นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ปางเสน่หา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    หลังจากทบทวนแผนการของวันพรุ่งนี้กับธนา-กรณ์และศรีตรังจนเข้าใจชัดเจนแล้ว เตชิตขับรถกลับกรุงเทพฯมุ่งหน้าสู่ รพ.อยากเห็นหน้าเสียงหวานใจจะขาด ตั้งแต่วันนั้นที่ได้จุมพิตกัน เขาไม่ได้เจอเธออีกเลย

    วันนี้นับว่าโชคเข้าข้าง ปรกเดือนไม่ได้มาเฝ้า

    ปรายดาว เตชิตไม่รอช้ารีบเข้าไปในห้องเรียกหาเสียงหวานแต่เธอไม่อยู่ มีเพียงร่างของปรายดาวนอนนิ่งอยู่บนเตียง เขานั่งลงข้างๆจับมือปรายดาวขึ้นมาแนบแก้มตัวเอง ความหวังที่จะได้เห็นเธอลืมตาขึ้นมามีเลือดเนื้อ มีลมหายใจอบอุ่น ทำให้หัวใจของเขาชุ่มชื่นอย่างบอกไม่ถูก

    เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เขานั่งมองใบหน้าหวานที่หลับสนิทนั้น จนกระทั่งเปลือกตาค่อยๆขยับและเปิดขึ้นช้าๆ ดวงตากลมโตมองมายังเตชิตที่มองตะลึง แทบลืมหายใจ ประกายแห่งชีวิตในดวงตาคู่นั้นทำให้หัวใจผู้กองหนุ่มเต้นแรงเกือบหลุดออกมานอกทรวงอกด้วยความตื่นเต้น

    “เสียงหวาน...คุณตื่นแล้ว”

    เตชิตคว้าหญิงสาวมากอดแนบอก จูบที่หน้าผากรับขวัญการกลับเข้าร่าง ลูบเนื้อลูบตัวพร่ำบอกว่ายินดีแค่ไหนที่เธอฟื้นและคิดถึงเธอมากเพียงใด หญิงสาวได้แต่นิ่งเงียบ เตชิตค่อยๆวางเธอลงอย่างเดิมให้เธอได้ตั้งสติ

    “หิวไหม อยากดื่มน้ำหรือเปล่า เสียงหวาน” เตชิตถามอย่างกระตือรือร้น เทพแห่งโชคเข้าข้างเขา ที่ทำให้มาพบเธอตอนฟื้นพอดี แต่เสียงหวานยังคงนิ่ง ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ดวงตาจ้องมองไปที่เพดานห้อง

    “เสียงหวาน...เอ่อ...ปรายดาว ได้ยินผมไหม” เตชิตโบกมือไปมาตรงหน้าหญิงสาว แต่เธอยังจ้องเพดานนิ่งเตชิตประคองใบหน้าของเธอให้หันมองเขา “ปรายดาว จำผมได้ไหม...มองเห็นผมไหม”

    เสียงหวานยังคงนิ่ง ใบหน้าเย็นชายิ่งกว่าตอนที่เธอหลับเสียอีก ปากก็ยังคงปิดสนิทไม่มีคำพูดใดๆเล็ดลอดออกมา เตชิตถึงกับหมดเรี่ยวแรง ทรุดตัวลงนั่งอย่างท้อใจ ทำไมเสียงหวานของเขาไม่พูดไม่ตอบโต้สักคำ เกิดอะไรขึ้นกับเธอ เตชิตคิดหาสาเหตุไปต่างๆนานา แต่ยิ่งคิดยิ่งใจคอไม่ดี รีบดึงเธอมากอดไว้แนบอก

    “ตื่นเถอะเสียงหวาน ผมรักคุณ อย่าทิ้งกันไปแบบนี้” เตชิตรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างจุกที่คอหอย น้ำตาเริ่มคลอเบ้า เขาไม่ต้องการผู้หญิงที่มีเลือดเนื้อแต่ปราศจากวิญญาณ เขาต้องการเสียงหวานของเขาคืนเป็นแค่วิญญาณก็ได้ แม้จะไม่สามารถจับต้องเธอได้ ขอให้ได้เห็นรอยยิ้มสดใสกับเสียงหวานไพเราะของเธอก็พอแล้ว จะให้เอาชีวิตของเขาแลกกับสิ่งเหล่านี้ก็ยอม

    เตชิตวางร่างของเสียงหวานลงนอนอีกครั้ง ซบหน้าลงร้องไห้กับฝ่ามือหญิงสาว น้ำตาจากหัวใจที่แหลกสลายของเขาจะกระตุ้นให้เธอรับรู้ได้บ้างไหม ทุกอย่างยังคงนิ่ง มีเพียงเปลือกตาของเธอเท่านั้นที่ขยับปิดลงและเข้าสู่นิทราอีกครั้ง พร้อมกับความหวังที่จะได้เสียงหวานคืนมาพังทลาย มีเสียงมือถือของเตชิตดังฝ่าความเงียบ

    “ว่าไง” น้ำเสียงของเตชิตแห้งแล้งซังกะตาย จ่าธงจับความผิดปกติได้

    “ผมเองครับผู้กอง...เอ่อ...ผู้กองเป็นอะไรหรือเปล่า”

    “ไม่มีอะไร จ่าว่าไง”

    “ผมได้ข้อมูลยืนยันมาแล้วว่าพวกนั้นจะส่งของกันที่ไหน”

    ถ้าเป็นเวลาก่อนหน้านี้ เตชิตคงตื่นเต้นยินดีที่ได้ข่าวคืบหน้าการส่งมอบสินค้าที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ แต่ตอนนี้เขาแทบไม่ได้ใส่ใจฟัง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจ่าธงวางสายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ สิ่งที่เขาปรารถนาที่สุดตอนนี้ คือซุกหน้าลงบนท่อนแขนของร่างบนเตียง พยายามปลอบใจตัวเอง สักวันหนึ่ง เสียงหวานอาจจะฟื้นขึ้นมาจริงๆ

    แต่อีกใจหนึ่งเฝ้าถามตัวเองว่า วันนั้นจะมีอยู่จริงหรือเปล่า ทำไมเส้นทางความรักของเขากับเสียงหวานเหมือนค่อยๆแยกห่างจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ

    ooooooo

    พอลเข้ามาหาเสนาที่ทำงานแต่เช้าเพื่อนัดแนะกับทีมประสานงานต่างๆให้เรียบร้อยแต่เนิ่นๆ คืนนี้มีงานใหญ่รออยู่ หลังจากเสร็จงาน พอลขับรถมุ่งหน้าออกนอกเมือง ขึ้นเหนือไปยังสถานที่นัดหมาย โดยมีจ่าธงขับรถให้เตชิตกับธนากรณ์สะกดรอยตามห่างๆ ขืนให้พอลรู้ตัว แผนการที่วางไว้คงล้มไม่เป็นท่า...

    “ทำไมมันแวะบ่อยจังวะ” เตชิตบ่นเมื่อเห็นพอลเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมันเป็นรอบที่ห้าแล้ว นับตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ จ่าธงเลี้ยวรถตามไปจอดห่างๆ รออยู่นานสองนานไม่เห็นพอลออกจากห้องน้ำสักทีหรือว่าตกส้วมตายไปแล้ว เตชิตชักเอะใจ สั่งให้ธนากรณ์ลงไปดู เพื่อนนักข่าวของเขาหายไปสักพัก วิ่งหน้าตื่นกลับมาขึ้นรถ

    “เฮ้ย...มันหายไปแล้วว่ะ”

    “เอาไงดีครับผู้กอง...รถยังจอดอยู่นี่เลย” จ่าธงว่าแล้วมองไปยังรถหรูที่จอดสงบนิ่ง เตชิตสงสัยแผนจะแตกพอลคงรู้ตัวแล้ว เราคงต้องใช้แผนสอง ธนากรณ์รู้งาน รีบหยิบแผนที่ในกระเป๋าสัมภาระออกมา

    “แต่ฉันไม่แน่ใจว่าจะไปถูกหรือเปล่านะโว้ย” หนุ่มนักข่าวรีบออกตัว แม้เมื่อคืนเขาจะกลับไปสืบหาที่ตั้งบ้านสวนของปรกเดือนมาจนได้ แต่การไปที่นั่นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนและไม่มีเวลาจะสำรวจล่วงหน้า ชายหนุ่มทั้งสามคนจึงตกลงจะสะกดรอยตามพอลไปเรื่อยๆ อย่างไรเสียต้องถึงแน่นอน แต่ในเมื่อเป้าหมายหายตัวไปแล้ว พวกเขาคงต้องเสี่ยงตายเอาดาบหน้า...

    จ่าธงเคลื่อนรถออกจากปั๊มน้ำมัน ตรงไปตามทิศทางที่ธนากรณ์บอก ผ่านไปสี่ชั่วโมง เตชิตกับพวกก็ขับรถเข้าเขตจังหวัดสุโขทัย และด้วยการสอบถามจากชาวบ้านข้างทาง ในที่สุด สามหนุ่มก็มาถึงหมู่บ้านดงตาลสถานที่ที่คิดว่าน่าจะเป็นที่ส่งมอบสินค้าของคนร้าย เตชิตมองไปรอบๆอย่างไม่มั่นใจ ที่นี่ดูคึกคักเกินไป หากจะส่งมอบยาเสพติดควรจะเป็นที่เปลี่ยวและมิดชิดมากกว่านี้ ไม่ใช่กลางตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่าน

    “แล้วจะเอายังไงดีครับผู้กอง” จ่าธงชะลอความเร็วรถลงขณะที่ถาม เตชิตสั่งให้จอดรถก่อน พอรถจอดสนิทผู้กองหนุ่มโดดลงจากรถแล้วโบกมือเรียกให้คนอื่นๆลงตาม ธนากรณ์สงสัยจะไปไหนกัน

    “กินข้าว...หิวโว้ย” เตชิตว่าแล้วเดินนำผู้ร่วมขบวนการเข้าไปในตลาดริมถนน...

    ระหว่างกินข้าว ผู้กองหนุ่มคอยสอดส่ายสายตาไปรอบๆ ตามสัญชาตญาณตำรวจ สะดุดตาชายคนหนึ่งจำได้ว่าเป็นสมุนของเดนิสที่เคยเดินตามก้นเจียงต้อยๆอยู่พักหนึ่ง

    “ถ้าอิ่มแล้วก็ไปกันได้แล้ว เราเจอเป้าหมายใหม่แล้ว” เตชิตพูดไปพลางสายตาจับจ้องสมุนของเดนิสเขม็ง ทั้งสามคนกลับไปขึ้นรถ ค่อยๆขับตามรถตู้เป้าหมาย เตชิตคอยเตือนจ่าธงให้ตามห่างๆหากไอ้หมอนี่เกิดรู้ตัว

    ขึ้นมาอีก บ้านสวนของปรกเดือนที่หมู่บ้านดงตาลคงต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะถึง

    ไม่นานนัก รถตู้เป้าหมายเลี้ยวเข้าถนนเล็กๆ

    เส้นหนึ่ง จ่าธงค่อยๆขับรถแล่นผ่านปากทางเข้า เห็นถนนลูกรังเลนเดียว  ไม่มีป้ายชื่อถนนกำกับไว้ ดวงอาทิตย์ เริ่มอ่อนแสงลงเรื่อยๆ เตชิตสั่งให้จ่าธงจอดรถแอบข้างทางห่างไปพอสมควร จากนั้น สามหนุ่มวิ่งย้อนกลับเข้าไปในถนนเล็กๆ เส้นนั้นอย่างระแวดระวัง

    สองข้างทางเป็นป่ารกสลับกับทุ่งนากว้างสุดลูกหูลูกตา จังหวะนั้น มีเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์รถดังขึ้นทั้งหมดพร้อมใจกันหาที่ซ่อนตัวข้างทาง รอจนขบวนรถแล่นผ่านไปไกลแล้ว จึงค่อยๆโผล่หน้าขึ้นมอง เตชิตมั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว เร่งฝีเท้าตามขบวนรถที่เพิ่งแล่นผ่านไป...

    กว่าเตชิตกับพวกจะมาถึงตึกเก่าๆโทรมๆ กลางทุ่งเปลี่ยว ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว เห็นรถตู้เป้าหมายจอดอยู่ใกล้ๆกันคือขบวนรถที่เพิ่งแล่นผ่านพวกเตชิต มีชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งพร้อมอาวุธครบมือยืนเฝ้าระวังรอบบริเวณ เตชิตกับพวกหลบอยู่หลังพุ่มไม้ห่างจากตัวตึกหลายสิบเมตรเพื่อความปลอดภัย

    “ไอ้กรณ์...กล้องแกถ่ายได้หรือเปล่าวะ จากตรงนี้” เตชิตหันมองหน้าธากรณ์

    “ถ้าเข้าไปใกล้กว่านี้ได้ก็จะดี แต่เดี๋ยวฉันจะลองดูก่อนก็ได้” ธนากรณ์หยิบกล้องถ่ายรูปดิจิตอลกับเลนส์

    ซูมขึ้นมาประกอบเข้าด้วยกัน ก่อนจะลองถ่ายภาพเป็นตัวอย่างหลายๆมุม แล้วส่งให้เตชิตดูว่าใช้ได้หรือเปล่า

    เตชิตเช็กภาพถ่ายทีละภาพ เลนส์ซูมทำให้เห็นภาพในระยะไกลได้ชัดเจน แล้วสะดุดกับภาพๆหนึ่ง พอลกำลังนั่งสบายอารมณ์อยู่บนชั้นสองของตัวตึก

    เตชิตมองอย่างเจ็บใจ นึกย้อนไปถึงเมื่อวานตอนที่จ่าธงบังเอิญไปค้นเจอประวัติของพอลแล้วโทร.มารายงานว่าที่จริงแล้ว พอลเป็นตำรวจปลอม เลขประจำตัวของเขาเป็นของนายตำรวจอีกคนหนึ่งที่ถูกส่งไปชายแดนและหายสาบสูญไปหลายปีแล้ว

    “หนอย...ไอ้สารเลว วันนี้แกเสร็จฉันแน่” เตชิตจ้องมองไอ้ผู้กองปลอมราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

    ooooooo

    ผ่านไปไม่นานเดนิสก็มาถึง ธนากรณ์ไม่รอช้ากดชัตเตอร์รัวเป็นชุดเก็บภาพอาชญากรตัวเอ้ให้ได้มากที่สุดกันพลาด คู่ค้าทั้งสองฝ่ายขึ้นไปตกลงซื้อขายสินค้ากันบนชั้นสองของตัวตึก หลังจากตรวจเช็กคุณภาพยาเสพติดจนเป็นที่พอใจของฝ่ายผู้ซื้อแล้ว เงินสดก้อนโตในกระเป๋าเอกสารก็ถูกส่งมอบให้กับฝ่ายของเดนิสเป็นค่าสินค้า ยังไม่ทันที่คู่ค้าจะจับมือร่ำลากันหลังตกลงธุรกิจเสร็จสิ้น มีเสียงประกาศดังฝ่าความมืด

    “หยุดนะ...วางอาวุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมที่นี่ไว้หมดแล้ว”

    เดนิสมองออกไปเห็นอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวล้อมเข้ามา ฝ่ายผู้ซื้อตาเหลือกชักปืนที่พกติดตัวขึ้นมากระชับไว้ในมือ จากนั้น เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว แข่งกับเสียงไซเรนของรถตำรวจหลายคันที่แล่นตามมาสมทบ

    “คุ้มครองเสี่ยออกไป” สมุนคนสนิทของเดนิสตะโกนลั่น

    เดนิสไม่รอช้า ชักปืนขึ้นมาถือไว้ แล้วคว้ากระเป๋าใส่เงินจากมือสมุนอีกคนหนึ่ง เผ่นออกทางด้านหลัง สมุนข้างกายเดนิสคนหนึ่งคอยยิงเปิดทางให้เจ้านายหนี แต่ถูกคมกระสุนของตำรวจตายคาที่

    “เสี่ยไปก่อน เดี๋ยวผมจะยิงสกัดพวกมันไว้ให้”

    สมุนคนสนิทพูดจบ หันไปสาดกระสุนใส่ตำรวจไม่ยั้ง...

    เดนิสวิ่งหนีไปตามทางมืดมิด ซึ่งจะพาไปออกถนนใหญ่ได้ เสียงปืนค่อยๆเงียบลงในที่สุด เขาเร่งฝีเท้า เร็วขึ้นอีก เพราะรู้ดีว่าสมุนของตัวเองถ้าไม่ตายหมดก็คงถูกตำรวจจับไปหมด และป่านนี้ตำรวจคงกระจายกำลังกันออกตามล่าเขาแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งพยายามวิ่งหนีให้เร็วที่สุด

    ทันใดนั้น มีเสียงเรียก “เดนิส” ดังขึ้นด้านหลัง เจ้าของชื่อหยุดกึกหันมองตามเสียง พอสายตาเริ่มชินกับความมืด ต้องนิ่วหน้าแปลกใจที่เห็นปรกเดือนเดินเข้ามาหา อารามรีบร้อนเดนิสไม่มีเวลาซักถามว่ามาที่นี่ทำไม เก็บปืน คว้ามือหญิงสาวพาวิ่ง แต่เธอขืนตัวไว้ ถามน้ำเสียงเย็นชาว่าจะไปไหน

    “ก็หนีสิ....ตำรวจกำลังมา เราต้องรีบหนีก่อน” เดนิสเสียงร้อนรน

    “เราไปไหนไม่พ้นหรอกค่ะ คุณหนีไปกับเดือนดีกว่า” ปรกเดือนพูดจบชักปืนขึ้นมาจ่อหัวเดนิสถึงกับผงะ

    “เธอจะทำอะไร...เดือน...อย่าทำบ้าๆนะ”

    “คุณบอกว่าหนทางของเรามีแต่เดินต่อกับตายใช่ไหมคะ เดือนไม่อยากเดินต่ออีกแล้ว เราหนีกันไปเถอะ หนีไปอยู่ในที่ของเรา อยู่ด้วยกันสามคน พ่อ...แม่...ลูก” สิ้นเสียงปรกเดือน เสียงปืนก็ดังเปรี้ยงตามมา

    เดนิสร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด กระสุนทะลุแขนเลือดอาบ เขาพยายามร้องห้าม แต่ปรกเดือนสาวเท้าเข้ามาหาด้วยสายตาปวดร้าว เสียงปืนดังขึ้นอีกนัดหนึ่ง พร้อมกับร่างของเจ้าพ่อใหญ่ทรุดฮวบลงกับพื้น เลือดไหลทะลักออกจากแผลที่ท้องแดงฉาน นัดที่สามตามมาติดๆ แต่นัดนี้พลาดเป้า

    “เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป เป็นครอบครัวสุขสันต์ ดีไหมคะ เดนิส...มีพ่อ...มีลูก...มีแม่...” ปืนในมือปรกเดือนจ่อที่ขมับตัวเอง ก่อนที่จะเหนี่ยวไก ศรีตรังโผล่มาจากไหนไม่รู้ คว้าข้อมือข้างที่ถือปืนไว้ ปรกเดือนยื้อสุดฤทธิ์สองสาวแย่งปืนกันไปมา ปากกระบอกปืนส่ายอย่างน่ากลัวอยู่ห่างใบหน้าของทั้งคู่แค่คืบ

    “ปล่อยฉัน...ฉันจะไปอยู่กับครอบครัวฉัน...ปล่อย”

    ปืนลั่นดังปัง กระสุนแหวกอากาศทะลุยอดไม้เหนือหัว แต่ไม่มีใครยอมปล่อยมือ ตำรวจนับสิบนายวิ่งตามเสียงปืนมา เห็นสองสาวกำลังยื้อแย่งปืนกันอยู่ เตชิตซึ่งวิ่งนำหน้าใครๆตรงเข้าคว้าข้อมือปรกเดือน พร้อมกับกระสุนนัดสุดท้ายลั่นเสียงดังสนั่นป่า...

    ขณะเกิดเหตุร้ายกับปรกเดือน เสียงหวานซึ่งหลับอยู่ในห้องพักฟื้น ฝันร้ายเห็นใบหน้าปรกเดือนแดงฉานไปด้วยเลือดก่อนจะไหลนองไปทั้งตัว เสียงกรีดร้องของพี่สาวดังโหยหวน เสียงหวานดิ้นรนจะไปช่วยแต่ทำไม่ได้

    “พี่เดือน...ใครทำอะไรพี่เดือน...ช่วยด้วย...ใครก็ได้ช่วยพี่เดือนด้วย”

    เสียงร้องขอความช่วยเหลือของเสียงหวานไม่มีใครได้ยิน ยิ่งเห็นปรกเดือนทุรนทุรายล้มฟุบจมกองเลือด เสียงหวานตกใจร้องตะโกนขึ้นสุดเสียง “ไม่...พี่เดือน” จังหวะนั้น มีอีกเสียงหนึ่งแทรกเข้ามา

    “หมอ...ตามหมอเร็ว...คนไข้ชักอีกแล้ว” พยาบาลพิเศษที่เฝ้าไข้ปรายดาว ร้องตะโกนอยู่หน้าห้อง

    เสียงเอะอะของพยาบาล เหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล เสียงหวานกำลังสับสนว่าตัวเองอยู่ไหนกันแน่ เกิดอะไรขึ้นกับปรกเดือน หรือเป็นแค่ฝันร้าย พี่เดือนของเธอยังไม่ตาย คิดได้แค่นั้น เสียงหวานก็หมดสติ

    ooooooo

    เตชิตถูกเรียกตัวเข้าไปพบเสนาที่ สน.ในตอนสายของวันถัดมา เขายังนึกไม่ออก จะอธิบายอย่างไรที่ตัวเองและเพื่อนไปปรากฏตัวในภารกิจลับของเสนา ทั้งๆที่โดนสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับคดีของเดนิสอย่างเด็ดขาด หนำซ้ำยังชวนจ่าธงไปร่วมขบวนการอีกด้วย

    เขาไม่กล้าบอกไปตรงๆว่าที่ต้องทำโดยพลการก็เพราะเคลือบแคลงสงสัยเจ้านายของตัวเอง ซึ่งที่จริงแล้วเตชิตเข้าใจผิดอย่างมหันต์ กองกำลังที่เข้าล้อมจับเดนิสกับขบวนค้ายาเสพติดข้ามชาติ เมื่อคืนได้รับการประสานงานจากเสนา เตชิตรู้สึกผิดที่แอบระแวงเจ้านายที่นับถือกันมานาน

    “ผม...เอ่อ...ขอโทษครับ ผมขัดคำสั่งผู้กำกับ”

    “ฉันจะลงโทษนายยังไงดีนะ” เสนายิ้มเมื่อเห็นเตชิตหน้าจ๋อย “เอาเถอะ ครั้งนี้ผมจะไม่เอาเรื่องละกัน ยังไงคุณก็ไม่ได้ทำให้ภารกิจล้มเหลว ส่วนรูปพวกนั้น ผมจะยึดไว้เป็นหลักฐาน”

    “ด้วยความยินดีครับท่าน...เอ่อ...ผมต้องขอโทษท่านอีกเรื่อง คือ...ผมเข้าใจว่าท่านร่วมมือกับไอ้...เอ่อนายพอลนั่น ให้เขาปลอมเป็นตำรวจเพื่อช่วยเสี่ยสงคราม”

    เสนาถึงบางอ้อทันที ทำไมเตชิตถึงลุยเดี่ยวโดยไม่บอกกล่าว ต่อไปเขาต้องระวังเตชิตให้มากขึ้น นี่ขนาดสั่งห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยว ยังรู้เรื่องขนาดนี้ ท่าทางเตชิตคงมีเส้นสนกลในดีแน่ๆ เตชิตสบายใจที่เสนาไม่ติดใจเอาความ

    “แล้วไอ้เรื่องภารกิจลับนี่มันเป็นยังไงมายังไงครับท่าน”

    “เรื่องนี้ทางอินเตอร์โพลเขาชงเรื่องมาก่อน มีการประสานงานอย่างลับๆกับทางการสหรัฐฯมาก่อนหน้านี้แล้ว ก็อย่างที่คุณรู้ เดนิส หยาง หรือชื่อไทยว่าเสี่ยสงคราม เป็นมาเฟียตัวเอ้คุมไชน่าทาวน์ แผ่อิทธิพลไปทั่วอเมริกาเหนือ แถมยังมีเครือข่ายกับกลุ่มอิทธิพลในยุโรปและอเมริกาใต้อีกด้วย เจ็ดปีก่อน มันเริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในเอเชีย โดยใช้บ้านเราเป็นศูนย์กลางอำนาจ” เสนาอธิบายเสียยืดยาว

    “มันถึงได้พยายามทุกทางเพื่อให้ได้สัญชาติไทย” เตชิตพอจะรู้ประวัติของเดนิสมาบ้างแล้ว

    “แน่นอนและก็สำเร็จเสียด้วย บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของมันก็ตั้งขึ้นเพื่อฟอกเงินจากธุรกิจใต้ดินนั่นเอง”

    “แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจ ทำไมท่านต้องสั่งห้ามไม่ให้ผมติดตามคดีเสี่ยสงคราม แล้วโอนคดีผมให้ไอ้ตำรวจปลอมนั่นด้วยล่ะครับ”

    “เพราะฉันรู้จักนายดีไงผู้กอง ว่าคุณน่ะเลือดร้อนขนาดไหน แต่ก็นั่นแหละ ฉันคงประมาทความดื้อรั้นของนายไปหน่อย แผนการลับของเราคือ ทำให้เสี่ยสงครามนั่นชะล่าใจ...” เสนาเล่ายังไม่ทันจะจบ พอลเปิดประตูห้องเข้ามาเสียก่อน เตชิตผุดลุกขึ้น ตกใจราวกับเห็นผี เป็นเพราะเมื่อวานนี้ เขาเห็นพอลโดนตำรวจรวบตัวใส่กุญแจมือไปแล้ว ทำไมยังมายืนหน้าสลอนอยู่ตรงนี้ได้อีก

    “นี่มันอะไรกันครับท่าน...ทำไม...” เตชิตพูดได้แค่นั้น เพราะเสนาชิงอธิบายขึ้นเสียก่อน

    “นายสงสัยใช่ไหมว่า ทำไมพอลมาอยู่ที่นี่ได้...ความจริงพอลไม่ใช่สายของฉันหรอก เขาเป็นสายของทางการสหรัฐฯที่ปฏิบัติภารกิจร่วมกับเรา...พอมันเริ่มวางแผนขยายอำนาจเข้ามาในเอเชีย โดยเลือกประเทศไทยเป็นฐาน ทางการสหรัฐฯก็เลยเลือกสายลับที่เป็นคนไทย เพื่อเข้าไปแทรกซึมองค์กรของมัน”

    “สายลับ?” เตชิตไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองที่พอลกลายเป็นสายลับของทางการสหรัฐฯ เหมือนหนังบู๊ไทยน้ำเน่า ที่ตอนจบหนึ่งในคนร้ายกลายเป็นฝ่ายธรรมะ เสนายังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า

    “พอลคือคนที่ถูกเลือก เขาเริ่มภารกิจตั้งแต่ยังอยู่ในสหรัฐฯ จนติดตามเสี่ยสงครามเข้ามาในเมืองไทยและนี่เป็นสาเหตุที่แท้จริง ที่ฉันจำเป็นต้องกันนายออกจากคดีนี้ เราจะเสี่ยงให้พอลพลาดไม่ได้ หากเสี่ยสงครามเกิดระแวงพอลเมื่อไหร่ เกมเราจบทันที...ปกติเสี่ยสงครามจะไม่ออกหน้าเอง แต่ผู้ซื้อรายล่าสุดนี่เป็นลูกค้ารายใหญ่มันเลยจำเป็นต้องลงมาดูเอง...ใช่ไหมพอล” เสนาว่าแล้วหันไปหาพอลที่นั่งฟังเงียบๆ

    “ใช่ครับ...เท่าที่รู้ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่เสี่ยสงครามออกหน้าเจรจาธุรกิจเอง นึกไม่ถึงว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของมันด้วย” พอลนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืน

    เดนิสโดนยิงที่แขนและลำตัว แผลที่แขนไม่สาหัส แต่ที่ลำตัวนั้น กระสุนโดนอวัยวะสำคัญ เจ้าพ่อใหญ่เสียเลือดมาก กว่าตำรวจจะนำตัวส่ง รพ.ก็สายเกินไป

    “แล้วทำไม เมื่อวานผมเห็นตำรวจควบคุมตัวพอล” เตชิตยังข้องใจไม่หาย

    เสนาอธิบายว่าตำรวจพวกนั้นทำตามหน้าที่ ไม่มีใครรู้ว่าพอลเป็นสายลับ ซึ่งก็เป็นไปตามแผนของเรา เพราะถ้าเหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่คิด เกิดจับเดนิสไม่ได้ ทางเราก็ยังสามารถส่งพอลกลับเข้าไปแทรกซึมในองค์กรของเสี่ยสงครามได้อีก แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว พอลพยักพเยิดเห็นด้วย

    “แล้วคุณจะกลับอเมริกาเลยไหม พอล” เสนาซัก

    “ผมยังมีธุระที่ต้องสะสาง คงใช้เวลาสักระยะ...อันที่จริงวันนี้ผมตั้งใจจะมาลา เราคงไม่ได้พบกันอีก” พอลยื่นมือไปสัมผัสมือกับเสนา ก่อนจะหันมาทางเตชิต แล้วยื่นมือให้จับเช่นกัน

    “โชคดี” พอลอวยพรสั้นๆ แล้วขอตัวกลับ ผู้กองหนุ่มมองตามพอลจากไปอย่างงุนงง

    ooooooo

    ครู่ต่อมา ขณะพอลกำลังจะก้าวขึ้นรถได้ยินเสียงตะโกนเรียกให้รอก่อน อย่าเพิ่งไป พอลหันมองตามเสียงเห็นเตชิตวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา

    “มีอะไรให้ฉันช่วยหรือ” พอลถามน้ำเสียงราบเรียบ

    “ฉันแค่อยากจะ...เอ่อ...นายจะบอกศรีตรังไหมว่านายเป็นใคร”

    พอลส่ายหน้า “ฉันมองไม่เห็นความจำเป็น”

    “แต่ศรีตรังรอนายอยู่นะ”

    “ฉันคิดว่าเธอรอคนรักของเธอที่ชื่อเพชร...เพชรตายไปแล้ว ฉันไม่คิดจะขุดเขาขึ้นมาอีก ศรีตรังน่าจะเข้าใจ... ผมขอตัว” พอลว่าแล้วก้าวขึ้นรถ ไม่ยอมให้เตชิตซักถามอะไรอีก ผู้กองหนุ่มได้แต่มองตามรถของพอลแล่นออกไป คิดหาทางช่วยเพื่อนรักให้สมหวังกับพี่เพชร

    เตชิตรู้ซึ้งแล้วว่า การพลัดพรากจากคนที่เรารักเป็นอย่างไร การจากเป็น ทรมานกว่าการจากตายหลายเท่านัก เขาเพิ่งสัมผัสได้ด้วยตัวเอง ต่อจากนี้ไป ไม่มีวันที่เขาจะได้พูดคุยกับเสียงหวานของเขาอีกแล้ว จะมีเพียงร่างไร้วิญญาณที่ยังหายใจให้เขาได้กอดเท่านั้น แค่คิดเตชิตก็แทบจะทนไม่ไหว แต่ศรีตรังทรมานกับความรู้สึกพลัดพรากทั้งที่ยังหายใจแบบนี้มานานนับสิบปี เธอควรจะสมหวังได้เสียที...

    หลังจากเคลียร์งานที่ สน.เรียบร้อย เตชิตกลับไปหาร่างของเสียงหวานอีกครั้ง จับมือเธอมากุมไว้ด้วยความสงสารที่จากนี้ไปเธอจะต้องอยู่โดยไม่มีพี่สาวมาคอยดูแลอีกแล้ว

    “ผมจะอยู่กับคุณ ผมจะดูแลคุณเอง จะรอจนกว่าคุณจะฟื้น...เราจะไปด้วยกันนะ เสียงหวาน” เตชิตซบหน้ากับมือหญิงสาว จูบอย่างแผ่วเบา พลันมือบอบบางนั้นเริ่มขยับราวกับจะตอบรับเสียงคร่ำครวญของเขา ชายหนุ่มเงยหน้ามอง เห็นหญิงสาวที่ตนเองรักสุดหัวใจกำลังจ้องมองตอบ นัยน์ตาคู่นั้นเปล่งประกายมีชีวิต เตชิตแทบจะโดดตัวลอยด้วยความดีใจ ดึงเธอมากอดไว้แน่น

    “เสียงหวาน...คุณฟื้นแล้วจริงๆใช่ไหม คุณตื่นขึ้นแล้วจริงๆใช่ไหม”

    “ค่ะ” แม้จะเป็นเพียงคำพูดสั้นๆหัวใจของเตชิตพองคับอก เสียงของเธอยังหวานเหมือนครั้งที่เป็นวิญญาณไม่มีผิดเพี้ยน เตชิตประคองใบหน้าของเธอไว้ ประทับรอยจูบบนเรียวปากอุ่น แล้วดึงเธอมากอดอีกครั้ง

    “พี่พอล” เสียงแผ่วเบาอยู่ข้างหูเตชิตซึ่งไม่ได้เอะใจ จนกระทั่งร่างตัวเองลอยไปกระแทกโซฟาริมผนัง กำปั้นล้วนๆเสยเข้าปลายคางจนเห็นดาวระยิบระยับ เตชิตสะบัดหัวให้หายมึนงง แล้วมองไปยังชายหนุ่มกับหญิงสาว ที่กำลังกอดกันอยู่

    “พี่พอลช่วยดาวด้วย...ไล่เขาไปที” เสียงหวานว่าแล้วซุกตัวในอ้อมแขนของพอล

    “เสียงหวาน...” เตชิตจะขยับเข้าไปหา แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นหญิงสาวกระเถิบหนี กอดพอลแน่นยิ่งขึ้น

    “ดาวกลัว...พี่พอลไล่เขาไป” ปรายดาวกลัวตัวสั่น หน้าเบ้จะร้องไห้ พอลออกปากไล่เตชิตกลับไปได้แล้วแต่เขาไม่สนใจ พยายามพูดคุยกับเสียงหวานกระตุกความทรงจำของเธอ

    “คุณจำผมไม่ได้หรือ เสียงหวาน”

    “ที่นี่ไม่มีคนชื่อเสียงหวาน ปรายดาวเป็นคนรักของฉัน เราเป็นคู่หมั้นกัน นายไปซะก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน” พอลเสียงเข้ม

    “บ้าเอ๊ย” เตชิตตะโกนอย่างหงุดหงิด ต้องมีใครสักคนบ้าไปแล้วแน่ๆ เมื่อวันก่อนเสียงหวานลืมตาขึ้นมาแต่ไม่เห็นเขา วันนี้เธอฟื้นคืนสติ พูดคุยได้แต่ดันจำเขาไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าเกิดบ้าอะไรกันขึ้น และที่สำคัญนายพอลสายลับคนนี้กลายเป็นคู่หมั้นของเสียงหวานตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วนึกขึ้นได้เสียงหวานเคยบอกเขาครั้งหนึ่งตอนเขานอนอยู่ที่ รพ.ว่ามีคู่หมั้นแล้ว ตอนนั้น เขาไม่ได้สนใจไม่ได้ถามด้วยซ้ำว่าเป็นใคร

    เตชิตทนอยู่ต่อไปไม่ไหว ผลุนผลันออกจากห้อง รู้เหตุผลแล้วทำไมพอลถึงไม่ไยดีศรีตรัง ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจเสียงหวานไล่เขาหน้าตาเฉย ทำท่าขยะแขยงหวาดกลัวเหมือนเขาเป็นตัวอันตราย เธอทำแบบนี้กับเขาได้อย่างไรพอขึ้นรถได้ เหยียบคันเร่งออกไปสู่ถนนด้วยความโมโห โชคชะตาเล่นตลก นำพาให้รถบรรทุกคันใหญ่ชนโครมเข้ากับรถกระบะของเตชิตด้านคนขับ เขาถึงกับฟุบคาพวงมาลัยรถ เลือดไหลเปรอะไปหมด

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง
    27 ต.ค. 2564

    06:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 09:23 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์