ตอนที่ 9
เช้าวันใหม่ ก้องทำตามที่นัดหมายไว้กับยาหยี เขาขับรถมารับเธอและหลานชายไปเที่ยวฟาร์ม โดยมีสุดยอด ไข่ตุ๋น และเพิร์ลลี่ติดสอยห้อยตามมาด้วย ส่วนคนอื่นๆที่เหลือรวมกลุ่มกันไปทำบุญไหว้พระที่วัด
เมื่อถึงฟาร์มของก้อง ข้าวตูตื่นเต้นและชมว่าสวยมาก ก้องเลยได้โอกาสบอกข้าวตูว่า ถ้าชอบก็ให้น้าหยีพามาบ่อยๆ น้าก้องยินดีต้อนรับเสมอ สุดยอดได้ยินจึงแทรกขึ้นด้วยความหมั่นไส้
“เห็นว่าที่บ้านทำธุรกิจอสังหาฯไม่ใช่เหรอครับ ไม่ยักรู้ว่าทำฟาร์มด้วย”
“ที่ดินที่บ้านเยอะน่ะครับ ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยลองทำฟาร์มดู ตอนแรกก็กะทำเล่นๆ แต่เดี๋ยวนี้สินค้าเกษตรกำไรดี ก็เลยกะว่าจะขยายออกไปอีกน่ะครับ”
“แหม...พี่ก้องนี่เก่งจังเลยนะคะ ทำอะไรได้ตั้งหลายอย่างแน่ะ เอ่อ ถ้าไงเชิญพี่ก้องกับคุณหยีตามสบายนะคะ เดี๋ยวเพิร์ลลี่กับพี่สุดยอดเดินเล่นแถวนี้เอง”
“ไข่ตุ๋นอยากให้อายอดไปด้วยนี่คะ”
“ใช่ครับ ข้าวตูก็อยากไปกับน้าหยีแล้วก็อายอดไปด้วยกัน”
เด็กๆรบเร้ากันใหญ่ เพิร์ลลี่มองเขม่นตาขวาง
“ถ้าอยากไปก็ไปสิจ๊ะ มาเลย ดูซิว่าที่นี่มีอะไรบ้าง” ยาหยีจูงเด็กสองคนเลี่ยงไป สุดยอดรีบก้าวตาม ในขณะที่เพิร์ลลี่และก้องหน้าตูม ไม่พอใจที่ต้องเกาะกลุ่มกันแบบนี้
ก้องพาทุกคนไปทำกิจกรรมหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยเฉพาะการรีดนมวัว ถูกใจทุกคนมาก ช่วงนี้เองก้องถือโอกาสใกล้ชิดสอนยาหยี ฝ่ายสุดยอดที่หึงหวงก็แกล้งทำหวานใส่เพิร์ลลี่เพื่อประชดยาหยี แต่ทำไปทำมาวัวดันตื่นตกใจแผดเสียงร้องและพ่นอึใส่สุดยอดเต็มเปา ส่วนเพิร์ลลี่ร้องกรี๊ดวิ่งเตลิดเปิดเปิงหนีไป ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของข้าวตูกับไข่ตุ๋น
เมื่อเสื้อผ้าเลอะเทอะเหม็นไปหมด สุดยอดต้องถอดเสื้อออกซัก แต่ซักเท่าไหร่ก็ยังไม่หายเหม็น ทำให้คนอื่นเสียเวลารอ ครั้นยาหยีเดินมาเห็นสภาพเขาก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ สุดยอดไม่พอใจ บวกกับหมั่นไส้เป็นทุนจึงสะบัดเสื้อที่เปียกน้ำใส่เธอ
ยาหยีร้องวี้ดว้ายห้ามปราม แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ สุดยอดแกล้งสะบัดไม่หยุด ยาหยีเลยคว้าขันตักน้ำสาดใส่ สุดยอดโดนเข้าไปก็เอาคืน แต่ทั้งคู่แกล้งกันไปมากลับมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เพิร์ลลี่ยืนมองอยู่ห่างๆ เห็นทั้งคู่สนุกสนานหยอกล้อกัน ก็ยิ่งเกลียดยาหยีมากขึ้นทุกที
รถของณนนท์กับวสันต์ขับมาจอดหน้าวัด ทุกคนทยอยลงมาสำรวจรอบวัดที่ทั้งเล็กและเก่า บริเวณลานวัดมีวัวควายหลายตัวที่มีคนไถ่ชีวิตแล้วเอามาเลี้ยง ชม้อยเห็นสภาพก็บ่นอย่างรับไม่ได้ บุญเลื่องจึงย้ำเตือนว่าที่นี่วัดป่า ไม่มีความเจริญให้ดูหรอก
“ถ้าอย่างนั้นจะมากันทำไมคะ ไกลก็ไกล เมื่อยก็เมื่อย ร้อนก็ร้อน”
“เอ้า! ก็ถ้าจะมาทำบุญ วัดป่าที่คนเข้ามาไม่ถึงแบบนี้แหละดีครับ ได้ผลบุญผลกุศลแรง” เท่งบอก
“เชอะ ขนาดความเจริญยังเข้ามาไม่ถึงแล้วบุญจะถึงได้ยังไงมิทราบคะ”
“ประทานโทษ บุญนะยะไม่ใช่ไฟฟ้าจะได้โยงมาตามเสาไฟ พูดกับพวกบัวใต้น้ำ ก็เข้าตำราพูดไปสองไพเบี้ย ไปทำบุญกันดีกว่าพวกเรา”
ว่าแล้วบุญเลื่องก็เดินนำทุกคนไป ชม้อยเดินรั้งท้าย บ่นฟึดฟัดไม่ชอบใจ
“เชอะ อยากทำก็ทำไป เป็นไข้ป่าตายอย่ามาแจกซองฉันก็แล้วกัน”
ทั้งหมดเดินตามกันไปทางกุฏิพระเพื่อถวายสังฆทานที่นำมาสามชุด บุญเลื่องกับเท่งหยิบคนละชุด ที่เหลือณนนท์กับยี่หวาหยิบพร้อมกัน มือสัมผัสกันโดยบังเอิญ ทั้งคู่จึงสละให้อีกฝ่าย แต่เอนิตาดึงเอามา แล้วชวนณนนท์ทำบุญด้วยกันแต่ณนนท์มัวแต่มองตามยี่หวาที่เดินเลี่ยงออกไป พอเอนิตาเตือนว่าพระท่านรอแล้ว เขาก็บอกให้ไปเธอเองคนเดียว
“ทำไม...กลัวจะมาเกิดร่วมชาติกันอีกหรือไง”
“คุณพูดเองนะนิตา ผมไม่ได้พูด” พูดจบเขาผละออกไป ปล่อยเอนิตาถือถังสังฆทานค้าง
“พระท่านรอจะให้ศีลให้พรแล้ว เร็วสินิตา” เท่งหันมาเร่ง
เอนิตาจำใจเดินเข้าไปถวายสังฆทาน ชม้อยเดินเข้ามาเกาะใบบุญ แตะมือร่วมถวายด้วยแต่เอนิตาทำหน้ารังเกียจ สั่งชม้อยให้ปล่อยเดี๋ยวนี้ ตนไม่อยากทำบุญร่วมด้วย
“เอ้า! ทำไงได้ ก็ของมันหมดนี่”
เท่งกับบุญเลื่องมองสองคนเถียงกันแล้วหันมาสบตากันเองยิ้มๆ ด้านยี่หวาเธอแยกตัวไปกราบพระในโบสถ์ สักครู่ณนนท์เดินตามเข้ามากราบด้วย ยี่หวากราบเสร็จก็ลุกขึ้นเดินออก แต่ณนนท์ก้าวไปดักหน้าไว้
“จะรีบไปตามสามีหรือไงคุณ ห่างกันไม่ได้เลยนะ”
“นี่! ในวัดนะ จะพูดจะจาอะไรให้สำรวมหน่อย แล้วที่ฉันออกไปเพราะฉันไหว้พระเสร็จแล้ว ไม่ได้ไปตามใครรู้ไว้ซะด้วย”
“ถ้าไม่ได้ไปตามสามีเก่า งั้นก็คงรีบไปโทรศัพท์หาแฟนคนใหม่”
“แฟนใหม่ ใคร? คุณเอาอะไรมาพูด”
“คุณภูมิชายไง ถ้าตาไม่บอด ใครดูก็รู้ว่าเค้าชอบคุณ”
“แต่ฉันไม่ได้ชอบเค้า รู้ไว้ด้วย”
“อ้าวเหรอ...ผมไม่รู้นี่”
“แล้วทำไมคุณต้องรู้ทุกเรื่องของฉันด้วยล่ะ ว่าแต่คุณเถอะ หนีภรรยามาคุยกับฉันแบบนี้ เดี๋ยวก็เกิดเรื่องหรอก”
“เรื่องอะไร ผมกับนิตาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว”
“อ้าวเหรอ ฉันไม่รู้”
“ก็ผมกำลังบอก ไม่รู้ก็รู้ไว้ซะสิครับ”
ณนนท์จ้องหน้ายี่หวาเหมือนจะบอกความนัย แต่ยี่หวารู้สึกประหม่าหลุบตาต่ำลง ส่วนด้านนอกโบสถ์นั้น เอนิตากับวสันต์ยืนมองมาอย่างไม่พอใจ โดยเฉพาะเอนิตาแววตาวาวโรจน์ด้วยความริษยา
“แอบมาอยู่กับเมียคุณอีกแล้วนะ” พูดจบ เธอทำท่าจะเข้าไปเอาเรื่อง แต่วสันต์รีบขวางไว้ “นี่ มาจับฉันไว้ทำไม ฉันจะเข้าไปจัดการ”
“ไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก ไม่เห็นเหรอเวลานี้เค้าสองคนรู้สึกดีต่อกันขนาดไหน ดูสายตาที่เค้าสองคนมองกันสิ”
“ฉันถึงต้องไปจัดการไงล่ะ คุณเป็นผัวภาษาอะไรปล่อยให้เมียสวมเขาต่อหน้าต่อตา”
“เค้าสวมเราฝ่ายเดียวรึไงล่ะ อย่าลืมสิ เราสองคนก็เคยสวมเขาให้พวกเค้ามาแล้ว”
“ไม่ต้องมาตอกย้ำ ฉันอยากรู้ว่าคุณจะเอายังไง คุณจะปล่อยให้สองคนนั่นรักกันแล้วทิ้งให้เราสองคนเป็นม่ายงั้นเหรอ”
“ผมไม่ยอมหรอก ตราบใดที่ผมยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการ”
“ฉันก็ไม่ยอมให้ใครมาแย่งของของฉันไปเหมือนกัน”
“งั้นเราสองคนต้องร่วมมือกัน คุณว่าไง?”
“จะให้ฉันทำอะไร ฉันทำได้ทุกอย่าง ขออย่างเดียว อย่าให้สองคนนี้ลงเอยกันได้ก็พอ!”
หลังจากนั้นทั้งคู่พากันกลับไปวางแผนต่อที่รีสอร์ต ทิ้งให้ชม้อยเดินตากแดดตามหาวสันต์ให้พล่าน พอเจอเท่งเอาร่มมาให้ ชม้อยรีบกางโดยไม่ดูตาม้าตาเรือว่ามันสีแดงแป๊ดจึงเป็นเหตุให้ชม้อยถูกควายไล่ขวิดวิ่งหนีขาแทบหลุด โดยมีเท่งกับบุญเลื่องแอบมองพลางหัวเราะคิกคักด้วยความสะใจ
กว่าจะลากสังขารกลับรีสอร์ตได้ก็มืดค่ำ ชม้อยเดินตุปัดตุเป๋หน้าตามอมแมมเพื่อจะกลับห้องพัก แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนคุยกัน เธอชะงักแล้วย่องไปแอบดู
“ไหนบอกมาสิ คุณมีแผนอะไร” เอนิตาเร่ง
วสันต์ยิ้มกริ่มชะโงกหน้าเข้าไปใกล้หวังแต๊ะอั๋ง แต่เธอตกใจฟาดหน้าเขาเปรี้ยง
“โอ๊ย...ตบผมทำไม”
“คนฉวยโอกาส คิดจะลวนลามฉันเหรอ”
“ลวนลามบ้าอะไร ผมแค่จะบอกแผนให้คุณฟัง”
“ก็บอกมาสิ ไม่มีใครได้ยินหรอก ไม่เห็นต้องกระซิบกระซาบเลย”
“ก็ได้...ผมกับยี่หวาไม่มีอะไรกันตั้งนานแล้ว”
“เอาเรื่องบนเตียงมาบอกฉันทำไม”
“อ้าว คุณอยากให้ผัวคุณตัดใจจากเมียผม คุณก็ต้องช่วยให้ผมได้กลับไปเป็นผัวของยี่หวาอีกครั้ง ผมมั่นใจนะว่าถ้าผมทำสำเร็จ เราจะได้ทุกอย่างตามที่เราต้องการ”
“คุณจะมั่นใจได้ยังไงว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่คิด”
“ผู้หญิงน่ะคุณไม่มีอะไรหรอก ต่อให้ผู้ชายเลวขนาดไหน แต่ถ้ากลับมาทำหน้าที่พ่อ ทำหน้าที่สามีเหมือนเดิม ร้อยทั้งร้อยก็ให้อภัยกันทั้งนั้นแหละ อีกอย่างถ้าสามีคุณได้เห็นภาพครอบครัวอบอุ่นพ่อแม่ลูกรักกันเค้าก็ต้องตัดใจไปเองแหละ นอกเสียจากว่า...”
“ว่าอะไร”
“ว่าไม่มีสำนึกผิดชอบชั่วดีไงล่ะ อยากทำให้ครอบครัวคนอื่นร้าวฉานเหมือนที่ตัวอิจฉาแม่ลูกในละครเค้าชอบทำกันไง”
“จริงของคุณ แล้วจะให้ฉันทำยังไง”
วสันต์มองซ้ายมองขวาก่อนบอกเล่าแผนการเป็นฉากๆโดยไม่รู้เลยว่าชม้อยเงี่ยหูฟังในมุมมืดใกล้ๆ ได้ยินทุกอย่างกระจ่างชัด
ooooooo
ที่ลานกิจกรรม ไข่ตุ๋นคะยั้นคะยอให้ณนนท์ร้อง เพลงเล่นกีตาร์ พอเสียงเพลงขึ้นเท่งก็นึกสนุกลุกขึ้นโค้งบุญเลื่องออกไปเต้นรำ ตามด้วยข้าวตูกับไข่ตุ๋นจับคู่เลียนแบบ ยาหยีนั่งปรบมือให้จังหวะ ส่วนณนนท์ร้องเพลงไปสบตายี่หวาไปอย่างมีความสุข
สุดยอดอาบน้ำแต่งตัวออกจากห้องเตรียมจะไปร่วมวงกับพวกณนนท์ แต่ต้องชะงักกับเสียงสะอึกสะอื้นของใครบางคน
เพิร์ลลี่นั่นเอง! เธอกำลังใช้มารยาหญิงเรียกร้องความสงสารเพื่อดึงสุดยอดให้กลับมารักกันเหมือนเดิม และที่สำคัญ เธออยากจะเอาชนะยาหยีให้จงได้
เมื่อเห็นเธอร่ำไห้ สุดยอดตกใจ ซักถามถึงสาเหตุ แต่เธอกลับทำท่าจะลุกหนี เขาเลยต้องดึงมือเธอไว้
“เดี๋ยวสิเพิร์ลลี่...เพิร์ลลี่ร้องไห้ทำไม”
“ไม่ต้องมาสนใจเพิร์ลลี่หรอกค่ะ คนอย่างเพิร์ลลี่มันไม่มีความหมายอะไรหรอก”
“ทำไมพูดอย่างงั้นล่ะครับ”
“ก็มันจริงมั้ยล่ะคะ เพิร์ลลี่มันก็แค่สิ่งของ แม่อยากให้เพิร์ลลี่ทำอะไรเพิร์ลลี่ก็ต้องทำ อยากให้คบใครเพิร์ลลี่ก็ต้องคบ”
“เพิร์ลลี่ก็ลองคุยกับคุณแม่ดูสิ ยังไงเค้าก็เป็นแม่ คงไม่ใจร้ายทำลายความสุขของเพิร์ลลี่หรอก”
“ถึงคุณแม่ยอมปล่อยเพิร์ลลี่ เพิร์ลลี่ก็ไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะคนที่เพิร์ลลี่รักที่สุดกำลังจะมีคนใหม่แล้วไม่ใช่เหรอคะ”
“เพิร์ลลี่พูดอะไร คนใหม่ที่ไหนกัน”
“พี่ยอดอย่ามาปฏิเสธหน่อยเลย เพิร์ลลี่รู้นะว่าพี่ยอดมีใจให้ยาหยี”
สุดยอดอึ้งไปอย่างพูดไม่ออก เพราะแม้แต่ตัวเองก็ยอมรับว่าคิดกับยาหยีลึกซึ้งขึ้นทุกที...เพิร์ลลี่เห็นเขาอึกๆ อักๆ ก็ดีดดิ้นเข้าไปทุบตี
“คนหลายใจ นี่แน่ะๆ”
สุดยอดปล่อยให้เธอทุบตีตามสบาย แล้วค่อยๆกอดปลอบเมื่อเธอสงบลง แต่หารู้ไม่ว่าภายใต้สีหน้าอันแสนเศร้าของเธอนั้นซ่อนความเจ้าเล่ห์มารยา
ooooooo
หลังจากวางแผนกับวสันต์ดิบดีแล้ว เอนิตาก็หาโอกาสนัดยี่หวาออกมาพูดคุยกันตามลำพังจนได้ ในขณะที่พวกณนนท์ยังคงร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน
“พูดธุระสำคัญของเธอมาสิ” ยี่หวาเอ่ยดีๆ แต่เอนิตา กลับยอกย้อนด้วยถ้อยคำชวนทะเลาะ
“จะใจร้อนไปไหน ห่างสามีฉันสักนาทีไม่ได้เลยรึไง”
“เธอเรียกฉันออกมาหาเรื่องแค่นี้เองเหรอ ฉันกลับนะ”
“เดี๋ยวสิ ฉันมีเรื่องเดือดร้อนอยากขอความช่วยเหลือ”
“คนเก่งอย่างเธอยังต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่นอีกเหรอ อีกอย่างฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง จะไปช่วยอะไรเธอได้”
“ปัญหาของฉันมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่จะช่วยได้ มียาปวดประจำเดือนมั้ย ฉันปวดมากจนจะทนไม่ไหวแล้ว”
“ที่แท้ก็เรื่องแค่นี้เอง รอเดี๋ยวก็แล้วกัน ฉันมียา เดี๋ยวไปเอาให้”
ยี่หวาเดินออกไป เอนิตายิ้มร้าย คาดหวังว่าแผนต้องสำเร็จ ซึ่งเวลานั้นเอง วสันต์กำลังกรึ่มได้ที่ หลังจากจิบไวน์รอคอยยี่หวาอยู่ในห้องพัก
แต่หารู้ไม่ว่า ชม้อยซุ่มเตรียมขัดขวางแผนการอยู่หน้าห้องมาพักใหญ่แล้ว
“หนอย! ฉันไม่ยอมให้แผนเจาะไข่แดง ไม่ใช่สิ รอบสองต้องเรียกไข่เค็ม...สำเร็จหรอก จะขัดขวางให้ถึงที่สุด”
บอกกับตัวเองอย่างนั้นแล้ว ชม้อยก็เดินมาเคาะประตูห้อง วสันต์ตาวาวเข้าใจว่าเป็นยี่หวา เขารีบปิดไฟก่อนจะเปิดประตู แล้วจู่โจมปิดปากตุ๊ยท้องลากเธอเข้าห้องอย่างรวดเร็ว...
นับเป็นความโชคดีที่ยี่หวาไม่ได้เก็บยาไว้ในห้อง แต่ทิ้งเอาไว้ในรถ เธอจึงรอดพ้นเงื้อมมือวสันต์ ฝ่ายเอนิตาซึ่งมั่นใจมากว่าแผนการของตนกับวสันต์สำเร็จแน่ เธอเดินยิ้มกริ่มเฉียดมาที่ลานกิจกรรม แล้วเข้าไปถาม ณนนท์ที่กำลังเหลียวซ้ายแลขวามองหายี่หวา
“มองหาใครอยู่คะ”
“เปล่านี่”
“อย่าโกหกเลย ฉันรู้นะคุณกำลังมองหาแม่นั่นอยู่”
“เค้าชื่อคุณยี่หวา ไม่ใช่ชื่อแม่นั่น”
“ใช่สิ ตอนนี้ฉันพูดอะไรก็ผิดทั้งนั้น คุณกำลังหลงมันนี่นะ”
“ที่พูดอย่างนี้หึงเหรอ”
“เปล่า”
“งั้นก็หวงก้าง”
“ขอโทษ ฉันไม่ใช่สุนัข ทำไมฉันต้องหวงด้วย”
“แล้วคุณจะมาหาเรื่องผมทำไมเนี่ย”
“ฉันไม่ได้มาหาเรื่อง แค่หวังดีอยากจะเตือนว่าตัดใจจากแม่นั่น เอ๊ยไม่ใช่ คุณยี่หวาเค้าซะเถอะ เค้าไม่ได้ซาบซึ้งกับสิ่งที่คุณพยายามทำหรอกรู้ไว้ด้วย”
“คุณมีจุดประสงค์อะไรบอกมาตรงๆดีกว่า”
“ก็คุณยี่หวาของคุณเนี่ยมันสารพัดพิษ มารยายิ่งกว่าร้อยเล่มเกวียน อ่อยคุณ หลอกคุณให้ตายใจว่าเลิกกับสามีเก่าแล้ว เพื่อเรียกเรตติ้ง ทั้งที่จริงๆแล้วตอนนี้ก็ยังอี๋อ๋อกับสามีเก่าอยู่”
“เหรอ...นอกจากคุณแล้ว ผมก็ไม่คิดว่าจะมีผู้หญิงคนไหนเค้าทำแบบนั้นนะ”
เอนิตาสะอึก...แต่พยายามระงับอารมณ์ ท้าทายว่า “ไม่เชื่อฉันเหรอ ไม่เชื่อคุณก็ตามไปดูสิ ไปเร็วๆนะ จะได้ทันฉากเรตเอ็กซ์ไงล่ะ”
ณนนท์รู้สึกสังหรณ์ใจว่ายี่หวาอาจจะอยู่ในสถานการณ์อันตราย จึงรีบวิ่งออกไป เอนิตามองตามสะใจ แต่ลึกๆแล้วแอบเจ็บในใจเมื่อรู้ว่าณนนท์ห่วงใยยี่หวา
ooooooo
ภายในความมืด ชม้อยเกือบจะพลาดท่าเสียทีวสันต์ ถ้าไม่ดิ้นรนจนมือไปโดนสวิตช์ไฟตรงหัวเตียง พร้อมๆกันนั้นณนนท์ก็มาเคาะประตูเรียกยี่หวา ตามมาด้วยเอนิตาที่ตั้งใจมาเยาะหยันอย่างเต็มที่ แต่กลายเป็นว่ายี่หวาเพิ่งเดินกลับมาหน้าห้องพร้อมยาแก้ปวดในมือ
ทุกคนตะลึงกับเหตุการณ์ภายในห้อง วสันต์เองก็อาย แทบแทรกแผ่นดิน พะอืดพะอมจะอ้วกเสียให้ได้เมื่อรู้ว่าตัวเองปล้ำจูบชม้อยไปหลายฟอด
เมื่อยี่หวาซักถามวสันต์ว่าเกิดอะไรขึ้น ชม้อยก็จีบปากจีบคอทันทีว่า
“ผัวเก่าเธอน่ะวางแผนจะคืนดีโดยให้ยัยนี่” ชี้ไปที่เอนิตา “...เป็นผู้ช่วย ฉันผ่านมาได้ยินแผนพอดีก็เลยเสนอตัวเข้ามาช่วย เรื่องก็มีแค่นี้แหละ ที่เหลือไปเคลียร์กันเองก็แล้วกัน...ไปก่อนนะดาหลิง” ชม้อยทิ้งระเบิดแล้วเดินออกจากห้องไป
“ฉันไม่คิดเลยนะว่าคุณจะเป็นคนแบบนี้” ยี่หวาต่อว่าอย่างรับไม่ได้ วสันต์อายจนพูดไม่ออก ส่วนณนนท์ก็ตำหนิเอนิตาหลายคำ แต่เธอรีบปฏิเสธ โยนความผิดทั้งหมดให้วสันต์คนเดียว
“ฉันเปล่า ทั้งหมดเป็นแผนของเขา เขาบังคับให้ฉันช่วย ฉันไม่เกี่ยวอะไรด้วย”
“อ้าวคุณ ไหงพูดงั้นล่ะ เรื่องชั่วๆแบบนี้ผมทำได้แต่คิดไม่ได้หรอก คุณต่างหากที่เป็นคนวางแผนทั้งหมด”
“ฉันเปล่านะ”
วสันต์กับเอนิตาทุ่มเถียงไม่ยอมกัน จนยี่หวาต้องไล่ตะเพิดพวกเขาออกจากห้องเพราะไม่อยากให้ข้าวตูมารู้เห็นวีรกรรมเลวๆของพ่อ
“ฉันจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น พรุ่งนี้เราต่างคนต่างกลับกรุงเทพฯ”
สิ้นคำของยี่หวา ณนนท์เดินมาพูดเบาๆกับเอนิตา
“แหม...น่าจะแจ้งความข้อหาบุกรุกด้วยนะ ผมจะได้เพิ่มข้อหาสมรู้ร่วมคิดเข้าไปอีกคน”
เอนิตาเจ็บใจแต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจ้องณนนท์ตาขวาง
ooooooo
ผ่านไปสองสามวัน ข้าวตูถูกกังฟูเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ชอบทำตัวเป็นขาใหญ่ข่มขู่รังแก กังฟูไม่ยอมให้ข้าวตูมาใช้สนามทำกิจกรรมอื่นๆกับเพื่อน นอกจากเล่นฟุตบอลเท่านั้น
ข้าวตูเจ็บใจกับเงื่อนไขของกังฟู เพราะนั่นคือจุดอ่อนของตนที่เล่นฟุตบอลไม่เป็น ไข่ตุ๋นเองก็ไม่พอใจกับความ
กร่างของกังฟู จึงต้องการให้ข้าวตูหัดเตะบอลแล้วมาแข่งกับกังฟู โดยจะให้พ่อของตนซึ่งเตะบอลเก่งที่สุดในโลกสอนให้...
วันเดียวกันนี้ ณนนท์นัดคุยงานกับลูกค้าที่จะเปิดตัวขนม “ทอมทั้ม” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด
“ผมรับรองว่างานเปิดตัวขนมอบกรอบตัวใหม่ของคุณดังแน่ครับ อย่างน้อยสื่อจากการประกวดหาพรีเซ็นเตอร์เด็กที่ออกไปก็ทำให้คนจำชื่อขนมทอมทั้มของเราได้”
“แต่ผมยังอยากใช้ดาราอยู่นะ เพราะว่าจำง่ายดี แทนที่จะจัดโครงการค้นหาพรีเซ็นเตอร์เด็กแบบนี้”
“ดาราก็ได้แต่กระแสครับ พอหมดกระแสคนก็ลืม เราทำเป็นโครงการให้เด็กๆมาแสดงความสามารถแบบนี้ดีกว่า เพราะทาร์เก็ตกรุ๊ปของเราเป็นกลุ่มเด็กๆ ขณะเดียวกันบริษัทยังได้ภาพลักษณ์ที่ดีด้วย”
“โอเค งั้นตามนั้น เงินรางวัลที่คุณเสนอมาเท่าไหร่นะ”
“ที่หนึ่งสามแสน ที่สองสองแสน ที่สามหนึ่งแสนตามลำดับครับ”
“งั้นคุณดำเนินการได้เลย ฝากด้วยนะ ผมต้องรีบไปประชุมต่อแล้ว”
“ครับ สวัสดีครับ”
ทันทีที่ลูกค้ากลับออกไป เอนิตาซึ่งแอบฟังอยู่ก็เดินเข้าออดอ้อนณนนท์จะขอส่งไข่ตุ๋นเข้าประกวดพรีเซ็นเตอร์ครั้งนี้เพื่อหวังเงินรางวัล
“แต่ผมไม่อนุญาต...พ่อเป็นคนจัดงาน แล้วส่งลูกตัวเองเข้ามาประกวด เอาอะไรคิดเนี่ย ผมมืออาชีพนะครับ ไม่ได้ทำอุตสาหกรรมภายในครัวเรือน”
“แหม เดี๋ยวนี้อะไรๆมันก็จัดตั้งกันได้ทั้งนั้นแหละ ดีซะอีกฉันจะได้ไม่ต้องมากวนเงินคุณบ่อยๆไง”
“ตามใจ ถ้าคุณโลภอยากได้เงินก็ไปหาเด็กคนอื่นมาปั้นแทนแล้วกัน แต่ผมขอบอกไว้ก่อน ต้องไม่ใช่ไข่ตุ๋น ไม่งั้นผมเอาเรื่องคุณแน่”
เขาทิ้งคำขู่เอาไว้แล้วผละไป เอนิตาฟึดฟัดบ่นไล่หลัง
“ประสาท! แล้วฉันจะไปหาเด็กที่ไหน”
แต่ไม่กี่อึดใจต่อมา เอนิตาก็คิดออก เธอมุ่งหน้าไปโรงเรียนอนุบาลที่ลูกสาวเรียนอยู่เพื่อสอดส่องมองหาเด็กเก่งๆ ไข่ตุ๋นเดินมาเจอก็แปลกใจว่าทำไมวันนี้แม่มารับเร็วนัก แต่พอรู้ว่าแม่มาธุระอะไร เด็กหญิงก็เสนอตัวทันที
“ก็ไข่ตุ๋นนี่ไง ใครๆก็ชมว่าไข่ตุ๋นเก่งทั้งนั้น”
ไม่ทันที่เอนิตาจะตอบอะไร มีเสียงฮือฮาดังขึ้นใกล้ๆ เธอสอบถามลูกสาวก็ได้ความว่ากังฟูกำลังโชว์รำไท้เก๊กอยู่
“อุ๊ย น่าสนใจ เด็กเก่งแบบนี้แหละที่ฉันจะส่งเข้าประกวด” เอนิตาโพล่งขึ้นด้วยความดีใจ
“ประกวดอะไรคะ แบบนี้ไข่ตุ๋นก็ทำได้เหมือนกันแหละ ทำไมแม่ไม่ส่งไข่ตุ๋นเข้าประกวดบ้างล่ะ”
“อยากรู้ก็ไปถามพ่อเอาเองก็แล้วกัน รออยู่ก่อนนะ เดี๋ยวแม่มา”
เอนิตาถลาเข้าไปดูกังฟู แล้วประจ๋อประแจ๋พูดคุยกับแม่ของกังฟู ไข่ตุ๋นได้ยินถ้อยคำที่แม่ชื่นชมกังฟูไม่หยุดปากก็รู้สึกน้อยใจ และไม่เข้าใจทำไมแม่ไม่เห็นความสำคัญของตน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ไข่ตุ๋นบอกเล่าพลางบ่นน้อยใจแม่ให้ปู่กับอาฟัง ทั้งคู่ได้แต่สงสารหลาน ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ก็พอดีณนนท์กลับเข้ามา เท่งเลยให้ไข่ตุ๋นพูดกับพ่อเอาเอง
หลังฟังถ้อยคำต่อว่าต่อขานของลูกสาว...ณนนท์ถึงกับถอนใจ บ่นเอนิตาหาเรื่องให้อีกแล้ว
“คุณพ่อคิดว่าไข่ตุ๋นเก่งสู้คนอื่นไม่ได้หรือไง ถึงไม่ยอมให้เข้าประกวด”
“ไม่ใช่อย่างนั้นลูก พ่อไม่อยากให้ใครว่าได้ ลองคิดดูสิว่าถ้าพ่อจัดงาน ไข่ตุ๋นมาประกวดแล้วไข่ตุ๋นเกิดชนะขึ้นมา คนอื่นเขาจะคิดยังไง”
“ก็ช่างคนอื่นสิคะ คุณพ่อไม่ใช่เปาบุ้นจิ้นซะหน่อย”
“ไข่ตุ๋นยังเด็ก ไม่เข้าใจสิ่งที่พ่อพูดหรอก เอาเป็นว่ายังไงพ่อก็ไม่ให้ไข่ตุ๋นลงประกวด”
“ไข่ตุ๋นโกรธพ่อแล้ว” พูดจบก็วิ่งขึ้นข้างบนทันที ณนนท์ร้องเรียกก็ไม่ฟัง เท่งจึงบอกให้ปล่อยไปก่อน ขณะที่สุดยอดเสริมว่า เด็กก็เป็นอย่างนี้แหละ พรุ่งนี้ก็ลืมแล้ว...
แต่ไข่ตุ๋นไม่ใช่เด็กที่ลืมอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่ตัวเองอยากเป็นที่รักของแม่...เช้าขึ้น ไข่ตุ๋นจึงยังงอนพ่อไม่เลิก นั่งหน้าบึ้งตึงตลอดทางที่พ่อขับรถไปส่งโรงเรียน และไม่ยอมหอมแก้มพ่อเหมือนที่เคยทำเป็นประจำด้วย
เมื่อเห็นลูกเป็นแบบนี้ ณนนท์รู้สึกไม่สบายใจ แต่พอได้ฟังเหตุผลอันไร้เดียงสาของลูกที่พูดทั้งน้ำตาซึมๆ เขาก็อึ้งไปด้วยความสงสารจับใจ
“ไข่ตุ๋นอยากประกวดเพราะไข่ตุ๋นอยากให้แม่รัก พ่อไม่รู้หรอกว่าคนที่แม่ไม่รักมันเป็นยังไง ตอนนี้แม่เอาใจแต่กังฟู อีกหน่อยแม่ก็ลืมไข่ตุ๋นแล้ว”
“เอาล่ะๆ ถ้าไข่ตุ๋นคิดว่าการประกวดครั้งนี้จะทำให้แม่รักไข่ตุ๋น งั้นพ่อยอม โอเคมั้ย”
“จริงเหรอคะ”
“จริง...แต่งานนี้ไม่มีใครช่วยไข่ตุ๋นนะ พ่อกับแม่ก็ช่วยไม่ได้ ไข่ตุ๋นจะโชว์อะไร แล้วใครจะช่วยซ้อม”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงค่ะพ่อ ไข่ตุ๋นคิดไว้แล้ว”
ไข่ตุ๋นเล็งตัวช่วยสำหรับงานนี้ไว้แล้ว นั่นก็คือยี่หวาแม่ของข้าวตู โดยใช้ช่วงเวลาตอนที่ยี่หวามาส่งข้าวตู เฝ้าออดอ้อนให้ช่วยคิดทีว่าตนควรประกวดอะไรดีถึงจะชนะ เพื่อแม่จะได้รักตน ยี่หวาตกลงเพราะสงสาร พร้อมกันนี้ก็ย้ำว่าไข่ตุ๋นห้ามเกเร ห้ามขี้เกียจซ้อมอย่างเด็ดขาด ซึ่งไข่ตุ๋นก็รับปากแข็งขัน ยืนยันว่าตนจะสู้เต็มที่ สู้เพื่อแม่...
ข้างฝ่ายณนนท์ หลังจากเมื่อเช้าอนุญาตให้ลูกเข้าประกวด ก็รู้สึกไม่สบายใจ เกรงจะเป็นที่ครหาว่าการแข่งขันไม่โปร่งใส เขาจึงเดินทางไปพบลูกค้าที่เป็นเจ้าของขนมทอมทั้มเพื่อขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดงาน
“ทำไมล่ะ เราคุยรายละเอียดกันเรียบร้อยแล้วนี่ คุณเองก็พรีเซนต์ซะดิบดี แล้วจู่ๆจะมาถอนตัวทำไม หรือว่าไม่มีเด็กสนใจมาประกวด”
“ไม่ใช่หรอกครับ เด็กที่ส่งใบสมัครเข้ามาน่ะเยอะ แต่ติดปัญหาตรงที่ลูกสาวผมก็อยากจะประกวดด้วย ผมปฏิเสธแกไม่ได้จริงๆ กลัวแกจะเสียใจ ผมก็เลย...”
“โธ่เอ๊ย นึกว่าอะไร มันเรื่องเล็กมาก อย่าคิดมากสิคุณ ถ้าลูกคุณนนท์มีความสามารถจริงๆ เอามาเลย ผมยินดี อย่าไปปิดโอกาสเขาเพียงเพราะเขาเป็นลูกคุณสิ”
“จะดีเหรอครับ แต่ผมกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเวทีเราไม่เป็นธรรม”
“ไม่เกี่ยวกันหรอก คิดมาก นี่มันเรื่องของเด็กแท้ๆ เงินรางวัลตั้งเอาไว้ ใครเก่งก็มาเอาไป ผมไม่คิดมาก คุณตั้งใจจัดงานออกมาให้ดีเท่านี้ผมก็พอใจแล้ว”
ฟังลูกค้าแล้ว ณนนท์รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
ooooooo
ค่ำคืนนี้ สองแม่ลูกวัลลภากับวสันต์มีอันต้องอยู่ไม่เป็นสุข เพราะชายชุดดำกลุ่มหนึ่งมาตามทวงหนี้ถึงบ้าน แล้วขนข้าวของเครื่องใช้มีค่าที่จะเปลี่ยนเป็นเงินได้เอาไปหลายอย่าง อีกทั้งพวกเขายังขีดเส้นตายด้วยว่า หนี้จำนวนสิบล้านถ้ายังไม่ได้ภายในสองวัน จะกลับมาเอาชีวิตทั้งคู่แน่
“หมด คราวนี้หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เห็นมั้ยตาสันต์ มัวแต่ใจเย็นอยู่ได้ ขืนชักช้ากว่านี้ชีวิตเราก็จะรักษาไว้ไม่ได้นะ”
“แล้วแม่จะให้ผมทำยังไงเล่า ผมไม่ได้เป็นคนกู้มาสักหน่อย”
“อย่ามาพูดดีนะ ฉันกู้มาก็เอาไปใช้หนี้บอลให้แกแหละ”
“แม่พูดยังกับแม่ไม่ได้เล่นด้วยงั้นแหละ อีกสองวันใครจะหาเงินสิบล้านมาให้พวกมันทัน บ้าเอ๊ย!”
“เลิกบ่นได้แล้ว มาช่วยกันคิดก่อนดีกว่าจะเผ่นไปอยู่ที่ไหนก่อนพวกมันจะมาฆ่าทิ้ง”
ในที่สุด เช้าขึ้นสองแม่ลูกก็ต้องบากหน้าไปพึ่งพาครอบครัวยี่หวา ทั้งคู่จำใจก้มลงกราบขอขมาบุญเลื่องที่นั่งอยู่กับลูกๆ ยาหยีเห็นแล้วก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ส่วนยี่หวายังมีความสงสารอยู่ในที
“ดิฉันพลาดไปแล้ว หมดเนื้อหมดตัวแล้วก็หมดที่พึ่ง ถึงต้องมาอาศัยใบบุญคุณพี่ หวังว่าคงไม่รังเกียจที่จะให้ดิฉันกับลูกอยู่ที่นี่สักพักนะคะ”
“อย่าพูดเองเออเองสิคะคุณวัลลภา ถามฉันก่อนว่าโอเครึเปล่า”
“แหม...ผู้ใหญ่ใจดีอย่างคุณพี่คงไม่ปฏิเสธคนตกทุกข์ได้ยากอย่างดิฉันกับลูกหรอก”
“เมื่อก่อนน่ะใช่ค่ะ แต่เดี๋ยวนี้อะไรๆก็เปลี่ยนไปแล้ว จริงมั้ยคะคุณแม่”
“จริงลูก พูดอย่างใจแม่คิดเลย”
“นี่แปลว่าคุณพี่...จะไม่ให้โอกาสดิฉันกับลูกเลยเหรอคะ”
“ใช่ค่ะ คำตอบคือไม่!”
วัลลภาสะดุ้งโหยง รีบหันไปวิงวอนยี่หวา “ช่วยแม่หน่อยนะลูก ช่วยแม่ด้วย แม่ไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ”
ยี่หวาทำหน้าไม่ถูก ลุกเดินออกไปทางหน้าบ้าน วัลลภาจึงส่งซิกให้วสันต์ตามไปอ้อนให้สำเร็จ
“นี่คุณจะใจดำไม่ช่วยผมกับแม่ได้ลงคอเชียวเหรอ พวกมันไม่ใช่แค่ยึดบ้านนะ แต่ยังขู่จะเอาชีวิตผมกับแม่ด้วย”
“นั่นมันเรื่องของคุณ”
“ลำพังชีวิตผม ผมไม่เสียดายหรอก แต่คิดดูสิว่าลูกจะอยู่ยังไง คุณก็รู้ว่าข้าวตูรักผมมากขนาดไหน”
“อย่าเอาลูกมาอ้าง ถึงคุณจะอยู่หรือคุณจะไป คุณก็ไม่เคยสนใจแกอยู่แล้ว”
“ที่ผ่านมาอาจเป็นอย่างนั้น แต่รับรองนะ ถ้าคุณขายที่ช่วยผมคราวนี้ ผมจะทำตัวใหม่ผมจะเป็นพ่อที่ดีของข้าวตู แล้วก็เป็นสามีที่ดีของคุณ ผมจะยอมหยุดทุกอย่าง ผมสัญญา”
“เอาล่ะ วันนี้คุณกลับไปก่อน ขอเวลาฉันนิดหนึ่ง แล้วฉันจะพูดกับแม่ให้”
“จริงนะยี่หวา คุณต้องทำให้สำเร็จนะ คุณคือความหวังสุดท้ายของผมแล้ว”
ยาหยีแอบฟังอยู่เงียบๆ รู้สึกสงสารพี่สาวที่อาจจะหลงกลพี่เขยเข้าอีกแล้ว ฝ่ายวสันต์พอได้คำตอบเป็นที่พอใจระดับหนึ่งจากยี่หวา แม้จะยังไม่ใช่การตอบรับ แต่แนวโน้มก็น่าจะสำเร็จ เขาจึงพาแม่ออกจากบ้านบุญเลื่อง โดยบอกให้แม่ใจเย็นไว้ เราต้องออกมาตั้งหลักก่อน
“เรายังมีหลักให้ตั้งอยู่อีกเหรอ ต้องรีบอย่างเดียว รีบพูดให้เมียแกใจอ่อนยอมขายที่ หรือไม่ก็ต้องรีบเผด็จศึกนังเพิร์ลลี่กิ๊กของแก ก่อนที่ความลับจะแตกว่าเราเหลือแต่ตัว เลือกเลยเลือกทางใดทางหนึ่ง”
“ผมไม่เลือกหรอกครับ ผมจะล็อกไว้ทั้งสองทางนั่นแหละกันเหนียว คนอย่างผมไม่วันยอมตกอับเด็ดขาด”
“โอ้วพระเจ้า ลูกแม่ช่างฉลาดเหมือนแม่จริงๆ และ แล้วเราก็มาถึงทางเลือกและทางรอดพร้อมๆกัน”
“ครับ แต่ตอนนี้ถ้าอยากไปถึงตรงนั้น คุณแม่ต้องเชื่อผม เราออกไปกันก่อน อดเปรี้ยวไว้กินหวานแล้วทุกอย่างจะดีเอง”
วัลลภาเห็นด้วยเดินออกไปอย่างมีความหวัง ยาหยีได้ยินเรื่องทุกอย่าง มองด้วยความโกรธแค้น
“ฝันไปเถอะ พวกมารสังคม ฉันไม่มีวันปล่อยให้แผนพวกแกสำเร็จหรอก”
บอกกับตัวเองอย่างนั้นแล้ว ยาหยีก็วางแผนเปิดโปงสองแม่ลูก โดยขอความร่วมมือจากสุดยอดที่รู้จักมักคุ้นกับเพิร์ลลี่และชม้อยเป็นอย่างดี ให้เขานัดหมายสองแม่ลูกมาที่ร้านอาหารซึ่งเธอจะนัดวสันต์กับวัลลภามาด้วย แต่ต้องทำให้แนบเนียนอย่าให้สองฝ่ายเห็นกันเด็ดขาดจนกว่าแผนจะสำเร็จ
ooooooo










