ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ

SHARE
  • แนว
  • :
  • โรแมนติก-ดราม่า
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • ร่มแก้ว
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • Sanctuary (ชนินทร ประเสริฐประศาสน์)
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • สมจริง ศรีสุภาพ
  • ผลิตโดย
  • :
  • บริษัท กู๊ดฟีลลิ่ง จำกัด
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • สถานีโทรทัศน์ช่อง 3
  • นักแสดงนำ
  • :
  • ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ,นิษฐา จิรยั่งยืน

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

คุณชายธราธรเดินทางไปประเทศอังกฤษเพื่อเยี่ยมเยียนมะปรางและถือโอกาสพักผ่อนไปด้วย เมื่อถึงวันเดินทางกลับ ชายรุจ ชายเล็ก และชายพีร์พากันไปรับที่สนามบิน ถามกันอย่างตื่นเต้นว่าใครฝากพี่ชายใหญ่ซื้ออะไรบ้าง

ชายพีร์บอกว่าตนฝากซื้อช็อกโกแลตดาร์คดาร์คจากแฮร์รอดส์กับน้ำหอมชาแนลอีกหลายขวด ชายรุจถามว่าช็อกโกแลตไว้กินเอง แต่น้ำหอมจะเอาไปฝากสาวที่ไหน ชายเล็กดักคอว่าคงไม่พ้นสาวจากเบียร์ฮอลล์

“แล้วหนึ่งในนั้น ใช่น้องรัมภาด้วยรึเปล่า”ชายรุจเดา

“พี่ชายครับน้องรัมภาผมเห็นทีจะขอตัว ไม่ไหวเจอกันทีไรคุณเธอพูดไม่หยุด ปากเป็นชักยนต์จนผมเอือมเป็นที่สุด” ชายรุจถามว่าแต่เขาสวยถูกใจไม่ใช่หรือ “ก็สวยเก๋ครับ แต่นิสัยไม่สมกับความสวยเลย” ชายพีร์ปิดประตูใจเลย

ที่อีกด้านหนึ่งของโถงสนามบิน คุณอิ่มในชุดหรูและคุณอั๋นในชุดเรียบร้อยใส่แว่นหนาดูคงแก่เรียน เดินแทรกกลุ่มคนที่มารอรับผู้โดยสาร คุณอั๋นติงว่าจะแทรกเข้าไปทำไมเดี๋ยวคุณป้าผ่านเกทออกมาก็เจอกันเองแหละ

“ไม่ได้มาดูคุณป้าค่ะ แต่จะมาดูคุณชายธราธร เห็นว่าเธอกลับมาจากอังกฤษเที่ยวบินนี้พอดี” คุณอิ่มลอยหน้าบอก

ปรากฏว่าคุณอิ่มที่อวบจนเนื้อล้นเดินเบียดแทรกไปกระแทกถูกเอื้อยกับอ้ายฝาแฝดที่มารอรับท่านหญิงรสา จนอ้ายปะทะคารมกับคุณอิ่มสาดอารมณ์ใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่พอคุณอิ่มเหลือบเห็นคุณชายทั้งสามที่มารอรับพี่ชายใหญ่ก็ตื่นเต้นชี้ให้คุณอั๋นดูแล้วถลาเข้าไปทักเรียงตัวอย่างรู้จักดี

“สวัสดีค่ะคุณชายปวรรุจ คุณชายรัชชานนท์ คุณชายรณพีร์”

“เอ้อ...สวัสดีครับ โปรดแนะนำตัวให้เรารู้จักหน่อยนะครับ” ชายเล็กเอ่ยอย่างสุภาพ

คุณอิ่มรีบแนะนำตัวเองพยายามพูดราชาศัพท์ให้ดูดี

“หม่อมฉันชื่ออิ่มเพคะ นี่พี่ชายหม่อมฉันพี่อั๋น” ชายเล็กรู้สึกเขินกับศัพท์ที่สูงเกินศักดิ์จะทักท้วง แต่คุณอิ่มติดลมเสียแล้ว พูดจ้อยๆ “เราเป็นหลานของเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์เพคะ วันนี้หม่อมฉันมารับคุณป้าหญิงอารี ภริยาท่านลุงค่ะ คุณชายทั้งสามมารอรับคุณชายธราธรจากอังกฤษใช่ไหมเพคะ”

“ทำไมคุณรู้เรื่องของเราเยอะจังครับ” ชายพีร์ถามงงๆ

“ฮิๆ เพราะอิ่มตามข่าว ‘ห้าสิงห์จุฑาเทพ’ ตลอดเวลาน่ะซีเพคะ ทั้งข่าวจากสยามนิกร ศรีสัปดาห์ ทั้งยังออกข่าวโทรทัศน์อีก แหมปลื้มจริงๆที่เจอองค์จริงของคุณชาย ทรงสิริโฉมงดงามทั้งสามพระองค์เลย หล่อกว่าชาล มิเนโอ อีก”

คุณอิ่มจ้อราชาศัพท์เสียจนชายเล็กกระซิบชวนชายรุจไปรอตรงทางออกกันดีกว่าก่อนที่เหาจะขึ้นหัว ชายพีร์เห็นด้วยจึงพากันขอตัว คุณอิ่มยังจะตามไปอีก ถูกคุณอั๋นบ่นว่าไปไหนก็ทำเสียเรื่องอยู่เรื่อย คุณอิ่มถามอย่างข้องใจว่าเสียเรื่องยังไง?

“คุณอิ่มใช้ราชาศัพท์มั่วไปหมดแล้ว กับคุณชายยศหม่อมราชวงศ์พูดปกติไม่ต้องใช้ราชาศัพท์” คุณอิ่มหน้าจ๋อยเสียงอ่อยว่าตนไม่รู้อย่าดุเลย เพราะยิ่งดุตนก็ยิ่ง “ทรงหิว”

คุณอั๋นถอนใจเฮือกใหญ่แบบ...จนได้...แต่ไม่บ่นอะไรอีก

ooooooo

ฝ่ายอ้ายกับเอื้อย เห็นคุณชายแห่งจุฑาเทพก็ตื่นเต้นไม่น้อยแต่ยังสงวนท่าที อ้ายชวนไปขอลายเซ็น เอื้อยให้รอท่านหญิงเสด็จมาถึงก่อนดีกว่า อ้ายทำหน้าข้องใจถามว่าทำไมล่ะ???

ไม่ถึงอึดใจ เอื้อยก็ร้องบอกอ้ายว่าท่านหญิงรสาออกมาแล้ว ฝาแฝดสาวมองไป เห็นท่านหญิงรสา เดิน

ออกมาอย่างสง่างาม พอเห็นสองสาวก็ยิ้มร่าเริงตรงมาหา โผเข้ากอดกันแน่น รสาเอ่ยอย่างดีใจมากว่า

“ดีใจเหลือเกิน รสากลับบ้านแล้วนะ” เอื้อยกล่าวต้อนรับ เวลคัมโฮมเพคะ ถูกท้วงติงทันทีว่า “บอกแล้วไง ไม่ต้องใช้ศัพท์สูง หญิงอยากเป็นคนธรรมดาสามัญ” แล้วถาม “หนูเอื้อยหนูอ้ายเป็นยังไงบ้าง”

อ้ายบอกว่าสบายดี ถามว่าแล้วท่านหญิงล่ะ ที่ปีนังเป็นอย่างไรบ้าง

“หญิงอยู่ปีนังมาสิบปี ตั้งแต่คอนแวนต์ถึงคอลเลจ แทบหลับตาเดินในยอร์ชทาวน์ได้ทั้งย่านแล้ว เบื่อจะตาย ไม่เคยดีใจอะไรเท่ากับได้กลับบ้านเลย เอ...แล้วเดี๋ยวเราจะกลับยังไง”

อ้ายบอกว่านายเวทย์มารอรับแล้ว รสาถามว่าแล้วเด็จพ่อไม่มาหรือ พออ้ายบอกว่าท่านรออยู่ที่วัง เตรียม งานต้อนรับท่านหญิงอยู่

“หืมม์...ต้องเตรียมการต้อนรับอะไร” รสาทำหน้าฉงน

“ไม่ทราบเหมือนกัน แต่เห็นบอกว่าคืนนี้จะมีเซอร์– ไพรส์ท่านหญิง” เอื้อยตอบอำๆ รสายิ้มอย่างนึกสนุกไปด้วย

ooooooo

ระหว่างเดินออกจากโถงสนามบินนั้น ชายใหญ่เรียกชายรุจเหมือนจะบอกอะไร แต่ทุกคนมัวตื่นเต้นกับของฝาก ชายใหญ่จึงชะงักไป จนเมื่อหายเห่อของฝากกันแล้ว ชายใหญ่จึงบอกชายรุจว่า กลับมาเที่ยวบินเดียวกับวาดดาว

“งั้นเธอก็ยังอยู่ในแอร์พอร์ต” ชายรุจตื่นเต้น มองไปรอบๆ สายตาผ่านกลุ่มอ้าย เอื้อย และรสาที่มองมาพอดี รสาส่งยิ้มให้นึกว่าชายรุจมองตน ยิ่งเมื่อชายรุจเดินตรงมาก็ตื่นเต้น แต่ชายรุจมองเลยไปและเดินผ่านไปอย่างมองไม่เห็น ทั้งเอื้อย อ้าย และรสาต่างหน้าเจื่อนบอกกันว่า คุณชายปวรรุจมองไม่เห็นเรา

ที่แท้ชายรุจเดินไปหาวาดดาวที่อยู่ข้างหลังรสา แต่พอวาดดาวเห็นชายรุจก็รีบเดินแทรกผู้คนหลบไป ครั้นชายรุจตามไปที่ลานจอดรถ รถก็ออกพอดี ชายรุจเลยได้แต่ยืนผิดหวัง

กลับถึงวังจุฑาเทพสังสรรค์กันอึดใจเดียวชายรุจก็ปลีกตัวขึ้นห้องนอนเก็บตัวเงียบจนทุกคนเป็นห่วง ชาย–ใหญ่บอกน้องๆว่า

“ปล่อยชายรุจไปก่อน ให้เขาอยู่กับตัวเองสักพัก พอคลายใจแล้วค่อยเจรจากัน”

ย่าอ่อนที่ปกติเหมือนรังเกียจรังงอนชายรุจที่เป็นลูกของหน้าห้องหม่อมอุบลวรรณ แต่ลึกๆแล้วก็ทั้งรักและห่วงหลานทุกคน บังเอิญไปแอบได้ยินพวกหลานๆคุยกันถึงเรื่องที่ชายรุจไม่สบายใจ แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก จึงเรียกชายพีร์หลานแก้วหลานขวัญมาถาม ชายพีร์ไม่อยากก้าวก่ายเรื่องของพี่ชาย แต่ย่าอ่อนคร่ำครวญอย่างน้อยใจว่าชายพีร์ไม่รักตนแล้วทำท่าจะตายเสียให้ได้ ชายพีร์จึงต้องเล่าให้ฟัง

พอรู้เรื่องชายรุจไปเจอวาดดาวที่สนามบินแล้วฝ่ายโน้นเดินหนีไม่ยอมคุยด้วย ย่าอ่อนร้อนใจรีบไปเล่าให้ย่าเอียดฟังคาดเดาเป็นตุเป็นตะว่า

“นี่คงวางแผนซื้อตั๋วเครื่องบินกลับมาพร้อมกับชายใหญ่ หวังจะได้มาเจอกับชายรุจ แล้วก็ได้เจอสมใจจริงๆ คงวางแผนจะรื้อฟื้นความรักความหลังกันขึ้นมาอีก”

“เอ๊ะ เขาจะทำไปทำไม ก็แม่วาดเขาเป็นคนบอกเลิกชายรุจไปเองไม่ใช่เรอะ”

“ถ้าน้องเดาไม่ผิด ตอนที่บอกเลิกน่ะ คงเป็นจังหวะที่กลับไปเรียนต่อพอดี คงเจอรักใหม่กับฝรั่งหัวทองเข้าแล้ว ตอนนี้ไอ้ฝรั่งมันคงเบื่อเฉดหัวทิ้งเลยต้องซมซานกลับเมืองไทย เลยจะกลับมาคืนดีกับชายรุจใหม่ เพราะรู้ว่าทางเราน่ะยังรักยังหลงไม่ลืมหูลืมตา” ย่าอ่อนวิเคราะห์เป็นฉากๆ จนย่าเอียดติงว่าอย่าเพิ่งคิดเองเออเองเป็นตุเป็นตะ

กระนั้นย่าอ่อนก็ยังพูดอย่างมั่นใจว่า “ไม่ผิดไปจากน้องว่าหรอกค่ะคุณพี่”

ooooooo

ส่วนรสา หรือหม่อมเจ้าหญิงวรรณรสา อรุณรัศมิ์ ที่พระองค์เจ้าฉัตรอรุณ เสด็จพ่อมักเรียกว่า หญิงแต้ว กลับมาถึงวังอรุณรัศมิ์ก็ตื่นตาตื่นใจกับการตกแต่ง ด้วยดอกกุหลาบสีขาวสะอาดไปทั้งโถงกลาง จนอุทานว่าอย่างกับสวรรค์

หญิงแต้วไปหาเสด็จพ่อที่นั่งจิบเครื่องดื่มรออยู่ ต่างโผเข้ากอดกันด้วยความรักและคิดถึง

ส่งรสาถึงวังแล้ว เอื้อยกับอ้ายยังอยู่สนทนากันในห้องนอน อ้ายถามว่าเตรียมการสำหรับชีวิตอะไรไว้บ้าง พอรสาบอกว่าเตรียมกิน นอน เที่ยว ปาร์ตี้ ช็อปปิ้งให้สนุกทุกวัน เอื้อยถามว่าแล้วไม่คิดเรื่องแต่งงานหรือ

“บ้า...หญิงยังไม่คิดตอนนี้หรอก หนูเอื้อยหมายถึงพี่ชายทัศน์น่ะเหรอ” รสาถาม สีหน้าหายสนุกไปเลย

ชายทัศน์ หรือหม่อมเจ้าภาณุทัศนัย พระคู่หมั้นของรสาซึ่งเป็นเลขานุการเอกประจำสถานทูตไทยประจำประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รสาบอกอ้ายกับเอื้อยว่ายังไม่คิดเรื่องนี้ เพราะตนกับชายทัศน์ก็ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ ซ้ำเมื่อท่านชายทัศน์ไปเป็นเลขาที่ยุโรปยิ่งพบกันน้อยมาก
กระนั้นอ้ายก็ยังถามว่าแล้วรสารักท่านชายแค่ไหน เธอตอบเขินๆว่า

“ไม่รู้ สนิทด้วยตอนเด็กๆ โตขึ้นก็ยังนับถือเป็นพี่ชาย ยังไม่รู้เลยว่าใช่ความรักหรือเปล่า”

ระหว่างรสาคุยอยู่กับเอื้อยและอ้ายนั้น องค์ฉัตร กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องทรงอักษร...

“เด็จมาถึงแล้วเหรอ อืมม์...ถ้าชายยังเหนื่อยอยู่ก็ไม่เป็นไร พักผ่อนก่อนก็ได้ อะไรนะ...ไม่เหนื่อย...ฮ่ะๆๆ ก็ดี งั้นก็รีบเด็จมาให้ทันอาหารค่ำเลยก็แล้วกัน ตกลงนะ”

“รับสั่งกับใครอยู่เพคะ” รสาเข้ามาได้ยินพอดี องค์ฉัตรบอกว่าไม่มีอะไร ให้นั่งก่อน แล้วคุยเรื่องการเสกสมรสจนรสาอึ้ง องค์ฉัตรหว่านล้อมว่า

“ปีนี้เป็นปีที่เหมาะที่สุด หญิงแต้วของพ่อเรียนจบแล้ว พอดีกับท่านชายจะหมดโพสต์ จะกลับจากสวิสมาอยู่เมืองไทยปีนี้เหมือนกัน พ่อกับเสด็จลุงเลยคุยกันว่า น่าจะถึงเวลาที่ลูกทั้งสองควรจะเสกสมรสกันได้แล้ว”

หญิงแต้วเกี่ยงว่ายังไม่รู้จักท่านชายดีพอ ชันษาห่างกันตั้งสิบปี และตนยังไม่รู้เลยว่า “รัก” ท่านชายหรือเปล่า

องค์ฉัตรบอกว่าเรื่องนั้นไม่ต้องห่วง อยู่กันไปก็รักกันเองแหละ แต่เย็นนี้ให้อยู่ดินเนอร์กับพ่อแล้วลูกจะได้พูดคุยกับชายทัศน์เป็นการส่วนตัว

ระหว่างดินเนอร์ องค์ฉัตรให้หญิงแต้วสีไวโอลินเพลง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ให้ฟัง หญิงแต้วสีไวโอลินอย่างไพเราะโดยไม่รู้ว่าท่านชายทัศน์เข้ามายืนอยู่ข้างหลังแล้ว หญิงแต้วหันไปเห็นถึงกับตะลึง คิดไม่ถึง

ท่านชายทัศน์จุมพิตมือรสาและมอบดอกไม้ช่องามให้ องค์ฉัตรชวนมานั่งร่วมโต๊ะอย่างรู้กัน

ooooooo

แต่ที่วังจุฑาเทพ คุณชายทั้ง 5 ยังไม่สบายใจกับการเก็บตัวของชายรุจ ชายใหญ่ปรารภว่าไม่เข้าใจว่าทำไมวาดดาวถึงทิ้งชายรุจไป ชายภัทรโพล่งไปว่าเพราะความไร้เหตุผลของวาดดาว

จนเมื่อชายรุจเข้าครัวทำสเต๊กและเรียกทุกคนมาทาน ทั้งพี่ชายและน้องๆ ต่างแสดงความเห็นใจเป็นห่วงความรู้สึกของชายรุจ อยากให้มีเวลาได้อยู่กับตัวเอง แต่เจ้าตัวกลับบอกว่า

“หมดเวลาสำหรับการท้อใจใดๆแล้ว ตอนนี้มาทานสเต๊กกันให้อร่อยดีกว่า ขอเชิญทุกคน”

หลังทานสเต๊กฝีมือชายรุจกันแล้ว ชายพีร์กับชายเล็กชวนออกไปแดนซ์ต่อกัน ชายภัทรขอตัวเพราะพรุ่งนี้ต้องเข้าเวรแต่เช้า ส่วนชายรุจอยากอยู่บ้านมากกว่า ชายใหญ่จึงชวนคุย ชายรุจขอจัดการในครัวก่อนแล้วจะตามไป

ระหว่างรอชายรุจนั้น ชายภัทรนั่งคุยกับชายใหญ่ พูดถึงวาดดาวอย่างไม่ชอบใจว่าเป็นผู้หญิงที่ไร้เหตุผล เพราะตนยังไม่เห็นเหตุผลใดๆที่เธอจะเลิกรักชายรุจ ทั้งๆที่ย่าเอียดเคยสัญญาว่าจะจัดผู้ใหญ่ไปสู่ขอทันทีที่เธอเรียนจบ

ชายรุจขึ้นมาได้ยินพอดี ก้าวเข้าไปในห้องถามชายภัทรหน้าเครียดว่า

“มีอะไรที่นายรู้ แต่ฉันยังไม่รู้บ้างชายภัทร เล่ามาให้หมด” ชายภัทรพูดอย่างอึดอัดใจว่าตนคิดว่าไม่ควรจะเล่า “นายต้องเล่า เพราะฉันอยากรู้ว่าทำไมนายคิดว่าวาดดาวไม่มีเหตุผล” ชายรุจเสียงแข็งขึงขังจนชายภัทรอึ้ง

“พูดไปเถอะชายภัทร” ชายใหญ่บอก

ชายภัทรจึงเล่าถึงวันที่ชายรุจพาวาดดาวมากราบหม่อมย่าว่า ดูแล้วหม่อมย่าเมตตาวาดดาวมาก แสดงความยินดีที่จะรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว แต่ขอให้เรียนจบก่อนแล้วจะส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอตามธรรมเนียม

เล่าแล้วชายภัทรสรุปว่า ตนยังมองไม่เห็นว่าวาดดาวมีเหตุผลอะไรที่จะทิ้งชายรุจไปนอกจากไม่รักเขาจริง หรือไม่ก็อาจมีคนอื่น ชายรุจไม่เชื่อ ชายภัทรจึงเตือนสติว่า

“นายยังอ่อนหัดกับผู้หญิงมาก โดยเฉพาะผู้หญิงเจนจัดแบบวาดดาว” ชายรุจหน้าตึงปรามว่าอย่าดูถูกวาดดาวแบบนั้น “เมื่อนายหลอกตัวเองแบบนี้ ฉันก็ไม่มีอะไรต้องพูดอีกแล้ว” พูดแล้วชายภัทรลุกเดินออกไป ชายใหญ่ต้องหว่านล้อมชายรุจให้ใจเย็นๆพี่น้องอย่าขัดใจกันด้วยเรื่องแบบนี้ แล้วถามชายรุจว่า คิดว่าเหตุผลที่วาดดาวทิ้งเขาไปคืออะไร?

“เธอบอกมาในจดหมายว่าเธอต่ำต้อยเกินไปสำหรับความเป็นจุฑาเทพของผม”

“เป็นเหตุผลที่อ่อนด้อยเหลือเกิน พี่เห็นว่านายน่าจะรับฟังความคิดของชายภัทรบ้าง” ชายรุจถามว่าทำไม “พี่ยังไม่ได้เล่าใช่ไหม เรื่องที่พี่เจอวาดดาวบนเครื่องบิน”

ชายใหญ่เล่าให้ชายรุจฟังว่า ตนเจอวาดดาวบนเครื่องบินถามว่าเรียนจบแล้วหรือ เธอบอกว่าเรียนจบแล้วแต่ยังไม่กลับเมืองไทย ตอนนี้ทำงานที่ร้านอาหารคนไทยที่อังกฤษ และที่กลับเมืองไทยนี้ก็แค่ช่วงสั้นๆเพื่อจะกลับไปอีกและคงอยู่ต่างประเทศถาวรเลย

เธอถามถึงเรื่องชายรุจ ชายใหญ่บอกว่ากำลังจะเดินทางไปสวิตฯเพื่อเตรียมการประชุมระดับประเทศที่เจนีวา บอกว่าชายรุจยังคิดถึงเธออยู่ วาดดาวจึงเล่าว่า ปีก่อน ตนได้เขียนจดหมายบอกตัดความสัมพันธ์กันแล้ว ฝากบอกชายรุจด้วยว่าให้ลืมเรื่องของเราเสียเถิด มันไม่มีค่าอะไร

“คุณบอกกับชายรุจเองดีกว่านะครับ”

“ไม่ค่ะ ฉันคงไม่พบเขาอีกแล้ว ขอให้เรื่องจบลงเท่านี้เถอะ ขอตัวนะคะ”

ชายรุจฟังด้วยความสะเทือนใจ ถามว่าที่เธอบอกว่าจะอยู่ต่างประเทศถาวรหมายความว่าอย่างไร ชายใหญ่พูดตรงๆว่าหมายความว่าเธอคงแต่งงาน แล้วปลอบน้องชายว่า ต้องทำใจเข้มแข็งไว้ ในที่สุดชายรุจก็ต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวด

ooooooo

หลังจากดินเนอร์กันแล้ว หญิงแต้วกับคุณชายทัศน์ นั่งคุยกันที่ห้องนั่งเล่นวังอรุณรัศมิ์ หญิงแต้วจึงรู้ว่าคุณชายทัศน์มาครั้งนี้จะอยู่เมืองไทยแค่สองสามวันเพื่อเตรียมการประชุมโลกที่เจนีวาเรื่องกฎหมายทางทะเล

ท่านชายยังเซอร์ไพรส์หญิงแต้วด้วยการมอบตุ๊กตาไบล์ดลิลลี่ที่เคยได้ยินหญิงแต้วบอกว่าอยากได้เมื่อหลายปีก่อน หญิงแต้วรับไปบอกว่าตอนนั้นหญิงยังเด็กแต่ตอนนี้หญิงโตแล้ว คุณชายทัศน์จึงนึกได้ แต่ขอให้รับไว้เพราะตั้งชื่อตุ๊กตาไว้แล้วว่า “หนูแต้ว” สำหรับหญิงแต้วคนเดียว

เมื่อเอาตุ๊กตาไปให้เอื้อยกับอ้ายดูขณะนัดทานอาหารกันที่เยาวราช เอื้อยพูดอย่างปลื้มใจแทนว่า แสดงว่าคุณชายรักท่านหญิงมากถึงทรงจำได้แม่นยำขนาดนี้ หญิงแต้วถามเคลิ้มๆงงๆว่า

“จริงเหรอ...นี่ใช่ไหมที่เรียกว่า ความรัก”

ooooooo

ในการประชุมงานคณะที่จะเดินทางไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทางกระทรวงการต่างประเทศได้เชิญท่านชายทัศน์มาอบรมเพื่อให้ทุกคนเตรียมพร้อมสำหรับการไปประชุมกฎหมายทางทะเล

ท่านชายทัศน์ได้รับการปฏิบัติต่ออย่างให้เกียรตินอบน้อมใช้ราชาศัพท์ทุกคำ จนท่านชายขอให้ใช้คำปกติสามัญ เพราะเราต้องทำงานร่วมกันที่เจนีวาเป็นเดือน ให้ถือว่าเป็นคนกันเอง ทำให้ทุกคนเบาใจและปลื้มความเป็นกันเองของท่านชาย

ประชุมเสร็จ คุณชายปวรรุจจึงแนะนำตัวเองแก่ท่านชาย แต่เพียงเอ่ยว่า “ผมหม่อมราชวงศ์ปวรรุจ จุฑา...” ท่านชายก็โบกมือทันที พูดอย่างยินดีว่า

“ไม่จำเป็นเลยคุณชาย ตอนนี้สังคมกรุงเทพฯมีใครบ้างที่ไม่รู้จัก ‘ห้าสิงห์จุฑาเทพ’ ผมรู้จักคุณดี คุณชายปวรรุจ คุณชายลำดับสองของจุฑาเทพ”

ท่านชายบอกว่าแม้จะอยู่สวิตฯแต่ก็ติดตามข่าวคราวเมืองไทยตลอด ยินดีที่รู้จักแล้วยื่นมือมาสัมผัสอย่างเป็นกันเอง ยังความปลื้มปีติแก่ชายรุจมาก จึงกล้าคุยถึงเรื่องพระคู่หมั้นของท่านชาย หม่อมเจ้าหญิงวรรณรสา อรุณ–รัศมิ์ ท่านหญิงแต้ว

“พูดเหมือนคุณรู้จักหญิงแต้วอย่างนั้น”

“ครับ เคยรู้จักตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว เพราะผมเคยตามคุณย่าไปเที่ยวที่วังอรุณรัศมิ์อยู่บ่อยๆ ไปเป็นเพื่อนเล่นของท่านหญิงน่ะครับ”

“เป็นเพื่อนเล่นงั้นหรือ?” น้ำเสียงเริ่มหยันนิดๆ แต่ชายรุจยังไม่รู้สึก เล่าต่ออย่างสบายใจเมื่อท่านชายถามถึงความสัมพันธ์ปัจจุบัน แล้วขอให้เล่าถึงมุมมองท่านหญิงในวัยเด็กให้ฟัง ชวนอย่างสนิมสนมให้ไปนั่งคุยกันที่ห้องตนดีกว่า

ชายรุจเล่าถึงวัยเยาว์ว่า ย่าอ่อนที่เคยเป็นพระพี่เลี้ยงของท่านแม่มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนกระทั่งท่านแม่ทรงจากไป ย่าอ่อนจึงลาออกจากวังแต่ก็ยังแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนหญิงแต้วเสมอ และทุกครั้งก็จะพาคุณชายทั้ง 5 ไปเป็นเพื่อนเล่นของหญิงแต้วด้วย ตนตามใจหญิงแต้วทุกอย่าง จึงถูกหญิงแต้วให้เล่นอย่างที่ต้องการ บางครั้งไม่ได้ดั่งใจก็ขู่จะฟ้องย่าอ่อน กระทั่งบางครั้งก็พูดให้สะเทือนใจว่า

“พี่ชายรุจต้องรับใช้หญิง เพราะพี่ชายรุจเป็นคนรับใช้ คุณย่าอ่อนบอกว่าแม่ของพี่ชายรุจเป็นคนรับใช้เหมือนกัน”

ชายรุจยังเล่าถึงเหตุการณ์ในวัยเด็กอย่างสบายใจ จนท่านชายถามว่าแล้วตอนนี้เจอกับหญิงแต้วยังจำกันได้ไหม

“ไม่แน่ใจครับ เพราะตอนนั้นท่านหญิงยังเด็กเหลือเกินชันษาคงไม่เกินเจ็ดขวบ”

ฟังชายรุจเล่าแล้วท่านชายบอกว่า รบกวนเวลามากแล้วให้กลับไปทำงานเสีย แต่พอชายรุจจะไปก็เอ่ยขึ้นอีกว่า

“อ้อ...ขอบอกอะไรอย่างคุณชาย...กับผม ผมอนุญาตแล้วให้ใช้คำสามัญ แต่กับหญิงแต้ว คุณชายควรจะพูดถึงอย่างให้เกียรติในพระยศของท่านหญิง เข้าใจว่าเป็นเพื่อนเล่นมาตั้งแต่สมัยเด็ก แต่ก็ไม่ควรพูดถึงโดยขาดความเคารพแบบนี้”

ความรู้สึกดีๆ ของชายรุจวูบหายไปทันทีมองท่านชายด้วยสายตานิ่งลึก ตำหนิตัวเองอย่างหยันคืนนิดๆว่า

“เป็นความเลินเล่อของกระหม่อมเอง   ฝ่าพระบาทโปรดประทานอภัย”

ท่านชายทัศน์รู้ว่าถูกเหน็บ เครียดไปเล็กน้อย หลังจากนั้นได้ไปเสนอแก่คุณปรีชาที่ห้องสมุดกระทรวง ชายรุจที่ไปค้นหาหนังสือเกี่ยวกับกฎหมายทางทะเล เดินผ่านมาได้ยินการสนทนาที่พาดพิงถึงตน จึงอดหยุดฟังไม่ได้

ท่านชายทัศน์ติติงการส่งชายรุจไปประชุม เกรงว่าประวัติส่วนตัวที่เป็นลูกคนใช้ชาติกำเนิดไม่เหมือนพี่ๆ น้องๆ อ้างถึงต่างประเทศว่า  “ทางยุโรป บางสมาคมถ้าเขาสืบประวัติทั้งทางพ่อและแม่รู้ว่าไม่ได้สืบสายเลือดเจ้ามาจริงๆ เขาจะคัดออกจากกลุ่มเลย ไม่มีวันได้เข้าสมาคมชั้นสูงกับเขาหรอก”

คุณปรีชาที่ชี้แจงแก่ท่านชายว่าทางผู้ใหญ่ของเราเห็นว่าชายรุจทำงานดีเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ฟัง แล้วนิ่งไป คุณชายพูดต่อว่า

“ถ้าผมเป็นคุณชายคนนี้ประวัติไม่ผ่าน ไม่น่าไปร่วมงานสำคัญระดับโลกแบบนี้ ไม่รู้ทางผู้ใหญ่คิดอะไรกันอยู่”

คุณชายปวรรุจทนฟังต่อไปไม่ได้ เดินเลี่ยงออกไปอย่างพยายามระงับอารมณ์

ooooooo

ชายรุจกลับมาค้นข้อมูลต่อที่ห้องเอกสารซึ่งอยู่ติดกับห้องทำงานของท่านชายทัศน์ ได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะระริกระรี้จากห้องนั้น มองผ่านบานเกล็ด เห็นท่านชายกำลังกอดจูบอย่างดูดดื่มอยู่กับสมร ชายรุจตกใจรีบถอยออกมา

ที่หน้าห้อง หญิงแต้วมาหาท่านชายหมายเซอร์ไพรส์ แขที่เป็นเลขาไม่รู้จักบอกให้รอข้างนอกแล้วเข้าไปบอกท่านชาย ท่านชายตกใจให้ออกไปบอกว่าไม่อยู่ แต่บังเอิญท่านอธิบดีเชษฐาซึ่งรู้จักหญิงแต้วเดินมาเจอ ทราบว่า ท่านชายไม่ได้ไปไหนจึงอาสาพาเข้าไป แขหูตา
เหลือกรีบกลับเข้าไปบอกท่านชาย

ท่านชายทัศน์จึงให้สมรออกไปทางประตูที่ติดกับห้องเอกสาร วานชายรุจให้พาไปส่งหน้าตึก แล้วท่านชายก็มารับหน้าหญิงแต้วทำเป็นดีอกดีใจทักว่า “หญิงแต้ว ไม่บอกพี่ชายก่อนล่ะคะว่าจะเด็ดมาหา”

“หญิงจะเซอร์ไพรส์พี่ชายไง”

ชายรุจที่ไปส่งสมรหน้าตึกกลับมา ได้ยินชื่อ “หญิง แต้ว” ก็เอะใจพยายามจะมองเข้าไปที่ห้องนั้น

เจ้ากรรม! สมรเกิดติดอกติดใจชายรุจ ย้อนกลับมาบอกให้ไปส่งตนที ชายรุจจำใจต้องไปส่งสมรอีกครั้ง

“ยังไม่ได้บอกชื่อให้สมรทราบเลย” สมรอ่อยชะม้ายมอง ทำเอาชายรุจอึดอัดพาเดินไปอย่างระมัดระวังตัว

ooooooo

ย่าอ่อนทุกข์ใจมากกลัวชายรุจจะหันไปคืนดีกับวาดดาวสาวนอกเจนจัดสังคม ครั้นจะหาหญิงสาวในเชื้อพระวงศ์ก็ไม่มีใครแล้ว ได้ข่าวจากนางทองสุขที่เปิดบ้านเป็นบ่อนว่า น่าจะมีหลานของเทวพรหมหลงเหลืออยู่

“หา...ยังเหลือเหรอ ใคร” ย่าอ่อนตาโต

“ก็น้องชายคนสุดท้องของคุณชายเทวพันธ์น่ะซีคะ รู้สึกจะชื่อวรพันธ์อะไรนี่ล่ะค่ะ เห็นว่าไปได้เมียเป็นสาวชาวบ้าน อยู่หัวเมืองทางใต้มีลูกสาวอยู่คนค่ะ”

พอรู้เบาะแสเช่นนี้ ย่าอ่อนรีบกลับมาเล่าให้ย่า

เอียดฟัง ย่าเอียดบอกว่าให้ถามไถ่ทางเทวพันธ์ให้รู้เรื่องก่อนแล้วค่อยตกลงกัน ย่าอ่อนรีบไปที่วังเทวพรหมทันที ถามไถ่ได้ความว่าจริงอย่างที่ได้ฟังมา เทวพันธ์อยากดองกับจุฑาเทพ ยกเมฆอวดหลานสาวว่าสายเลือดเทวพรหมยังไงก็เป็นผู้ดี ตนเพิ่งเจอเมื่อปีกลาย ได้รับการอบรมมาอย่างดี คมขำแบบสาวใต้เชียวแหละ

ย่าอ่อนถามว่าชื่ออะไร เทวพันธ์บอกว่าชื่อ หม่อมหลวงกระถิน เทวพรหม ย่าอ่อนย้ำอีกทีว่าสวยแน่นะ แล้วสั่งเทวพันธ์ให้ไปพามาให้ดูตัว

ส่งย่าอ่อนไปแล้ว เกษราซึ่งได้ยินการสนทนาถามพ่ออย่างเข้าใจไม่ได้ว่าทำไมต้องโกหกย่าอ่อนด้วย ทั้งที่พ่อเจอกับกระถินตอน 8 ขวบ ตัวดำเป็นเหนี่ยง เทวพันธ์ขึงตาใส่บอกว่าต้องโกหกไว้ก่อนถือว่าโชคหล่นทับใส่เราแล้ว

แล้วเทวพันธ์ก็สั่งเกษราว่าต้องไปพาตัวกระถินมาให้ได้ภายในวันสองวันนี้

“คุณพ่อ! เด็กนั่นอยู่ที่พังงานะคะ”

“ไปตามมาให้ได้” เทวพันธ์ประกาศิตแล้วเดินเข้าบ้านไปเลย

ooooooo

ตอนที่ 2

แม้ว่าคุณชายปวรรุจจะไม่เห็นหน้าหญิงสาวที่มาหาท่านชายทัศน์ แต่ก็รู้จากแขเลขาของท่านชายว่า หญิงสาวนั้นคือท่านหญิงวรรณรสา อรุณรัศมิ์ และทั้งคู่ออกไปด้วยกันแล้ว

ชายรุจเสียดายที่ไม่ได้เจอท่านหญิงแต่ก็ได้รู้เรื่องความเจ้าชู้ประตูดินของท่านชายที่แขบ่น เรื่องที่ท่านชายทัศน์นัดสมรมาเริงร่ากันที่ห้อง ทั้งที่ไปทำงานที่สวิตเกือบสี่ปีและเพิ่งกลับมาแค่สองวันเอง

“เอ้อ...ท่านหญิงทรงทราบเรื่องนี้รึเปล่า” ชายรุจถามสีหน้าสลดใจ

“ไม่ทรงทราบหรอกค่ะ เมื่อกี๊ถึงได้ไล่แม่นั่นออกมาทางห้องหนังสืออย่างที่คุณชายเห็น น่าสงสารท่านหญิงนะคะ”

ชายรุจนั่งทำงานอย่างไม่สบายใจนัก ครู่หนึ่งเด็กเดินเอกสารเอาจดหมายมาวางที่โต๊ะปึกหนึ่ง ในนั้นมีของปกรณ์เพื่อนรักที่ทำธุรกิจร้านอาหารกับคุณแม่ที่สวิต–เซอร์แลนด์จนร่ำรวยมากรวมอยู่ด้วย ชายรุจรีบหยิบเปิดอ่านก่อนเพื่อน

“ฉันเขียนมาหาแก จะถามว่าแกจะมาที่เบิร์นวันไหน เวลาใด และกำหนดการของแกเป็นอย่างไร ฉันจะได้วางแผนต้อนรับแกได้ถูก...อีกเรื่องที่ฉันต้องรายงานให้แกทราบคือเรื่องคุณวาดดาว แกคงยังไม่ทราบว่าคุณวาดดาวจะแต่งงาน แกคงเดาไม่ถูกแน่ๆเพราะเธอแต่งงานกับอดีตกงสุลกิตติมศักดิ์ของประเทศไทยประจำซูริค ชื่อ มิสเตอร์ฟิลลิป”

ชายรุจหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนอ่านต่อด้วยใจสับสน...ว้าวุ่น...

“อายุแก่กว่าเธอหลายปี แต่รวยมาก เห็นว่าเธอกลับไปเมืองไทยเพื่อเตรียมตัวมาอยู่สวิตถาวรเลย แกก็ทำใจได้แล้วล่ะนะ เท่านี้แหละ รอวันที่แกจะมาสวิต รักว่ะปกรณ์”

ชายรุจถือจดหมายมือสั่นระริก ความเจ็บปวดแล่นขึ้นเป็นริ้วๆเมื่อนึกถึงว่า ทุกอย่างที่ชายภัทรพูดเป็นความจริง!

ooooooo

รุ่งขึ้น ชายรุจให้แจ๋วไปเรียกชายใหญ่กับชายภัทรมาที่ห้องโดมบอกว่าที่ชายภัทรสันนิษฐานเรื่องวาดดาวนั้นเป็นเรื่องจริงทั้งหมด เมื่อเล่ารายละเอียดให้ฟังแล้ว ชายใหญ่ถามว่าชายรุจจะทำอย่างไรต่อไป

“ทำใจ พยายามลืมเรื่องทั้งหมด แล้วก็หลบมาเลียแผลตัวเองจนกว่าจะหายดี” ชายรุจพูดเศร้าๆ

ชายภัทรติงว่าต้องเอาคืน เพราะชายรุจต้องเจ็บปวดกับความผิดหวังมานานนับปีแล้ว ชวนไปหาวาดดาวกันเดี๋ยวนั้นเลย ให้วาดดาวสารภาพมาให้หมดว่าเธอหลอกชายรุจตลอดมาทั้งที่ไม่เคยรักเลยแม้แต่นิดเดียว ชายใหญ่ถามว่าทำเพื่ออะไร

“เพื่อเรียกคืนศักดิ์ศรีและการยอมรับนับถือตัวเองของชายรุจน่ะซีครับ ถ้านายเอาแต่หลบอยู่ไม่ยอมเผชิญหน้านายก็จะลงโทษตัวเองไปตลอด นายต้องการอย่างนั้นหรือ”

ชายใหญ่ฟังแล้วเห็นด้วยจึงช่วยกันพาชายรุจไปจนได้

ไปถึงบ้านวาดดาวซึ่งเป็นบ้านเก่าแต่ดูอบอุ่นและมีอันจะกิน เจอส้ม ป้าของวาดดาวออกมารับ พาเข้าไปนั่งในบ้าน ส้มหายไปครู่หนึ่งจึงออกมาบอกว่าวาดดาวไม่อยู่

ส้มต้อนรับคุณชายทั้งสามอย่างเสียไม่ได้ ไม่ให้ข้อมูลและความร่วมมือใดๆ แม้แต่ที่ชายภัทรฝากบอก

วาดดาวว่าพวกตนอยากพบ ถ้ากลับมาแล้วช่วยส่งข่าวด้วย ส้มก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่กงการอะไรของตน ย้อนถามว่า อยากพบเขาแล้วถามเจ้าตัวเขาหรือยังว่าอยากพบหรือเปล่า ชายภัทรฟังแล้วเริ่มของขึ้น ตอบไปอย่างไม่เกรงใจว่า

“ผมไม่สนใจหรอกว่าคุณวาดดาวเขาอยากพบหรือไม่พบ แต่เราต้องการความจริงจากปากคุณวาดดาว เรื่องที่คุณวาดดาวมาหลอกชายรุจ หว่านเสน่ห์มาตั้งแต่สมัยเรียน พอไปเจอเจ้าเศรษฐีแก่นั่นก็ทิ้งชายรุจอย่างไม่มีเยื่อใย อำมหิตที่สุดผู้หญิงคนนี้”

ส้มตวาดว่าอย่ามาว่าหลานตนแบบนี้ เพราะวาดดาวไม่ใช่คนอย่างนั้นถ้าจะมาเพื่อด่าหลานตนก็เชิญกลับไปได้เลย!

ชายใหญ่เห็นบรรยากาศไม่ดีจึงชวนกลับพร้อมกับเอ่ยขอโทษส้ม ชายรุจยังอุตส่าห์ฝากอวยพรให้วาดดาวมีความสุขกับการแต่งงาน ส้มตอบอย่างไม่ยี่หระว่า

“หลานฉันมีความสุขอยู่แล้วล่ะ อ้อ...แล้วเข้าใจเสียใหม่นะ ที่เขาเลิกกับคุณน่ะ มันก่อนที่เขาจะเจอมิสเตอร์ฟิลลิปตั้งเกือบปี” เห็นสามชายยืนอึ้ง ส้มไล่เอาดื้อๆ “อ้าว...ยืนเซื่องอยู่ทำไมคุณชาย กลับไปได้แล้ว”

ooooooo

ที่ภัตตาคารหรู ท่านชายทัศน์ หญิงแต้ว และเอื้อยกับอ้ายนั่งทานอาหารกันอยู่ ทั้งเอื้อยและอ้ายเพิ่งเห็นท่านชายเป็นครั้งแรก ต่างชื่นชมในความหล่อสมาร์ท เพื่อให้หญิงแต้วได้อยู่กับคู่หมั้นตามลำพัง ทั้งสองจึงชวนกันไปห้องน้ำ

ระหว่างนั้นหญิงแต้วถามท่านชายว่าเมื่อคืนเสด็จไปไหนหรือหญิงรออยู่ ท่านชายถามว่าเรานัดกันหรือ

“ไม่ได้นัดกันเป็นกิจจะลักษณะหรอกค่ะ แต่พี่ชายทัศน์รับสั่งเปรยๆว่าจะพาไปทานมื้อค่ำและฟังเพลง”

“งั้นพี่ก็ต้องขอโทษ พี่ติดธุระน่ะ ลืมโทร.ไปทูล กลับมาคราวนี้ช่วงสั้นเต็มทีงานล้นมือไปหมด”

หญิงแต้วถามว่าแล้วเราจะมีเวลาเหลือหรือเพราะพรุ่งนี้พี่ชายก็ต้องกลับสวิตฯแล้ว ท่านชายจึงนัดเป็นการแก้ตัวว่าคืนนี้จะรับไปดินเนอร์กัน หญิงแต้วดีใจถามว่า ที่ไหน ท่านชายขออุบไว้ก่อนไว้จะบอกเมื่อไปถึง พูด เหมือนปลอบใจว่า

“หญิงแต้วไม่ต้องทรงห่วง พี่ใกล้จะหมดโพสต์แล้ว เมื่อกลับมาเมืองไทยพี่จะชดเชยเวลาทั้งหมดให้กับหญิงแต้วของพี่”

“ค่ะ” หญิงแต้วรับคำด้วยความปลื้มปีติ ท่านชายจับมือขึ้นจุมพิตเบาๆ หญิงแต้วรีบดึงกลับเขินจนแก้มแดง

เมื่อกลับถึงวังอรุณรัศมิ์คืนนี้ พระองค์ฉัตรถามว่าวันนี้ไปไหนกันบ้าง หญิงแต้วเล่าว่าไปทานข้าวกลางวันที่แถวราชวงศ์กับหนูอ้ายหนูเอื้อย ท่านถามอีกว่าแล้วคืนนี้ล่ะ หญิงแต้วบอกว่าพี่ชายยังอุบไว้ก่อน

ระหว่างนั้นสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้น นายหนุ่มมหาดเล็กเข้ามารับสาย แล้วส่งต่อให้หญิงแต้ว

“หญิงแต้ว พี่ชายเอง ต้องขอโทษจริงๆคืนนี้พี่ไม่สามารถไปกับน้องหญิงได้ เพราะเด็จป้าประชวร หมอบอกว่าความดันพระโลหิตขึ้นสูง”

หญิงแต้วตกใจเป็นห่วงถามว่าจะให้ไปเฝ้าไหม ท่านชายทัศน์ตอบอย่างอ่อนหวานว่า

“ไม่รบกวนหรอก พักผ่อนเถอะค่ะ ขอบพระทัยหญิงแต้วมาก พี่ขอตัวก่อนนะ แล้วพรุ่งนี้ก่อนเดินทางพี่จะโทร.หา”

แต่พอวางสายจากหญิงแต้ว ท่่านชายทัศน์ก็ใส่สูทที่คนรับใช้เตรียมไว้ให้ไปยืนมองกระจกอย่างภาคภูมิใจในความสง่างามของตัวเอง แล้วจึงลงมาพบกับสมรที่รออยู่โถงวังศุภกิจ เธอแต่งตัวสวย เปรี้ยว สวมสร้อยมุกที่ท่านชายให้เมื่อวานมาด้วย

“วันนี้เราต้องสนุกจนลืมตัวลืมตายกันเลยล่ะ ฉันจะทิ้งทวนคืนสุดท้ายของพระนครคืนนี้ และเผื่อไว้ทิ้งความเป็นโสดของฉันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”

“งั้นคืนนี้สมรจะทำให้ท่านชายทรงมีความสุขอย่างที่ท่านชายไม่มีวันลืมเลยค่ะ” สมรฉะอ้อนหัวเราะเสียงใสแล้วพากันออกไป

ooooooo

ที่วังจุฑาเทพ ชายรุจยังซึมเศร้า ชายพีร์กับชายภัทร จึงช่วยกันสร้างบรรยากาศชวนชายรุจ ชายใหญ่และ ชายเล็กไปงานเต้นบอลรูมประกวดกัน ทุกคนอยากให้ชายรุจได้ร่าเริงจึงช่วยกันลุ้นพาชายรุจไปจนได้

ที่งานนี้เอง ชายรุจเต้นและดื่มค่อนข้างหนักจนรู้สึกมึน ลุกเดินจากโต๊ะไป เห็นท่านชายทัศน์กำลังเต้นรำกับหญิงสาวอย่างเมามันหัวเราะกันระริก นึกว่าเป็นหญิงแต้วแต่พอเข้าไปทัก กลายเป็นสมร!

ท่านชายทัศน์ทักทายอย่างดูถูกในทีว่า ไม่นึกว่าอย่างชายรุจจะมาเที่ยวสถานที่แบบนี้ด้วย สมรถามว่าทำไมหรือ

“ก็คุณชายเขามีกิตติศัพท์ว่า ‘คุณชายก้นครัว’ น่ะสิ”

“คุณพระช่วย...จริงเหรอคะ เป็นหนึ่งในห้าสิงห์จุฑาเทพ ทำไมถึงกลายเป็นคุณชายก้นครัวไปได้” สมรอุทานขำๆ

“ตอบคำถามสมรหน่อยเถอะคุณชาย ถึงกำพืดแท้จริงของคุณชายน่ะ” ท่านชายทัศน์ยิ้มหยันในที

ชายรุจเจ็บจนพูดไม่ออก เดินเลี่ยงออกจากร้าน สมองยังอื้ออึงด้วยคำพูดของทั้งสองเมื่อครู่นี้มันเสียดแทงบาดลึกลงไปถึงชีวิต!

ชายรุจเดินมาท่ามกลางสายฝนและเสียงฟ้าคะนอง จนทรุดหมดสติไปที่ศาลากลางสวน

ooooooo

เพราะอยากเรียนรู้ท่านชายทัศน์ผู้เป็นคู่หมั้นให้มากกว่านี้ หญิงแต้วเสนอพระองค์ฉัตรว่าอยากตามท่านชายไปสวิตฯด้วย ท่านบอกว่ามีเหตุผลแต่จะเดินทางไปอย่างไร ถ้าไปพร้อมกันคงซื้อตั๋วเครื่องบินไม่ทัน

หญิงแต้วขอเดินทางไปเมื่อตัวเองพร้อมและจะโทรเลขให้ท่านชายเมื่อไปถึงแล้ว เพราะเกรงว่าทูลตอนนี้พี่ชายจะไม่โปรด แต่เสด็จพ่อก็มีข้อแม้ว่าต้องมีคนดูแลตามไปด้วย จะเอาใครไปดี?

“หญิงรู้แล้วเพคะ เด็จพ่ออย่าทรงห่วงเลย หญิงมีสหายร่วมเดินทางด้วยตั้งสองคน”

คืนนี้เอง หญิงแต้วก็โทรศัพท์เรียกเอื้อยกับอ้ายให้มาค้างด้วยกันที่วัง ชวนแฝดทั้งสองไปเที่ยวสวิตฯกัน บอกว่าเด็จพ่อจะออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ เอื้อยกับอ้ายดีใจมากรับปากรับคำทันที แต่ยังไม่สบายใจเรื่องที่หญิงแต้วจะให้ท่านชายทัศน์ทราบเมื่อไปถึงสวิตฯแล้ว เกรงเสด็จพ่อจะทรงกริ้ว

“ถึงเรียกเอื้อยกับอ้ายมานี่ไง เราต้องเตี๊ยมกันให้ดี ต้องปดเด็จพ่อว่าเรารายงานพี่ชายทัศน์เรียบร้อยแล้ว เด็จพ่อจับไม่ได้แน่เพราะเมื่อเราไปพบพี่ชายทัศน์แล้ว เราก็บอกพี่ชายทัศน์ไม่ให้ทูลความจริงเด็จพ่อน่ะสิ”

เอื้อยกับอ้ายดีใจ ยกแก้วนมอุ่นๆขึ้นชนฉลองกันล่วงหน้า

ooooooo

ย่าอ่อนที่จับตาดูคุณชายแห่งจุฑาเทพทั้ง 5 ไม่คลาดสายตา คืนนี้เห็นขึ้นรถออกไปกันอย่างเฮฮาครื้นเครง ถามพวกคนรับใช้ก็ไม่มีใครรู้ว่าไปไหน ย่าอ่อนถามอีกว่าแล้วเมื่อตอนบ่าย ชายใหญ่ ชายรุจ กับชายภัทรพากันออกไปไหน

“อันนี้ทราบคะ พี่หนอมบอกว่าไปบ้านคุณวาด–ดาว” ศรีบอก ย่าอ่อนตกใจรีบโทรศัพท์ไปที่วังเทวพรหม ถามความคืบหน้าเรื่องหม่อมกระถินกับเทวพันธ์ พอรู้ว่าเกษรากำลังไปรับมา พรุ่งนี้จะเชิญย่าอ่อนมาดูตัว ย่าอ่อนก็ถอนใจยาว....

“โล่งอก...แล้วหน้าตาสะสวยอย่างที่คุณบอกสรรพคุณไว้รึเปล่า”

“ยายเกษโทรเลขมาบอกกำลังแตกเนื้อสาว น่ารักน่าชังเชียวล่ะครับคุณป้า”

รุ่งขึ้น ย่าอ่อนจะพาชายรุจไปดูตัวกระถินด้วยกัน จึงรู้ว่าเมื่อคืนชายรุจโดนฝนจับไข้จนหมดสติไป ชายใหญ่ถูกตำหนิที่เป็นพี่ชายใหญ่พาน้องๆไปเที่ยวจนชายรุจจับไข้ ชายใหญ่ขอรับผิดชอบแทนน้องๆทุกคน ตำหนิตัวเองว่าดูแลชายรุจไม่ดีเอง สัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก

ย่าอ่อนหงุดหงิดที่เสียฤกษ์พาชายรุจไปดูตัวกระถิน จึงให้ชายพีร์กับชายเล็กไปสั่งชายเล็กให้เอากล้องไปด้วย สองชายสงสัยว่าต้องเป็นเรื่องสำคัญแน่

เมื่อไปถึงเทวพันธ์ให้เกษราพากระถินออกมาให้ดูตัว กระถินก้มหน้างุด เมื่อบอกให้ไหว้ย่าอ่อนกับสองคุณชายก็ยกมือไหว้เก้ๆกังๆถามอะไรก็ไม่พูด ซ้ำยังเกายุกยิกตลอดเวลา เกษราพูดออกตัวแทนว่าน้องยังอาย ไม่ชินแล้วแนะนำแทน

เทวพันธ์กลัวย่าอ่อนจะไม่ถูกใจ แต่พอย่าอ่อนบอกว่า กระถินดูคมขำ ตาคม น่าเอ็นดู เทวพันธ์ก็โล่งใจ

ย่าอ่อนนัดแนะว่าอีกสองวันจะพาชายรุจมาดูตัวเพราะอาทิตย์หน้าชายรุจจะต้องไปต่างประเทศแล้ว

“ได้ครับคุณป้า” เทวพันธ์รีบรับคำอย่างโล่งอก

ย่าอ่อนเรียกชายเล็กให้มาถ่ายรูปเก็บไว้ ไม่ว่าจะถ่ายกี่รูป กระถินก็ยืนหน้านิ่งเหมือนหุ่น พอบอกให้ยิ้มกลับทำท่าเบะจะร้องไห้จนชายเล็กต้องรีบบอกว่าไม่ต้องยิ้มก็ได้

ชายเล็กกับชายพีร์ค่อยๆกระจ่างชัดขึ้นว่าย่าอ่อนมาทำอะไรที่นี่ ถามย่าว่าจะบอกชายรุจเมื่อไร

“คืนนี้ เรียกทุกคนมากินข้าวพร้อมหน้ากัน ย่าจะบอกชายรุจตอนนั้น เราสองคนก็อย่าไปหลุดปากพูดก่อนล่ะ” ย่าอ่อนกำชับขณะพากันเดินทางกลับ

ส่วนเกษรา เมื่อพวกย่าอ่อนกลับไปกันหมดแล้ว เธอท้วงติงพ่อว่าถ้าเด็กไม่เต็มจะเป็นเจ้าสาวก็อย่าบังคับเลยแกยังเด็กเหลือเกิน

“แกจะให้ฉันชวดโอกาสที่จะได้ดองกับจุฑาเทพอีกครั้งแล้วใช่ไหม” เทวพันธ์ตวาดอย่างไม่พอใจ

“คุณพ่อ ที่หนูพูดเพราะเห็นแก่เด็กนะคะ ตั้งแต่มาถึงเมื่อเช้าคุณพ่อก็เห็นว่าสภาพเด็กเป็นอย่างไร ถ้าคุณย่าอ่อนรู้ความจริงว่าการบ้านการเรือนอะไรไม่เป็นสักอย่างจะเกิดอะไรขึ้นคะ”

เทวพันธ์สั่งเกษราทำกระถินให้ดูดีสมเป็นกุลสตรีให้ได้ ให้พาไปขัดสีฉวีวรรณให้หายกระดำกระด่าง สอนเรื่องการครัวเป็นการด่วน เพราะพรุ่งนี้ชายรุจจะมาดูตัวแล้ว กำชับว่า

“แกต้องทำให้มันหายจากสาวป่ามาเป็นสาวกรุงให้ได้” พูดแล้วยังเอาเงินที่เกษราขายขนมได้ 500 บาทไปเข้าบ่อนอีก ส่วนน้องสาวสองคนก็อาสาจะพากระถินไปทำสวยบอกว่า ใช้เงินแค่เศษๆจากร้านขนมเท่านั้นเอง

ooooooo

เมื่อกลับถึงวังจุฑาเทพ ย่าอ่อนก็รีบไปรายงานย่าเอียดโดยมีชายเล็กกับชายพีร์นั่งฟังอยู่ด้วย ย่าอ่อนพรรณนาความงามของกระถินว่าคมขำแบบสาวใต้ กิริยามารยาทก็แช่มช้อยการบ้านการเรือนก็ไม่มีที่ติ รวบรัดว่าเหมาะสมที่จะเป็นคู่ครองของชายรุจที่สุด

ชายเล็กกับชายพีร์มองหน้ากันงงๆที่ย่าอ่อนเรียนย่าเอียดเรื่องกระถินตรงกันข้ามกับที่พวกตนเห็น แต่ไม่อาจติติงได้

“งั้นคืนนี้ย่าจะขึ้นตึกไปกินข้าวเย็นด้วยกันนะ ขอให้ทุกคนอยู่ให้พร้อมหน้ากัน” ย่าเอียดสั่งคุณชายทั้ง 5 พากันตื่นเต้นว่าคุณย่าต้องมีเรื่องสำคัญจะบอกแน่จึงเรียกไปทานข้าวพร้อมกัน ชายรุจที่หายเมาเป็นปลิดทิ้งเพราะอาเจียนออกมาและซดต้มโคล้งป้าสายเผ็ดจนควันออกหู ก็ลงครัวทำน้ำพริกลงเรือเอง

เมื่อได้เวลา ทุกคนมาพร้อมกันที่โต๊ะอาหาร ย่าเอียดนั่งหัวโต๊ะ ย่าอ่อนนั่งถัดมา คุณชายทั้ง 5 นั่งอย่างสำรวม ใจจดจ่อที่จะรับรู้เรื่องสำคัญ

ย่าเอียดเกริ่นขึ้นก่อนเล็กน้อยแล้วเล่าว่า บ่ายนี้ย่าอ่อนได้ไปดูหลานสาวคนสุดท้องของเทวพรหมชื่อว่าหม่อมกระถิน เทวพรหม ย่าทั้งสองรวมทั้งเทวพันธ์เห็น

พ้องต้องกันว่า “หม่อมกระถินเหมาะจะเป็นคู่หมั้นคู่หมายของชายรุจ”

ชายรุจเจื่อนไปทันทีถามว่าเหมาะสมอย่างไร ย่าอ่อนสวนไปว่าก็ยังดีกว่าไปคว้าลูกพ่อค้าสามัญชนมาเป็นเมีย ชายรุจบอกว่าถ้าหมายถึงวาดดาวก็เบาใจได้เพราะเธอกำลังจะแต่งงานกับเศรษฐีชาวสวิสอยู่แล้ว ชายรุจถามถึงกระถินว่า อายุเท่าไร การศึกษาระดับไหน นิสัยใจคอเป็นอย่างไร หม่อมย่าถึงได้บอกว่าเหมาะสมกับตน

“แม่อ่อน อธิบายซิ หรือชายเล็กชายพีร์ก็ได้ เราไปเจอตัวเขามาแล้ว เล่าให้ฟังหน่อย” ย่าเอียดโยนกลองให้ทั้งสาม

ชายเล็กบอกว่ากระถินเพิ่งอายุ 17 ชายพีร์เสริมว่าการศึกษาจบมัธยมต้นเท่านั้น ชายรุจถามว่าอุปนิสัยใจคอล่ะ?

ชายเล็กบอกว่าไม่รู้เลยเพราะกระถินไม่ยอมพูดอะไร เอาแต่ก้มหน้า และยังคันในร่มผ้าเห็นเกาหยุกหยิกอยู่ตลอดเวลา

“เอาล่ะ ผมได้คำตอบแล้ว หม่อมหลวงกระถินเหมาะสมกับผมตรงนี้เอง” ชายรุจพูดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า “เธอไม่ได้เหมาะสมกับผมในฐานะที่เธอเป็นหม่อมหลวง แต่เหมาะสมที่เธอเป็นเด็กสาวสามัญจากป่าจากดอย เหมาะสมกับความเป็นคุณชายก้นครัวอย่างผม”

ย่าอ่อนปรามให้หยุด อย่ามาพูดประชดประชันกัน เพราะเรื่องนี้ทางผู้ใหญ่คิดดีกันแล้วทั้งสองฝ่ายหรือจะปฏิเสธ

“ไม่ครับ” ชายรุจกล้ำกลืนความเจ็บปวด “ผมยอมรับการตัดสินใจของผู้ใหญ่ เมื่อเห็นดีเห็นชอบ ผมก็ยินดี เพียงแต่ผมขออย่างเดียว ให้ผมเสร็จภารกิจที่สวิตฯเสียก่อน เมื่อกลับมา ผมยินดีแต่งงานกับหม่อมหลวงกระถินทันที” แล้วหันพูดกับย่าเอียดอย่างเคร่งขรึม “หม่อมย่าครับ ถ้าผมแต่งงานกับตระกูลเทวพรหมแล้ว ขอให้เป็นตามที่หม่อมย่าเคยดำรินะครับ”

“ว่าอย่างไรชายรุจ” ย่าเอียดถาม

“ที่หม่อมย่าดำริว่า มีเพียงคนเดียวในพี่น้องทั้งห้า ถ้าแต่งกับทางเทวพรหมก็ถือว่าปฏิบัติตามพระประสงค์ของท่านพ่อกับทางคุณลุงเทวพันธ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องบังคับน้องคนไหนให้แต่งกับสาวเทวพรหมอีกต่อไป”

“ได้...เป็นไปตามนั้น” ย่าเอียดตอบหนักแน่น ย่าอ่อนจะท้วงติง ถูกย่าเอียดห้ามไว้ “ไม่ต้องพูดอะไรแล้วแม่อ่อน”

“ครับ...ผมอิ่มแล้ว ผมขอตัว” ชายรุจลุกออกไป ท่ามกลางความเงียบงันของทุกคน

ooooooo

คืนนี้ พี่น้องทั้ง 4 ก็ไปรวมตัวกันที่ห้องใต้โดม ห้อมล้อมชายรุจที่นั่งนิ่งสายตาว่างเปล่า สีหน้าอ่อนล้า

ชายพีร์ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของชายรุจที่ไม่ได้รักไม่ได้ชอบแม้แต่หน้าตาก็ไม่เคยเห็นสักครั้ง

ชายเล็กเชื่อว่าถึงเห็นก็ไม่มีวันยอมรับน้องกระถินได้เพราะยังเด็กเหลือเกินแถมยังไม่ประสีประสา ส่วนชายภัทรพูดหนักแน่นว่า

“อีกเรื่อง ที่นายเสียสละยอมแต่งงานกับเทวพรหมเพื่อให้อิสระกับพวกเรา นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่นายพึงกระทำเลยแม้แต่นิด”

ชายรุจถามว่าน้องๆทุกคนไม่มีใครชอบสาวเทวพรหมเลยไม่ใช่หรือ และที่สำคัญตนไม่มีทางเลือก พูดเศร้าๆว่า

“เด็กบ้านป่าอย่างกระถินก็คงเหมาะกับคุณชายก้นครัวอย่างพี่ที่สุดแล้ว”

ชายใหญ่ตำหนิชายรุจที่เอาแต่ประชดประชันตัวเอง เสนอให้รีบเดินทางไปต่างประเทศให้เร็วที่สุด น้องๆ ทุกคนช่วยกันออกความคิดเห็นว่า ชายรุจไม่ควรไปพบกระถินเพราะยิ่งพบก็จะยิ่งทั้งสงสารตัวเองและน้องกระถิน ชายภัทรสรุปว่า

“รีบเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ของนาย แล้วลืมเรื่องทางนี้เสียให้หมด ค่อยมาหาทางกันใหม่เมื่อนายกลับมาเมืองไทยแล้ว ไปสวิตฯ ให้เหมือนครั้งที่นายยังเรียนอยู่ที่อังกฤษ คงไม่มีครั้งไหนในชีวิตที่นายมีความสุขเท่าครั้งนั้นใช่ไหม ชายรุจ”

ชายรุจเห็นด้วย ขอบใจชายภัทรที่เตือน ชายใหญ่ชูแก้วขึ้นเอ่ย “เพื่อสิงห์จุฑาเทพของเรา” ทุกคนชูแก้วพูดตามพร้อมกันแล้วยกดื่ม อย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ooooooo

วันนี้ ชายรุจแต่งตัวพร้อมออกเดินทาง ส่วนชายใหญ่และน้องๆก็แต่งหล่อเตรียมไปส่งชายรุจที่สนามบิน ชายรุจเข้าไปกราบลาย่าเอียด ย่าอวยพรให้เดินทางปลอดภัย พระคุ้มครอง เตือนอย่าลืมหาของฝากท่านทูตกับภริยาด้วย

ย่าเอียดพูดย้ำให้ปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ให้ดี แล้วบอกชายรุจด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยเมตตาว่า

“เรื่องเรากับกระถิน ถ้าไม่ชอบพอกันไม่ถูกใจกันจริงๆ ย่าไม่ห้ามหรอกนะที่เราจะปฏิเสธ...อีกอย่าง ที่เราพูดประชดน้อยใจตัวเองเรื่องคุณชายก้นครัวน่ะ รู้ไหมใครเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้เรา” ชายรุจคาดว่าย่าอ่อน “ไม่ใช่ แม่ช้องนาง แม่ของเรานั่นแหละเป็นคนตั้ง”

ย่าเอียดเล่าด้วยแววตามีความสุขว่า เพราะชายรุจชอบปรนนิบัติเอาใจทุกคน เอื้ออารีกับทุกคนจึงเป็นที่รักเป็นที่พึ่งของพี่น้องมาถึงบัดนี้ เพราะฉะนั้นภูมิใจไว้

เถิดคำว่า “คุณชายก้นครัว” คือคำชื่นชม ไม่ใช่คำดูถูกดูแคลนเลยแม้สักนิด

ชายรุจกอดย่าเอียดไว้น้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งตื้นตันใจ พี่น้องทุกคนพลอยซึ้งไปด้วย

พลันบรรยากาศก็เปลี่ยนไป เมื่อย่าอ่อนที่ไปเล่นไพ่ที่บ้านยายทองสุขเพิ่งรู้ว่าชายรุจจะเดินทางวันนี้จึงรีบกลับมา ตำหนิชายรุจว่าไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้ว่าจะไปดูตัวกระถิน ย่าเอียดบอกว่าตนอนุญาตให้ชายรุจไม่ต้องไปพบกระถินเอง

“ชายรุจกำลังคร่ำเคร่งเรื่องเอกสารทางกฎหมาย จะมาเสียสมองกับเรื่องส่วนตัวอยู่ไม่ได้ การเลื่อนการเดินทางให้เร็วขึ้นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง” ย่าเอียดชี้แจง ย่าอ่อนเสียงอ่อยว่านึกว่าจะรีบไปพบแม่วาดดาวเสียอีก

“ย่าอ่อนครับ สิ่งที่ผมให้คำมั่นไปแล้ว ผมไม่คืนคำหรอกครับ ผมลา” ชายรุจไหว้ลาเพราะได้เวลาเดินทางแล้ว ขณะรถแล่นออกจากวังจุฑาเทพนั้น ย่าเอียดเบือนหน้าหลบสายตาคนอื่นปกปิดน้ำตาที่กำลังรื้นขึ้นเต็มดวงตา...

ooooooo

ระหว่างเดินทาง น้องๆพากันยุ ช่วยกันลุ้น ให้ชายรุจไปอยู่สวิตฯนานๆหรือไม่ก็ขอโพสต์ไปประจำประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างน้อยก็หนีไปได้อีกสี่ปี

เมื่อไปถึงสนามบิน ชายใหญ่ขอให้ชายรุจทำงานเพื่อชาติให้เต็มที่ ชายภัทรขอให้เข้มแข็งเลือกในสิ่งที่หัวใจต้องการที่สุด ชายเล็กบอกว่าอีกสองเดือนเจอกัน ส่วนชายพีร์เตือนอย่าลืมซื้อมีดพกสวิสอาร์มี่มาฝากด้วย เมื่อแยกกันแล้ว ชายใหญ่พึมพำ “ขอให้ชายรุจพบสิ่งที่เขาปรารถนาเถิด”

เป็นวันที่หญิงแต้ว กับเอื้อยและอ้ายเดินทางไปสวิตฯเช่นกัน สองสาวฝาแฝดเห็นคุณชายทั้ง 5 ยืนเท่กันอยู่ก็ตื่นเต้นชวนไปทักทาย แต่เห็นชายรุจมองมาแล้วมองเลยไปเหมือนจำไม่ได้ หญิงแต้วจึงไม่ให้ไปทักเชื่อว่าชายรุจจำตนไม่ได้

แต่พอเข้าเกทไปนั่งรอขึ้นเครื่อง สามสาวจึงแน่ใจว่าชายรุจเดินทางไปสวิตฯแน่ๆ เมื่อชายรุจมานั่งเก้าอี้ข้างๆ หญิงแต้วชวนเพื่อนย้ายที่นั่งกัน ชายรุจได้ยินอะไรแว่วๆหันมองแล้วยิ้มให้ เอื้อยกับอ้ายรีบยกมือไหว้ ทักทายอย่างรู้จักดี

“สวัสดีค่ะคุณชายปวรรุจ”

ชายรุจรับไหว้ถามว่าเราเคยรู้จักกันหรือ

“ค่ะแต่นานมากแล้ว สมัยคุณชายไปเที่ยวที่วัง...” หญิงแต้วแอบหยิกอ้ายที่คุยจ้อ ชายรุจขอโทษที่ตนจำไม่ได้จริงๆ ขอให้ช่วยแนะนำพวกเธอด้วย อ้ายแนะนำตัวเองกับเอื้อยแล้วจะแนะนำหญิงแต้ว หญิงแต้วรีบบอกว่า “รสาค่ะ เพื่อนสนิทของหนูเอื้อยกับหนูอ้าย”

จากการคุยกันจึงรู้ว่าชายรุจเป็นข้าราชการนักการทูตกระทรวงการต่างประเทศ สามสาวมองหน้ากันคิดเหมือนกันว่า “งั้นก็ต้องไปร่วมประชุมงานเดียวกับท่านชายทัศน์?”

พอดีถึงเวลาขึ้นเครื่อง อ้ายเอ่ยก่อนแยกกันว่า “เดี๋ยวเจอกันบนเครื่องนะคะคุณชาย” เมื่อแยกกันแล้วหญิงแต้วกำชับเอื้อยกับอ้ายว่า ต่อหน้าชายรุจให้เรียกตนว่า “รสา” เท่านั้นอย่าเรียกท่านหญิงเด็ดขาด

เมื่อขึ้นเครื่อง ที่นั่งของหญิงแต้วติดกับที่นั่งของชายรุจ หญิงแต้วพยายามจะขอเปลี่ยนกับเอื้อย อ้าย แต่ทั้งสองพร้อมใจกันไม่ให้เปลี่ยน

หญิงแต้วนั่งอึดอัด แต่แล้วก็สะดุ้งตกใจเพราะเครื่องบินตกหลุมอากาศติดต่อกันรุนแรงและยาวนาน หญิงแต้วจิกแขนชายรุจไม่รู้ตัว ซึ่งชายรุจก็ปล่อยให้จิกด้วยความเห็นใจห่วงใย แต่เครื่องตกหลุมอากาศติดต่อกัน หญิงแต้วตกใจซบไหล่ชายรุจ กระทั่งซบอกไม่รู้ตัว ครู่เดียวก็อาเจียนอีก ชายรุจเอาถุงอาเจียนให้ เอาน้ำให้บ้วนปาก เอาผ้าเช็ดหน้าให้ซับ

เมื่อทุกอย่างสงบ หญิงแต้วขอตัวไปห้องน้ำ ชายรุจขยับให้เธอลุกไป แล้วนั่งพิงพนักถอนใจ...

ooooooo

ตอนที่ 3

เมื่อชายรุจไม่อยู่เช่นนี้ ย่าอ่อนจึงจำต้องโทรศัพท์ ไปแจ้งข่าวแก่เทวพันธ์ ถูกโวยวายว่าอย่างนี้กระถินหลานตนเสียหายมาก เมื่อย่าอ่อนบอกว่าชายรุจยังยืนยันว่ากลับมาแล้วยินดีเข้าพิธีแต่งงานกับกระถิน เทวพันธ์จึงสงบลง

มารตีกับวิไลรัมภามาได้ยิน ยุทันทีว่าทางชายรุจคงรังเกียจกระถิน ให้ส่งกระถินกลับไปและเลิกล้มการจับแต่งงานเสีย ถูกเทวพันธ์ตาขวางเสียงเขียวใส่ว่า

“เอ๊ะ...แกสองคนนี่คิดเหมือนยายเกษราเข้าไปทุกทีแล้ว นึกซี นึกถึงสมบัติของจุฑาเทพที่เราจะได้มา ทั้งที่ดินทั้งทรัพย์สินเงินทอง”

“พ่อคะ...คุณชายก้นครัวอย่างคุณชายปวรรุจ จะได้สมบัติมาสักกี่มากน้อยกันเชียว หม่อมช้องนางก็แค่นางคนใช้ไม่มีอะไรติดตัวมาสักอย่าง สมบัติที่ตกกับคุณชายรุจ ก็คงแค่เศษๆเงินเท่านั้นแหละค่ะ” มารตีเหยียดปากเยาะ

“ถึงจะเศษเงิน แต่มันมีมูลค่าเป็นล้านๆแกจะเอาไหมล่ะ”

“เอาค่ะพ่อ” สองสาวตอบพร้อมกัน

มีเสียงร้องกรี๊ดดังมาจากหลังบ้าน เทวพันธ์ถามว่าเสียงอะไร มารตีหางตาไปทางหลังบ้านพูดอย่างชิงชังรังเกียจ

“จะเสียงใครล่ะคะ ถ้าไม่ใช่นังลิงกังกระถิน!”

ooooooo

ทั้งสามเดินไปที่ลานหลังบ้าน เห็นกระถินกำลังถูกกดลงในอ่างใบใหญ่ให้แช่ในน้ำขมิ้นผสมน้ำนม กระถินดิ้นไม่ยอมแช่ในอ่างโวยวายว่าเมื่อวานก็อาบทีแล้ว มันแสบมันคันคะเยอไปทั้งตัว

“ยายกระถิน แกฟังนะ แม่แกให้ฉันเป็นผู้ปกครองแกแล้ว เพราะฉะนั้น พี่ๆเขาสั่งให้ทำอะไรแกต้องทำ ไม่ใช่มาร้องแหกปากเป็นลิงเป็นค่างอยู่อย่างนี้ แล้วถ้าแกไม่เชื่อฟัง ฉันจะเฆี่ยนด้วยหวายให้หลังลายไปเลย”

เทวพันธ์ขู่จนกระถินกลัว แล้วหันไปสั่งเกษราว่าวันนี้

ขายขนมได้เงินเท่าไรเอามาให้หมด

ระหว่างที่เกษราหันไปบอกป้าแย้มกับแหววเอากุญแจไปเปิดลิ้นชักเอาเงินให้พ่อนั่นเอง กระถินก็ลุกจากอ่างหนีไป เกษราตามไป เจอปีนอยู่บนคาคบไม้ แต่สุดท้ายกระถินก็ต้องลงมาเองเพราะโดนมดแดงแตกรังมารุมกัด เกษราสั่งให้นายหวังช่วยจับตัวเอาไปแช่น้ำอีกรอบ

มารตีกับวิไลรัมภารังเกียจกระถินถึงขั้นหาทางกำจัด วางแผนให้ย่าเอียดกับย่าอ่อนมาดูของจริงให้เห็นกับตาว่า คนที่หมายตาเอาไปเป็นสะใภ้นั้นที่แท้ก็ลิงกัง ทโมนไพรเราดีๆนี่เอง

ooooooo

ก่อนที่ชายรุจจะขึ้นเครื่อง ชายภัทรได้เอารูปถ่ายของกระถินที่เพิ่งอัดเสร็จมาให้ดู ชายรุจเก็บใส่กระเป๋าไว้ดูภายหลัง เมื่อเหตุการณ์บนเครื่องบินสงบลง เห็นรสาหลับไปแล้ว ชายรุจจึงหยิบรูปกระถินขึ้นมาดู โดยหารู้ไม่ว่ารสาปรือตาแอบดูอยู่

มีกระดาษชิ้นหนึ่งเลื่อนออกมากับรูปด้วย เป็นลายมือของชายภัทรที่เขียนว่า

“มอบให้พี่ชายรุจเอาไว้ดูเล่นที่สวิตฯ เผื่อว่าดูบ่อยๆแล้วจะได้ลืมแม่วาดดาวเสียที”

ชายรุจหยิบรูปกระถินออกมาดู เห็นกระถินนัยน์ตาเศร้า ท่าทางแข็งเกร็ง และที่สำคัญเพิ่งอายุ 17 ดูยังเด็กเหลือเกิน ชายรุจถอนใจ สอดรูปใส่ในสมุดบันทึกปกสีน้ำตาล เอนพิงพนักหลับตาลงเหมือนไม่สนใจภาพนั้นอีกเลย

จนเมื่อเครื่องลง ทั้งชายรุจและเอื้อยปลุกรสา แล้วช่วยกันหยิบสัมภาระเตรียมลง ระหว่างนั้นมีฝรั่งร่างใหญ่เดินมาชนทำให้กระเป๋าร่วง เอกสารของชายรุจกระจายเต็มพื้น กล่องไวโอลินของรสาตกลงมา แต่ดีที่ไม่เสียหาย

เก็บของเสร็จ ชายรุจเดินไปแล้ว รสาจึงเห็นสมุดเล่มนั้นหล่นอยู่ใต้ที่นั่ง จึงเก็บขึ้นมา อ้ายถามว่าสมุดอะไรหรือ

“ไม่มีอะไร สมุดของหญิงเอง” รสาเอาสมุดบันทึกใส่กระเป๋าสะพายของตัวเอง แล้วพากันเดินออกจากเครื่อง

ooooooo

ออกจากสนามบินแล้ว อ้ายที่อ่านหนังสือมามากและคุยเรื่องสวิตเซอร์แลนด์เป็นคุ้งเป็นแคว แต่พอมาเจอของจริงก็งง เพราะป้ายต่างๆมีแต่ภาษาเยอรมันสวิตไม่มีภาษาอังกฤษเลย พากันงงเป็นไก่ตาแตกไม่รู้จะไปทางไหน

อ้ายตาไวเหลือบเห็นชายรุจกำลังคุยอยู่กับปกรณ์ที่มารับ รีบเดินไปถามชายรุจว่ากำลังจะไปสถานทูตไทยที่เบิร์นใช่ไหม พวกตนกำลังจะไปพอดี แต่ญาติที่นัดกันไว้มารับไม่ได้ เอ่ยปากรบกวนขอโดยสารรถไปเบิร์นด้วยได้ไหม อ้ายอ้อนจนน่าเห็นใจ

ปกรณ์มองอ้ายอย่างถูกชะตา ยินดีให้ร่วมทางไปด้วย แต่พออ้ายไปพารสากับเอื้อยมา รสาเห็นเป็นรถของชายรุจกับเพื่อนก็ไม่อยากไป อ้ายอ้างว่าถ้าเราเช่ารถไปเองจะแพงมาก ไปฟรีกับคุณชายนี่แหละคุ้มที่สุดแล้ว

ระหว่างจอดรถข้างทางเพื่อให้อ้ายเข้าห้องนํ้านั่นเอง ชายรุจรู้ตัวว่าสมุดบันทึกหาย เดินหน้าเครียดมาถามรสาว่าเห็นไหม ทุกคนปฏิเสธว่าไม่เห็น แต่ชายรุจก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไร เพราะในนั้นจดตารางนัดหมายและรายละเอียดการประชุมซึ่งก็พอจำได้อยู่แล้ว

แต่พอชายรุจกับปกรณ์เดินออกไป อ้ายกับเอื้อยถามเบาๆว่าท่านหญิงทำไมพูดปด เสนอให้คืนเขาไปเสีย รสาอ้างว่ามันอยู่ในกระเป๋าใหญ่เดี๋ยวก่อนแยกทางกันค่อยคืนก็แล้วกัน แต่ที่แท้เธออยากดูรูปกระถินที่สอดอยู่ในสมุดนั้น

รสาไม่อยากให้ชายรุจรู้ว่าตนเป็นใคร จึงเสนอขอลงก่อนถึงสถานทูตเพื่อเลี่ยงการพบกับท่านทูตพร้อมกัน

ท่านทูตพลเทพกับคุณหญิงอารี ต้อนรับชายรุจซึ่งคุ้นเคยกันแต่เด็ก คุณหญิงจะให้พักที่สถานทูตแต่ชายรุจขอไปนอนกับเพื่อนคืนหนึ่งก่อนพรุ่งนี้ค่อยมาพักที่นี่ คุณหญิงบอกให้คืนนี้มาดินเนอร์ด้วยกันที่นี่เพราะคุณอิ่มหลานสาวอยากเจอคุณชายมาก ปกรณ์พูดกันท่านิ่มๆว่าตนสั่งจัดเลี้ยงต้อนรับเพื่อนไว้แล้ว คุณหญิงจึงเปลี่ยนเป็นตามไปสมทบที่ร้านด้วย

ooooooo

รสากับอ้ายและเอื้อยมาถึงสถานทูต เจอวรัทเสมียนของสถานทูตมาต้อนรับถามว่ามีอะไรให้รับใช้หรือ รสาบอกว่าจะมาพบหม่อมเจ้าภาณุทัศนัย

สามสาวแทบหมดแรงตรงนั้น เมื่อวรัทบอกว่าท่านชายไม่อยู่ลาไปพักผ่อนที่โลซาน จากโลซานก็จะไปเตรียมการประชุมต่อที่เจนีวา กว่าจะกลับก็คงเป็นอาทิตย์หน้า ถามว่าพวกเธอมีธุระด่วนอะไรกับท่านชายหรือ?

เมื่อเข้าตาจน รสาตัดสินใจเผยตัวว่า “คือฉัน เป็นพระขนิษฐาของท่านชายค่ะ ชื่อวรรณรสา”

“หม่อมเจ้าหญิงวรรณรสาหรือกระหม่อม! ฝ่าบาทคือท่านหญิงแต้ว งั้นไม่ใช่พระขนิษฐาแล้ว แต่ทรงเป็นพระคู่หมั้นต่างหาก”

ชายรุจกับปกรณ์ไปดูห้องพักเดินมาได้ยินเสียงวรัทพูดชื่อหญิงแต้ว เดินมาถามว่าแต้วไหน รสากับเอื้อยและอ้ายพากันหลบแทบไม่ทัน วรัทปดชายรุจเอาตัวรอดไปได้ว่า ตนพูดถึงจดหมายที่ท่านชายฝากส่งถึงท่านหญิง ชายรุจไม่ติดใจ เพราะคิดว่าหญิงแต้วเพิ่งกลับเมืองไทยได้สองสามวัน คงไม่เดินทางมาอีก

รสาจะไปโลซานทันทีเพราะเสียความรู้สึกที่ชายรุจจำตนไม่ได้ คิดน้อยใจว่าเมื่อจำไม่ได้ ก็อย่าจำได้อีกเลย

วรัทเสนอว่าพรุ่งนี้ตนจะขับรถพาท่านทูตกับชายรุจไปพบท่านชายทัศน์ที่เจนีวาอยู่แล้ว ชวนไปด้วยกันไหม ตนจะแวะส่งท่านหญิงที่โลซานก่อนแล้วค่อยไปเจนีวา อ้ายกับเอื้อยสนใจ แต่รสาเกรงจะเป็นการเผยตัว

“คงจะไม่ละกระหม่อม ท่านทูตรู้จักท่านหญิงดี

อยู่แล้ว เพราะท่านชายทรงให้ท่านทูตดูรูปถ่ายท่านหญิงอยู่บ่อยๆ”

“งั้นเหรอ งั้นก็ดี พรุ่งนี้ฉันได้พบท่านทูต จะได้แสดงตัวให้คุณชายรุจรู้เสียเลยว่าฉันคือใคร คุณชายคงประหลาดใจพิลึก” รสาพูดอย่างถือดี ในขณะที่อ้ายกับเอื้อยนึกสนุก บอกว่าอยากเห็นหน้าคุณชายรุจตอนนั้นจังเลย

แต่ก่อนอื่นคืนนี้ต้องหาที่พักก่อน วรัทมีแก่ใจหาที่พักให้บอกว่าราคาไม่แพงเจ้าของใจดี เจรจาดีๆอาจได้พักฟรีก็ได้ ทำเอาสามสาวยิ้มดีใจ

ooooooo

ได้ห้องพักในราคาย่อมเยาแล้ว เอื้อยชวนออกไปเดินเล่นกันเพราะอากาศกำลังดี เอื้อยเอากล้องคล้องคอ ส่วนอ้ายถือแผนที่กรุงเบิร์นติดมือไป เป้าหมายคือไปดูบ่อหมี มหาวิหารเบิร์น และหอนาฬิกากลางเมือง รวมทั้งหาช็อกโกแลตอร่อยๆทานกันด้วย

ปกรณ์พาเพื่อนรักไปเข้าห้องพักแล้วชวนไปเที่ยวกัน พอออกจากที่พักก็เดินเลี้ยวไปทางเดียวกับสามสาว

รสานั่งพักที่น้ำพุกลางถนนเก่า ส่วนอ้ายกับเอื้อยแยกเดินดูร้านค้าไปเรื่อยๆ รสาเห็นรถรางแล่นมาจึงลุกขึ้นถ่ายรูปโดยไม่เห็นว่าชายรุจยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเลยถ่ายติดไปด้วย ชายรุจเดินมาถามว่าแอบถ่ายรูปตนหรือ รสา

บอกว่าตนถ่ายรถรางบังเอิญชายรุจเข้ามาอยู่ในเลนส์พอดีเลยติดไปด้วย

รสาถือโอกาสถามว่า วรัทบอกแล้วหรือยังว่าพรุ่งนี้ตนกับอ้ายและเอื้อยจะไปโลซานเลยขอติดรถสถานทูตไปด้วย

ชายรุจชักสีหน้าถามว่าเรียนท่านทูตแล้วหรือยัง ตนเชื่อว่าท่านทูตคงไม่เห็นด้วยเพราะพวกเราไปกันอย่างเป็นทางการ ถ้าต้องแวะส่งพวกเธอที่โลซานอาจทำให้กำหนดการคลาดเคลื่อนก็ได้

การสนทนาตึงเครียดทันที ทั้งสองต่างตั้งแง่ใส่กัน ชายรุจไม่เห็นด้วยที่เธอจะไปรบกวนท่านทูต ส่วนรสาพูดอย่างมั่นใจว่าถ้าท่านทูตเห็นด้วยคุณชายก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ทั้งยังพูดข่มในทีว่า

“ท่านทูตอาจจะไม่ใจแคบและคิดอะไรตื้นๆ

อย่างคุณชายก็ได้ อ้อ...แล้วถ้าท่านทูตยอมรับฉันร่วมเดินทางไปด้วยกรุณาอย่าแสดงอาการไม่พอใจนะคะ เพราะฉันอาจเป็นคนสำคัญขึ้นมา” ชายรุจถามหยันๆว่าสำคัญขนาดไหน รสาเชิดหน้าคอแข็งตอบอย่างมีดีว่า “สำคัญขนาดที่ว่าคุณชายเองก็คงไม่กล้าปฏิเสธทุกเรื่องที่ฉันต้องการ”

พูดแล้วเดินผละไปเลย แต่ปรากฏว่าเดินหลงทาง ชายรุจจึงไปพากลับเธอก็ยังอวดดีว่า “ฉันกลับเองได้” ครั้นชายรุจปล่อยให้เดินไปเองก็เดินหลงทางอีก คราวนี้ชายรุจเดินไปพูดดีๆว่า “ให้ฉันไปส่งเถอะ” เธอปฏิเสธเสียงแข็งอีก เลยถูกดุ “อย่าดื้อ” รสารู้สึกคุ้นหูมากเพราะ
สมัยเด็กที่เล่นด้วยกัน เมื่อเธอรั้นชายรุจมักดุ “อย่าดื้อ” ด้วยเสียงแบบนี้เสมอ

รสาอึ้งไป จนชายรุจถามว่าเป็นอะไร บอกให้กลับไปพักผ่อนดีกว่า เธออาจอดนอนหรือเพลียจากการเดินทางมากเกินไป แล้วพาเดินไป รสาเดินตามไปแต่โดยดี...เขาพามาส่งถึงมืออ้ายกับเอื้อยที่เจอปกรณ์โดยบังเอิญและปกรณ์ชวนไปดินเนอร์กันคืนนี้ พอรสารู้ก็อ้างว่าเรามีนัดกับเพื่อนที่เป็นเจ้าของห้องพักอยู่แล้ว เห็นอ้ายกับเอื้อยเสียดาย รสาจึงให้สองสาวไปกันตนอยู่คนเดียวได้

“ได้ยังไงท่านหญิง เราไม่ปล่อยท่านหญิงอยู่ลำพังหรอก ไปไหนก็ต้องไปด้วยกันซีคะ ว่าแต่ เรามาวางแผนเที่ยวตอนค่ำกันเถอะ หาร้านอร่อยๆทานกันเองนะ” อ้ายเสนอ สามสาวยิ้มให้กันแล้วพากันเข้าห้องพัก

ครู่หนึ่ง ปกรณ์กับชายรุจเดินออกจากห้องติดกับห้องสามสาว ปกรณ์บอกว่าวรัทแจ้งว่ามีคนไทยมาพักห้องข้างๆเป็นสาวสวยเสียด้วย ชวนไปดูแลกันหน่อยดีไหม

“อย่าชีกอให้มากนัก” ชายรุจดักคออย่างรู้ทัน

ปกรณ์บอกว่าคนมันเหงาน่ะ แล้วถามชายรุจว่าทำไมไม่เอารูปคู่หมั้นมาให้ดูกันบ้าง เขาบอกว่าติดรูปมาแต่ทำหายไปพร้อมสมุดบันทึกเล่มนั้นแล้ว ปกรณ์ถามว่าจะยอมให้คลุมถุงชนจับแต่งหรือ น่าจะหมดยุคไปนานแล้ว

“ฉันถึงได้รีบหนีมานี่ไง”

ปกรณ์บอกว่าเป็นตนก็ไม่ยอม นี่มันยุคใหม่สมัยใหม่แล้ว ยังจะยอมทำตามธรรมเนียมเก่าคร่ำครึอยู่ทำไม

คุณชายปวรรุจฟังแล้วก็ได้แต่ถอนใจ....

ooooooo

เอื้อยกับอ้ายแต่งตัวกันสุดฤทธิ์เพื่อจะไปเที่ยวและดินเนอร์กัน ระหว่างรอสองสาว รสาเอารูปกระถินออกมาดูแต่ภายในห้องแสงสว่างไม่พอจึงบอกสองสาวว่าจะไปรอข้างนอก แล้วเอารูปออกไปนั่งดูนอกห้อง

ชายรุจในชุดหรูเดินออกจากห้องมาเจอรสาพอดี เขางงว่าเธอมาอยู่ข้างห้องตนได้อย่างไร พอเดินไปทักต่างจึงรู้ว่าพักอยู่ห้องติดกันนี่เอง!

ครู่เดียวเอื้อยกับอ้ายก็ออกมา สองสาวดีใจมากที่ได้เจอคุณชายปวรรุจที่แอบพอใจอยู่ ไม่ถึงอึดใจปกรณ์ก็เดินออกมาสมทบ ถามอย่างแปลกใจว่าสามสาวมาทำอะไรที่นี่ ชายรุจชิงตอบว่า

“ฉันตอบแทนให้ ทั้งสามพักที่นี่ ในห้องเช่าของนาย”

พอรู้ว่าวรัทเป็นคนพาสามสาวมาพักที่นี่ ปกรณ์เรียกวรัทมาถามว่ารู้จักสามสาวได้อย่างไร วรัทอึกอัก รสาปดว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนที่กรุงเทพฯ ไม่ว่าสองหนุ่มจะซักฟอกอย่างไรก็จับเท็จไม่ได้ เลยถามสามสาวว่าจะไปไหนกัน พอรู้ว่าจะไปดินเนอร์ ชายรุจจึงชวนไปด้วยกันเพราะที่ร้านปกรณ์ก็จะมีดินเนอร์เหมือนกัน

“เชิญทั้งสามท่านให้เกียรติร้านผมนะครับ” ปกรณ์เอ่ยชวนอีกคน

“ยินดีให้เกียรติเป็นอย่างยิ่งค่ะ” อ้ายรีบตอบรับด้วยสายตาหยาดเยิ้ม

เมื่อไปถึงร้าน เอื้อยกับอ้ายขอเข้าห้องน้ำ ระหว่างนั้น รสารู้จากชายรุจว่ายังมีแขกจากสถานทูตมาร่วมดินเนอร์ด้วย พูดไม่ทันขาดคำ ท่านทูตกับคุณหญิงก็เข้ามาพอดี ชายรุจลุกไปต้อนรับแล้วหันมาแนะนำรสา ปรากฏว่าเธอหายไปแล้ว ชายรุจมองหางงๆ

ooooooo

ที่แท้รสาหลบออกไปบอกอ้ายกับเอื้อยที่ห้องน้ำว่ามีแขกมาร่วมดินเนอร์กับเราด้วยคือท่านทูตกับคุณหญิง อ้ายเสนอให้รสาแสดงตัวเลย เธอส่ายหน้าดิก ปฏิเสธอย่างวิตกว่า

“ถ้าท่านทูตรู้ว่าหญิงมาหาพี่ชายทัศน์ โดยไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน ท่านต้องรายงานเด็จพ่อทันที แล้วคราวนี้ละ หญิงโดนเฆี่ยนก้นลายโทษฐานที่ทำตัวเป็นผู้หญิงก๋ากั่น”

ความวิตกของรสาทำให้สองสาวกังวลไปด้วย รสาบอกให้สองสาวไปรับหน้า ส่วนตนขอไปเดินเล่นข้างนอกแล้วค่อยไปเจอกันที่ห้องพัก พูดแล้วหลบออกไปทางหลังร้าน ชายรุจเดินตามมาเห็นพอดีรีบเรียกไว้เผื่อมีอะไรจะได้ขอความช่วยเหลือจากท่านทูตได้ ว่าแล้วรีบเดินตามไป เอื้อยกับอ้ายจะท้วงติงก็พอดีปกรณ์มาเชิญไปรู้จักกับท่านทูตไทยประจำกรุงเบิร์น สองสาวไม่มีทางเลี่ยง

ชาย​รุจ​ไป​ตาม​ร​สา​ให้​กลับ​ไป​ดิน​เนอร์ เตือน​ว่าการ​มา​ต่าง​ประเทศ​กัน​ลำพัง​แต่​ผู้หญิง​ไม่​ปลอดภัย ร​สา​หมด​ความ​อดทน​บอก​เขา​ให้​เลิก​ยุ่ง​กับ​ตน​เสียที และ​ตอน​นี้​ตน​ก็​หมด​ความ​อยาก​ที่​จะ​รับประทาน​อาหาร​แล้ว​โดยเฉพาะ​ต้อง​ร่วม​โต๊ะ​กับ​เขา ​พูด​แล้ว​เดิน​ลิ่ว​ไป​เลย ชาย​รุจได้แต่​มอง​ตาม​แล้ว​ส่าย​หน้า...

ส่วน​เอื้อย​กับ​อ้าย เมื่อ​กลับ​ไป​นั่ง​ที่​โต๊ะ ก็​ถูก​คุณหญิง​ซักไซ้​ละเอียด​ยิบ ถาม​เรื่องราว​ทาง​บ้าน​กระทั่ง​ถาม​นามสกุล อ้าย​ตอบ​ประชด​ไป​ว่า​เพื่อน​ตน​แซ่​ฮ้อ ส่วน​พวก​ตน​แซ่​ฉั่ว แล้ว​พา​กัน​ขอตัว​ไป​เข้า​ห้องน้ำ​ด้วย​ความ​อึดอัด​ใจ

พอ​เอื้อย​กับ​อ้าย​ลุก​ไป คุณ​อิ่ม​กับ​คุณ​อั๋น​หลาน​สาว​กับ​หลาน​ชาย​ของ​คุณหญิง​ก็​มา​ถึง คุณ​อิ่ม​แต่งตัว​เว่อร์​หมาย​อวด​ชาย​รุจ​แต่​แต่ง​ไม่​ถูก​กาลเทศะ เลย​ดู​พิลึก นั่ง​ครู่​เดียว​ชาย​รุจ​ก็​เดิน​กลับ​เข้า​มา อิ่ม​ดี๊ด๊า​ทักทายด้วย​ราชาศัพท์​ผิดๆถูกๆ จน​ชาย​รุจ​ขอร้อง​ว่า​อย่า​ใช้​ราชาศัพท์​ผิด​ เพราะ​หม่อมราชวงศ์​ใช้​คำ​แบบ​สามัญ​ชน

ระหว่าง​นั้น ปกรณ์​เห็น​อ้าย​กับ​เอื้อย​หยิบ​เสื้อ​โค้ต​มา​ใส่​จะ​ออก​จาก​ร้าน เขา​รีบขอตัว​เดิน​ไป​ถามว่าจะไปไหนกัน

“เอ้​อ...เรา​เป็น​ห่วง​ร​สา​ค่ะ อยาก​ไป​ตาม​ร​สา” อ้าย​บอก

ปกรณ์​ดักคอ​อย่าง​รู้ทัน​ว่า​เธอ​ทั้ง​สอง​รำคาญ คุณหญิง​ป้า​ใช่​ไหม บอก​ว่า​ไม่​ต้อง​ห่วง​เพราะ​แขก​ที่

มา​ใหม่​จะ​ไม่​ทำให้​คุณ​ป้า​มา​สนใจ​เธอ​สอง​คน​อีก​เลย

แต่​พอ​เอื้อย​กับ​อ้าย​กลับ​เข้าไป​ เจอ​คุณอั๋นกับคุณอิ่ม ต่าง​ทัก​กัน​ด้วย​ความ​แค้น​แต่​หน​หลัง

“เอ๊ะ...หล่อน...ยาย​กุ้งแห้ง​ใช่​ไหม” คุณ​อิ่ม​จิกตาใส่

“ยัย​ปักเป้า!” อ้าย​ร้อง​เสียง​ดัง ทุก​คนใน​โต๊ะ​มอง​คุณ​อิ่ม​กับ​อ้าย​เป็น​ตาเดียว​ด้วย​ความ​งุนงง

สอง​สาว​เปิด​ศึก​ปะทะ​คารม​กัน​อย่าง​เผ็ดร้อน จน​ปกรณ์​ต้อง​เชิญ​อ้าย​ไป​เจรจา​หย่า​ศึก ขอ​ให้​เห็นแก่​ผู้ใหญ่ อ้าย​ไม่​มี​ปัญหา แต่​คุณ​อิ่ม​ไม่​ยอม ขอ​ให้​อ้าย​กับ​เอื้อย​ย้าย​ไป​โต๊ะ​อื่น พูด​อย่าง​ดูแคลน​ว่า

“คนใน​ครอบครัว​ฉัน​จะ​ทาน​อาหาร​กัน​ลำพัง  ​ไม่​ควร​มี​คนนอก​มา​ยุ่ง อีกอย่าง​เรา​จัด​ดิน​เนอร์​คืน​นี้​เพื่อ​เลี้ยง​เป็น​เกียรติคุณ​ชาย​ปวรรุจ พวก​สามัญ​ชน ลูก​พ่อค้า​วาณิช​ใช้​แซ่​อย่าง​หล่อน​ไม่​สมควร​มา​ร่วม​โต๊ะ”

อ้าย​โต้​กลับ​ทันควัน​ว่า​งาน​นี้​คุณชาย​ปวรรุจ​กับ​คุณ​ปกรณ์​เป็น​คน​เชิญ​ตน​มา ส่วน​เธอ​ก็​เป็น​แค่​แขกเหมือนกัน ย้อน​เย้ย​ว่า อย่าง​เธอ​ก็​ไม่ได้​เป็น​เจ้านาย​เหมือน​คุณชาย อิ่ม​ข่ม​ว่า​ตน​เป็น​หลาน​สาว​ท่าน​ทูต พ่อ​เป็น...พูด​ไม่ทัน​จบ​อ้าย​ตัดบท​เสียง​ดัง​ว่า

“หยุด ไม่​ต้อง​จาระไน ไม่​อยาก​ฟัง ถ้าไม่ได้มียศจั่วหัว​ไว้​ว่า​เป็น​เชื้อพระวงศ์​มัน​ก็​ไพร่​สามัญ​ชน​ด้วย​กัน​ทั้งนั้น” แล้ว​หัน​ไป​ทาง​ปกรณ์ “คุณ​ปกรณ์​คะ ฉันจะร่วม​โต๊ะกับ​คุณชาย​และ​จะ​ไม่​ไป​ไหน​ทั้งนั้น จนกว่า​งาน​เลี้ยง​จะ​เลิก”

“รับ​ทราบ​ครับ” ปกรณ์​ตอบ​เต็ม​เสียง​แล้ว​หัน​บอก​คุณ​อิ่ม​ที่​ทำ​หน้าเป็น​ปลา​ปักเป้า​ว่า​ ถ้า​ไม่​พอใจ​จะ​กลับ​ก่อน​ก็ได้

ooooooo

ทุก​คน​ดิน​เนอร์​กัน​กร่อยๆแล้ว​แยกย้าย​กัน​กลับ​ก่อน​ที่​สงคราม​อารมณ์​จะ​ปะทุ​ขึ้น​อีก ชาย​รุจ​ให้​เอื้อย​กับ​อ้าย​รอ​ที่​ห้อง​พัก ตน​จะ​ไป​ตาม​ร​สา​มา​ให้

ชาย​รุจ​ตามไป​เจ​อร​สา​เดิน​หนาว​สั่น​อยู่​หน้า​ร้านค้า จึง​ชวน​เข้าไป​นั่ง​ดื่ม​กาแฟ​จน​อุ่น​ขึ้น ระหว่าง​นั้น ร​สาบอก​ชาย​รุจ​ที่​สงสัย​ว่า​พวก​เธอ​หนี​พ่อ​แม่​มา​เที่ยว​ว่า ตน​มา​หา​คู่หมั้น​ที่​จะ​แต่งงาน​กัน​ใน​อีก​ไม่​นาน​นี้ ชาย​รุจ​จึง​อาสา​จะ​พา​เธอ​ไป​ที่​โล​ซา​น​เอง เพราะ​ตน​มา​ก่อน​กำหนดการ​ประชุม​หนึ่ง​วัน​ยัง​พอ​มี​เวลา

ยิ่ง​ได้​พูด​คุย​ใกล้​ชิด​กับ​ร​สา ชาย​รุจ​ก็​ยิ่ง​รู้สึก​คุ้น​หน้า ปรารภ​ว่า

“ทำไม​ฉัน​รู้สึก​ว่า​เรา​เคย​รู้จัก​กัน​ก่อน...แต่​จำ​ไม่ได้ คง​นาน​มาก​แล้ว เธอ​ทำให้​ฉัน​นึกถึง​ใคร​บาง​คน​ตั้งแต่​สมัย​เด็ก”

ครั้น​ร​สา​ถาม​ว่า​ใคร​หรือ ชาย​รุจ​ตัดบท​ว่า​ไม่​มี​อะไร แล้ว​อวย​พร​ให้​ฝัน​ดี​ก่อน​แยก​กัน​ที่​หน้า​ห้อง​พัก

พอ​ร​สา​เข้า​ห้อง​ก็​ยิ้ม​ออก​มา เมื่อ​รู้​ว่าชาย​รุจเริ่ม​จำ​ตน​ได้​แล้ว...พึมพำ​กับ​ตัว​เอง​อย่าง​อด​ปลื้ม​ไม่ได้​ว่า

“ท่านชาย​เปลี่ยน​ไป​มาก ไม่​ใช่​เด็ก​ที่​ชอบ​แกล้ง​น้อง​หญิง​คน​นั้น​อีก​แล้ว...”

ooooooo

เพราะ​วรัท​ต้อง​ขับ​รถ​ให้​ท่าน​ทูต วัน​นี้​เขา​จึงเอา​โรงแรม​ที่​พัก​มา​ให้​ชาย​รุจ​เพื่อ​กลับ​มา​จะ​ได้​ไป​พัก เมื่อ​ปกรณ์​ร้อง​เตือน​ให้​เดินทาง​กัน​ได้​แล้ว วรัท​ก็​แอบ​เอา​ที่​อยู่​ของ​ท่านชาย​ทัศน์​ให้​ร​สา กระซิบ​ว่า

“นี่​โรงแรม​ที่​ท่านชาย​ทัศน์​ประทับ​อยู่​ฝ่าบาท”

เมื่อ​ไป​ถึง​โล​ซา​น สาม​สาว​ตื่นตาตื่นใจ​กับ​ทะเลสาบ​สี​ฟ้า​คราม​ที่​ตัด​กับ​ภูเขา​เขียว​ครึ้ม​มหึมา​เบื้องหน้า เอื้อย​กับ​อ้าย​ถึง​กับ​เพ้อ​ว่า​สวย​ราวกับ​เมือง​สวรรค์

“นี่แหละครับ​ทะเลสาบ​เจนีวา” ปกรณ์​บอก อ้ายหลงใหล ​ทิวทัศน์​ที่​นี่ บอก​ว่า​อยาก​เที่ยว​ให้​หมด​ทุก​เมือง​เลย “งั้น​หลังจากส่ง​เจ้าคุณ​ชาย​รุจ​นี่​แล้ว กระหม่อม​ก็​ไร้​ภารกิจอัน​ใด กระหม่อม​ขอ​อาสา​เป็น​สารถี​ให้​เจ้าหญิง​อ้าย​กับ​หญิง​เอื้อย​ขอรับ​กระหม่อม” ปกรณ์​ทำ​หน้าตาย​โค้ง​คู่​แฝด​สาว ทำเอา​สอง​สาว​หัวเราะ​คิก​คัก​ชอบ​อก​ชอบใจ

“เรา​ไม่​รบกวน​หรอก​ค่ะ เพราะ​เรา​ต้อง​ไป​กับ​รสา​อยู่​แล้ว” เอื้อย​ปฏิเสธ​อย่าง​เสียดาย

“จริง​สิ...คุณ​ร​สา​ต้อง​ไป​พบ​คู่หมั้น​เขา” ปกรณ์นึกได้ อ้าย​เสนอ​ทันที​ว่า เมื่อ​ร​สา​ต้อง​ไป​พบ​คู่หมั้น ​เรา​สองคน​ก็​ไป​เที่ยว​กับ​คุณ​ปกรณ์​ดี​กว่า

“ยัง​ไงหนูอ้าย​หนู​เอื้อย​ก็​ต้อง​รอ​พบ​พี่​ชาย​ของรสา ก่อนนะ”

“จ้ะ...หนู​อ้าย​ไม่​ทิ้ง​ร​สา​หรอก​น่า”

“ไม่​เป็นไร​ครับ เพราะ​ผม​จะ​ต้อง​ไป​ส่ง​คุณชายรุจ​ที่​เจนีวา​เย็น​นี้ พรุ่งนี้​ถึง​จะ​กลับ​เบิร์น คุณ​ร​สา หนู​อ้าย หนู​เอื้อย​มี​โปรแกรม​ยัง​ไง​ต่อ​ก็​โทร.​ไป​บอก​คน​ที่​ร้าน​ผม​ได้​เลย ผม​จะ​โทร.​ไป​เช็ก” ปกรณ์​อาสา​เต็มที่​ทำเอา​สอง​สาว​ปลื้ม

“แล้ว​เธอ​จะ​ให้​เรา​ไป​ส่ง​ที่ไหน​ล่ะ” ชาย​รุจ​ถามขึ้น ร​สา​เอา​ชื่อ​โรงแรม​ที่​วรัท​ให้​มา​ยื่น​ให้​ดู ชาย​รุจ​เห็น​ชื่อ​โรงแรม​แล้ว​ถาม​ทึ่ง “คู่หมั้น​เธอ​พัก​ที่​นี่​เหรอ”

“ค่ะ”

ชาย​รุจ​ถึง​กับ​อุทาน เข้าใจ​ว่า​คู่หมั้น​ของ​ร​สาต้องเป็น​เศรษฐี​ใหญ่​ใน​เมือง​ไทย​แน่ๆถึง​ได้​พัก​โรงแรม​ระดับ​นี้...

ooooooo

ตอนที่ 4

กระถิน​ถูก​มาร​ตี​และ​วิไล​รัมภา​แกล้ง​จับ​ไป​ขัดตัว​เสีย​จน​หนัง​แทบ​ถลอก ร้าย​กว่า​นั้น​คือ​จับ​หมัก​ผมเป็น สีม่วง จน​กระถิน​บอก​ว่า​ไม่​กล้า​ออก​ไป​ให้​ใคร​เห็น ร้องไห้​คร่ำครวญ​กับ​เก​ษ​รา​ว่า​จะ​กลับ​บ้าน จะ​ไป​หา​พี่​ค​ล้า​ว

พอ​เก​ษ​รา​เห็น​สาร​รูป​ของ​กระถิน​ก็​ไม่​พอใจ ​ถาม​น้อง​สาวทั้งสอง​ว่า​ทำ​อะไร​กับ​ผม​ของ​กระถิน

“แหม นึก​ภาพ​ซี​คะ เวลา​คุณชาย​ปวรรุจ​มา​เยี่ยม​กระถิน แล้ว​เห็น​ว่าที่​เจ้าสาว​หม่อมหลวง​กระถิน​ผม​สีม่วง คง​ดู​ไม่​จืด​เลย​นะ​คะ” วิไล​รัมภา​พูด​ไป​หัวเราะ​ไป มารตี​หัวเราะ​ผสมโรง​อย่าง​สะใจ

“ฉัน​จะ​ฟ้อง​คุณ​พ่อ” เก​ษ​รา​โกรธ ถูก​มาร​ตี​ขู่​ว่า​ถ้า​ฟ้อง​ตน​จะ​รายงาน​เรื่อง​เงิน​เก็บ​ของ​พี่​ที่​ซ่อน​ไว้​ไม่​ให้​คุณ​พ่อ​ทราบ “นี่​เธอ​กำลัง​ขู่​พี่​นะ” เก​ษ​รา​ฉุน​กึก ​บอกป้าแย้ม​กับ​แหวว​ให้​พา​กระถิน​ออก​ไป แล้ว​หัน​มา​ถาม​น้องสาว​ว่า​ต้องการ​อะไร​กัน​แน่

มาร​ตี​กับ​วิไล​รัมภา​บอก​ว่า ​พวก​ตนไม่​ต้องการนับ ญาติ​กับ​กระถิน เพราะ​ถ้า​กระถิน​มา​เป็น​สะใภ้​ชาย​รุจ ​ตน​ทั้งสอง​ก็​ต้อง​กราบ​ไหว้​นับถือ​ใน​ฐานะ​พี่​สะใภ้ พูด​อย่าง รังเกียจว่า “เสีย​มือ​ค่ะ”

เก​ษ​รา​ปราม​ว่า​ถ้า​เหตุผล​นี้ บอก​ได้​คำเดียว​ว่า​พวก​เธอ​ไม่​มี​สิทธิ์​แกล้ง​ญาติ​ผู้​น้อง​ของ​เรา​แบบ​นี้ และ​ถ้า ยัง​จะ​แกล้ง​อีก​ก็​ขอ​ให้​รู้​ไว้ด้วย​ว่า “พี่​นี่​แห​ละ​ที่​จะ​ลุกขึ้นมา​ปกป้อง​กระถิน​เอง” ส่วน​เรื่อง​เงินที่​เก็บ​ไว้​เพื่อ​ซ่อม​ร้าน​นั้น เก​ษ​รา​ท้า​ว่า​ให้​รายงาน​คุณ​พ่อ​ไป​เลย มี​อะไร​ให้​คุณ​พ่อ​ไป​คุย​กับ​ชิน​กร​เอง​เพราะ​เป็น​เงิน​ที่​เขา​ดูแล​อยู่

เจอ​ไม้แข็ง​ของ​พี่​สาว​เช่น​นี้ มาร​ตี​กับ​วิไล​รัมภา​ก็​อึ้ง ถูก​เก​ษ​รา​สำทับ​อีก​ว่า

“อ้อ...เมื่อ​เธอ​ขู่​พี่​แบบ​นี้ พี่​จะ​ไม่​แค่​ปกป้อง​กระถิน แต่​จะ​ผลัก​ดัน​ทุก​วิถี​ทาง​ให้​กระถิน​ได้​แต่งงาน​กับ​คุณชายรุจ”

วิไล​รัมภา​กับ​มาร​ตี​ถาม​ว่า ทำ​แบบ​นี้​เท่ากับ​ประกาศ​สงคราม​กับ​ตน​สอง​คน​หรือ ​เก​ษ​รา​ยืนยัน​ว่า​ใช่​และ​งาน​แรก​คือ​การ​ตัด​ค่า​ขนม​ที่​เคย​ได้​ไป​ทุก​อาทิตย์ ต่อไป​นี้​จะ​ไม่​มี​อีก​แล้ว

“พี่​มาร​ตี...ไม่​มี​ค่า​ขนม รัมภา​จะ​เอา​เงิน​ที่ไหน​ไป​ซื้อ​เครื่องสำอาง​ล่ะ​คะ ข้าวของ​เครื่อง​ใช้​อีก”

“ไม่​ต้อง​คร่ำครวญ​น้อง​รัมภา ต่อ​นี้​ไป ภาวะ​คือ​สงคราม” มาร​ตี​ยิ้ม​ร้าย

ooooooo

ที่โลซาน เมื่อปกรณ์กับชายรุจ พาสามสาวมาถึงหน้าโรงแรมหรูแล้ว ปกรณ์แนะนำว่าตรงข้ามถนนนั่นมีร้านกาแฟน่านั่งมาก เขารับฝากกระเป๋าด้วย พวกเธอไปแฮงก์เอาต์ตรงนั้นได้สบายเลย วิวก็สวยด้วย

อ้ายขอบคุณที่แนะนำ ส่วนรสาขอบคุณชายรุจที่ ยังจดจำตนได้

ชายรุจถามงงๆ ว่าจดจำได้...หมายความว่าอย่างไร รสาเฉไฉบอกว่า จดจำได้ว่าตนเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ต้องการการดูแลในต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้ คำตอบของชายรุจทำเอารสาเซ็ง เพราะเขาทำเพียงเพราะว่า มันเป็นหน้าที่ของข้าราชการนักการทูตอย่างตนอยู่แล้ว
เมื่อสองชายกลับไปแล้ว รสาขอเวลาตั้งสติก่อนขึ้นไปเซอร์ไพรส์ท่านชายทัศน์ อ้ายเสนอไปนั่งร้านกาแฟที่ปกรณ์แนะนำดีกว่า

ส่วนปกรณ์กับชายรุจ ยังมีเวลาเหลืออยู่จึงชวนกันไปชมเมืองเก่าของโลซาน เดินเล่นก่อนแล้วค่อยกลับ

ระหว่างสามสาวนั่งที่ร้านกาแฟนั่นเอง เห็นแหม่มผมบลอนด์หน้าตาสะสวยแต่งจนเหมือนตุ๊กตาไบลด์ที่ ท่านชายซื้อฝากรสา เธอนึกสนุกหยิบตุ๊กตาจากกระเป๋าออกมาเทียบ เห็นเหมือนกันดิกก็ขำกันกิ๊ก...จนแหม่มสาว หันมอง สามสาวหยุดกึก อ้ายชวนขึ้นไปเซอร์ไพรส์ท่านชายทัศน์กันเลยดีกว่า

แต่พอลุกขึ้น เอื้อยสะกิดให้ดูข้างนอก เห็นท่านชายทัศน์เดินออกจากโรงแรมตรงไปหาแหม่มสาวคนนั้นแล้วกอดจูบกันอย่างหวานชื่น สามสาวที่หลบอยู่มองกันตาค้าง ได้ยินท่านชายทักทายแหม่มสาวอย่างอ่อนหวานว่ารอนานไหม แหม่มบอกว่าไม่นานแต่ฟ้องว่ามีผู้หญิงเอเชียสามคนเสียมารยาทนั่งหัวเราะเยาะตน

ท่านชายบอกว่าอย่าไปสนใจเลย ถามว่าทานอะไรมาหรือยัง แหม่มบอกว่ายัง จะทานอะไรก็ได้แต่ขอให้ไม่ใช่ร้านนี้

“งั้นไปกันเถอะ วันนี้เราจะทานร้านไหนกันดี”

“ให้ฉันเลือกละกัน”

“ได้ซี ดาร์ลิ่ง” ท่านชายโอบแหม่มเดินไปกันอย่างรักใคร่

สามสาวตะลึงอึ้ง เอื้อยกับอ้ายพยายามพูดปลอบใจรสาว่าอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดก็ได้ รสาถามว่าแล้วจะให้คิดอย่างไรไม่ได้ยินหรือท่านชายรับสั่งกับแหม่มนั่นว่า “ดาร์ลิ่ง” แล้วรสาก็วิ่งพรวดออกไปน้ำตานองหน้า สองสาววิ่งตามถามว่าจะทำอะไร

“ตามพี่ชายทัศน์ไปน่ะซี จะไปถามให้รู้เรื่องว่า ยายแหม่มนั่นเป็นใคร แล้วเป็นอะไรกับพี่ชายถึงได้โอบกอดกันแบบนั้น” เอื้อยติงว่าไม่มีประโยชน์หรอก รสายืนยันว่า “ยังไงหญิงก็ต้องรู้ความจริง”

รสาวิ่งตามไป แต่พอเลี้ยวหัวมุมก็เห็นท่านชายยืนจูบกับแหม่มอย่างดูดดื่มอยู่ริมถนน เธอหน้าซีดเผือด อ้ายบอกว่าทนไม่ไหวแล้ว ตามไปแสดงตัวกันเดี๋ยวนี้เลย เอื้อยถามว่าเพื่ออะไร?

“ก็จะได้รู้กันไปเลยไง ว่าท่านชายทรงหลอกลวงพระคู่หมั้นอย่างไร้เกียรติที่สุด แอบมาควงหญิงฝรั่งต่างแดน คงคิดว่าพ้นหูพ้นตาท่านหญิง นี่ถ้าท่านหญิงไม่ตามมา ก็คงไม่มีวันรู้ความจริง ไปค่ะท่านหญิงไปแสดงตัวเดี๋ยวนี้เลย”

อ้ายฮึดฮัดเต็มที่แต่พอหันมาเห็นรสายืนโงนเงนเหมือนจะเป็นลม จึงต้องพาไปนั่งพักที่เก้าอี้ริมถนน...

รสาร้องไห้อย่างหนัก ถามเอื้อยกับอ้ายว่าจะทำอย่างไรดี อ้ายบอกว่าต้องตั้งสติก่อน เราต้องถามคนไทยที่นี่ว่าท่านชายคบกับแหม่มนั่นในฐานะอะไรกันแน่

“หญิงได้คำตอบหมดแล้ว ไม่ต้องถามใครอีกแล้ว ท่านชายคบหญิงอื่นอยู่ ท่านทรงปดหญิง ปดท่านพ่อ ท่านไม่ได้รักหญิงเลยแม้แต่นิดเดียว” รสาร้องไห้อย่างหนัก บอกอ้ายกับเอื้อยว่า จะกราบทูลท่านพ่อ แล้วให้ระงับการหมั้นเสีย

เอื้อยติงว่าทำอย่างนั้นท่านหญิงจะเป็นม่ายขันหมาก แต่อ้ายเห็นต่างว่า ดีกว่าเป็นหลวงที่ต้องกินนํ้าใต้ศอกคนอื่น

ooooooo

ส่วนชายรุจกับปกรณ์กำลังเดินเที่ยวชมเมืองเก่าของโลซาน จู่ๆชายรุจก็เห็นท่านชายภาณุทัศนัยนั่งกอดแหม่มสาวสวยอยู่ ถามปกรณ์ว่ารู้จักไหม

“ก็พอรู้ เพราะยายคนนี้เป็นสาวสังคมพอตัว ชื่อลิลลี่ ไปทานที่ร้านหลายครั้งแล้ว เขาเป็นแฟนกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด จนคนไทยที่นี่เขาลือกัน”

ปกรณ์ถามชายรุจว่าทำไมต้องหน้าเครียดขนาดนั้น ชายรุจถามว่ารู้ใช่ไหมว่าท่านชายมีพระคู่หมั้นอยู่ แล้วตำหนิว่า

“มันเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่ไปคบหญิงอื่นทั้งๆที่ทรงหมั้นหมายกับ...ท่านหญิงพระองค์หนึ่งที่

เมืองไทย แล้วท่านหญิงพระองค์นั้น ฉันเคยรู้จักสมัยเด็กๆ”

ปกรณ์ยังเล่าว่า ท่านชายพระองค์นี้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้เพราะนอกจากลิลลี่นี่แล้ว ยังมีอีกหลายนางแต่ละนางสวยระดับนางเอกทั้งนั้น ทำให้ชายรุจทนไม่ได้เดินตรงไปทักท่านชายที่นั่งอยู่กับลิลลี่ที่ถนนอีกฟากหนึ่ง ปกรณ์รีบตามไป

ชายรุจทักท่านชาย ลิลลี่ก็ทักปกรณ์อย่างคุ้นเคยกัน คุณชายปวรรุจและท่านชายภาณุทัศนัย ปะทะคารมกันอย่างเผ็ดร้อนตึงเครียด ท่านชายถึงกับตวาดไล่ชายรุจ จะไปไหนก็ไปอย่ามารบกวนเวลาส่วนตัวของตน

“กระหม่อมขออภัย อ้อ...เมื่อวานที่สถานทูต เห็นท่านทูตพลเทพพูดถึงพิธีเสกสมรสของฝ่าบาทกับท่านหญิงแต้ว เห็นว่าจะทำการ์ด Royal Wedding อย่างงดงามแจกในพิธีด้วย กระหม่อมยินดีกับฝ่าบาทอย่างยิ่ง”

เป็นเรื่องทันที! ลิลลี่ถามว่าหมายความว่าอย่างไร ท่านชายทัศน์กลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไร

“แต่ฉันว่าต้องมีอะไรแน่ๆ บอกความจริงมานะ เธอจะแต่งงานกับใคร!”

ท่านชายภาณุทัศนัยที่เคยแต่วางมาดสูงศักดิ์สง่างามโดดเด่น วันนี้กลับหน้าเจื่อนสนิท

ooooooo

ชายรุจเดินออกมาอย่างหัวเสีย ปกรณ์เห็นเอื้อยกับอ้ายเดินอยู่อีกฝั่งถนนก็ขอแยกไปคุยด้วย กันชายรุจที่กำลังอารมณ์ขุ่นมัวให้ไปเดินเล่นที่อื่นก่อน

ชายรุจเดินไปที่สะพาน พลันก็ตกใจสุดขีดเมื่อเห็นรสากำลังปีนราวสะพาน เขาพุ่งไปคว้าตัวไว้นึกว่าเธอจะกระโดดนํ้าตาย เธอชี้แจงว่าเพียงแต่จะปีนขึ้นไปเอาตุ๊กตาไบลด์ที่ท่านชายซื้อให้ทิ้งนํ้าต่างหาก

เห็นรสายังอยู่ในความเสียใจ ชายรุจจึงชวนไปหาที่นั่งคุยกันดีกว่า ชายรุจถามว่าเธอมาโลซานเพื่อจะเซอร์ไพรส์คู่หมั้นใช่ไหม รสายอมรับว่าใช่แต่มาเจอคู่หมั้นตัวเองอยู่กับผู้หญิงอื่น

“แล้วจากนี้เธอจะทำอะไรต่อ”

“ไม่ทราบค่ะ ไม่กลับเมืองไทยก็คงอยู่เที่ยวสักพักไม่ให้ทางบ้านสงสัย คอยดูเถอะ กลับบ้านคราวนี้ฉัน

จะไปถอนหมั้น ท่าน...เอ่อ...คุณพ่อบังคับยังไงฉันก็ไม่ยอมเด็ดขาด ฉันเกลียดที่สุดในชีวิตคือการโกหกหลอกลวง”

ชายรุจพูดอย่างผู้เคยอกหัก ถามว่าเธอมีอาการซึมเศร้า เหงาเปลี่ยวหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตหรือเปล่ารสาคิดแล้วไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเลย ชายรุจพูดอย่างโล่งใจว่า

“งั้นฉันก็ดีใจกับเธอด้วย แสดงว่า เธออาจจะรักเขาน้อยกว่าที่คิดหรืออาจจะไม่ได้รักเลยก็ได้”

รสาคิดทบทวนความเป็นมาของตนกับท่านชายที่ผู้ใหญ่จับหมั้นกันตั้งแต่เด็ก โตขึ้นก็แยกย้ายกันไปเรียนต่่างประเทศจนแทบไม่ได้เจอกันเลย คิดแล้วยิ่งเชื่อว่าทั้งตนและท่านชายไม่มีความรู้สึกรักต่อกันเลย รสาขอบคุณชายรุจที่ทำให้ตนเข้าใจความรู้สึกของตัวเองดีขึ้น ชายรุจจึงชวนกลับไปหาเอื้อยกับอ้าย ซึ่งคงรอเธออยู่

ชายรุจส่งมือให้รสาจับ ช่วยเธอลุกขึ้น ทำให้รสารู้สึกถึงความอบอุ่นในไมตรีของเขา ลุกเดินเคียงคู่ไปด้วยกัน

ooooooo

ชายรุจพารสากลับมาร้านกาแฟที่ฝากกระเป๋าไว้ เอื้อยกับอ้ายดีใจมากวิ่งไปรับบอกรสาว่า ตามหาเสียทั่ว ที่แท้อยู่กับคุณชายนี่เอง

เมื่อมานั่งที่โต๊ะ ปกรณ์บอกรสาว่าเอื้อยกับอ้ายเล่าให้ตนฟังหมดแล้วเรื่องคู่หมั้นของเธอ ถามว่าคู่หมั้นชื่ออะไรหรือ สามสาวมองหน้ากันตื่นๆ แล้วอ้ายก็โพล่งไปว่า “ชื่อเพ้งค่ะ” ครั้นปกรณ์ขอชื่อจริง รสาตัดบทว่าชื่อเพ้งนี่แหละเพราะเขาไม่มีชื่ออื่น ปกรณ์ยังติดใจถามว่าทำธุรกิจอะไรหรือถึงได้พักโรงแรมหรูขนาดนี้

“เอ้อ...เป็นตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาสวิสน่ะค่ะ” เอื้อยเริ่มคล่องขึ้น แต่ปกรณ์ก็ยังรู้สึกไม่คุ้นอยู่ดี รสารวบรัดตัดบทว่าอย่าไปสนใจเลย ตนกำลังพยายามที่จะไม่นึกถึงเขาอยู่ ปกรณ์จึงเลิกซักไซ้

ชายรุจถามว่าเธอจะทำอย่างไรต่อไป รสาขออยู่นิ่งๆ สักพัก ตอนนี้อยากไปจากร้านนี้และไปจากโลซานด้วย พลันเอื้อยก็ขัดขึ้นว่าตอนนี้อย่าเพิ่งวางแผนอะไรเลย เรารีบเข้าร้านไปเอากระเป๋าเดินทางกันดีกว่า ว่าแล้วดึงรสากับอ้ายเข้าไปหลังร้าน สองหนุ่มมองอย่างแปลกใจ แต่พอมองออกไปนอกร้าน ชายรุจเห็นท่านชายทัศน์เดินมากับลิลลี่ก็เข้าใจ

สามสาวแอบอยู่หลังร้าน เห็นลิลลี่เดินนำท่านชายเข้ามาถามชายรุจ เรื่องท่านชายทัศน์จะแต่งงานว่าจริงไหม ชายรุจทำท่าลำบากใจ บอกว่าถ้าตนปฏิเสธก็เป็นเรื่องโกหก แล้วยืนยันว่า “เป็นเรื่องจริงทั้งหมด”

“You Liar คุณหลอกลวงฉันภาณุ” ลิลลี่จ้องท่านชายขวับ

“อย่าไปฟังไอ้ Bastard สองคนนี่เลย” ท่านชายจิกตาใส่สองหนุ่ม

ปกรณ์มองค้าง ชายรุจลุกขึ้นอย่างโกรธจัดกับคำหยาบที่ท่านชายใช้เรียก พริบตานั้น ลิลลี่หยิบแก้วเครื่องดื่มสาดใส่ท่านชายเต็มหน้า เสื้อผ้าชุดหรูเปรอะแล้ววิ่งออกไป ท่านชายเรียกให้กลับมา ปกรณ์เข้ามาเตือนเบาๆว่าอย่าตะโกนเลยคนยิ่งมองกันใหญ่ เสนอให้เข้าไปในร้านล้างตัวก่อนดีกว่า

ท่านชายชี้หน้าชายรุจด่าว่าเป็นตัวการก่อเรื่อง ปกรณ์ทำทีผสมโรงตำหนิชายรุจ แล้วพาท่านชายเข้าไปมอบให้เจ้าของร้านซึ่งรู้จักกันดีช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้

สามสาวแอบอยู่ในร้าน เห็นท่านชายเดินตรงเข้ามา รสาบอกให้ไปเอากระเป๋าแล้วหนีไปเร็ว

ไวราวกับปรอท สามสาวไปคว้ากระเป๋าลากออกไปทางหลังร้าน ชายรุจกับปกรณ์เข้ามาไม่เห็นมองหากันว่าหายไปไหนกันหมด ปกรณ์สงสัยจะไปทางหลังร้านบ่นเสียดายเพราะตนกับอ้ายทำท่าจะไปด้วยกันได้ดีเสียด้วย

“ไม่แน่...เราอาจจะได้เจอพวกเธออีกก็ได้นะ ฉันสังหรณ์อย่างนั้น” คุณชายปวรรุจพึมพำ

ooooooo

เวลาเดียวกัน ที่วังเทวพรหม กระถินใส่เสื้อคอ กระเช้านุ่งผ้าถุงไปนั่งทำอะไรยุกๆยิกๆอยู่ริมสระบัว มารตีกับวิไลรัมภาตามไปหาเรื่อง หาว่ากระถินขโมยขนม มาแอบกิน สั่งให้เอามือที่กำอะไรซ่อนไว้ข้างหลังมาให้ดู

วิไลรัมภาแบมือยื่นไปตรงหน้าสั่งให้เอาออกมาให้ดู กระถินเอาของที่กำซ่อนไว้ออกมาวางใส่มือวิไลรัมภา สาวเจ้ากรี๊ดบ้านแทบแตกเพราะมันเป็นไส้เดือนดิ้นยุกยิกอยู่ในมือ เธอสะบัดมือทิ้ง ตบกระถินอย่างแรงจนตัวเองเสียหลักลื่นตกลงในสระน้ำแผดเสียงกรี๊ดๆ มารตีกระเย้อกระแหย่งยื่นมือจะช่วยฉุดขึ้นมา

กระถินยืนอยู่ข้างหลัง หมั่นไส้นักเลยยกเท้ายันโครมเดียว มารตีก็หัวทิ่มลงสระไปอีกคน

เกษรากับป้าแย้มทำขนมอยู่ได้ยินเสียงกรีดร้องพากันมาดู วิไลรัมภาและมารตีฟ้องว่าถูกกระถินถีบตกน้ำ กระถินยอมรับว่าจริงแต่ทำเพราะตนถูกแกล้งก่อน ถ้าสองคนไม่แกล้งทำให้ผมตนกลายเป็นสีหัวปลีซ้ำยังตบตนด้วย ตนก็ไม่ทำ

มารตีจะให้เกษราลงโทษกระถินให้ได้ เกษราบอกว่ากระถินทำเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น ทำให้มารตียิ่งแค้นใจหาว่าพี่สาวเข้าข้างกระถิน พูดอาฆาตก่อนสะบัดไปกับวิไลรัมภาว่า

“อ้อ...เข้าใจ นี่คือสงครามระหว่างเรา ได้! งั้น ก็รอระเบิดลูกใหญ่่ได้แล้วล่ะค่ะ งานนี้ฉันไม่เลิกราแน่ๆ”

“พี่เกษ...ไม่ทำโทษหนูเหรอ” กระถินถาม  เกษราบอกว่าไม่ ถามว่าแล้วเราทำอะไรอยู่ กระถินตอบเหนียมๆว่า “อย่าบอกใครนะ หนูกำลังตกปลา ปลาในบ่อเต็มเลย” ว่าแล้วเอาอุปกรณ์ตกปลามาโชว์ ยิ้มแฉ่งอย่างภูมิใจ...

มารตีเจ็บใจหาทางเฉดกระถินไปให้ได้ วางแผนโกหกทางวังจุฑาเทพเร่งรัดให้มาดูตัวกระถินในสภาพที่ยังดิบๆ มาจากบ้านนอกแล้วยังถูกแกล้งย้อมผมเป็นสี หัวปลีดูน่าเกลียดอีกด้วย เชื่อว่าถ้าทางจุฑาเทพมาเห็น สภาพนี้จะต้องปฏิเสธกระถินแน่นอน

โกหกมดเท็จจนทางวังจุฑาเทพนัดมาดูตัวกระถินภายในอาทิตย์นี้ พอเกษรารู้ก็ตกใจถามพ่อว่าจะนัดดูตัวทำไมไม่บอกกันก่อน เพราะยังอบรมขัดเกลาชุบตัวกระถินจากเด็กบ้านป่ามาเป็นชาวกรุงไม่ได้เลย

“ไม่รู้ล่ะ พ่อนัดกับทางหม่อมเขาแล้วจะคืนคำไม่ได้ วันดูตัวนังกระถินมันจะต้องชนะใจจุฑาเทพทุกคน!”

เทวพันธ์ยื่นคำขาด ลุกปึงปังไป มารตีกับวิไลรัมภาก็มองเกษราอย่างสมน้ำหน้าสะใจ

เกษราน้ำตาคลอ ตัดสินใจเรียกกระถินมาคุย เพื่อเร่งขัดเกลาให้ดูดีให้ได้ พอกระถินรู้ก็ตกใจ เกษราให้กำลังใจว่า

“เพราะฉะนั้น กระถินจะต้องไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง กระถินต้องแสดงความสามารถให้พวกเขาเห็น”

“ได้ค่ะ เดี๋ยวกระถินจะปีนต้นมะพร้าว  เก็บ ลูกมะพร้าว

ให้พวกเขาดู เก็บเร็วกว่าลิงสมุยอีก”

“ไม่ใช่ความสามารถแบบนั้น ต้องเป็นความสามารถแบบกุลสตรี” แล้วเกษราก็ปลุกใจว่า “งานนี้กระถินต้องเปลี่ยนตัวเองให้ได้ เพื่อเราจะได้เอาชนะคนที่แกล้งเราไง เพราะฉะนั้น เราจะให้เขามาแกล้งเราไม่ได้ เราต้องสู้คืนนะ”

“ได้! กระถินจะสู้กับพวกมัน” กระถินฮึดขึ้นมา ดังนั้นไม่ว่าเกษราจะสอนอะไรก็รับปากว่าทำได้ทั้งหมดแม้กระทั่งการเต้นรำก็พยายามเรียนแม้จะเหยียบเท้าสะดุดกันแทบหกคะเมนก็ไม่ท้อ กลับขำหัวเราะกันคิกคักแล้วสอนต่อ

มารตีกับวิไลรัมภาแอบมาเห็น เชื่อว่าคงเป็นการ เตรียมไว้สำหรับวันมาดูตัว วิไลรัมภาบอกว่าเราต้องขัดขวางให้ได้

“ไม่ใช่แค่ขัดขวาง มันต้องทำลายเลยล่ะ” มารตีจิกตาร้ายกาจ

ooooooo

การประชุมที่เจนีวาเริ่มแล้ว ระหว่างประชุมไม่ว่าคุณชายปวรรุจจะแสดงวิสัยทัศน์อะไรในที่ประชุมก็ ถูกท่านชายภาณุทัศนัยยกมือโต้แย้งค้านหัวชนฝาทุกประเด็น กระทั่งปะทะฝีปากกันในที่ประชุม ท่านทูตพลเทพต้องคอยเจรจาไกล่เกลี่ยจนบรรยากาศที่ประชุมกร่อยๆเจื่อนๆไป

ระหว่างนั้น คุณอิ่มกับคุณอั๋นมาทานอาหารที่ร้านของปกรณ์ คุณอิ่มมาเพื่อจะย้ำกับปกรณ์ในสิ่งที่อ้างว่า ชายรุจรับปากไว้แล้ว นั่นคือ ชายรุจมาเที่ยวเมื่อไรตนขอตามไปด้วยทุกที่ ปกรณ์ถามว่าชายรุจรับปากตอนไหนหรือ ตนไม่ได้ยินเลย คุณอิ่มหาว่าเขาหูหนวกเอง แล้วรวบรัดขู่ว่า

“ถ้าคุณปกรณ์ห้ามเราก็เท่ากับว่าขัดพระประสงค์ของคุณชาย ความผิดร้ายแรงนะคะ”

ส่วนรสากับอ้าย เอื้อย ไปพักอยู่ที่วิลลาเป็นเวลา4 วันแล้ว รสาเอาแต่ขลุกอยู่ในห้อง อ้ายเสนอว่าเราควรจะออกเดินทางไปดูเขาเล่นสกีกันที่อินเตอร์ลาเก้นได้แล้ว

แต่รสายังไม่อยากไปไหน บอกสองสาวว่า “หญิง อยากอยู่ที่นี่ เพราะมีอะไรบางอย่างเหมือนจะบอกหญิงว่า ให้รออยู่ก่อน อย่าเพิ่งไปไหน มีอะไรบางอย่างอาจจะเกิด ขึ้น” แต่พอวันรุ่งขึ้นรสาก็บอกให้สองสาวเตรียมออกเดินทางกันได้แล้ว

“เร็ว หนูเอื้อย  แต่งตัว ก่อนที่ท่านหญิงจะเปลี่ยนใจ” อ้ายดีใจเร่งเอื้อยยิกๆ

ooooooo

เมื่อประชุมเสร็จ ชายรุจเดินทางมาพบกับปกรณ์ตามที่นัดแนะจะไปเที่ยวกัน ปรากฏว่ามีแขกไม่ได้ รับเชิญตามมาด้วยสองคนคือคุณอิ่มกับคุณอั๋น ชายรุจได้แต่แสดงความยินดีที่มีเพื่อนร่วมทางเพิ่มขึ้นตามมารยาทแต่ใจนั้นฝืดเต็มที

ทีมสามสาวก็เดินทางมาท่องทะเลสาบ อ้ายจำจากหนังสือมาเล่าว่า

“ที่นี่มีความเชื่อว่า ถ้าใครมายืนริมทะเลสาบเจนีวา หันหลัง แล้วก็อธิษฐานอย่างนี้” อ้ายทำท่าให้ดู โยนเหรียญข้ามหัวไปตกในทะเลสาบ แล้วจึงลืมตา บอกว่า “ทำแบบนี้ แล้วจะโชคดี สมหวังอย่างคำขอทุกประการ ท่านหญิงลองดูซี”

รสาทำบ้าง ตั้งจิตอธิษฐาน พูดเบาๆ “เมื่อพ้นจากความหลอกลวงของคนที่เคยตั้งใจจะร่วมชีวิตมาแล้ว...หญิงก็ขอให้ได้เจอใครสักคน...ที่จะเป็นความรักที่แท้จริงของหญิงเสียทีเถิด”

หลังจากทั้งสามสาวทำแล้ว ต่างยิ้มปีติให้กัน หวังกันว่าต่อไปนี้รสาจะเจอแต่เรื่องสมปรารถนา สัญญากันว่าเรามาเริ่มทุกอย่างใหม่นับแต่เวลานี้เป็นต้นไป

“ขอบคุณมากนะหนูอ้าย...หนูเอื้อย” รสาปีติจนน้ำตารื้น...

เป็นความบังเอิญที่กลุ่มของปกรณ์กับชายรุจ และกลุ่มสามสาวมาท่องเที่ยวในที่เดียวกัน รสาลงไปดูโถง ปราสาทเจอคุณอิ่มกำลังให้คุณอั๋นถ่ายรูปให้ แต่คุณอิ่มแต่งตัวเว่อร์ดูพิลึกพิลั่นไปอยู่ในกรอบให้คุณอั๋นถ่ายให้เหมือนโมนาลิซ่า

รสาเห็นแล้วอดขำไม่ได้ คุณอิ่มไม่พอใจหาว่าหัวเราะเยาะเลยด่าเปิง รสากลั้นหัวเราะขอโทษแล้วเดินเลี่ยงไป พอไปเจอเอื้อยกับอ้ายก็เล่าให้ฟังว่าถูกคนไทย ด้วยกันเอ็ดมาเมื่อครู่นี้ ซักถามกันจึงรู้ว่าคนนั้นคือ คุณอิ่มกับคุณอั๋น ทั้งสองย้อนไปตรงจุดที่

คุณอิ่มถ่ายรูป พอเห็นสารรูปของคุณอิ่มก็อดขำไม่ได้ เลยถูกคุณอิ่มด่าหาว่าอุตส่าห์ตามมารังควานกันถึงที่นี่

คู่กัดทั้งสองต่างด่าว่ากันโขมงโฉงเฉงจนคุณอั๋นเตือนว่าที่นี่ต้องการความสงบ คู่กรณีทั้งสองจึงหยุดและแยกกันไป ระหว่างนั้นอ้ายกับเอื้อยเดินไปทางหนึ่ง และรสาเดินไปอีกทางเพื่อชมห้องต่างๆในปราสาท

ooooooo

รสาเดินหลงจนไม่รู้ทางไหนไปไหน ขณะกำลังหนาวเยือกวังเวงอยู่นั่นเอง มองไปไกลๆ เห็นชายรุจยืนอยู่เป็นภาพลางๆ เหมือนความฝันมากกว่า แต่ก็มีความหวังให้เธอเดินไปหา ชายรุจทักอย่างรู้กันว่า หลงทางอีกแล้วใช่ไหม

“ค่ะ...แต่พอมาพบคุณชาย ฉันก็แน่ใจว่าฉันไม่หลงอีกแล้ว เฮ้อ...ตอนแรกที่เห็นคุณชายฉันนึกว่าตัวเองตาฝาดเสียอีก” ชายรุจบอกว่าตนก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน รสาถามว่าทำไมหรือ ชายรุจเล่าทีเล่นทีจริงขำๆว่า

“บทเธอจะหายไป เธอก็หายไปจากโลซานอย่างไร้ร่องรอย แล้วบทเธอจะมา เธอมาปรากฏตัวอยู่ในปราสาทชิยองเหมือนปาฏิหาริย์”

รสาเปรยๆว่า บังเอิญเหลือเกิน แต่ชายรุจไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เขาอยากพูดเป็นอย่างอื่นแต่ก็ไม่พูด เปลี่ยนเป็นบอกว่า “ฉันนึกอยู่เสมอว่าจะต้องได้เจอเธออีกแน่ๆ” พูดแล้วประสานสายตากันอย่างมีนัย

ooooooo

เมื่อทุกคนที่มาเที่ยวเจอกัน อิ่มผละไปเกาะแขนชายรุจชวนไปดูคุกใต้ดินกัน ปกรณ์เสนอว่าเมื่อเรามาด้วยกันก็ไปด้วยกันเสียเลยดีไหม รสาชวนอ้ายกับเอื้อยไปเที่ยวกันเองดีกว่า คุณอิ่มรีบกันท่าบอกว่าดีแล้วพวกเรามากันสี่คนก็ไปกันสี่คน

อ้ายมองคุณอิ่มนิ่งแล้วบอกปกรณ์ว่าตนอยากดูคุกใต้ดินแต่กลัว ให้เขาไปเป็นเพื่อนได้ไหม ปกรณ์ยินดีเพราะมีใจให้อยู่แล้ว อ้ายเอ่ยฝากคุณอั๋นให้ดูแลเอื้อยให้ด้วยเพราะข้างล่างทั้งมืดทั้งชื้น แล้วอ้ายยังฝากชายรุจให้ดูแลรสาให้ด้วย

คุณอิ่มยืนเหวอไปครู่หนึ่งที่ไม่เหลือใครให้อ้อนเลย จึงหันไปอ้อนปกรณ์ว่าตนก็กลัวความมืดเหมือนกัน แต่ช้าไปแล้วเพราะปกรณ์รับปากอ้ายไว้แล้ว สุดท้ายคุณอิ่มก็เลยถูกปล่อยให้ยืนกระทืบเท้าร้องกรี๊ด...กรี๊ด...จนเนื้อกระเพื่อมอยู่ตรงนั้น

ooooooo

เรื่องย่อละคร สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ

เรื่องย่อ...ด้วยอานุภาพแห่งความรัก ไม่ว่ายศถาบรรดาศักดิ์หรือชนชั้นใดๆ ก็มิอาจขวางกั้นรักแท้ไปได้ เฉกเช่นกันกับ ม.ร.ว.ปวรรุจ จุฑาเทพ แม้ชาติกำเนิดฝ่ายมารดาจะดูต้อยต่ำเป็นเพียงคนรับใช้ แต่เขากลับชนะใจหม่อมเจ้าหญิงวรรณรสา อรุณรัศมิ์ หญิงสูงศักดิ์ได้อย่างหมดใจ



เส้นทางรักของคุณชายปวรรุจนักการทูตอนาคตไกลเริ่มต้นขึ้นบนเครื่องบิน เมื่อเขาต้องเดินทางไปประชุมที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ และได้พบกับ รสา หญิงสาวที่ปิดบังฐานันดรศักดิ์ตนเอง เพราะไม่อยากสุงสิงกับ คุณชายรุจ คู่อริในวัยเด็กที่ชอบแกล้งเธออยู่เป็นประจำ

สิบกว่าปีที่ไม่ได้เจอะเจอกันคุณชายรุจ คุณชายรุจจึงจำเธอไม่ได้ ผิดกับรสาที่จำพี่ชายจอมแสบได้แม่นยำ ยิ่งไปกว่านั้นทั้งคู่ยังต้องมานั่งเก้าอี้ติดกันอีกด้วย แต่ตลอดการเดินทาง รสากลับเป็นฝ่ายที่ต้องได้รับการช่วยเหลือจากคุณชาย เพราะเมาเครื่องบินที่ตกหลุมอากาศ คุณชายรุจดูแลอย่างดีจนรสาเองก็แปลกใจที่นิสัยแตกต่างไปจากตอนเด็กเป็นอย่างมาก

รสาเดินทางมาพร้อมกับเพื่อนสนิทคือ เอื้อยกับอ้าย คู่แฝดเพื่อมาเซอร์ไพรส์หม่อมเจ้าภาณุทัศนัยพระคู่หมั้นถึงสถานทูต แต่รสาก็ต้องผิดหวังเมื่อทราบว่าเขาได้เดินทางไปโลซานแล้ว รสาจึงได้ตามไปหาและก็ต้องผิดหวังอย่างรุนแรง เมื่อเธอเห็นพระคู่หมั้นดวงอยู่กับสาวผมทองอย่างสนิทสนม รสาเสียใจมากจึงหนีจากมาทันที


เอื้อย อ้าย สองสาวคู่แฝดจึงพารสาออกเที่ยวเพื่อรักษาแผลใจ แต่ระหว่างชมความงามทะเลสาบเจนีวา ก็ถูกโจรมืออาชีพวิ่งราวกระเป๋าซึ่งมีทั้งพาสปอร์ตและเงินเอาไปด้วย ทั้งหมดจึงตัดสินใจมาสมทบกับคุณชายปวรรุจที่เมืองมองเทอรซ์เพื่อท่องเที่ยวต่อไปจนกว่าจะถึงกำหนดกลับ แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด เมื่อคุณอิ่มหลานภริยาท่านทูตไม่ชอบหน้ารสา เพราะกลัวจะมาแย่งคุณชายปวรรุจที่เธอหมายปองอยู่ คุณอิ่มจึงคอยขัดขวางและเป็นคู่กัดรสามาตลอดทาง



หลังจากคุณชายรุจประชุมที่เจนีวาเสร็จ เขาก็พาทุกคนไปเที่ยวปราสาทเก่าแก่ของวาดดาว ซึ่งเป็นอดีตคู่รักที่เลิกราและแต่งงานกับอดีตกงสุลกิตติมศักดิ์ฐานะร่ำรวย ซึ่งการมาพบวาดดาวครั้งนี้ทำให้คุณชายรุจรู้ใจตัวเองแล้วว่าเขาได้ลืมวาดดาวหมดสิ้นแล้ว และกำลังมีใครอีกคนแทรกเข้ากลางดวงใจ คนนั้นก็คือรสา หญิงสาวสามัญชนคนธรรมดาลูกพ่อค้าที่เขาไม่เคยคิดรังเกียจนั่นเอง



ที่ปราสาทคุณชายรุจได้ปกป้องรสาจากม้าที่ตกใจวิ่งเข้าป่าไป เขาขี่ม้าตามไปช่วยเหลือและพารสากลับมาอย่างปลอดภัย ทำให้รสามองคุณชายรุจเปลี่ยนไปจากความรู้สึกเกลียดชังในอดีตกลายมาเป็นความรู้สึกดี ๆ ที่ค่อย ๆ เริ่มขึ้นจากความเอื้ออาทร ความเอาใจใส่ และความเป็นสุภาพบุรุษของคุณชายปวรรุจ



เมื่อความรู้สึกของรสาเปลี่ยนไปรสาก็เริ่มกังวลถึงเรื่องที่ได้ปิดบังฐานะที่แท้จริง ว่าจริง ๆ แล้วเธอคือ หม่อมเจ้าหญิงวรรณรสา รสาพยายามจะหาจังหวะที่จะบอกความจริงก็แสนยาก แล้วจู่ ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอีก เมื่อคุณอิ่มขับรถชนกำแพงจนหม้อน้ำแตก ทำให้ทุกคนต้องเปลี่ยนการเดินทางมาขึ้นรถไฟแทน


คุณอิ่มไม่อยากให้รสาไปด้วย จึงแกล้งพาไปห้องน้ำและล็อกประตูขังรสาไว้จนรถไฟเที่ยวสุดท้ายของวันจวนเจียนจะออก พอจวนตัวคุณชายรุจจึงอาสาไปตามและช่วยรสาออกจากห้องน้ำมาได้ แต่ก็กลับมาไม่ทัน รถไฟกำลังเคลื่อนออกพอดี ทำให้คุณชายรุจและรสาตกรถไฟต้องอยู่กันตามลำพังสองคน ทั้งคู่จึงได้มาเช่าที่พักอยู่ด้วยกันแต่ห้องพักก็เหลือเพียงห้องเดียว คุณชายรุจเสียสละห้องที่อบอุ่นออกมานอนนอกห้องที่หนาวเหน็บ เพราะเห็นว่ารสาเป็นหญิง นั่นยิ่งทำให้รสาซาบซึ้งในตัวคุณชายมากยิ่งขึ้น


วันต่อมาทั้งคู่ก็ขึ้นรถไฟตามมาสมทบกับกลุ่มและรู้ข่าวจากคุณอิ่มว่า หม่อมเจ้าภาณุทัศนัยได้ประกาศว่าพระคู่หมั้นหายไปกำลังติดตามหาตัว ทำให้รสาตกใจกลัวว่าฐานะของตัวจะถูกเปิดเผย โชคยังดีที่คุณอิ่มจำชื่อเธอไม่ได้ แต่ก็ได้ปะทะคารมกับคุณอิ่ม ทำให้รสาเผลอพูดเรื่องคุณชายรุจที่เป็นเพียงลูกของนางต้นห้องเพื่อให้คุณอิ่มได้รู้สึกผิดหวัง โดยหารู้ไม่ว่าคุณชายรุจได้ยินพอดี เขาโกรธและเดินหนีไป



รสาตามหาคุณชายรุจไปซึ่งไปขึ้นเขาและเล่นสกีออกไปจนไกล เพื่อหนีหญิงสาวที่ดูถูกชาติกำเนิดของเขา รสาจึงสกีตามไปแต่ด้วยเล่นไม่แข็งจึงถูกคนอื่นชนล้มตกหุบเหวลงไป ทำให้คุณชายรุจรู้สึกผิดรีบออกตามหา และเมื่อเจอก็พาไปหลบที่กระท่อมพักกลางป่า รสาขอโทษคุณชายและยืนยันว่าไม่เคยคิดดูถูกชาติกำเนิดของใครทั้งสิ้น คุณชายหายโกรธ ต่างปรับความเข้าใจกัน แล้วคุณชายรุจก็ได้สารภาพรักกับรสาอย่างดูดดื่มแต่ไม่มีอะไรเกินเลยกว่านี้


เมื่อทั้งคู่ลงจากเขามา หม่อมเจ้าภาณุทัศนัยได้ติดตามมาจนเจอรสาเข้าพอดี ทำให้ทุกคนตะลึงเพราะรู้ฐานะที่แท้จริงของรสาว่าคือ หม่อมเจ้าหญิงวรรณรสา พระคู่หมั้นที่หายไป คุณชายรุจผิดหวังอย่างแรงเมื่อรู้ความจริงและโกรธที่รสาไม่เคยบอกความจริงแก่เขา เขากล่าวขออภัยที่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง และไม่มองหน้าท่านหญิงวรรณรสาอีกเลย



หัวใจของท่านหญิงรสาเองก็แตกสลาย จึงเพียรเขียนจดหมายขอโทษแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะคุณชายไม่แม้แต่จะเปิดอ่าน เพราะรู้ดีว่าฐานะลูกของนางต้นห้องมิบังควรอาจเอื้อมเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ ที่สำคัญท่านหญิงกับพระคู่หมั้นก็เหมาะสมกันอย่างยิ่งแล้ว เขาจึงเจียมตนและไม่คิดจะดึงเจ้าหญิงสูงศักดิ์ลงมาเป็นคู่ครอง เพราะจะต้องถูกถอดยศให้เป็นคนธรรมดาถ้าได้คู่ครองต่ำศักดิ์กว่าอย่างเขา คุณชายรุจจึงตัดใจเลิกติดต่อกับท่านหญิงนับตั้งแต่นั้น


ท่านหญิงรสาถูกส่งกลับไทยและเฝ้ารอให้คุณชายรุจกลับมาอย่างใจจดจ่อ แต่เมื่อเขากลับมาก็ไม่มีไมตรีจิตเหมือนแต่ก่อน เธอได้รับแต่ความเย็นชา แต่ด้วยความรักเต็มเปี่ยมของท่านหญิง จึงใช้วิธีเข้าหาย่าอ่อนคนที่รักเธอดั่งแก้วตา ขอให้สอนการเรือนให้ที่วังจุฑาเทพเพื่อจะได้มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับคุณชายรุจ อย่างน้อยก็เพื่อจะกล่าวคำขอโทษด้วยตนเองสักครั้ง แต่คุณชายรุจก็ไม่เคยเปิดโอกาสเลย



จนกระทั่งในงานดนตรี คุณชายรุจได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นเลขานุการโทประจำประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ย่าอ่อนประกาศการหมั้นของ ม.ล.กระถิน เทวพรหม ที่เคยทาบทามไว้ให้คุณชายรุจด้วย ซึ่งคุณชายรุจก็รีบปฏิเสธทันที เหล่าคุณชายที่เหลือก็เชียร์ว่าคุณชายรุจมีคนที่รักอยู่แล้ว ย่าอ่อนคาดคั้นคุณชายรุจจึงยอมรับว่าเขาเคยรักกับผู้หญิงลูกสาวพ่อค้าคนหนึ่ง แต่ตอนนี้เธอตายไปแล้ว ท่านหญิงรสาอยู่ที่นั่นด้วย โมโหจึงลุกขึ้นประกาศให้ย่าอ่อนรู้ว่า ผู้หญิงลูกพ่อคนนั้นคือท่านหญิงรสานั่นเอง และยอมรับว่าคุณชายรุจคือคนที่เธอรัก ทำให้ย่าอ่อนเป็นลมล้มพับต้องส่งโรงพยาบาล



ที่โรงพยาบาลท่านหญิงรสาถูกคุณชายรุจตัดรอนรุนแรงไม่ให้มาให้เห็นหน้าอีก ทำให้ท่านหญิงเสียใจขึ้นรถกลับบ้านระหว่างทางเจอประท้วงครั้งใหญ่ มีคนบาดเจ็บล้มตาย ท่านหญิงรสาลงมาช่วยเด็กที่พลัดหลงกับแม่จนตัวเองถูกฝูงชนวิ่งเข้าชนล้มลงบาดเจ็บสาหัส



คุณชายรุจตามมาเจอและรีบพาส่งโรพงยาบาล ท่านหญิงรสาอาการสาหัสได้รับการผ่าตัดจนอาการปลอดภัย เมื่อรู้สึกตัวก็น้อยใจที่ไม่เคยเห็นคุณชายรุจมาเยี่ยมเลย แต่จริง ๆ แล้วเขาเจียมตน คอยรอเฝ้าถามไถ่อาการอยู่แค่หน้าประตู ส่วนหม่อมเจ้าภาณุทัศนัยถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความผิดหวัง เพราะท่านหญิงได้ตัดรอนและบอกความในใจไปหมดสิ้นว่า ไม่สามารถรักใครได้อีกนอกจากคุณชายปวรรุจเท่านั้น หม่อมเจ้าภาณทัศนัยจึงยอมถอนหมั้นแต่โดยดี

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 08:00 น.