขึ้น

“ได้ยินชัดแล้วนะ เชิญ” จีรณะจ้องหน้าโสภิต เธอรีบเก็บเงิน อาโปทนไม่ได้โพล่งขึ้นว่า

“คนใจดำ หน้าตาสวยซะเปล่า ใจดำเหมือนอีกา”

บ็อบบี้ถามพิมพรว่าอีกาแปลว่าอะไร ถูกพิมพรกระชากแขนเสียงเข้มใส่ว่า

“มันด่าเราน่ะซิ เพราะยูคนเดียวบ็อบบี้ กลับไป มามี้จะทำโทษ!”

พอบ็อบบี้กลับถึงคุ้ม พวงดีใจมากจะไปบอกแม่เลี้ยงซึ่งหลับไปแล้ว โสภิตห้ามไว้ไม่ให้รบกวนเพราะบ็อบบี้ก็ปลอดภัยแล้ว พวงถามว่าตกลงใครจับบ็อบบี้ไป

“ไม่มีหรอก แค่หลงทาง ป้าพวงช่วยชงนมอุ่นๆ มาให้บ็อบบี้ที” โสภิตสั่ง แล้วหันบอกพิมพรว่า “พี่พิมคะยังไงก็อย่าเล่าเรื่องที่เราไปเจอบ็อบบี้ที่บ้านนายจีรณะให้แม่ฟังนะคะ ภิตไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่”

พิมพรปรารภว่าคนบ้านนั้นก็ดูดี ถึงจะเป็นลูกหนี้แม่เราก็ไม่น่าจะถึงกับจับคนเรียกค่าไถ่ บ็อบบี้คงพูดจริง โสภิตบอกว่าเขาไม่ได้เป็นลูกหนี้แต่เขาโกรธเราเรื่องอื่นไว้วันหลังจะเล่าให้ฟัง แล้วถามบ็อบบี้ว่าไปตลาดทำไม

“ก็น้ายศ...” บ็อบบี้กำลังจะเล่า ก็ถูกยศเข้ามาขัด จังหวะเสียก่อน ทำเป็นแสดงความห่วงใยบ็อบบี้ พอโสภิตกับพิมพรเผลอก็แอบกระซิบขู่บ็อบบี้ว่า ถ้าไม่อยากเจ็บตัวอย่าบอกว่าตนใช้ไปซื้อของ! บ็อบบี้เลยไม่กล้าเล่าความจริง

ooooooo

ที่โรงเรียน ตชด. วันนี้เปิดเทอมวันแรกครูลัดดารายงานผู้กองเกียรติก้องว่านักเรียนมากันครบขาดอาย้งคนเดียว

อาย้งวัย 8 ขวบ เป็นลูกของตียูมอดไม้ที่หนีไปเมื่อวันก่อน ผู้กองกับจ่าตุ๋ยจึงไปหาอาย้งที่บ้าน เจออาย้งเนื้อตัวมอมแมมออกมาจากชายป่า ถือห่อผ้ามีข้าวโพด

มันเทศและมันแกวมาอย่างละเล็กละน้อย ผู้กองถามว่าทำไมไม่ไปโรงเรียน

อาย้งบอกว่าต้องเฝ้าบ้านเพราะพ่อไม่กลับบ้านมาหลายวันแล้ว

“เดี๋ยวไปเอาข้าวกับข้าวที่โรงเรียนนะ ถ้าไม่เจอผู้กองก็ไปเอาที่ครูแหวนนะครับ”

ทันใดนั้น จ่าตุ๋ยวิ่งมาบอกว่าพวกป่าไม้ปะทะกับคน ร้าย ผู้กองจึงรีบขึ้นรถไปกับจ่าตุ๋ย เจอป่าไม้กำลังยิงต่อสู้กับคนร้าย พอคนร้ายเห็น ตชด.มาก็ตะโกนบอกพรรคพวกให้หนี แต่ตะโกนบอกชาวบ้านที่เป็นมอดไม้ซึ่งมีตียูอยู่ด้วยว่า

“พวกมึงยิงถ่วงเวลาไว้ ใครหนีกูจะตามไปฆ่าถึงบ้าน”

ตียูใส่แก๊ปง้างนกเหลียวหาเพื่อนๆ ปรากฏว่าหนีไปกันหมดแล้ว ตียูตกใจหลับหูหลับตายิง ผู้กองกับจ่าตุ๋ยกระเด็นหงาย ตียูตกใจ คุกเข่ายกมือไหว้ร้องไห้

“ผู้กอง...จ๋าตุ๋ย...ตียูขอโทษ...”

ตชด.และป่าไม้ โผล่ออกมารายล้อมตียูไว้ อีกส่วนรีบไปดูผู้กองกับจ๋าตุ๋ย...

ooooooo

พรมแดนหัวใจ

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด