ตอนที่ 3
เมื่อชายรุจไม่อยู่เช่นนี้ ย่าอ่อนจึงจำต้องโทรศัพท์ ไปแจ้งข่าวแก่เทวพันธ์ ถูกโวยวายว่าอย่างนี้กระถินหลานตนเสียหายมาก เมื่อย่าอ่อนบอกว่าชายรุจยังยืนยันว่ากลับมาแล้วยินดีเข้าพิธีแต่งงานกับกระถิน เทวพันธ์จึงสงบลง
มารตีกับวิไลรัมภามาได้ยิน ยุทันทีว่าทางชายรุจคงรังเกียจกระถิน ให้ส่งกระถินกลับไปและเลิกล้มการจับแต่งงานเสีย ถูกเทวพันธ์ตาขวางเสียงเขียวใส่ว่า
“เอ๊ะ...แกสองคนนี่คิดเหมือนยายเกษราเข้าไปทุกทีแล้ว นึกซี นึกถึงสมบัติของจุฑาเทพที่เราจะได้มา ทั้งที่ดินทั้งทรัพย์สินเงินทอง”
“พ่อคะ...คุณชายก้นครัวอย่างคุณชายปวรรุจ จะได้สมบัติมาสักกี่มากน้อยกันเชียว หม่อมช้องนางก็แค่นางคนใช้ไม่มีอะไรติดตัวมาสักอย่าง สมบัติที่ตกกับคุณชายรุจ ก็คงแค่เศษๆเงินเท่านั้นแหละค่ะ” มารตีเหยียดปากเยาะ
“ถึงจะเศษเงิน แต่มันมีมูลค่าเป็นล้านๆแกจะเอาไหมล่ะ”
“เอาค่ะพ่อ” สองสาวตอบพร้อมกัน
มีเสียงร้องกรี๊ดดังมาจากหลังบ้าน เทวพันธ์ถามว่าเสียงอะไร มารตีหางตาไปทางหลังบ้านพูดอย่างชิงชังรังเกียจ
“จะเสียงใครล่ะคะ ถ้าไม่ใช่นังลิงกังกระถิน!”
ooooooo
ทั้งสามเดินไปที่ลานหลังบ้าน เห็นกระถินกำลังถูกกดลงในอ่างใบใหญ่ให้แช่ในน้ำขมิ้นผสมน้ำนม กระถินดิ้นไม่ยอมแช่ในอ่างโวยวายว่าเมื่อวานก็อาบทีแล้ว มันแสบมันคันคะเยอไปทั้งตัว
“ยายกระถิน แกฟังนะ แม่แกให้ฉันเป็นผู้ปกครองแกแล้ว เพราะฉะนั้น พี่ๆเขาสั่งให้ทำอะไรแกต้องทำ ไม่ใช่มาร้องแหกปากเป็นลิงเป็นค่างอยู่อย่างนี้ แล้วถ้าแกไม่เชื่อฟัง ฉันจะเฆี่ยนด้วยหวายให้หลังลายไปเลย”
เทวพันธ์ขู่จนกระถินกลัว แล้วหันไปสั่งเกษราว่าวันนี้
ขายขนมได้เงินเท่าไรเอามาให้หมด
ระหว่างที่เกษราหันไปบอกป้าแย้มกับแหววเอากุญแจไปเปิดลิ้นชักเอาเงินให้พ่อนั่นเอง กระถินก็ลุกจากอ่างหนีไป เกษราตามไป เจอปีนอยู่บนคาคบไม้ แต่สุดท้ายกระถินก็ต้องลงมาเองเพราะโดนมดแดงแตกรังมารุมกัด เกษราสั่งให้นายหวังช่วยจับตัวเอาไปแช่น้ำอีกรอบ
มารตีกับวิไลรัมภารังเกียจกระถินถึงขั้นหาทางกำจัด วางแผนให้ย่าเอียดกับย่าอ่อนมาดูของจริงให้เห็นกับตาว่า คนที่หมายตาเอาไปเป็นสะใภ้นั้นที่แท้ก็ลิงกัง ทโมนไพรเราดีๆนี่เอง
ooooooo
ก่อนที่ชายรุจจะขึ้นเครื่อง ชายภัทรได้เอารูปถ่ายของกระถินที่เพิ่งอัดเสร็จมาให้ดู ชายรุจเก็บใส่กระเป๋าไว้ดูภายหลัง เมื่อเหตุการณ์บนเครื่องบินสงบลง เห็นรสาหลับไปแล้ว ชายรุจจึงหยิบรูปกระถินขึ้นมาดู โดยหารู้ไม่ว่ารสาปรือตาแอบดูอยู่
มีกระดาษชิ้นหนึ่งเลื่อนออกมากับรูปด้วย เป็นลายมือของชายภัทรที่เขียนว่า
“มอบให้พี่ชายรุจเอาไว้ดูเล่นที่สวิตฯ เผื่อว่าดูบ่อยๆแล้วจะได้ลืมแม่วาดดาวเสียที”
ชายรุจหยิบรูปกระถินออกมาดู เห็นกระถินนัยน์ตาเศร้า ท่าทางแข็งเกร็ง และที่สำคัญเพิ่งอายุ 17 ดูยังเด็กเหลือเกิน ชายรุจถอนใจ สอดรูปใส่ในสมุดบันทึกปกสีน้ำตาล เอนพิงพนักหลับตาลงเหมือนไม่สนใจภาพนั้นอีกเลย
จนเมื่อเครื่องลง ทั้งชายรุจและเอื้อยปลุกรสา แล้วช่วยกันหยิบสัมภาระเตรียมลง ระหว่างนั้นมีฝรั่งร่างใหญ่เดินมาชนทำให้กระเป๋าร่วง เอกสารของชายรุจกระจายเต็มพื้น กล่องไวโอลินของรสาตกลงมา แต่ดีที่ไม่เสียหาย
เก็บของเสร็จ ชายรุจเดินไปแล้ว รสาจึงเห็นสมุดเล่มนั้นหล่นอยู่ใต้ที่นั่ง จึงเก็บขึ้นมา อ้ายถามว่าสมุดอะไรหรือ
“ไม่มีอะไร สมุดของหญิงเอง” รสาเอาสมุดบันทึกใส่กระเป๋าสะพายของตัวเอง แล้วพากันเดินออกจากเครื่อง
ooooooo
ออกจากสนามบินแล้ว อ้ายที่อ่านหนังสือมามากและคุยเรื่องสวิตเซอร์แลนด์เป็นคุ้งเป็นแคว แต่พอมาเจอของจริงก็งง เพราะป้ายต่างๆมีแต่ภาษาเยอรมันสวิตไม่มีภาษาอังกฤษเลย พากันงงเป็นไก่ตาแตกไม่รู้จะไปทางไหน
อ้ายตาไวเหลือบเห็นชายรุจกำลังคุยอยู่กับปกรณ์ที่มารับ รีบเดินไปถามชายรุจว่ากำลังจะไปสถานทูตไทยที่เบิร์นใช่ไหม พวกตนกำลังจะไปพอดี แต่ญาติที่นัดกันไว้มารับไม่ได้ เอ่ยปากรบกวนขอโดยสารรถไปเบิร์นด้วยได้ไหม อ้ายอ้อนจนน่าเห็นใจ
ปกรณ์มองอ้ายอย่างถูกชะตา ยินดีให้ร่วมทางไปด้วย แต่พออ้ายไปพารสากับเอื้อยมา รสาเห็นเป็นรถของชายรุจกับเพื่อนก็ไม่อยากไป อ้ายอ้างว่าถ้าเราเช่ารถไปเองจะแพงมาก ไปฟรีกับคุณชายนี่แหละคุ้มที่สุดแล้ว
ระหว่างจอดรถข้างทางเพื่อให้อ้ายเข้าห้องนํ้านั่นเอง ชายรุจรู้ตัวว่าสมุดบันทึกหาย เดินหน้าเครียดมาถามรสาว่าเห็นไหม ทุกคนปฏิเสธว่าไม่เห็น แต่ชายรุจก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไร เพราะในนั้นจดตารางนัดหมายและรายละเอียดการประชุมซึ่งก็พอจำได้อยู่แล้ว
แต่พอชายรุจกับปกรณ์เดินออกไป อ้ายกับเอื้อยถามเบาๆว่าท่านหญิงทำไมพูดปด เสนอให้คืนเขาไปเสีย รสาอ้างว่ามันอยู่ในกระเป๋าใหญ่เดี๋ยวก่อนแยกทางกันค่อยคืนก็แล้วกัน แต่ที่แท้เธออยากดูรูปกระถินที่สอดอยู่ในสมุดนั้น
รสาไม่อยากให้ชายรุจรู้ว่าตนเป็นใคร จึงเสนอขอลงก่อนถึงสถานทูตเพื่อเลี่ยงการพบกับท่านทูตพร้อมกัน
ท่านทูตพลเทพกับคุณหญิงอารี ต้อนรับชายรุจซึ่งคุ้นเคยกันแต่เด็ก คุณหญิงจะให้พักที่สถานทูตแต่ชายรุจขอไปนอนกับเพื่อนคืนหนึ่งก่อนพรุ่งนี้ค่อยมาพักที่นี่ คุณหญิงบอกให้คืนนี้มาดินเนอร์ด้วยกันที่นี่เพราะคุณอิ่มหลานสาวอยากเจอคุณชายมาก ปกรณ์พูดกันท่านิ่มๆว่าตนสั่งจัดเลี้ยงต้อนรับเพื่อนไว้แล้ว คุณหญิงจึงเปลี่ยนเป็นตามไปสมทบที่ร้านด้วย
ooooooo
รสากับอ้ายและเอื้อยมาถึงสถานทูต เจอวรัทเสมียนของสถานทูตมาต้อนรับถามว่ามีอะไรให้รับใช้หรือ รสาบอกว่าจะมาพบหม่อมเจ้าภาณุทัศนัย
สามสาวแทบหมดแรงตรงนั้น เมื่อวรัทบอกว่าท่านชายไม่อยู่ลาไปพักผ่อนที่โลซาน จากโลซานก็จะไปเตรียมการประชุมต่อที่เจนีวา กว่าจะกลับก็คงเป็นอาทิตย์หน้า ถามว่าพวกเธอมีธุระด่วนอะไรกับท่านชายหรือ?
เมื่อเข้าตาจน รสาตัดสินใจเผยตัวว่า “คือฉัน เป็นพระขนิษฐาของท่านชายค่ะ ชื่อวรรณรสา”
“หม่อมเจ้าหญิงวรรณรสาหรือกระหม่อม! ฝ่าบาทคือท่านหญิงแต้ว งั้นไม่ใช่พระขนิษฐาแล้ว แต่ทรงเป็นพระคู่หมั้นต่างหาก”
ชายรุจกับปกรณ์ไปดูห้องพักเดินมาได้ยินเสียงวรัทพูดชื่อหญิงแต้ว เดินมาถามว่าแต้วไหน รสากับเอื้อยและอ้ายพากันหลบแทบไม่ทัน วรัทปดชายรุจเอาตัวรอดไปได้ว่า ตนพูดถึงจดหมายที่ท่านชายฝากส่งถึงท่านหญิง ชายรุจไม่ติดใจ เพราะคิดว่าหญิงแต้วเพิ่งกลับเมืองไทยได้สองสามวัน คงไม่เดินทางมาอีก
รสาจะไปโลซานทันทีเพราะเสียความรู้สึกที่ชายรุจจำตนไม่ได้ คิดน้อยใจว่าเมื่อจำไม่ได้ ก็อย่าจำได้อีกเลย
วรัทเสนอว่าพรุ่งนี้ตนจะขับรถพาท่านทูตกับชายรุจไปพบท่านชายทัศน์ที่เจนีวาอยู่แล้ว ชวนไปด้วยกันไหม ตนจะแวะส่งท่านหญิงที่โลซานก่อนแล้วค่อยไปเจนีวา อ้ายกับเอื้อยสนใจ แต่รสาเกรงจะเป็นการเผยตัว
“คงจะไม่ละกระหม่อม ท่านทูตรู้จักท่านหญิงดี
อยู่แล้ว เพราะท่านชายทรงให้ท่านทูตดูรูปถ่ายท่านหญิงอยู่บ่อยๆ”
“งั้นเหรอ งั้นก็ดี พรุ่งนี้ฉันได้พบท่านทูต จะได้แสดงตัวให้คุณชายรุจรู้เสียเลยว่าฉันคือใคร คุณชายคงประหลาดใจพิลึก” รสาพูดอย่างถือดี ในขณะที่อ้ายกับเอื้อยนึกสนุก บอกว่าอยากเห็นหน้าคุณชายรุจตอนนั้นจังเลย
แต่ก่อนอื่นคืนนี้ต้องหาที่พักก่อน วรัทมีแก่ใจหาที่พักให้บอกว่าราคาไม่แพงเจ้าของใจดี เจรจาดีๆอาจได้พักฟรีก็ได้ ทำเอาสามสาวยิ้มดีใจ
ooooooo
ได้ห้องพักในราคาย่อมเยาแล้ว เอื้อยชวนออกไปเดินเล่นกันเพราะอากาศกำลังดี เอื้อยเอากล้องคล้องคอ ส่วนอ้ายถือแผนที่กรุงเบิร์นติดมือไป เป้าหมายคือไปดูบ่อหมี มหาวิหารเบิร์น และหอนาฬิกากลางเมือง รวมทั้งหาช็อกโกแลตอร่อยๆทานกันด้วย
ปกรณ์พาเพื่อนรักไปเข้าห้องพักแล้วชวนไปเที่ยวกัน พอออกจากที่พักก็เดินเลี้ยวไปทางเดียวกับสามสาว
รสานั่งพักที่น้ำพุกลางถนนเก่า ส่วนอ้ายกับเอื้อยแยกเดินดูร้านค้าไปเรื่อยๆ รสาเห็นรถรางแล่นมาจึงลุกขึ้นถ่ายรูปโดยไม่เห็นว่าชายรุจยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเลยถ่ายติดไปด้วย ชายรุจเดินมาถามว่าแอบถ่ายรูปตนหรือ รสา
บอกว่าตนถ่ายรถรางบังเอิญชายรุจเข้ามาอยู่ในเลนส์พอดีเลยติดไปด้วย
รสาถือโอกาสถามว่า วรัทบอกแล้วหรือยังว่าพรุ่งนี้ตนกับอ้ายและเอื้อยจะไปโลซานเลยขอติดรถสถานทูตไปด้วย
ชายรุจชักสีหน้าถามว่าเรียนท่านทูตแล้วหรือยัง ตนเชื่อว่าท่านทูตคงไม่เห็นด้วยเพราะพวกเราไปกันอย่างเป็นทางการ ถ้าต้องแวะส่งพวกเธอที่โลซานอาจทำให้กำหนดการคลาดเคลื่อนก็ได้
การสนทนาตึงเครียดทันที ทั้งสองต่างตั้งแง่ใส่กัน ชายรุจไม่เห็นด้วยที่เธอจะไปรบกวนท่านทูต ส่วนรสาพูดอย่างมั่นใจว่าถ้าท่านทูตเห็นด้วยคุณชายก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ทั้งยังพูดข่มในทีว่า
“ท่านทูตอาจจะไม่ใจแคบและคิดอะไรตื้นๆ
อย่างคุณชายก็ได้ อ้อ...แล้วถ้าท่านทูตยอมรับฉันร่วมเดินทางไปด้วยกรุณาอย่าแสดงอาการไม่พอใจนะคะ เพราะฉันอาจเป็นคนสำคัญขึ้นมา” ชายรุจถามหยันๆว่าสำคัญขนาดไหน รสาเชิดหน้าคอแข็งตอบอย่างมีดีว่า “สำคัญขนาดที่ว่าคุณชายเองก็คงไม่กล้าปฏิเสธทุกเรื่องที่ฉันต้องการ”
พูดแล้วเดินผละไปเลย แต่ปรากฏว่าเดินหลงทาง ชายรุจจึงไปพากลับเธอก็ยังอวดดีว่า “ฉันกลับเองได้” ครั้นชายรุจปล่อยให้เดินไปเองก็เดินหลงทางอีก คราวนี้ชายรุจเดินไปพูดดีๆว่า “ให้ฉันไปส่งเถอะ” เธอปฏิเสธเสียงแข็งอีก เลยถูกดุ “อย่าดื้อ” รสารู้สึกคุ้นหูมากเพราะ
สมัยเด็กที่เล่นด้วยกัน เมื่อเธอรั้นชายรุจมักดุ “อย่าดื้อ” ด้วยเสียงแบบนี้เสมอ
รสาอึ้งไป จนชายรุจถามว่าเป็นอะไร บอกให้กลับไปพักผ่อนดีกว่า เธออาจอดนอนหรือเพลียจากการเดินทางมากเกินไป แล้วพาเดินไป รสาเดินตามไปแต่โดยดี...เขาพามาส่งถึงมืออ้ายกับเอื้อยที่เจอปกรณ์โดยบังเอิญและปกรณ์ชวนไปดินเนอร์กันคืนนี้ พอรสารู้ก็อ้างว่าเรามีนัดกับเพื่อนที่เป็นเจ้าของห้องพักอยู่แล้ว เห็นอ้ายกับเอื้อยเสียดาย รสาจึงให้สองสาวไปกันตนอยู่คนเดียวได้
“ได้ยังไงท่านหญิง เราไม่ปล่อยท่านหญิงอยู่ลำพังหรอก ไปไหนก็ต้องไปด้วยกันซีคะ ว่าแต่ เรามาวางแผนเที่ยวตอนค่ำกันเถอะ หาร้านอร่อยๆทานกันเองนะ” อ้ายเสนอ สามสาวยิ้มให้กันแล้วพากันเข้าห้องพัก
ครู่หนึ่ง ปกรณ์กับชายรุจเดินออกจากห้องติดกับห้องสามสาว ปกรณ์บอกว่าวรัทแจ้งว่ามีคนไทยมาพักห้องข้างๆเป็นสาวสวยเสียด้วย ชวนไปดูแลกันหน่อยดีไหม
“อย่าชีกอให้มากนัก” ชายรุจดักคออย่างรู้ทัน
ปกรณ์บอกว่าคนมันเหงาน่ะ แล้วถามชายรุจว่าทำไมไม่เอารูปคู่หมั้นมาให้ดูกันบ้าง เขาบอกว่าติดรูปมาแต่ทำหายไปพร้อมสมุดบันทึกเล่มนั้นแล้ว ปกรณ์ถามว่าจะยอมให้คลุมถุงชนจับแต่งหรือ น่าจะหมดยุคไปนานแล้ว
“ฉันถึงได้รีบหนีมานี่ไง”
ปกรณ์บอกว่าเป็นตนก็ไม่ยอม นี่มันยุคใหม่สมัยใหม่แล้ว ยังจะยอมทำตามธรรมเนียมเก่าคร่ำครึอยู่ทำไม
คุณชายปวรรุจฟังแล้วก็ได้แต่ถอนใจ....
ooooooo
เอื้อยกับอ้ายแต่งตัวกันสุดฤทธิ์เพื่อจะไปเที่ยวและดินเนอร์กัน ระหว่างรอสองสาว รสาเอารูปกระถินออกมาดูแต่ภายในห้องแสงสว่างไม่พอจึงบอกสองสาวว่าจะไปรอข้างนอก แล้วเอารูปออกไปนั่งดูนอกห้อง
ชายรุจในชุดหรูเดินออกจากห้องมาเจอรสาพอดี เขางงว่าเธอมาอยู่ข้างห้องตนได้อย่างไร พอเดินไปทักต่างจึงรู้ว่าพักอยู่ห้องติดกันนี่เอง!
ครู่เดียวเอื้อยกับอ้ายก็ออกมา สองสาวดีใจมากที่ได้เจอคุณชายปวรรุจที่แอบพอใจอยู่ ไม่ถึงอึดใจปกรณ์ก็เดินออกมาสมทบ ถามอย่างแปลกใจว่าสามสาวมาทำอะไรที่นี่ ชายรุจชิงตอบว่า
“ฉันตอบแทนให้ ทั้งสามพักที่นี่ ในห้องเช่าของนาย”
พอรู้ว่าวรัทเป็นคนพาสามสาวมาพักที่นี่ ปกรณ์เรียกวรัทมาถามว่ารู้จักสามสาวได้อย่างไร วรัทอึกอัก รสาปดว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนที่กรุงเทพฯ ไม่ว่าสองหนุ่มจะซักฟอกอย่างไรก็จับเท็จไม่ได้ เลยถามสามสาวว่าจะไปไหนกัน พอรู้ว่าจะไปดินเนอร์ ชายรุจจึงชวนไปด้วยกันเพราะที่ร้านปกรณ์ก็จะมีดินเนอร์เหมือนกัน
“เชิญทั้งสามท่านให้เกียรติร้านผมนะครับ” ปกรณ์เอ่ยชวนอีกคน
“ยินดีให้เกียรติเป็นอย่างยิ่งค่ะ” อ้ายรีบตอบรับด้วยสายตาหยาดเยิ้ม
เมื่อไปถึงร้าน เอื้อยกับอ้ายขอเข้าห้องน้ำ ระหว่างนั้น รสารู้จากชายรุจว่ายังมีแขกจากสถานทูตมาร่วมดินเนอร์ด้วย พูดไม่ทันขาดคำ ท่านทูตกับคุณหญิงก็เข้ามาพอดี ชายรุจลุกไปต้อนรับแล้วหันมาแนะนำรสา ปรากฏว่าเธอหายไปแล้ว ชายรุจมองหางงๆ
ooooooo
ที่แท้รสาหลบออกไปบอกอ้ายกับเอื้อยที่ห้องน้ำว่ามีแขกมาร่วมดินเนอร์กับเราด้วยคือท่านทูตกับคุณหญิง อ้ายเสนอให้รสาแสดงตัวเลย เธอส่ายหน้าดิก ปฏิเสธอย่างวิตกว่า
“ถ้าท่านทูตรู้ว่าหญิงมาหาพี่ชายทัศน์ โดยไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน ท่านต้องรายงานเด็จพ่อทันที แล้วคราวนี้ละ หญิงโดนเฆี่ยนก้นลายโทษฐานที่ทำตัวเป็นผู้หญิงก๋ากั่น”
ความวิตกของรสาทำให้สองสาวกังวลไปด้วย รสาบอกให้สองสาวไปรับหน้า ส่วนตนขอไปเดินเล่นข้างนอกแล้วค่อยไปเจอกันที่ห้องพัก พูดแล้วหลบออกไปทางหลังร้าน ชายรุจเดินตามมาเห็นพอดีรีบเรียกไว้เผื่อมีอะไรจะได้ขอความช่วยเหลือจากท่านทูตได้ ว่าแล้วรีบเดินตามไป เอื้อยกับอ้ายจะท้วงติงก็พอดีปกรณ์มาเชิญไปรู้จักกับท่านทูตไทยประจำกรุงเบิร์น สองสาวไม่มีทางเลี่ยง
ชายรุจไปตามรสาให้กลับไปดินเนอร์ เตือนว่าการมาต่างประเทศกันลำพังแต่ผู้หญิงไม่ปลอดภัย รสาหมดความอดทนบอกเขาให้เลิกยุ่งกับตนเสียที และตอนนี้ตนก็หมดความอยากที่จะรับประทานอาหารแล้วโดยเฉพาะต้องร่วมโต๊ะกับเขา พูดแล้วเดินลิ่วไปเลย ชายรุจได้แต่มองตามแล้วส่ายหน้า...
ส่วนเอื้อยกับอ้าย เมื่อกลับไปนั่งที่โต๊ะ ก็ถูกคุณหญิงซักไซ้ละเอียดยิบ ถามเรื่องราวทางบ้านกระทั่งถามนามสกุล อ้ายตอบประชดไปว่าเพื่อนตนแซ่ฮ้อ ส่วนพวกตนแซ่ฉั่ว แล้วพากันขอตัวไปเข้าห้องน้ำด้วยความอึดอัดใจ
พอเอื้อยกับอ้ายลุกไป คุณอิ่มกับคุณอั๋นหลานสาวกับหลานชายของคุณหญิงก็มาถึง คุณอิ่มแต่งตัวเว่อร์หมายอวดชายรุจแต่แต่งไม่ถูกกาลเทศะ เลยดูพิลึก นั่งครู่เดียวชายรุจก็เดินกลับเข้ามา อิ่มดี๊ด๊าทักทายด้วยราชาศัพท์ผิดๆถูกๆ จนชายรุจขอร้องว่าอย่าใช้ราชาศัพท์ผิด เพราะหม่อมราชวงศ์ใช้คำแบบสามัญชน
ระหว่างนั้น ปกรณ์เห็นอ้ายกับเอื้อยหยิบเสื้อโค้ตมาใส่จะออกจากร้าน เขารีบขอตัวเดินไปถามว่าจะไปไหนกัน
“เอ้อ...เราเป็นห่วงรสาค่ะ อยากไปตามรสา” อ้ายบอก
ปกรณ์ดักคออย่างรู้ทันว่าเธอทั้งสองรำคาญ คุณหญิงป้าใช่ไหม บอกว่าไม่ต้องห่วงเพราะแขกที่
มาใหม่จะไม่ทำให้คุณป้ามาสนใจเธอสองคนอีกเลย
แต่พอเอื้อยกับอ้ายกลับเข้าไป เจอคุณอั๋นกับคุณอิ่ม ต่างทักกันด้วยความแค้นแต่หนหลัง
“เอ๊ะ...หล่อน...ยายกุ้งแห้งใช่ไหม” คุณอิ่มจิกตาใส่
“ยัยปักเป้า!” อ้ายร้องเสียงดัง ทุกคนในโต๊ะมองคุณอิ่มกับอ้ายเป็นตาเดียวด้วยความงุนงง
สองสาวเปิดศึกปะทะคารมกันอย่างเผ็ดร้อน จนปกรณ์ต้องเชิญอ้ายไปเจรจาหย่าศึก ขอให้เห็นแก่ผู้ใหญ่ อ้ายไม่มีปัญหา แต่คุณอิ่มไม่ยอม ขอให้อ้ายกับเอื้อยย้ายไปโต๊ะอื่น พูดอย่างดูแคลนว่า
“คนในครอบครัวฉันจะทานอาหารกันลำพัง ไม่ควรมีคนนอกมายุ่ง อีกอย่างเราจัดดินเนอร์คืนนี้เพื่อเลี้ยงเป็นเกียรติคุณชายปวรรุจ พวกสามัญชน ลูกพ่อค้าวาณิชใช้แซ่อย่างหล่อนไม่สมควรมาร่วมโต๊ะ”
อ้ายโต้กลับทันควันว่างานนี้คุณชายปวรรุจกับคุณปกรณ์เป็นคนเชิญตนมา ส่วนเธอก็เป็นแค่แขกเหมือนกัน ย้อนเย้ยว่า อย่างเธอก็ไม่ได้เป็นเจ้านายเหมือนคุณชาย อิ่มข่มว่าตนเป็นหลานสาวท่านทูต พ่อเป็น...พูดไม่ทันจบอ้ายตัดบทเสียงดังว่า
“หยุด ไม่ต้องจาระไน ไม่อยากฟัง ถ้าไม่ได้มียศจั่วหัวไว้ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์มันก็ไพร่สามัญชนด้วยกันทั้งนั้น” แล้วหันไปทางปกรณ์ “คุณปกรณ์คะ ฉันจะร่วมโต๊ะกับคุณชายและจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จนกว่างานเลี้ยงจะเลิก”
“รับทราบครับ” ปกรณ์ตอบเต็มเสียงแล้วหันบอกคุณอิ่มที่ทำหน้าเป็นปลาปักเป้าว่า ถ้าไม่พอใจจะกลับก่อนก็ได้
ooooooo
ทุกคนดินเนอร์กันกร่อยๆแล้วแยกย้ายกันกลับก่อนที่สงครามอารมณ์จะปะทุขึ้นอีก ชายรุจให้เอื้อยกับอ้ายรอที่ห้องพัก ตนจะไปตามรสามาให้
ชายรุจตามไปเจอรสาเดินหนาวสั่นอยู่หน้าร้านค้า จึงชวนเข้าไปนั่งดื่มกาแฟจนอุ่นขึ้น ระหว่างนั้น รสาบอกชายรุจที่สงสัยว่าพวกเธอหนีพ่อแม่มาเที่ยวว่า ตนมาหาคู่หมั้นที่จะแต่งงานกันในอีกไม่นานนี้ ชายรุจจึงอาสาจะพาเธอไปที่โลซานเอง เพราะตนมาก่อนกำหนดการประชุมหนึ่งวันยังพอมีเวลา
ยิ่งได้พูดคุยใกล้ชิดกับรสา ชายรุจก็ยิ่งรู้สึกคุ้นหน้า ปรารภว่า
“ทำไมฉันรู้สึกว่าเราเคยรู้จักกันก่อน...แต่จำไม่ได้ คงนานมากแล้ว เธอทำให้ฉันนึกถึงใครบางคนตั้งแต่สมัยเด็ก”
ครั้นรสาถามว่าใครหรือ ชายรุจตัดบทว่าไม่มีอะไร แล้วอวยพรให้ฝันดีก่อนแยกกันที่หน้าห้องพัก
พอรสาเข้าห้องก็ยิ้มออกมา เมื่อรู้ว่าชายรุจเริ่มจำตนได้แล้ว...พึมพำกับตัวเองอย่างอดปลื้มไม่ได้ว่า
“ท่านชายเปลี่ยนไปมาก ไม่ใช่เด็กที่ชอบแกล้งน้องหญิงคนนั้นอีกแล้ว...”
ooooooo
เพราะวรัทต้องขับรถให้ท่านทูต วันนี้เขาจึงเอาโรงแรมที่พักมาให้ชายรุจเพื่อกลับมาจะได้ไปพัก เมื่อปกรณ์ร้องเตือนให้เดินทางกันได้แล้ว วรัทก็แอบเอาที่อยู่ของท่านชายทัศน์ให้รสา กระซิบว่า
“นี่โรงแรมที่ท่านชายทัศน์ประทับอยู่ฝ่าบาท”
เมื่อไปถึงโลซาน สามสาวตื่นตาตื่นใจกับทะเลสาบสีฟ้าครามที่ตัดกับภูเขาเขียวครึ้มมหึมาเบื้องหน้า เอื้อยกับอ้ายถึงกับเพ้อว่าสวยราวกับเมืองสวรรค์
“นี่แหละครับทะเลสาบเจนีวา” ปกรณ์บอก อ้ายหลงใหล ทิวทัศน์ที่นี่ บอกว่าอยากเที่ยวให้หมดทุกเมืองเลย “งั้นหลังจากส่งเจ้าคุณชายรุจนี่แล้ว กระหม่อมก็ไร้ภารกิจอันใด กระหม่อมขออาสาเป็นสารถีให้เจ้าหญิงอ้ายกับหญิงเอื้อยขอรับกระหม่อม” ปกรณ์ทำหน้าตายโค้งคู่แฝดสาว ทำเอาสองสาวหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจ
“เราไม่รบกวนหรอกค่ะ เพราะเราต้องไปกับรสาอยู่แล้ว” เอื้อยปฏิเสธอย่างเสียดาย
“จริงสิ...คุณรสาต้องไปพบคู่หมั้นเขา” ปกรณ์นึกได้ อ้ายเสนอทันทีว่า เมื่อรสาต้องไปพบคู่หมั้น เราสองคนก็ไปเที่ยวกับคุณปกรณ์ดีกว่า
“ยังไงหนูอ้ายหนูเอื้อยก็ต้องรอพบพี่ชายของรสา ก่อนนะ”
“จ้ะ...หนูอ้ายไม่ทิ้งรสาหรอกน่า”
“ไม่เป็นไรครับ เพราะผมจะต้องไปส่งคุณชายรุจที่เจนีวาเย็นนี้ พรุ่งนี้ถึงจะกลับเบิร์น คุณรสา หนูอ้าย หนูเอื้อยมีโปรแกรมยังไงต่อก็โทร.ไปบอกคนที่ร้านผมได้เลย ผมจะโทร.ไปเช็ก” ปกรณ์อาสาเต็มที่ทำเอาสองสาวปลื้ม
“แล้วเธอจะให้เราไปส่งที่ไหนล่ะ” ชายรุจถามขึ้น รสาเอาชื่อโรงแรมที่วรัทให้มายื่นให้ดู ชายรุจเห็นชื่อโรงแรมแล้วถามทึ่ง “คู่หมั้นเธอพักที่นี่เหรอ”
“ค่ะ”
ชายรุจถึงกับอุทาน เข้าใจว่าคู่หมั้นของรสาต้องเป็นเศรษฐีใหญ่ในเมืองไทยแน่ๆถึงได้พักโรงแรมระดับนี้...
ooooooo










