สมาชิก

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ

ตอนที่ 7

ท่านชายเห็นรสายืนหันหลังให้ ถามชายรุจว่าสาวคนเดิมเมื่อคืนใช่ไหมแนะนำให้รู้จักหน่อย ชายรุจกำลังจะแนะนำ รสาก็จามออกมาเสียงดัง เอ่ยขอโทษ แล้วขอไปเข้าห้องน้ำเลย

แต่พอเข้าห้องน้ำ รสาแอบฟังการสนทนาใจจดจ่อ จับความได้ว่า ท่านชายกระแนะกระแหนชายรุจเรื่องที่ไปคว้าสาวร่วมคณะทัวร์มานอนกก พูดหยาบคายถึงเรื่องบนเตียง จนชายรุจเลือดขึ้นหน้า แต่พยายามระงับอารมณ์ชี้แจงว่า

“กระหม่อมทูลฝ่าบาทแล้ว สาวไทยคนนั้นเป็นนักท่องเที่ยว บังเอิญเราเดินทางมาด้วยกัน และ...กระหม่อมให้เกียรติเธอตลอดการเดินทาง”

ตอบอย่างสุภาพแล้วถามว่า วันนี้ท่านชายไม่ขึ้นไปจุงเฟราหรือ ท่านชายบอกว่าวันนี้อากาศไม่ดีกลัวขึ้นไปแล้วจะไม่เห็นอะไร ชายรุจได้ทีแซะว่า

“สาวน้อยคนใหม่ ถัดจากมิสลิลลี่คงผิดหวังแย่”

ท่านชายชักสีหน้าพาล  แสดงความกังขาเรื่องผู้ใหญ่เลือกชายรุจมาเตรียมงานระดับนานาชาติแบบนี้ว่า คิดยังไงถึงเลือกคนอย่างนาย เมื่อชายรุจแกล้งถามว่าตนมีปัญหาอะไร ท่านชายตอบอย่างสะใจว่า

“เขาควรจะเลือกคนที่เหมาะสมกว่านาย อย่าลืมว่ากระทรวงมีหม่อมราชวงศ์หรือหม่อมหลวงอีกหลายคน”

“แล้วความเป็นหม่อมราชวงศ์ของกระหม่อมมันไม่เหมาะสมงั้นหรือฝ่าบาท”

“แน่นอน...เพราะไม่มีใครเขาเป็น ‘คุณชายก้นครัว’ อย่างนาย ถ้าเป็นพี่น้องของนาย ฉันว่ามันไม่ผิดหรอก เพราะชาติกำเนิดเขาดีกันทุกคน ผิดกับนาย เจียมตัวไว้บ้างว่านายเกิดมาจากเมียคนใช้ หม่อมช้องนางน่ะ ที่จริงก็คือต้นห้องของหม่อมเอก หม่อมอุบลวรรณ แม่นายคือคนรับใช้ดีๆนี่เอง”

แม้ชายรุจจะโกรธจนแทบตัวสั่น แต่เก็บอารมณ์ได้ดีเยี่ยมสมเป็นนักการทูต ชายรุจยิ้มรับ พูดด้วยน้ำเสียงปกติว่า

“กระหม่อมไม่เคยปฏิเสธว่าตัวเองเป็นลูกสาวใช้ต้นห้อง ยอมรับและภูมิใจด้วยซ้ำที่เกิดมาเป็น ‘คุณชายก้นครัว’ แต่ในความรับรู้ของกระหม่อมที่แม่ช้องนางและท่านพ่อวิชากรทรงอบรมมา ไม่ว่าจะเป็นคนรับใช้หรือหม่อมราชวงศ์ หรือหม่อมเจ้าที่สูงส่งสักแค่ไหม...มันไม่มีความหมายเท่ากับเราสร้างคุณค่าให้กับตัวเราเองหรอกกระหม่อม”

“นี่แก!...” ท่านชายทัศน์โกรธจนตัวสั่น

“กระหม่อมต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ที่กระทรวง ที่ไม่มีทัศนคติคร่ำครึ หรือโง่เขลาเบาปัญญา ตัดสินคน ทำงานแค่เปลือกนอก แต่มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล และเป็นธรรมมากพอจะเห็นคุณค่าของกระหม่อม...จนมอบหมายงานสำคัญให้กระหม่อมทำรับใช้ประเทศชาติในครั้งนี้”

“นายจะอ้างคำพูดสวยหรูอะไรมาปลอบใจตัวเองก็ได้ แต่ในกำพืดที่มันติดตัวนายอยู่ เปรียบไปก็เหมือนเขาควายมันโค้งงออยู่บนหัวนาย ประจานให้ทุกคนเห็นอยู่ทนโท่ว่านายมันไอ้ลูกขี้ครอก และไม่มีวันที่นายจะซ่อนเร้นไอ้เขาควายนี่ไปได้หรอก”

ท่านชายทัศน์พูดเหยียดหยามและจิกตามอง ชายรุจอย่างดูถูก แต่ชายรุจหนักแน่น ไม่หวั่นไหว แม้แต่น้อย ทำให้ท่านชายยิ่งโกรธจนผละไปเอง

รสาแอบฟังอยู่ เธอถอนใจอย่างสมเพชเมื่อได้รับรู้นิสัยที่แท้จริงของท่านชายกับตัวเอง

ooooooo

ชายรุจกลับเข้าไปในร้าน มองหารสา แต่ไม่เห็น เพราะเธอย่องออกจากร้านสะกดรอยตามท่านชายไปห่างๆ เห็นสาวไทยนางหนึ่งวิ่งมาหาและชวนกันเข้าไปดูของในร้าน

รสาถอยกลับมาด้วยความรู้สึกที่ไม่เหลือความผูกพันใดๆกับท่านชายทัศน์ในหัวใจอีกเลย...

แต่แล้ว ปกรณ์กับเอื้อยและคุณอิ่มคุณอั๋น ก็เดินมาเจอกับท่านชายในอีกด้านหนึ่งของถนน อ้ายกับเอื้อยตกใจรีบดึงผมมาปิดหน้าแล้วทำเป็นตื่นเต้นกับร้านค้าแถวนั้น ชวนกันหลบเข้าไปทันที แต่คุณอิ่มที่ท่องเที่ยวอย่างไร้คู่มาตลอดทาง พอเห็นความหล่อล่ำของท่านชายเลือดสาวก็กระฉูดซ่านทันที

คุณอิ่มดี๊ด๊าไปหาท่านชายตาหวานฉ่ำทักทายด้วยราชาศัพท์มั่วไปหมดตามเคย แต่ปกรณ์คุยกับท่านชายด้วยภาษาธรรมดา คุณอิ่มกระซิบถามว่าทำไมไม่ใช้ราชาศัพท์ ท่านชายได้ยินพูดสบายๆแต่เหน็บเจ็บลึกว่า

“ไม่เป็นไรผมไม่ถือ พูดธรรมดาก็ได้ เพราะบางคนภาษาไทยไม่แตกฉาน โดยเฉพาะไอ้พวกที่มาอยู่เมืองนอกเมืองนานานๆคงลืมภาษาแม่ของตัวเองไปหมดแล้วล่ะ”

“แหม...ไม่ถึงกับลืมหรอกครับ ผมเองพยายามศึกษาอยู่ พอพูดได้บ้างเหมือนกัน” ปกรณ์หน้าตึงเล็กน้อย

“งั้นเหรอ...พ่อค้าร้านอาหารอย่างนาย วันๆอยู่หน้าเตา หั่นหมูอยู่หน้าเขียง จะมารู้อะไรเรื่องเจ้านาย”

ปกรณ์หัวเราะแหะๆ ทั้งที่ใจอยากชกหน้าเต็มที บอกว่าที่ร้านก็ต้อนรับเจ้านายอยู่เนืองๆจะลองหัดพูดบ้างดีกว่า แล้วเริ่มบรรเลงราชาศัพท์ “ฝ่าบาทเด็จมาจุงเฟราคราวนี้ทรงเอาน้องลิลลี่แสนสวยไปทิ้งไว้ข้างไหนล่ะกระหม่อม”

ท่านชายที่เพิ่งโกรธชายรุจมาหยกๆเจอปกรณ์คุ้ยเรื่องลิลลี่เข้าอีก เลยยิ่งโกรธ ส่วนคุณอิ่มทำตาโตถามว่าลิลลี่ไหนหรือ หม่อมฉันทรงรู้จักหรือเล่า ปกรณ์ฟังแล้วงงกับราชาศัพท์ของคุณอิ่ม นึกสนุกเลยผสมโรงไปด้วย ทั้งสองเลยมั่วกันอย่างสนุกปาก โดยเฉพาะปกรณ์ฉวยโอกาสแฉเรื่องผู้หญิงของท่านชาย ทั้งลิลลี่และสาวคนใหม่

ท่านชายมองตาขวางบ่นก่อนแยกไปว่า

“พวกนายนี่มันเหลือขอจริงๆฉันไม่น่ามาเสียเวลากับพวกนายเลย”

ปกรณ์หัวเราะชอบใจบอกคุณอิ่มว่า “วันนี้ผมรักคุณอิ่มมากเลยครับ เพราะราชาศัพท์ของคุณอิ่มรับสั่งแต่ละคำแหม...ท่านชายหน้าม้านแล้วม้านอีก”

ooooooo

อ้ายกับเอื้อยเดินตามหารสาไปเจอเดินอยู่คนเดียว รีบเข้าไปบอกให้หลบเพราะท่านชายมาช็อปปิ้งอยู่แถวนี้

รสาบอกว่าเจอแล้ว แต่ตนหลบเข้าร้านไป เห็นว่ามีสาวไทยมาด้วยอีกคนใช่ไหมหน้าตาน่ารักเสียด้วย แสดงว่าไม่ได้มีแค่ลิลลี่คนเดียว บอกคู่แฝดว่า

“หญิงตัดสินใจแล้วล่ะ กลับบ้านคราวนี้ หญิงจะทูลขอเด็จพ่อให้ระงับการหมั้นอย่างด่วนเลย ไม่ใช่แค่เรื่องผู้หญิงหรอกที่หญิงรับไม่ได้ ยิ่งได้รู้ความเป็น ‘พี่ชายทัศน์’ โดยเนื้อแท้ หญิงยิ่งขยะแขยง เขาไม่ใช่ผู้ชายที่หญิงจะฝากชีวิตไว้กับเขาเลยแม้แต่วินาทีเดียว”

คู่แฝดฟังแล้วตกใจ มองหน้ากันอึ้ง เมื่อรสาขออยู่ลำพังสักพักและเดินแยกไป สองสาวก็ได้แต่ถอนใจด้วยความสงสาร

ไม่นานชายรุจก็ตามมาเจอรสานั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างน้ำพุอย่างพยายามสงบสติอารมณ์ รสาแกล้งถามว่าผู้ชายเมื่อกี้เป็นใคร ชายรุจบอกว่าหม่อมเจ้าภาณุทัศนัย เลขาเอกของท่านทูตพลเทพ

“เสียดายจังไม่ได้ทำความรู้จัก” รสาหยันในที ชายรุจบอกว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่เธอจะทำความรู้จักกับคนประเภทนี้ รสาถามว่า “ทำไมคะ คุณชายพูดเหมือนรู้จักท่านชายดี”

“ไม่มาก แต่พอรู้จักนิสัยใจคอ ความนับถือก็หมดลง”

รสายิ่งอยากรู้ขอให้เล่าให้ฟัง ชายรุจมองหน้าถามว่าทำไมอยากรู้นัก เธอตอบไม่สบตาว่า

“ก็...ไม่เคยเห็นคุณชายพูดถึงใครในแง่ลบขนาดนี้”

“เธอคงไม่รู้ ฉันจะไม่รู้สึกลบกับท่านชายขนาดนี้เลย ถ้าท่านไม่ใช่พระคู่หมั้นของหญิงแต้ว ที่เราเคยคุยกันนั่นแหละ”

รสายิ่งอยากรู้ ขอร้องให้เล่า ชายรุจเล่าเรื่องที่ตนประสบพบเห็นขณะท่านชายกลับไปที่กระทรวงให้ฟังว่า

“ช่วงเวลาสั้นๆที่ฉันได้ทำงานกับท่านชายที่กระทรวง ก็เห็นความไม่ซื่อสัตย์ต่อพระคู่หมั้นของท่านเข้าเต็มตา”

รสาใจระทึกเร่งให้เล่าต่อ ชายรุจมองหน้ามีข้อแม้ว่า

“ได้ จะเล่าให้ฟัง แต่ฉันมีข้อแลกเปลี่ยน ถ้าฉันเล่าเรื่องทั้งหมด เธอต้องไปค้างที่บ้านวาดดาวกับฉัน”

ooooooo

เพราะรสาบอกว่าจะแยกทางกับคณะทัวร์ อ้ายกับปกรณ์ต่างล่ำลากันอย่างอาลัยอาวรณ์ ปกรณ์บอกว่า ถ้าตนกลับกรุงเทพฯเมื่อไรจะไปเยี่ยม นับถอยหลังจากนี้ได้เลยอีกสามสิบวัน

“สองเดือนแน่นะคะ” อ้ายย้ำทำหน้าเว้าวอน

“ครับ เพราะผมวางแผนแล้วว่า ผมจะกลับ ไปเยี่ยมกรุงเทพฯพร้อมเจ้ารุจ หลังเจ้ารุจมันประชุมเสร็จในเดือนหน้า”

“หนูอ้ายจะรอนะคะ...สัญญานะ”

“ครับ สัญญา”

ส่วนคุณอั๋นกับเอื้อย เดินคุยกันมาเศร้าๆ คุณอั๋นบอกว่า “ผมเรียนอีกแค่สองปีก็จบ รอผมนะครับ”

“ค่ะ เอื้อยจะรอ อย่าลืมเขียนจดหมายมานะคะ” เอื้อยอ้อน คุณอั๋นจับมือเอื้อยมากุมไว้ทำเอาเอื้อยสะท้าน...

ทันใดนั้น คุณอิ่มพรวดเข้ามากระชากมือคุณอั๋นออก ตวาดเอื้อยว่าหยุดยุ่งกับพี่ชายตนเสียที ทั้งเอ็ดคุณอั๋นว่าอย่าบอกนะว่ากำลังจีบ “ยัยปลาบู่ทอง” อยู่

คุณอั๋นตกใจถามว่าทำไมเรียกเอื้อยอย่างนั้นให้ขอโทษเอื้อยเดี๋ยวนี้ คุณอิ่มไม่ขอโทษจนกว่าเอื้อยจะหยุดยุ่งกับพี่ชายตน บอกเอื้อยว่า “พี่ชายฉันเขามีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว”

เอื้อยตกใจถามว่าจริงหรือคุณอั๋นบอกว่าไม่จริง ปรามคุณอิ่มอย่าสร้างเรื่อง

คุณอิ่มขู่ว่าถ้าคุณอั๋นไม่เลิกยุ่งกับเอื้อยตนจะฟ้องคุณพ่อ แต่คำขู่คราวนี้ไม่ได้ผล คุณอั๋นท้าว่าฟ้องเลยตนไม่กลัว พูดอย่างกล้าหาญว่า

“พี่ไม่ใช่เด็กๆอีกแล้ว และพี่มีสิทธิ์ที่จะเลือกทางเดินของพี่เอง อิ่มหยุดยุ่งกับพี่ได้แล้ว ไปได้แล้วอิ่ม”

คุณอิ่มร้องไห้โฮวิ่งไป เอื้อยชมคุณอั๋นว่าเก่งมากที่ไม่กลัวคุณอิ่มแล้ว คุณอั๋นขอบคุณเอื้อยที่ทำให้ตนเอาชนะความกลัวได้ แล้วทำกรุ้มกริ่มขอเอาชนะความกลัวอีกครั้งได้ไหม เอื้อยถามว่าอะไรหรือ...

“ผะ...ผมขออนุญาตกอดคุณเอื้อยนะครับ” เอื้อยมองอึ้ง ทำให้คุณอั๋นยิ่งประหม่า “เออ...ผะ...ผมขอโทษครับผมไม่น่าพูดเลย”

“อนุญาตแล้ว กอดเลยค่ะ” เอื้อยเอ่ย คุณอั๋นยิ้มเต็มหน้ารวบร่างเอื้อยเข้าไปกอดอย่างทะนุถนอม

ooooooo

คุณอิ่มร้องไห้ไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะโทร.ไปสถานทูต พูดไปร้องไห้สะอึกสะอื้นไปฟ้องป้าอารีของเธอว่า คุณอั๋นกำลังเสียผู้เสียคนไปจีบแฝดคนน้องที่เคยมีเรื่องกันที่ร้านปกรณ์ อ้อนป้าให้ฟ้องคุณพ่อเดี๋ยวนี้เลย

“จ้ะ...ป้าจะรีบโทร.ไปบอก แล้วตอนนี้หนูอยู่ไหน”

“ตอนนี้อิ่มอยู่อินเตอร์ลาเก้นค่ะ รถคุณปกรณ์เสียที่กรินเดอวอลด์ เราเลยมาเที่ยวที่นี่กัน”

“อ้อ...อยู่อินเตอร์ลาเก้นนะลูก”

ท่านทูตได้ยิน จึงขอสายคุยด้วย ถามคุณอิ่มว่าอยู่อินเตอร์ลาเก้นเจอท่านชายทัศน์บ้างหรือเปล่า คุณอิ่มบอกว่าเจอเมื่อกี้นี่เอง ยังทักทายกันอยู่เลย ท่านทูตถามว่าแล้วท่านชายอยู่กับหม่อมเจ้าหญิงวรรณรสา อรุณรัศมิ์ พระคู่หมั้นหรือเปล่า

“ไม่เห็นค่ะ เห็นแต่หญิงไทยชื่อจอย หรือแจ๋ว อะไรนี่ล่ะค่ะ”

ท่านทูตเป็นกังวลขึ้นมาทันที ส่วนคุณอิ่มฟังท่าน ทูตพูดต่อด้วยสีหน้าประหลาดใจขึ้นทุกที

เหตุเพราะว่า ก่อนหน้านี้ พระองค์ฉัตรโทร.มาหาท่านทูตถามข่าวเรื่องหญิงแต้วเดินทางมาสวิตสองสัปดาห์แล้วแต่ไม่ติดต่อกลับไปเลย ฝากบอกหญิงแต้วด้วยว่าให้โทร.กลับบ้าง อย่ามัวแต่เที่ยวสนุกอยู่

ท่านทูตเพิ่งรู้ว่าหญิงแต้วมา พระองค์ฉัตรถามว่าท่านทูตไม่ทราบเลยหรือ แสดงว่าหญิงแต้วไม่ได้แวะไปสถานทูตใช่ไหม สงสัยคงเที่ยวกันก่อนเลยไม่ได้แวะที่เบิร์น ฝากท่านทูตว่า

“ถ้าอย่างนั้น ช่วยตามตัวให้ฉันหน่อยนะ แล้ว บอกให้โทร.ติดต่อฉันด้วย ฉันเป็นห่วง”

วางสายจากพระองค์ฉัตร ท่านทูตหันไปถามวรัทว่า รู้ไหมว่าท่านหญิงวรรณรสากับเพื่อนเสด็จมาสวิต

วรัทอึกอักบอกว่าไม่ทราบ ท่านทูตยิ่งตกใจถามว่าแล้วตอนนี้ท่านชายทัศน์อยู่ที่ไหน วรัทคาดว่าอยู่อินเตอร์ลาเก้น

“งั้นก็คงไปกับท่านหญิง เอ๊ะ...แล้วนี่สับหลีกกันยังไง เห็นท่านชายควงทั้งแหม่มกะปิ ทั้งสาวไทย ท่านหญิงทรงมาเห็นเข้า ไม่เป็นเรื่องหรอกเรอะ...ไปสืบว่าท่านชายประทับอยู่ที่ไหน แล้วพยายามติดต่อท่านให้ได้” ท่านทูตสั่งเครียด

วรัทกลืนน้ำลายเอื๊อกอย่างลำบากใจ เขาซักถามหนึ่งซึ่งเป็นผู้จัดการว่าอยากติดต่อปกรณ์ อยากรู้ว่าสาวฝาแฝดกับสาวสวยอีกคนตอนนี้เดินทางไปที่ไหนแล้ว จะติดต่อได้อย่างไร

หนึ่งบอกว่าไม่ยากเลยเพราะทั้งสามร่วมขบวนทัวร์ไปกับปกรณ์ และปกรณ์ก็เพิ่งติดต่อเข้ามาบอกว่าตอนนี้รสากับชายรุจอยู่ที่กรินเดอวอลด์ คงติดต่อไม่ได้เพราะไม่รู้ไปพักกันที่ไหน ถามว่าทำไมวรัทถึงอยากรู้ วรัทบอกว่าทางบ้านเขาโทร.มาว่าไม่ได้ติดต่อกลับไปสองอาทิตย์แล้ว

“ไม่ยาก เดี๋ยวผมฝากถามหลานให้ มันจะไปขึ้นยอดจุงเฟราเหมือนกัน”

“หลานคุณหนึ่ง?”

“ครับ ยายจอยไง อย่าอึงไปนะ มันไปกับท่านชายภาณุทัศนัย ท่านชายกำลังจีบๆมันอยู่”

วรัทตกใจเมื่อแน่ชัดว่าท่านชายไปกรินเดอร์วอลด์ และไปกับจอย ย้ำกับหนึ่งอย่างตึงเครียดว่า

“งั้นคุณไม่ต้องบอกหลานคุณเลยนะ ให้ทุกอย่างเป็นความลับไว้” ว่าแล้วรีบออกจากร้านไป หนึ่งมองงงๆ

วรัทลิ่วไปตามหาท่านชาย เจอยืนรอจอยอยู่หน้าร้านแห่งหนึ่ง รีบเข้าไปถามว่าท่านชายมากับใคร เลยถูกดุว่าเรื่องอะไรของแก แต่พอวรัทบอกว่า พระองค์ฉัตรถามถึงพระธิดาที่เสด็จมาสวิตตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ท่านชายก็แปลกใจว่าทำไมหญิงแต้วไม่ติดต่อมาเลย ถามว่าตอนนี้หญิงแต้วอยู่ที่ไหนวรัทก็ไม่รู้

“นี่มันเรื่องใหญ่แล้วนะ กลับโรงแรมกับฉันเดี๋ยวนี้” วรัทถามว่าแล้วสาวน้อยที่อยู่ในร้านล่ะ “ปล่อยไว้อย่างนั้นแหละ มันบ้าช็อปปิ้งก็ให้มันช็อปไป”

ooooooo

ส่วนรสาอยากฟังเรื่องเกี่ยวกับท่านชายจึงยอมกลับมาร่วมคณะทัวร์กับปกรณ์อีกครั้ง แต่ขณะทานอาหารด้วยกัน ได้ยินคุณอิ่มเล่าเรื่องที่ทางสถานทูตกำลังตกใจเรื่องหญิงแต้วมาสวิตแต่ไม่ได้ติดต่อมาเลย รสากลัวถูกจับได้จึงลุกเดินออกไป

ท่านชายเดินลิ่วนำหน้าวรัทไปหลายช่วงตัวเพื่อจะ โทร.ไปทูลพระองค์ฉัตรว่าตนยังไม่ได้พบหญิงแต้วเลย

ขณะวรัทเร่งฝีเท้าตามไปนั่นเอง เจอหญิงแต้วเข้าโดยบังเอิญ วรัทดีใจมากบอกหญิงแต้วให้รีบไปพบท่านชายก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปกันใหญ่ รสาไม่ยอมไปพบ แต่ไม่บอกเหตุผล บอกวรัทว่าไม่ต้องห่วงให้วรัทหาทางให้ตนได้คุยกับท่านชายก็พอ เร่งว่า “เดี๋ยวนี้เลย”

วรัททำอุบายให้โอเปอเรเตอร์ต่อสายเข้าห้องพักหรูของท่านชาย วรัทรับสายบอกท่านชายว่าท่านหญิงโทร.มา ท่านชายตื่นเต้นดีใจมากถามว่าท่านหญิงอยู่ที่ไหน

“ที่ไหนไม่สำคัญหรอกค่ะ หญิงเพิ่งรู้ว่าเสด็จพ่อโทร.ทางไกลมา” ท่านชายถามว่ารู้ได้อย่างไร! “แหม...คนที่สถานทูตเป็นสายให้หญิงตั้งหลายคน” ท่านชายถามทันทีว่า วรัทหรือ “วรัทไหนคะ หญิงไม่รู้จัก”

ท่านชายตัดพ้อว่ามาแล้วทำไมไม่มาหา หญิงแต้วพูดอย่างใจเย็น ทำใจได้แล้วว่า ที่จริงได้พบท่านชายที่โลซานเห็นกำลังนัวเนียกอดจุมพิตและเรียกกันว่าดาร์ลิ่งกับสาวฝรั่งจึงไม่อยากรบกวน ท่านชายร้อนตัวขอหญิงแต้วอย่าเข้าใจผิดเพราะผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นอะไรกับตน แล้วนัดมาคุยกันดีกว่า

“เอ...กลับไปตอนนี้ แล้วพี่ชายจะทรงซุกซ่อนแม่สาวคนไทยคนนั้นไว้ที่ไหนล่ะคะ”

“หญิงแต้ว...นี่หญิงตามพี่มาตลอดงั้นเหรอ”

“เปล่าค่ะ หญิงไม่ได้ตามพี่ชายทัศน์ เพราะหญิงหมดอาลัยในตัวพี่ชายนับแต่ที่โลซานแล้ว แต่มันคงเป็นกรรมลิขิตของหญิง ที่ต้องบังเอิญมาเห็นพี่ชายเข้าอีกครั้งกับสาวคนใหม่ เดี๋ยวหญิงจะโทร.กลับไปหาเสด็จพ่อ ทูลท่านว่าหญิงสบายดี กำลังเที่ยวสนุกกับหนูอ้ายหนูเอื้อย”

ท่านชายขอร้องอย่าทูลเรื่องของตนให้พระองค์ฉัตรทราบ หญิงแต้วรับปากแล้ววางสาย

วรัทถามว่าจะให้ทางโรงแรมต่อทางไกลไปกรุงเทพฯไหม ท่านชายบอกไม่ต้องแล้วหันมาคาดคั้นกับวรัทว่าเขาเป็นสายให้หญิงแต้วใช่ไหม ทำเอาวรัทแทบหัวใจวายอ้างว่าตนไม่รู้จักท่านหญิง เคยเห็นแต่ในรูปถ่ายเท่านั้น

“สายอยู่ในสถานทูตนั่นแหละ ไปสืบมาว่ามันเป็นใคร” แล้วเร่งให้วรัทรีบไปตามหาท่านหญิงกัน

ooooooo

การตามหา หลบหลีก หลบซ่อน ชุลมุนไปหมด ท่านชายฉุกคิดว่าหญิงแต้วคงอยู่กับคณะทัวร์ของปกรณ์

วรัทตกใจมองไปเห็นพวกปกรณ์นั่งอยู่ในร้านอาหาร เขาเดินอ้าวไปทันที หาทางกันอ้ายกับเอื้อยออกมาคุยกันนอกร้าน เมื่ออ้ายกับเอื้อยรู้ว่าท่านหญิงโทร.ไปคุยกับ ท่านชายแล้วต่างตกใจ ยิ่งเมื่อรู้ว่าเวลานี้ท่านชายกำลังตามหาท่านหญิงก็กลัวว่าพวกตนจะถูกจับได้กันทั้งทีม

“ต้องไม่ให้เจอกันครับ ผมว่ารีบพากลุ่มคุณชายไปจากที่นี่ดีกว่า เดี๋ยวผมจะกันท่านชายไปทางอื่นเอง”

ทั้งสามรีบกลับไปที่กลุ่มของปกรณ์ในร้านอาหาร แต่แล้วก็เบรกกันตัวโก่ง เมื่อเห็นท่านชายกำลังคาดคั้นกับปกรณ์อยู่ โดยมีคุณอิ่มจ้อไปตามประสา ส่วนคุณอั๋นคอยชี้แจงตามที่สามสาวแสดงตัว

คุณอั๋นยืนยันว่าไม่มีท่านหญิงที่ไหน คณะมีแต่รสากับเพื่อนเท่านั้น ท่านชายถามว่ารสาไหน คุณอิ่มจ้ออย่างสนุกปากว่า

“รสานี่เป็นอาซิ่ม ลูกเจ้าสัวแถวเยาวราชกระมัง มาเที่ยวตามประสาลูกเสี่ยมีเงินน่ะค่ะ” ท่านชายถามว่าหน้าตาเป็นอย่างไร คุณอิ่มบอกว่า “ซิ่มสะพานหันดีๆนี่เอง เห็นว่ามาตามหาแฟนด้วยใช่ไหมคุณปกรณ์”

“ใช่ครับ ชื่อเฮียเพ้ง เห็นว่าเป็นเอเย่นต์นำเข้านาฬิกาสวิสน่ะครับ” ปกรณ์รับลูก

อ้ายเร่งวรัทให้รีบไปพาท่านชายทัศน์ออกมาดีกว่าเพราะโอกาสเหมาะแล้ว วรัทรีบเข้าไป ถูกท่านชายดุว่าหายหัวไปไหน วรัทปดว่าไปชักรูปมา ท่านชายบ่นอีกสองสามคำแล้วชวนกันไป

เมื่อวรัทกับท่านชายออกไปแล้ว อ้ายกับเอื้อยจึงเข้ามาในร้าน อ้ายเร่งปกรณ์ให้ไปบ้านวาดดาวกันเลยดีกว่า เพราะใกล้ค่ำแล้ว

“ครับ...แต่ว่าเจ้าคุณชายรุจกับคุณรสาอยู่ที่ไหนล่ะครับ” ปกรณ์มองหา

ooooooo

ด้วยความเป็นห่วงรสาที่หายไป ชายรุจตามไปเจอเธอยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ที่ถนนเลียบทะเลสาบ พอเขาเรียกเธอสะดุ้ง จะเช็ดน้ำตาแต่ไม่มีผ้าเช็ดหน้า

จู่ๆก็มีผ้าเช็ดหน้ายื่นมาให้เหมือนรู้ใจ ยิ่งทำให้น้ำตาเธอไหลพรากๆจนชายรุจเอ่ยอย่างอบอุ่นว่า เช็ดน้ำตาเสีย...เธอจึงรับผ้าเช็ดหน้าไปซับน้ำตา แต่ยิ่งซับน้ำตาก็ยิ่งไหล ชายรุจดึงเธอเข้าไปกอดไว้แน่น รสาร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดกลั้นแม้ชายรุจจะไม่รู้ถึงสาเหตุที่เธอร้องไห้ แต่เขาก็กอดเธอไว้อย่างอบอุ่นและปกป้อง...

ปล่อยให้รสาร้องไห้จนสาแก่ใจและคลายเศร้าลงในอ้อมอกอุ่นแล้ว ชายรุจจึงถามว่าบอกได้หรือยังว่าร้องไห้เรื่องอะไร รสาบอกว่าตนเพิ่งโทร.คุยกับคู่หมั้น ชายรุจถามว่าเฮียเพ้งหรือ?

“ค่ะ...เขาปฏิเสธทุกข้อหาเรื่องสาวๆที่เขาเคยควงด้วย เป็นผู้ร้ายปากแข็งที่สุด เห็นแก่ตัวที่สุด”

“ทำใจเถอะนะ...ดีแล้วละที่เธอได้เห็นธาตุแท้ของเขา ก่อนที่เธอจะถลำลึกมากไปกว่านี้”

“ขอบคุณนะคะที่เข้าใจ และอยู่เป็นเพื่อนฉัน ยามที่ฉัน...รู้สึกว่า ตัวเองโดดเดี่ยวเหลือเกิน และขอบใจสำหรับ...ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ค่ะ”

“เก็บไว้เถอะ ไว้ซับน้ำตาที่อาจไหลออกมาอีกเมื่อเธอนึกถึงเขา แต่ฉันขออะไรอย่างได้ไหม...ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ ไม่อยากให้เธอซับแค่น้ำตา แต่อยากให้มันซับความเจ็บปวดในใจของเธอด้วย เพื่อที่...ให้ใจเธอมีที่ว่าง พอที่จะตอบได้ว่า เธอจะลืมเขา และพร้อมจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง...ได้ไหม”

“คุณชาย!” รสานิ่งงัน ประสานสายตากันนิ่ง ลึก และแล้ว ชายรุจก็ดึงเธอเข้าไปในวงแขน...ความรู้สึกเวลานั้นเหมือนเขากำลังก้มจะจุมพิต...

“ไอ้คุณชาย!” เสียงปกรณ์กระชากความรู้สึกจากภวังค์ ตามด้วยเสียงอ้ายที่ทักรสาว่ามาแอบอยู่นี่เอง

ทั้งคู่ผละจากกัน ปกรณ์เข้ามาบอกว่าเมื่อกี้เจอท่านชายอีกแล้ว หาว่าท่านหญิงแอบเดินทางมากับเรา บ่นว่าคิดอะไรบ้าๆ ชายรุจถามอย่างเป็นห่วงว่าแล้วตกลงหญิงแต้วอยู่ที่ไหน

“คงเด็จมากับกรุ๊ปทัวร์นั่นแหละ เห็นว่าติดต่อกันทางโทรศัพท์แล้ว คงไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะ”

ฟังแล้วชายรุจเบาใจลงมาก บอกปกรณ์ว่า “ฉันอยากเจอท่านหญิงมาก ตอนนั้นที่กระทรวงที่ท่านหญิงเด็จมาเยี่ยมท่านชาย ฉันมีโอกาสได้เห็นท่านหญิงแค่แว้บเดียว” แต่พออ้ายแกล้งถามว่าท่านหญิงสวยไหม ชายรุจยิ้มเจื่อน “บอกไม่ได้เพราะฉันเห็นท่านหญิงแค่ด้านหลัง”

รสาจำเหตุการณ์เวลานั้นได้ สบตาและอมยิ้มกับอ้ายอย่างรู้กัน พอดีปกรณ์บอกว่ารถมาถึงแล้วให้ไปช่วยกันขนกระเป๋าขึ้นรถให้สาวๆกัน ชายรุจจึงหันยิ้มกับรสาอย่างอบอุ่นก่อนเดินตามปกรณ์ไป

พออยู่กันตามลำพัง อ้ายถามว่าเมื่อกี้ทำอะไรกันหรือ เห็นเหมือนคุณชายกำลังจะจุมพิตท่านหญิง?

“หนูอ้ายคิดอะไรฟุ้งซ่าน เมื่อกี้เจอพี่ชายทัศน์เหรอ เป็นยังไง” รสาถามกลบเกลื่อน

“อูยยย...หลบแทบตาย เดี๋ยวเล่าให้ฟัง ว่าแต่ท่านหญิงโทร.คุยกับท่านชายแล้วเหรอคะ”

“ใช่...ต่อว่าไปเรียบร้อยแล้ว” ตอบพลางเดิน คุยกันไป...

ooooooo

เมื่อมาพักที่ชาโตว์วาดดาว ชายรุจกับรสาพากัน ไปนั่งคุยที่ริมทะเลสาปหน้าชาโตว์ ชายรุจเล่าเหตุการณ์ที่กระทรวงในวันนั้นให้รสาฟังอย่างละเอียด ทั้งยังบอกเธอว่าถ้ามีโอกาสได้พบท่านหญิงตนจะเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง

รสาร้องไห้อย่างเจ็บช้ำ บอกชายรุจว่าสงสาร ท่านหญิง และสงสารตัวเอง เพราะตนก็โดนคู่หมั้นหลอกลวง เหมือนกัน ชายรุจโอบเธอไว้ปลอบอย่างอ่อนโยน...อบอุ่น...

“เข้มแข็งนะรสา และนี่คืออีกสิ่งที่ฉันจะทำเมื่อกลับพระนคร ไปพบครอบครัวของเธอ และบอกเจตจำนงของฉันที่มีต่อเธอ”

“คุณชาย...” รสามองหน้าเขาเต็มตา ชายรุจประสานสายตาอย่างเคร่งขรึมจริงจังแล้วดึงเธอเข้าไปกอดไว้แนบแน่น

วาดดาวเดินมาแต่ไกลเห็นภาพนั้นแล้ว เธอยิ้มอย่างชื่นใจ...

ooooooo

เวลาเดียวกัน ที่วังจุฑาเทพ คุณชายทั้งสี่ กำลังคิดถึงชายรุจ ทั้งเรื่องที่ต้องหมั้นหมายกับกระถินและเรื่องที่ไปพบวาดดาว ทุกคนเห็นใจกระถินเมื่อรู้ว่าเธอมีคนรักอยู่ก่อนแล้ว นับแต่ถูกพาตัวมาเธอก็อยู่อย่างไม่มีความสุขเลย...

แล้วจู่ๆชายรุจก็โทรศัพท์มาคุยกับชายใหญ่ ทุกคนตื่นเต้นอยากฟังข่าวจากเขา ชายรุจเล่าด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า

“ตอนนี้ผมพักที่ชาโตว์ของวาดดาว” ชายใหญ่ถามว่าเรื่องของวาดดาวเป็นอย่างไร “ผมจะเล่าให้พี่ฟังทีหลัง มีปริศนามากมายที่ผมก็เพิ่งเข้าใจ ขอบคุณชายภัทรด้วยที่ยืนยันให้ผมมาพบวาดดาว ปัญหาที่คาใจทุกอย่างได้เคลียร์เรียบร้อยแล้ว...พี่ชายใหญ่ แต่ตอนนี้ผมอยากเล่าที่สุดคือ ผมได้พบผู้หญิงคนนึงที่นี่ ผมคิดว่าผมหลงรักเธอเข้าแล้ว เธอชื่อ ‘รสา’ ครับ”

กลายเป็นเรื่องตื่นเต้นกันของคุณชายทั้งสี่ ชายพีร์อยากเห็นว่าสาวรสาคนนี้จะสวยแค่ไหน ชายใหญ่บอกว่าอาทิตย์หน้าตนจะไปเยี่ยมมะปรางที่อังกฤษและอาจแวะไปเยี่ยมชายรุจที่สวิตด้วย คงจะได้รายละเอียดเพิ่มเติม

“แล้วน้องกระถินจะทำยังไงล่ะครับ ท่าจะยุ่งกันใหญ่นะครับทีนี้” ชายเล็กกังวลขึ้นมา

ย่าอ่อนมาได้ยินชายเล็กพูด เดินเข้ามาถามว่าคุยอะไรกันอยู่ คุณชายทั้งสี่ต่างมีพิรุธ ย่าอ่อนถามชายพีร์หลานสุดที่รักว่ามีอะไรปิดบังย่าหรือเปล่า ชายพีร์ที่ถูก ย่าอ่อนคาดคั้นทีไร ไม่เคยเอาตัวรอดได้สักครั้ง คราวนี้เล่นบทใหม่อ้างว่าสายแล้วขอไปทานข้าวเช้าก่อนเดี๋ยวเข้ากรมไม่ทัน หอมย่าอ่อนเอาใจทีหนึ่งแล้ววิ่งอ้าวไปเลย

“เดี๋ยวสิ...เดี๋ยว...เฮ้อ...” ย่าอ่อนจะตามก็ไม่ทัน เรียกก็ไม่ฟัง เลยได้แต่ถอนใจ

ooooooo

ที่ชาโตว์วาดดาว...เช้านี้ วาดดาวกับชายรุจช่วยกันทำข้าวต้มกุ้งเป็นอาหารเช้า ระหว่างนั้น วาดดาวแสดงความยินดีกับชายรุจว่า รสาเหมาะสมกับเขามาก

ชายรุจบอกว่าแม้จะเพิ่งรู้จักกันแค่สองอาทิตย์แต่รู้สึกคุ้นกับเธอมาก วาดดาวบอกว่ามันคือพรหมลิขิตและถ้าคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกันหรอก

“ขอบคุณวาดดาวที่ช่วยยืนยัน ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้ผม”

วาดดาวกอดแสดงความยินดีกับเขา ขณะทั้งสองกำลังกอดกันนั้น รสามาเห็นพอดี ความแจ่มใสที่มีความสุขที่ได้รับปลาสนาการไปสิ้น หัวใจเธอแทบสลาย หันหลังเดินกลับทันที วาดดาวเห็นรสา ทั้งสองผละจากกันรีบตามเธอไป

เมื่อชายรุจตามไปชี้แจง รสาไม่อาจทำใจรับได้สะบัดวิ่งเตลิดไป ชายรุจตามไปจนถึงทุ่งสวย พยายามชี้แจงอีก ถูกรสาสวนมาอย่างหมดความเชื่อถือว่า

“กับคำแก้ตัวฉันได้ยินมาพอแล้ว ผู้ชายมีคำแก้ตัวเหมือนกันทุกคน ทั้งของคู่หมั้นฉันเอง ทั้งของคุณชาย”

“นี่ไม่ใช่คำแก้ตัว แต่นี่คือเรื่องจริง หันกลับมาแล้วตั้งสติ ฟังให้ดีๆ” ชายรุจจับไหล่เธอพลิกมา มองลึกเข้าไปในดวงตา บอกเธอว่า “นี่คือเรื่องของฉันกับวาดดาว ตั้งแต่ต้นจนจบถึงวันนี้”

รสาเห็นความจริงจังของชายรุจ เธอจึงนิ่งฟังอย่างสงบ...

ชายรุจเล่าความเป็นมาระหว่างตนกับวาดดาวให้รสาฟังอย่างละเอียด จนสุดท้ายเขาสรุปว่า

“หลังจากเลิกกัน ฉันมัวเก็บภาพเก่าๆของวาดดาวมาทำร้ายตัวเองเสมอ แต่เมื่อได้เจอเธอในครั้งนี้ ฉันมองหน้าวาดดาวแล้วรู้เลยว่า ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธออีก

แล้ว...เรื่องบางเรื่องถ้าเราไม่เผชิญหน้ากับความจริง เราก็คงไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเรามัวแต่โง่อยู่กับสิ่งที่เราเก็บมาหลอกตัวเองทั้งนั้น”

รสาเริ่มยิ้มออก ชายรุจมองเธอพูดจริงจัง “การที่ฉันมาพบวาดดาวในครั้งนี้ ทำให้ฉันได้รู้สึกตัวเป็น

ครั้งแรกว่า ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะต้องเริ่มต้นใหม่...และเธอ คือคนคนนั้น...รสา”

ชายรุจเชยคางรสาจุมพิตที่ริมฝีปากอย่างอบอุ่นอ่อนโยน...

ทั้งคู่จูงมือกันเดินกลับ เจอวาดดาวยืนยิ้มยินดีอยู่ รสาเข้าไปจับมือวาดดาว เอ่ยอย่างรู้สึกผิดว่า

“ลืมสิ่งที่ฉันคิด ฉันพูดไปเมื่อกี๊เสียให้หมดนะคะ ฉันหวังว่าคุณจะยกโทษให้สำหรับความผิดของฉัน”

“ไม่มีอะไรผิดหรอกค่ะ ถ้าเรื่องนั้นเกี่ยวกับความรัก...ดูแลคุณชายแทนฉันด้วยนะคะ”

“ค่ะ...” รสาตอบรับอย่างเต็มใจ

ooooooo

แม้จะมีความสุขที่มีชายรุจคอยปกป้องดูแลให้กำลังใจอย่างอบอุ่น แต่รสาก็อดกังวลไม่ได้ กลัวว่าเมื่อชายรุจรู้ว่าตนปกปิดชาติกำเนิดของตัวเองแล้วจะรับไม่ได้ ปรารภกับอ้ายและเอื้อยว่า

“เขาต้องโกรธแน่ๆ เพราะเขาย้ำเตือนเสมอๆว่า สำหรับนักการทูตแล้ว ความจริงต่อให้เลวร้ายแค่ไหน ก็ยังดีกว่าการโกหก”

“นึกในแง่ดีไว้ก่อนเถอะค่ะท่านหญิง” เอื้อยปลอบใจ

วันนี้ ชายรุจสอนรสาเล่นสกีอย่างใกล้ชิด คุณอิ่มเฝ้ามองอยู่ด้วยความริษยา เมื่อพักทานอาหาร พอเห็นชายรุจแยกไป คุณอิ่มก็รี่เข้ามาหารสา ถามอย่างหาเรื่องว่า คิดอะไรกับชายรุจหรือเปล่า รสาตอบอย่างไม่ยี่หระว่ามันไม่ใช่เรื่องของเธอ

“ที่ฉันพูดเพราะอยากเตือนเธอไว้ เธอไม่คู่ควรกับเขาหรอก เพราะเขาเป็นถึงหม่อมราชวงศ์ เธอคิดว่าเขาจะมาสนใจผู้หญิงธรรมดาอย่างเธอหรือ เธอดูอย่างคุณวาดดาวสิ นั่นก็หญิงธรรมดาเหมือนกัน ในที่สุดคุณชายเขาก็ทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใย” คุณอิ่มยิ้มเยาะ รสาย้อนถามว่าเป็นผู้หญิงธรรมดาแล้วยังไง เธอเองก็เป็นผู้หญิงธรรมดาเหมือนกันไม่ใช่หรือ

“ใครว่า ฉันเป็นถึงหลานสาวท่านทูต” คุณอิ่มเชิดคอแข็ง

“ถึงจะหลานสาวท่านทูต คุณหญิง คุณชาย ท่านหญิง ทุกคนเป็นคนธรรมดาเหมือนกันหมดล่ะค่ะ”

“แต่คุณชายปวรรุจไม่ธรรมดา” คุณอิ่มเถียงข้างๆ  คูๆ ขณะนั้น ชายรุจเดินกลับมาได้ยินจึงหยุดฟัง

“ไม่ธรรมดายังไงคะ ถ้าคุณจะดูว่าเขาเป็นลูกของหม่อมเจ้า เขาก็สูงศักดิ์ แต่ถ้ามองอีกฝั่ง ทางคุณแม่เป็นเพียงนางต้นห้อง เขาก็แสนจะต่ำต้อย อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกมองฝั่งไหนเท่านั้นเอง”

คุณอิ่มหน้าตาตื่นถามว่าชายรุจเป็นลูกของนางต้นห้องจริงหรือ ตนได้ยินข่าวลือเหมือนกันแต่คิดว่าเป็นคุณชายคนรองคนอื่นๆ

“คือคุณชายปวรรุจค่ะ” รสาย้ำ “รู้อย่างนี้แล้วคุณยังคิดว่าเขาสูงส่งคู่ควรกับคุณอยู่หรือเปล่า ถ้ายังคิดอยู่ฉันขอเชียร์เต็มที่ อย่างที่คุณพูด คุณคู่ควรกับเขามากกว่า” พูดจบรสาสะบัดไป แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นชายรุจก้าวออกมาพูดเสียงกร้าว

“ฉันจะคู่ควรกับใครหรือไม่ ฉันใช้สิทธิ์ของหัวใจตัดสินเองเสมอ แต่ถ้า ‘ใครคนนั้น’จะคิดว่าฉันไม่คู่ควร ก็มิใช่หน้าที่ของเขาที่จะไปยกต่อให้ใครๆได้ง่ายๆ”

พูดแล้วผลุนผลันออกไป รสาหันมองคุณอิ่มที่ยืนหน้าเหวอ แล้วรีบวิ่งตามชายรุจไป เธออ้อนวอนเขาได้โปรดอย่าเดินหนีตนแบบนี้ เพราะตลอดมาเขามีแต่คอยช่วยให้ตนรอดปลอดภัย โปรดอย่าทิ้งตนไปเลย

ชายรุจถามว่าเธอคิดอะไรถึงเสือกไสตนให้คุณอิ่ม รสาชี้แจงว่าตนไม่ได้หมายความอย่างนั้น ตนกำลังจะบอกว่า

“ฉันเองต่างหาก ที่ไม่คู่ควรกับคุณ...” ชายรุจมองเธออย่างสับสน   รสาพูดได้แค่ว่า “ถ้าฉันพูดความจริง อย่าโกรธฉันเลยนะคะคุณชาย” พูดแล้วโผเข้ากอดเขาร้องไห้ด้วยความรู้สึกสับสน

แม้จะยังไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูด...แต่ชายรุจก็กอดเธอ ไว้อย่างอบอุ่นเช่นเคย...

ooooooo

ท่านชายทัศน์ยังพาวรัทตามหาหญิงแต้วไม่ลดละ เพราะเชื่อว่าหญิงแต้วยังไม่ไปไหน

ในที่สุดก็มาเจอกลุ่มปกรณ์ นั่งทานอาหารอยู่ในร้าน พอเห็นอ้ายกับเอื้อย ท่านชายจำได้ว่าเป็นคนสนิทของหญิงแต้ว ตรงเข้าไปคาดคั้นว่าหญิงแต้วอยู่ไหน ทั้งสองตกใจไม่ยอมบอก ตัดสินใจวิ่งหนีเอาดื้อๆ

ท่านชายตามมาที่ลานสกี รสาเห็นไกลๆ เธอตกใจหันหลังวิ่งหมายให้พ้นสายตาท่านชาย เธอวิ่งกระเจิงไปในหุบเขา ชายรุจวิ่งตามไป จนเห็นรสาเสียหลักลื่นตกลงไปในหุบเขาลึก ชายรุจไต่ลงเนินเลยกลิ้งตกตามไปด้วย

ชายรุจประคองเธอลุกขึ้น ปรากฏว่าเธอเท้าแพลง เขาจึงอุ้มเธอพาเดินตามทางเท้ากลับ

ทั้งสองหลงเข้าไปในป่าลึก โชคดีที่พบกระท่อม กลางป่า ชายรุจจึงพาเธอเข้าไปพัก เป็นกระท่อมที่สร้าง ขึ้นสำหรับนักเดินป่าจึงมีอุปกรณ์การยังชีพครบครัน

รสายังไม่สบายใจถามว่าเขายังโกรธตนอยู่หรือเปล่า

“ฉันไม่มีสิทธิ์โกรธเธอ เธอมีสิทธิ์จะคิดอะไรก็ได้ทั้งนั้น” ส่วนที่เธอพูดกับคุณอิ่มเรื่องแม่ของเขาเป็นนางต้นห้องนั้น ชายรุจบอกว่า “เมื่อความจริงเป็นเช่นนั้น และฉันก็ยืดอกรับในเรื่องนี้ ทั้งยังบอกใครต่อใครมาตลอด เธอพูดถูก ถ้ามองจากทางท่านพ่อฉันก็นับว่าสูงศักดิ์ แต่ถ้ามองทางแม่ฉันก็ต่ำต้อย”

รสาบอกว่าตนไม่เคยคิดว่าเขาต่ำต้อย ชายรุจตัดบทว่าช่างเถอะ ตนไม่เคยแคร์กับเรื่องพวกนั้น บางครั้งก็เบื่อคำว่าหม่อมราชวงศ์ด้วยซ้ำ ถ้าตนเป็นแค่นายปวรรุจถึงจะมีแม่เป็นสาวใช้ก็คงไม่มีใครมาสนใจหรือว่าอะไร

“จะเป็นสาวใช้หรือราชนิกูลก็ไม่ได้มีความหมาย

เท่ากับเราสร้างคุณค่าของตัวเราเองมิใช่หรือคะ”

ชายรุจหัวเราะถามว่าเธอจำคำของตนมาพูด ใช่ไหม รสาเอ่ยย้ำว่า ถึงเขาจะเป็นนายปวรรุจ ไม่ใช่ หม่อมราชวงศ์และไม่ใช่ห้าสิงห์แห่งจุฑาเทพ ตนก็ยังคิดว่าเขาสูงส่งอยู่ดี ชายรุจพูดยิ้มๆ ว่าเธอตบหัวแล้วลูบหลัง

“ฉันกำลังพูดสิ่งที่ตรงกับหัวใจที่สุดต่างหาก”

คำพูดนี้ทำให้ชายรุจมองเหมือนจะหยั่งลึกลงไปถึงหัวใจของเธอ จนรสาต้องหลบสายตาจริงจังของเขาเขินๆ

ooooooo

หิมะข้างนอกยังตกหนักอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทำให้ทั้งสองต้องพักค้างคืนที่นั่น ชายรุจค้นหาอาหารกระป๋องมาทำอาหารมื้อเย็น ระหว่างนั้นเขาถามว่า เมื่อเย็นนี้เห็นเฮียเพ้งคู่หมั้นของเธอหรือถึงได้หนีไปอย่างนั้น

ชายรุจยังติดใจเรื่องที่รสาบอกคุณอิ่มว่าเธอไม่คู่ควรกับตน ถามว่าหมายถึงอะไร เราจะมองกันที่ชาติกำเนิดหรือว่ามองที่หัวใจตรงกัน

“บอกฉันหน่อยเถิดว่าหัวใจเธอตรงกับฉันรึเปล่ารสา เธอจะกรุณาเฉลยกับฉันสักหน่อยไม่ได้หรือ”

“คุณชายคิดยังไง ฉันก็คิดอย่างนั้นแหละค่ะ ฉันคิดเหมือนคุณชายทุกอย่าง”

“งั้น...ถ้าฉันบอกว่า...ฉันรักเธอ”

“แต่ถ้าคุณชายรู้จักตระกูลฉัน คุณชายอาจจะไม่...”

“เรากำลังพูดถึงหัวใจที่ตรงกันไม่ใช่ชาติกำเนิดไม่ใช่หรือ” ชายรุจตัดบท มองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน จูบแก้มเธอด้วยความรัก ถามแผ่วเบา “เธอรักฉันไหมรสา แค่เธอรักฉันก็พอแล้ว ชนชั้นไม่สำคัญอะไรทั้งนั้น อยู่กับเธอ ฉันไม่ต้องการเป็นคุณชาย แต่ต้องการเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่จะรักผู้หญิงคนหนึ่งอย่างสุดหัวใจและดูแลหล่อนไปตลอดชั่วชีวิต”

รสาเหมือนจะพูดอะไร ชายรุจประทับจูบเธอ

อย่างอ่อนโยนทะนุถนอม คำพูดใดก็ไม่อาจแทนสัมผัสรักนี้ได้...

ooooooo

เพียงรุ่งเช้า ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลง และร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึง!

ท่านชายทัศน์กับปกรณ์มีเจ้าหน้าที่ฝรั่งสองนาย ก็พากันบ่ายหน้ามาที่กระท่อม ชายรุจมองอึ้ง

“หญิงแต้ว” ท่านชายเรียกเสียงกระด้าง

รสามองท่านชายตะลึงงัน ชายรุจหันมองเธองงๆ ถามว่า “รสา...นี่มันเรื่องอะไร เธอคือใคร”

รสาหน้าสลด จำต้องยอมรับว่า “นี่ล่ะค่ะ คือความจริงที่ฉันจะบอกคุณชาย” ชายรุจบอกให้พูดมา เธอพูดไม่ออก ท่านชายจึงพูดแทนว่า

“นี่คือหม่อมเจ้าหญิงวรรณรสา อรุณรัศมิ์ คู่หมั้นของฉัน”

แม้จะตกใจมาก แต่ชายรุจก็อยู่ในอาการสงบนิ่ง มองหญิงแต้วที่ก้มหน้าร้องไห้อย่างผิดหวัง ท่านชายตรงเข้าฉุดหญิงแต้วอย่างแรงบอกให้กลับกันเดี๋ยวนี้

“ระวังฝ่าบาท ท่านหญิงข้อเท้าแพลง” ชายรุจ

รีบบอก ขอร้องว่า “อย่าให้ท่านหญิงเจ็บไปกว่านี้กระหม่อมขอ”

แทนที่จะเพลามือ ท่านชายกลับชกหน้าชายรุจจนล้ม แต่พอจะตามซํ้าเจ้าหน้าที่กับปกรณ์ก็เข้าจับตัวไว้

“ท่านชกไอ้รุจ ผมชกตอบจริงๆ เจ้าก็เจ้าเถอะวะ” ปกรณ์เผชิญหน้า ท่านชายฮึดฮัดลากรสาที่ร้องไห้สะอึก

สะอื้นไปขึ้นรถคันแรก ปกรณ์จึงหันไปประคองชายรุจลุกขึ้น บอกเพื่อนรักว่า “นั่นคือท่านหญิงแต้ว เธอปลอมตัวมาร่วมคณะกับเรา”

“พอเถอะ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ฉันเข้าใจทุกอย่างแล้ว”

ทั้งสองพากันไปขึ้นรถอีกคันกลับไปอย่างเงียบเหงา...

ooooooo

เพียงวันรุ่งขึ้น สถานทูตก็หาตั๋วเครื่องบินให้ท่านหญิงวรรณรสา อรุณรัศมิ์ กับอ้ายและเอื้อยเดินทางกลับทันที

คุณอิ่มเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อรู้ว่าที่แท้รสาคือท่านหญิงวรรณรสา คุณอิ่มมาขอโทษที่เคยล่วงเกิน

เมื่อออกมาหน้าสถานทูต ท่านหญิงเห็นปกรณ์มารอส่งอยู่ ท่านหญิงมองหา ถามถึงชายรุจ

“เจ้ารุจมาส่งฝ่าบาทที่นี่ไม่ได้หรอกกระหม่อม ทางสถานทูตห้ามไว้” ท่านหญิงขอให้ปกรณ์พูดกับตนอย่างเดิม ถามว่าแล้วตอนนี้ชายรุจอยู่ที่ไหน ปกรณ์บอกว่าคงกบดานอยู่ที่ไหนสักแห่ง

“ฝากบอกว่าฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” ท่านหญิงเอ่ยเศร้าๆ

อ้ายแว้บมายํ้ากับปกรณ์ว่าอย่าลืมที่เราสัญญากันไว้ ส่วนคุณอั๋นก็ยํ้ากับเอื้อยว่า “รอผมนะคุณเอื้อย”

เมื่อรถแล่นผ่านมุมสวนสาธารณะ ท่านหญิงมองตะลึงอ้ายกับเอื้อยก็อึ้ง เมื่อเห็นชายรุจมายืนส่ง มองมาที่รถด้วยแววตาเศร้า ยิ้มจางๆ แต่รอยยิ้มนั้นทำให้ท่านหญิงมีกำลังใจขึ้นมาอย่างประหลาด จนเมื่อรถเคลื่อนผ่านชายรุจจึงโบกมือลา ท่านหญิงโบกมือตอบ หันมองจนลับตา แล้วเอนพิงพนักร้องไห้เงียบๆ แต่เจ็บปวดปานหัวใจสลาย...

ชายรุจกลับถึงห้องพักในอพาร์ตเมนต์ ปกรณ์เข้ามาพูดแสดงความเห็นใจท่านหญิงที่มาตามหาคู่หมั้นแล้วเจอสภาพที่คาดไม่ถึง จนต้องปลอมตัวอย่างไม่มีทางเลือก

ชายรุจบอกว่าที่จริงท่านหญิงพยายามจะบอกตนหลายครั้งเหมือนกันแต่ตนไม่ได้ฉุกคิดอะไร เลยไม่สนใจ

ปกรณ์ถามว่าท่านหญิงขึ้นเครื่องไปเรียบร้อยแล้ว เขาจะทำอย่างไรต่อไป ชายรุจบอกว่ายังคิดอะไรไม่ออก

“แล้วเรื่องท่านหญิงล่ะ แกจะสานสัมพันธ์ต่อรึเปล่า”

“ฉันไม่มีสิทธิ์ดึงฟ้าให้ตํ่าลงมาได้หรอก” ตอบด้วยสีหน้าเจ็บปวดแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้เป้าหมาย

ปกรณ์ได้แต่มองเพื่อนอย่างเห็นใจ...

ooooooo

ทันทีที่กลับถึงวังอรุณรัศมิ์ ท่านหญิงต้องเผชิญกับพระองค์ฉัตรที่เตรียมชำระความเต็มที่อยู่แล้ว

“วรรณรสา ทำไมเราทำตัวแบบนี้ โกหกพ่อเรื่องส่งโทรเลขบอกชายทัศน์เท่านั้นไม่พอ ยังปลอมตัวหลบหน้าชายทัศน์แล้วหนีไปเที่ยวกับผู้ชาย ซํ้าไปค้างอ้างแรมสองต่อสองกับผู้ชายคนนั้น”

“เด็จพ่อ...หญิงไม่ได้หนีไปกับผู้ชายนะเพคะ เราไปกันเป็นกรุ๊ปทัวร์ และผู้ชายคนนั้นที่เด็จพ่อทรงหมายถึงคือหม่อมราชวงศ์ปวรรุจ จุฑาเทพ เขาเป็นสุภาพบุรุษมากพอที่จะไม่ล่วงเกินหญิง แม้จะต้องค้างอ้างแรมกันสองต่อสองก็ตาม”

ไม่ว่าท่านหญิงจะชี้แจงอย่างไร พระองค์ฉัตรก็ยังตำหนิอ้างว่า ชายรุจทำงานอยู่กระทรวงเดียวกับท่านชายทัศน์เกรงว่าถ้าชายรุจเอาไปโพนทะนาจะฉาวไปทั้งกระทรวง

“คุณชายรุจไม่มีวันปริปากเรื่องใดๆ ที่จะทำให้หญิงเสื่อมเสีย เด็จพ่อควรจะทรงกลัวพี่ชายทัศน์มากกว่านะเพคะ เพราะรายนั้นไม่เคยให้เกียรติแม้กระทั่งผู้หญิง”

พระองค์ฉัตรกลับแก้ต่างว่า ท่านชายทัศน์สารภาพเรื่องเหล่านั้นหมดแล้ว และบอกว่าไม่ได้จริงจังอะไรกับหญิงพวกนั้น แค่ควงเล่นชั่วมื้อชั่วคราว จะไปถือสาทำไม

“เด็จพ่อไม่ทรงคิดว่าพี่ชายทัศน์ทำผิดเลยหรือเพคะ” หญิงแต้วฉงน

“ผู้ชายก็ต้องมีบ้าง เรื่องควงสาวๆ มันเป็นธรรมชาติของผู้ชายอยู่แล้ว พ่อไม่เห็นมันจะผิดตรงไหน”

“เด็จพ่อทรงยอมให้เขามีผู้หญิงอื่นนอกจากลูก?”

“เปล่าเลย เมื่อชายทัศน์เสกสมรสกับลูก เขาก็จะเลิกทำตัวเสเพลไปเอง เขาสัญญากับพ่อแล้ว”

“แล้วถ้าหากพี่ชายทัศน์ไม่ทำตามสัญญา มีหม่อมเล็กหม่อมน้อยอีกหลายคน เด็จพ่อจะโปรดให้หญิงเจ็บชํ้านํ้าใจและยอมกินนํ้าใต้ศอกใช่ไหมเพคะ”

“หยุดพูดวรรณรสา!” พระองค์ฉัตรตวาดลั่น ท่านหญิงอัดอั้นจนร้องไห้โฮ พระองค์ฉัตรยังปรามว่า “อย่าไปกล่าวโทษชายทัศน์ ในเมื่อความผิดของเรายังไม่ได้ชำระ ต่อไปนี้ต้องอยู่บ้าน ห้ามออกไปไหนสามอาทิตย์”

“เด็จพ่อ!” ท่านหญิงสะอึกอึ้ง

“หนูอ้าย หนูเอื้อย ให้มาเยี่ยมเยียนได้ที่วังเท่านั้น ห้ามชักชวนกันออกไปไหนเด็ดขาด”

พระองค์ฉัตรออกจากห้องไปอย่างหงุดหงิด ทิ้งให้ท่านหญิงนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น...

ooooooo

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด