ตอนที่ 6
วินิตาอ้อนคุณชายพิริยพงษ์จะกลับ บอกว่าดูแค่นี้พอแล้วอย่างไรเสียพ่อก็ต้องได้ซื้ออยู่แล้ว
“อย่ากลัวไปเลยครับวิ ถึงท่านไม่ขายใคร วันหนึ่งก็ต้องตกเป็นของผมอยู่ดี นายหน้าที่ไหนก็คงสู้คนในครอบครัวไม่ได้” คุณชายคุยข่มวิศรุต
“ลุงครับ พวกเราจะกลับแล้วนะครับ” วิศรุตตะโกนบอกนายหมาก พลันก็สะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงสโรชาร้องถามว่า
“อ้าว...จะกลับแล้วหรือ ฉันเพิ่งมาถึงเอง”
“คุณสโรชา...ตามมาจนได้”
“สวัสดีค่ะ” สโรชายิ้มสดใส คุณหญิงมองเต็มตายิ้มอย่างใสซื่อ ถามว่าคนนี้หรือคุณสโรชา
“เจ้านายผม” วิศรุตแนะนำ
“ยินดีที่รู้จักทุกคนค่ะ ที่สวยมากเลยค่ะ ทั้งร่มรื่น ทั้งโล่ง แหม...ถ้าเอาไปพัฒนาเห็นจะต้องเก็บพื้นที่สีเขียวไว้ให้มากที่สุด ต๊าย ดอกหญ้ายังน่ารักเลย”
นายหมากก้มหน้าแอบยิ้ม มองสโรชาอย่างเป็นมิตร ผิดกับที่มองวินิตา
พอจะขึ้นรถน้ำมนต์จัดแจงให้สโรชานั่งหลังกับตน ส่วนวิศรุตก็บอกว่า
“ผมไปส่งคุณกับเพื่อนตรงที่คุณจอดรถไว้ แล้วผมจะพาคุณหญิงไปส่งที่วัง”
“ก็ได้...ใครว่าอะไรล่ะ!”
วิศรุตมองข้างหลังเห็นนายหมากมายืน วิศรุตยกมือไหว้ลา นายหมากยกมือไหว้ท่วมหัวแทบไม่ทัน รำพึงเบาๆ
“แล้วค่อยมาใหม่นะครับ”
กลับมาถึงบ้าน วิศรุตมานั่งที่ริมน้ำ นึกถึงคำพูดของพระองค์หญิงที่ว่า “ต่อไปนี้ถ้ามีอะไรอย่าปิดบังฉัน ไม่ว่าเธอจะเข้ามาในวังในฐานะอะไร ขอให้มาอย่างจริงใจไม่มีอะไรแอบแฝงก็แล้วกัน” คิดแล้วถอนใจ คิดเยาะตัวเองว่า
“ต่อไปนี้ ไม่ว่าพระองค์หญิงจะดีกับเราขนาดไหน เราก็คงเป็นแค่นายวิศรุต มรุพงษ์ นายหน้าซื้อที่ดินแล้วนะ จะเปลี่ยนไปแสดงฐานะอื่นคงไม่ได้ล่ะ”
ขณะกำลังอยู่ในภวังค์นั่นเอง เขาได้ยินเสียงกรอกแกรก หันไปดูเห็นสโรชาถือส้มโอแกะวางสวยงามใส่จานมา ถามเดาว่ามาจากไหน เจ้าเก่าหรือ สโรชาบอกว่าป้าหวานเอามาแลกผัก บอกว่าผักหมดรุ่นแล้วจะปลูกใหม่หรือยัง เขาจึงนึกได้บอกว่าให้ริชาร์ดกับจอห์นจัดไปก็แล้วกัน
พอสโรชาจะเดินไปเขาจับมือไว้บอกเดี๋ยวคุยกันก่อน เธออ้างว่าง่วง เขาไม่ปล่อย เธอเลยมองมือเขา เห็นแหวนเลยพูดเหน็บว่า “แหวนโบราณ เหมาะจะไปหมั้นสาวชาววังมากเลยนะ”
“เป็นอะไรพลับพลึง”
“บอกว่าง่วงก็คือง่วงค่ะ คุณจะชมจันทร์หรือส่งใจไปไห้ใครก็ตามสบายนะคะ กู๊ดไนต์ค่ะ” ว่าแล้วไปเลย
“เอ๊อ...พิกล ยายคนนี้” วิศรุตหยิบส้มโอกินขำๆ
ooooooo
เพื่อเร่งคุณชายพิริยพงษ์ให้หาเงินได้เร็ว เมธีหาแหล่งเงินใหม่ให้ โดยให้อธิปน้องชายธาดาที่สโรชาและน้ำมนต์เคยเห็นธาราเอาเงินไปให้และคิดว่าเธอเลี้ยงเด็ก พาไปส่งที่บ่อนเฮียฮง เฮียฮงส่งต่อให้ชัยบดีเป็นผู้ดูแล
ไม่นานคุณขายก็เล่นชิปมากมายกว่าที่มีอยู่เดิม ชัยบดียิ้มเจ้าเล่ห์เป็นบัทเล่อร์ให้กำลังใจ
คุณชายนับเงินใส่กระเป๋าอีกส่วนหนึ่งใส่ถาดคืนให้เฮียฮง บอกว่าคราวหน้าตนคงไม่มามือเปล่าแบบคราวนี้ เฮียฮงอวยว่าแสดงว่าเป็นคนมีโชคทางนี้ งั้นคราวหน้าก็ให้ชัยบดีเป็นบัทเล่อร์ให้ก็แล้วกัน ตัวนำโชคนี่
“ครับ คราวหน้าผมจะแนะนำโต๊ะที่คุณชายคู่ควร” ชัยบดียิ้มประจบ
คุณชายเดินไปอย่างผยอง ชัยบดีมองตามยิ้มเจ้าเล่ห์ อธิปเข้ามาถามว่า “ใครครับพี่”
“ว่าที่เหยื่อกูไง มึงเอาเหล้ามาให้กูแก้ว...เหนื่อยชิบเลย ดูแลผีพนันหน้าใหม่นี่”
เมื่อคุณชายกลับไปมอบเงินให้เมธีแปดแสนสำหรับค่าหุ้นที่เพิ่มทุน พูดอย่างลำพองใจว่าเอาไปส่วนหนึ่งก่อน รออีกแป๊บคงได้ครบ เมธีป้อยอว่าเก่งนี่ เห็นไหมว่าการหาเงินไม่ใช่เรื่องยาก
“แต่ชาติกำเนิดไม่มีใครเลือกได้ ใช่ไหมเมธี”
เมธีหน้าตึงรู้สึกเหยียดหยามเรื่องชาติกำเนิด แต่ก็กลบเกลื่อนทำเป็นยิ้มแย้มว่า “ใช่ครับ หม่อมราชวงศ์พิริยพงษ์”
“ไม่ต้องคิดมาก ฉันล้อเล่น ยังไงเราก็หุ้นส่วนกัน ขอบใจสำหรับแหล่งเงินทุน”
คุณชายยังซื้อแหวนเพชรไปให้วินิตา เธอชมว่าสวยมาก คงแพงมาก ถามว่าเอาเงินมาจากไหน คุณชายถามว่าชอบไหม ถ้าชอบถึงแพงก็ซื้อให้ได้ เธออ้อนว่าคุณพ่อว่าถ้าตนอยากใช้เงินมากๆก็ต้องทำงาน แต่ตนไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร
“ถ้าวิแต่งงานกับผม วิจะมีทุกอย่างที่วิต้องการ เป็นภรรยาผม ผมเลี้ยงได้”
“อุ๊ย...จะเร่งอะไรอย่างนั้นคะ วิแค่บ่นให้ฟังเฉยๆ”
“ผมก็แค่ยื่นข้อเสนอเฉยๆ วิจะรับไหมล่ะ”
จริยาเดินผ่านมาได้ยินพอดี วินิตาค้อนเขินแล้วจึงหันมาเห็นแม่
ooooooo
วินิตาถามจริยาว่าไม่ชอบคุณชายหรือ เห็นได้รับของกำนัลทีไรชอบทุกที จริยาบอกว่าของกำนัลก็ส่วนของกำนัล
วินิตาเห็นว่าการเป็นสะใภ้เจ้าก็ไม่เลวร้ายหรอก จริยาบอกว่าเชื้อไม่ทิ้งแถวเหมือนพ่อ พ่อเธอก็อยากเป็นเจ้า วินิตาชมว่าแม่เก่งทำไมถึงแย่งพ่อมาได้จริยาไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มพอใจ
วินิตานึกขึ้นมาได้ พูดถึงเรื่องที่ดินที่ไปดูว่าสวยดี ถ้าตนแต่งงานกับคุณชาย พอพระองค์หญิงสิ้นมันก็ต้องเป็นของคุณชายอยู่ดี แล้วคุณพ่อจะไปซื้อทำไม ถึงตอนนั้นตนขอจากคุณชายก็ได้
“ไม่รู้ แม่ไม่มีความเห็นเรื่องที่ดินบ้านั่น แล้วที่เพ้อเจ้ออยากจะเป็นสะใภ้ชาววังน่ะ แน่ใจหรือ คุณชายเจ้าสำราญนั่นอาจจะไม่ได้เป็นทายาทรับมรดกก็ได้นะ” วินิตาถามว่าพระองค์หญิงจะให้คุณหญิงประสงค์สมกระนั้นหรือ “อาจจะไม่ใช่ทั้งคุณชายและคุณหญิง ใครจะไปรู้อาจจะมีคนธรรมดาๆมาหยิบชิ้นปลามัน คว้ามรดกไปทั้งหมดก็ได้”
“ใครคะคุณแม่ ใครจะเอามรดกพระองค์หญิง ในเมื่อทรงมีนัดดาแค่สองคนนี้”
“ไม่รู้สิ อย่ามาถามแม่เลย แม่แค่เดาเอา”
จริยาเฉไฉ หยิบเรื่องแก้วมาเป่า หันไปเปิดดูนั่นดูนี่ วินิตาได้แต่มองสงสัย
ooooooo
ขณะมาตีกอล์ฟด้วยกันประสาพ่อลูก พลโทวินิตถามความเห็นวินิตาว่าพระองค์หญิงจะทรงขายที่ดินให้เราไหม
“ก็มีสิทธิ์ ห้าสิบห้าสิบนะคะ เดาพระทัยยาก เพราะว่าคุณสโรชาลูกสาวเจ้าของโรงแรมใหญ่นั่นน่ะ ก็ได้ไปดูที่ดินพร้อมวิเหมือนกัน”
“จริงเหรอ เขาเข้าไปยังไง”
“เขามีนายหน้าเข้าไปกระแซะก่อนค่ะ ผู้ชายหน้าตาดี ทำทีเป็นครูสอนพิเศษคุณหญิงประสงค์สม ไม่รู้ทำอีท่าไหน ประจบคนแก่บ่อยๆจนยอมให้ไปดูที่ดิน”
“แปลกจริง ปกติพระองค์หญิงทรงตะเพิดนายหน้าทุกรายนี่นา รายนี้เข้าไปได้ยังไง”
“บางทีเขาอาจจะมีแผนจะไปเป็นเขยเจ้าก็ได้นะคะ ดูคุณหญิงประสงค์สมดี๊ด๊าทำท่าปลื้ม แต่ไม่เป็นไรนะคะคุณพ่อ วิมีแผนสอง วิจะเป็นสะใภ้เจ้าเอาที่ดินมาให้ แก้หน้าที่คุณพ่อเป็นเขยเจ้าไม่สำเร็จ”
“วินิตา...อย่าเอาคำพูดไร้สาระของแม่มาล้อพ่อ พ่อไม่ชอบ เรื่องอดีตของผู้ใหญ่ กับเรื่องปัจจุบันของลูกมันคนละเรื่องกัน”
พลโทวินิตตำหนิลูกสาวเสียงขุ่นหน้าเข้ม แล้วพอกลับถึงบ้านก็ตรงดิ่งมาต่อว่าจริยาที่กำลังจิบน้ำชา กรีดนิ้วดูแหวนเพชรอย่างสบายอารมณ์ว่า
“คุณอย่าเอาเรื่องเก่าไปใส่หัวลูกนักเลย”
“ทำไมล่ะ ก็คุณเองแหละที่รื้อฟื้น เรื่องมันผ่านมาตั้งเป็นสิบๆปีก็ยังจะโหยหาอดีต คิดถึงรักแท้ที่ตายไปแล้ว ป่านนี้วิญญาณแม่กิรติคงจะ...”
“อย่าเรียกเธออย่างนั้น ท่านหญิงกิรติโสภณไม่ใช่คนที่คุณจะพูดจาลามปามก้าวร้าว เธอเป็นกุลสตรี”
“ฮึ! กุลสตรีแต่ให้ผู้ชายเจาะไข่แดง”
“หยุดนะ จริยา”
“คุณนั่นแหละหยุด ฉันไม่ยอมให้คุณซื้อที่ดินนั่นด้วยเงินของเรา เพื่อเก็บไว้ให้ลูกคุณที่ไม่ใช่ลูกฉัน”
“เงินของผม ที่คุณเอาไปซื้อเพชรซื้อกระเป๋าบ้าบอนั่นก็เงินของผม อย่ามาทำเป็นหมาในรางข้าวเลย คุณไม่มีสิทธิ์หรอก จำไว้”
วินิตเดินออกไปด้วยความโมโห ทั้งสองคนไม่เห็นว่าแก้วกิริยาลูกสาวคนเล็กเดินมาแอบได้ยินและพึมพำอย่างประหลาดใจ
“ลูกคุณพ่อที่ไม่ใช่ลูกของคุณแม่...ท่านหญิงกิรติโสภณ”
ooooooo
วันเดียวกัน วิศรุตมาพบพิสิฐที่บ้านรายงานความคืบหน้าเรื่องซื้อที่ดินจากพระองค์หญิงว่า ตนไปดูมาแล้ว ที่สวยงาม และดูท่าว่าพระองค์ก็เมตตาตน
“ผมนับถือคุณเลยจริงๆ ไม่มีใครเคยเข้าหน้าท่านได้ แต่คุณทำได้ นี่ถ้าคุณไม่ได้บอกว่าอยู่เมืองนอกมาตลอด ผมต้องคิดว่าคุณเป็นพวกเล่นคุณไสย มีคาถาเมตตามหานิยมนะเนี่ย”
“ถ้าท่านซื้อที่ดินได้เรียบร้อย งานของผมก็คงจบ ไม่ต้องมีตำแหน่งอะไรในบริษัทแล้วก็ได้”
“ผมบอกแล้วไงว่าผมชอบคุณ คุณน่ะมีความรู้ความสามารถ ผมยังมีงานอื่นให้คุณทำเยอะแยะ”
วิศรุตขยับจะค้านและหาเรื่องเถียง แต่พิสิฐรู้ทันรีบยกมือห้าม
“ได้ข่าวว่าตอนนี้ที่โฮมสเตย์ก็ไม่ค่อยมีแขกใช่ไหมล่ะ คุณก็พักงานทางโน้นก่อน ทางนี้ผมมีงานหลายอย่างที่อยากจะถอยตัวเองออก นี่ไง คุณไปดูงานปรับปรุงอาคารให้หน่อย ก่อนจะให้วิศวกรที่ปรึกษาเขาตรวจรับ คุณไปเตร่ๆเป็นหูเป็นตาแทนผม ว่าเขาสร้างออกมาเป็นยังไง หนุ่มๆแน่นๆ คิดซะว่าช่วยคนแก่ได้มั้ย”
“ครับ...ได้ครับ” วิศรุตรับแฟ้มเอกสารงานชิ้นใหม่จากพิสิฐแล้วเดินตามเขาไปอีกห้อง ลัดดาเดินมาพร้อมแม่บ้านที่ถือแจกันดอกลิลลี่ วิศรุตเปรยว่าท่านคงจะชอบดอกลิลลี่ พิสิฐยิ้มอารมณ์ดีบอกว่าลัดดาชอบ แต่ลัดดาบอกว่าพี่จิตราแม่ของสโรชาชอบ ถึงได้ตั้งชื่อลูกสาวว่าลิลลี่
“อยู่เมืองนอกเป็นลิลลี่ อยู่เมืองไทยเป็นพลับพลึง” พูดแล้วพิสิฐหัวเราะลั่น แต่ต้องหยุดกึกเมื่อลัดดาส่งสายตาปรามมา แล้วแก้เก้อชี้มือไปทางสวน “โน่นๆ ผมหมายถึงลิลลี่กับพลับพลึงน่ะมันเป็นพันธุ์ใกล้เคียงกัน เห็นมั้ย ของเราน่ะใบดก ดอกเล็กกลิ่นก็ไม่ค่อยหอม แต่ของที่ลัดดาซื้อน่ะพันธุ์ฮอลแลนด์นะ หอมฟุ้งสมราคาเชียว”
“ลิลลี่ของบ้านเราก็มีนะคะ บนที่สูงหนาวๆหน่อยก็ดอกใหญ่สวยงามดี”
“ลิลลี่หอมแรง แต่พลับพลึงหอมอ่อน คุณชอบแบบไหน”
“ผมชอบดอกไม้ที่อยู่กับต้นมากกว่าดอกไม้ที่ตัดแต่งจัดแจกันครับ”
“งั้นก็คงชอบพลับพลึง”
“ครับ ผมชอบพลับพลึง”
ได้คำตอบจากวิศรุตแล้วพิสิฐแอบมอง วิศรุตรู้สึกตัวรีบกลบเกลื่อนว่า
“คุยนานแล้ว ผมว่าให้ท่านพักดีกว่า งานในแฟ้มนี้ผมจะไปทำให้ตามสั่งนะครับ”
“ขอบคุณนะ มีอะไรก็มาหาผมได้ทุกเมื่อ ผมอยากคุยกับคุณบ่อยๆ”
วิศรุตยกมือไหว้ลาก่อนออกไป พิสิฐกระซิบถามลัดว่าชอบไหม ถ้าวิศรุตจะมาเป็นเขย
“อุ๊ย...คุณพิสิฐ คิดไกลไปหน่อยนะคะ ลูกสาวคุณยังไม่ได้บอกอะไรซะหน่อย”
“แล้วไอ้ที่มันไปปลอมตัวเป็นสาวบ้านนา ไปเป็นคนงานอยู่ในบ้านเขาตั้งเดือนน่ะ คุณว่ามันคิดอะไรมั้ยล่ะ คุณลัดดา”
พิสิฐกระเซ้าภรรยา...ลัดดาถอนใจ ห่วงก็ห่วง แต่ก็เอ็นดูและไว้ใจในความฉลาดรั้นของหลานสาว
ooooooo
เวลานั้นสโรชาในคราบพลับพลึงกำลังรดน้ำผักรุ่นใหม่อย่างเพลิดเพลิน แต่แล้วเสียงป้าหวานร้องทักทำให้หญิงสาวตกใจและไม่ค่อยอยากจะคุยด้วย ยิ่งป้าหวานพูดถึงสาวงามที่มากับวิศรุตวันก่อน สโรชายิ่งไม่ชอบใจทำท่าจะเดินหนี ป้าหวานเลยคาดเดาว่าเธอคงแอบชอบเจ้านาย
“ฉันไม่ได้ชอบคุณวิศรุตป้าหวาน”
“แน่นะ แล้วทำไมต้องหน้าแดง หลบตาวะ”
“ไม่ได้หลบซะหน่อย แล้วนี่ป้ามาเดินป้วนเปี้ยนแถวนี้ ระวังเจอธาราไล่ตะเพิดนะ รู้ตัวรึเปล่าว่าคนที่นี่เริ่มจะไม่ชอบป้าแล้วนะ ตั้งแต่เอาปากกาด้ามทองที่เก็บได้มาเรียกค่าไถ่น่ะ”
“ใครว่าเรียกค่าไถ่ ก็ของมันเป็นลาภของข้า อยู่ๆคนอื่นจะมาขอได้ไง ก็ต้องซื้อสิ แล้วตกลงมันปากกาของใคร ทำไมคุณวิศรุตเขาอยากได้นักหนา หรือว่าเป็นของแฟนเขามาทำหล่นไว้...นั่นแน่ เห็นมั้ย เขามีแฟนจริงๆด้วย”
“โอ๊ย ป้านี่พูดอะไรไม่รู้เรื่อง ฉันไปทำงานล่ะ” สโรชาเก็บสายยางและอุปกรณ์ทำสวนเดินหนี ป้าหวานมองตามสงสัยท่าทางที่เปลี่ยนไป
หงุดหงิดเดินหนีมาเจอจอห์นนี่กับริชาร์ดเตรียมทำปุ๋ยหมัก สโรชาไม่ทันระวังชนไม้ที่จอห์นนี่แบกมาดังโป๊ก บริเวณหน้าผากโนขึ้นทันตา สองหนุ่มเลยโดนธาราบ่นยกใหญ่ ก่อนวิศรุตจะกลับมาเห็น ให้ธาราไปเอาน้ำแข็งมาประคบ แต่พอได้ของมา วิศรุตคว้ามาทำเอง ธาราลอบมองอย่างจับสังเกต
ยามใกล้ชิดกัน สโรชาเขินเกินกว่าจะระงับอาการได้ บอกวิศรุตว่าขอทำเอง...
ค่ำนั้น สโรชาโทร.หาน้ำมนต์บอกให้รู้ว่าพรุ่งนี้ตนไม่ไปทำงานเพราะหัวปูดยังไม่ยุบ...แต่ยังไม่ทันวางสาย ได้ยินวิศรุตพูดโทรศัพท์กับคุณหญิงประสงค์สมอยู่อีกทาง เหมือนนัดแนะเจอกัน สโรชาเลยเปลี่ยนใจกะทันหัน บอกน้ำมนต์ให้มารับแต่เช้า ตนจะไปทำงาน เตรียมชุดให้ด้วย
ooooooo
เช้าวันถัดมา สโรชาตื่นมาทำอาหารให้วิศรุต ส่วนธาราออกไปวางเงินจองห้องเพื่อขายขนมเค้ก
เสร็จจากเสิร์ฟอาหารเจ้านายแล้วสโรชาขอตัวไปนอนพัก แต่ความจริงจะเตรียมตัวหลบออกจากบ้านไปกับน้ำมนต์ที่ให้มารอรับ
น้ำมนต์จอดรถใต้ร่มไม้เห็นธาราซ้อนมอเตอร์ไซค์ผ่านไป สักครู่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังหน้าจอโชว์ชื่อ
“คนบ้า” ก็กดรับด้วยน้ำเสียงรำคาญ
“นี่คุณประพันธ์ จะโทร.บ่อยเกินไปไหมคะ ยังไม่ทันแปดโมงก็จะขายของแล้ว แบบนี้ฉันจะแบล็กลิสต์คุณล่ะนะ ฉันบอกแล้วว่าถ้าจะให้ตัดสินใจซื้อก็ต้องส่งตัวอย่างสินค้ามาให้ใช้ก่อนเดือนนึง”
“จะบ้าเหรอ”
“อะไรนะ ว่าฉันบ้าเหรอ นายหน้าอูฐ”
“เฮ้ย...ไม่ใช่ ผมพูดว่าคุณจะฆ่าผมเหรอ ถ้าต้องให้คุณใช้ฟรีขนาดนั้นบริษัทผมขาดทุนตาย”
“ก็ไหนว่านำเข้าสินค้าสารพัด ลงทุนหน่อยสิค้า...ถ้าผลิตภัณฑ์ซักผ้าของคุณใช้ดีจริง คุณจะได้ยอดสั่งซื้อตั้งเท่าไหร่ จากนั้นจะขายสินค้าอื่นอีกมันก็ง่ายขึ้นนะคะ คิดดู มีสมองมั้ย คิดๆๆ”
“ผมรู้ครับ ผมขอคำนวณก่อนว่าคุ้มแค่ไหน ที่จริงลองใช้วันสองวันก็รู้แล้ว ไม่เห็นต้องเยอะขนาดนั้นเลย”
“ตลาดเป็นของผู้ซื้อค่ะคุณประพันธ์ อยากขายก็ต้องยอมลูกค้า...ยังไม่มาอีก” ท้ายประโยคเธอบ่นถึงสโรชา แต่ประพันธ์เข้าใจผิด นึกว่าเธอจะให้เขาเข้าไปหาเดี๋ยวนี้
สองคนโต้คารมกันอีกไม่นาน สโรชาก็ปรากฏตัว หลังจากเลี่ยงหลบจากจอห์นนี่กับริชาร์ดมาจากสวนผัก น้ำมนต์รวบรัดตัดสายประพันธ์แล้วพาเพื่อนรักเข้าออฟฟิศลอกคราบจากพลับพลึงเป็นสโรชา
สโรชาสวมวิกผมม้าปิดถึงคิ้ว น้ำมนต์เห็นแล้วทึ่ง ชื่นชมว่าแนบเนียนและให้ฉายาว่าแม่สาวพันหน้า...จากนั้น สโรชาก็แอบไปสอดส่องวิศรุตที่ห้องทำงาน เห็นเขาถือแฟ้มเอกสารเดินไปขึ้นรถ คาดเดาว่าคงไปพบคุณหญิงชาววัง จึงขับรถน้ำมนต์สะกดรอยตาม โดยที่ขณะนั้นเจ้าของรถกำลังเผชิญหน้ากับประพันธ์เซลส์แมนฝีปากกล้า
ประพันธ์พยายามเสนอขายผงซักฟอกให้น้ำมนต์ แต่ทำมาทำไปกลายเป็นสองคนโต้คารมกันยาว ก่อนที่เขาจะโดนเธอกล่าวหาเป็นสิบแปดมงกุฎ ประพันธ์ยัวะก็เลยย้อนไปว่ารู้เหรอว่าสิบแปดมงกุฎมีที่มายังไง
น้ำมนต์อึ้งกิมกี่ แล้วตอบส่งเดชไป ก็เลยโดนประพันธ์ท้าทายกึ่งบังคับว่าให้เวลาหาความรู้หนึ่งวัน พรุ่งนี้จะมาฟังคำตอบ
ooooooo
สโรชาสะกดรอยตามวิศรุตไปถึงอาคารสร้างใหม่ของพิสิฐแล้วเกือบพลาดทำให้เขาจับได้ว่าเธอคือคนเดียวกับพลับพลึงที่มีรอยบวมปูดบนหน้าผาก แต่เพราะไหวพริบดีเยี่ยมทำให้เธอรอดมาได้
กลับมาเจอเพื่อนรักหมกมุ่นค้นหาความหมายของคำว่าสิบแปดมงกุฎ สโรชาคาดเดาว่าต้องเกี่ยวข้องกับประพันธ์ แซวว่าท่าทางน้ำมนต์จะชอบเขาเสียแล้ว
“ชอบกะผีอะไร อย่าพูดอย่างนี้นะ เดี๋ยวฉันประจานแกเรื่องแม่พลับพลึงข้างรั้วนะ”
“อ้าว...เฮ้ย! ถ้าแกพูด ฉันฆ่าแกจริงๆนะ”
“เออ ไม่พูดอยู่แล้วน่า ว่าแต่ช่วงนี้ความสัมพันธ์เป็นไงมั่งล่ะ”
“กับพลับพลึงน่ะดี๊ดี แต่กับสโรชา...ฮึ!!”
“แกก็เลยอยากจะเก็บพลับพลึงไว้ ไม่ยอมกลับมาเป็นสโรชาเต็มตัวสักที”
“เออน่า มีจังหวะเมื่อไหร่ฉันถอนตัวออกมาเอง แต่ตอนนี้ขอเช็กเรื่องในวังนั่นก่อน”
สโรชาผละจากน้ำมนต์ไปเจอคุณหญิงประสงค์สมตรงหน้าห้องทำงานวิศรุต เธอทักทายผู้มาเยือนด้วยไมตรี ต่างคนต่างถูกชะตา สโรชายินดีพาคุณหญิงประสงค์สมชมโรงแรมและอยากให้เธอลองใช้บริการสปา แต่คุณหญิงเหนียมอายที่จะต้องถอดเสื้อผ้าให้พนักงานนวดตัว จึงปฏิเสธว่าวันนี้ยังไม่พร้อม...
วิศรุตกลับถึงบ้านไม่เจอพลับพลึง ถามริชาร์ดกับจอห์นนี่ก็ได้คำตอบว่าเธอออกไปหาหมอ แต่ป่านนี้ยังไม่กลับสงสัยคงเถลไถลไปช็อปปิ้ง วิศรุตไม่พูดอะไรอีก รับจดหมายที่จ่าหน้าซองเป็นภาษาอังกฤษจากจอห์นนี่แล้วเดินหายเข้าไปในห้อง
แนนซี่นั่นเอง เธอเขียนจดหมายถึงวิศรุต บอกเล่าว่าเธอกำลังสนุกกับการท่องเที่ยว ได้เที่ยวเผื่อแม่ของเขาซึ่งไม่มีโอกาสเที่ยว แล้วถามวิศรุตว่า
“เธอล่ะ ได้เข้าไปพบคนที่แม่ของเธอไม่มีโอกาสได้พบหรือยัง ฉันคงห้ามไม่ให้เธอโกรธเคืองตายายไม่ได้ เพราะเธอมีสิทธิ์คิดว่าทำไมเขาไม่ตอบจดหมายแม่ของเธอ แต่เรื่องมันก็นานมาแล้ว รีบเอาแหวนวงนั้นไปแสดงตนซะ แล้วกลับสู่อ้อมอกครอบครัวที่แท้จริง...คิดถึงเธอ และขอให้โชคดี”
วิศรุตเงยหน้าจากจดหมาย พับเก็บรวมกับฉบับเก่าที่แนนซี่เคยเขียนมาแล้วบ่นพึมพำ
“จะไปบอกตอนนี้เขาคงหาว่าผมเจ้าเล่ห์ เดี๋ยวเป็นครู เดี๋ยวเป็นนายหน้า เดี๋ยวจะอ้างตัวเป็นญาติอีก... เอาไว้หาโอกาสเหมาะๆแล้วกันนะแนนซี่”
ในเวลาเดียวกัน พระองค์หญิงหยิบจดหมายเก่าขึ้นจากกำปั่น หัวกระดาษฉีกขาดด้วยพระหัตถ์พระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์ผู้วายชนม์ไปแล้ว
พระองค์หญิงทรงเก็บจดหมายของธิดา ม.จ.กิรติ-โสภณ ไว้ด้วยความคิดถึง...จดหมายนั้นเธอเขียนมาบอกว่ากำลังตั้งท้องอ่อนๆตอนจากไป และตอนนี้เธอคลอดลูกชาย
พระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์รู้เห็นข้อความในจดหมาย โกรธมากถึงกระชากมันขาดแล้วขยำโยนลงสระ แต่พระองค์หญิงก็อุตส่าห์เก็บมันขึ้นมาทั้งที่ตัวหนังสือเลือนรางเต็มที
จนถึงวันนี้พระองค์หญิงทรงยังระลึกนึกถึงธิดาไม่เว้นวาย แม้รู้ว่าตายจากแต่ท่านก็ยังหวังว่าสักวันคงได้เจอหลานชาย
ooooooo
สมควรแก่เวลา สโรชาเปลี่ยนโฉมเป็นพลับพลึงก่อนเดินทางกลับบ้านวิศรุต โดยไม่รู้ว่าประพันธ์ที่ยังป้วนเปี้ยนอยู่ที่โรงแรมเห็นเธอไวๆ รู้สึกคุ้นเอามากๆ
วิศรุตเห็นใจธาราต้องส่งเสียน้องเรียนหนังสือ จึงไม่เห็นด้วยที่ธาราเสนอให้ลดค่าใช้จ่ายในบ้านด้วยการลดเงินเดือนของตน เพราะตอนนี้งานก็น้อยแถมยังมีพลับพลึงมาช่วยด้วย
“ไม่หรอกธารา เราต่างคนต่างมีค่าใช้จ่าย ธาราก็ต้องส่งน้องเรียน ถ้ารายได้ลดลงคงไม่เหมาะ อย่าห่วงเลย ฉันจัดการได้”
ธาราซึ้งใจเจ้านาย แต่เธอหารู้ไม่ว่าอธิปน้องชายที่ส่งให้เรียน แท้จริงเอาเงินไปเล่นการพนันเป็นหนี้ในบ่อนโดนชัยบดีขู่เข็ญจนต้องโกหกพี่เพื่อขอเงินเพิ่ม
เพียงวันถัดมา สโรชาก็ได้รับเกียรติจากคุณหญิงประสงค์สมเชิญไปเที่ยวชมวัง โดยได้รับอนุญาตจากท่านย่าเรียบร้อยแล้ว
ขณะสโรชามาถึง พระองค์หญิงหรือท่านย่าของคุณหญิงประสงค์สมออกไปถวายเพลพระที่วัด กว่าจะเจอกันก็คงบ่ายๆ ฝ่ายวิศรุตเพิ่งทราบจากคุณหญิงทางโทรศัพท์ว่าสโรชาอยู่ที่วังก็ประหลาดใจ
“เมื่อวานหญิงพบเธอที่หน้าออฟฟิศของคุณวิศรุต คุยกันยาว เธอน่ารักมากเลยค่ะ พาหญิงทัวร์ซะทั่วโรงแรม หญิงน่ะถูกชะตาเธอตั้งแต่วันที่ไปดูที่ดินแล้วนะคะ แต่ไม่ทันได้คุยกัน พอได้มีเวลาคุยกันอีกทีก็เลยยิ่งชอบ”
“ดีครับ คุณหญิงจะได้มีเพื่อนคุย ถ้าอย่างนั้นไปดูแลเพื่อนใหม่เถอะครับ ระวังอย่าให้เธอชักจูงไปนอกลู่นอกทางแล้วกันนะครับ เธอหัวสมัยใหม่กว่าคุณหญิงมาก”
เสียงวิศรุตดังออกมานอกโทรศัพท์จนสโรชาได้ยิน เม้มปากหันไปค้อน คุณหญิงเห็นแล้วอมยิ้มขำๆ ขอบคุณเขาที่เตือน ก่อนวางสายไปอย่างอารมณ์ดี
ขณะเดินชมวังจนมาถึงห้องเก่าของ ม.จ.กิรติ-โสภณ สโรชาให้ความสนใจเป็นพิเศษกับสภาพห้องและภาพถ่ายขนาดใหญ่ของท่านที่สวยงามเหลือเกิน
“นี่ล่ะค่ะท่านอา หม่อมเจ้าหญิงกิรติโสภณ เป็นพระธิดาองค์เดียวของท่านย่า”
“เหรอคะ ดูๆก็คล้ายพระองค์หญิงด้วยค่ะ แล้วท่านไปไหนคะ”
คุณหญิงประสงค์สมไม่ทันตอบ คุณชายพิริยพงษ์ ขัดจังหวะด้วยการเคาะประตูเสียงดังจนสองสาวสะดุ้ง
คุณชายไม่พอใจน้องสาวแอบพูดเสียงเบาขณะรุนหลังออกมาจากห้อง “หญิงไม่ควรพาใครต่อใครมาเดินทัวร์ วังไม่ใช่สวนสาธารณะ”
“พี่ชายยังเคยพาคุณวินิตาของพี่ชายมาเที่ยวทั่วสวน ไม่เห็นเป็นอะไรนี่คะ”
“นี่คบผู้หญิงคนนี้ไม่ทันไร น้องหญิงปากไวเถียงพี่ได้ทันควันเลยนะคะ”
สโรชาเดินตามมาพยายามเงี่ยหูฟังและขัดขึ้น “มีอะไรที่ดิฉันทำไม่ถูกไม่ควรหรือเปล่าคะ”
คุณชายพิริยพงษ์ไม่ตอบ ฝืนยิ้มแล้วเดินจากไปด้วยสีหน้าท่าทีไม่สบอารมณ์ เจอท่านย่ากลับจากวัดก็บ่นกึ่งฟ้องว่า
“ท่านย่าคะ เดี๋ยวนี้วังเราเป็นสวนสาธารณะไปแล้วหรือไงคะ น้องหญิงชวนคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามาเดินทัวร์”
“เขาชื่อสโรชา เป็นบุตรีนายพิสิฐ สุนทรเกษม เจ้าของกิจการโรงแรมและอื่นๆ”
“และคือคนที่อยากได้ที่ดินท่านย่าด้วย”
“เรื่องนั้นย่าก็รู้ แต่ไม่ได้แปลว่าการรับเขาเข้ามาเป็นเพื่อนหญิงประสงค์สมจะเป็นเงื่อนไขว่าย่าจะขายที่ดินให้เขา ไม่อย่างนั้นแม่วินิตาคนรักของชายก็คงได้สิทธิ์นั้นไปแล้ว เพราะเห็นพามาเดินชมสวนชมวังออกบ่อยไป แล้วนี่แต่งตัวจะออกไปไหนล่ะ ไนต์คลับเขาเปิดหลังตะวันตกดินมิใช่รึ”
“ชายมีธุระอื่นๆอีกค่ะท่านย่า งั้นชายทูลลาไปทำงานดีกว่า”
คุณชายพิริยพงษ์ผละไปอย่างเซ็งๆ พระองค์หญิงส่ายหน้าแล้วเดินต่อไปอีกห้อง สโรชาจึงมีโอกาสทำความเคารพท่านพร้อมด้วยคุณหญิงประสงค์สม
“ท่านย่าเสด็จกลับมาแล้ว เหนื่อยไหมเพคะ”
“ไม่เหนื่อยหรอก วัดริมน้ำอากาศดี...มาที่นี่เป็นอย่างไรบ้างคุณสโรชา”
“วังงามมากเพคะ ขอบพระทัยที่ประทานอนุญาตให้หม่อมฉันเข้ามาได้ ขอบคุณคุณหญิงที่พาชม เป็นบุญตามากเพคะ”
“เราอยู่กันเงียบๆ รักความสงบ นานๆฉันจึงจะออกไปไหน ไม่ชอบข้างนอกวุ่นวาย...นี่ย่าไปวัด ก็ไปดูเจดีย์ท่านปู่เราน่ะ ว่าจะให้คนไปจัดบริเวณรอบๆให้สวยงาม วันนี้มีใครก็ไม่รู้เอาดอกไม้ไปวางที่โกศเจดีย์ท่าน นอกจากคนวังเราก็ไม่น่าจะมีใครคิดถึงท่านถึงขนาดจะเอาดอกไม้ไปถวาย”
“หรือจะเป็นพี่ชาย...”
“โอ๊ย...รายนั้นกลางวันนอน กลางคืนเข้าไนต์คลับ จะเอาเวลาที่ไหนไปไหว้บรรพบุรุษ...ช่างเถอะ ย่าจะไปพักผ่อนล่ะ หญิงก็คุยกับคุณสโรชาไปนะ...ตามสบายนะ”
คุณหญิงประสงค์สมรับคำ สโรชาไหว้พระองค์หญิงอย่างนอบน้อม มองตามท่านไปแล้วนึกถึงวิศรุตที่เคยวางดอกไม้ที่เจดีย์ จู่ๆเธอก็ถลาไปยืนใกล้พระรูปพระองค์เจ้ามรุพงษ์ฯ จ้องแล้วหันมาถามคุณหญิงประสงค์สมว่า
“ท่านปู่คุณหญิงก็ต้องเป็น...เอ่อ...พระองค์เจ้า... พระองค์ชาย”
“พระองค์เจ้าค่ะ พระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์”
“ฮ้า! คนนี้เองที่คุณวิศรุตแอบเอาชื่อมาเป็นนามสกุล”
“ใช่ค่ะ คุณวิศรุตก็บอกหญิงอย่างนั้น เขาบอกคุณสโรชาด้วยใช่ไหมคะ”
“บอกค่ะ เอ๊ย ไม่ได้บอกกับดิฉันหรอกค่ะ คือบอกคนอื่นแล้วเขาบอกมาอีกทีค่ะ”
อัศดงเข้ามาจากอีกทางพร้อมถาดขวดน้ำปรุง คุณหญิงประสงค์สมหยิบขวดเจียระไนเล็กจิ๋วใส่น้ำปรุงส่งให้สโรชาดู
“อุ๊ย...ขวดน่ารักจัง”
“นี่ล่ะค่ะน้ำปรุง หญิงทำเอง ลองแต้มนะคะ หอมกลิ่นดอกไม้ไทยค่ะ”
สโรชาสูดกลิ่นหอมชื่นใจ สองสาวคุยกันถูกคอกันจนเวลาล่วงเลยไปมาก สโรชาจึงขอตัวกลับเพื่อไปลอกคราบเป็นพลับพลึงสู่บ้านวิศรุตอย่างเดิม
ธารากลับจากธุระข้างนอกไล่เลี่ยกับวิศรุต ไม่เจอพลับพลึงแต่เห็นผ้าตากไว้เต็มราว สองคนบ่นกันครู่หนึ่งก่อนที่ธาราจะเดินไปเคาะประตูเรียกพลับพลึงที่ห้อง
สโรชายังล้างเครื่องสำอางไม่เสร็จแต่ต้องเปิดประตูห้องเพราะธาราเคาะระรัวแถมส่งเสียงเหมือนอารมณ์เสีย สองคนเดินตามกันไปหลังบ้านตรงราวผ้า เสียงธาราบ่นไม่หยุด
“กว่าจะขายขนมเค้กหมดก็เย็นค่ำ ขายแพงก็ไม่ได้เพราะอยู่ในย่านบ้านพักอาศัย ไม่ใช่ย่านธุรกิจ”
“ธารานี่พูดอย่างคนรู้ทฤษฎีการตลาดเลยนะ”
“ไม่รู้แล้วจะทำมาหากินได้เหรอ อย่างโฮมสเตย์น่ะ ถ้าไม่ทำตลาดไม่โปรโมตจุดขาย มันก็จะซบเซาแบบของเรานี่ล่ะ อยู่ๆลูกค้าก็หมด เลิกมาซะงั้น”
“คุณวิศรุตเขาอาจจะประกาศปิดปรับปรุงก็ได้นะ แต่เราไม่รู้ เพราะเขาลงในเว็บน่ะ”
“จริงเหรอ แล้วหล่อนเล่นอินเตอร์เน็ตด้วยเหรอนี่ ...แล้ววันนี้นึกยังไงลุกขึ้นมาแต่งหน้า”
“อุ๊ย ไม่ได้แต่งมาก แค่ทาปาก จะได้สดชื่นไง แต่ทำไมธาราหน้าตาเครี้ยดเครียด”
“พักนี้ฉันเหนื่อย หาเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ”
“ได้ยินว่าธาราส่งน้องเรียน ธาราแน่ใจไหมว่าน้องธาราใช้เงินเพื่อการเรียนอย่างเดียว ไม่ได้เหลวไหลนะ”
“พลับพลึง! น้องฉันเป็นเด็กดี เป็นความหวังของฉันนะ นี่คุยกันว่าพอเรียนจบ อธิปก็จะมาช่วยฉันทำร้าน”
“ทำไมเขาไม่มาช่วยตอนนี้ล่ะ”
“เขาเรียนหนัก อยู่หอที่มหาวิทยาลัยย่ะ เด็กบ้านนอกอย่างหล่อนจะรู้อะไร”
ธาราเก็บผ้าเดินหน้าง้ำหนีไปโดยไม่เห็นวิศรุตสวนมา สโรชาเก็บผ้าลงตะกร้าแล้วจะยกขึ้น เจอวิศรุตยืนตรงหน้าจังๆ มืออ่อนจนตะกร้าร่วง
“ว้าย! คุณวิศรุตมาไม่ให้สุ้มให้เสียงค่ะ”
“ตกใจเลยเหรอ คุยอะไรกัน ทำไมธาราหน้าง้ำเข้าบ้านไป”
“อ๋อ พลับพลึงแค่สงสัยค่ะ ว่าธาราน่ะทำไมพักนี้หน้าเครียดๆ ก็เลยถามดู”
“คงมีปัญหาเรื่องน้องมั้ง ได้ยินว่าส่งเงินให้น้องนี่”
“นั่นล่ะค่ะที่พลับพลึงห่วง ไม่รู้ว่าน้องเขาจะใช้เงินเรียนหรือหลอกไปใช้เหลวไหล”
“อืม...น่าคิดนะ ไว้ฉันจะคุยกับเขาดู” วิศรุตมองหน้าหญิงสาว สโรชารู้สึกว่าถูกจ้อง ค่อยๆเบี่ยงหลบพร้อมกับถามว่าจ้องตนทำไม ที่หัวโนวันก่อนหายแล้ว ตนหัวแข็ง
วิศรุตสูดหายใจดมกลิ่นแล้วบอกว่าหอม กลิ่นนี้เหมือนเคยได้กลิ่นที่ไหน สโรชาสะดุ้งนึกได้ว่าก่อนหน้านี้ลองแต้มน้ำปรุงของคุณหญิงประสงค์สมที่หลังใบหู แต่แถไปน้ำขุ่นๆว่ากลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มล่ะมั้ง
ว่าแล้วก็คว้าผ้าโปะหน้าวิศรุตให้ดมกลิ่นกลบเกลื่อน พอวิศรุตจะถามต่อก็รีบเผ่นไปจากตรงนั้น...หนีเข้าห้องบ่นอุบว่า
“ไม่น่าเลยเรา ลอกคราบสโรชาออกได้แล้ว ดันมีกลิ่นคุณหญิงประสงค์สมกลับมา”
หลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย สโรชาโทร.หาน้ำมนต์ที่กำลังอ่อนเปลี้ยเตรียมพักผ่อน น้ำมนต์บ่นให้ฟังเรื่องประพันธ์ตื๊อขายสินค้าแถมยังมีคำถามบ้าๆชวนให้ปวดหัว สโรชาฟังเบื่อๆ แทนที่ตัวเองเป็นฝ่ายโทร.มาแต่กลับต้องมาฟังน้ำมนต์บ่นเป็นบ้าเป็นหลัง
ค่ำแล้ว สโรชาชงเครื่องดื่มร้อนๆมาให้วิศรุตที่ศาลาริมน้ำ เขากำลังคร่ำเคร่งกับงาน เธอมองเพลินชื่นชมในความขยันของเขา
“พลับพลึง เธออยากไปเรียนหนังสือหรือไปทำอะไรอย่างอื่นไหม”
“คุณวิศรุตจะไล่พลับพลึงออกเหรอคะ พลับพลึงทำงานไม่ดีเหรอคะ หรือว่าพลับพลึงซักผ้าไม่สะอาด หรือว่า ในห้องนอนมีฝุ่น หรือว่า...”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันแค่เป็นห่วงเธอ ช่วงนี้แขกไม่มี เธออาจจะเบื่อ แล้วตัวเธอน่ะเป็นคนเรียนรู้อะไรได้เร็ว จะว่าไปเธอรู้จักงานบริการมากกว่าลูกสาวเจ้าของโรงแรมที่ฉันไปทำงานด้วยซะอีก”
“คุณสโรชาน่ะเหรอคะ แย่กว่าฉันอีก”
“เธอจำชื่อเขาแม่นดีนี่ รู้มั้ย? คนที่เป็นทายาทกิจการโรงแรม ควรจะต้องเริ่มต้นฝึกงานให้เข้าใจ ตั้งแต่ล้างห้องน้ำ ปูเตียง เสิร์ฟอาหาร และเรียนรู้ทุกแผนก ไม่ใช่อยู่ๆก็ไปนั่งหน้าเชิดเป็นผู้บริหารเซ็นเอกสาร”
สโรชาหน้าเครียดขึ้นทุกที อยากจะเถียงแต่กัดปากไว้ วิศรุตไม่สังเกต ลงนั่งถอดผ้าพันคอพาดพนักพิงไว้
“ฉันไม่รู้ว่าทำไมคิดถึงผู้หญิงคนนั้นแล้วต้องหงุดหงิด แล้วก็ต้องเอามาเทียบกับผู้หญิงที่ตรงกันข้ามกันอย่างเธอ แปลกจริงๆ”
“คุณวิศรุตคะ ถ้าพลับพลึงจะบอกว่าพลับพลึงยังอยากเรียนรู้งานที่นี่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นล้างห้องน้ำ ปูเตียง เสิร์ฟอาหาร ซักผ้า รวมทั้งเรียนวิชาทำอาหารจากธาราด้วยคุณยังจะไล่พลับพลึงออกอีกไหมคะ”
“งั้น...ถ้าเธออยากกลับบ้านเมื่อไร มาบอกตรงๆ ฉันจะไปส่ง แต่ต้องบอกล่วงหน้านะ”
“ถ้าพลับพลึงไม่อยู่ คุณจะคิดถึงพลับพลึงไหมคะ”
วิศรุตพยักหน้ายิ้มให้สโรชา แล้วชวนให้ดูหิ่งห้อย สโรชานึกได้ว่ามีเรื่องจะถาม ค่อยๆเลียบเคียงว่าช่วงนี้เขาไปไหว้สถูปพระองค์เจ้ามรุพงษ์บ้างหรือเปล่า
“ถามทำไม...เพิ่งไปมา ตลกดีนะ ฉันแอบเอาชื่อเขามาตั้งเป็นนามสกุล แล้วยังได้เป็นนายหน้าเข้าไปขอซื้อที่ดินจากวังของเขาอีก มันแปลกใช่ไหมล่ะ”
“แปลกค่ะ แปลกมาก”
“หรือเธอกำลังจับผิดอะไรฉัน”
“เปล่าซะหน่อย คุณนั่นแหละจับผิดพลับพลึง ตัวหอมก็ว่าแปลก ทำงานดึกก็ว่าแปลก พรุ่งนี้คุณจะไปแต่เช้าไหมคะ เบื่อไข่ดาวรูปหัวใจหรือยัง”
“ไม่เบื่อ แต่ถ้าฉันอยากกินโจ๊ก เธอจะลุกมาต้มให้เหรอ”
“โจ๊กซองหรือโจ๊กอาแปะปากซอยก็มี จะต้องต้มเองทำไมคะ”
“เดี๋ยวนี้เธอต่อปากต่อคำเก่งขึ้นนะ เมื่อก่อนธารา ตอนนี้เป็นเธอ ถ้าฉันอยู่คนเดียวคงเหงาแย่ อยู่กันนานๆนะ ถึงไม่มีแขกมาพัก ฉันก็อยากให้เธออยู่ที่นี่ต่อ”
วิศรุตจับหัวพลับพลึงอย่างเอ็นดู บอกว่าพรุ่งนี้ขอไข่ดาวรูปหัวใจสองฟอง แล้วเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี ลืมผ้าพันคอไว้ สโรชานำมันกลับไปคืนเขาถึงหน้าห้อง เห็นเขาถือแหวนวงหนึ่งอยู่ในมือ
“โอ้โห...แหวนโบราณนี่ไม่เห็นคุณใส่ตั้งนานแล้วนะคะ ทองจริงหรือเปล่าคะนั่น”
“จริงมั้ง”
“ท่าทางจะเป็นสมบัติเจ้าคุณปู่ ทองโบราณแบบนี้เก็บเอาไว้หมั้นสาวได้นะคะ”
“ถ้าผู้หญิงที่ไหนจะรับหมั้นด้วยแหวนวงนี้วงเดียวก็ดีสิ ทั้งเนื้อทั้งตัวฉันก็มีแค่นี้”
ประพันธ์เดินผ่านมาเห็นพลับพลึงอยู่หน้าห้อง กระแอมก่อนถามว่าคุยอะไรกันเอ่ย สโรชาสะดุ้งเล็กน้อย ขณะที่วิศรุตโผล่หน้าออกมาทัก
“กลับมาแล้วเหรอประพันธ์ กลับดึกนะ”
“ขับรถคิดอะไรเล่นเรื่อยเปื่อยครับ ยังไม่นอนกันเหรอครับ”
“ง่วงแล้วค่ะ ทีหลังอย่าลืมผ้าไว้ริมน้ำนะคะ ถ้าร่วงไปเสียดายแย่...กู๊ดไนต์ค่ะคุณประพันธ์”
สโรชารวบรัดจนประพันธ์เก้อ หมดโอกาสคุยต่อ เดินแยกไปทางห้องพักของตน โดยมีสายตาของวิศรุตมองตามประพันธ์ไปอย่างแหนหวงระคนหึงสโรชา










