ตอนที่ 1
เด็กหญิงไข่ตุ๋นกับเด็กชายข้าวตูเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลของครูปราณี ด้วยความซนของเด็กทั้งคู่โดยเฉพาะไข่ตุ๋นที่กล้าเก่งเกินเด็กผู้หญิงทั่วไป วันนี้ที่ครูปราณีพาเด็กๆไปเที่ยวสวนสัตว์ ไข่ตุ๋นจึงนำพาข้าวตูออกจากกลุ่มเข้ามาใกล้กรงสัตว์อันตรายที่ครูอุตส่าห์กำชับห้ามปรามเอาไว้แล้ว
เมื่อเด็กสองคนหายไปโดยที่ครูปราณีก็ไม่รู้ว่าหายไปทางไหน เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายจึงเกิดขึ้น ครูปราณีแตกตื่นตกใจจนแทบร้องไห้ ครั้นจะละทิ้งเด็กทั้งกลุ่มไปตามหาเด็กสองคนก็ไม่ได้ จึงได้แต่สอบถามเพื่อนๆของเด็กทั้งสองว่ามีใครเห็นบ้าง
ขณะความวุ่นวายที่สวนสัตว์ยังไม่สิ้นสุด ที่ห้องสัมมนาซึ่งณนนท์รับออกแบบจัดงานเอาไว้ก็กำลังเกิดเรื่อง ณนนท์ไม่พอใจผลงานจึงตำหนิคนงานจนทุกคนกลัวหงอ ก้มหน้างุด
“ผมบอกกี่ครั้งแล้วให้คอนเฟิร์มซัพพลายเออร์ดอกไม้ให้ดีๆ ว่าผมเอาแต่กล้วยไม้นอกเท่านั้น ไม่เอากล้วยไม้ไทย แล้วกล้วยไม้ไทยพวกนี้มาจากไหน ใครรับผิดชอบ”
คนงานเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าสบตาณนนท์สักคน แต่จู่ๆเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ฉันรับผิดชอบเอง”
เธอคือยี่หวา หญิงสาวร่างระหงสวยสะดุดตา แต่ยามนี้ณนนท์ไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะเขากำลังจริงจังจดจ่อกับงาน เพียงอย่างเดียว
“ก็ป้ายงานเขียนว่าไงล่ะ” ยี่หวาชี้ไปที่ป้ายงานซึ่งระบุชัดเจนว่างานท่องเที่ยววัฒนธรรมสี่ภาค “แล้วฉันทำผิดคอนเซปต์ตรงไหน”
“ไม่ผิด...แต่ขัดคำสั่งผม งานนี้ผมต้องการเน้น
ให้คนต่างชาติมาสนใจเมืองไทย มันถึงต้องจัดให้เป็นอินเตอร์ ไม่ใช่เอะอะก็ยัดเยียดความเป็นไทย คนต่างชาติต่างภาษาเขาจะเข้าใจมั้ยล่ะ คุณอย่ามาทำเป็นอวดฉลาดหน่อยเลย กับอีแค่ร้านดอกไม้”
“ร้านต้นไม้แล้วไง ต้องออร์กะไนเซอร์อย่างคุณเท่านั้นเหรอถึงจะมีไอเดียมีสมองได้ งานวัฒนธรรมไทยแต่ทำให้ดูเป็นอินเตอร์ ถ้าคนต่างชาติเขาต้องการความเป็นอินเตอร์แล้วเขาจะมาเมืองไทยทำไมไม่ทราบ ขอโทษนะ นี่ตกลงใช้สมองคิดแน่ใช่มั้ย”
“นี่คุณ...” ณนนท์ขึงขังเสียงดังคับห้อง ตั้งท่าจะโต้วาทีกับเธอ แต่เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขัดจังหวะพอดี เขากดรับแล้วหน้าเสียอย่างฉับพลัน รีบเดินเลี่ยงออกมา
“ว่าไงครับคุณครู”
กลุ่มคนงานได้โอกาสสุมหัวเม้าท์กันทันที
“ไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนรอดตายจากการทิ้งระเบิดของคุณนนท์”
“รอดไม่รอดเปล่า ยังทิ้งระเบิดสวนด้วย วีรสตรีไทยกลับชาติมาเกิดชัวร์ๆ”
ณนนท์ที่ยืนห่างออกมาสีหน้าไม่สู้ดีขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเขาก็รีบออกจากห้องสัมมนาไปโดยไม่บอกกล่าวใครสักคน
“นี่...ยังพูดไม่จบเลย จะไปไหนล่ะคุณ กลับมาเถียงกันก่อนสิ มีอะไรคาใจก็กลับมาได้นะ ฉันรออยู่ตรงนี้แหละ” ขาดคำของยี่หวา โทรศัพท์มือถือเธอดังขึ้น เจ้าตัวดูเบอร์ก่อนรับสายแล้วรีบร้อนออกไปอีกคน
ooooooo
ที่แท้ ไข่ตุ๋นคือลูกสาวของณนนท์ ส่วนข้าวตูเป็นลูกชายของยี่หวา เขาและเธอต่างก็เดินทางมายังสวนสัตว์ตามที่ครูปราณีแจ้งข่าวไป
ณนนท์วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาถามครูปราณีที่ยืนกระวนกระวายอยู่ตรงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
“เจอไข่ตุ๋นมั้ยครับครู”
ครูปราณีไม่ทันจะตอบ ยี่หวาก็วิ่งส่งเสียงร้อนรนเข้ามาทางด้านหลัง
“ข้าวตูล่ะคะคุณครู”
“ลูกคุณก็หายเหรอครับ” ณนนท์ถามพรวดพร้อมกับหันหลังไปปะทะยี่หวา ต่างคนต่างตกใจอุทานเป็นเสียงเดียว
“คุณ!!”
“คุณพ่อคุณแม่ใจเย็นก่อนนะคะ ตอนนี้ทุกคนกำลังออกตามหาอยู่ค่ะ”
“แล้วทำไมลูกฉันถึงหายไปได้ล่ะคะคุณครู ปกติลูกฉันก็เรียบร้อยนะคะ ไม่น่าจะแอบไปซนที่ไหน”
ประโยคนี้ของยี่หวาจุดชนวนให้ณนนท์รู้สึกขวางหูขวางตา เพราะเพิ่งมีคดีเก่ากันมา
“อ้าว คุณพูดอย่างนี้ก็หมายความว่าลูกผมชวนไปล่ะสิ”
“ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย ร้อนตัวไปหรือเปล่า”
“ก็ลูกเราสองคนหายไป ถ้าคุณไม่ว่าลูกผมแล้วคุณว่าลูกใคร”
“โอเคๆ ถ้าคิดว่าฉันว่า...ฉันพูดอะไรไปคุณก็คงไม่ฟัง ก็ได้ ฉันว่าลูกคุณ คอยดูนะ ถ้าลูกคุณทำให้ลูกฉันเป็นอะไร ฉันจะ...”
“จะอะไร” ณนนท์สวนทันควัน สีหน้าท่าทางเอาเรื่องจนครูปราณีต้องรีบห้ามทัพ
“หยุดเถอะค่ะ คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งทะเลาะกัน สู้เอาเวลานี้ไปตามหาลูกดีกว่าไหมคะ ป่านนี้เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้”
“ครูจำได้ไหมครับ เห็นเด็กสองคนนี้ครั้งสุดท้ายที่ไหน”
ครูปราณีนิ่งเงียบเพราะจำไม่ได้จริงๆ ยี่หวาหันมาถามเด็กๆมีใครเห็นบ้าง ปรากฏว่าเด็กสามคนตอบไปคนละอย่าง แต่ทุกคำตอบล้วนน่ากลัวทั้งนั้น มีทั้งเห็นที่กรงเสือ กรงสิงโต บ่อจระเข้...ยี่หวาถึงเข่าอ่อนแทบทรุด ห่วงลูกจนน้ำตาซึม ขณะที่ณนนท์ก็กุมขมับ เครียดหนักพอกันทั้งคู่
สักครู่หนึ่งก็มีมือเล็กๆมาสะกิดหลังยี่หวา “คุณแม่ครับ คุณแม่ร้องไห้ทำไมครับ”
“พ่อ...พ่อปวดหัวเหรอคะ”
เสียงของเด็กชายหญิงทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองหายเศร้าหายเครียดเป็นปลิดทิ้ง ต่างฝ่ายต่างโผกอดลูกของตนด้วยความดีใจสุดๆ
ooooooo
เสร็จเรื่อง ครูปราณีพาลูกศิษย์ทุกคนไปขึ้นรถบัส โดยมีณนนท์กับยี่หวาตามมาส่ง ทั้งคู่ฉีกยิ้มและโบกมือให้เด็กๆที่ส่งเสียงกันจ้อกแจ้กจอแจ
“บ๊ายบายค่ะพ่อ ไว้เจอกันที่บ้านนะคะ”
ณนนท์แย้มยิ้มตอบรับลูกสาว แต่พอรถเคลื่อนออกไป ทั้งณนนท์และยี่หวาก็หมดเวลาสร้างภาพ หันมาฉะกันทันที
“ฉันนึกแล้วว่าลูกคุณต้องเป็นฝ่ายชวนลูกฉัน”
“เด็กมันก็ต้องซน เรื่องธรรมดา ไม่รู้จะโวยวายทำไม”
“แล้วถ้าลูกฉันเป็นอะไรไปล่ะ”
“ก็แล้วมันเป็นอะไรมั้ยล่ะ”
“ฉันไม่แปลกใจเลยที่ไข่ตุ๋นซนอย่างนี้ ก็เพราะมีพ่ออย่างคุณให้ท้ายนี่เอง”
“แล้วคุณล่ะ ดูแลลูกตัวเองให้ดีก่อนเถอะ ค่อยมาว่าลูกคนอื่นเขา”
“ทำไม ฉันเลี้ยงลูกไม่ดีตรงไหน”
“ตุ๋มติ๋มซะขนาดนั้น ตอนแรกผมยังนึกว่าเป็นเด็กผู้หญิงซะอีก”
“คุณว่าลูกฉันเป็นตุ๊ดเหรอ”
ขาดคำ ยี่หวากระทืบปลายเท้าณนนท์ ตามด้วยปล่อยหมัดขวาตรงเข้าเต็มเบ้าตาจนเขาร้องโอ๊ยด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ยังปากเก่งร้องท้าเมื่อเห็นเธอจะผละไป
“แน่จริงอย่าหนีซิ”
ยี่หวาหยุดกึก แล้วเดินกลับมากระทืบเท้าเขาอีกข้างอย่างสุดแรง “นี่แน่ะ อย่างนี้เรียกแน่จริงรึเปล่า” ว่าแล้วเจ้าหล่อนก็สะบัดหน้าจากไปด้วยความสะใจ ทิ้งณนนท์โดดเหยงๆ เจ็บน้ำตาแทบเล็ด มองตามเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ooooooo
กลางวันวันเดียวกัน ที่ห้างสรรพสินค้ามีการถ่ายทำรายการโทรทัศน์ชื่อดัง โดยมีนายสุดยอดน้องชายของณนนท์เป็นพิธีกร ว่านเป็นโปรดิวเซอร์ควบคุมรายการ นัทเป็นครีเอทีฟ
บรรดาผู้คนที่มาช็อปปิ้งต่างมุงดูกันเต็มไปหมด บางคนก็หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป ถ่ายคลิป โดยที่กลุ่มแฟนคลับของสุดยอดคอยชูป้ายให้กำลังใจกันเป็นทิวแถว สุดยอดเคยประกวดเรียลลิตี้ได้ตำแหน่งที่สาม “บ้านตะกายดาว” ถือว่าดังในระดับนึง เป็นทั้งพิธีกร ดาราและนายแบบ แต่ยังไม่เด่นชัดในทางใดทางหนึ่ง
แม้การประกวดครั้งนั้นเขาจะไม่ได้ตำแหน่งชนะเลิศ แต่ด้วยรูปร่างแมนๆ และหน้าตาคมเข้มของเขาก็ทำให้มีแฟนคลับทั้งสาวแท้สาวเทียมตามกรี๊ดเป็นกำลังใจกันวุ่นวายไปหมด กะว่าเสร็จงานเมื่อไหร่ได้ถึงเนื้อถึงตัวเขาแน่
ซึ่งนั่นแหละคือปัญหาของสุดยอด เมื่อเสร็จงานเขารีบหลบเข้าห้องน้ำพร้อมว่านกับนัท บรรดาแฟนคลับตามมาอออยู่หน้าห้องน้ำเต็มไปหมด สักครู่เห็นนัทเดินออกมา กลุ่มแฟนคลับรีบเข้าไปรุมเขาทันที
“พี่ยอดล่ะ ทำไมเข้าไปนานจังเลย ท้องเสียรึเปล่าเนี่ย”
“ยอดสบายดีครับ ทุกคนไม่ต้องห่วง แต่ตอนนี้ยอดกลับไปแล้ว ขอเชิญทุกคนกลับไปก่อนนะครับ”
“จะกลับไปได้ไงยะ ฉันเฝ้าอยู่ตลอด ยังไม่เห็นใครออกมาเลย จะกีดกันไม่ให้พวกเราพบพี่ยอดใช่มั้ย พวกเราลุย!”
บรรดาแฟนคลับจะบุกเข้าไปในห้องน้ำชาย นัทตกอกตกใจพยายามกันไว้สุดฤทธิ์ เลยโดนหางเลขไปคนละตุ้บสองตุ้บ ระหว่างนั้นเองว่านก็ใส่เสื้อโค้ทสวมแว่นตาดำเพื่อพรางตัวให้แฟนคลับเข้าใจผิดว่าเป็นสุดยอด เดินย่องหนีออกมาจากห้องน้ำ พอแฟนคลับเหลือบเห็นเข้าก็คิดว่าใช่แล้ว จึงวิ่งกรูร้องกรี๊ดตาม จนว่านต้องตบเกียร์ห้าวิ่งหนีทันที
“ฝูงไฮยีน่ารึไงวะ จะรอดมั้ยเนี่ยไอ้ว่าน” นัทบ่นด้วยสีหน้าเสียวสยองแทนว่าน ส่วนสุดยอดค่อยๆโผล่หน้าออกมามองซ้ายขวาก่อนถามนัทว่าสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง “เคลียร์แล้ว แต่ทีหลังอย่าเล่นมุกนี้บ่อยนักนะโว้ย พวกข้าก็รักชีวิตเหมือนกัน”
“เออๆ ขอบใจมากโว้ยเพื่อน” ว่าแล้วเขาจะผละไป แต่ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นเอนิตากำลังเดินคลอเคลียกับนายแบบหนุ่มคนหนึ่ง สุดยอดหน้าตึงทันที เดินเข้าไปขวางหน้าเอนิตากับนายแบบหนุ่ม ทักทายด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “สวัสดีคร้าบ...พี่สะใภ้ซุปเปอร์โมเดลของผม”
นายแบบหนุ่มงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น ในขณะที่เอนิตาจ้องหน้าสุดยอดตาขวาง
“มีอะไรเหรอ นักล่าฝันตกกระป๋อง”
“ก็ไม่มีอะไรหรอกครับพี่สะใภ้ ถ้าจะเอ็นดูลูกคนอื่นผมก็ไม่ว่าหรอกนะครับ แต่ยังไงก็หัดมาเยี่ยมๆมองๆลูกตัวเองบ้าง เด็กมันโตขึ้นทุกวันอย่าให้มันว่าได้ว่ามีแม่นิสัยไม่ดีชอบทิ้งๆขว้างๆ”
“ไอ้สุดยอดชั่ว ฉันไปเหยียบหางแกเหรอ แกถึงได้มากัดฉัน”
นายแบบหนุ่มเห็นท่าไม่ดีชิงขอตัวกลับไปก่อนทันที เอนิตาร้องเรียกเขาก็ไม่เหลียวหลัง
“อย่าเสียเวลาเรียกเลยพี่ น้องมันไม่อยากปีนต้นงิ้วน่ะ แต่ยังไงก็ขอโทษด้วยนะ แหม อ้อยกำลังจะเข้าปากช้างอยู่แล้วเชียว ผมก็ดันดึงออกมาได้ ดูซิ น้ำหมากยังติดมุมปากอยู่เลย”
เอนิตาแค้นสุดๆ ทั้งด่าทั้งเอากระเป๋าถือตบตีสุดยอดไม่ยั้ง จนสุดยอดต้องถอยร่นไม่เป็นกระบวน แล้วไปชนเข้ากับยาหยีน้องสาวยี่หวาที่ถือกล่องใส่เค้กวันเกิดของหลานชายผ่านมา
ยาหยีโดนชนจนล้ม กล่องเค้กหล่นทำให้เค้กหน้าเละไปหมด เธอร้องลั่นด้วยความโมโห หันไปจ้องหน้าเอาเรื่องคนชน เอนิตาหน้าเสียจะรีบชิ่ง
“ฉันไม่เกี่ยวนะคะคุณ ไอ้นี่ต่างหากเป็นตัวเริ่ม เล่นมันเลยค่ะ ฉันไม่เกี่ยว”
“โห...พอปากว่างไม่ได้เคี้ยวเด็กก็ไล่กัดเลยนะ...อย่าไปเชื่อนะคุณ สาเหตุมันเป็นเพราะยัยนี่”
“ฉันไม่สนหรอกว่าพวกคุณจะมีเรื่องอะไรกัน แต่เค้กฉันพังเละหมดแล้ว พวกคุณจะรับผิดชอบยังไง”
“เค้กพังก็พูดกันดีๆได้นี่คุณ ไม่เห็นต้องเสียงดังเลย จะเอาเท่าไหร่ล่ะ” คำพูดสุดยอดทำให้ยาหยียิ่งโมโหหนัก โต้ตอบว่า
“เท่าไหร่ก็ไม่สำคัญหรอก เพราะเค้กชิ้นนี้มันมีความหมายกับฉันมาก”
“ไอ้โน่นก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่เอา แล้วจะเอาอะไร”
ยาหยีโกรธจี๊ด อาศัยช่วงที่สุดยอดเบือนหน้าหยิบเค้กบนพื้นขึ้นมาโปะใส่หน้าเขาเต็มๆ จนเละไปทั้งหน้าทั้งหัว นัทมองดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ถึงกับสะอึก อึ้งที่เพื่อนรักซวยซ้ำซ้อนจริงๆ
“เก็บเงินของนายเอาไว้ยัดใส่ปากตัวเองตอนตายละกัน ไอ้เบื๊อก!” ด่าเสร็จยาหยีก็เดินฉับๆจากไปด้วยความโกรธ สุดยอดเอามือปาดเค้กออกจากหน้าจากปากแล้วตะโกนไล่หลัง
“นี่คุณ คราวหน้าถ้าเจอกันอีกซื้อเค้กอร่อยๆหน่อยนะ เค้กสั่วๆอย่างนี้ผมไม่ชอบ”
ยาหยีโกรธแทบเต้น หันกลับมาร้องด่าสุดเสียง “ไอ้บ้า!!”
ooooooo
ค่ำคืนนั้น ณนนท์เบ้าตาเขียวคล้ำเพราะหมัดยี่หวาต้องเอาน้ำแข็งมาประคบ ขณะที่สุดยอดน้องชายก็หน้าตาหัวหูเละเทะด้วยฝีมือยาหยีกลับมาอาบน้ำทำความสะอาดจนอ่อนใจ สองพี่น้องอยู่ในอารมณ์เดียวกันเดินบ่นเข้ามาในห้องนั่งเล่นที่เท่งพ่อของพวกตนกับไข่ตุ๋นกำลังดูมวยปล้ำกันอย่างเมามัน
“พวกผู้หญิงก็อย่างเงี้ย ไม่เคยฟังเหตุฟังผล พอเถียงสู้ไม่ได้ก็ใช้กำลัง ถ้าเราเอาคืนก็หาว่ารังแกเพศอ่อนแออีก แสบขนาดนี้มันอ่อนแอตรงไหนเนี่ย”
“แกยังดีที่โดนแค่เค้ก ฉันสิ หมัดทั้งดุ้น...คอยดูนะ ถ้างานพรุ่งนี้งานออกมาเละเพราะยัยนี่ล่ะก็ ฉันจะบุกไปตัดต้นไม้ทิ้งทั้งร้านเลย” ณนนท์ฮึ่มฮั่มก่อนประสานเสียงกับน้องชายว่า “ผู้หญิงงี่เง่า!”
“จริงด้วยค่ะพ่อ ไข่ตุ๋นก็ไม่ชอบผู้หญิงเหมือนกัน ไข่ตุ๋นอยากเป็นผู้ชายมากกว่าจะได้เหมือนพ่อ เหมือนอายอดแล้วก็ปู่เท่งไงคะ”
“โห...ลูกพ่อจริงๆ” ณนนท์ยิ้มแย้มลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู
“นี่เจ้าไข่ตุ๋น ผู้หญิงไม่ได้งี่เง่าเหมือนกันทุกคนหรอกนะ อย่างย่าของไข่ตุ๋นไง ทั้งแสนดี มีเหตุผล เป็นกำลังใจให้ปู่ทุกอย่าง”
“แล้วผู้หญิงอย่างแม่จะมีซักกี่คนล่ะครับพ่อ ตั้งแต่เกิดมาผมเห็นแค่แม่คนเดียวเท่านั้นแหละที่เพอร์เฟกต์ทุกอย่าง คนอื่นไม่เคยเห็น”
“จริงของพี่นนท์ นอกจากแม่แล้ว ผู้หญิงคนอื่นก็งี่เง่าบ้าบอกันทั้งนั้นแหละ”
สุดยอดสนับสนุนและเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ในเวลาเดียวกันนั้นอีกบ้านหนึ่งยาหยีก็กำลังก่นด่าผู้ชายโดยมีบุญเลื่องผู้เป็นแม่ผสมโรงเป็นปี่เป็นขลุ่ยขณะช่วยกันทำอาหารเพื่อฉลองวันเกิดให้ข้าวตู
“ผู้ชายมันก็นิสัยแบบนี้ทุกคน ไร้ความรับผิดชอบ เห็นแก่ตัว คิดดูสิคะแม่ ไอ้ติงต๊องนั่นมันทำเค้กวันเกิดข้าวตูพังยังไม่ขอโทษหนูซักคำ”
“ผู้ชายก็อย่างงี้แหละ ชอบวางอำนาจ ใช้กำลัง ผิดก็ไม่ยอมรับผิด เราอย่าไปสนใจเลย ไปซื้อเค้กให้ข้าวตูใหม่ดีกว่า”
“ซื้อใหม่ก็ไม่เหมือนของเดิมหรอกค่ะ เพราะหนูสั่งทำเป็นพิเศษ จะทำใหม่ก็ไม่ทันแล้วด้วย”
เสียงบ่นของยาหยีเงียบลงเมื่อยี่หวาเข้ามาพร้อมช่อดอกไม้ หลังจากนั้นไม่นานทั้งอาหารและเจ้าของวันเกิดก็พร้อมเพรียง แต่พอทุกคนร้องเพลงอวยพรวันเกิดเสร็จ ข้าวตูกลับไม่ยอมแตะต้องอาหาร บอกว่าจะรอพ่อก่อน พ่อสัญญาว่าจะมาวันเกิดของตน
บุญเลื่องรู้นิสัยลูกเขยดี มั่นใจว่าเขาไม่มาแน่ แต่ก็อ้างเหตุผลไม่ให้สะเทือนใจหลานว่าพ่อเขางานยุ่ง ไม่รู้จะมากี่โมง เผลอๆอาจจะติดงานมาไม่ได้ ข้าวตูมากินข้าวกับยายก่อนดีกว่า
“ไม่ครับ ข้าวตูจะรอพ่อ พ่อสัญญาแล้ว พ่อต้องมาสิ”
ยิ่งพูด ข้าวตูก็หน้าไม่ดีเหมือนจะร้องไห้ ยี่หวาดึงลูกมากอดด้วยความสงสาร ทันใดนั้นเสียงพลุกระดาษดังขึ้น ทุกคนหันไปเห็นกลุ่มตัวตลกกำลังร้องรำทำเพลง คนหนึ่งยื่นลูกโป่งรูปสัตว์มาให้ข้าวตูที่ยิ้มหน้าบานชอบอกชอบใจสุดๆ พร้อมกันนั้นวสันต์ก็โผล่เข้ามาพร้อมกล่องของขวัญขนาดใหญ่และเค้กวันเกิด
“คุณพ่อ!” ข้าวตูดีใจมากวิ่งเข้าไปกอดวสันต์ที่รีบวางของแล้วกอดตอบหอมแก้มลูกชายดังฟอด
“พ่อขอโทษทีนะลูกที่มาช้าไปหน่อย พ่อสั่งทำเค้กเป็นพิเศษเอาไว้เพื่อข้าวตูโดยเฉพาะ ก็เลยเสียเวลารอนานไปนิดนึงน่ะครับ ข้าวตูไม่โกรธพ่อนะ”
“ไม่โกรธครับ ข้าวตูดีใจที่สุดเลยครับที่พ่อมาหาข้าวตู”
วสันต์โอบกอดลูกอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ยี่หวามองลูกด้วยรอยยิ้ม เมื่อลูกมีความสุขตนก็สุขด้วย...จนเมื่อเวลาแห่งความสุขของข้าวตูผ่านพ้นไป ยี่หวาเดินออกมาส่งวสันต์หน้าบ้าน เธอกล่าวขอบใจเขาที่อุตส่าห์มา
“ผมสัญญาแล้วว่าจะมาก็ต้องมาสิ ว่าแต่คุณลืมอะไรหรือเปล่า”
ยี่หวาชะงักมองหน้าเขาก่อนจะเปิดกระเป๋าหยิบเงินส่งให้ วสันต์รับมานับแล้วท้วงทันทีว่ายังขาดอีกห้าพัน
“ก็เราตกลงกันหมื่นนึง คุณจะมาเอาอะไรอีก”
“หมื่นนึงน่ะมันค่าจ้างผม แต่ห้าพันเป็นค่าของขวัญ ค่าเค้ก แล้วก็ค่าตัวประกอบเมื่อกี้ไง”
“คุณนี่ช่างเป็นพ่อที่ประเสริฐเหลือเกิน” ยี่หวาแดกดันแต่ก็หยิบเงินห้าพันยื่นให้เขา
“แหม คุณก็รู้เศรษฐกิจตอนนี้มันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แค่นี้ไม่แพงหรอกน่า คิดมากไปได้”
ยี่หวาเหนื่อยใจ ให้เขากลับไปได้แล้ว วสันต์ทำเป็นโอดเล็กๆว่าใช้งานเสร็จก็ไล่เลย แต่ถ้ามีงานอีกอย่าลืมเรียกใช้บริการตนใหม่...ว่าแล้วก็เดินกวนๆกลับไป ยี่หวามองตามด้วยความระอาใจ สงสารลูกที่ต้องมีพ่อแบบนี้
ooooooo
ได้เงินค่าจ้างสร้างภาพพ่อที่แสนดีจากเมียมาไม่ทันข้ามคืน วสันต์ก็ไปดื่มจนเมามายแล้วหนีบเอาสาวเซ็กซี่นางหนึ่งมาค้างที่บ้าน แต่ไม่ทันจะพาเธอขึ้นห้อง ก็ได้ยินเสียงดุดันของวัลลภาแผดขึ้น วสันต์จึงให้หญิงสาวขึ้นไปรอบนห้องก่อน เดี๋ยวตนคุยกับแม่เสร็จจะตามไป
พอหญิงสาวคล้อยหลัง วัลลภาก็กระแทกเสียงหงุดหงิดใส่ลูกชาย “บ้านฉันไม่ใช่โรงแรมม่านรูดนะยะ เมื่อไหร่แกจะเลิกพาผู้หญิงมาค้างที่นี่ซะที รู้มั้ยว่าตอนนี้พวกเจ้าหนี้...”
วสันต์รำคาญรีบปิดปากแม่ด้วยเงินสองพันบาท โดยบอกว่าตนหามาได้สี่พัน แม่เอาไปครึ่งนึงแล้วเลิกบ่นตนซะที วัลลภาดึงเงินมา พลางบ่นว่ามันน้อยนิดแค่ค่าไฟก็ไม่พอ
“วันนี้มีแค่นี้แหละ ไม่มีอะไรแล้วนะครับ งั้นผมไปล่ะนะ”
“เดี๋ยว ฉันยังพูดไม่จบ เสี่ยกำธรติดต่อแม่มาว่าเขาสนใจที่ดินของเมียแกอยากจะซื้อเอาไว้ทำรีสอร์ต แกช่วยไปพูดกับเมียแกให้หน่อยสิ”
“ไอ้ที่บ้านนอกอย่างงั้นน่ะเหรอแม่ จะได้ถึงแสนรึเปล่า เก็บไว้ให้ข้าวตูมันวิ่งเล่นตอนปิดเทอมดีกว่ามั้ง”
“เขาให้สามสิบล้าน”
วสันต์หูผึ่งตาพอง หายเมาเป็นปลิดทิ้ง ยิ่งพอแม่บอกว่าเขาให้พิเศษห้าล้านด้วยถ้าแกทำสำเร็จ วสันต์ถึงกับยิ้มเจ้าเล่ห์แผนชั่วเริ่มผุดขึ้นมาเต็มไปหมด...
เพียงเช้าวันรุ่งขึ้น วสันต์ก็ไปปรากฏตัวที่บ้านแม่ยาย ตามต้อนหน้าต้อนหลังตะล่อมยี่หวาเรื่องขายที่ดิน ตั้งแต่ในบ้านจนออกมาหน้าบ้าน ซึ่งยี่หวาเอากระเป๋านักเรียนของข้าวตูมาใส่รถ
“เชื่อผมสิจ๊ะยี่หวา เงินตั้งสามสิบล้านมันพอที่จะให้เราอยู่สบายๆไปทั้งชาติเลยนะ”
“ไม่ล่ะ ขายต้นไม้อย่างงี้น่ะดีแล้ว อย่างน้อยฉันก็มีเงินเลี้ยงตัวเองเลี้ยงลูก รวมทั้งเลี้ยงคุณกับแม่คุณด้วย”
วสันต์เจ็บใจที่โดนย้อน แต่รีบปั้นยิ้ม “โอเค ผมยอมรับว่าผมอาจจะจับจดไม่ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนคุณแม่ท่านก็มีหนี้สินหลายทาง แต่ถ้าเรามีเงินก้อนนี้ทุกอย่างจะจบเลยนะ ผมก็จะมีทุนทำในสิ่งที่ผมรัก หนี้สินก็ไม่มี ครอบครัวเราจะได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้งไงจ๊ะ”
“พูดง่ายเหลือเกินนะ ลืมไปรึเปล่าว่านั่นเป็นที่ของบรรพบุรุษฉัน ต่อให้ฉันขายมันไปจริงๆ แล้วมันเรื่องอะไรที่ฉันต้องเอาเงินให้คุณด้วย แล้วที่สำคัญฉันไม่เคยคิดจะขาย”
“ก็ได้ ในเมื่อผมเสนอทางออกที่ดีที่สุดแล้วคุณไม่ยอมรับก็ตามใจ เราก็อยู่กันไปอย่างงี้แหละ คาราคาซังจนกว่าลูกจะโตไปเลย”
ข้าวตูออกมาจากในบ้าน วิ่งเข้าหาพ่อด้วยความดีใจนึกว่าพ่อมารับไปส่งโรงเรียน วสันต์พยายามปรับสีหน้าและระงับอารมณ์บอกลูกว่า
“เปล่าหรอกลูก พ่อแวะมาหาแม่ แต่แม่เขาคงเกลียดพ่อแล้วล่ะ พ่อไปทำงานก่อนนะ”
วสันต์เดินกลับไปด้วยท่าทีหงุดหงิด ข้าวตูมองตามอย่างผิดหวัง ในขณะที่ยี่หวายืนมองลูกด้วยความสงสารจับใจ
ครั้นไปส่งข้าวตูถึงโรงเรียน ยี่หวาเจอณนนท์ที่มาส่งไข่ตุ๋น ต่างคนต่างชะงักเหล่มองกันอย่างไม่ชอบหน้า แต่ยังต้องเก็บอาการเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกๆ จนเมื่อเด็กสองคนเดินเข้าโรงเรียนไป ทั้งคู่ก็หันมาเขม่นกันโดยมีครูปราณียืนทำหน้าอีหลักอีเหลื่ออยู่ใกล้ๆ
“หวังว่าการเปิดงานวันนี้มันจะไม่ล้มเพราะความคิดตื้นๆ และก็ดอกไม้ห่วยๆของคุณหรอกนะ”
“แล้วถ้ามันประสบความสำเร็จล่ะ คุณจะขอโทษฉัน แล้วก็กลับไปทบทวนรสนิยมแย่ๆของตัวเองมั้ยล่ะ”
“ได้...เราจะได้รู้กันว่าระหว่างรสนิยมของผมกับไอเดียของคุณ ใครกันแน่ที่เห่ย”
“ได้อยู่แล้ว”
ณนนท์กับยี่หวาจ้องหน้าปะฉะดะกัน ครูปราณีพยายามไกล่เกลี่ยมีอะไรให้ค่อยพูดค่อยจากันดีกว่า
“คนบางคนเขามีวิวัฒนาการความเป็นคนต่ำกว่ามาตรฐาน เขามักจะพูดไม่รู้เรื่องหรอกค่ะครู นอกจากร้องเจี๊ยกๆโวยวายๆแล้วก็ไป” ว่าแล้วยี่หวาก็เดินไป ณนนท์โวยอย่างเจ็บใจ
“นี่คุณว่าผมเป็นลิงเหรอ เก่งจริงกลับมาก่อนสิ โธ่...ไม่แน่จริงนี่หว่า ครูครับครูว่าผู้หญิงนี่งี่เง่าเหมือนกันทุกคนหรือเปล่าครับครู”
คำถามนี้ ครูปราณีฐานะผู้หญิงคนหนึ่งถึงกับสะอึกวางหน้าไม่ถูก
ooooooo
ที่สวนสาธารณะ ว่านกำลังเซ็ตงานเพื่อเตรียมถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ทีมงานแต่ละคนเตรียมงานกันขยันขันแข็ง สักครู่ว่านเดินกลับมาหานัทที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์บันเทิงซึ่งลงข่าวของสุดยอดกับเพิร์ลลี่แฟนสาวที่กำลังจะกลายเป็นอดีต เพราะความเจ้ากี้ เจ้าการของชม้อยแม่ของเพิร์ลลี่นั่นเอง
สุดยอดฐานะพิธีกรของรายการต้องหน้าซีดหน้าเสียเมื่อเดินมาสมทบว่านกับนัทแล้วเห็นข่าวของตนเข้า
“เพิร์ลลี่เปิดใจยอมรับว่าลดระดับความสัมพันธ์กับสุดยอดแล้ว แม้จะไม่เผยสาเหตุ แต่แหล่งข่าววงในแฉว่าทนพฤติกรรมไม้เลื้อยของฝ่ายชายไม่ไหว”
นั่นคือข้อความพาดหัวข่าวที่ทำให้สุดยอดซึมจ๋อยไปในทันที ส่วนที่สตูดิโอแห่งหนึ่ง เวลานี้นักข่าวกำลังรุมสัมภาษณ์ชม้อยที่แสร้งปั้นหน้าเครียดกับข่าวรักๆใคร่ๆของลูกสาว
“เกิดเรื่องทีไรน้องเพิร์ลลี่ก็แก้ตัวแทนทุกที แทนที่จะสำนึกยังจะเลื้อยไปทั่วอีก ศักดิ์ศรีลูกสาวคุณแม่ก็มีนะคะ จะให้ทนต่อไปได้ยังไง”
“งั้นข่าวที่ว่าน้องเพิร์ลลี่คบกับสุดยอดเพื่อหวังดัง พอเจอเป้าหมายใหม่ก็ชิ่ง คุณแม่จะว่ายังไงครับ”
“ไอ้คนที่ให้ข่าวแบบเนี้ยต้องไปหาจิตแพทย์แล้วล่ะค่ะ น้องๆทุกคนก็เห็นอยู่ว่าลูกสาวคุณแม่เข้ามาในวงการด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเกาะแข้งเกาะขาใครดังหรอกค่ะ”
“แล้วเรื่องเจ้าของรถเฟอรารี่สีแดง ที่มีคนเห็นน้องเพิร์ลลี่นั่งไปกองถ่ายล่ะคะ ไม่ทราบว่าคนขับคือหนุ่มไฮโซที่กำลังเป็นข่าวอยู่ตอนนี้รึเปล่าคะ”
“โอ๊ย เพื่อนกันทั้งนั้นล่ะค่ะ ไม่มีอะไร เอ่อ จวนได้ เวลาเข้าฉากแล้วคุณแม่ขอตัวไปดูแลน้องเพิร์ลลี่ก่อนนะคะ”
บรรดานักข่าวไหว้ขอบคุณแล้วแยกย้ายกันไป ชม้อยยิ้มเจ้าเล่ห์ การให้ข่าวแบบเปิดนิดปิดหน่อยจุดกระแสได้ผลตามแผน แต่สำหรับเพิร์ลลี่แล้วเธอไม่ค่อยไม่สบายใจนัก ท้วงแม่ว่าให้ข่าวอย่างนั้นไปจะดีเหรอ ความจริงสุดยอดก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสียหน่อย จะว่าไปเราต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด
“ผิดเผิดอะไรกันจ๊ะ ก็นายยอดมันไม่ดีพอสำหรับลูกนี่คะ ตอนอยู่บ้านตะกายดาว ไอ้เราก็คิดว่ามันจะชนะที่ไหนได้ดันได้ที่สาม แล้วจะให้ทนคบต่อไปให้มันได้อะไรขึ้นมา ลูกแม่ต้องได้คนที่ดีกว่านั้นเยอะจ้ะ”
“แต่เรื่องข่าว...”
“เชื่อแม่ เลิกกันธรรมดามันจะดังเหรอ ดูสิตอนนี้ลูกกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงไปแล้ว ไม่ต้องเกาะกระแสนายยอดเหมือนเมื่อก่อนอีก จริงมั้ยล่ะ”
เพิร์ลลี่นิ่งไปอย่างยอมรับว่าแม่พูดถูก ขณะนั้นเองเสียงโทรศัพท์มือถือเธอดังขึ้น ชม้อยรีบหยิบมาสกรีนก่อนส่งให้ลูก เพราะเห็นว่าเป็นไฮโซหนุ่มเป้าหมาย
“เห็นมั้ยจ๊ะ พูดไม่ทันขาดคำเลย พี่บ๊อบก็โทร.มาแล้ว”
เพิร์ลลี่เดินเลี่ยงไปคุยมุมห้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมีชม้อยมองตามลูกด้วยความภูมิใจ
ooooooo
ที่ร้านมอร์แดนทรีซึ่งเป็นกิจการเล็กๆของครอบครัว ยาหยีกำลังจัดช่อดอกไม้ให้ลูกค้ามือเป็นระวิง ในขณะที่สองเพื่อนซี้วุ้นและก้อยอ่านหนังสือพิมพ์บันเทิงอย่างเอาเป็นเอาตาย สองสาวสนใจข่าวบันเทิงเป็นชีวิตจิตใจ แถมก้อยยังชอบดูไพ่ยิปซีจึงทำตัวเป็นแม่หมออยู่ร่ำไป
เห็นข่าวแย่ๆของสุดยอดเข้า สองสาวไม่ชอบใจก็เลยถกกันใหญ่ ทำให้ยาหยีชำเลืองมองหมั่นไส้ บ่นเพื่อนๆเอาแต่เม้าท์ดาราทั้งที่ตนเรียกมาให้ช่วยงาน ว่าแล้วก็มาคว้าหนังสือพิมพ์นั้นไป จึงเห็นข่าวของสุดยอดถึงร้องลั่นด้วยความตกใจ “เฮ้ย!!”
“อะไรของแกยะนังหยี” วุ้นกรีดเสียงใส่
“ก็นายนี่...ไอ้สุดยอดห่วยน่ะสิ มันมีข่าวลงด้วย ฉันว่าแล้วว่ามันต้องไม่ใช่คนดีแน่ นี่ไงแม่แฟนเก่าออกมาแฉ บอกเจ้าชู้เที่ยวหลอกฟันหญิงไปวันๆ ลูกสาวก็เลยทนไม่ได้ต้องเลิก”
“อินกว่าฉันอีกนะแก ข่าวพวกนี้มันต้องฟังหูไว้หู เชื่อหมดได้ที่ไหน”
“จริงด้วย” ก้อยขานรับ “ฉันถอดไพ่มาหมดแล้ว รับรองว่าพี่ยอดโดนใส่ร้ายชัวร์”
“ชัวร์กะผีน่ะสิ ฉันบอกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าอย่าโหวตให้ไอ้บ้านี่ หล่อก็ไม่หล่อ แล้วยังนิสัยแย่อีก”
“เกินไปแล้วนังหยี เขาหล่อนะยะ ยิ้มทีละลายหัวใจฉันไปหมดเลย ไม่งั้นฉันไม่เสียเงินโหวตหรอก จนป่านนี้ค่าโทร.ยังไม่หมดเลย”
“ฉันไม่เถียงเรื่องหน้าตากับแกก็ได้ แต่นิสัยของไอ้เจ้านี่ ฉันคอนเฟิร์มเลยว่าเลวเล่วเหล้วเล๊วเหลว ชื่อสุดยอดเหรอ ตั้งชื่อได้สมตัวเองจริงจริ๊ง ไอ้สุดยอดเลว”
“แกเกลียดอะไรพี่ยอดซะขนาดนั้น เกลียดตัวกินไข่รึเปล่า” วุ้นกับก้อยหันมามองกันแล้วแกล้งขำๆหยอกล้อ เลยโดนยาหยีหยิกเข้าให้คนละทีสองที
ooooooo
บ่ายนั้น สุดยอด ว่าน และนัทพากันมาช่วยงานณนนท์เตรียมงานให้ลูกค้า ขณะทุกคนกำลังทุ่มเทกันเต็มที่ ไม่นึกว่าเอนิตาจะมาปรากฏตัวทักทายหนุ่มๆเสียงหวานใส แต่ณนนท์กลับหน้าเครียดทันใดที่เห็นภรรยา
เอนิตามาขอเงินณนนท์ใช้อีกตามเคย เธอเดินตามเขาไปเอาเช็คที่รถยนต์ ซึ่งณนนท์สำทับก่อนส่งให้
“หวังว่าครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายนะนิต้า”
“โอเค ฉันก็แค่หมุนเงินไม่ทันนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง ถ้ามีเมื่อไหร่ก็ใช้คืนคุณเองแหละ”
“ใช้เงินอย่างงี้จะมีคืนเหรอ”
“เลิกบ่นซะทีได้มั้ยนนท์ น่ารำคาญ”
“งั้นผมขอคุยอีกเรื่องละกัน ไข่ตุ๋นน่ะโตขึ้นทุกวันแล้วนะ อย่านึกว่าเด็กมันไม่รู้ไม่เห็นอะไร คุณจะทำอะไรก็ขอให้นึกถึงลูกบ้าง”
เอนิตาตีหน้าตายย้อนว่า “ฉันไปทำอะไร นี่คุณคงฟังน้องชายคุณเป่าหูมาอีกล่ะซิ คุณน่ะเชื่อคนทุกคนน่ะแหละ ยกเว้นฉัน ครอบครัวเราถึงต้องมีสภาพแบบนี้ไง”
“ผมไม่ได้เชื่อใคร แต่เพราะผมรู้จักคุณดีต่างหาก เสียอย่างเดียวที่ผมรู้ช้าไป ไม่งั้นผมก็ไม่เลือกคุณมาเป็นแม่ของลูกผมหรอก”
“งั้นก็หย่ากันเลยซิ แบ่งสินสมรสกันไป แล้วก็จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูยัยไข่ตุ๋นมาเดือนละแสน โอเคมั้ยล่ะ”
“เลี้ยงดูเหรอ แม้แต่นมแม่คุณยังไม่เคยให้ลูกกินเลย แล้วคุณยังจะมีหน้ามาเอาค่าเลี้ยงดูอีกเหรอ ถ้าจะเอาไปเลี้ยงผู้ชาย ผมยังจะพอเชื่อมากกว่าซะอีก”
“ปากดี!” เอนิตาเงื้อง่าจะตบหน้าณนนท์ แต่เขาไวกว่า คว้าข้อมือเธอไว้ได้ทัน และจ้องหน้าเธอด้วยสายตาดุดันเอาจริงจนเอนิตาชักกลัว ดึงมือออก...ณนนท์สูดลมหายใจเข้าลึกๆระงับอารมณ์
“ลูกผม ผมเลี้ยงเอง ส่วนคุณ ผมให้ได้อย่างมากไม่เกินหนึ่งล้าน ไม่งั้นก็เจอกันในศาลแล้วกัน”
“ไปขู่คนอื่นเถอะนนท์ ถ้าคุณกล้าขึ้นศาลจริงๆคุณทำไปนานแล้ว คุณกลัวยัยไข่ตุ๋นจะอับอายมีปมด้อยโน่นนี่สารพัด นึกว่าฉันไม่รู้เหรอ”
เอนิตาสะบัดหน้าเดินเชิดจากไป ณนนท์ได้แต่มองตามด้วยสายตาเคร่งเครียด รู้ว่าเอนิตาพูดถูกทุกอย่าง ตนเองก็หมดปัญญาจริงๆ
ooooooo
ก่อนเลิกเรียนวันนี้ ไข่ตุ๋นสร้างความวุ่นวายเหนื่อยใจให้ครูปราณีอีกจนได้ เด็กหญิงปีนต้นไม้เกือบตกลงมาขาแข้งหักถ้าครูปราณีวิ่งเข้ามารับไว้ไม่ทัน
“เฮ้อ...ครูไม่รู้จะทำยังไงกับเราดีแล้วไข่ตุ๋น ทำไมถึง ได้ซนอย่างงี้ เกิดเป็นอะไรไปครูจะเอาลูกที่ไหนใช้พ่อแม่เรา”
“หนูขอโทษค่ะ ต่อไปหนูจะไม่ทำอีกแล้วค่ะ”
“ดีมาก เพราะถ้าทำอีกครูจะบอกให้พ่อแม่เราทำโทษเรา รู้มั้ย”
ไข่ตุ๋นพยักหน้าจ๋อยๆ จังหวะนี้ยี่หวาเดินจูงมือข้าวตูผ่านมา ข้าวตูสวัสดีคุณครู ยี่หวาเองก็ทักทายครูปราณีก่อนมองเลยไปที่ไข่ตุ๋นอย่างจำได้ ครั้นสองแม่ลูกเดินจากไปแล้ว ไข่ตุ๋นยังคงมองตาม อดคิดถึงแม่ของตนไม่ได้ พูดกับครูว่า
“คุณครูคะ หนูอยากมีแม่อย่างข้าวตูจัง หนูอยากให้คุณแม่มารับหนูบ้าง”
ครูปราณีสงสารเด็กหญิงจับใจ ดึงตัวมากอดและให้ความหวังว่าสักวันแม่ของหนูอาจจะมารับหนูก็ได้
หารู้ไม่ว่ามันยากแสนยาก เพราะคนอย่างเอนิตาไม่เคยนึกถึงใคร แม้แต่ลูกที่ตัวเองเบ่งออกมา เธอเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ วันๆไม่ยอมทำอะไรนอกจากดูแลตัวเอง แต่งตัวสวย เดินห้างโฉบเฉี่ยวผลาญเงินราวกับเบี้ย
เมื่อกลางวันเพิ่งได้เงินจากณนนท์มา ตกกลางคืนเธอไปเที่ยวผับเฮฮากับเพื่อนฝูง พอเจอหนุ่มถูกใจก็เคล้าคลอไม่แคร์สายตาใคร โดยไม่รู้เลยว่าลูกสาวตัวน้อยนอนเหงาอยู่ที่บ้าน แม้พ่อจะเอานิทานสนุกๆมาเล่าให้ฟังก็ไม่ทำให้เด็กหญิงลืมแม่ไปได้
เมื่อเธอถามถึงแม่ที่ไม่ค่อยกลับบ้าน พ่อก็ให้คำตอบไม่ได้ จึงตัดบทจัดแจงให้ลูกนอน แต่พอเขาพ้นออกจากห้อง ลูกก็คว้าโทรศัพท์มากดหาแม่ที่กำลังสำเริงสำราญอยู่ในผับ
“คุณแม่เหรอคะ นี่ไข่ตุ๋นเองนะ คุณแม่อยู่ที่ไหนคะ”
“ไข่ตุ๋นเหรอลูก แม่กำลังทำงานอยู่น่ะจ้ะ”
“ทำไมเสียงดังจังเลยล่ะคะคุณแม่ คุณแม่ทำงานที่ไหนคะ”
“แม่เดินแบบอยู่ ที่ทำงานแม่ก็อย่างงี้ล่ะจ้ะ เอาไว้หนูโตขึ้นก็เข้าใจเองแหละ”
“คุณแม่จะมาหาไข่ตุ๋นได้ไหมคะ ไข่ตุ๋นไม่ได้เจอคุณแม่นานแล้วนะ”
“ได้สิลูก เอาไว้วันเสาร์นี้แม่ไปหานะ”
“คุณแม่ก็พูดอย่างงี้ทุกทีแหละ ไม่เห็นมาหาไข่ตุ๋นซะที”
“ก็งานแม่ยุ่งนี่คะ แม่ต้องทำงานหาเงินมาเลี้ยงไข่ตุ๋นนะลูก เพราะฉะนั้นไข่ตุ๋นต้องเป็นเด็กดี เชื่อฟังคุณพ่อรู้มั้ยจ๊ะ”
“รู้ค่ะ”
“แม่ต้องขึ้นเดินแบบแล้ว แค่นี้ก่อนนะจ๊ะ รักลูกนะ จุ๊บๆ” เอนิตาอ้างงานแล้วตัดสายทันที เดินตรงไปนั่งตัก ไอ้หนุ่มคนหนึ่ง หัวร่อต่อกระซิกอย่างมีความสุข ทิ้งให้ไข่ตุ๋นหน้าจ๋อยน้อยใจ โดยไม่รู้ว่าพ่อแง้มประตูแอบมองมาด้วยความสงสารจับใจ
ณนนท์ลงมานั่งเศร้าซึมที่ห้องรับแขก ทั้งผิดหวังจากชีวิตคู่และสงสารลูกสาว หวนนึกถึงเมื่อหกปีก่อนตอนรู้ว่าเอนิตาตั้งครรภ์ เขาดีใจสุดๆ แต่เอนิตากลับหน้าเสียบ่นอุบว่าไม่น่าพลาดเลย ตนเป็นนางแบบถ้าท้องจะเสียรายได้แค่ไหน แล้วถ้าหุ่นตนเจ๊งขึ้นมาจะทำยังไง กระทั่งวันเวลาผ่านไปเธอคลอดลูกและจวบจนลูกสี่ขวบ เธอไม่เคยแตะต้องหรือสนใจจะเลี้ยงดู ทำให้ลูกแทบไม่มีความผูกพันกับแม่ และที่สุดไข่ตุ๋นก็มีพฤติกรรมเลียนแบบผู้ชายอย่างพ่อและอา
แล้ววันหนึ่งณนนท์ก็ทนพฤติกรรมแย่ๆของเธอไม่ได้ เขาเป็นฝ่ายหิ้วกระเป๋าออกจากบ้านพร้อมลูกน้อย โดยบอกกับเธอว่าเขาจะไปอยู่บ้านพ่อสักพัก เอนิตาวางเฉยเหมือนไม่สนใจ แต่พอเขาอุ้มลูกจากไปจริงๆเธอก็โวยวายเจ็บแค้นใจ
“ไปเลย จะไปไหนก็ไป แล้วไม่ต้องกลับมาอีก!”
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ณนนท์ก็ไม่เคยพาไข่ตุ๋นกลับไปที่นั่นอีกเลย และความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของทั้งคู่ก็ยังคาราคาซังจนถึงทุกวันนี้...
เท่งลงมาเห็นณนนท์นั่งซึมสายตาจับจ้องไปที่รูปภาพครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูก จึงเดาได้ไม่ยากว่าลูกชายกำลังจมอยู่กับความทุกข์ใจ
“เห็นยอดมันบอกว่าวันนี้เมียแกมาขอเงินอีกเหรอ”
“ครับพ่อ แล้วก็ทะเลาะเรื่องเดิมๆเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ จนผมอยากจะจบเรื่องนี้เต็มทน แต่ก็กลัวว่าถ้าให้เงินตามที่เขาขอ แล้วเรื่องมันจะไม่จบน่ะสิครับ”
“แกทำถูกแล้วล่ะ คนอย่างเมียแกถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็มให้ไปไม่เท่าไหร่เดี๋ยวก็หมด สุดท้ายก็เอาเจ้าไข่ตุ๋นมาเป็นตัวประกันอยู่ดี”
“ผมผิดเอง หลงความสวยโดยไม่ใช้สมอง ตัวเองเดือดร้อนไม่พอยังทำให้พ่อกับน้องกลุ้มใจอีก สงสารก็แต่ไข่ตุ๋นที่กลายเป็นเด็กมีปัญหา”
“อดีตมันมีไว้เป็นบทเรียนไม่ให้ซ้ำรอยเดิม ไม่ใช่มีเอาไว้ให้ทำร้ายตัวเอง แกผิดไปครั้งนึงก็ถือว่าเป็นครู คราวหน้าถ้าคิดจะทำอะไรก็ให้มันรอบคอบ อย่าให้ผิดซ้ำสองอีกก็ใช้ได้แล้ว”
“ไม่มีครั้งหน้าแล้วล่ะครับพ่อ ผมเข็ดผู้หญิงจนตาย แล้วผมก็ไม่มีวันซ้ำเติมลูกด้วยการหาแม่ใหม่ให้ไข่ตุ๋นเด็ดขาด” ณนนท์กล่าวจริงจังจนคนเป็นพ่อนิ่งอึ้งไป
ooooooo
เช้าวันนี้ บุญเลื่องชวนหลานชายออกกำลังกายอย่างสนุกสนาน แต่พอเก้าโมงปุ๊บ ข้าวตูก็บอกคุณยายกับคุณแม่ที่กำลังจะออกไปทำงานว่าตนมีนัด
ยี่หวากับบุญเลื่องแปลกใจว่าข้าวตูมีนัดกับใคร ทั้งคู่วิ่งตามข้าวตูไปนอกรั้วบ้าน ซักถามจนรู้ว่าข้าวตูมีนัดกับพ่อที่บอกว่าจะมารับไปเที่ยว
“พ่อบอกตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมแม่ไม่รู้ล่ะ”
“เมื่อคืนข้าวตูโทร.ไปหาพ่อครับ แม่ไม่ว่าข้าวตูใช่ไหมครับ”
“ว่าน่ะไม่ว่าหรอก แต่แม่กลัวข้าวตูจะรอเก้อน่ะสิ” ยี่หวาถอนใจ หันไปสบตากับบุญเลื่อง ต่างก็รู้สึกสงสารข้าวตู...
ขณะเดียวกันนั้นที่บ้านวัลลภา เสียงเคาะประตูห้องดังระรัวเป็นนานกว่าคนข้างในจะลุกมาเปิด
“อะไรครับแม่” วสันต์นุ่งผ้าขนหนูผืนเดียว หน้าตายังงัวเงีย
วัลลภามองลอดเข้าไปในห้องเห็นเด็กสาวนอนบนเตียง วสันต์รีบขยับตัวออกมาแล้วปิดประตูทันที
“บอกแล้วใช่มั้ยว่าห้ามพาผู้หญิงมานอนที่นี่ อยากกินอะไรสกปรกๆก็ไปกินนอกบ้านโน่น ไล่มันกลับไปได้แล้ว แกนัดกับข้าวตูไว้ไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ไปแล้ว ง่วง”
“นอนๆๆ แล้วเมื่อไหร่จะรวยฮึ หัดฉลาดๆกับเขาซะบ้างซิ มีลูกก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ แกต้องไปตื๊อแม่มันให้ขายที่ ตั้งสามสิบล้านเชียวนะ อย่าลืมสิของงี้มันต้องตื๊อย้ำๆ ซ้ำๆ ถี่ๆ ถึงจะเวิร์ก”
“ไว้วันหลังแล้วกันแม่ ขี้เกียจ” พูดเสร็จก็กลับเข้าห้องปิดประตู ทิ้งให้วัลลภาฮึดฮัดขัดใจ
“ฮึ่ย ไม่ได้อย่างใจเลย ตาสันต์ๆ”
“แม่อย่าทุบเลยเดี๋ยวมือเจ็บ เก็บมือไว้จั่วดัมมี่เถอะ”
วัลลภาชะงัก เดินสะบัดจากไปอย่างหงุดหงิด...
ส่วนที่สนามหน้าบ้านเท่ง ไข่ตุ๋นกำลังซ้อมมวยโดยมีปู่เท่งเป็นครูฝึก สุดยอดกับณนนท์ออกมาเห็น แซวพ่อว่าแค่นี้ไข่ตุ๋นยังทะโมนไม่พออีกหรือ ถึงได้สอนหลานอย่างนี้
“เป็นเด็กผู้หญิงมีวิชาหมัดมวยป้องกันตัวติดไว้บ้างก็ดี จะได้ไม่โดนคนอื่นเขารังแก”
“ไข่ตุ๋นน่ะเหรอจะโดนใครรังแก มีแต่รังแกคนอื่นสิไม่ว่า”
“ไข่ตุ๋นไม่ได้รังแกข้าวตูนะคะ ข้าวตูไม่ได้เรื่องเองต่างหาก”
“ใช่ ไม่ใช่ความผิดไข่ตุ๋น แม่ข้าวตูไม่สอนลูกให้รู้จักป้องกันตัวเองตะหาก”
“โธ่พ่อ แทนที่จะห้าม เข้าข้างหลานซะงั้น”
“พี่นนท์ก็จีบแม่ข้าวตูสิ แค่นี้ไข่ตุ๋นกับข้าวตูก็สมานฉันท์เป็นพี่น้องกันแล้ว” สุดยอดแนะนำ แต่หลานสาวค้านทันทีว่า ถ้าให้ไข่ตุ๋นเป็นพี่น้องกับเด็กขี้แยอย่างข้าวตู ไข่ตุ๋นตายดีกว่า ส่วนณนนท์ก็ว่าให้จีบยัยนั่นพ่อก็ขอตายดีกว่าเหมือนกัน
“ระวังเถ๊อะ เกลียดสิ่งไหนมักจะได้สิ่งนั้น...ไปไข่ตุ๋น เข้าบ้าน” เท่งพาหลานเข้าบ้าน...ณนนท์คิดถึงยี่หวาก็ขนลุกขนพอง
“จริงนะพี่ หาแม่ใหม่ให้ไข่ตุ๋นเหอะ มีผู้หญิงเป็นแบบอย่างหลานจะได้เลิกทำตัวเป็นทอมซะที”
“ยุ่งเลย” ณนนท์เอ็ดน้องชาย รายนั้นเลยแกล้งเปรยๆว่า
“รึว่าพี่เราไม่ชอบผู้หญิง”
แต่พูดจบก็ต้องวิ่งหนี เพราะพี่ชายง้างเท้าเตรียมยัน!
ooooooo










