สมาชิก

พลับพลึงสีชมพู

ตอนที่ 8


หลังจากวันนั้น คุณชายพิริยพงษ์กลับมาที่วังแล้วพรางตัวเป็นขโมยลักของเก่าของท่านย่าในค่ำคืนหนึ่ง พระองค์หญิงเห็นขโมยจึงบอกบ่าวไพร่แต่ไม่มีใครตามจับขโมยคนนั้นได้

“แสดงว่าวังของเราหละหลวมเรื่องความปลอดภัย นี่พี่ชายก็ไม่อยู่”

“เอ๊ะ แต่รถคุณชายก็อยู่นี่กระหม่อม” สายัณห์ท้วงขึ้นมา

ท่านย่ากับหลานมองหน้ากันแปลกใจ พอดีคุณชายพิริยพงษ์เข้ามาจากประตูหน้า มองคนทั้งวังอย่างงงๆ เสยผมปกปิดพิรุธ จ้องหน้าสายัณห์แวบหนึ่ง

“เกิดอะไรขึ้นครับท่านย่า โกลาหลเชียว เปิดไฟอย่างกับกลางวัน”

หลังจากนั้นตำรวจมาตรวจสอบ ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็เสร็จสิ้น

“เท่าที่ตรวจดูไม่มีร่องรอยการบุกรุกนะกระหม่อม พวกนี้อาจจะเก่งมาก ยังไงก็ตาม ขอให้ทรงระมัดระวัง ปิดประตูรั้ว และทั้งด้านนอกด้านในให้แน่นหนา”

“ค่ะ...สายัณห์ จำไว้นะ ทุกคนช่วยกันด้วย”

“เราจะเพิ่มจุดตรวจมาที่หน้าวัง จะได้ป้องกันได้อีกหน่อย”

“น่ารำคาญตาย มีตำรวจมาจดๆๆอะไรไม่รู้ แล้วก็ไป” คุณชายพิริยพงษ์บ่นไม่เห็นด้วย ต่างจากท่านย่าที่พอใจ

“ขอบคุณคุณตำรวจนะคะ ถ้ามีพวกคุณมาบ่อยๆ เราก็อุ่นใจขึ้น”

“เรายินดีปฏิบัติหน้าที่เพื่อพิทักษ์สันติราษฎร์ครับ”

ตำรวจลากลับ คุณชายพิริยพงษ์ทำหน้ารำคาญ โดยไม่รู้ว่าท่านย่าลอบมองอย่างจับพิรุธ พลางนึกถึงแววตาของขโมยเมื่อสักครู่...แล้วพึมพำเหมือนมั่นใจในสิ่งที่คิด

“ฉันคงสั่งสอนลูกหลานไม่ดีพอ”

เช้าวันรุ่งขึ้น พระองค์หญิงเหมือนอยากจะพูดอะไรกับหลานสาว พอดีหลานชายแต่งตัวเรียบร้อยออกมาจากห้องก็เลยชะงักไป

“ทำไมวันนี้จึงตื่นก่อนเที่ยงได้ล่ะชาย เมื่อคืนก็กลับเข้ามาค่อนรุ่งมิใช่รึ”

“ค่ะ ชายมีนัดคุยธุระที่ต่างจังหวัดค่ะ อาจจะหลายวันนะคะท่านย่า”

“โจรเพิ่งจะเข้าสดๆร้อนๆ พี่ชายไม่ห่วงพวกเราเหรอคะ”

“ตำรวจเขาก็ว่าจะมาดูแลนี่นา หรือถ้าทรงกลัว ชายจะให้เพื่อนส่ง รปภ.มาสักห้าหกคน ช่วยเดินเวรยามรอบๆดีไหมคะ”

“รปภ.เป็นใครก็ไม่รู้จะให้มาเดินเล่นในวัง พี่ชายนี่”

“งั้นจะให้พี่ทำยังไงคะน้องหญิง”

“อย่าเถียงกันเลย จะไปทำงานก็ไปเถอะ พวกเราอยู่กันได้”

“เห็นมั้ย ท่านย่าพระทัยเข้มแข็งมาก งั้นชายทูลลาค่ะท่านย่า”

พอพี่ชายคล้อยหลัง คุณหญิงประสงค์สมก็เปรยอย่างปลงๆ “พี่ชายท่าจะธุระยุ่งจริงๆ คงหวังพึ่งไม่ได้ล่ะเพคะ”

พระองค์หญิงรับฟังแต่ไม่ว่ากระไร ทั้งที่หนักใจในตัวหลานชาย

ooooooo

วิศรุตได้รับแจ้งจากคุณหญิงประสงค์สมเรื่องขโมยเข้าวังเมื่อคืน เขาตกใจและเป็นห่วงพระองค์หญิง รีบผละจากงานที่บ้านไปทันทีโดยมีประพันธ์ติดตามไปด้วย

วิศรุตกับประพันธ์นำช่างมาติดกล้องวงจรปิดในจุดที่มองเห็นได้ทั่วภายในวัง สายัณห์เป็นลูกมือคอยดูอย่างสนใจ พระองค์หญิงกับคุณหญิงประสงค์สมยืนมอง ต่างก็ยิ้มปลื้มพอใจ ทิวากับราตรีพลอยชื่นใจไปด้วย

“คุณวิศรุตช่วยได้จริงๆนะเพคะท่านย่า เรื่องนี้พวกเรานึกไม่ถึงเลย”

พระองค์หญิงยิ้มรับ มองไปที่วิศรุตด้วยความเมตตาเปี่ยมล้น ครั้นเสร็จเรียบร้อย วิศรุตกับประพันธ์มารายงานท่านว่า

“ต่อไปนี้จะทอดพระเนตรเห็นทั่วบริเวณวังเลยกระหม่อม ต่อให้เป็นมุมอับสายตาแค่ไหน กล้องก็เห็นว่าใครไปใครมา แล้วภาพพวกนี้ก็บันทึกเก็บไว้ได้นาน”

“แบบนี้ก็ดีกว่าที่จะให้คนมาเดินยามนะเพคะ แหม ดูทันสมัยอย่างกับวังยุโรป”

“ขอประทานอนุญาต...กราบทูล ผมพูดถูกไหม” ประพันธ์ไม่คุ้นชินเข้าเจ้าเข้านาย เกริ่นอย่างระมัดระวัง “วังนี้กว้างมาก ที่ฝ่าบาทให้ติดกล้องเฉพาะจุดสำคัญน่ะก็สมควรแล้ว แต่หากว่าจะทรงให้ติดกล้องหลอกๆเพิ่มอีกบางจุด เพื่อขู่โจรก็ได้นะกระหม่อม”

“เข้าใจแนะนำนะ ว่าแต่ติดกล้องหลอกๆ แล้วเราจ่ายสตางค์หลอกๆได้ไหมจ๊ะ”

“อูย...กระหม่อมไม่สามารถนำสินค้าออกจากบริษัทฟรีๆได้กระหม่อม ที่รีบพาช่างและของมาด่วนได้ในวันนี้ ก็เพราะเป็นธุระของเพื่อนกระหม่อม เขาเป็นห่วงฝ่าบาทมาก”

“เราเข้าใจล่ะ...ต้องขอบใจอีกครั้งนะคุณวิศรุต นี่ไงล่ะ ข้อดีของการมีเพื่อน ถึงคุณจะไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน แต่การมีกัลยาณมิตรน่ะอาจจะดีกว่าการมีพี่น้องอีกนะ จริงมั้ยหญิง”

“เพคะ หญิงก็คิดว่าหญิงโชคดีนะคะ ที่มีคุณวิศรุตเป็นเพื่อน”

“ผมต้องขอบคุณคุณหญิง ที่ลดตัวลงมานับผมเป็นเพื่อน”

“คุณวิศรุตอาจจะเหนื่อยหน่อยนะคะ ที่มีหญิงเป็นเพื่อนน่ะ ไม่รู้ว่าคราวหน้าจะมีเรื่องอะไรต้องพึ่งเพื่อนอีก”

“กระหม่อมยินดีให้คุณหญิงเรียกใช้เสมอ ถ้าฝ่าบาททรงต้องการความช่วยเหลืออะไร อย่าได้ทรงเกรงใจกระหม่อม”

พระองค์หญิงยิ้มรับ...ประพันธ์แอบมองสายตาคุณหญิงประสงค์สมที่มองวิศรุตอย่างสังเกต พอคล้อยหลัง จากพวกเขามา ประพันธ์กระซิบวิศรุตว่า

“ท่าทางคุณหญิงประสงค์สมจะชอบคุณนะครับ”

“ผมคิดว่าเธอเป็นน้องสาวคนนึงเท่านั้นแหละ”

“น้องสาว? เมื่อกี้ยังบอกว่าเป็นเพื่อน”

“เพื่อนหรือน้องก็ได้ แต่ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้ ผมรับรอง” วิศรุตกล่าวหนักแน่นแล้วเดินไปขึ้นรถของตน ส่วนประพันธ์เดินไปขึ้นรถตู้ที่ช่างรออยู่

ooooooo

เมื่อภายในวังติดกล้องวงจรปิด อัศดงเดินกรีดกรายสวยงามจนทิวากับราตรีหันมองตามด้วยความสงสัย ทิวาร้องถามว่าจะสวยไปไหนแม่อาทิตย์อัศดง

“อ้าว...ต่อไปนี้เราต้องสวยตลอดทุกนาทีแล้วนะคะ เพราะว่าจะได้เป็นดาราค่ะ เดินไปทางไหนก็มีกล้อง”

“ใครเขาจะดูแก ที่เขาติดน่ะมันกล้องวงจรปิด ไม่ได้เอาไปเปิดฉายที่วิกไหน”

“อ้าวเหรอ” อัศดงยิ้มเก้อ ทิวาหมั่นไส้เขกหัวเข้าให้

สายัณห์เข้ามาสมทบ บอกว่าที่จริงก็ดี เป็นการล้อมคอกก่อนวัวหาย ที่ไหนๆเขาก็ติดกัน

“แต่วังเทวาสถิตย์ไม่เคยมีใครกล้าบุกเข้ามาเลยนะ แกว่าโจรมันมาจากไหน”

“จุ๊ๆๆ อาจจะมีหนอนอยู่ในนี้แหละ” ราตรีกระซิบกระซาบ

“ใครวะเป็นหนอน ถ้าข้ารู้จะแพ่นกบาลให้หัวแตกเลย กินบนเรือน ขี้รดหลังคา”

“คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ภาษิตจีนเขาว่าไว้”

“แล้วพวกน้าว่าคุณวิศรุตที่มาบ่อยๆน่ะ เราไว้ใจได้มั้ย” อัศดงตั้งคำถาม

“เออ คนนี้ข้าชอบว่ะ เป็นคนมีน้ำใจ ครั้งที่ข้ารถเสียอยู่กลางฝน เขาก็ลงไปช่วย” สายัณห์พูดปลื้มๆ

“ตั้งแต่คุณคนนี้มาเฝ้าบ่อยๆ พระองค์หญิงก็ดูทรงมีชีวิตชีวากว่าแต่ก่อน เมื่อตะกี้ยังมีรับสั่งกระเซ้าเพื่อนคุณวิศรุต เมื่อก่อนไม่เค้ย”

“นั่นสิ โจรเข้าวัง พวกเราอกสั่นขวัญแขวนกัน ก็คิดว่าจะทรงเครียด แต่กลับทรงมีพระสติ ยิ่งพอคุณวิศรุตมาเฝ้าปั๊บ ทรงพระสรวลได้แน่ะ”

“หรือจะทรงโปรดให้เป็นหลานเขย” อัศดงพูดโพล่ง ...ทิวา ราตรี และสายัณห์ถึงกับร้องเฮ้ยขึ้นมาพร้อมกัน อัศดงรู้ตัวว่าไม่ควรพูด แก้ตัวว่าตนคิดดังไปหน่อย

ราตรีอดนึกถึงท่านหญิงกิรติโสภณไม่ได้ ท่านเคยวิวาห์ล่ม จึงไม่อยากให้เหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นกับคุณหญิงประสงค์สม เพราะผู้ชายน่ะรู้หน้าไม่รู้ใจสักคน

“ใช่ ถ้ารู้ใจคงไม่อยู่บนคานค้างเติ่งอย่างนี้หรอก” สายัณห์บุ้ยใบ้ไปทางทิวาและราตรี สองสาวใหญ่เลยทำหน้าจะเอาเรื่อง สายัณห์ยิ้มแหะๆ กลับลำว่าล้อเล่น แล้วว่าคนเราทำบุญมาไม่เท่ากัน ถ้าไม่มีคนที่มีบุญเท่าเราก็อย่าไปแสวงหาให้เสียเวลา

“ดี พูดดี รอดตัวไป” ทิวาค่อยหายเคือง

“พูดถึงคนมีบุญนะน้า คุณชายพิริยพงษ์น่ะมีบุญจริงจริ๊ง คนเขาวุ่นวายทั้งวัง คุณชายไม่เห็นต้องมาดูแลอะไรเลย เที่ยวเช้า เที่ยวกลางคืน ไม่รู้ร้อนรู้หนาว”

อัศดงบ่น

“ก็สมแล้วไง ที่พระองค์หญิงจะทรงระอาพระทัย เป็นพระญาติห่างไกลปลายแถว แต่อุตส่าห์ทรงเมตตารับมาเลี้ยง คุณหญิงน้องน่ะน่ารักเหลือเกิน แต่คุณชายพี่เกเรซุกซนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ฉันน่ะอยากจะรอดูนักว่า ถ้าทายาทตัวจริงโผล่มา แล้วคุณชายพิริยพงษ์ยังเหลวไหลนะ จะได้ไหมมรดกที่หวังน่ะ”

“ทายาทตัวจริงอะไรของน้า” อัศดงถามด้วยความสงสัย ทิวาที่พูดออกไปเมื่อครู่ถึงกับหน้าไม่ดี ปฏิเสธว่าไม่มีอะไร แค่คิดดังไปหน่อย แต่อัศดงไม่เชื่อ คาดคั้นทิวาว่ารู้อะไรเยอะแน่ๆ บอกมาเดี๋ยวนี้

“อย่ามาเซ้าซี้ เรื่องของเจ้านาย เป็นเด็กเป็นเล็ก...ไป ไปทำงาน ป่านนี้คุณหญิงเรียกหาแล้ว” ทิวาไล่ตะเพิดกลบเกลื่อน อัศดงยังลังเล หันมาทางราตรีกับสายัณห์ สองคนไม่ยอมพูดเหมือนกัน เดินเลี่ยงไปอีกทาง ชวนให้ยิ่งสงสัย

ooooooo

หลังจากขโมยของมีค่าในวังท่านย่ามาได้สองชิ้น คุณชายพิริยพงษ์นำไปขายให้ฉมชบาเพราะร้อนเงิน ฉมชบารับซื้อไว้และขอให้เขาช่วยดูแหวนที่ถ่ายรูปมาเผื่อจะรู้จักผู้หญิงที่อยู่ตรงหัวแหวน

คุณชายพิริยพงษ์เห็นแล้วอึ้งครู่หนึ่ง ก่อนซักถามฉมชบาว่าแหวนวงนี้เป็นของใคร

“ดิฉันบอกคุณชายไม่ได้หรอกค่ะ”

“แต่นี่เป็นรูป...รูปญาติผู้ใหญ่ของผมนะ”

“เขาอาจจะได้มาจากคนแบบคุณชายก็ได้นะคะ สมบัติผลัดกันชมไงคะ”

คำตอบของฉมชบาสร้างความไม่พอใจให้คุณชายพิริยพงษ์ กลับออกไปด้วยความข้องใจ...ต้องรู้ให้ได้ว่าใครคือเจ้าของแหวน

วันเดียวกัน สโรชาตื่นเต้นเมื่อทราบจากฉมชบาว่ารูปผู้หญิงในแหวนคือราชนิกุลในวังเทวาสถิตย์ เธอแอบนัดน้ำมนต์มาพบเพื่อไปสืบต่อในวัง วิศรุตน่าจะเกี่ยวข้องกับผู้หญิงในแหวน เขาถึงใช้นามสกุลมรุพงษ์

น้ำมนต์แย้งว่าเขาอาจจะเป็นแค่นักสะสมของเก่า ถ้าเขาเป็นเชื้อสายวังนั้นจริงทำไมเขาไม่ไปแสดงตัว

“แต่ฉันว่า...เขาต้องเป็นอะไรกับวังนั้นแน่ๆ”

“แล้วมันหน้าที่แกเหรอ ที่จะไปสะเออะเปิดในเรื่องที่เขาไม่อยากเปิดน่ะ”

“แกว่าฉันสะเออะ”

“เออสิ แกอย่าลืมนะว่าตอนนี้แกเป็นนังพลับพลึงสาวน้อยร้อยเอ็ดตกยากมาอาศัยอยู่บ้านเขา แล้วถ้าเกิดคุณวิศรุตเขารู้ความจริงว่าแกเป็นคุณหนูสโรชา แถมยังเอาแหวนที่เขาจำนำไว้ไปเที่ยวเร่สืบหาเจ้าของ เขาจะรู้สึก ยังไง คิดสิ”

“แกดับฝันฉันมากเลยนะน้ำมนต์ ฉันนึกว่าฉันน่ะเป็นเชอร์ล็อค โฮล์ม ไขปัญหาแหวนปริศนาได้แล้วเชียว”

“และฉันก็เป็นด็อกเตอร์วัตสัน คู่กัดแกเหรอ เอาน่า ใจเย็นๆ ฉันว่าตอนนี้แกหาเวลาเอาแหวนวงนั้นไปคืนป๊าแกไว้ซะดีกว่า”

“แกกลัวอะไร กลัวฉันเอาไปทำหายเหรอ”

“ไม่กลัวทำหายหรอก กลัววางๆอยู่ในบ้านนี้แล้วใครมาเห็นเข้าสิ แกจะตอบว่าไง”

“ฉันเก็บไว้ติดตัวตลอดเวลา แกอย่าห่วงเลย”

น้ำมนต์กำลังจะดุเพื่อนรักอีกรอบ แต่เสียงธาราตะโกนเรียกหาพลับพลึงดังขึ้นขัดจังหวะ

“พลับพลึง แม่พลับพลึงสีชมพูหายไปไหนจ๊ะ มาช่วยเก็บผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม พรมเช็ดเท้าเข้าไปจัดห้องพักแขกด้วยเร้ว”

“แกต้องเชื่อฉันนะ อย่าเอาแหวนเขาไปเที่ยวเร่ให้คนอื่นดูอีกเชียว มันจะยุ่ง”

สโรชาพยักหน้ารับส่งๆ ไล่น้ำมนต์ออกไปทางด้านถนนแล้วตัวเองรีบวิ่งเข้ามาทางรั้วบ้านอย่างเร็วจี๋

ooooooo

คุณชายพิริยพงษ์ร้อนใจเรื่องแหวน แจ้นมาถามคุณหญิงจริยาเรื่องทายาทตัวจริงของพระองค์หญิง แล้วเลียบเคียงโดยยังไม่ยอมเล่าเรื่องแหวนให้ฟัง

จริยาเคยพูดแล้วเรื่องหลานตัวจริงของพระองค์หญิงที่ติดท้องกิรติโสภณไป แต่ครั้งนี้ให้ข้อมูลเพิ่มว่าชื่อ วิศรุต

“มิน่าล่ะ ท่านย่าถึงทรงเปิดวังต้อนรับมันซะดิบดี แต่ถ้ามันเป็นลูกท่านอากิรติ ป่านนี้มันต้องแสดงตัวแล้วสิ”

“มันคงไม่ใช่น่ะสิคะ ไม่งั้นมันก็น่าจะมีอะไรติดตัวมายืนยันซักหน่อย ไม่ใช่อยู่ๆเดินเข้ามาบอกว่า ท่านย่าครับ ผมเป็นหลานท่านย่าครับ แบบนั้นน่ะพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีผู้ถือองค์คงไม่เชื่อง่ายๆหรอกค่ะ”

“คุณอาว่ามันน่าจะมีอะไรเป็นหลักฐานได้บ้าง”

“ก็อาจจะเป็นสร้อยคอ ล็อกเกต หรือจดหมายอะไรสักฉบับของแม่กิรติ นี่ถ้าฉันเป็นคุณชายนะคะ ฉันคงไม่ใจเย็นรอให้ใครโผล่มาชุบมือเปิบเอาสมบัติทั้งวังไปหรอกค่ะ”

“หมายความว่ายังไงครับ”

“แหม ผลประโยชน์ของคุณชาย คุณชายก็ต้องคิดเองสิคะ”

“คุณอาครับ ผลประโยชน์ของผมก็คือผลประโยชน์ของวินิตาด้วยแน่นอนครับ”

“เอาเถอะค่ะ ขอให้คุณชายเชื่อดิฉันอย่างนึงว่าในฐานะภรรยาของพลโทวินิต ราชโยธิน ดิฉันย่อมไม่อยากให้ไอ้เด็กนั่นมีตัวตนมาเป็นหนามยอกอกเหมือนกัน”

“ผมเชื่อครับ”

“งั้นคุณชายต้องเล่ามาว่าคุณชายไปเจออะไรมาถึงได้มาหาดิฉันถึงที่นี่ ดิฉันอาจจะมีแผนช่วยคุณชายให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ และเราจะได้ประโยชน์ร่วมกันค่ะ”

คุณชายคล้อยตาม...มีจุดประสงค์เดียวกับจริยาคือไม่ต้องการให้หลานของพระองค์หญิงมีตัวตน

ooooooo

วิศรุตไปประชุมที่หัวหิน สโรชาเล่าให้คุณหญิงประสงค์สมฟังแล้วเผลอชวนขับรถตามไป คุณหญิง

มีบ้านพักอยู่ที่นั่นจึงสนับสนุนเต็มที่ ก่อนจะมาขออนุญาตท่านย่าและฝากฝังบรรดาสาวใช้ช่วยกันดูแลท่านให้ดี

ต่อมาเมื่อคุณชายพิริยพงษ์ทราบเรื่องจึงชวนวินิตาตามไปเพราะเธอกำลังต้องการเจรจากับสโรชาเรื่องซื้อที่ดินของพระองค์หญิง ซึ่งนายพลวินิตบิดาของเธอยังต้องการที่ผืนนั้นอยู่

แต่ก่อนจะออกจากวัง คุณชายได้เลียบเคียงถามเรื่องอาหญิงกิรติโสภณที่ว่ามีลูกชายคนหนึ่ง เขาคงเป็นคนที่ท่านย่าอยากพบ

“ใช่...แต่ย่าก็ไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นตายร้ายดียังไงแล้ว”

“ถ้ายังอยู่ เขาก็คงอายุไล่เลี่ยกับชาย ใช่ไหมกระหม่อม”

“จะมากน้อยกว่ากันก็คงไม่กี่เดือน”

“ดีจริงๆ ชายจะได้มีพี่น้องอีกคนมาช่วยชายกับน้องหญิงถวายการดูแลท่านย่า แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะหาลูกของท่านอาหญิงได้ยังไง แล้วถ้าเราเจอ เราจะรู้ได้ยังไงว่าเขาเป็นตัวจริง ไม่ใช่พวกสิบแปดมงกุฎมาหลอกเราคะท่านย่า”

“ก็คงต้องมีอะไรสักอย่างของหญิงกิรติมาแสดงให้เราดูนั่นแหละ แต่ย่าว่าสมบัติอะไรที่หญิงกิรติเอาติดตัวไป ก็คงจะขายกินหมดแล้วล่ะ ไม่เหลืออะไรมายืนยัน ยกเว้นแต่แหวนวงนึง ย่าเชื่อว่าหญิงกิรติคงไม่ขายหรอก เพราะในแหวนมีรูปของเขาอยู่ เขารักของเขามาก”

คุณชายพิริยพงษ์นิ่งอึ้ง นึกถึงแหวนวงนั้นที่มีรูปหม่อมเจ้ากิรติโสภณที่เพิ่งได้ดูจากโทรศัพท์มือถือของฉมชบาแล้วใจคอร้อนรุ่ม ทูลลาท่านย่าแล้วบึ่งรถไปรับวินิตาพาไปหัวหินอย่างเร่งด่วน

ooooooo

วิศรุตไปทำงานให้พิสิฐและถือโอกาสนำคณะทัวร์ของตนไปเที่ยวด้วย โดยให้ประพันธ์คอยดูแล พอสโรชากับคุณหญิงประสงค์สมมาสมทบทำให้บรรยากาศยิ่งสนุกสนาน โดยเฉพาะเมื่อสโรชาโทร.ชวนน้ำมนต์มาร่วมวงปิ้งย่างบาร์บีคิวกินกัน

แต่แล้วงานกร่อยลงทันใด เมื่อคุณชายพิริยพงษ์มาพร้อมวินิตา คุณชายพยายามหาโอกาสเจรจากับวิศรุตให้เลิกเป็นนายหน้าซื้อที่ดินของท่านย่าแต่ไม่สำเร็จอีก ขณะที่วินิตาก็เข้าทางสโรชา บอกตรงๆว่าบิดาของตนอยากได้ที่ดินผืนนั้นมาก อยากให้นายพิสิฐถอนตัวไป แต่สโรชาไม่ยอมแน่ๆ เธอต่อปากต่อคำด้วยเหตุผลจนวินิตาพูดไม่ออก

ฝ่ายน้ำมนต์กับประพันธ์พอมาเจอกันที่หัวหินก็ลับฝีปากกันพอสมควร แต่ตกกลางคืนประพันธ์ทำให้น้ำมนต์รู้สึกประทับใจ เขาเสี่ยงอันตรายเข้ามาช่วยเธอขณะมีชายสองคนจะเข้ามาลวนลาม

วินิตากับคุณชายพิริยพงษ์บังเอิญเห็นแหวนที่สโรชานำติดตัวตลอดเวลา...ทันทีที่กลับจากหัวหินคุณชายพิริยพงษ์จึงมีความคืบหน้าเรื่องแหวนมาเล่าให้จริยาฟังว่า เจ้าของน่าจะอยู่ในเมืองไทยและกำลังจะกลับมาทวงสิทธิ์

“ผมไม่อยากให้ใครหน้าไหนมาแย่งของของผมหรอก ถ้าคุณอาเคยบอกว่ามันเป็นหนามยอกอกคุณอา ตอนนี้มันก็เป็นหนามยอกอกผมเหมือนกัน”

“แล้วคุณชายเคยได้ยินไหมคะ ว่าหนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง”

“หมายความว่ายังไงครับ”

“ดิฉันคิดเรื่องนี้ไว้แล้ว คุณชายหาทางเอาแหวนวงนั้นมาให้ได้ก็แล้วกันค่ะ”

แล้วสองคนก็ยุติการสนทนาเพราะวินิตาเยี่ยมหน้าเข้ามาอย่างร่าเริง

ooooooo

สโรชากลับมาที่บ้านวิศรุตในคราบของพลับพลึงหลังจากเขียนข้อความบอกธาราไว้ว่าลาหยุดหนึ่งวันไปรับญาติที่มาจากต่างจังหวัด แต่พอกลับมาเห็นพลับพลึงผิวคล้ำเหมือนไปทะเล ธารารู้สึกแปลกใจแต่ไม่ได้ซักถามจริงจังอะไร

กลับจากหัวหินได้แค่วันเดียว วิศรุตก็ต้องเดินทางไปดูเกาะแห่งหนึ่งเพราะพิสิฐอยากได้ไว้ทำสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งเกาะนี้พ่อของน้ำมนต์แนะนำมา วิศรุตถือโอกาสชวนธารากับสุทิศไปเที่ยว แต่สุทิศคะยั้น คะยอให้พลับพลึงพ่วงไปด้วยอีกคน

สโรชาหรือพลับพลึงโทร.ไปบ่นกับน้ำมนต์ว่าเพิ่งจะตัวดำกลับจากทะเลก็มีอันต้องไปทะเลอีกแล้ว น้ำมนต์เลยกระเซ้าว่าไปคราวนี้เธออาจจะได้เล่นบทนางเอกติดเกาะโรแมนติกกันก็ได้...

ด้านคุณชายพิริยพงษ์ที่พอรู้ว่าแหวนสำคัญวงนั้นอยู่กับสโรชาก็พยายามตีสนิทโดยจะผ่านทางน้องสาวที่รู้จักสนิทสนมกันเป็นอย่างดี คุณหญิงประสงค์สมเลยเข้าใจผิดว่าพี่ชายกำลังคิดจะจีบสโรชาทั้งที่มีวินิตาเป็นแฟนอยู่แล้ว

ที่เกาะ คณะของวิศรุตได้ลุงทับและครอบครัวคอยต้อนรับ ลุงทับมีลูกชายหนึ่งคนคือตะวันซึ่งเรียนจบปริญญาตรีด้านการประมง ตะวันรักเกาะนี้จึงไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่

เมื่อพบเห็นพลับพลึงที่มากับวิศรุต ตะวันคิดถึงฝนคนรักที่ตายจากเพราะพลับพลึงหน้าตาคล้ายฝนมาก วิศรุตเห็นทั้งคู่คุยกันถูกคอก็อดแอบหึงหวงพลับพลึงไม่ได้ ส่วนธารานั้นสนุกมากกับการมาเที่ยวทะเล

ขณะที่สโรชาไม่อยู่ น้ำมนต์ไม่สบายเป็นไข้หวัด ประพันธ์แวะเวียนมาพร้อมของเยี่ยม ทำให้น้ำมนต์รู้สึกดีกับเขายิ่งขึ้น ใจอยากให้มาบ่อยๆ แต่ไม่วายวางฟอร์มทำเป็นผลักไสเขาทุกครั้งไป

วันนี้ประพันธ์มาได้ครู่เดียวก็ต้องรีบกลับเพราะวิศรุตโทร.มาบอกให้ไปดูกล้องวงจรปิดที่วังเทวาสถิตย์ หลังได้รับแจ้งจากคุณหญิงประสงค์สมว่ามีขโมยเข้าวังอีกแล้วแต่จับไม่ได้ไล่ไม่ทันเหมือนเดิม ซึ่งความจริงแล้วทั้งคุณหญิงประสงค์สมและท่านย่าต่างก็พอจะรู้ว่าใครคือขโมยคนนั้น

ooooooo

ที่เกาะ สโรชาเผลอตัวคุยเรื่องทำธุรกิจกับตะวันโดยหลุดคำพูดภาษาอังกฤษออกมาหลายคำ จึงไม่น่าเชื่อว่าเธอจะเป็นแค่ลูกจ้างของวิศรุต แต่สโรชาก็แก้ตัวไปได้อย่างแนบเนียน

วิศรุตเห็นสองคนใกล้ชิดสนิทสนมกันรวดเร็ว อีกทั้งตะวันยังทำเหมือนชอบพลับพลึงเพราะเธอหน้าตาเหมือนคนรักเก่าก็ยิ่งหวง เอาตัวเองเข้าไปเป็นก้างขวางคอก่อนพาพลับพลึงออกมาด้วยท่าทีหงุดหงิดโมโห

สโรชาหน้าตูม แกล้งเดินช้าๆตามหลังวิศรุตมา แล้วเธอก็หยุดเดินเสียดื้อๆ วิศรุตเลยต้องหันมากระตุกมือให้เดินต่อ

“เมื่อกี้ทำไมคุณวิศรุตต้องดุพลับพลึงด้วย”

“ก็เพราะเธอเดินมาไกลโดยไม่บอกใครน่ะสิ นี่มันไม่ใช่บ้านนะ ถึงแม้ว่าคนที่เราเจอจะเป็นคนดี แต่ใครจะรู้ว่าในท่ามกลางคนดีๆจะมีคนไม่ดีอยู่ด้วยหรือเปล่า”

“แต่เรามาเพื่อเรียนรู้ไม่ใช่เหรอคะ”

“ใช่ มาเพื่อเรียนรู้ แต่ต้องระวังตัวด้วย ไม่ใช่เห็นเขาดีแล้วเราจะต้องไป...”

“พลับพลึงไม่ได้อ่อยนะ”

“รู้เหรอ...ว่าฉันจะพูดว่าอะไร”

“รู้สิ ไม่ได้โง่”

“ต่อปากต่อคำดีนัก”

“ก็มาหาว่าพลับพลึงอ่อย”

“แล้วจริงมั้ย บอกมาตรงๆ”

“ไม่จริงค่ะ ไม่เชื่อเหรอ งั้นถ้าพลับพลึงอ่อยคุณตะวันนะ ขอให้...ว้าย!!!”

สโรชาร้องลั่น เห็นฟ้าแลบตามด้วยเสียงร้องครืนๆ เธอกระโดดเข้าใกล้วิศรุต พอฟ้าร้องอีกครั้ง ฝนก็ตกเปาะแปะลงมาทันใด

“นั่นไง ไว้ใจอากาศได้ที่ไหนล่ะ วิ่งเลย เดี๋ยวคงตกแรงขึ้น ไปด้านในน่ะ มีร่มไม้ อย่าวิ่งในที่โล่งเลย”

สองคนเดินแกมวิ่งไปตามทางเดินในป่านอกหาด ยิ่งไกลก็ยิ่งรก แถมฝนตกหนัก ฟ้ามืดครึ้มลงรวดเร็ว

“เร็วหน่อย อะไรกันเนี่ย อยู่ๆฟ้าก็มืด”

“ทำไมมาทางนี้ล่ะคะ ไม่ใช่ทางกลับซะหน่อย”

“อ้าว จริงเหรอ ไม่เป็นไร เกาะเล็กแค่นี้ไม่ผิดทางหรอก วิ่งต่อ เลี้ยวซ้ายมั้ย”

สโรชาหันตัวอย่างไว สะดุดพื้นที่มีรากไม้ล้มลงจนลุกไม่ขึ้น วิศรุตเลยต้องอุ้มเธอไปหลบตรงถ้ำเล็กๆ ขณะที่ฝนยังคงกระหน่ำ ฟ้ามืดเหมือนกลางคืน

“นี่มันเหมือนหนังที่เคยดูตอนเด็กๆเลยนะเนี่ย”

“เป็นยังไง หนังไทยฉันไม่เคยดู”

“ก็ถ้ามีฝน มีน้ำหยดแบบนี้...มันจะไม่ค่อยปลอดภัยน่ะสิคะ”

“ใคร? เธอเหรอ ฉันรับรองเลยว่าปลอดภัย”

สโรชาแอบค้อนแล้วบ่นอุบว่า “ทะเลเป็นอย่างนี้เหรอคะเนี่ย อยู่ๆฝนก็ตกลงมาเฉยๆ ไม่มีการเตือน ป่านนี้คุณตะวันจะช่วยป้าแป้นเก็บปลาทันมั้ยเนี่ย”

“ยังจะห่วงคนอื่น” วิศรุตพึมพำ สโรชามองหน้าเขาอย่างจับสังเกต ใจนึกอยากจะให้น้ำเสียงหมั่นไส้ของวิศรุตแปลว่าหวงหรือหึง
ชายหนุ่มสบตาแล้วเมินไป สโรชามองหน้าเรียบๆ เฉยๆนิ่งๆของเขาอย่างพิจารณา ครู่หนึ่งจึงกล้าเอ่ยออกไป

“คุณวิศรุตคะ ถ้าพลับพลึงไม่ใช่เด็กในบ้าน คุณวิศรุตจะชอบพลับพลึงไหมคะ ถ้าที่นี่ไม่ใช่เรือนพลับพลึง ไม่ใช่ที่ทำงาน ไม่ใช่บ้าน...มีแค่เรา”

“พูดอะไรน่ะพลับพลึง”

“คุณวิศรุตอย่าโกรธนะคะ ถ้าพลับพลึงจะสารภาพว่า...ว่าพลับพลึงชอบคุณตั้งแต่วันแรกที่เจอ คุณใจดี ทำให้คนพลัดบ้านอย่างพลับพลึงไม่อยากจากไปไหน”

วิศรุตคาดไม่ถึง มองหญิงสาวตรงหน้าเต็มตา ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าใกล้ ช่วยปัดผมที่เปียกโชกปรกใบหน้าให้เธอ

“เคยได้ยินคนพูดกันว่าสมภารจะไม่กินไก่วัด แปลว่าคุณวิศรุตเห็นว่าพลับพลึงเป็นลูกจ้าง ก็ย่อมไม่อยากลดตัวลงมาหาพลับพลึง งั้นถ้าวันนึงพลับพลึงจะไม่อยู่เป็นลูกจ้าง คุณวิศรุตจะคิดยังไงกับพลับพลึงคะ”

“ฉันก็...เห็นเธอเป็นเด็กกะโปโลอยู่ดี”

“จริงเหรอคะ”

“จริงสิ ถ้าไม่จริงนะ...”

พูดไม่ทันจบ ฟ้าผ่าเปรี้ยงที่ใดสักแห่ง สโรชาสะดุ้งร้องว้ายพร้อมกับกระโดดกอดวิศรุตแน่น!

เวลานั้น ธารากับสุทิศอยู่ในบ้านพัก ธารายืนชะเง้อบ่นกระปอดกระแปดด้วยความเป็นห่วง

“นี่ฝนตกอย่างนี้ แม่พลับพลึงไปหลบอยู่กับชาวบ้านบ้านไหนเนี่ย คุณวิศรุตอีกคน”

“ทะเลนี่ก็แปลก อยู่ดีๆฝนก็ตก อ้าวนั่นนายตะวันนี่”

ตะวันเดินแกมวิ่งถือถุงพลาสติกห่อปิ่นโตอาหารฝ่าสายฝนมาถามว่า

“อยู่กันที่นี่ครบทุกคนไหมครับ ป้าแป้นกลัวอาหารไม่พอกิน ให้ผมเอามาให้อีก”

“ครบอะไรล่ะคะ พลับพลึงกับคุณวิศรุตไปติดฝนอยู่ที่ไหนไม่รู้”

“อ้าว...ก็เมื่อกี้ก่อนฝนตกเขาก็เดินมาด้วยกัน สงสัยหลงทางเข้าไปในป่า คนไม่คุ้นทางจะหลุดเข้าไปในถ้ำงู”

“ถ้ำงู!!!!” ธารากับสุทิศอุทานเป็นเสียงเดียวกันด้วยความตกใจ

ooooooo

หลังจากตกใจเสียงฟ้าผ่าจนกอดกันแน่นอยู่พักหนึ่ง วิศรุตกับพลับพลึงค่อยๆผละออกจากกันด้วยท่าทีเก้อเขิน แล้วชวนกันกลับเพราะฝนซาเม็ดและท้องฟ้าเริ่มสว่าง

แต่พอลุกขึ้นเดินได้แค่สองก้าว สโรชากรีดร้องพร้อมพุ่งเข้าใส่วิศรุตด้วยความตกใจสุดขีด คิดว่าสิ่งที่ตัวเองเห็นคืองู!

ที่แท้มันคือซากคราบงูที่ลอกคราบทิ้งไว้ สโรชา ค่อยๆเพ่งมองใหม่แล้วยิ้มเขินๆ รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยในอ้อมกอดเขา ตัดสินใจในนาทีนั้นหอมแก้มเขาหนึ่งทีก่อนจะผละออก

“เดี๋ยว พลับพลึง...อย่าทำแบบนี้กับใครอีก เข้าใจมั้ย สัญญาสิ”

สโรชายิ้มเจื่อน พยักหน้าแทนคำตอบ วิศรุตดึงเธอ เข้ามาใกล้ พูดเบาๆแต่ได้ยินชัดว่า

“ทำได้กับฉันคนเดียวเท่านั้น” จบคำก็โน้มหน้าเข้าหา...สโรชารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถึงกับหลับตาพริ้ม

อีกแค่เส้นยาแดงผ่าแปด ริมฝีปากจะแตะกันและกันอยู่แล้ว ตะวันวิ่งพรวดเข้ามาตะโกนเรียกวิศรุต หนุ่มสาว ผละออกจากกันทันใด ตะวันมองอย่างรู้ทันว่าสองคนรักกัน...

อีกวันถัดมาพวกวิศรุตรับฟังความต้องการของชาวบ้านบนเกาะ ก่อนได้ข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกัน พอถึงเวลาเดินทางกลับ ตะวันถามวิศรุตอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

“ตกลงว่าคุณวิศรุตจะกลับไปรายงานท่านว่าไม่ให้สร้างใช่ไหมครับ”

“ผมคิดว่าจะเรียนท่านอย่างนั้น ที่สำคัญคือที่ดินบางส่วนมันอยู่ในเขตอุทยาน เราก็ไม่ควรจะรุกล้ำสร้างอะไรที่ทำลายสภาพแวดล้อมทางทะเลอยู่แล้ว”

“แต่ก็อย่างที่สรุปในที่ประชุมนะครับ ถ้าวางแผนดี ไม่ทำลายทะเลให้เสียหาย พวกเราก็ยินดีเปิดบ้านต้อนรับแขกครับ”

“แล้วก็ติดป้ายบอกทางซะด้วยนะ อย่าให้ใครหลงเข้าไปในป่าแบบสองคนนี้อีก” ธาราสำทับสีหน้าเคืองๆตะวัน

“ครับ เดินทางปลอดภัยทุกคนนะครับ คุณวิศรุต คุณธารา คุณสุทิศ แล้วก็คุณ...”

“ฝน...” ป้าแป้นส่งเสียงเข้ามาพร้อมชูถุงใส่ปลาแห้ง ในมือ “เอาปลาไปด้วย”

“เขาชื่อพลับพลึงครับป้าแป้น”

“เออ พลับพลึง อุตส่าห์ไปช่วยตาก แดดเดียวกำลังอร่อย”

สโรชาขอบคุณป้าแป้นก่อนรับถุงปลามา ตะวันยิ้มแย้มพูดอย่างสุขใจว่า

“ฝนอยู่บนสวรรค์ มองลงมาเห็นคุณก็คงอมยิ้มนะครับที่มีคนหน้าเหมือน แล้วก็เป็นคนจิตใจดีด้วย โลกมันตลกจริงๆ ขอให้มีความสุขกับความรักอย่างยั่งยืนนะครับ...พลับพลึง”

ตะวันหลิ่วตาให้เธอ วิศรุตจ้องไม่ชอบใจ แต่พอตะวันหันไปสบตาด้วย วิศรุตก็ทำไม่รู้ไม่ชี้จนสโรชาลอบยิ้มขำๆ

ooooooo

พลับพลึงสีชมพู

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด