ตอนที่ 6
บุปผาไหวพริบดีเอาตัวรอดจากการจับผิดของคุณหญิงมณีกับสร้อยด้วยการอ้างว่าตนเพิ่งเข้ามาเพื่อจะปรึกษาเรื่องพี่สินซึ่งหมอไอศูรย์ให้ออกจากโรงพยาบาลกลับมาอยู่บ้านได้แล้ว
“หมอให้กลับก็เอากลับมาดูแลกันที่บ้านนี่แหละ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะดูแลนายสินต่อไป เรื่องที่จะมา บอกมีเท่านี้ใช่ไหม”
“ค่ะ”
“งั้นก็กลับไปได้แล้ว”
บุปผาก้มหน้าก้มตาถอยกลับ มัทนาก้าวตามเธอไป พอทั้งคู่ลับกายคุณหญิงมณีก็หันมาถามสร้อยอย่างกังวล กลัวบุปผาได้ยินเรื่องที่คุยกัน แต่สร้อยบอกว่าถ้ามันเพิ่งมาจริงๆก็ไม่น่าจะได้ยิน...
มัทนาสงสารบุปผาที่พี่ชายป่วยหนักถึงขั้นเป็น อัมพาต จึงตามมาให้คำมั่นสัญญาว่าครอบครัวเธอไม่มีทางทิ้งนายสินแน่ ขอให้บุปผาสบายใจได้ นอกจากนี้เธอยังถอดสร้อยที่คอส่งให้ อนุญาตให้เอาไปขายได้เผื่ออยากจะใช้จ่ายอะไรเพื่อพี่ชาย บุปผาทำทีซาบซึ้งน้ำใจรีบไหว้ขอบคุณในความเมตตา แต่พอลับหลังมัทนาก็เบ้ปากหมั่นไส้ ทึกทักเอาสร้อยคอไว้เองดีกว่าเอาไปขายเพื่อนายสินเป็นไหนๆ
ด้านนายพลเทพพอรู้จากดำเกิงว่าสืบเจอซ่องของบุปผาแล้ว เขารีบเดินทางไปที่นั่นกลางวันแสกๆ แต่ต้องผิดหวังเพราะเป็นคนละผกากัน ดำเกิงถึงกับหน้าเสียรู้สึกผิดที่ไม่ตรวจสอบให้รอบคอบกว่านี้ ส่วนนายพุ่มญาติของสร้อยที่คุณหญิงมณีให้ติดตามก็มีเหตุให้แคล้วคลาดพลาดสายตาเลยไม่รู้ว่าวันนี้ท่านนายพลกับดำเกิงไปที่ไหนกัน
แต่แสงรู้เห็นเพราะมาเที่ยวซ่องแห่งนี้อยู่ด้านใน เขาสงสัยนักหนาว่าท่านนายพลมาทำไม จึงไปเลียบเคียงถามเจ้าของซ่องก็ได้ความว่าท่านต้องการพบคนชื่อผกาแต่ไม่ใช่ผกาคนนี้
ตกเย็นบุปผาไปเยี่ยมนายสินตามปกติ แล้วจาระไนเรื่องที่ได้ยินคุณหญิงมณีกับสร้อยคุยกันว่าวางยาท่านนายพลจนเป็นหมันซึ่งเธอต้องหาทางบอกท่านให้ได้
“ส่วนแก...ถ้าออกจากโรงพยาบาลกลับไปอยู่บ้านเมื่อไหร่ ฉันก็คงมีโอกาสพบหมอไอศูรย์ได้ยาก”
พูดแล้วบุปผาคิดบางอย่างได้ หยิบเหยือกน้ำมาเทราดรดเสื้อผ้าสินจนเปียกชุ่มก่อนเอาผ้าห่มห่มให้แล้วเร่งความแรงของพัดลมเข้าใส่
“ฉันทำแบบนี้ทำไมรู้ไหม...แกจะได้เป็นหวัดไง ถ้าเป็นปอดบวมเลยก็ยิ่งดี เพราะมันจะทำให้แกต้องอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ต่อไปอีก แล้วฉันก็จะได้หาเหตุมาหาหมอไอศูรย์ได้ยังไงล่ะ อดทนหน่อยนะจ๊ะพี่สินจ๋า...อย่าเพิ่งใจเสาะตายไปเสียก่อนล่ะ ฉันอยากให้พี่มีชีวิตอยู่จนถึงวันที่พี่มีน้องเขยเป็นหมอชื่อไอศูรย์น่ะ”
บุปผาแสยะยิ้มร้ายกาจ สินส่งเสียงในลำคอ อึดอัดคับแค้นใจในการกระทำของบุปผาเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่ช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากอันตราย
ooooooo
อิ่มถูกบุปผาผลักล้มศีรษะกระแทกพื้น พอฟื้นขึ้นมาหลังจากหมอเยียวยารักษากลับกลายเป็นเรื่องดี อิ่มจำชื่อตัวเองได้และจำได้ด้วยว่ามีน้องสาวชื่ออุ่นและมีหลานอีกคนแต่พลัดพรากจากกันตั้งแต่แบเบาะ
ไอศูรย์กับปรีชาช่วยกันซักถามด้วยความดีใจ แต่จู่ๆอิ่มปวดศีรษะอย่างมาก สองคุณหมอเลยต้องยุติก่อน ให้แกพักผ่อนทำใจให้สบาย
หลังจากนั้นปรีชากับไอศูรย์ออกจากห้องอิ่ม เดินคุยกันมาด้วยรอยยิ้ม “ท่าทางเราจะมีความหวังแล้วละต้น ป้ารุ่ง...เอ๊ย...ป้าอิ่มท่าทางจะเริ่มจำความได้บ้างแล้ว”
“แล้วพี่หมอว่าความทรงจำของป้าอิ่มจะกลับคืนมาทั้งหมดได้ไหมครับ”
“ยังคาดไม่ได้ แต่เราต้องไม่คาดคั้นให้แกคิด เพราะอาจทำให้แกคิดมากจนสมองสับสน แล้วเลยแยกไม่ออกว่าอะไรคือความทรงจำที่แท้จริงกับจินตนาการ”
ไอศูรย์พยักหน้ารับ ปรีชาเดินแยกไปอีกทาง ส่วนบุปผาที่จับจ้องมองอยู่รีบเดินมาหาไอศูรย์ บอกเขาว่าเธอมาเยี่ยมพี่ชายและจะแวะเยี่ยมป้ารุ่งด้วย
“ต่อไปบุปผาจะเรียกป้ารุ่งไม่ได้แล้วนะ ต้องเรียกป้าอิ่ม” บุปผาฟังแล้วนิ่วหน้างงๆ ไอศูรย์เลยอธิบายต่อ “ป้ารุ่งของบุปผาน่ะเริ่มจำอะไรได้บ้างแล้วนะ แกจำได้แล้วว่าแกชื่ออิ่ม แล้วนี่ถ้าโชคดีกว่านี้แกก็อาจจะจำความทั้งหมดได้ แล้วฉันก็จะได้ตามหาญาติแกได้สักที...อ้าว บุปผาร้องไห้ทำไม”
“บุปผาดีใจค่ะที่ป้าอิ่มอาการดีขึ้น ถึงจะยังไม่มาก แต่อย่างน้อยเราก็มีความหวังไม่ใช่หรือคะหมอ”
บุปผาแสร้งบีบน้ำตาสีหน้าปลาบปลื้มใจ ไอศูรย์ยิ้มเอ็นดู หยิบผ้าเช็ดหน้าของตนส่งให้เธอเช็ดน้ำตาเสร็จแล้วเจ้าหล่อนได้ทีเอ่ยขึ้นว่า
“บุปผาทำผ้าเช็ดหน้าหมอเลอะเทอะหมดแล้วค่ะ บุปผาจะเอากลับไปซักให้หมอนะคะ แล้วบุปผาจะรีบเอามาคืนให้วันหลัง”
“ช่างเถอะ บุปผาเก็บเอาไว้ใช้เลยก็ได้ อย่ากังวลไปเลย”
บุปผาส่งยิ้มหวาน แต่เขาไม่ได้ยิ้มตอบแถมยังเอ่ยปากขอตัวแล้วเดินลิ่วไปเลย บุปผาเจ็บใจที่ไม่ได้ใจหมอหนุ่มเสียที เดินสะบัดสะโบกออกไปหน้าโรงพยาบาลและเกือบโดนกำพลจับตัวได้ถ้าเธอไม่ตาไววิ่งหนีมาเสียก่อน
ooooooo
เพชรรุกหนักเพื่อเอาชนะใจมัทนาทั้งที่รู้ว่าเธอกำลังจะหมั้นกับไอศูรย์อยู่แล้ว...เพชรส่งของขวัญมาให้มัทนาที่บ้านแต่ถูกเธอส่งกลับคืนพร้อมข้อความขอบคุณจากน้องสาว...ถือเป็นการตอกย้ำว่าเธอรู้สึกกับเขาได้เท่านั้นจริงๆ
บุปผากลับมาถึงบ้านเห็นท่านนายพลอยู่คนเดียว เกิดความคิดจะบอกเรื่องที่คุณหญิงวางยาเขาจนเป็นหมัน แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงจึงเอาน้ำมะตูมเข้ามาให้แล้วทำทีพูดเรื่องลูก ระหว่างนี้เองคุณหญิงมณีเข้ามาขัดจังหวะ บุปผาเลยต้องผละไป ส่วนคุณหญิงยังติดใจสงสัย ถามสามีว่าคุยอะไรกัน
“บุปผาเขาเอาน้ำมะตูมเย็นขึ้นมาให้ แล้วก็คุยกันเรื่องสัพเพเหระน่ะคุณ”
คุณหญิงมณีไม่ไว้ใจบุปผา อดคิดไม่ได้ว่าถ้าบุปผาได้ยินเรื่องที่ตนคุยกับสร้อยเมื่อวานแล้วปากโป้งบอก ท่านนายพลจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นคุณหญิงจึงเปลี่ยนใจไม่ให้สร้อยติดตามไปเชียงใหม่แต่จะเอาสวิงไปแทน เพราะต้องการให้สร้อยอยู่ทางนี้เพื่อสอดส่องจับตาดูบุปผาเอาไว้
เย็นวันเดียวกัน ไอศูรย์นัดมัทนากินไอศกรีมและบอกเล่าเรื่องป้าอิ่มจำความได้แล้ว มัทนายินดีและชื่นชมบุปผายกใหญ่ พลันสายตาเหลือบไปเห็นพลอยเดินอยู่นอกร้าน จึงขออนุญาตออกมาชวนเพื่อนรัก แต่กลายเป็นว่าพลอยพูดจาไม่ดีนัก ก่อนสะบัดพรืดจากไปทิ้งให้มัทนายืนอึ้งหน้าเศร้าอยู่ครู่หนึ่ง
เมื่อมัทนากลับเข้ามาในร้าน ไอศูรย์สังเกตสีหน้าเธอก็พอจะเดาคำตอบได้
“น้องพลอยไม่เข้ามาทานด้วยกันกับเราเหรอครับน้องมัท”
มัทนาพยักหน้าแทนคำตอบ ไอศูรย์เข้าใจความ รู้สึกจึงตัดบทอย่างนุ่มนวลว่า
“ช่างเถอะครับ เขาไม่มาก็ไม่มา”
หมอหนุ่มมองว่าที่คู่หมั้นด้วยแววตาปลอบโยน มัทนายิ้มขอบคุณ ส่วนพลอยยังยืนแอบมองทั้งคู่อยู่นอกร้าน สีหน้าและแววตาของเธอมุ่งมั่นจะเอาชนะมัทนาให้จงได้!
เมื่อกลับถึงบ้าน พลอยยังอยู่ในอาการเซ็งๆ เฝ้ารอการกลับมาของพี่ชายด้วยใจจดจ่อ พอเขามาถึงเธอก็ปรี่เข้าใส่ พูดอย่างมีอารมณ์ว่า
“พี่เพชร วันนี้พลอยไปเจอยายมัทกินไอศกรีมกับพี่ต้นด้วย ไหนพี่เพชรตกลงกับพลอยว่าเราจะร่วมมือกันทำให้สองคนนั้นไม่ได้หมั้นกันไงคะ”
“ทำไมพี่จะไม่ได้ทำอะไร พี่ก็พยายามเอาชนะใจน้องมัทอยู่”
“พี่เพชรทำอะไรคะ”
เพชรเล่าเรื่องส่งของขวัญไปให้มัทนาแต่ถูกเธอส่งกลับคืนมาพร้อมข้อความที่ทำให้เขาแทบหมดหวัง
“น้องมัทใจแข็งเหลือเกิน” พูดแล้วเพชรก็ถอนหายใจหนักๆ
“แล้วเราจะทำยังไงกันดีคะพี่เพชร นี่เราสองคนจะไม่มีความหวังกันเลยหรือไงคะ”
“ไม่! พี่ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอก พี่จะต้องชนะพี่ต้นให้ได้ คนที่จะได้แต่งงานกับน้องมัทต้องเป็นพี่ ไม่ใช่พี่ต้น”
พี่ชายสีหน้ามุ่งมั่นมาก น้องสาวเลยมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง...
ooooooo
ค่ำนั้นเอง พยาบาลวิ่งหน้าตาตื่นมาตามหมอไอศูรย์ไปดูนายสินที่ไข้ขึ้นสูงจนชักเกร็งไปทั้งตัว และเกือบกัดลิ้นตัวเองถ้าหมอไม่ตัดสินใจสละหลังมือของเขาให้กัดแทน...
ไอศูรย์แปลกใจมากทำไมอยู่ดีๆนายสินถึงจับไข้และปอดบวมขึ้นมาได้ ทั้งที่เมื่อกลางวันก็ไม่มีวี่แวว และเมื่อเขาไปส่งข่าวที่บ้านเทพบริบาล บุปผาสาสมใจแต่แสร้งร่ำไห้คร่ำครวญสงสารพี่ชายทำไมถึงเคราะห์ซ้ำกรรมซัดแบบนี้ มัทนาเห็นแล้วสงสาร ปลุกปลอบให้ใจเย็น ยังไงตอนนี้นายสินก็อาการคงที่แล้ว คงไม่มีอะไรร้ายแรง
คุณหญิงมณีมองมือไอศูรย์ที่พันแผลไว้หลังจากถูกนายสินกัดจนเลือดซิบ ก่อนเปรยขึ้นว่าพ่อต้นของป้าเลยต้องมาเจ็บตัวไปด้วย
“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณป้า แผลแค่นี้เดี๋ยวก็หาย”
“แล้วอย่างนี้พี่สินก็ต้องอยู่โรงพยาบาลต่อไปอีกใช่ไหมคะ” บุปผาถามหน้าเศร้า
“ก็จนกว่าฉันจะแน่ใจว่านายสินปลอดภัย และแข็งแรงพอที่จะพากลับมาดูแลต่อที่บ้านได้น่ะ”
บุปผาสะอื้นและพนมมือฝากฝังหมอไอศูรย์ดูแลนายสิน ยิ่งเพิ่มความเวทนาจนมัทนาต้องเข้ามากอดให้กำลังใจเธอ...หลังจากเล่นละครตบตาใครต่อใครจนได้ คะแนนสงสารมามากโข บุปผาเดินยิ้มร่ากลับเข้าห้องพัก พูดพึมพำขอบใจนายสินที่ยื้อเวลาให้เธอมีโอกาสพบกับหมอไอศูรย์ต่อไปได้อีก...
กลางดึกคืนเดียวกัน คุณหญิงมณีฝันร้ายว่านายพลเทพล่วงรู้ว่าเธอวางยาเขาให้เป็นหมันแล้วเกิดทะเลาะกันใหญ่โตจนเขาตบหน้าเธอด้วยความโมโห พอเธอทุบตีเอาคืนกลับถูกเขาปัดป้องและเป็นเหตุให้เธอพลัดตกบันไดลงมา
เมื่อรู้ว่าทุกอย่างแค่ความฝัน แต่ถึงกระนั้นคุณหญิงมณีก็ยังตื่นตระหนกไม่หาย ส่วนนายพลเทพไม่รู้ว่าภรรยาฝันร้ายอะไร แต่ก็ปลอบโยนจนรู้สึกผ่อนคลาย...
เช้าขึ้นคุณหญิงมณีออกเดินทางพร้อมมัทนาและสวิงเพื่อไปเชียงใหม่ตามที่นัดหมายกับคุณหญิงแจ่มจันทร์และไอศูรย์ไว้ โดยให้สร้อยคอยดูแลทางบ้าน ที่สำคัญต้องจับตาบุปผาอย่าให้เข้าใกล้ท่านนายพล
บุปผาอยากบอกความจริงท่านนายพลเรื่องโดนวางยาแต่ไม่มีโอกาสสักที สร้อยคอยกีดกันให้อยู่แต่ในครัว จนเมื่อสร้อยยกอาหารขึ้นไปบนเรือน บุปผาจึงลอบเข้ามาในห้องสร้อยเพื่อค้นหาขวดยาไว้เป็นหลักฐาน แต่ เพราะสร้อยระวังตัวแจอยู่แล้วจึงเก็บขวดยานั้นไว้กับตัวตลอดเวลา...
สายวันนี้เอง แสงมาขอพบสร้อยที่นอกรั้วบ้าน เขาไม่กล้าเข้าไปเพราะรู้ว่าท่านนายพลอยู่ข้างใน
“ไม่เข้าไปน่ะดีแล้ว แกเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้ไปอยู่ไหน”
“ฉันไปเช่าห้องอยู่ที่ท้ายตลาดน่ะ แถวนั้นคนมันเยอะดี คงจะมีลู่ทางหางานทำได้ง่ายหน่อยน่ะแม่ แต่ที่ฉันมานี่ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับแม่ เรื่องท่านนายพล”
“ท่านนายพลทำไม”
“ฉันบังเอิญไปพบท่านนายพลที่ซ่องแห่งหนึ่ง แต่ท่านไม่ได้ไปเที่ยวหรอก ท่านไปหาคนคนหนึ่งชื่อผกา แต่แม่ผกาที่อยู่ที่ซ่องนั่นน่ะเป็นคนละคนกับที่ท่านตามหา”
“แล้วแกรู้ไหมว่าท่านจะตามหาแม่ผกาอะไรนี่ทำไม”
“ไม่รู้ แต่ฉันรู้ว่าผกาที่ท่านนายพลกำลังตามหาอยู่น่ะ อยู่ที่ไหน”
สร้อยตาพองก๋าอย่างสนใจใคร่รู้...แล้วหลังจากนั้นไม่นานสองแม่ลูกก็พากันมุ่งหน้าไปยังหอโคมแดง เป็นเวลาที่ผกากำลังหลบหลีกมุกเพื่อออกไปพบบุปผาตามนัด ครั้นรอดจากมุกมาได้ กลับต้องมาเจอสร้อยที่ท่าทางดุดันน่ากลัว เลยนึกว่าเธอเป็นพวกเมียหลวงจะมาตามราวีเหมือนเมื่อวันก่อน จึงเกิดการต่อสู้กันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ผกาจะผลักสร้อยล้มคว่ำแล้ววิ่งหนีหายไป โดยที่แสงก็ตามไม่ทัน
บุปผากระวนกระวายเพราะผกามาเกินเวลานัด ผกาไม่เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ถามบุปผาว่ามีธุระสำคัญอะไรถึงต้องนัดแม่ออกมาเจอ
“ฉันมีเรื่องกลุ้มใจน่ะแม่ คือว่าฉันบังเอิญไปรู้มาว่านังคุณหญิงมันแอบวางยาให้ท่านเจ้าคุณเป็นหมัน”
“โธ่...แม่ก็นึกว่าแกมีเรื่องอะไรร้ายแรง บางทีคุณหญิงเธออาจกลัวว่าท่านนายพลจะไปไข่ทิ้งเรี่ยราดไว้ที่ไหน ที่จะทำให้ครอบครัวเดือดร้อนในภายหลังได้น่ะสิ เธอถึงต้องวางยาท่านนายพลให้เป็นหมันน่ะ”
“แต่แม่ก็รู้ ไอ้ยาพวกนี้ถ้ากินเข้าไปมากๆมันอาจจะไม่ได้แค่เป็นหมันน่ะสิ ฉันเป็นห่วงท่านนายพลน่ะ ท่านเมตตาฉันมากนะแม่ ฉันรักแล้วก็เคารพท่านเหมือนพ่อคนหนึ่งเลย”
“อย่าเพิ่งห่วงคนอื่นเลย ห่วงตัวเองก่อนเถอะ นี่นังคุณหนูของแกขึ้นไปหาแม่หมอเพื่อดูฤกษ์หมั้นที่เชียงใหม่วันนี้ไม่ใช่เหรอ ถ้าเกิดได้ฤกษ์หมั้นวันนี้พรุ่งนี้ขึ้นมาละก็ ไอ้ที่แกลงทุนลงแรงไปมันก็สูญเปล่าทั้งหมดนะ แกจะทำอะไรก็รีบทำเสียเถอะ แต่พอแกได้ดีมีสุขแล้วก็อย่าลืมแม่ซะล่ะ แม่อยากจะเริ่มต้นชีวิตใหม่เต็มทีแล้ว...แม่ไม่อยากถูกพวกเมียหลวงตามมาราวีอีกแล้ว”
บุปผาคิดตามที่ผกาพูด แล้วตัดสินใจไปหาตาเถาในตอนเย็น พูดอย่างไม่อ้อมค้อมว่าเธอต้องการทำยาเสน่ห์ ตาเถารู้ว่าบุปผามีอาชีพอะไรเลยเดาว่าเธออยากทำเพื่อเรียกแขก
“เปล่า ฉันเลิกขายตัวแล้ว ฉันอยากได้ไว้เรียกแค่ผู้ชายคนเดียวเท่านั้น พ่อหมอทำให้ฉันได้มั้ยล่ะ”
“ได้...แต่แพงนะ”
“เท่าไหร่ล่ะ”
“ห้าพัน”
บุปผานิ่งไปนิดก่อนตอบตกลงโดยไม่ต่อรองสักบาท แต่อยากรู้ว่าเธอต้องทำยังไงบ้าง
“เอ็งเอาของใช้ของไอ้ผู้ชายคนที่เอ็งต้องการจะทำเสน่ห์มันกับของใช้ส่วนตัวของเอ็งมาอย่างละชิ้น แล้วห้าทุ่มเอ็งกลับมาพบข้าที่นี่ แล้วข้าจะทำเสน่ห์ให้”
“ได้จ้ะ งั้นฉันลาละ ก่อนห้าทุ่มฉันจะมาใหม่” บุปผาเดินตัวปลิวลงเรือนไปแล้ว นายถิ่นแอบมองเธออย่างหลงใหลค่อยๆเยี่ยมหน้าออกมาเปรยกับพี่ชาย
“สวยออกอย่างนี้มันยังต้องทำเสน่ห์อีกเหรอพี่เถา”
“ถึงจะสวยแต่ใจคอมันร้ายนัก ผู้ชายถึงได้ไม่ชายตาแลจนมันต้องวิ่งมาให้ข้าทำยาเสน่ห์ให้มันถึงที่นี่ เรียกแพงเท่าไหร่มันก็ไม่ต่อราคาข้าเลยสักคำ ข้าเลยโขกมันเสียเจ็บเลย”
ตาเถาหัวเราะชอบใจ แต่แล้วหยุดกึกเมื่อได้ยินเสียงตึงตังหลังบ้าน สองพี่น้องวิ่งไปอย่างนึกได้ เห็นไอ้หลงเมายาถือมีดพร้าฟาดฟันข้าวของหล่นแตกกระจาย และกว่าจะสยบมันได้ก็เล่นเอาหอบแฮก ถิ่นเลยบ่นพี่ชายว่าทดลองยากับไอ้หลงมากเกินไป...
ooooooo
ที่เชียงใหม่ คณะของคุณหญิงมณีเดินทางถึงบ้านคุณชไมโดยสวัสดิภาพ...สองฝ่ายทักทายกันเล็กน้อยก่อนที่คุณชไมจะให้พวกเขาไปพักผ่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยทำพิธีแก้ดวงชะตาของมัทนา
ส่วนที่พระนคร บุปผาเพิ่งกลับถึงบ้านหลังจากโกหกสร้อยเอาไว้ว่าไปเยี่ยมนายสินที่โรงพยาบาล แต่แท้จริงแล้วเธอแอบไปนัดแนะตาเถาเพื่อทำเสน่ห์
เมื่อโดนสร้อยดุด่าเข้าให้อีกที่กลับมาเสียมืด บุปผาอยากจะกระโดดถีบสักเปรี้ยงแต่ก็ทำไม่ได้...ได้แต่กลับมาก่นด่าในห้องอย่างแค้นเคือง
“คอยดูเถอะอีสร้อย ฉันได้ตบแต่งเป็นเมียหมอไอศูรย์เมื่อไหร่ละก็ ฉันจะให้แกยกมือกราบฉันเมื่อนั้นแหละอีบ้า!”
ครั้นได้เวลาสี่ทุ่มกว่าๆ บุปผาแอบออกจากบ้านพร้อมผ้าเช็ดหน้าของไอศูรย์มุ่งตรงไปบ้านตาเถา...แล้วไม่ว่าแกจะให้ทำอะไร เธอก็ทำอย่างว่าง่าย โดยไม่รู้เลยว่านายถิ่นแอบมองมาด้วยสายตาโลมเลีย
วิธีการทำเสน่ห์ของตาเถาเป็นไปอย่างราบรื่นและใช้เวลาไม่มาก ที่สุดก็ได้หุ่นสองตัวแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าของไอศูรย์กับชายผ้าถุงของบุปผามัดประกบกันไว้อย่างแน่นหนา จากนั้นบริกรรมคาถาอีกนิดหน่อยก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์
ตาเถาส่งหุ่นคู่นั้นให้บุปผาและกำชับว่า “เอ็งเอาหุ่นเสน่ห์นี่ไปใส่ไว้ใต้ที่นอนของไอ้ผู้ชายที่เอ็งคิดจะเอาเป็นผัว แต่ห้ามให้ใครเห็นนะ แล้วพอผู้ชายมันนอนบนที่นอนที่มีหุ่นเสน่ห์นี่อยู่ข้างใต้ มันก็จะต้องมนต์ดำหลงรักเอ็งหัวปักหัวปํา ตราบใดที่หุ่นเสน่ห์สองตัวยังอยู่ในลักษณะนี้ ผู้ชายคนนี้ก็จะรักจะหลงเอ็งตลอดไป”
บุปผาตื่นเต้นแทบระงับอาการไม่อยู่...รับหุ่นเสน่ห์นั้นมาอย่างมีความหวัง
ooooooo
ชไมเริ่มทำพิธีเสริมดวงชะตาให้มัทนาในเช้าวันถัดมา โดยลอกทองบางส่วนออกจากองค์พระประธาน บนโต๊ะหมู่บูชาแล้วเอามาตีเป็นแผ่นเพื่อให้มัทนาเขียนชื่อและวันเดือนปีเกิดลงไป เสร็จแล้วให้เธอกับไอศูรย์เอาไปใส่ไว้ใต้ฐานพระที่วัด เพื่อให้อำนาจของคุณพระศรีรัตนตรัยปกป้องคุ้มครอง
มัทนากับไอศูรย์ต่างหันมองหน้าแม่ของตนด้วยความงุนงง ไม่รู้ว่านี่คือการมาทำพิธีแก้ดวงร้าว คิดว่ามาผูกดวงหาฤกษ์หมั้นธรรมดา...คุณหญิงแจ่มจันทร์จึงอธิบายต่อ
“พิธีเสริมดวงน่ะลูก จะได้เป็นมงคลแก่ตัวลูกทั้งสองไงจ๊ะ เสร็จแล้วคุณชไมก็ถึงจะค่อยดูฤกษ์ยามวันหมั้นให้น่ะจ้ะ”
สองหนุ่มสาวพยักหน้าเข้าใจและเฝ้ามองการกระทำของชไมอย่างศรัทธา แต่แล้วจู่ๆหน้าต่างบ้านปิดดังปัง เทียนที่ถูกจุดตั้งไว้ล้มหล่นลงจากแท่นวางตกใส่ตักมัทนา... หญิงสาวพยายามปัดออกด้วยมือตามสัญชาตญาณ ในขณะที่คนอื่นๆต่างพากันตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่ไอศูรย์ได้สติก่อนใคร คว้าเอาผ้าปูหน้าแท่นบูชาพระมาตะปบดับไฟให้มัทนาอย่างรวดเร็วจนไฟดับ
มัทนาร้องไห้อย่างขวัญเสีย คุณหญิงมณีคว้าตัวลูกสาวมากอดและปลอบขวัญ จากนั้นไอศูรย์ไปเอายามาทาแผลไฟไหม้ตามแขนให้มัทนาอย่างเบามือ
“วันสองวันนี่อาจจะแสบๆผิวตรงที่ถูกไฟนิดหน่อยนะครับ แต่พี่รับรองว่าไม่เป็นแผลเป็นแน่”
“มัทยังโชคดีนะคะเนี่ยที่มีหมอมาด้วย”
ไอศูรย์อมยิ้ม จับศีรษะมัทนาโยกเบาๆอย่างเอ็นดู... ภาพนั้นอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่สามคนที่ยืนมองมาจากระเบียงบ้านด้วยสีหน้าวิตกกังวล โดยเฉพาะคุณหญิงมณี
“เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นดิฉันยิ่งใจคอไม่ดีไปใหญ่เลยค่ะคุณชไม ดิฉันมีลูกอยู่กับเขาคนเดียว ถ้ายายมัทเป็นอะไรไปดิฉันคงอยู่ไม่ได้”
“ใจเย็นๆก่อนนะคะคุณหญิง ดวงของหนูมัทอาจจะมีเคราะห์ก็จริง แต่ไม่ถึงฆาตหรอกค่ะ”
“แล้วเราจะทำอะไรได้อีกบ้างไหมคะคุณชไม เพื่อให้หนูมัทพ้นเคราะห์พ้นโศกไปเร็วๆน่ะค่ะ” คุณหญิงแจ่มจันทร์ขอความเห็น
“หลังจากที่หนูมัทกับพ่อต้นเอาแผ่นทองที่ดิฉันทำให้ไปใส่ไว้ใต้ฐานพระที่วัดแล้ว กลับพระนครไปนี่ให้หนูมัทกับพ่อต้นไปใส่บาตรร่วมกันให้ได้ 9 ครั้ง ทุกครั้งที่ใส่บาตรให้หนูมัทขอน้ำมนต์จากพระเอามาอาบ น้ำมนต์จะช่วยบรรเทาเคราะห์หนักให้เบาลงได้”
“แล้วฤกษ์หมั้นล่ะคะ”
“ต้องข้ามปีนี้ไปก่อนค่ะ”
คำตอบของชไมทำเอาสองคุณหญิงสบตากันอย่างหวาดหวั่นและเป็นกังวล
ooooooo
ขณะเดียวกันที่หน้ารั้วบ้านเทพบริบาล แสงกับสร้อยยืนคุยกันอยู่ แสงถามแม่ว่าวันนี้จะไปหาคนชื่อผกาที่หอโคมแดงอีกหรือไม่
“ไปไม่ได้ ต้องเฝ้าบ้าน ไม่มีใครอยู่ คุณหญิงกับคุณหนูขึ้นไปดูฤกษ์หมั้นที่เชียงใหม่กันหมด”
“อ้าว...เหลือแต่ท่านนายพลคนเดียวก็ดีสิ ไม่ยุ่งมาก รีบไปสืบเอาความกลับมาบอกท่านเลยสิแม่”
“ยิ่งท่านนายพลอยู่คนเดียว แม่ยิ่งไปไหนไม่ได้ใหญ่ แม่ต้องคอยดูไม่ให้นังบุปผามันขึ้นไปเจอท่านได้”
“ทำไมล่ะ”
“เอาเถอะน่า” สร้อยตัดบทไม่อยากให้ถามมาก แต่แสงไม่วายเดาเรื่องราวต่ออีกว่าบุปผาคงริให้ท่าท่านนายพล พอสร้อยไม่ตอบ แสงก็คิดเองเออเองคนเดียว
“คงจะใช่ เพราะมันเคยเป็นผู้หญิงหยำฉ่ามาก่อน นังบุปผานี่มันร้ายจริงๆ เพิ่งเข้ามาอยู่บ้านนี้ได้แค่ไม่กี่วัน บ้านก็มีแต่เรื่องร้ายตลอด พี่สินเป็นอัมพาต ฉันก็ถูกไล่ออกจากบ้าน แล้วยังจะเกิดอะไรขึ้นอีกก็ไม่รู้ ฉันเกลียดนังนี่จัง”
แสงสีหน้าอาฆาตบุปผาเป็นอย่างยิ่ง สร้อยก็เช่นกัน...บุปผาแอบฟังอยู่ไม่ไกล สีหน้าเริ่มกังวล กลัวถูกเปิดโปงเรื่องเคยเป็นผู้หญิงขายตัวที่หอโคมแดงมาก่อนที่เธอจะจับไอศูรย์สำเร็จ
บุปผาถอยกลับเข้าห้องพัก เดินวนไปมาด้วยความกลุ้มใจ เธอจะให้สร้อยเจอผกาไม่ได้ จึงลอบขึ้นไปบนเรือน ปะเหมาะพอดีนายพลเทพเพิ่งออกไปข้างนอก บุปผาแอบใช้โทรศัพท์ติดต่อผกา สาธยายรูปร่างหน้าตาของสร้อยให้ฟัง ซึ่งผกายืนยันว่าใช่แน่ วันก่อนมันมาหาแม่ที่หอโคมแดง
“มันเป็นคนสนิทคุณหญิงเหรอ แล้วมันจะมาหาแม่ทำไม”
“ก็ลูกชายมันเคยไปที่หอโคมแดงของเราบ่อยๆ ฉันไม่เคยขึ้นห้องกับมันหรอก แต่มันพอจะจำหน้าฉันได้ แม่มันก็คงจะตามไปสืบให้รู้แน่สิว่าฉันเคยอยู่ที่นั่นมาก่อนจริงรึเปล่า ถ้าแม่พบนังนี่อีก แม่อย่าบอกอะไรมันนะ”
“รู้แล้วล่ะน่าบุปผา แล้วตอนนี้แม่ก็จ้างนักเลงมาดูแลบ้านเราด้วย แม่กลัวอีพวกเมียหลวงมันตามมาอาละวาดอย่างคราวที่แล้วอีกน่ะ แม่สั่งห้ามไม่ให้ปล่อยผู้หญิงเข้ามาในบ้านเราอีกเด็ดขาด”
“แม่เองก็ระวังตัวให้ดีนะจ๊ะ ฉันเป็นห่วงนะ”
ผกาชื่นใจที่ได้ยินคำนั้น ตอบกลับมาว่าตนก็ห่วงบุปผาเช่นกัน
ooooooo
คณะของคุณหญิงมณีเตรียมตัวกลับพระนคร ชไมเดินมาส่งที่รถและกำชับมัทนาด้วยความเมตตาและเอ็นดู
“รักษาศีล 5 แล้วก็งดเนื้อสัตว์ทุกวันพระนะหนูมัท จำไว้...คุณความดีเท่านั้นที่จะเป็นเกราะป้องกันคุ้มภัยทุกอย่างได้”
มัทนายกมือไหว้ขอบคุณชไม และล่ำลาคุณหญิงแจ่มจันทร์กับไอศูรย์ที่ต้องเดินทางกลับรถคนละคัน ระหว่างที่ไอศูรย์พูดคุยกับมัทนา ชไมก็ดึงมือคุณหญิงมณีมาสนทนากันสองคน
“ให้ระวังผู้หญิงรูปร่างสูงโปร่งไว้ให้มาก ผู้หญิงคนนี้อาจจะนำความเดือดร้อนมาให้คุณหญิงและครอบครัวได้ค่ะ”
“ขอบคุณนะคะคุณชไม...ขอบคุณ” คุณหญิงมณีผละจากมาด้วยรอยยิ้ม แต่พอถึงตัวลูกสาวก็หน้าเคร่งอย่างเห็นได้ชัด กำชับลูกไม่ให้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พ่อฟัง เพราะไม่อยากให้เขาตกอกตกใจ
“ค่ะแม่ ถึงแม่ไม่บอก มัทก็ไม่คิดจะเล่าให้คุณพ่อฟังอยู่แล้วล่ะค่ะ”
คุณหญิงมณีคลี่ยิ้มให้ลูกสาว ทั้งที่ภายในใจยังกังวล เรื่องดวงชะตา...ส่วนที่พระนคร นายพลเทพออกจากบ้านหลังได้รับการติดต่อจากดำเกิงว่าพบคนชื่อผกาแล้ว ทั้งคู่มุ่งหน้าไปหอโคมแดง เจอผกาต้อนรับขับสู้และจะหาเด็กในสังกัดมาให้ดูตัว แต่ท่านนายพลบอกไม่ได้มาเที่ยวแต่มาหาคนชื่อผกา...
เมื่อได้ยินชื่อและนามสกุลตัวเอง ผกาถึงกับหน้าเจื่อนไปนิด ตอบไม่เต็มเสียงว่าผกาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว
“เขาออกไปไหนรึ ติดต่อได้ไหม”
“ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะแม่ผกาไม่ได้บอกไว้ว่าจะออกไปอยู่ที่ไหน ว่าแต่ว่าท่านถามหาแม่ผกาทำไมหรือคะ”
“ฉันมีธุระอยากจะคุยกับเขาหน่อย”
“ธุระเรื่องอะไรหรือคะท่าน แล้วท่านชื่ออะไรคะ เผื่อว่าแม่ผกาแวะกลับมาดิฉันจะได้บอก”
“ไม่เป็นไร ขอบใจนะ...แล้วเธอชื่ออะไรล่ะ”
“ดิฉันชื่อราตรีค่ะ” ผกาโกหกหน้าตาย...นายพลเทพพยักหน้ารับรู้แล้วเดินออกไปด้วยความผิดหวัง
ooooooo










