สมาชิก

พลับพลึงสีชมพู

ตอนที่ 9


คุณหญิงประสงค์สมกับคุณชายพิริยพงษ์โต้เถียงกันเรื่องใครขโมยของไป คุณชายท้าคุณหญิงให้ไปเฝ้าท่านย่าด้วยกัน เพื่อพิสูจน์ว่าท่านย่าไว้วางพระทัย หลานชายอย่างตนด้วยเหรือเปล่า

“ถ้าชายยืนยันว่าไม่ได้เอาไป ย่าก็จะเชื่อชาย” พระองค์หญิงทรงก้าวออกมาขัดขึ้น

“ท่านย่า!! ท่านย่าไม่ได้ทรงคิดว่าชายเป็นขโมยเสียเอง...ใช่ไหมกระหม่อม”

“ย่ารังเกียจการที่จะต้องมาสอบสวนลูกหลานใน เรื่อง...เรื่อง...การลักขโมย ก็อย่างที่หญิงประสงค์สมพูดนั่นแหละ คนเรา...ใครทำย่อมรู้แก่ใจ...ถ้าชายไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องเดือดร้อนอะไรหรอก...หญิงโทร.ตามพ่อวิศรุต บอกว่าย่ามีเรื่องตัดสินใจแล้วจะบอกให้รู้”

ตรัสเสร็จพระองค์หญิงทรงดำเนินไป คุณหญิงมองหน้าพี่ชายแล้วเดินไปอีกคน

“ตัดสินพระทัยแล้ว?!” คุณชายพิริยพงษ์ทวนคำอย่างสงสัย

เพียงไม่นานวิศรุตก็มาถึง พระองค์หญิงทรงขอโทษที่เรียกมากะทันหันเพราะทรงตัดสินพระทัยแล้วเรื่องที่ดินที่ใครๆก็อยากได้รวมทั้ง “นายพลตัวดีนั่นด้วย” วิศรุตถามว่าพลโทวินิต ราชโยธิน คนนั้นใช่ไหม

“ใช่...ใช้ลูกสาวเข้ามาขอซื้อไม่ได้ก็ให้พิริยพงษ์ ช่วยคนเป็นกลาง ไม่ได้สำนึกเลยว่าตัวเองเป็นที่รังเกียจขนาดไหน...พอดีกันนั่นแหละ ว่าที่พ่อตากับว่าที่ลูกเขย วิศรุต...เราไม่อยากเก็บที่ดินไว้ให้คนที่ไม่รู้ค่า แต่ก็อยากได้ผู้ซื้อที่คิดจะสร้างอะไรใหม่ๆให้เป็นประโยชน์ต่อผู้คน ไม่ใช่ซื้อไปเพื่อเก็บไว้สร้างบารมี”

พระองค์หญิงรับสั่งอีกว่า ให้ทนายสองฝ่ายคุยกัน ราคาไม่ใช่ปัญหา เสนอตัวเลขที่ขี้เหร่นัก พระองค์ท่าน ก็จะจัดการเรื่องโอนที่ให้ วิศรุตก้มกราบที่พื้น พระองค์หญิงทอดพระเนตรด้วยความเมตตาจนเกือบจะเอื้อมหัตถ์มาแตะศีรษะ

ผู้ที่ดีใจที่สุดคือพิสิฐ เผลอชมตัวเองว่าเก่งที่เลือกวิศรุตมาทำงานนี้ พอนึกได้ก็ชมวิศรุตว่าเยี่ยม! เยี่ยมมาก วิศรุตถามว่าเขาจะเข้าเฝ้าได้เมื่อไร ตนจะได้ทูลนัดพระองค์หญิง

“วันนี้ไหม ให้เจ้าลิลลี่ไปด้วย” แต่พิสิฐพูดไม่ทันขาดคำ เลขานวลก็โผล่มาบอกว่า คุณลิลลี่ไม่ไป ขอพักก่อน แขกเข้าโรงแรมเยอะ คุณลิลลี่เลยอยู่ฝั่งโรงแรม ไม่เข้าออฟฟิศ พิสิฐตัดบทอย่างหงุดหงิดรำคาญว่า “เออ...ๆ คุณทูลพระองค์หญิงว่าผมกับลูกจะเข้าเฝ้ามะรืนเลยนะ วันนี้ให้ทนายเราคุยกับทนายของวังก่อน เรื่องสัญญาซื้อขาย การจ่ายเงินอะไรน่ะ คุณนวลเดี๋ยวเรียกผู้จัดการฝ่ายการเงินและบัญชีมาให้ผม...แหม...คุณวิศรุต คุณนี่ยอดๆๆ!”
เลขานวลออกไปแล้ว พิสิฐหันมองรูปสโรชาที่วางไว้หลังโต๊ะทำหน้าหมายมาดแบบว่า...ได้เห็นดีกันล่ะ!

ooooooo

ทันทีที่น้ำมนต์ได้รับโทรศัพท์จากพิสิฐ เธอลิ่วไปโทรศัพท์ที่ใกล้บ้านวิศรุตล่อให้สโรชาที่ยังอยู่ในคราบพลับพลึงออกมา พอได้จังหวะก็ลากแขน
ขึ้นรถไปทันที

สโรชาพยายามที่จะขอเวลา อ้างว่ายังไม่ทันตั้งตัวบ้างล่ะ วิศรุตจะขาดคนทำงานบ้างล่ะ ไม่ว่าจะอ้างเหตุผละอะไรพิสิฐยืนกรานคำเดียวว่า หมดเวลาเล่นสนุกแล้ว ย้ำชัดว่า

“ที่สำคัญคือพระองค์หญิงทรงขายที่ให้เราแล้ว และรับสั่งให้เราไปรับโอนที่ดิน ป๊าให้ฝ่ายกฎหมายจัดการเอกสารไว้แล้ว และโครงการนี้ป๊าให้ลูกดูแล ลูกต้องเซ็นชื่อเป็นผู้ซื้อ เจ้าหน้าที่เขานัดที่วังเทวาสถิตย์”

“เข้าวังเหรอคะ?” สโรชาคิดถึงสิ่งที่ตั้งใจจะทำ ก็ลุกขึ้นยิ้ม ตอบรับทันที พึมพำเบาๆว่า จะได้เข้าไปดูอะไร บางอย่างแล้วคิดจะต่อรองเรื่องออกจากโฮมสเตย์ แต่พอ เอ่ยปากเท่านั้น ก็ถูกขัดขึ้นด้วยเสียงเด็ดขาดดุดันทันที

“ไม่ได้!! พอแล้ว หมดเวลาฝึกงานแล้ว พ่อไม่ยอมให้ลูกแต่งตัวกะเร้อกะรังพิลึกคนแบบนี้อีกต่อไปแล้ว กลับบ้าน...ทำงาน!”

สโรชาหน้ามุ่ยมาหาน้ำมนต์หวังจะให้ช่วย แต่น้ำมนต์กลับทำไม่รู้ไม่ชี้ซะงั้น พอออกมาหน้าโรงแรม สโรชาต่อว่าที่เพื่อนที่ไม่ช่วย น้ำมนต์บอกว่าตนก็ถูกคุณป๊าดุตั้งกะบุงโกยที่ให้ไปลากตัวเองมาตั้งนานแล้วมัวแต่ตามใจกันอยู่ แล้วทำหน้าอำถามว่า “ถามจริง แกไปโรแมนติกอะไรกับคุณวิศรุตที่เกาะนั่นบ้างเปล่า” สโรชา ด่า บ้า หน้าแดงแล้วเดินจ้ำหนี

แก้วกิริยาที่วิ่งตามมาจะเอาเอกสารให้น้ำมนต์เซ็น เห็นน้ำมนต์เดินตามสโรชาไปก็บ่น

“ว้า...ไม่ทัน คุณน้ำมนต์ไปกับใครนะ” แก้วกิริยาบ่นเพราะจำสโรชาในคราบพลับพลึงไม่ได้

ระหว่างนั่งกินอาหารกัน น้ำมนต์พูดเรื่องรายงานของสโรชาว่า “ฉันชอบเรื่องงูที่เกาะว่ะ ตกลงแกกับงูนี่ คุณวิศรุตเขากลัวอะไรมากกว่ากัน” พอเพื่อนด่าไอ้บ้าเขินๆ น้ำมนต์ดักคอว่า “เอ๊ะ! หรือว่าเป็นแกนั่นแหละที่เอาคราบงูไปวางให้คุณวิศรุตตกใจ”

“มันเป็นถ้ำงูจริงๆเว่ย คุณตะวันเขาบอกว่า เขากับคนรักก็เคยเข้าไปเจองู แต่คงเป็นงูใจดีเลยไม่กัดคน พูดแล้วแปลกดีนะ ที่ฉันไปหน้าเหมือนคนรักเขาที่ตายไปน่ะ”

น้ำมนต์ถามว่าตะวันไม่ได้จีบเธอใช่ไหม พอสโรชา บอกว่าเปล่า น้ำมนต์ก็พูดอย่างโล่งใจว่าดีแล้ว จะได้ไม่ยุ่ง แล้วก็อดคิดถึงเรื่องรักซ้อนของตัวเองไม่ได้ สโรชาสังเกตเห็นถามว่า “แกมีอะไรหรือเปล่าวะ...น้ำมนต์”

“ไม่มี๊...จะมีอะไร ฉันแค่กำลังคิดว่า แกจะทำยังไงกับพลับพลึง จะหนีออกจากบ้านกลางดึก ทิ้งจดหมายลาออกไว้ หรือว่าไปสารภาพเขาตรงๆ”
น้ำมนต์มองหน้ารอคำตอบ สโรชากอดอกถอนใจ

ครู่หนึ่งก็ยิ้มออกมาอย่างมีแผน

ooooooo

สโรชาบอกวิศรุตว่าพ่อยื่นคำขาดให้กลับบ้านถ้าไม่กลับจะตัดพ่อตัดลูกกัน วิศรุตถามว่าแล้วทำไมต้องไปคืนนี้ ไปกลางวันไม่ได้หรือ เธออ้างไปเรื่อยเปื่อยว่าพรุ่งนี้ที่บ้านจะมีงานบุญใหญ่ พ่อต้องการให้กลับถึงบ้านให้ได้

วิศรุตจะโทร.ไปบอกพ่อให้ก็ไม่ยอม จะขับรถไปส่งก็ไม่ยอมอีก อ้างให้ดูดีว่างานเขาเยอะ ตนเก็บกระเป๋าแล้วคืนนี้ไปรถเที่ยวดึกพอดี วิศรุตหงุดหงิด โน่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่เอา เขาตัดบทเสียงดุว่า

“ฉันจะไปส่ง!!”

วิศรุตไปส่งที่ท่ารถ ถามอย่างห่วงใยอาลัยอาวรณ์ว่า เธอจะไปจริงๆน่ะหรือ? ไปคนเดียวได้ไหม? แล้วจะกลับมาอีกไหม? สโรชาพูดไม่ออกได้แต่พยักหน้า หลบตา เมื่อเขาบอกว่า ต้องการความช่วยเหลืออะไรก็บอก

เบอร์โทรศัพท์มีใช่ไหม เธอพยักหน้า ยกมือไหว้บอกว่า “เราจะต้องเจอกันอีกค่ะ” วิศรุตประคองมือเธอไว้

อยากทำมากกว่านั้นแต่คนมากเหลือเกิน

พอวิศรุตเดินกลับไปจนลับสายตาแล้ว สโรชาก็คว้ากระเป๋าวิ่งลงจากรถ น้ำมนต์ที่คอยท่าอยู่แล้วคว้ามือหมับพาวิ่งไปอีกทางทันที บ่นอุบอิบ “ยุ่งจริงละแกเนี่ย!!”

ooooooo

การซื้อขายที่ดินเป็นไปอย่างราบรื่น พระองค์หญิงยิ้มพอพระทัย ตรัสกับวิศรุตว่า

“คุณวิศรุต แม้ว่าคุณจะหมดหน้าที่การเป็นตัวแทนการซื้อขาย แต่อย่าลืมว่าคุณเป็นเพื่อนของวังเรา จะเข้ามาอีกเมื่อไรก็ได้ ไม่ว่าจะในฐานะอะไร เรายินดีต้อนรับ”

“เป็นพระกรุณา ขอบพระทัยฝ่าบาท”

คุณหญิงประสงค์สมแอบมอบวิศรุต พอเขาสบตาก็ยิ้มเขิน สโรชาเห็นพอดีแอบค้อนวิศรุตอย่างหมั่นไส้

ที่ศาลาริมสวนนั่นเอง สโรชาเดินตามมาหยุดยืนใกล้ๆวิศรุต เธอถามเบาๆว่า ได้เงินค่านายหน้าแล้วจะเอาไปทำอะไรปรับปรุงเรือนพลับพลึงหรือขยายกิจการสวนผัก หรือว่า...

“ทันทีที่ได้รับ อย่างแรกคือผมจะเอาไปไถ่แหวนคืนจากคุณพ่อคุณ เพราะผมไม่อยากเอาเปรียบให้ท่านต้องเก็บรักษาของของผมไว้นานๆ”
สโรชากอดกระเป๋าไว้เพราะแหวนวงนั้นอยู่ในกระเป๋า ก็พอดีคุณหญิงประสงค์สมออกมาเชิญไปรับของว่าง วิศรุตขอตัวบอกว่ามีงานรออยู่ เพราะช่วงนี้

แขกแยะและคนงานมีน้อยต้องไปช่วยกัน คุณหญิงจึงเชิญสโรชา เธอตอบรับทันทีว่า

“แน่นอนค่ะ ได้เข้าวังแล้ว ไม่กลับง่ายค่ะ”

วิศรุตไปถึงหน้าวังก็ได้รับโทรศัพท์จากแนนซี่โทร.จากโนวาสโกเทีย ถามว่าเขาได้เข้าวังเทวาสถิตย์หรือยัง พอวิศรุตบอกว่าเข้าแล้ว แนนซี่ตื่นเต้นมากถามว่า

“แล้ว...พระองค์หญิงว่าอย่างไรบ้าง ทรงเชื่อไหมว่าวิศรุตเป็นหลาน ต้องเชื่อสินะ เพราะหลานมีแหวนของท่านหญิงกิรติ...”

“ป้าแนนซี่ครับ เอาไว้ผมจะเล่าให้ฟัง บางทีอะไร... อะไรมันก็ไม่เป็นอย่างที่เราคิดครับ”

พอดีเดินถึงรถ วิศรุตขึ้นรถไปพลางคุยต่อ คุณชายพิริยพงษ์กลับมาพอดีเห็นรถกำลังแล่นออกไป จึงถามสายัณห์ว่าเขามาทำอะไรกัน สายัณห์บอกว่าตนก็ไม่ทราบเห็นรถคุณทนายเพิ่งกลับไปตะกี้นี้เอง คุณชายสังหรณ์ใจว่าต้องเป็นเรื่องซื้อขายที่ดิน จึงรีบเดินอ้อมไปทางหลังตึก

ทิวากับราตรีคุยกันเรื่องพระองค์หญิงขายที่ดินให้วิศรุตเพราะทรงพอพระทัยเขาเอามากๆ คุณชายได้ยินจิกตาพึมพำ

“ขายให้ไอ้วิศรุตนั่นงั้นเหรอ?” แต่เมื่อคิดถึงคำพูดของจริยาที่ว่า “เรื่องที่ดินน่ะ ใครจะซื้อได้ก็ช่างมันเถอะ เรื่องมรดกทั้งหมดสำคัญกว่าเยอะ” คิดแล้วก็มองไป

ทางตัวตึก หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องจัดการตามที่ตกลงกับจริยาไว้

ooooooo

ขณะคุณหญิงประสงค์สมไปเตรียมของว่าง สโรชาจิบน้ำชารอพลางมองภาพวาดพระองค์เจ้ามรุพงษ์ แอบชำเลืองมองขึ้นข้างบน

ขณะนั้นเองคุณชายพิริยพงษ์เข้ามาทักจากข้างหลังว่า ชอบภาพวาดเหรอ บรรพบุรุษของตน พระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์ สโรชาบอกว่าดูไม่ออกว่าท่านดุหรือว่าพระทัยดี คุณชายไม่ตอบแต่มองที่นิ้วเธอถามว่า

“แหวนวงสวยนั่น คุณเอาไปคืนเพื่อนหรือยังครับ” สโรชาบอกว่ายัง ถามว่าทำไมหรือ “ถามดูเฉยๆน่ะครับ ของสวยๆก็ต้องมีคนอยากได้ เก็บไม่ดี อาจหายนะครับ” พูดพลางมองกระเป๋าถือที่สโรชากุมไว้แน่นอย่างรู้ว่าของอยู่ในนั้น แล้วเดินผละไป

สโรชามองซ้ายมองขวาเห็นว่าไม่มีใครแล้วจึงขึ้นชั้นบนตรงไปที่ห้องหม่อมเจ้าหญิงกิรติโสภณ ผลุบเข้าไปในห้อง แต่ขณะกำลังเอาแหวนออกมาเปิดหัวแหวน

เพื่อเทียบกับรูปหม่อมเจ้าหญิงกิรติโสภณนั้น ก็ถูกมือลึกลับเอาผ้าโปะจมูกปากจนหน้าหงายและความรู้สึกก็ดับวูบลง

เมื่อคุณหญิงประสงค์สมทำขนมตาลเสร็จจึงมาเชิญสโรชาไปชิม เดินหามาเจอสโรชาเพิ่งได้สติลุกขึ้นยืนหาวหวอด สงสัยว่าตัวเองมานอนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร อายที่ตนมาเผลอหลับตรงนี้ คุณหญิงพูดให้สบายใจว่า

“ไม่ต้องอายค่ะตรงนี้เป็นทางลม นี่ไงคะพัดมาเย็นๆ ใครง่วงล่ะก็เสร็จ...ไปค่ะ ไปรับของว่างกันหญิงทำขนมตาลไว้”

สโรชาได้แต่รู้สึกอาย แต่ไม่เฉลียวใจว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่รู้แม้กระทั่งแหวนสำคัญวงนั้นได้หายไปแล้ว!

จนกระทั่งมาเล่าให้น้ำมนต์ฟังแล้วถามเพื่อนว่าเป็นไปได้ไหมว่าตนจะโดนโปะยาสลบ น้ำมนต์ถามว่าเป็นไปได้ไงที่จะโดนโปะยาสลบในวัง โปะทำไม ปล้ำหรือ ข้าวของหายไปบ้างหรือเปล่า สโรชาค้นกระเป๋าดูจึงรู้ว่าแหวนหายไป!

ขณะนั้นเองนารีมาเคาะประตูบอกว่าท่านประธานเชิญ ที่ห้อง สโรชาใจหายคาดว่าป๊าคงจะทวงแหวนคืนแน่เลย

แต่แล้วก็โล่งใจเมื่อพิสิฐเรียกไปเพื่อบอกว่าในวันแถลงข่าวโครงการห้างสรรพสินค้านั้นจะถือโอกาสโชว์ตัวลูกสาวคนเดียวด้วยเลย เพื่อในอนาคตจะได้ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น พิสิฐพูดอย่างภูมิใจว่า

“ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ที่ดินก็ซื้อได้ งานก็เดินหน้า ลูกสาวก็กลับบ้านซะที ดีใจจริงจริ๊ง...”

พอสโรชาเดินออกจากห้องพิสิฐไม่ทันไร ก็ต้องหน้าเสียเมื่อเห็นวิศรุตกำลังเดินไปที่ห้องพิสิฐ เธอรีบเข้าไปบอกว่าป๊าไม่สบาย เขาไม่ควรเอางานไปรบกวนท่าน วิศรุตหลงเชื่อ บอกว่าถ้าท่านไม่สะดวกเอาไว้ตนมาใหม่ก็ได้

สโรชาถอนใจเหมือนรอดตายไปอีกครั้ง

ooooooo

วันนี้สโรชาเรียกประชุมแผนกต่างๆในโรงแรมเพื่อตรวจสอบและแบ่งงานกันเพราะวิศรุตลาออก แต่เขาก็ได้ดูแลงานไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตลอดเวลาสโรชาเครียดหนัก

เมื่อประชุมเสร็จน้ำมนต์ถามว่าจะเครียดอะไรนักหนากับการลาออกของวิศรุต

“ฉันไม่ได้เครียดเรื่องนี้ ดีใจซะอีกที่ไม่ต้องเจอหน้า ฉันมีเรื่องอื่นที่คิดหนัก แล้วก็ด่วนกว่าเรื่องงาน”

นั่นคือการตามหาแหวนวงนั้น สโรชาคิดจะกลับไปหาที่วังเทวาสถิตย์ น้ำมนต์ถามว่าคุณหญิงประสงค์สมเกี่ยวไหม สโรชาว่าไม่น่าเกี่ยวเพราะคุณหญิงไม่เคยเห็นแหวนวงนั้น แต่คุณชายพิริยพงษ์เคยเห็นและทำท่าสนใจมากด้วย น้ำมนต์เชื่อว่าถ้าถามคุณชายตรงๆ เขาคงไม่ตอบ เผลอๆจะฟ้องหมิ่นประมาทเอาด้วย

“ฉันถึงอยากรีบกลับเข้าไปในวังอีกที เผื่อว่าจะเจอแหวนร่วงหล่นอยู่ หรือไม่ ถ้าเจอคุณชายก็อาจจะถามตรงๆ แมนๆอย่างแกว่าแหละ...เป็นไงก็เป็นกัน!”

ตัดสินใจแล้ว สโรชาบอกน้ำมนต์ให้ลูกน้องไปเอามาการองเก๋ๆในเบเกอรี่ จัดพิเศษมากล่องหนึ่ง ตนจะหาเรื่องไปเฝ้าพระองค์หญิงวันนี้เลย

แต่ไปถึงวัง ปรากฏว่าพระองค์หญิงเสด็จไปวัด ส่วนคุณหญิงประสงค์สมไปซื้อเครื่องการฝีมือ สองสาวมองหน้าเชิงปรึกษากันว่าจะเอาอย่างไรดี สโรชาถามอัสดงว่าคุณหญิงจะกลับเมื่อไร อัศดงบอกว่าปกติคุณหญิงไปไหนมาไหนไม่นานคงไม่กลับค่ำแค่ น้ำมนต์จึงขอให้อัศดงพาไปห้องน้ำ เปิดโอกาสให้สโรชาแผล็วขึ้นไปที่ห้องหม่อมเจ้ากิรติโสภณ

เมื่อเข้าไปในห้องหาเท่าไรก็ไม่เจอ ทันใดประตูเปิดออก สโรชาสะดุ้ง หันไปเห็นคุณหญิงประสงค์สมยืนมองอยู่

เมื่อพากันไปนั่งที่โถงวัง คุณหญิงพูดอย่างเข้าใจว่าไม่แปลกที่เธอประทับใจรูปท่านอาหญิง ท่านงามมาก สโรชาถามว่าคุณหญิงคงไม่โกรธที่ตนละลาบละล้วง

“ไม่โกรธหรอกค่ะ คุณสโรชาเป็นเพื่อนหญิงนะ”

พอดีน้ำมนต์กลับมากับอัสดง บ่นว่ามาถึงก็ท้องไส้ไม่ดี ชวนสโรชากลับกันดีกว่า สโรชารับมุกทันที ทำเอาคุณหญิงร้องอ้าว จับต้นชนปลายไม่ถูก

ooooooo

พระองค์หญิงไปวางดอกไม้แจกันใหญ่ที่หน้าสถูปเจดีย์ นายหมากรายงานว่าตนเคยเห็นคนหนุ่มๆ คนหนึ่งมาวางดอกไม้กราบท่าน แต่ไม่ทราบว่าใครเพราะอยู่ไกลมองไม่เห็นหน้า

“คราวหน้าถ้าเจอ นายหมากถามเขาเลยว่าเป็นใคร บางทีอาจจะเป็นคนที่ฉันรอก็ได้” พระองค์หญิงรับสั่งและรำพึงท้ายประโยคเบาๆ

กลับวังแล้ว พระองค์หญิงทรงฝันไปว่า มีชายหนุ่มมาเอ่ยเรียก “ฝ่าบาท” แต่พอหันไปก็เห็นชายหนุ่ม

แต่เพียงเลือนราง หันมาอีกข้าง เห็นหม่อมเจ้ากิรติโสภณยืนยิ้มแย้มอ้อนว่า

“เสด็จแม่...ลูกฝากเขาด้วยนะเพคะ”

เมื่อสะดุ้งตื่น พระองค์หญิงลุกนั่งยิ้มปลื้มปีติ

เมื่อนึกถึงแววตาของหม่อมเจ้ากิรติโสภณ รำพึงว่า

“หญิงจะส่งลูกของหญิงมาหาแม่ใช่ไหมลูก มาเถอะ แม่รออยู่นะ...เราแม่ลูกจากกันนานเกินไปแล้ว ส่งหลานมาให้ยายเถอะ”

ooooooo

และแล้วความตึงเครียดเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เมื่อจู่ๆแก้วกิริยาก็มารายงานพิสิฐว่าวิศรุตมาหา

สโรชาตัดสินใจบอกเรื่องแหวนหาย พิสิฐตกใจมากบอกว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่มาก เพราะเขาเอามาฝากไว้แล้วอยู่ๆเราก็เอาไปทำหาย!

“ลูกจะไปหามาคืนค่ะ คุณป๊าอย่าโวยวาย แค่ประวิงเวลาไว้ก่อน ถ้าคุณวิศรุตมาขอไถ่ ก็บอกว่า เอาไป... เอาไป...เอาไปไว้ในเซฟที่ไหนแล้วลืมรหัส”

“ป๊าจะเสียคนลูกเอ๊ย จะไปแก้ตัวแบบนั้น มันอีเดียดตาย”

แม้จะรู้ว่าอีเดียด แต่พิสิฐก็ไม่มีข้ออ้างดีกว่านี้ เมื่อบอกวิศรุตไปเช่นนั้น เขาบอกว่า ความจริงแหวนนั่นไม่ได้แพงอะไร พิสิฐรับปากว่าจำรหัสได้เมื่อไรจะรีบเอามาคืน

“ครับท่าน”

เป็นคำตอบสั้นๆ ที่ทำให้พิสิฐแอบถอนใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก ชำเลืองไปทางสโรชาที่แอบดูอยู่ สโรชายกนิ้วโป้งให้ทำหน้าว่าแน่มาก พิสิฐก็เลยแอบส่งมะเหงกคืน

ooooooo

วังเทวาสถิตย์เกิดเหตุการณ์ที่นำทั้งความปีติและแปลกใจแก่พระองค์หญิง เมื่อมี วิศรุต ราชโยธิน เข้ามาแสดงตัวว่าเป็นหลาน

“วิศรุต ราชโยธิน งั้นเหรอ? เธอมีอะไรมายืนยันว่าเธอคือลูกของหม่อมเจ้าหญิงกิรติโสภณ ลูกสาวเรา”

พระองค์หญิงสอบถาม ชัยบดี ที่ปลอมเป็น วิศรุต ราชโยธิน ที่หมอบกราบอยู่แทบเท้า ชัยบดีล้วงเอาแหวนมายื่นให้พระองค์หญิงรับไปเปิดหัวแหวนพิจารณาดูรูปแล้วอึ้ง

“ผม...เอ่อ...กระหม่อมทราบแต่เพียงว่า ท่านแม่จากเมืองไทยไปตั้งแต่กระหม่อมยังไม่เกิด ท่านบอกว่า ราชโยธินเป็นนามสกุลคุณพ่อ” พระองค์หญิงบอกให้เล่าเรื่องของเขาให้ฟัง ชัยบดีเล่าเป็นตุเป็นตะว่า นับแต่จำความได้ ตนกำพร้า...

ขณะเดียวกัน อัศดงก็รีบขึ้นไปรายงานคุณหญิงประสงค์สมว่ามีเรื่องใหญ่แล้ว คุณหญิงตกใจลุกยืนทันที แต่อัศดงก็ไม่รู้จะเล่าอย่างไร เมื่อคุณหญิงมาที่ห้องชั้นล่างเห็นชัยบดี คุณหญิงไหว้ “สวัสดีค่ะพี่ชาย”

ชัยบดีไม่รู้จะลำดับญาติอย่างไร พระองค์หญิงบอกว่าหากจะนับญาติก็เป็นพี่เป็นน้องกันนั่นแหละ คุณหญิงถามว่านับแต่อาหญิงออกจากวังก็ไปอยู่ต่างประเทศตลอดเลยใช่ไหม

“ครับ พี่จึงไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับวังเทวาสถิตย์เลย นอกจากที่ท่านแม่สั่งไว้ว่าหากมีโอกาสให้มาที่นี่ หาทางเข้าเฝ้าและนำแหวนมาถวายให้ทอดพระเนตร”

“เราคงต้องทำอะไรให้ถูกต้อง” พระองค์หญิงทรงถอนพระทัยเบาๆ

ooooooo

พระองค์หญิงและคุณหญิงประสงค์สม พาชัยบดี เข้าห้องพักในวังเทวาสถิตย์ พระองค์หญิงขอให้พักผ่อนให้สบายก่อนแล้วค่อยคุยกัน

พอพระองค์หญิงและคุณหญิงออกไป ทิวากับราตรีก็จัดเครื่องอาบน้ำไปไว้ที่ห้องน้ำ ชัยบดีก็กระโดดขึ้นเตียงอย่างลิงโลด

“แม่เจ้าโว้ย นี่ฉันได้เข้ามาเป็นสมาชิกในวังจริงๆ หรือเนี่ย!” พอเห็นทิวากับราตรีเดินออกมาจากห้องน้ำก็วางมาดยิ้มสุภาพ พอทั้งสองออกไปก็เด้งขึ้นกางแขนหมุนรอบห้องราวกับพระราชา พึมพำผยอง

“วิศรุต ราชโยธิน ทายาทพันล้าน มันต้องดีกว่าไอ้ชัยบดีคนคุมบ่อนละวะ...ขอบใจคนชวนจริงจริ๊ง...วิศรุต ราชโยธิน...วิศรุต ราชโยธิน!!” ชัยบดีระเบิดหัวเราะก้องไปทั้งห้องที่กว้างใหญ่

ooooooo

คุณหญิงประสงค์สมเคลือบแคลงการมาอย่างกะทันหันไม่มีปี่มีขลุ่ยของวิศรุต ราชโยธิน พระองค์หญิงเองก็พยายามบอกองค์เองให้เชื่อตามนั้น แต่เมื่อคุณหญิงถามว่านอกจากแหวนแล้วเขารู้อะไรเกี่ยวกับวังเราบ้าง?

พระองค์หญิงถามว่าไม่ไว้ใจเขาใช่ไหม คุณหญิงบอกว่าแต่ท่านย่าทรงไว้พระทัยขนาดให้ใช้ห้องนอนชั้นบนในวัง

“จะให้ย่าส่งไปนอนเรือนมหาดเล็กได้ยังไง อย่าห่วงเลย ตอนนี้ในวังมีกล้องวงจรปิด ย่าจะเห็นเขาทุกอิริยาบถ”

“เพคะ...ต้องขอบคุณคุณวิศรุตจริงๆ...ตอนนี้พวกเราก็มีคนใกล้ชิดชื่อวิศรุตถึงสองคน เสียดายเพคะคนแรกที่มาก่อน ไม่ยักใช่คนที่เราอยากให้ใช่”

คุณหญิงรำพึงๆโดยที่ไม่รู้เลยว่าพระองค์หญิงก็คิดเช่นเดียวกัน

คุณหญิงมาถามชัยบดีว่าจะให้เขาเตรียมอาหารเย็น ไม่ทราบชอบหรือไม่ชอบอะไรหรือแพ้อาหารประเภทไหนบ้าง ชัยบดีแสดงความซาบซึ้งว่าเป็นความกรุณาของคุณหญิงแต่ตนเป็นคนรับประทานง่าย ไม่แพ้อะไรเลย ขอเป็นอาหารธรรมดาที่สุด ขณะพูดกับคุณหญิง ชัยบดีก็หว่านเสน่ห์ไปยังอัศดงที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณหญิงไปด้วย จนคุณหญิงมองปรามอัศดง

เมื่อออกจากห้องชัยบดี คุณหญิงเหลือบมองกล้องวงจรปิดบอกอัศดงเบาๆว่า

“อย่าบอกเขานะ ว่าเรามีกล้องอยู่ตรงนี้”

เมื่อกลับถึงห้องครัวคุณหญิงคิดว่าจะทำอะไรให้ชัยบดีที่เขาบอกว่าเป็นอาหารธรรมดา อัศดงเสนอว่าทำกะเพราไก่ ไข่ดาวก็แล้วกัน คุณหญิงถามว่าจริงหรือ อัศดงพยักหน้าหงึก อาหารเย็นของชัยบดีจึงเป็นกะเพราไก่ไข่ดาว

ก่อนถึงมื้อเย็น พระองค์หญิงได้ซักถามชัยบดีว่าเมื่อก่อนทำไมถึงไม่มา เขาตอบว่า

“แม่เคยบอกว่า เรื่องของแม่ท่านทำให้คนที่นี่อับอาย” พระองค์หญิงถามว่าแม่เขาเล่าว่าอย่างไรบ้าง ชัยบดีตีหน้าเศร้าเล่าว่า “แม่เล่าว่าท่านยายใจดี ท่านตาดุมาก เอ้อ...เท่านี้ละครับ เอ้อ...เท่านี้แหละกระหม่อม เมื่อแม่ตาย กระหม่อมไม่เหลือใคร ก็พอดีมีคนไทยชวนมาเมืองไทย เลยทำมาหากินค้าขายไปเรื่อย ไม่กล้าเข้ามาที่วัง...เพราะความเป็นชาววังมัน...ไกลเหลือเกินกระหม่อม”

“แล้วตอนนี้เธอนึกยังไงถึงกล้าเข้ามา”

“คงเป็นโชคชะตาฝ่าบาท กระหม่อมเจอแหวนที่ท่านแม่ซ่อนไว้ มีจดหมายสั่งให้กระหม่อมมาหาท่านยาย ที่วังเทวาสถิตย์” พอพระองค์หญิงถามถึงจดหมาย ชัยบดีก็ตีหน้าเศร้ายิ่งขึ้น “น่าละอาย ที่กระหม่อมทำจดหมายตกน้ำ แต่ใจความยังติดตา แม่เขียนว่า อยากกลับมากราบท่านยาย กระหม่อมก็เลยนำแหวนมาแทนตัวแม่”

พระองค์หญิงมองกล่องแหวนตรงหน้า หยิบขึ้นพิจารณาด้วยอารมณ์ที่คล้อยตาม

ที่โต๊ะอาหาร ชัยบดีจ้วงตักอาหารคำโตกินเต็มปาก ก็ถูกพระองค์หญิงทรงเตือนว่า

“ที่นี่ เราไม่รับประทานอาหารคำโต ค่อยๆ ตัก ค่อยๆเคี้ยว”

ชัยบดีวางช้อนก้มหน้าไหว้อย่างนอบน้อม แก้ตัวว่าเคยชินกับชีวิตที่เร่งรีบมีเวลาน้อย พระองค์หญิงทรงถามถึงความเป็นอยู่ในอังกฤษ เขาตีหน้าเศร้าเล่าเป็นตุเป็นตะว่า

“ก็...พออยู่ได้กระหม่อม ช่วงที่กระหม่อมเด็กๆ แม่ต้องไปทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ...ก็เป็นอาชีพทั่วไปที่คนไทยในต่างแดนทำกัน...”

พระองค์หญิงทรงสะอึกด้วยความสงสาร แต่คุณหญิงประสงค์สมถามทึ่งว่าลำบากขนาดนั้นเลยหรือ ก็ถูกชัยบดีเบรกว่า “เราอย่าพูดถึงเลยนะกระหม่อม มันจะทำให้ท่านยายเศร้าพระทัย”

พระองค์หญิงขอไปพักผ่อน ชัยบดีถามว่าปกติท่านเสวยน้อยอย่างนี้หรือ

“คงทรงคิดถึงท่านอาหญิงน่ะค่ะ คุณวิศรุต...พี่วิศรุตรับประทานเถอะค่ะ หญิงตั้งใจทำมากนะคะมื้อนี้”

ชัยบดีจำต้องกินกะเพราไก่ไข่ดาวในวังอย่างกล้ำกลืน

ออกจากโต๊ะอาหารแล้ว พระองค์หญิงไปประทับยืนเปิดหัวแหวนเทียบกับรูปหม่อมเจ้ากิรติโสภณที่ติดผนังรำพึง

“ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไง เมื่อเป็นลูกของหญิงจริง แม่ก็จะรักเขาเหมือนที่รักหญิง”

ooooooo

ฝ่ายวิศรุตตัวจริง ได้รับโปสต์การ์ดที่เก็บไว้หลายใบมาดู เป็นโปสต์การ์ดของแนนซี่ที่เขียนว่า

“ได้เข้าพบคนที่แม่ของเธอไม่มีโอกาสได้พบหรือยัง เอาแหวนวงนั้นไปแสดงตนซะ แล้วกลับสู่อ้อมอกครอบครัวที่แท้จริง....คิดถึงเธอ แนนซี่”
อ่านแล้ววิศรุตพึมพำอย่างยากที่จะทำใจได้ว่า...

“นายหน้าซื้อขายที่ดิน จะกลับเข้าไปใหม่ในฐานะ...หลานงั้นเหรอ....เขาจะเชื่อผมมั้ย....ป้าแนนซี่”

วิศรุตถอนใจหนักหน่วง เก็บโปสต์การ์ดไว้ที่เดิมหงอยๆ

ฝ่ายสโรชาที่ตั้งแง่รังเกียจ ต่อต้าน น้าลัดดาที่มาแทนที่แม่ เพราะเข้าใจผิดคิดว่าน้ามีแผนแย่งพ่อไปจากแม่ จนเมื่อได้เคลียร์กับพิสิฐ จึงเข้าใจว่า
สิ่งที่เธอแอบเห็นพ่อกับน้าลัดดาอยู่ในห้องแม่นั้น ที่แท้น้าลัดดาเข้าไปช่วยดูแลแม่ที่ป่วยหนัก พิสิฐให้บทเรียนว่า

“เมื่อรู้แล้วก็เปลี่ยนความคิดซะใหม่ได้นะลูก มองคนน่ะ ต้องมองให้รอบด้าน จำไว้”

สโรชาเดินไปยืนเบียดพิงพ่อแบบขอโทษ พิสิฐโอบกอดไว้ด้วยความเข้าใจและเบาใจที่เธอเข้าใจน้าลัดดา

ooooooo

หลังจากที่ชัยบดีอ้างตัวเป็นวิศรุต ราชโยธิน เข้ามาอยู่ในวังแล้ว พระองค์หญิงถามคุณหญิงประสงค์-สมว่าเป็นอย่างไรบ้าง คุณหญิงบอกว่ายังดูไม่ออก อาจเพราะยังเก้อๆ เขินๆ อยู่กระมัง

พระองค์หญิงถามถึงคุณชายพิริยพงษ์ว่าไม่กลับบ้านมากี่วันแล้ว

“สักหกหรือเจ็ดวันแล้วเพคะ ไม่ทราบว่าธุรกิจดีหรือว่าหนีพระพักตร์ท่านย่า หญิงว่าพอกลับมาคงมีคำถามเยอะละเพคะ”

“นั่นสิ! พ่อคนขี้อิจฉา นี่กลับมาแล้วเจอญาติเพิ่ม จะว่ายังไง”

ooooooo

เข้ามาอยู่ในวังไม่ทันข้ามคืน ชัยบดีก็ขออนุญาตท่านย่าออกไปข้างนอกอ้างว่าจะไปซื้อของใช้บางอย่าง ท่านย่าจะให้คนไปซื้อให้ก็ว่าต้องไปซื้อเอง จะให้สายัณห์ขับรถไปให้ก็บอกว่าไปรถรับจ้างได้

พอจะออกไปท่านถามอีกว่ามีสตางค์พอรึ ชัยบดีบอกว่าพอมี ท่านจึงสั่งอย่ากลับดึกนักก็แล้วกัน

ที่แท้ชัยบดีไปหาคุณชายพิริยพงษ์และจริยาที่บ่อน บ่นความยุ่งยากที่ถูกพระองค์หญิงซักถามหลายอย่าง คุณชายปลอบว่าไม่นานหรอกอดทนหน่อย ผ่านการจับผิดของท่านย่ามาได้ก็ถือว่าสอบผ่าน จริยาบอกว่าเป็นโอกาสดีแล้ว ไม่รู้ว่าต้องเกิดอีกกี่ชาติถึงจะได้มีชีวิตดีๆแบบนี้

ชัยบดีบอกว่าตนถึงขนาดเสี่ยงปลอมเป็นเจ้าเข้าวัง ตนก็ต้องตักตวงให้มันคุ้มหน่อย ทำให้คุณชายระแวง ย้ำเตือนว่า

“นี่นายคงไม่ได้หมายความว่า นายหวังจะฮุบสมบัติก้อนใหญ่ของวังเทวาสถิตย์นะ เพราะที่เราสองคนดึงนายมาสร้างตัวตนใหม่ เพราะต้องการให้นาย...”

“ผมรู้น่า หน้าที่ของผมเป็นแค่ตัวผ่อนถ่ายสมบัติ รับแค่ส่วนแบ่งตามที่ตกลงกันไว้ กี่ล้านนะ”

“ยี่สิบล้าน ไม่มากกว่านั้น”

ชัยบดีโอดว่าวังออกใหญ่โตสมบัติก็มากมายน่าจะเพิ่ม จริยาอ่อยว่าต่างคนต่างทำงานก่อนผลประโยชน์มันไม่ไปไหนหรอก คุณชายย้ำว่าให้ทำตัวดีๆ ให้ท่านย่ารัก พอได้สมบัติแล้วเขาจะไปไหนก็ไป

“คุณชายก็จะได้เคลียร์หนี้บ่อน คันมือละสิครับตอนนี้...การพนันนี่มันเสพติดยิ่งกว่าเฮโรอีนอีก เราเข้าใจกันนะครับคุณหญิง อะไรที่ผมทำได้ ผมยินดีรับใช้...กลับวังดีกว่า ต้องไปทำความคุ้นเคยกับท่านยายแล้วก็...น้องสาวผู้น่ารัก...”

คุณชายได้ฟังสะดุ้งลุกยืนทันทีแต่ชัยบดีก็ผละไปแล้ว จริยาเตือนคุณชายว่า

“ต้องคุมให้อยู่นะคะคุณชาย!”

เมื่อคุณชายกลับถึงคอนโด ปรากฏว่าวินิตามารออยู่แล้ว เธอบ่นเสียดายที่ท่านย่าของคุณชายขายที่ดินให้คุณพิสิฐตนเลยอดได้ค่านายหน้า คุณชายปลอบประโลมว่าไม่ต้องห่วงเงินที่ขายได้ต้องเข้ากงสีเป็นมรดกของตนอยู่ดี ของของตนก็เหมือนของของเธอ

“ไว้ใจผมนะ...รับรอง ผมไม่ให้คุณลำบากหรอก คุณหนูวินิตา เชื่อผมสิ”

“เชื่ออยู่แล้วค่ะ ไม่เชื่อจะมาหาเหรอ ดึกป่านนี้แล้ว...” วินิตาใส่จริตอ้อน ระทวยไปกับการเล้าโลมของคุณชาย

วินิตากลับบ้านดึกมาก จนพลโทวินิตไม่พอใจลุกเดินหนีไป แก้วกิริยาบ่นพี่สาวว่าทีหลังถ้าจะกลับดึกให้เอากุญแจกบ้านไปด้วย จริยาเห็นกระดุมเสื้อเม็ดหนึ่งของวินิตาหลุด รีบเข้าไปกระซิบว่า

“แกไปทำอะไรมา ชั้นรู้นะ ระวังจะพลาดเสียของ”

“หนูรู้จักป้องกัน คุณแม่อย่าห่วงเลย” ว่าแล้วผละไปเลย

“ทำตัวเหมือนใครเนี่ย เป็นผู้หญิงไม่รู้จักรักศักดิ์ศรีเลยนังลูกคนนี้” จริยาบ่นอย่างไม่พอใจ

ooooooo

วันต่อมา ชัยบดีก็เริ่มสอดแนมเดินเข้าห้องโน้นออกห้องนี่ พระองค์หญิงกับคุณหญิงนั่งดูกล้องวงจรปิดอยู่ คิดในแง่ดีว่าเขาคงต้องการอะไร คุณหญิงจึงไปถามว่าหาอะไรหรือ

เมื่อพาไปพบพระองค์หญิง ชัยบดีโกหกว่าตนคิดถึงท่านแม่อยากใส่บาตรให้ท่านและหาห้องน้องหญิงเพื่อรบกวนเรื่องการตระเตรียมอาหาร คุณหญิงบอกว่าห้องตนก็อยู่ใกล้ๆ คราวหน้าให้คนมาตามก็ได้ ตนยินดี

ขณะนั้นคุณชายพิริยพงษ์มาแอบฟังอยู่ พอได้ยินท่านย่าซักถามชัยบดีว่าจะใส่บาตรให้แม่ แล้วรู้ไหมว่าแม่รับประทานอะไร

เห็นชัยบดีอึกอัก คุณชายจึงรีบเข้าแทรก พระองค์หญิงจึงหันมาทัก คุณชายทำทีแปลกใจว่าท่านย่ามีแขก คุณหญิงประสงค์สมบอกพี่ชายว่า “แขกที่ไหนล่ะคะพี่ชาย” คุณชายทำหน้างง...อย่างแนบเนียน

ooooooo

พลับพลึงสีชมพู

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด