ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ปางเสน่หา

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ปางเสน่หา ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

เตชิตนายตํารวจหนุ่มกับจ่าธงในคราบของพ่อค้ายาเสพติดวางแผนล่อซื้อยาเสพติดจากเจียงกับพวก โดยมีตํารวจอีกสองนายซุ่มรอเป็นกาลังเสริมอยู่ไม่ห่าง  ไม่นานนัก รถของเจียงพร้อมด้วยยาเสพติดมาถึงจุดนัดพบ ทั้งสองฝ่ายต่างตรวจสินค้าของแต่ละฝ่ายจนเป็นที่พอใจ

จังหวะที่ส่งมอบของกัน เตชิตกับจ่าธงแสดงตัวเป็น ตํารวจเข้าจับกุม ฉากการยิงต่อสู้กันเริ่มขึ้น เจียงกับพวกพยายามจะขับรถหนี แต่เตชิตยิงยางรถกระจุย ยิงต่อสู้กันจนกระสุนหมด สองฝ่ายจึงหันมาต่อสู้กันด้วยมือเปล่า พวกเหล่าร้ายสู้ตํารวจไม่ได้ถูกจับกุมตัวในที่สุด...

หลังจากจับเจียงกับพวกยัดห้องขังเรียบร้อย เตชิตกลับถึงบ้านตัวเองแทบจะคลานขึ้นเตียงนอนด้วยความอ่อนเพลียและหลับสนิทลงในทันทีทันใด เลยไม่ทันเห็นลูกบิดประตูห้องขยับ ก่อนจะค่อยๆแง้มออก วิญญาณของเด็กชายคน หนึ่งย่องมายืนริมเตียง ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆเตชิต

“พ่อครับ...พ่อ...”

เตชิตขยับตัวเล็กน้อย แต่ก็ยังคงหลับสนิทเหมือนเดิม เด็กน้อยตัดพ้อ พ่อกลับถึงบ้านทีไรหลับไปก่อนทุกทีเราสองคนเลยไม่ได้คุยกันสักที แล้วเดินออกจากห้องลงไปนั่งซึมอยู่ที่ห้องรับแขก

“พ่อก็ไม่ค่อยว่าง...แม่ก็อยู่ที่ไหนไม่รู้” เด็กน้อยตัดพ้ออย่างน่าสงสาร...

ฝ่ายเตชิตฝันเห็นลดาภรรยาของเขาซึ่งตั้งท้อง 7 เดือน กําลังเดินซื้อของอยู่ในตลาด ถูกคนติดยาบ้าคลั่งใช้มีดจ้วงแทงท้อง เสียงกรีดร้องของเธอ ทําให้เตชิตสะดุ้งตกใจตื่น เหงื่อท่วมตัวร้องเรียก “ลดา” ลั่น กวาดตามองไปรอบๆห้องจึงได้รู้ว่าตัวเองฝันร้าย เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างห้อง เงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีเพียงแสงดาวระยิบระยับแล้วหันกลับมามองรูปถ่ายของลดาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหัวเตียง

“คุณจากผมไป 4 ปี แล้วนะลดา” เตชิตพึมพําเบาๆ

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น เตชิตโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง  เมื่อมาถึงสถานีตํารวจแล้วพบว่า ผู้กํากับเสนา หัวหน้าของเขาสั่งให้ปล่อยตัวเจียงกับพวก เตชิตไม่ยอม กว่าจะวางแผนล่อจนจับพวกนี้ได้ เขากับทีมงานต้องเหน็ด- เหนื่อยอยู่นาน ผู้กํากับเสนาไม่อยากได้แค่ปลาซิวปลาสร้อย แต่ต้องการสาวให้ถึงตัวผู้บงการเบื้องหลัง ปล่อยเจียงไปตอนนี้ดีกว่าให้เข้าไปตายปริศนาคาคุกให้อื้อฉาวเปล่าๆ แล้วทางเรามานั่งนับหนึ่งกันใหม่ เตชิตไม่ค่อยเห็นด้วยนัก

“เอาน่า สักวันหนึ่งเราต้องลากคอพวกมันมาเข้าคุกได้ทั้งพวงแน่....อีกอย่าง นายต้องหายหน้าไปสักพัก”

“อะไรนะครับ” เตชิตจ้องหน้าผู้กํากับเสนาเขม็ง

“ได้ยินแล้วนี่ หรือจะให้ทวนใหม่ก็ได้ หายตัวไปสักพัก พอเรื่องซา ฉันจะเรียนนายกลับมาเอง”

เตชิตลุกขึ้นทําความเคารพผู้กํากับเสนาด้วยสีหน้าผิดหวัง แล้วออกจากห้องทํางาน จากนั้น เตชิตตรงกลับบ้าน เก็บเสื้อผ้าข้าวของจําเป็นใส่กระเป๋าเดินทาง โดยไม่ลืมหยิบรูปถ่ายของลดาติดไปด้วย วิญญาณของเด็กน้อยยืนมองพ่อขับรถออกจากบ้านด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ก่อนจะตะโกนขึ้นทั้งนํ้าตา

“พ่อครับ...พ่อจะไปไหนครับ...พ่อครับ” เสียงตะโกนไร้ประโยชน์ เพราะเตชิตไม่ได้ยิน...

เตชิตมาถึงไร่สุขศรีตรังของศรีตรัง สาวเพื่อนซี้ได้เวลามื้อคํ่าพอดี เขาตั้งหน้าตั้งตากินอาหารอย่างหิวโหยราวกับอดมาหลายมื้อ จนศรีตรังต้องว่าประชดว่าให้เงยหน้าพูดคุยกันบ้าง เขาไปกัดกับใครมาถึงได้หนีหัวซุกหัวซุนมาถึงที่นี่ เตชิตด่าสวนทันที ศรีตรังเป็นผู้หญิงแท้ๆหัดพูดจาให้เข้าหูคนฟังหน่อย แบบนี้ถึงยังหาผัวไม่ได้

“ไอ้เตชิต ไอ้ปากเปราะ ไอ้เนรคุณ เดี๋ยวแม่ก็ไล่กลับ กทม.ซะเลยนี่ ว่าไงแกจะเล่าหรือไม่เล่า”

“ยังไม่มีอารมณ์ ขอนอนก่อน ขับรถมาทั้งวัน เมื่อยว่ะ” เตชิตว่าไปบิดขี้เกียจไปด้วย

ศรีตรังสั่งให้ป้าจุรีพาเตชิตไปที่บ้านพักรับรองท้ายรีสอร์ต ป้าจุรีถึงกับหน้าถอดสี แต่พอเห็นสายตาดุๆของเจ้านายแล้วจําต้องรับคํา พอเตชิตเดินออกจากห้องอาหาร ป้าจุรีหันมองหน้าศรีตรังเป็นทํานองว่าแน่ใจหรือ

“เฮ่ย...ไม่มีอะไรหรอกป้า...ไม่เคยมีใครเห็นเลย นอกจากป้าคนเดียว” ศรีตรังว่าแล้วมองตามป้าจุรีที่เดินหน้า ซีดๆออกไป ครู่ต่อมา ป้าจุรีพาเตชิตมาถึงบ้านพักรับรอง หวาดกลัวจนทํากุญแจไขบ้านพักหลุดมือ เตชิตอยากเข้านอนเต็มที คว้ากุญแจขึ้นมาไขเอง พอก้าวเข้าไปในบ้าน เขาสัมผัสได้ถึงอากาศเย็นยะเยือก ถึงกับออกปากทําไมในนี้ถึงอากาศเย็นนัก ป้าจุรีซึ่งยืนอยู่หน้าประตูบ้านพัก รีบบอก

“ปากช่องอากาศเย็นอย่างนี้ละค่ะ...เอ้อ...ถ้าคุณเตชิตไม่มีอะไร ป้าขออนุญาตไปก่อนนะคะ” ป้าจุรีว่าแล้วถอยฉากออกมา โดยไม่ลืมปิดประตูบ้านพักตามหลัง ชายหนุ่มลากกระเป๋าเดินทางไปวางในห้องนอนข้างเตียง แล้วเดินไปที่หน้าต่างห้องนอน พลันมีเสียงเรียกขึ้นด้านหลัง

“คุณคะ...คุณ”

เตชิตหันมองตามเสียง กลับพบแต่ความว่างเปล่า คิดว่าตัวเองคงหูฝาด หันกลับไปจะเปิดหน้าต่าง มีเสียงเรียก “คุณคะ” ดังขึ้นอีกครั้ง เตชิตหันขวับ ทุกอย่างเงียบกริบและยังคงว่างเปล่า เขาสะบัดหัวเหมือนจะไล่ความงุนงง ก่อนเปิดกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดตัวออกมาเพื่อจะเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบนํ้า ทันทีที่เขารูดซิปกางเกงลง มีเสียงร้องว้ายดังขึ้น คราวนี้เสียงร้องดังชัดเจนจนเตชิตมั่นใจไม่ใช่หูแว่วแน่ๆ  รูดซิปกางเกงขึ้น หยิบปืนกับไฟฉาย แล้ววิ่งพรวดพราดออกจากบ้านพัก ตรวจดูรอบๆอย่างระมัดระวัง แต่ไม่พบสาวที่ไหน

เจอแต่ลุงสมคนงานในรีสอร์ตซึ่งคุ้นเคยกันดีจอดจักรยานมองอยู่ที่ริมรั้ว จึงตะโกนถามว่าเห็นผู้หญิงอยู่แถวนี้ บ้างหรือเปล่า ลุงสมไม่เห็นใครสักคน ตอนนี้มีแขกมาพักที่นี่ แค่สองหลัง แถมบ้านพักอยู่ต้นทางห่างกันมาก เตชิตเกาหัวงงๆ ก่อนจะกลับเข้าบ้านพัก ล็อกประตูห้องนอนแน่นหนา คว้าผ้าเช็ดตัว เดินเข้าห้องนํ้า...

ตกดึกวันเดียวกัน ขณะเตชิตกําลังหลับสนิท ร่างบางเบาร่างหนึ่งลอยเข้ามาใกล้ กระซิบเรียกให้เขาลืมตาขึ้นมาคุยด้วย เตชิตครึ่งหลับครึ่งตื่น ปรือตาขึ้นมองเห็นร่างโปร่งของหญิงสาวผมยาวอยู่ใกล้แค่เอื้อม เขาโอบร่างนั้นไว้แล้วหลับตาลงอย่างมีความสุข โดยไม่รู้ว่าร่างนั้นเป็นแค่อากาศบางเบา

ooooooo

ป้าจุรีออกจะเป็นกังวล เมื่อถูกสั่งให้มาปลุกเตชิต ก่อนเธอจะเข้ามาในบ้านพักรับรอง ต้องยื่นหน้าเข้าไปส่งเสียงราวกับจะบอกสิ่งเร้นลับที่อยู่ในนั้นไม่ให้โผล่มาหลอกหลอน จากนั้น ป้าจุรีจึงเข้าไปปลุกเตชิตในห้องนอน ขณะเอื้อมมือจะจับตัว เตชิตซึ่งอยู่ในภวังค์กลับเห็นเป็นมือผี ตกใจตื่นลุกพรวดร้องขอความช่วยเหลือลั่น ป้าจุรีตกใจถึงกับผงะ พอได้สติต่อว่าต่อขานเขายกใหญ่ เตชิตแปลกใจป้าจุรีเข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไร

“ก็ประตูเปิดอยู่นี่คะ ทีแรกยังคิดว่าคุณเตเดินมาเปิดให้”

“เป็นไปไม่ได้ ผมล็อกเองกับมือ” เตชิตว่าแล้ว เดินไปที่ประตูห้องนอน ป้าจุรีสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด ไม่พูดไม่จาอะไรอีก ผลุนผลันออกไปทันที เตชิตมองตามงงๆ...

ในเวลาต่อมา เตชิตมานั่งดื่มกาแฟกับศรีตรังที่โต๊ะสนามในสวนสวยของรีสอร์ต เล่าความฝันที่ได้นอนกอดผีแม่หม้ายให้เพื่อนรักฟัง ซ้ำยังถามด้วยว่าที่บ้านพักรับรองมีคนตายหรือเปล่า

“ไอ้เตห่าง...แกอย่ามาแช่งรีสอร์ตฉันนะ เดี๋ยวแม่สาดด้วยกาแฟเลยนี่”

เตชิตยืนยันเสียงแข็งว่าพูดเรื่องจริง จังหวะนั้น อ้อยใจซึ่งอยู่ในชุกกางเกงขาสั้นเสื้อสายเดี่ยว เดินนวยนาดถือจานใส่เค้กเข้ามาวาง พร้อมกับส่งตาหวานให้เตชิต ก่อนจะเชิญชวนให้เขาลองชิมเค้กฝีมือเธอ ศรีตรังรู้ทัน สั่งให้อ้อยใจไปได้แล้ว หญิงสาวจำต้องล่าถอย แต่ไม่วายทำปากขมุบขมิบด่าศรีตรังลับหลัง

จากนั้น ศรีตรังชวนเตชิตขับรถชมรีสอร์ต เตชิตยังติดใจสงสัยหญิงสาวเมื่อครู่ไม่หาย ถามเพื่อนรักว่าเป็นใคร ได้ความว่าอ้อยใจเป็นลูกบุญธรรมของป้าจุรี ขณะสองเพื่อนซี้กำลังคุยกันเพลินๆ มีเสียงร้องเตือนให้ระวังดังขึ้นจากเบาะหลังรถ พลันมีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งโผล่มาจากไหนไม่รู้พุ่งมาล้มตรงหน้ารถ เตชิตกระแทกเบรกได้ทันอย่างเฉียดฉิว ศรีตรังกับเตชิตรีบลงไปดู เห็นเวย์นคนงานในรีสอร์ตนอนกลิ้งอยู่ที่ถนน ศรีตรังโวยลั่น

“เมาหรือไง ถึงได้ขับรถตัดหน้า”

“เปล่าครับคุณศรีตรัง แต่อยู่ดีๆ รถมันก็เบรกไม่อยู่” เวย์นว่าแล้วค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น เตชิตสั่งให้เขาขึ้นรถจะพาไปทำแผล แล้วหันไปขอบใจศรีตรัง ที่ช่วยตะโกนเตือน  ไม่อย่างนั้นคงทับเวย์นแบนเป็นกล้วยปิ้งไปแล้ว ศรีตรังปฏิเสธว่าไม่ได้พูดอะไรสักคำ เตชิตงง ถ้าไม่ใช่ศรีตรังร้องแล้วใครร้อง

“ไอ้เต แกทำให้ฉันขนลุกแล้วนะเนี่ย” ศรีตรังมองเพื่อนหวาดๆ ครู่ต่อมา เตชิตขับรถมาถึงหน้าบ้านพักรับรอง ศรีตรังสั่งให้จอดรถ ไล่เตชิตไปพักผ่อน ส่วนเธอจะพาเวย์นไปทำแผลเอง เตชิตอาสาจะไปเป็นเพื่อน

“ไม่ต้อง ถ้าต้องการอะไรก็บอกป้าจุละกัน เออ...ระวังผีแม่หม้ายของแกก็แล้วกัน” ศรีตรังพูดไปหัวเราะไป

เตชิตถึงกับชะงัก ก่อนจะพูดเตือนสติตัวเองว่าผีไม่มีในโลก แล้วเดินเข้าบ้านพัก ทันทีที่ก้าวเข้าบ้าน เขารู้สึกได้ถึงไอเย็นที่เข้ามาปะทะจนต้องห่อไหล่กอดตัวเองไว้ เตชิตตัดสินใจเข้าห้องจะนอนพัก พอเปิดประตูห้องต้องตกใจที่เห็นร่างโปร่งใสของใครบางคนยืนหันหลังให้ กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ที่กระเป๋าเสื้อผ้าของเขา ถึงกับร้องเฮ้ย ร่างนั้นค่อยๆ หันกลับมา เผยให้เห็นหญิงสาวสวยผิวขาวซีด มองเตชิตสีหน้าตื่นตระหนกไม่แพ้กัน

“คุณเห็นฉัน...หรือคะ”

เตชิตตั้งสติได้จะพุ่งออกจากห้อง แต่ดันลืมไปว่าประตูห้องปิดอยู่ ชนโครม ร่างนั้นยกมือปิดปากร้องอุ๊ย รู้สึกเจ็บแทน เตชิตลืมความเจ็บไปสนิท กระชากประตูเปิดออกแล้วเผ่นแน่บไม่เหลียวหลัง ก่อนจะมาหยุดพักเหนื่อยใต้ต้นไม้ แต่แล้วมีมือขาวซีดเอื้อมมาสะกิดหลัง เตชิตหัวขวับมามอง ตาเบิกกว้างสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด

“ผีหลอก”

ร่างนั้นตกใจกลัวผีเช่นกัน หลับตาปี๋กระโดดเข้าหา เตชิตเป็นลมหมดสติทันที ร่างซีดขาวหลับตาปี๋อยู่อึดใจก่อนจะค่อยๆ ลืมตามขึ้นทีละข้าง กวาดตามองรอบๆ ไม่เห็นมีอะไร ถอนใจเฮือก คุกเข่าลงข้างๆ เตชิต บอกว่าผีไปแล้ว เตชิตปรือตาขึ้นมอง ตกใจตาเหลือกเมื่อเห็นใบหน้าขาวซีดอยู่ตรงหน้า แล้วคอพับเป็นลมไปอีกครั้ง ร่างนั้นถึงกับหน้าเสีย คิดว่าชายหนุ่มเจอผีอีก แต่พอกวาดตามองรอบๆ แล้วถอนใจโล่งอกไม่เห็นผีที่ไหน

ooooooo

หลังจากส่งเวย์นไปทำแผลเรียบร้อย ศรีตรังแวะร้านขายหนังสือในห้างสรรพสินค้ากลางเมือง ขณะกำลังเลือกซื้อหนังสือ เธอดีใจจนเนื้อเต้น ปราดเข้าไปทักทายชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังอ่านนิตยสารรถยนต์อยู่

“พี่เพชร...ใช่พี่เพชรจริงๆ ด้วย”

“เพชรไหนครับ...คุณคงจำคนผิดแล้ว” ชายหนุ่มมองศรีตรังงงๆ ทันใดนั้น มีเสียงร้องเรียกชื่อ “พอล” ดังขึ้น ทั้งสองคนหันมองตามเสียงเห็นแซนดี้ สาวสวยในชุดเรียบหรูดูดี เดินตรงเข้ามาพร้อมกับหนังสือแต่งบ้านในมือ แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นศรีตรังยืนอยู่กับพอลชายที่เธอหมายตาไว้ ถามเสียงเข้มว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร พอลไม่รู้จัก เธอแค่ทักคนผิด ศรีตรังอึ้ง พยายามกล้ำกลืนความน้อยใจ

“ขอโทษค่ะ...ฉันคงจำคนผิดจริงๆ ผู้ชายคนนั้นเขาอ่อนโยนแล้วก็ใจดีกว่าคุณเยอะ” ศรีตรังแดกดันจบ ผละจากไป พอลมองตามแววตาเป็นประกายแวบหนึ่งก่อนจะกลับเป็นปกติ...

ศรีตรังยังหงุดหงิดเรื่องพอลไม่หาย หลังจากซื้อข้าวของเสร็จ ขับรถออกจากลานจอดรถของห้างฯอย่างรวดเร็ว  ไม่ทันเห็นรถของพอลที่แล่นมาอีกทางหนึ่งจึงชนกันโครม ศรีตรังไม่พอใจพอลกับแซนดี้เป็นทุนเดิมเลยมีปากเสียงกัน  ยิ่งโดนรุมก็ยิ่งโกรธ เลวพาลกวนประสาทใส่ พอลรีบตัดบท ขอให้เธอเรียกประกันภัยรถมา

“ประกันฉันหมดอายุ...ยังไม่ได้ทำพิธีสืบชะตาต่อเลย... พอล” ศรีตรังย้ำคำสุดท้ายชัดถ้อยชัดคำ พอลเริ่มหัวเสีย ขู่จะเรียกตำรวจ ศรีตรังไม่กลัวคำขู่ ทำให้เรียกตำรวจมาเร็วๆ...

เสร็จจากตกลงค่าเสียหายกับศรีตรังได้แล้ว พอลขับรถพาแซนดี้ไปส่งบ้านน้าอิ่มซึ่งอยู่ที่ปากช่องเช่นกัน แซนดี้พยายามคะยั้นคะยอให้พอลอยู่กินข้าวเย็นด้วยกัน แต่เขาอ้างมีธุระต้องรีบกลับ วันหลังจะมาอีก เพราะคู่กรณีของเขาที่ขับรถชนรถของเขาอยู่ที่นี่ แซนดี้ตัดพ้อ นึกว่าเขาต้องมาเพราะเธอเสียอีก
“ก็ทั้งสองอย่างเลยครับ” พอลยิ้มให้ แล้วหันไปบอกลาน้าอิ่ม

แซนดี้เดินมาส่งเขาที่รถอย่างอาลัยอาวรณ์ อยากจะกลับกรุงเทพฯ ด้วย นี่ถ้าไม่ติดที่น้าอิ่มจ้างให้เธอมาอยู่ด้วย เธอคงไม่มา พอลรีบตัดบท ขอตัวกลับ

ooooooo

เตชิตสลบไปพักใหญ่กว่าจะรู้สึกตัว ค่อยๆปรือตามองรอบบริเวณไม่เห็นผีสาวอยู่แถวนั้น ลุกขึ้นนั่งถอดสร้อยพระเครื่องที่ห้อยคอขึ้นมาพนมมือไหว้ ขอให้ท่านคุ้มครองปกป้องจากวิญญาณเร่ร่อน แล้วเดินแกมวิ่งกลับไปยังบ้านพัก ชูพระเครื่องในมือ สูดหายใจเรียกความมั่นใจก่อนจะเดินตรงดิ่งไปยังห้องนอน เห็นปลอดผี รีบพุ่งไปที่เตียงทรุดตัวลงนั่ง คว้ามือถือจากโต๊ะหัวเตียงด้วยความโล่งอก แต่แล้วต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีเสียงดังขึ้น

“ผีไปแล้วหรือคะ”

เตชิตหันขวับเห็นร่างโปร่งของหญิงสาวผิวซีดขาวยืนหน้าตาตื่นอยู่ข้างหลังมีรัศมีสีขาวปรากฏอยู่รอบตัวเขาถึงกับหน้าถอดสี ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ร่างนั้นเห็นท่าทางของเตชิตแล้วใจคอไม่ดี ถามเสียงสั่นว่าผียังอยู่อีกหรือ เตชิตพยักหน้ารับ เธอสะดุ้งทำท่าจะร้องไห้ไปด้วย

“อยู่...อยู่...ไหนคะ”

เตชิตชี้มืออันสั่นเทาไปทางร่างของหญิงสาวผิวซีด เธอคิดว่าผีอยู่ข้างหลังกรีดร้องลั่น ก่อนจะกระโจนเข้าหา อ้าแขนจะกอดเตชิตเพื่อยึดเป็นที่พึ่ง ชายหนุ่มตาเหลือก ร้องเสียงหลง หันหลังวิ่งหนี แต่ชนประตูห้องโครมหงายท้องตึง ร่างของหญิงสาวผิวซีดผวาตาม กลับทะลุผ่านประตูที่ปิดอยู่ไปหน้าตาเฉย เตชิตไม่รอช้าหันหลังกลับ โดดลงทางหน้าต่างแทน ปากสวดมนต์ ส่วนในมือกำพระเครื่องแน่น แล้วโกยแน่บไม่คิดชีวิต

ร่างของหญิงสาวลอยกลับมาในห้องนอน ไม่เห็นเตชิต อยู่ที่นั่น รีบโผไปดูที่หน้าต่างห้องก็ไม่เห็นเขาอยู่แถวนั้นเช่นกัน ใจเสียทำไมหายตัวไปเร็วนัก

“หรือว่า...เขาเป็นผี...เป็นผีแล้วทำไมกลัวผี...หรือว่า ยังไม่รู้ตัวว่า...ตายแล้ว” สีหน้าหวาดกลัวของหญิงสาวผิวซีดเปลี่ยนเป็นเวทนาสงสารเตชิตแทน ทำให้รัศมีรอบตัวเธอเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นมัว คิดหาทางจะช่วยเตชิต แต่คิดไปคิดมาตัวเธอเองกลัวผีเข้าเส้นขนาดนั้น แล้วจะไปช่วยอะไรเขาได้ ทันใดนั้น ภาพเตชิตกำพระเครื่องผ่านเข้ามาในความคิดคำนึงของเธอ

“แต่ทำไมเขาถึงไม่กลัวพระ เป็นผีก็ต้องกลัวพระซิ แปลก ยิ่งคิดยิ่งแปลก...ที่นี่มีอะไรแปลกๆเต็มไปหมด” ร่างของหญิงสาวผิวซีดพึมพำกับตัวเอง...

ด้านเตชิตหลับหูหลับตาวิ่งหนี เกือบถูกรถมอเตอร์ไซค์ของเวย์นชน เขาเบรกรถตัวโก่งจนตัวเองหล่นกระแทกพื้นร้องลั่น แผลเก่าเมื่อเช้ายังไม่ทันหายได้แผลใหม่เพิ่มอีก เตชิตต้องเข้าไปช่วยพยุงให้ซ้อนมอเตอร์ไซค์แล้วขี่พาเขาไปบ้านศรีตรัง ป้าจุรีกับลุงสมเห็นเข้า รีบช่วยพยุงเวย์นเข้าไปทำแผล ศรีตรังกอดอกมองอย่างสมเพช คนอะไรโชคร้ายทั้งวัน แล้วเปลี่ยนชื่อให้เวย์นซึ่งปู่ของเขาตั้งตามดาราคาวบอยฝรั่งที่ชื่อ จอห์น เวย์น เป็นเวรกรรมแทน

จากนั้น เตชิตดึงศรีตรังมาฟังเรื่องผีสาวสวยที่เขาเห็นเต็มๆสองตา ป้าจุรีได้ยินพอดี ตกใจมือไม้อ่อน ถามเสียงหลงว่าผีที่ไหน พอรู้ว่าเตชิตเจอในบ้านพักท้ายรีสอร์ต ป้าจุรีเล่าให้ฟังบ้างว่าเธอก็เห็นผีตนนี้เช่นกัน และตั้งชื่อให้ว่าคุณหนูเผือกเพราะเธอตัวขาวซีด คุณหนูเผือกพยายามจะพูดอะไรบางอย่างกับเธอ แต่เธอไม่เคยรอฟังสักที เผ่นแน่บออกมาก่อน ตอนหลังเธอเลยต้องจุดธูปขอร้องไม่ให้มาหลอกหลอนเธออีก เตชิตปิ๊งไอเดียขอธูปจากศรีตรังจะไปจุดบ้าง ป้าจุรีทักท้วงไม่มีประโยชน์ เพราะคุณหนูเผือกยังมาปรากฏตัวให้เห็นตลอด

“ตอนหลังป้าต้องขอให้คนอื่นไปทำความสะอาดแทน ถ้าหากมีความจำเป็นจริงๆ จะต้องเข้าไป ป้าจะต้องร้องว่า อะลัดตั๊ดต๊า ให้เสียงก่อน เธอจะได้ไม่ปรากฏตัวพรวดพราดขึ้นมาให้ป้าหัวโกร๋น”

เตชิตไม่รอช้าขอร้องศรีตรังให้ย้ายบ้านพักให้ ศรีตรังไม่ขัดรีบจัดการให้ทันที

ooooooo

หลังจากคุมป้าจุรีกับลุงสมย้ายบ้านพักให้เตชิตเรียบร้อย ศรีตรังมาที่ห้องนอนของตัวเอง หยิบรูปถ่ายของเธอกับเพชรในเครื่องแบบนักศึกษาขึ้นมาดู แปลกใจไม่หายทำไมพี่เพชรของเธอถึงปฏิเสธว่าไม่ใช่พี่เพชร แต่กลายเป็นชื่อพอลไปได้ หนำซ้ำยังจำเธอไม่ได้อีก พลันภาพในอดีตผุดเข้ามาในสมองของศรีตรัง

วันนั้น ศรีตรังยังเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง ส่วนเพชรเป็นนักศึกษาปีสี่กำลังอ่านตำรากันอยู่ริมสระน้ำในมหาวิทยาลัย เพชรตัดสินใจสารภาพความในใจให้ศรีตรังได้รับรู้ ศรีตรังเองก็แอบชอบรุ่นพี่คนนี้เช่นกัน แต่ถูกจู่โจมแบบนี้ถึงกับนิ่งอึ้ง เพชรใจเสียสรุปเอาเองว่าเธอมีใครอยู่แล้ว เดินคอตกออกไป ศรีตรังตั้งสติได้รีบวิ่งตาม

“เดี๋ยวค่ะพี่เพชร...ศรียังไม่มีใครเลยค่ะ”

เพชรค่อยๆเดินกลับมาหาศรีตรัง จับมือเธอไว้มองสบตาด้วยแววตาเปี่ยมรัก หญิงสาวมองตอบเขาด้วยแววตาแบบเดียวกัน ศรีตรังตื่นจากภวังค์ น้ำตาคลอเบ้ามองรูปถ่ายในมือพร่าไปหมด...

ขณะที่ศรีตรังกำลังคิดถึงความหลังหวานชื่นที่เคยมีกับเพชร พอลเองก็กำลังคิดถึงความหลังเมื่อครั้งที่พบศรีตรังครั้งแรกที่มหาวิทยาลัย ตอนนั้นศรีตรังกับเพื่อนๆมาร่วมอบรมน้องใหม่สาย เลยถูกเขาซึ่งเป็นรุ่นพี่ปีสี่ทำโทษ พลันเสียงมือถือของพอลดังขึ้น ปลุกให้เขาได้สติ ปรกเดือนโทร.มาตามเขาไปพบ

ไม่นานนัก พอลมาถึงบ้านของปรกเดือน เจ้าของบ้านสาวสวยไม่รอช้าซักถามถึงข่าวซุบซิบที่ได้ยินมาว่า  เดนิส สามีของเธอกำลังนอกใจไปคั่วกับดาราสาวหน้าใหม่อยู่ พอลแก้ตัวแทนเดนิสว่า ดาราคนนั้นเป็นแค่ของเล่นชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ปรกเดือนสวนทันทีว่าไม่เชื่อ แต่พอรู้สึกตัวก็รีบขอโทษ

“ระยะปีสองปีมานี่ เดือนมีแต่เรื่องทุกข์ใจ...ทุกข์จนไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม...”

“อย่าคิดอย่างนั้น...คุณยังมี...”

“เดือนรู้ค่ะว่าเดือนยังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ...”

“ไม่ใช่แค่คุณคนเดียว ผมเองก็เหมือนกัน...ผมขอตัวเดี๋ยวนะ” พอลพูดจบเดินขึ้นบ้านไปเงียบๆ ปรกเดือนมองตามพอล สีหน้าว้าวุ่นใจเมื่อครู่ค่อยๆคลายลงเปลี่ยนเป็นความเห็นอกเห็นใจแทน พอลหายขึ้นไปข้างบนสักพักก็ลงมา แล้วขอตัวกลับทันที...

ทางด้านศรีตรังตัดใจเอารูปถ่ายของเพชรทั้งหมดมาเผาทิ้ง จังหวะนั้นมีเสียงมือถือของเธอดังขึ้น ศรีตรังคว้ามือถือขึ้นมากดรับสายโดยไม่ทันดูเบอร์โชว์หน้าจอ เพราะสายตามัวแต่จับจ้องรูปถ่ายของเพชรที่กำลังไหม้ไฟ  หลังจากส่งเสียง “ฮัลโหล” อยู่สามครั้งสามครา แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา หญิงสาวชักอารมณ์ขึ้น

“เฮ้ย...สามโหลแล้วนะ จะพูดหรือไม่พูด...ไอ้โรคจิต” ศรีตรังด่าเสร็จ วางสาย พอลหรือพี่เพชรถึงกับสะดุ้งโหยง รีบปิดมือถือ พึมพำกับตัวเองเบาๆสีหน้าเปื้อนยิ้มเล็กน้อย “ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย”

จากนั้น เขาหยิบนามบัตรที่ศรีตรังให้ไว้ตอนที่เคลียร์เรื่องอู่ที่จะซ่อมรถของเขาขึ้นมาดู กว่าจะได้นามบัตรใบนี้มาได้ต้องขู่เธอแทบแย่

ooooooo

 

ตอนที่ 2

เตชิตเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ศรีตรังฟังระหว่างกินมื้อเช้าด้วย กัน ศรีตรังเห็นใจคุณหนูเผือกมากที่ไม่รับรู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว เตชิตขอร้องเพื่อนรักเลิกเรียกเธอว่าคุณหนูเผือกได้แล้ว ฟังดูหลอนๆ ชอบกล ต่อไปนี้ขอให้ทุกคนเรียกเธอว่า “เสียงหวาน” แทนเพราะเสียงของเธอหวานสมชื่อ ลุงสมค้านทันที

“ด้วยความเคารพ ลุงไม่เคยได้ยินว่าผีเสียงหวาน มีแต่เสียงเย็นๆ เสียงยานคาง...เสียง...”

ลุงสมพูดยังไม่ทันจบประโยค ป้าจุรีชิงยกมือขึ้นรับรองว่าผีตนนี้เสียงหวานจริงๆ ศรีตรังแนะให้เตชิตทำทีเออออไปกับเสียงหวานว่าเธอไม่ใช่ผี จะได้ซักถามได้ว่าเธอต้องการอะไร ทางเราจะได้จัดหาให้ เพื่อให้เธอสบายใจ และจะได้ไปผุดไปเกิดเสียที ไม่ใช่มายึดรีสอร์ตของเธอเป็นที่สิงสถิตย์แบบนี้

“ฉันว่าอย่างนี้ดีที่สุด...ให้หลวงพ่อมาทำพิธีส่งเธอไปผุดไปเกิด”

ศรีตรังไม่เห็นด้วยกับเตชิต เกิดเสียงหวานไม่ยอมขึ้นมาจะเกิดเรื่องเปล่าๆ เตชิตควรจะไปถามเธอให้รู้แน่ชัดว่าต้องการอะไรกันแน่ เตชิตอ้าปากจะเถียง ศรีตรังไวกว่าจิ้มไส้กรอกยัดปาก สั่งห้ามโต้แย้ง เพราะเธอเองก็ต้องการจะรู้ ความจริงเหมือนกัน เตชิตเกี่ยง ถ้าศรีตรังอยากรู้มากขนาดนั้น ทำไมไม่ไปถามเสียงหวานเอง

“เพราะฉันกลัวผี...ชัดมั้ย” ศรีตรังจ้องหน้าเตชิตเขม็ง

ooooooo

เมื่อข่าวเจียงรอดตายจากอุบัติเหตุรถเบรกแตกปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับ เช้าแทบทุกสำนักพิมพ์ พอลอาสาจะไปจัดการเจียงให้สิ้นซาก เดนิสไม่อยากให้ทำอย่างนั้น ตอนนี้ตำรวจกำลังจับตาเราอยู่ ขอให้พอลแค่โฉบไปให้เจียงเห็นหน้าก็พอ เท่านั้นเขาก็กลัวแทบจับไข้หัวโกร๋นแล้ว

ไม่นานนัก พอลมาถึง รพ.ที่เจียงพักรักษาตัวอยู่พร้อมกับกระถางต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงดอกใหญ่น่า กลัวแถมมีแมลงตายซากตัวหนึ่งอยู่ในนั้น เจียงในสภาพแขนหักหนึ่งข้าง หันมาเห็นพอลหิ้วกระถางต้นไม้มาวางบนโต๊ะข้างเตียง รีบยกแขนข้างที่ไม่เข้าเฝือกขึ้นไหว้ขอชีวิต สาบานจะไม่ปริปากกับตำรวจเด็ดขาด

“แกนี่แปลก...ฉันมาเยี่ยม แต่แกทำท่าเหมือนฉันจะมาฆ่า...ต้นไม้นั่นของคุณเดนิส เขาฝากมาบอกว่าขอให้ตาย... ขอโทษ...ขอให้หายเร็วๆ...ฉันไปล่ะ” พอลออกจากห้องโดยมีเจียงมองตามด้วยสีหน้าหวาดกลัว

จ่าธงถือถ้วยกาแฟมาตามทางเดิน เห็นพอลออกมาจากห้องพักฟื้นของเจียง กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปดูในห้องถึงกับถอนใจโล่งอกที่เห็นเจียงยังไม่ตาย พอจ่าธงหันไปเห็นต้นไม้ที่วางอยู่ ถามเจียงเสียงเข้มว่า ไอ้คนเมื่อครู่เอามาให้หรือ เจียงรับคำ แต่ไม่ยอมบอกอะไรอีก อ้างไม่รู้จักคนที่นำต้นไม้มาให้และไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งมาให้ จ่าธงจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงโทร.ไปเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เตชิตฟัง

เตชิตเสียดายที่จ่าธงไม่เห็นหน้าคนเอามาให้ แต่เท่าที่ฟังจ่าธงเล่า พอจะสรุปได้ว่าเจียงต้องรู้จักคนเอามาให้ แต่กลัวเกินกว่าจะซัดทอด เตชิตจะลงมากรุงเทพฯ เพื่อเค้นความจริงจากเจียงเอง สั่งให้จ่าธงช่วยเคลียร์ที่ทางให้ด้วย มะรืนนี้เขาจะไปที่นั่น จ่าธงอยากจะเขกหัวตัวเองนัก ที่ดันโทร.ไปรายงานเตชิตเท่ากับหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ...

เดนิสพอใจมากเมื่อรู้จากพอลว่าเจียงกลัวแทบจะจับไข้ บางทีอีกสองถึงสามวันข้างหน้า เขาอาจจะแวะไปเยี่ยมเจียงบ้าง พอลทักท้วง ทำแบบนั้นเสี่ยงเกินไป

“ถ้าไม่เสี่ยงก็ไม่สนุก เหมือนนายไง วัดในกรุงเทพฯ มีไม่รู้กี่ร้อยวัดแต่นายดันผ่าไปทำสังฆทานถึงปากช่อง”

พอลชะงัก เหลือบมองนายใหญ่ เดนิสยิ้มเจ้าเล่ห์ อ้างจำเป็นต้องรู้ความเคลื่อนไหวคนของตัวเอง แล้วถามพอลทำไมถึงต้องถ่อไปทำสังฆทานที่นั่น พอลไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก เดนิสอยากให้เขาระบายออกมาเสียบ้าง บางทีอาจจะคลายความเจ็บปวดลงได้ พอลยังคงนิ่งจนเดนิสต้องเปลี่ยนเรื่องไปถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างพอลกับแซน ดี้แทน พอลส่ายหน้าไม่รู้เหมือนกันว่าไปถึงไหนแล้ว

“เฮ้ย...นายต้องพยายามเปิดใจบ้าง”

พอลไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ถ้าเจ้านายไม่มีอะไรแล้ว เขาขอตัวกลับก่อน เดนิสมองตามอ่อนใจ

ooooooo

เตชิตยังไม่ละความพยายามที่จะทำให้เสียงหวานยอมรับความจริงให้ได้ว่าเธอตาย ไปแล้ว เสียงหวานเบ้หน้าจะร้องไห้ ขอร้องให้เขาหยุดพูด ทันใดนั้นมีเสียงอ้อยใจร้องเรียกเตชิตดังมาจากหน้าบ้านพัก เตชิตเดินไปแอบมองที่หน้าต่างโดยที่อ้อยใจยังคงส่งเสียงเรียกเขาตลอด เสียงหวานมายืนข้างๆ ถามว่าใครมาเรียก

“อ้อยใจ...คุณรู้จักไหม”

“ไม่รู้จักค่ะ...หรืออาจจะรู้จัก แต่ฉันจำอะไรไม่ได้เลย”

เตชิตจะลองถามอ้อยใจดู แล้วเดินไปเปิดประตูรับอ้อยใจที่ยืนรออยู่พร้อมปิ่นโตใส่กับข้าวในมือ เธอถือวิสาสะเข้าในบ้านโดยที่เตชิตยังไม่ทันจะชวน เดินทะลุร่างเสียงหวานเอาปิ่นโตไปวางบนโต๊ะอาหาร เสียงหวานหน้าตื่น คร่ำครวญว่าตัวเองตายแล้วจริงๆ

“ก็ผมบอกแล้ว”

อ้อยใจงง เตชิตพูดเรื่องอะไร ชายหนุ่มรู้สึกตัวรีบกลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไร อ้อยใจไม่ติดใจสงสัยอะไรอีก ขอตัวไปเอาชามในครัวมาใส่อาหารให้ เสียงหวานยังคร่ำครวญไม่เลิก

“ผู้หญิงคนนั้นเดินทะลุตัวฉัน”

“เพราะคุณเป็นแค่วิญญาณ”

อ้อยใจเดินออกมาพอดี สงสัยเตชิตพูดกับใคร เตชิตรีบบอกว่าพูดคนเดียว เพราะเขาเป็นลูกคนเดียว ตอนเด็กๆ เวลาเหงาขึ้นมาก็จะพูดกับตัวเองเลยติดมาจนโต อ้อยใจหัวเราะคิกคัก ต่อไปเขาจะไม่ต้องเหงาคนเดียวอีกแล้ว เพราะเธอจะมาอยู่เป็นเพื่อน แล้วขยับเข้ามาใกล้อย่างยั่วยวนเต็มที่

“ช่วยผมหน่อยซี” เตชิตขอร้องเสียงหวาน แต่อ้อยใจคิดว่าเขาพูดกับเธอ เลยโอบรอบคอเขาไว้ เสียงหวานลอยไปด้านหลังอ้อยใจ แล้วเป่าลมใส่เบาๆ ความเย็นจับเข้าไปถึงหัวใจ ถึงกับขนลุกเกรียว อ้อยใจชักใจคอไม่ดี ชวนเตชิตไปนอกบ้าน เตชิตได้ที แนะให้หญิงสาวกลับไปก่อนดีกว่า อ้อยใจอ้าปากจะค้าน เตชิตชิงพูดขึ้นก่อน

“รีบไปเถอะ ท่าทางจะไม่ค่อยดีแล้ว เดี๋ยวเธอเกิดแหกอกแลบลิ้นปลิ้นตาหลอก มีหวังได้จับไข้หัวโกร๋น”

อ้อยใจรีบถลาตามเขาไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่เสียงหวานมองตามโกรธ รัศมีรอบตัวเธอเปลี่ยนเป็นสีแดง

เตชิตหายออกไปส่งอ้อยใจพักเดียวก็กลับเข้ามา เสียงหวานลอยตรงเข้าหาอย่างโกรธเกรี้ยวที่เขามากล่าวหาเธอจะแหกอกแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกเขา เตชิตไม่ได้ตั้งใจจะว่า แค่จะขู่ให้อ้อยใจกลัว รีบกลับไปเท่านั้น เสียงหวาน หน้าบูดบึ้งลอยขึ้นไปบนเพดานห้อง เตชิตผวาตัวสั่นยกมือปิดตา ร้องห้ามลั่น เสียงหวานมองงง

“คุณคิดว่าฉันจะทำอะไร”

“ก็...แหกอกแลบลิ้นปลิ้นตา”

เสียงหวานโกรธ ด่าเตชิตบ้าแล้วค่อยๆเลือนหายไป เตชิตร้องถามว่าเปิดตาได้หรือยัง เงียบไม่มีเสียงตอบเขาค่อยๆเอามือออก มองไปรอบๆไม่เห็นเสียงหวาน ตะโกนเรียกเธอให้ออกมา แต่ทุกอย่างยังเงียบกริบ เตชิตขู่ถ้าเสียงหวานไม่ยอมออกมาเขาจะไป แล้วแกล้งขยับไปที่ประตู เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นทันทีขอร้องอย่าเพิ่งไป เตชิตอมยิ้ม ก่อนจะหันกลับมามองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย คิดออกแล้วว่าจะเริ่มต้นสืบเรื่องของเธออย่างไร

“ก่อนอื่น เราต้องสืบหาให้ได้ว่าในระยะ 2 ปีมานี่ เคยมีผู้หญิงที่มีลักษณะเหมือนคุณหายบ้างหรือเปล่า...ซึ่งถ้ามีใครมาแจ้งความไว้เรื่องก็คงจะไม่ยากนัก... เริ่มเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า” เตชิตว่าแล้วขยับจะไป เสียงหวานร้องตาม แต่เขาขอให้เธอรออยู่ที่นี่...

ทางด้านอ้อยใจยังหวาดกลัวเหตุการณ์เมื่อครู่

ไม่หาย ตรงดิ่งไปหาศักดิ์สิทธิ์ที่บ้านร้องห่มร้องไห้โวยวายว่าโดนผีนังเกษหลอก ศักดิ์สิทธิ์เตือนให้เงียบเสียงลงหน่อยถ้าไม่อยากติดคุก แล้วซักถามว่าไปเจอผีที่ไหน อ้อยใจอึกๆอักๆมีพิรุธ โกหกว่าแม่ของเธอใช้ให้เอาอาหารเช้าไปส่งแขกของศรีตรังที่บ้านพักท้ายรีสอร์ต

ศักดิ์สิทธิ์มองไม่ไว้ใจ ยิ่งได้รู้ว่าแขกของศรีตรังคนนั้นเป็นผู้ชาย ออกอาการหึงหวงเพราะรู้นิสัยอ้อยใจ

ดีว่าชอบอ่อยเหยื่อ อ้อยใจโกรธที่ศักดิ์สิทธิ์รู้ทัน ทำท่าจะกลับ ศักดิ์สิทธิ์ดึงเธอมากอดไม่ยอมให้ไป หญิงสาวทำดัดจริตดีดดิ้น ถ้าไม่เชื่อใจกันก็ไม่ต้องมายุ่ง แล้วดันตัวเขาออก

“เชื่อสิ...ถ้าไม่เชื่ออ้อยแล้วศักดิ์จะไปเชื่อใคร”

อ้อยใจยังคาใจ แล้วจะทำอย่างไรต่อไปกับผีนังเกษ ศักดิ์สิทธิ์ปลอบอ้อยใจไม่ต้องกลัว ถ้านังผีนั่นยุ่งมากนักเขาจะหาหมอผีมาจับถ่วงน้ำให้สิ้นเรื่องสิ้นราว แล้วดึงเธอเข้ามากอดจูบด้วยแรงปรารถนา

ooooooo

เตชิตไม่รอช้าชวนศรีตรังกับลุงสมไปสถานีตำรวจเพื่อสอบถามเรื่องราวของเสียงหวาน แต่เขาอ้างกับจ่าสมหวังจ่าเวรว่า เขามีเพื่อนหญิงคนหนึ่งหายไประหว่างมาเที่ยวที่นี่ประมาณ 2 ปีมาแล้ว จ่าสมหวังมองเตชิตอย่างไม่ค่อยชอบขี้หน้านักเพราะเขาดันหล่อกว่า ถามเสียงเข้มทำไมถึงเพิ่งมาแจ้งตำรวจ

“ก็เพราะเพิ่งจะรู้ ถ้ารู้ก่อนหน้านี้ก็คงมาแจ้งนานแล้ว” เตชิตเสียงเขียวใส่ ศรีตรังเห็นท่าไม่ดีรีบชิงพูด

“บางที...อาจจะมีญาติของผู้หญิงคนนี้มาแจ้งไว้แล้ว แต่เพื่อนฉันคนนี้เขาเพิ่งจะรู้”

“อ้อ...กรุณารอสักประเดี๋ยวนะครับ...คุณศรีตรัง” จ่าสมหวังน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นมาทันที เดินหายเข้าห้องเก็บประวัติสักพัก กลับมาอีกครั้งพร้อมกับยื่นแฟ้มเอกสารแฟ้มหนึ่งให้ ศรีตรังรับแฟ้มมาเปิดดู โดยมีเตชิตและลุงสมชะโงกหน้าเข้ามาช่วยดูด้วย เตชิตไม่เห็นมีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเสียงหวานเลยจะขอดูแฟ้มคนหายเพิ่มเติม ทีแรกจ่าสมหวังอิดออด แต่พอศรีตรังขอร้อง กุลีกุจอไปหาทันที...

ในขณะเดียวกัน ศักดิ์สิทธิ์กับอ้อยใจรู้จากป้าจุรีว่าเตชิตไปข้างนอกกับศรีตรัง สบโอกาสเหมาะแอบเข้าไปสำรวจทั่วบ้านพักของเขา แต่ไม่พบอะไร ศักดิ์สิทธิ์แซวอ้อยใจสงสัยจะคิดมากไปเอง พลันเสียงหวานปรากฏตัวขึ้นด้านหลังอ้อยใจ ไอเย็นจากตัวเธอแผ่มาถูกอ้อยใจจนต้องยกแขนขึ้นกอดตัวเอง หน้าถอดสี รีบชวนศักดิ์สิทธิ์กลับ

“ทำไม...ผีมาแล้วหรือ...ผีจ๋า...ผีปรากฏตัวขึ้น

ซีจ๊ะ” ศักดิ์สิทธิ์ท้าทายพลางกางแขนออกหัวเราะร่วน ไอเย็นจากตัวเสียงหวานแผ่มากระทบศักดิ์สิทธิ์อย่างจัง ถึงกับหยุดหัวเราะ หันมองหน้าอ้อยใจ ก่อนจะชวนกันจ้ำพรวดๆออกไป ร่างของเสียงหวานค่อยๆเลือนหาย แค่อึดใจเดียวเธอไปปรากฏตัวข้างหลังเตชิตซึ่งกำลัง

นั่งดูแฟ้มคนหายอยู่ที่สถานีตำรวจกับศรีตรังและลุงสม ศรีตรังหันไปถามเตชิตว่ามีภาพไหนเหมือนเสียงหวานของเขาไหม

“ไม่มีเลยค่ะ” เสียงหวานชิงตอบ เตชิตสะดุ้ง

สุดตัวเกือบตกเก้าอี้ ร้องเฮ้ยลั่น แล้วหันมองตามเสียง

เห็นเสียงหวานยืนยิ้มแหยๆ ก่อนจะขอโทษเขาที่ทำให้ตกใจ

“บอกไม่รู้กี่หนว่าอย่าพรวดพราดปรากฏตัวขึ้นมา” เตชิตโวยวาย ศรีตรังต้องเอาศอกกระทุ้ง เตชิตถึงรู้สึกตัวหันกลับมายิ้มเจื่อนเมื่อเห็นจ่าสมหวังกับลุงสมจ้องมองเขาเป็นตาเดียวกัน ศรีตรังรีบกลบเกลื่อนให้เพื่อนรัก

“เพื่อนฉันเขาออกจะขาดๆเกินๆนิดหน่อยแบบนี้ล่ะค่ะ...จ่าอย่าถือสาเลยนะคะ” ศรีตรังว่าแล้วชี้ไปที่ภาพผู้หญิงคนหนึ่งถามจ่าสมหวังว่านี่ใคร ลุงสมจำได้ทันที ผู้หญิงคนนี้ชื่อ เกษริน เป็นหลานของยายภา ตอนที่หายตัวไปยายภาสงสัยว่าตรีทศ ผู้จัดการไร่สุขศรีตรังจะเป็นคนลักพาตัวไป แต่ไม่มีหลักฐานอะไรโยงไปถึงตัวเขา...

ในเมื่อไม่ได้อะไรคืบหน้า ศรีตรัง เตชิตและลุงสมขับรถกลับรีสอร์ต คราวนี้ลุงสมเป็นสารถี เตชิตนั่งข้างคนขับ ส่วนศรีตรังนั่งเบาะหลังโดยไม่รู้ว่าเสียงหวานนั่งอยู่ข้างๆ หลังจากนั่งเงียบๆกันมาพักใหญ่ อยู่ๆศรีตรังก็โพล่งขึ้นว่า เกษรินน่าจะใกล้เคียงกับเสียงหวานที่สุด เสียงหวานเถียงว่าไม่ใช่ หน้าตาไม่เห็นเหมือนกันเลย

“หน้าตาแบบนี้อาจจะไม่ใช่หน้าตาที่แท้จริงของคุณก็ได้” เตชิตได้ยินคำพูดนั้นเพียงคนเดียวตั้งข้อสังเกต

ศรีตรังถึงกับหน้าเสีย ถามเตชิตว่าเสียงหวานอยู่ในรถคันนี้ด้วยหรือ เตชิตพยักหน้ารับ ศรีตรังเหลือบมองเบาะนั่งข้างๆอย่างหวาดๆ เตชิตยังคงซักถามเสียงหวานถึงผู้ชายที่ชื่อตรีทศ ศรีตรังทนไม่ไหวต้องสะกิดเพื่อนรัก

“ไอ้เต...เอาไว้แกค่อยไปคุยกับเธอที่บ้านพัก

ดีไหม”

“ทำไม...หรือว่าแกกลัว”

“เปล่า...แต่แกดูเหมือนคนบ้านั่งพูดอยู่คนเดียว” ศรีตรังสวนทันที เสียงหวานขำกลิ้ง ขณะที่เตชิตหน้าหงิก

ooooooo

ทันทีที่กลับถึงรีสอร์ต เตชิตขอให้เสียงหวานไปรอที่บ้านพักของเขาก่อน แล้วเดินตามศรีตรังเข้าไปปรึกษาหารือกันต่อในบ้านของเธอ เตชิตเริ่มคิดคล้อยตามที่ศรีตรังว่าเสียงหวานน่าจะใช่เกษริน เพราะเธอจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้เลย รูปร่างหน้าตาที่ปรากฏให้เห็นอยู่ตอนนี้อาจจะไม่ใช่หน้าตาที่แท้จริงของเธอก็ได้

“ฉันว่าฟังดูพิลึกๆ ทำไมแกไม่วาดรูปคุณหนูเผือกตามที่เห็นแล้วประกาศหาคนหาย ฉันว่าเวิร์กกว่าเยอะ”

“เราไม่ใช่ญาติเธอ ขืนทำโดยพลการอาจจะเกิดเรื่องยุ่งยาก หรือไม่ญาติเธออาจจะเคยประกาศหาไปแล้วก็ได้...ฉันกลับก่อนดีกว่า จะปรึกษาเสียงหวานหน่อยว่าจะเอายังไงต่อไปดี” เตชิตพูดจบ เดินออกไป

ครู่ต่อมา เตชิตปั่นจักรยานมาถึงที่พักโดยไม่ทันสังเกตเห็นศักดิ์สิทธิ์ และอ้อยใจแอบซุ่มดูอยู่หลังพุ่มไม้ พอเขาเข้าบ้านปิดประตูตามหลัง สองคนนั่นค่อยๆย่องเข้ามาแอบมองใกล้ๆ...

ภายในบ้านพักรับรอง เสียงหวานถึงกับน้ำตาคลอเบ้าเมื่อรู้ว่าเตชิตจะไปหายายภา เตชิตแปลกใจเธอร้องไห้ทำไม เสียงหวานกลัวความจริงที่ต้องเผชิญ เตชิตสงสารเธอจับใจ เดินเข้ามานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

“คุณต้องเลือกเอานะเสียงหวาน ระหว่างความกลัวแต่ได้รู้ความจริง กับความสงสัยไม่แน่ใจไปตลอดซึ่งไม่รู้ว่าจะยาวนานไปสักเท่าไหร่”

เสียงหวานถอนใจยาว สีหน้าเศร้าหมอง ไอเย็นแผ่ออกมาทั่วบ้านจนเตชิตต้องเขยิบหนี ศักดิ์สิทธิ์กับอ้อยใจที่กำลังแอบมองอยู่ มีสีหน้าประหลาดใจเพราะเห็นเตชิตพูดออกท่าออกทางอยู่คนเดียว ศักดิ์สิทธิ์สรุปได้ทันที เตชิตต้องเป็นบ้าแน่นอน อ้อยใจบ่นเสียดาย หน้าตาดีๆไม่น่าบ้า ตอนเขาอยู่กับเธอก็เหมือนคนปกติทุกอย่าง

“จะเหมือนได้ยังไง...ดูมันทำท่าซิ” ศักดิ์สิทธิ์พูดจบพยักพเยิดให้อ้อยใจดูเตชิตที่กำลังพูดกับความว่างเปล่า ทั้งๆที่จริงแล้วเขากำลังเตือนเสียงหวานให้ระวังตัว เพราะลมหายใจของเธอเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง

“ขอโทษค่ะ...ต่อไปฉันจะพยายามระวังตัว” เสียงหวานไม่พูดเปล่ายกมือไหว้เตชิตด้วย

เตชิตเห็นเสียงหวานไม่ขัดข้องที่เขาจะไปพบยายภา จึงวางแผนจะไปในวันมะรืน เพราะพรุ่งนี้เขาต้องไปทำธุระบางอย่างที่กรุงเทพฯก่อน ด้านศักดิ์สิทธิ์และอ้อยใจแอบมองเตชิตจนพอใจแล้วย่องกลับมายังพุ่มไม้นอกรั้วบ้านพัก อ้อยใจตั้งข้อสังเกต เตชิตอาจจะไม่ได้บ้าพูดกับตัวเองอย่างที่ศักดิ์สิทธิ์คิด แต่กำลังพูดอยู่กับเกษริน

“โธ่เอ๊ย...ถ้าผีมีจริง...ป่านนี้มิเดินเพ่นพ่านชนกับคนมั่วไปหมดแล้วหรือ”

ไม่ว่าอ้อยใจจะพูดอย่างไร ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่เชื่อว่าผีมีจริง...

ค่ำวันเดียวกัน เตชิตไปกินอาหารเย็นกับศรีตรังที่บ้านของเธอเช่นเคย ศรีตรังอยากรู้ตกลงเขาจะไปบ้านยายภาหรือเปล่า เตชิตไปแน่แต่ต้องเป็นวันมะรืนเพราะพรุ่งนี้ต้องเข้ากรุงเทพฯ ศรีตรังขอไปด้วย ไม่ได้ไปที่นั่นนานแล้ว เตชิตอ้างโน่นอ้างนี่ไม่ยอมให้ไป ศรีตรังขู่ถ้าไม่ให้ไปกรุงเทพฯ ด้วยจะไม่พาเขาไปหายายภา รวมทั้งไม่ให้ความร่วมมือสืบเรื่องราวของคุณหนูเผือกเสียงหวานอีกด้วย เตชิตจนแต้มต้องยอมตามที่ศรีตรังขอ...

ไม่ได้มีเพียงเสียงหวานเท่านั้นที่ต้องการให้เตชิตช่วยสืบหาที่มาที่ไปให้ แต่ทันทีที่เขาปั่นจักรยานกลับจากกินข้าวกับศรีตรัง ถึงหน้าบ้านพัก ยังมีผีสาวอีกตัวหนึ่งซึ่งในขณะนั้น เขายังไม่รู้ว่าเป็นเกษริน มาปรากฏตัวให้เห็น ขอร้องผ่านเสียงหวานให้เขาช่วยสืบหาที่มาที่ไปให้เช่นกัน เนื่องจากไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน

เตชิตมองเกษรินอย่างหวาดๆเพราะสภาพของเธอผิดจากเสียงหวานลิบลับ เธอมาในสภาพผมเผ้ารุงรังเนื้อตัวเต็มไปด้วยโคลน ซ้ำยังปรากฏร่างพร้อมกับเสียงหมาหอน เตชิตกลัวจัดจำต้องรับปากจะช่วย

ooooooo

เตชิตและศรีตรังมาถึง รพ.ที่เจียงพักรักษาตัวอยู่แต่เช้า ระหว่างเดินไปที่ลิฟต์ ศรีตรังอดแซวเตชิตไม่ได้ที่ตอนนี้กลายเป็นคนกว้างขวางในแวดวงผี มีผีมาขอร้องให้สืบประวัติให้ตั้งสองตัว เตชิตเคืองด่าสวนทันที ศรีตรังไม่โกรธ กลับหัวเราะคิกคักชอบใจ แต่พอทั้งคู่ก้าวออกจากลิฟต์ หญิงสาวชะงัก รีบดึงแขนเตชิตหลบมุม แล้วพยักพเยิดไปที่ทางเดินเบื้องหน้า เห็นเดนิสกับพอลกำลังเดินตรงมาที่ลิฟต์

“ไอ้เพชรกับเดนิสนี่” เตชิตกระซิบ

“เขาบอกเขาชื่อพอลไม่ใช่เพชร” ศรีตรังกระซิบกลับ เตชิตบ่นอุบจะเอาอย่างไรต่อไปดี

ศรีตรังแนะให้เขาไปดูเจียง ส่วนเธอจะตามสองคนนี้ไปเอง เตชิตไม่อยากให้เพื่อนเสี่ยงอันตราย แต่ศรีตรังอ้างความเป็นตำรวจเก่าสั่งให้เขาส่งกุญแจรถให้แล้วเธอจะโทร.แจ้งความคืบหน้า จากนั้น เธอค่อยๆหลบไปลงทางบันได โชคดีที่ลิฟต์แวะทุกชั้นทำให้ศรีตรังไปถึงที่

จอดรถก่อนเดนิสและพอล เธอรีบขับรถไปดักรอใกล้ๆประตูทางออก แต่ทั้งคู่ไม่ได้กลับด้วยกัน ศรีตรังตัดสินใจขับรถตามพอลโดยไม่ลืมโทร.บอกเตชิต

ไม่นานนัก เธอตามพอลมาถึงคอนโดฯที่พักของเขา หยิบหมวกกับแว่นดำมาสวมอำพรางใบหน้า รอจนพอลก้าวเข้าลิฟต์จึงรีบตามไปดู ลิฟต์ไปหยุดตรงชั้นไหนแล้วกดลิฟต์อีกตัวหนึ่งไปยังชั้นเป้าหมายทันที...

พอลรู้ตัวถูกสะกดรอยตามตั้งแต่แรกจึงดักรออยู่ จังหวะที่ศรีตรังเผลอ เขาพุ่งเข้ามาทางด้านหลังรวบตัว

เธอไว้ ศรีตรังใช้วิชาป้องกันตัวที่เคยฝึกฝนมา แต่พอลสามารถคุมสถานการณ์ไว้ได้หมด หญิงสาวพยายามดิ้นหนีแต่ไร้ผล อ้าปากจะร้องเขาก็ปิดปากไว้ทัน อุ้มเธอเข้าห้องพักของเขา เหวี่ยงไปที่โซฟาแล้วล็อกประตูห้อง ศรีตรังจะวิ่งมาเปิดประตู พอลจับตัวไว้ดึงหมวกกับแว่นดำออก โยนไปบนโซฟา

“จะทำอะไรก็ให้มันแนบเนียนหน่อย ไม่น่าเชื่อว่าเคยเป็นตำรวจ”

“รู้ได้ยังไงว่าฉันเคยเป็นตำรวจ...ต้องใช่พี่เพชรแน่ๆ...พี่เพชร...ทำไมต้องทำเป็นไม่รู้จักศรีด้วย”

พอลยิ้มมุมปาก ดึงตัวหญิงสาวเข้ามากอด ยอมรับว่าตัวเองคือพี่เพชร แล้วก้มหน้าจะจูบ ศรีตรังตบเปรี้ยงเข้าเต็มหน้า ผลักเขาเสียหลักเกือบล้ม ด่าซ้ำว่าทุเรศ หยาบคาย พี่เพชรที่เธอรู้จักไม่ใช่คนเถื่อนแบบนี้

“ถ้าไม่ต้องการให้ทำแบบนี้ แล้วสะกดรอยตามมาทำไม”

“ฉันนึกว่าคุณเป็นคนที่ฉันรู้จัก แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ใช่ เขาคนนั้นเป็นสุภาพบุรุษ แต่คุณเป็นพวกฉวยโอกาสเป็นโรคจิต” ศรีตรังด่าจบ เดินสะบัดออกไปอย่างแค้นใจ นึกอะไรขึ้นมาได้ หันกลับไปมองห้องพอลอีกครั้ง ยกมือท่วมหัวสาปแช่งขอให้เขาตกนรกหมกไหม้อย่าได้ผุดได้เกิด พอลเปิดประตูออกมายืนมอง ศรีตรังชะงักเล็กน้อย แล้วสาปแช่งต่อไป แทนที่จะโกรธเขากลับขอบคุณ แล้วหันหลังจะเข้าห้อง ศรีตรังฉุนขาด ตะคอกใส่

“ฉันเกลียดคุณ”

พอลหันขวับ “เช่นเดียวกัน...อ้อ...โบราณท่านบอกว่าเกลียดอะไรมักจะได้สิ่งนั้น”

ศรีตรังปรี๊ดแตกถลาเข้าใส่แต่พอลปิดประตูห้องเสียก่อน หญิงสาวแค้นจัดทุบประตูปังๆ หนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินผ่านมาพอดี มองเธอด้วยสายตาตำหนิ ศรีตรังจำต้องหยุด เดินก้มหน้าก้มตาไปที่ลิฟต์ ฝ่ายพอลเดินมาหยิบหมวกกับแว่นดำบนโซฟาทำท่าจะเอาไปคืน แต่แล้วเปลี่ยนใจวางไว้ที่เดิม นั่งมองสีหน้าครุ่นคิด

จังหวะนั้น เสียงมือถือของเขาดังขึ้น แซนดี้ซึ่งมีธุระด่วนต้องบินไปอังกฤษโทร.มาแจ้งว่า เสร็จธุระเร็วกว่ากำหนดเดิม พรุ่งนี้คงจะถึงเมืองไทย ขอให้เขามารับเธอที่สนามบินด้วย พอลรับคำอย่างอึดอัดใจ

ooooooo

ในเวลาต่อมา ขณะพอลกำลังบันทึกข้อมูลบางอย่างลงในคอมพิวเตอร์อย่างขะมักเขม้น เดนิสโทร.มาถามว่าสังเกตเห็นไหมว่ามีคนสะกดรอยตามเขา พอลขมวดคิ้วหน้าเครียด รีบแก้ตัว

“...เพื่อนเก่าผมเองครับ...เธอเห็นผมออกมาจาก รพ.จะเรียกก็ไม่ทัน เลยตามมาที่คอนโดฯ”

ระหว่างนั้น แทนสมุนของเดนิสเข้ามาแจ้งว่า เจนจิรามาพบ เดนิสพยักหน้ารับรู้แล้วบอกพอลว่าเขาแค่โทร.มาเตือนให้ระวังตัวเท่านั้น แล้ววางสายเดินออกไปหาเจนจิราที่รออยู่ในห้องรับแขก เขาไม่ค่อยพอใจนักที่เห็นเจนจิรามองโน่นจับนี่ราวกับเป็นเจ้าของบ้าน ทันทีที่หญิงสาวหันมาเห็นเดนิส โผเข้ามาโอบรอบคอ ส่งเสียงเรียกเสี่ยคะเสี่ยขายื่นหน้าจะจูบ เดนิสเบี่ยงหน้าหลบ ดึงมือที่คล้องคอออก แล้วดันเธอให้อยู่ห่างๆ

“บอกแล้วว่าฉันไม่ชอบให้มาทำรุ่มร่ามที่นี่”

“กลัวใครจะเก็บไปเล่าให้คุณปรกเดือนฟังหรือคะ” เจนจิราเผลอตัวโต้ตอบ

“ใช่...เดือนเป็นเมียฉัน...ฉันต้องให้เกียรติเธอ”

เจนจิราออดอ้อนที่มาที่นี่เพราะทนคิดถึงเขาไม่ไหว เดนิสจ้องหน้าเธอเขม็ง เตือนว่าทุกอย่างเขาต้องเป็นคนกำหนดไม่ใช่เธอ เจนจิราชักสีหน้าไม่พอใจ เดนิสเตือนอีกครั้งว่าอย่าทำอย่างนั้นอีก เขาไม่ชอบ เจนจิรา รีบเปลี่ยนท่าทีทันที คลานเข่าเข้ามากราบขอโทษเขา ซบหน้าลงกับตักอย่างประจบประแจง สัญญาว่าต่อไปจะไม่ทำอย่างนี้อีก จะเจียมเนื้อเจียมตัวไม่ตีตัวเทียบคุณปรกเดือน เดนิสขู่ ถ้าเธอทำแบบนี้อีก เราสองคนเป็นอันจบกัน...

เจนจิรารับปากดิบดี แต่พอลับหลังเดนิส เธอโทร.เข้าเบอร์บ้านปรกเดือน อ้างตัวเป็นผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้าย แจ้งว่าสามีของปรกเดือนกำลังติดพันดาราสาวแสนสวยคนหนึ่งอยู่ ปรกเดือนกำลังถือถ้วยใส่น้ำตาลอยู่ถึงกับทำร่วงตกพื้นแตกกระจาย เสียงถ้วยแตกดังเข้าไปในสาย เจนจิรายิ้มหยัน ก่อนจะดัดจริตทำเสียงเล็กเสียงน้อย

“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ตายจริง...ฉันไม่น่าโทร.มาบอกคุณเลย”

ปรกเดือนพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น ถามว่าเธอเป็นใครกันแน่ เจนจิราหัวเราะร่วน ยังคงอ้างตัวเป็นผู้หวังดีแล้วขอตัววางสายก่อน วันหลังจะโทร.มารายงานเรื่องนี้อีก ปรกเดือนทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง พอตั้งสติได้รีบโทร.หาพอล ไม่นานนัก พอลมานั่งอยู่ตรงหน้าปรกเดือน รับฟังทุกอย่างที่เธอเล่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ปรกเดือนน้ำตาคลอเบ้า ไม่คิดเลยว่าเจนจิราจะกล้าขนาดนี้ นี่แสดงว่าเดนิสต้องรักเธอมาก

พอลอาสาจะจัดการเจนจิราให้ จะทำให้เธอไม่กล้าโทร.มาหาเรื่องปรกเดือนอีกและรับรองเดนิสไม่มีทางรู้เรื่อง ปรกเดือนไม่ต้องการให้เขาทำอย่างนั้น ถ้าสองคนนั่นรักกันจริง เธอจะหลีกทางให้ พอลถึงกับอึ้ง

“เดือนจะรอดูสักพัก แต่คุณต้องสัญญานะว่าจะไม่ทำอะไรโดยไม่บอกเดือนก่อน” ปรกเดือนอ้อนวอน แต่พอลกลับนั่งนิ่ง มองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่...

ขณะที่พอลครุ่นคิดหาทางช่วยปรกเดือนอยู่นั้น ศรีตรังกำลังยื่นต่อรองให้เตชิต ถ้าเธอช่วยเขาสืบเรื่องคุณหนูเผือกเสียงหวาน เขาต้องช่วยเธอสืบเรื่องคุณชายเผือกพอลตอบแทน เตชิตยังไม่ทันจะอ้าปากปฏิเสธ

ศรีตรังชิงพูดขึ้นก่อน “อย่าปฏิเสธ แกเป็นตำรวจถึงจะไม่ใหญ่ขนาด ผบ.แต่ก็ต้องมีสายสนกลในบ้างละ ฉันอยากรู้ว่าคุณชายเผือกพอลเขาเข้ามาเกี่ยวข้องอะไรกับนายเดนิส หยาง หรือชื่อไทยว่า เสี่ยสงคราม”

เตชิตขยับจะพูดแต่ไม่ทันศรีตรังตามเคย เลยต้องเอามือปิดปากเธอไว้ แล้วเตือนว่าตอนนี้เธอไม่ได้เป็นตำรวจอีกแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องอะไรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกอาชญากร ศรีตรังสวนทันที เตชิตก็ไม่ใช่ยมบาล แล้วทำไมถึงไปยุ่งกับพวกผี เตชิตเถียงไม่ออกได้แต่เกาหัว สุดท้ายต้องยอมรับข้อเสนอของศรีตรัง

ooooooo

พอลไม่ได้ไปรับแซนดี้ที่สนามบินตามนัด อ้างติดงานด่วน เธอเลยต้องใช้บริการของเจนจิราเพื่อนสนิทของเธอแทน แซนดี้น้อยใจที่พอลไม่ให้ความสำคัญ แต่แล้วต้องยิ้มแก้มแทบปริเมื่อข้อความจากพอลส่งเข้ามือถือ

“หกโมงเย็น ผมจะมารับไปกินข้าว...แต่งตัวสวยๆรอนะครับ...พอล”

เจนจิราเสียดาย พอลน่าจะใส่คำลงท้ายว่ารักลงมาในข้อความนี้ด้วย แซนดี้มักน้อย ได้แค่นี้ก็เริดแล้ว ชวนเจนจิราไปกินมื้อเย็นด้วยกัน จะได้แนะนำพอลให้รู้จัก เจนจิราไม่ว่าง นัดเสี่ยไว้ขอผัดเป็นคราวหน้า...

ขณะที่แซนดี้กำลังมีความสุขอยู่นั้น เตชิตต้องคว้า น้ำเหลวตามเคย อุตส่าห์ดั้นด้นชวนศรีตรังกับลุงสมไปหายายภาที่บ้าน แต่เสียงหวานจำอะไรเกี่ยวกับบ้านหลังนั้นไม่ได้เลย รวมทั้งจำหน้ายายภาไม่ได้เช่นกัน สิ่งเดียวที่เตชิตกับพวกได้กลับมา คือรูปถ่ายล่าสุดของเกษรินเพียงรูปเดียว

เมื่อกลับถึงที่พัก เสียงหวานอดถามเตชิตไม่ได้ เขาคิดว่าเธอชื่อเกษรินจริงหรือ เตชิตดูจากรูปถ่ายของเกษรินแล้วใกล้เคียงเสียงหวานที่สุด เสียงหวานแปลกใจถ้าเป็นอย่างที่เขาคิดทำไมเธอไม่รู้สึกคุ้นเลย แถมหน้าตาก็ไม่เหมือนกัน แล้วกลั้นใจถามว่าเขาคิดว่าเธอเป็นอะไรตาย เตชิตปากไวตอบไม่ทันคิดว่าอาจถูกฆ่าข่มขืน

เสียงหวานปล่อยโฮ ชายหนุ่มอยากเขกหัวตัวเองนักที่ปากเสีย รีบขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ไม่ได้ตั้งใจจะให้กลัว เพียงแค่สันนิษฐานจากประสบการณ์ของตัวเองเท่านั้น เสียงหวานยังคงร้องไห้ไม่หยุด เตชิตสงสาร เดินมานั่งใกล้ๆค่อยๆเอื้อมมือจะแตะมือเธอเพื่อปลอบใจแต่มือของเขาแตะได้เพียงความว่างเปล่า...

จากนั้นไม่นาน ศรีตรังโทร.ตามเตชิตไปพบ ตรีทศมารออยู่ที่บ้านของเธอแล้ว เตชิตขยับจะออกจากบ้านพัก เสียงหวานปรากฏตัวขึ้นขวางหน้าขอตามไปดูหน้าตรีทศด้วย ถึงจะไม่คุ้นชื่อ แต่ถ้าได้เห็นหน้าบางทีเธออาจจะนึกอะไรออก เตชิตหัวเสียขึ้นมาทันทีที่เห็นเสียงหวานอยากเจอแฟนเก่า

“คุณรออยู่ที่นี่แหละ...ผมจะไปดูท่าทีของเขาก่อน” เตชิตว่าแล้ว เดินไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่หน้าบ้าน บิดออกไปอย่างรวดเร็ว แทนที่เสียงหวานจะรอที่บ้านพักตามที่เตชิตบอก กลับไปปรากฏตัวซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเขา เตชิตกำลังบิดมอเตอร์ไซค์เพลินๆตกใจ รถเสียหลักพุ่งเข้าหามอเตอร์ไซค์ของเวย์นที่ขี่สวนมา

เวย์นหักหลบรถไถลลงข้างทาง ถลอกปอกเปิกซ้ำอีก เตชิตถึงกับส่ายหน้าเซ็ง ครู่ต่อมา เตชิตมาถึงบ้านศรีตรังอย่างปลอดภัย เห็นเพื่อนซี้กำลังนั่งคุยอยู่กับชายคนหนึ่ง ศรีตรังแนะนำทั้งสองคนให้รู้จักกัน

“เต...นี่คุณตรีทศแฟนเก่าเกษริน แล้วนี่เตชิตเพื่อนของเกษรินค่ะ คุณทศ”

ตรีทศออกตัวว่าเลิกรากับเกษรินนานแล้ว ถ้าเตชิตอยากจะทราบเรื่องอะไรของเธอ น่าจะไปถามศักดิ์สิทธิ์มากกว่า เตชิตหันมองเสียงหวานที่ส่ายหน้าเป็นทำนองไม่รู้จัก ตรีทศอธิบายเพิ่มเติมว่า

“ศักดิ์สิทธิ์เป็นลูกชายของคุณพงษ์เทพ ผู้จัดการโรงงานแปรรูปข้าวโพดของเรา”

เตชิตแต่งเรื่องเป็นตุเป็นตะเพื่อจะจับพิรุธตรีทศว่าเกษรินไปแต่งงานกับเพื่อนของเขาที่กรุงเทพฯ พอดีเธอรู้ข่าวว่าเขาจะมาที่นี่ก็เลยฝากมาทักทายตรีทศด้วย ตรีทศประหลาดใจ ร้องเอะอะที่เกษรินยังมีชีวิตอยู่ เตชิต ถึงกับร้องอ้าว ทําไมพูดเหมือนแช่งกันแบบนี้ ตรีทศขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะให้ฟังออกมาเป็นแนวนั้น

“คือ เกษหายไปประมาณ 2 ปีกว่าแล้วไม่ได้ส่งข่าวคราวถึงใครเลย จนยายภาคิดว่าหายสาบสูญด้วยซํ้า”

เตชิตยืนยันเกษรินไม่ได้หายไปไหนยังอยู่ดีมีสุขกับสามีที่กรุงเทพฯ ตรีทศนิ่งอึ้งเหมือนรู้สึกสะเทือนใจอะไรบางอย่าง ทั้งสามคนไม่ทันเห็นป้าจุรีกําลังแอบฟังอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น...

หลังจากวางเหยื่อล่อตรีทศเรียบร้อย เตชิตวางแผน ขั้นต่อไปคืนนี้จะให้เสียงหวานไปเฝ้าดูตรีทศ เสียงหวานไปที่นั่นไม่ได้ถ้าเตชิตไม่ได้ไปด้วย เตชิตนึกถึงป้าจุรีขึ้นมาได้ เธอมองเห็นเสียงหวานเช่นเดียวกับเขาเลยจะให้เธอไปที่นั่นกับเสียงหวาน แต่พอเตชิตรู้จากวิญญาณสาว ว่าคืน นี้เพื่อนผีของเธอจะมาขอบคุณ เขาเปลี่ยนใจทันที

“เอาเป็นว่าคืนนี้เราไปเฝ้าบ้านตรีทศด้วยกัน ถ้าเขาเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของคุณ...เอ๊ย...เกษริน เขาจะต้องลงมือทําอะไรบางอย่าง” เตชิตสีหน้ามั่นใจ...

พออ้อยใจรู้จากป้าจุรีแม่บุญธรรมว่าเกษรินยังไม่ ตาย แถมอยู่สุขสบายกับสามีที่กรุงเทพฯ ซิ่งมอเตอร์ไซค์ ไปบอกศักดิ์สิทธิ์ทันที ศักดิ์สิทธิ์ไม่เชื่อไม่มีทางเป็นไปได้ ชวนอ้อยใจไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาคืนนี้ อ้อยใจกลัวผีไม่ยอมไป ศักดิ์สิทธิ์เสียงเขียว จะกลัวไปทําไมตอนเกษรินเป็นๆเราสองคนยังไม่กลัวแล้วเรื่องอะไรจะต้องกลัวตอนที่เธอตายไปแล้วด้วย อ้อยใจกลับเห็นว่าตอนตายไปแล้ว น่ากลัวสุดๆ

ooooooo

ดินเนอร์มื้อคํ่าในร้านอาหารหรูกลางกรุงที่แซนดี้วาดฝันไว้ว่าจะมีความสุขกลับกลายเป็นมื้อสุดท้ายระหว่างเธอกับพอล เพราะเขาเปิดเผยความจริงอันแสนเจ็บปวดว่าเขาคิดกับเธอแค่เพื่อนเท่านั้น แซนดี้ทําใจเป็นเพื่อนกับเขาไม่ได้ ถ้าเราสอง คนไม่มีอนาคตร่วมกัน ก็ไม่ต้องพบกันอีกเลยจะดีกว่า พอลถึงกับอึ้ง

“แซนดี้ยังมีผู้ชายให้เลือกอีกเยอะ เชิญคุณอยู่กับ ความหลังของคุณไปเถอะ แฟนคุณตายไปนานแล้ว...ถ้ายังตัดใจจากเธอไม่ได้ก็น่าจะตายตามไปด้วยเสียเลย...ไปตายซะ” แซนดี้พูดจบ ผละจากไป...

ขณะที่แซนดี้ตัดสัมพันธ์กับพอลชนิดไม่ต้องเผาผี เตชิตกับเสียงหวานมาเฝ้าบ้านตรีทศตามแผน มองไปที่หน้าต่างห้องนอนไฟยังเปิดอยู่ เห็นตรีทศเดินไปเดินมาสีหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เตชิตเข้าใจผิดคิดว่าตรีทศฆ่าเกษรินและกําลังสับสนว้าวุ่นใจกับเรื่องที่เขากุขึ้นมาหลอก จับตาดูตรีทศเขม็งแต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติ สักพักตรีทศปิดไฟเข้านอน เตชิตเซ็ง ชวนเสียงหวานกลับ เธอขออยู่ต่ออีกสักพัก บางทีอาจจะนึกอะไรออกบ้าง

“ไหนบอกว่าต้องมีผมอยู่ด้วยคุณถึงจะอยู่ได้ไง” เตชิตพาล คิดเอาเองว่าเสียงหวานอยากอยู่ใกล้ๆแฟนเก่า

“คุณเคยอยู่ตรงนี้ ฉันอาจจะอยู่ได้สักประเดี๋ยว แต่ถ้าไม่ได้ ฉันจะไปรอคุณที่บ้าน”

เตชิตพยักหน้ารับรู้ ปั่นจักรยานกลับไปเงียบๆ ขณะที่เสียงหวานพยายามทบทวนความทรงจํา...

ในเวลาเดียวกัน บริเวณที่เปลี่ยวท้ายไร่ข้าวโพด ศักดิ์สิทธิ์กับอ้อยใจช่วยกันขุดดินแถวนั้นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าเกษรินตายแล้ว แต่ขุดจนเหนื่อยก็ไม่พบศพ ทันใดนัั้น มีร่างร่างหนึ่งวูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว อ้อยใจหันไปเห็นพอดี ตาเบิกกว้างหวาดกลัวสุดๆชวนศักดิ์สิทธิ์กลับ ศักดิ์สิทธิ์สั่งให้ขุดต่อไปนิดเดียวก็เจอแล้ว

“นิดเดียวอะไร อ้อยจำได้ว่าเราไม่ได้ฝังไว้ลึกขนาดนี้...ศักดิ์อยากขุดก็ขุดไป อ้อยจะกลับล่ะ” อ้อยใจโยนจอบทิ้ง ขยับจะไป ศักดิ์สิทธิ์รีบคว้ามือไว้ จะทิ้งเขาไว้คนเดียวไม่ได้ จังหวะนั้นฝนเริ่มโปรยปรายลงมา การขุดหาต้องยุติโดยปริยาย ทั้งสองคนช่วยกันกลบดินอย่างเดิม ท่ามกลางฝนที่ตกหนาเม็ดขึ้น...

หลังจากส่งอ้อยใจเรียบร้อย ศักดิ์สิทธิ์ปั่นจักรยานฝ่าสายฝนกลับบ้านตัวเอง มายังไม่ถึงครึ่งทาง แปลกใจทำไมต้องออกแรงถีบมากขึ้นเหมือนมีอะไรหนักๆอยู่ด้านหลัง เขาค่อยๆเหลียวไปมองแล้วร้องลั่น เกษรินในสภาพผมรุงรังเนื้อตัวหน้าตาเต็มไปด้วยโคลนนั่งซ้อนท้ายจักรยานอยู่ ศักดิ์สิทธิ์ทิ้งจักรยานวิ่งหนีไม่คิดชีวิต

ooooooo

เตชิตฝันดีเห็นตัวเองกำลังยื่นหน้าเข้าไปจะหอมแก้มเสียงหวาน แต่ฝันต้องสลายเมื่อลุงสมมาตะโกนปลุกเสียก่อน ศรีตรังสั่งให้มาตามตัวเขาด่วน ศักดิ์สิทธิ์ถูกผีหลอกเมื่อคืน ตอนนี้ไปให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์อยู่ที่วัด...

สองเพื่อนซี้ไปถึงกุฏิของหลวงพ่อหลังจากพิธีรดน้ำมนต์เสร็จสิ้นแล้ว หลวงพ่อกำลังผูกสายสิญจ์ให้ศักดิ์สิทธิ์ แล้วสั่งให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผีตนนั้น พงษ์ศักดิ์อดแปลกใจไม่ได้ ธรรมดาไม่เห็นมีใครเคยเห็นผีในไร่ ทำไมอยู่ดีๆลูกชายของเขาถึงได้เห็น ยังดีที่ลูกจิตแข็งไม่เช่นนั้นคงจับไข้หัวโกร๋นไปแล้ว

ศักดิ์สิทธิ์หลบสายตาซ่อนพิรุธ แต่ไม่พ้นสายตาเหยี่ยวของหลวงพ่อไปได้ ศรีตรังเห็นศักดิ์สิทธิ์เหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว บอกให้พงษ์ศักดิ์พากลับบ้านไปก่อน เธอกับเพื่อนจะอยู่คุยกับหลวงพ่ออีกสักครู่ สองพ่อลูกกราบลาหลวงพ่อแล้วพากันกลับ หลวงพ่อย้ำกับศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง อย่าลืมทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผีตนนั้น

เตชิตมองตามทั้งคู่จนลับสายตา แล้วหันมาทาง

หลวงพ่อยังไม่ทันจะอ้าปากถาม หลวงพ่อชิงพูดขึ้นก่อนว่าไม่ใช่ดวงวิญญาณที่ตามเขามาวันนั้นแต่อย่าถามว่าดวงไหน เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ พระช่วยได้แค่เป็นที่พึ่งทางใจและชี้ทางที่ถูกที่ควรให้เท่านั้น เตชิตโล่งใจที่ไม่ใช่ฝีมือเสียงหวาน สองเพื่อนซี้อยู่คุยกับหลวงพ่อสักพักก็ขอตัวกลับ ระหว่างเดินมาที่รถ เตชิตบอกศรีตรังว่าพรุ่งนี้จะเข้ากรุงเทพฯ จะให้เพื่อนของเขาวาดรูปเสียงหวานให้

“ดี...ฉันก็อยากเห็นเหมือนกันว่าสวยแค่ไหน แกถึงเปลี่ยนจากกลัวผีเป็นรักผี” ศรีตรังว่าแล้วหัวเราะคิก...

ศรีตรังต้องแปลกใจเมื่อกลับถึงบ้านแล้วพบว่าพอลส่งแว่นดำกับหมวกที่เธอทิ้งไว้ที่ห้องพักของเขามาทางพัสดุไปรษณีย์ หญิงสาวไม่รอช้า รีบโทร.ไปขอบคุณเขา อ้างไม่อยากให้ใครว่าเอาได้ว่าไม่มีมารยาท แล้วทำท่าจะวางสาย พอลขอร้องอย่าเพิ่งวางสาย ไหนๆเสียค่ามือถือแล้วคุยให้คุ้มหน่อย

“คุยอีกหน่อยก็ได้...คุณไปเกี่ยวอะไรกับเดนิส

หยาง...ถ้าหากคุณสมคบกับเดนิสค้ายาเสพติดทำลายเยาวชนของชาติละก็ ฉันจะจัดการคุณด้วยมือของฉันเอง” ศรีตรังกวนไม่เลิก

พอลหัวเราะชอบใจ ชมศรีตรังทำตัวสมกับเป็นตำรวจเก่า แต่แนะให้ยกหน้าที่นี้ให้ตำรวจจริงๆจะดีกว่า แล้วถามถึงรถของเขาซ่อมเสร็จหรือยัง หรือคิดจะเบี้ยว ศรีตรังไม่เคยคิดเบี้ยวใครพรุ่งนี้ให้เขามารับรถไปได้เลย

“โอเค งั้นพรุ่งนี้ผมจะไปพบคุณ 9 โมงเช้าที่อู่” พอลพูดจบรีบวางสายทันที ศรีตรังบ่นอุบจะมาทำไมแต่เช้า

ooooooo

ตอนที่ 3

ที่บ้านของพงษ์ศักดิ์ ลุงสม ป้าจุรี และพงษ์ศักดิ์นั่งสุมหัวเม้าท์กันถึงเรื่องผีที่มาหลอกหลอนศักดิ์สิทธิ์ ลุงสมยังสงสัยไม่หาย ผีพวกนี้มากันได้อย่างไร
“ก็ฉันบอกแล้วไม่มีใครเชื่อ ลองคุณเตห่างเห็น ศักดิ์เห็น อีกหน่อยคุณสม...คุณพงษ์ก็ต้องเห็น อะลัดตั๊ดต๊าเห็นกันหมดทุกคนเลย” ป้าจุรียิ้มอารมณ์ดี ผิดกับพงษ์ศักดิ์และลุงสมที่หน้าจ๋อยสนิท...

ทันทีที่ป้าจุรีกลับถึงที่พัก อ้อยใจซึ่งรออย่างกระวนกระวายใจ ปราดเข้ามาถามอาการของศักดิ์สิทธิ์ ป้าจุรีเห็นเขานอนซมอยู่ในห้อง ไม่รู้ไปทำท่าไหนมาถึงได้โดนผีหลอก แล้วนึกขึ้นได้จ้องหน้าอ้อยใจเขม็ง

“ศักดิ์ถูกผีหลอกเมื่อคืน...แล้วเมื่อคืนแกก็กลับเสียดึก อย่าบอกนะว่าแกไม่ได้ลักลอบออกไปหาศักดิ์”

อ้อยใจปฏิเสธลั่นว่าไม่ได้ไป ถ้าเธอไปอย่างแม่ว่าก็ต้องถูกผีหลอกไปด้วย แล้วขยับตัวลุกขึ้นจะขอไปเยี่ยมศักดิ์สิทธิ์ ป้าจุรีแนะให้ไปวันหลัง เพราะตอนเธอออกมาเห็นเขานอนหลับไปแล้ว อ้อยใจเปลี่ยนใจไม่ไปเยี่ยมศักดิ์สิทธิ์ แต่จะไปหาเตชิตแทน...

ที่บ้านพักท้ายรีสอร์ต เตชิตอดสงสัยไม่ได้ ทำไมเพื่อนผีของเสียงหวานถึงต้องมาหลอกมาหลอนศักดิ์สิทธิ์ เสียงหวานเถียงแทนเพื่อนว่าไม่ได้หลอก เธอแค่อยากจะถามอะไรบางอย่างเท่านั้น เตชิตสงสัยจะถามอะไร

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ คืนนี้ให้เธอมาพบคุณดีไหมคะ จะได้ถาม”

เตชิตปฏิเสธทันควันว่าไม่ต้อง วานเสียงหวานถามแทนแล้วกัน เสียงหวานเองก็ไม่ค่อยอยากอยู่กับเธอตามลำพัง รู้สึกหวาดๆบอกไม่ถูก เตชิตขำผีอะไรกลัวผีด้วยกัน พอได้ยินคำว่า “ผี” เท่านั้น เสียงหวานโดดพรวดเดียวถึงตัว เตชิตสะดุ้งโหยงโดดหนี ขนาดเสียงหวานยังกลัว แล้วจะไม่ให้เขากลัวได้อย่างไร จังหวะนั้น เสียงอ้อยใจตะโกนเรียกเตชิตดังมาจากหน้าบ้าน รัศมีรอบตัวเสียงหวานเปลี่ยนเป็นสีเข้มอย่างไม่พอใจ ก่อนจะเลือนหายไป

เตชิตยังขยาดอ้อยใจไม่หายเลยชวนให้นั่งคุยกันที่ระเบียงหน้าบ้านพัก อ้อยใจออดอ้อนว่ารู้ข่าวศักดิ์สิทธิ์ ถูกผีหลอกแล้วกลัวมาก ถ้าเวลาแม่ของเธอไม่อยู่ เธอจะขอมาหาพี่เตได้ไหมเธอไม่อยากอยู่คนเดียว

“ผมก็ไม่ค่อยอยู่เหมือนกัน ผมไม่เห็นป้าจุแกไปไหนนอกบ้านศรีตรัง คุณก็ตามไปได้นี่”

อ้อยใจตีหน้าเศร้าสุดๆ ยกมือไหว้ “อ้อยขอประทานโทษค่ะที่ล้ำเส้นมากไปหน่อย ความจริงก็คือว่าอ้อยรู้สึกไว้วางใจพี่เต...พี่เตเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ ลืมไปว่าพี่เตเพิ่งมาที่นี่แล้วก็ไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับอ้อย ต่อไปอ้อยจะไม่มารบกวนพี่เตอีกแล้วค่ะ” อ้อยใจบีบน้ำตา แล้วลุกขึ้นจะไป เตชิตรู้สึกผิดร้องเรียกเธอไว้

“ผมขอโทษ ถ้าหากพูดแรงไป เอาเป็นว่าถ้ามีความทุกข์อะไรก็มาปรึกษาผมได้”

อ้อยใจขอบคุณที่เขากรุณา เธอตั้งใจแล้วว่าจากนี้ไปเธอจะพยายามช่วยตัวเองก่อน ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ ก็จะไม่รบกวนใคร แล้วกลับไปขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ขับออกไป ไม่นานนัก อ้อยใจมาถึงบ้านพงษ์ศักดิ์ เห็นศักดิ์สิทธิ์ท่าทางหวาดๆนอนอยู่กลางวงล้อมสายสิญจน์ แถมมีพระพุทธรูปวางรอบๆอีกชั้นหนึ่ง อ้อยใจไม่วายแขวะ ไหนว่าผีไม่มีจริงแล้วทำไมถึงกลัวขนาดนี้ ศักดิ์สิทธิ์ขอร้องให้เธอช่วยหาหมอผีมาปราบผีนังเกษให้อ้อยใจชะงัก “แน่ใจหรือว่าเป็น...มัน”

“ถ้าไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใครอีกล่ะ” ศักดิ์สิทธิ์พูดพลางกวาดตามองไปรอบๆสีหน้าหวั่นๆ อ้อยใจจะลองถามแม่ดู เพราะแม่เป็นคนกว้างขวาง แต่ไม่แน่ใจว่าสมัยนี้ยังมีหมอผีอยู่อีกหรือเปล่า...
อ้อยใจไม่รอช้า ทันทีที่กลับถึงบ้านขอร้องแม่ให้ช่วยหาหมอผีให้ ทีแรกป้าจุรีอิดออดไม่อยากทำบาป แต่อ้อยใจเกลี้ยกล่อมจนแม่ยอมรับปากในที่สุด...

คํ่าวันเดียวกันที่บ้านของปรกเดือน เจนจิรายังคงโทร.มารังควานปรกเดือนไม่เลิก หญิงสาวทนต่อไป

ไม่ไหว โทร.ขอคำปรึกษาจากพอลทันที พอลแนะถ้าปรกเดือนไม่อยากให้เขาทำอะไรแม่นั่น เธอต้องบอกเรื่องนี้กับเดนิส หรือถ้าเธอไม่กล้าบอก เขาอาสาจะบอกให้เอง

“เดือนบอกเขาเองดีกว่าค่ะ...เดือนโทร.มาแค่นี้แหละ”

พอลจะไปปากช่องพรุ่งนี้ ถ้าปรกเดือนสนใจ จะไปด้วยกันก็ได้ บางทีการไปที่นั่นอีกครั้งอาจจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น ปรกเดือนยังไม่พร้อมจะไป พอลปลอบว่าไม่เป็นไรไว้เธอพร้อมเมื่อไหร่เราสองคนค่อยไปด้วยกัน

“หมาย...หมายความว่า...คุณไป...ที่นั่นมาแล้วหรือ ...คุณ...พร้อมแล้วหรือ” ปรกเดือนพูดได้แค่นั้น รีบวางสายทันที พอลถอนใจยาว ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง เสียงปรกเดือนเมื่อครู่ยังดังก้องอยู่ในหูเขา พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดของพอล ตอนนั้นพอลขับรถมาจอดใต้ต้นไม้ใหญ่ริมถนนสายนั้น มองไปที่ถนนเบื้องหน้าเห็นรถคันหนึ่งแล่นมาด้วยความเร็วสูง ส่ายไปมาเหมือนกับเสียการควบคุม ก่อนจะพุ่งชนประสานงากับรถบรรทุกที่แล่นสวนมาดังโครมสนั่น พอสะดุ้งเฮือกตื่นจากภวังค์ หลับตาลงราวกับจะให้ลืมภาพสะเทือนใจภาพนั้น

ooooooo

พอได้ฟังข้อความที่ปรกเดือนทิ้งไว้ในมือถือ เดนิสก็รีบมาหาทันที ปรกเดือนไม่รีรอขอให้เขาช่วยห้ามเจนจิราชู้รักของเขาไม่ให้โทร.มาหาเรื่องเธออีก เดนิสรับปากจะจัดการให้ แล้วเข้ามาโอบกอดปรกเดือนไว้ เธอเบี่ยงตัวหลบ ขยับถอยห่าง เดนิสไม่พอใจที่ปรกเดือนทำท่าเหมือนรังเกียจเขา

“ไม่ใช่รังเกียจ แต่ยังทำใจไม่ได้...คุณเพิ่งอยู่กับผู้หญิงคนอื่นมาเมื่อคืน พอตอนเช้าจะมาแตะต้องตัวฉันบอกตรงๆว่า...” ปรกเดือนพูดยังไม่ทันจบ เดนิสโพล่งขึ้นว่าเรื่องมาก แล้วผละจากไปอย่างหงุดหงิด ปรกเดือนน้อยใจมองตามนํ้าตาคลอ...

เดนิสตามไปเล่นงานเจนจิราทันที ดาราสาวตัวแสบทำแอ๊บแบ๊วไม่รู้เรื่อง บีบนํ้าตาอ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง เธอเพิ่งเข้าวงการไม่เท่าไหร่ ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไป เธอคงหมดอนาคตแน่ๆ โดนทั้งข้อหาแย่งสามีคนอื่นและรังควานเมียหลวงอีกด้วย จากนี้ไปเราสองคนคงจะพบกันบ่อยๆไม่ได้แล้ว เดนิสหลงเชื่อเข้ามาโอบไหล่เธอไว้

“ยิ่งเป็นอย่างนี้ เรายิ่งต้องพบกันบ่อยกว่าเดิม ใครกล้าหยุดก็ให้ลองดู...ไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น”

“เจนกราบขอบพระคุณค่ะ...ชีวิตเจนไม่มีที่พึ่งที่ไหนอีกแล้ว นอกจากเสี่ยคนเดียว” เจนจิราซบหน้ากับอกเดนิส สีหน้าเศร้าสร้อยเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นยิ้มเยาะทันที...

หลังจากเดนิสเสร็จกิจกลับไปแล้ว เจนจิราโทร.ไปเยาะเย้ยปรกเดือนให้เจ็บชํ้านํ้าใจอีกครั้ง คราวนี้ปรกเดือนคับแค้นใจมากถึงกับปาโทรศัพท์ทิ้งระบายอารมณ์ เพราะเพิ่งขอร้องให้เดนิสไปจัดการกับคนของเขา

ooooooo

พอลมาถึงอู่ซ่อมรถตรงเวลานัดเป๊ะ รอแล้วรอเล่าจนเกือบ 11 โมง ศรีตรังเพิ่งขับรถเข้ามาจอด ซํ้ายังนั่งอยู่ในรถไม่ยอมลง พอลหัวเสียเดินมาเคาะ กระจกรถเรียกให้เธอลงมา ตําหนิเธอที่ไม่รู้จักมารยาทในการนัดหมาย เราสองคนนัดเจอกันตอน 9 โมง ไม่ใช่หรือทําไมมาเอาป่านนี้
ศรีตรังเกรงว่าพอลจะเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ เท่าที่จําได้ เขาต่างหากที่นัด 9 โมง แต่เธอบอกแล้วว่าจะมา 11 โมง อุตส่าห์มาถึงก่อนเวลานัดตั้ง 15 นาที พอลงงบอกตอนไหน ศรีตรังบอกตอนที่เขาวางสายไปแล้ว

“แล้วผมจะได้ยินมั้ย” พอลเข่นเขี้ยว

“ช่วยไม่ได้นะคะ เพราะคุณพูดเองเออเองโดยไม่ยอมฟังคําตอบของฉัน...ซึ่งฉันก็เป็นประเภทไม่ชอบรับคําสั่งจากใครเสียด้วย เนี่ยมันเป็นยังงี้แหละค่ะ...เพื่อไม่ให้เสียเวลาอันมีค่าของฉัน เราเข้าไปดูรถของคุณดีไหมคะ” ศรีตรังว่าแล้ว ขยับจะเข้าไปในอู่ พอลคว้ามือเธอไว้ เวลาของเขาก็มีค่าเหมือนกัน ขอให้เธอจําเอาไว้ด้วย

“ไม่เหมือนกันค่ะ เวลาของฉันนั้นใช้ทํามาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องทั้งตัวเองและก็ชาวบ้านที่มาทํางานให้เป็นการทํามาหากินโดยสุจริต แต่เวลาของคุณมันมีค่าสําหรับรวมหัวกันวางแผนมอมเมาให้คนบริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อ ในขณะที่พวกคุณรํ่ารวย ผู้คนมากมายในประเทศนี้ต้องเป็นทาสยาเสพติดซึ่งไม่ต่างอะไรกับตกนรกทั้งเป็น” ศรีตรังต่อว่าจบ สะบัดมือเขาออกแล้วเดินเข้าอู่ พอลถึงกับใบ้กิน ถอนใจเฮือกแล้วเดินตาม

ทั้งคู่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันและปะทะคารมกันตลอดเวลาที่เข้าไปดูรถจนกระทั่งแยกย้ายกันกลับ...

ในเวลาเดียวกัน ป้าจุรีมัวแต่จัดโน่นทํานี่ลืมเสียสนิท วันนี้นัดอ้อยใจจะไปหาหมอผีด้วยกัน อ้อยใจแต่งตัวเสร็จเข้ามาเร่งให้แม่ไปแต่งตัวจะได้รีบไปรีบกลับ ป้าจุรีจะไปทั้งชุดนี้เลยอ้อยใจตัดรําคาญแม่จะไปแบบนี้ก็ตามใจแล้วเดินนําออกไปด้วยสีหน้าหงุดหงิด ไม่นานนักสองแม่ลูกมาถึงบ้านของหมอผีเป็นบ้านไม้แบบที่เห็นทั่วไปตาม ตจว.แต่อุปกรณ์ปราบผีของหมอผีดูทันสมัย หมอผีกําลังเปิดโน้ตบุ๊กดูอะไรบางอย่างอยู่ ป้าจุรีมองทึ่ง

“โห...ใช้เป็นด้วยหรือ”

หมอผีปิดโน้ตบุ๊ก สีหน้าหงุดหงิดขึ้นมาทันที “กลับไป ไม่ต้องมาชงมาเชิญกันแล้ว...อยากปราบก็ปราบกันเอง...เกลียดนักพวกที่ดูถูกคนจนคิดว่าใช้โน้ตบุ๊กไม่เป็น ข้ามีทั้งอีเมล์ ทั้งทวิตเตอร์ ทั้งเฟซบุ๊กนะเว้ย แล้วที่เปิดเมื่อกี้เพราะต้องดูวันว่างก่อน ข้าไม่ใช่หมอดาดๆ

ที่หาได้ทั่วไปเว้ย...เฮ้ย”

“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรสักคํา แค่ไม่คิดว่าแกจะทันสมัยไฮเทคขนาดนั้น เอ้า...ว่างวันไหนก็ว่ามา”

หมอผีว่างวันนี้เดี๋ยวนี้เลย แล้วลุกเดินออกไปทันที สองแม่ลูกมองหน้ากันงง รีบเดินตาม

ooooooo

หลังกลับจากอู่ซ่อมรถ ศรีตรังชวนเตชิตไปเยี่ยมศักดิ์สิทธิ์เพื่อสอบถามถึงหน้าตาของผีที่เขาเห็น ลักษณะผีที่ศักดิ์สิทธิ์เจอเหมือนกับเพื่อนผีของเสียงหวานไม่ผิดเพี้ยน ยิ่งสร้างความหวาดกลัวให้ศักดิ์สิทธิ์ พอศรีตรังกับเตชิตกลับไปแล้ว ศักดิ์สิทธิ์ไม่กล้าอยู่คนเดียว รีบโทร.ตามอ้อยใจมาอยู่เป็นเพื่อน...

ทางด้านอ้อยใจแวะส่งป้าจุรีหน้าบ้านศรีตรังแล้วพาหมอผีตรงไปหาศักดิ์สิทธิ์ที่บ้าน หมอผีซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับผีที่มาหลอกศักดิ์สิทธิ์เพื่อเก็บข้อมมูล แต่ไม่ได้อะไรมากนัก รู้แค่ว่าเป็นผีผู้หญิงไม่มีเขี้ยว

“โอเค การที่ผีมาปรากฏตัวให้เห็นก็เพราะสาเหตุดังต่อไปนี้ ข้อแรก มาขอส่วนบุญ ข้อสอง ต้องการมาบอกอะไรบางอย่าง และข้อสาม มาแก้แค้น...พวกเอ็งคิดว่าน่าจะเป็นข้อไหน” หมอผีจ้องหน้าทั้งคู่อย่างรอคำตอบ

ศักดิ์สิทธิ์กับอ้อยใจพร้อมกันประสานเสียงว่าไม่ทราบ หมอผีอยากจะตรวจสถานที่เกิดเหตุ ขอให้ศักดิ์สิทธิ์พาไปดู สักพัก ทั้งสามคนมาถึงจุดเกิดเหตุ หมอผีเดินสำรวจรอบบริเวณ ก่อนหยุดยืนหลับตาทำสมาธิ ศักดิ์สิทธิ์กับอ้อยใจกวาดตามองรอบๆสีหน้าหวาดๆ ยิ่งได้ฟังหมอผีว่าวิญญาณที่มาหลอกน่าจะเป็นวิญญาณอาฆาต

ทั้งคู่ถึงกับสะดุ้งโหยงหันขวับ หมอผีซักทั้งสองคนเคยไปทำอะไรให้ใครเจ็บช้ำน้ำใจบ้างหรือเปล่า อ้อยใจตอบทันทีว่าไม่เคย แต่ศักดิ์สิทธิ์กลับตอบแบบไม่เต็มปากเต็มคำว่าเท่าที่เขาจำได้ไม่เคยเช่นกัน

“แล้วที่จำไม่ได้ล่ะ...เอางี้ ลองทำบุญแผ่ส่วนกุศลไปให้เธอก่อน ถ้าหากยังมารบกวนอีกก็แปลว่าเอ็งกับเธอมีความแค้นที่ต้องชำระ” หมอผีสีหน้าจริงจังจนศักดิ์สิทธิ์กับอ้อยใจชักใจคอไม่ดี หลังจากปรึกษากันแล้ว อ้อยใจกับศักดิ์สิทธิ์ตกลงใจจะลองทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผีตนนั้นตามที่ใครต่อใครพากันแนะนำ...

ที่วัดธรรมชนะ ศรีตรังต้องแปลกใจที่เห็นพอลมาทำบุญถวายสังฆทานอีกแล้ว หลังจากซุ่มดูเขาอยู่พักใหญ่ เธอเดินลัดเลาะออกจากบริเวณนั้น ไปขอให้มัคนายกทองช่วยสืบเรื่องพอลให้ เธอเห็นเขาทำสังฆทานที่นี่สองครั้งแล้ว อยากรู้มาทำให้ใคร จากนั้น ศรีตรังกลับมาที่รถ กำลังจะเปิดประตูเข้าไป พอลเอื้อมมือมากันไว้ ศรีตรังชะงักเล็กน้อย ปรับสีหน้าเป็นปกติก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้า ตีหน้าตายถามเขาว่าสะกดรอยตามเธอมาหรือ

ทั้งคู่ปะทะคารมกันเช่นเคย แต่คราวนี้ศรีตรังเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ เลยพาลเปิดประตูรถกระแทกพอลเสียหลัก แถมขับรถเฉียดเขาไปนิดเดียว ผู้คนแถวนั้นตกใจพากันร้องวี้ดว้าย พอลมองตามฉุนขาด ฝ่ายศรีตรังขับรถอารมณ์บูดมาตลอดทางตั้งแต่วัดยันถึงบ้าน ป้าจุรีที่ออกมาต้อนรับเข้าหน้าไม่ติด ต้องรีบถอยห่าง

ooooooo

พอลถึงกรุงเทพฯเมื่อฟ้ามืดแล้ว นึกเป็นห่วงปรกเดือนขึ้นมาจึงแวะไปหาเพื่อถามไถ่ความคืบหน้าว่าได้พูดกับเดนิสเรื่องเจนจิราหรือยัง ปรกเดือนไม่ตอบกลับก้มหลบสายตา พอพอลคาดคั้น เธอถึงกับน้ำตาร่วง เล่าเหตุการณ์เมื่อตอนเช้าให้ฟัง พอลสงสารลุกมานั่งโซฟาเดียวกับปรกเดือน ดึงมือเธอมาบีบเบาๆ

“คุณต้องพูดบ้าง...ผู้หญิงมีมารยาด้วยกันทุกคน ถ้าปล่อยให้เจนจิราใช้คนเดียว คุณก็เสียเปรียบ”

ปรกเดือนมารยาไม่เป็นและไม่คิดจะทำแม้จะรักเดนิสมากแค่ไหนก็ตาม พอลไม่เห็นว่าจะเสียหายตรงไหน ในเมื่อปรกเดือนกับเดนิสเป็นสามีภรรยากัน

“ขอบคุณที่หวังดี แต่เดือนหมดกะจิตกะใจ... หมดอาลัยตายอยากตั้งแต่...บาปครั้งนั้นมันกำลังตามมาสนองเดือนแล้ว” ปรกเดือนพูดไปร้องไห้ไป พอลเองถึงกับอึ้ง ถ้าบาปครั้งนั้นตามสนองเธอก็ต้องสนองเขาด้วย

เดนิสเดินเข้ามาพอดี พอลอยากให้ทั้งคู่ปรับความเข้าใจกัน จึงขอตัวกลับ แต่แทนที่เดนิสและปรกเดือน

จะได้ปรับความเข้าใจกันอย่างที่พอลหวัง ยิ่งได้พูดคุยกันยิ่งผลักกันให้ห่างออกไปทุกที ปรกเดือนนอนร้องไห้เพียงลำพัง ขณะที่เดนิสไปค้างคืนกับเจนจิรา...

ดึกคืนเดียวกัน ที่รีสอร์ตของศรีตรัง เกษรินมาปรากฏตัวให้ป้าจุรีเห็น ป้าจุรีกลัวจัด รีบยกมือปิดตาทั้งสอง

ข้างไว้ สักพักค่อยๆเลื่อนมือขวาออกก่อนเพราะไม่อยากเห็นผีเต็มสองตา ยิ้มดีใจที่ผีไปแล้ว แต่พอเลื่อนมือซ้ายตาม ต้องสะดุ้งโหยงเพราะผีตนนั้นยังยืนอยู่ที่เดิม แถมเงยหน้าขึ้นมาเห็นโคลนเต็มไปหมด

ป้าจุรีตกใจ ยกมือปิดตาทั้งสองข้างอีกครั้ง แล้วค่อยๆเลื่อนมือขวาออกก่อนด้วยความเคยชิน ผีหายไป พอเอามือซ้ายออก ผีปรากฏร่างขึ้นมาเหมือนเดิม ป้าจุรีจึงได้รู้ความจริงว่า มีเพียงตาซ้ายของเธอเท่านั้นที่เห็นผี

ooooooo

ได้เวลาสภากาแฟเปิด ทั้งศรีตรัง เตชิต ลุงสม พงษ์ศักดิ์ ป้าจุรี และตรีทศ นั่งล้อมวงจิบกาแฟไปเม้าท์ถึงเหตุการณ์ประหลาดที่ป้าจุรีเพิ่งค้นพบเมื่อคืนไปด้วย มีเพียงตรีทศคนเดียวเท่านั้นที่นั่งฟังเงียบๆไม่พูดไม่จา เตชิตลอบสังเกตอยู่โดยตลอด ถามหยั่งเชิงตรีทศคิดอย่างไรกับเรื่องนี้

“ผมไม่คิดยังไงหรอกครับ แต่ก็เห็นด้วยที่ศักดิ์กับอ้อยจะทำบุญแผ่ส่วนกุศลไปให้”

“นึกได้แล้ว เราทำบุญทั้งรีสอร์ตเลยดีกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างน่าจะดีขึ้น” ศรีตรังเสนอ ลุงสมยกมือเชียร์เต็มที่ พงษ์ศักดิ์แนะให้ป้าจุรีปิดตาซ้ายไว้ตลอด เพราะวันนั้นบรรดาดวงวิญญาณคงมารอรับส่วนบุญกันเพียบ...

งานทำบุญรีสอร์ตจัดขึ้นอย่างรวดเร็วในไม่กี่วันถัดมา ทุกคนมาร่วมทำบุญกันอย่างคับคั่ง รวมทั้งอ้อยใจและศักดิ์สิทธิ์ หลังจากพระสวดให้พรจบ เตชิตและศรีตรังนิมนต์หลวงพ่อไปยังบ้านรับรองที่เตชิตพัก หลวงพ่อชะงักมองไปที่มุมหนึ่งของบ้านพัก เตชิตมองตามเห็นเสียงหวานก้มลงกราบ หลวงพ่อกล่าวคำว่า “เจริญพร” ตอบ

“ดิฉันไม่เคยคิดจะมาหลอกหลอนหรือทำให้ใครตกอกตกใจเลยค่ะ เพียงแค่อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร เกิดอะไรขึ้นกับดิฉันและทำไมถึงต้องติดอยู่ที่นี่” เสียงหวานพนมมือไว้ตลอดเวลาที่พูดกับหลวงพ่อ

“โยมพึ่งไม่ผิดคนหรอก...เขาจะช่วยโยมได้”

เสียงหวานเองก็คิดเหมือนหลวงพ่อเช่นกัน ตลอดเวลานั้น ศรีตรังเห็นแค่หลวงพ่อพูดกับความว่างเปล่า จากนั้น เตชิตกับศรีตรังนิมนต์หลวงพ่อกลับวัด หลวงพ่อยืนยันคำเดิม วิญญาณดวงนี้มาดีไม่ได้มาทำร้ายใคร...

อ้อยใจผิดหวังที่เสร็จพิธีแล้ว หลวงพ่อไม่แจกของดีไว้ให้ใช้ไล่ผี ป้าจุรีไม่เคยเห็นหลวงพ่อนิยมแจกของประเภทนี้สักครั้ง และที่สำคัญ ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผี ผีก็คงไม่มาทำอะไรเรา ต่างคนต่างอยู่จะต้องมีของดีทำไม อ้อยใจเถียง ถ้าต่างคนต่างอยู่ทำไมศักดิ์สิทธิ์ถึงถูกผีหลอก ป้าจุรีคาดว่าศักดิ์สิทธิ์อาจจะรู้จักกับผีตนนั้นก็ได้ ดีไม่ดีอาจสนิทถึงขั้นเป็นแฟนกัน อ้อยใจสะดุ้ง รีบกลบเกลื่อนว่าไม่จริง ป้าจุรีจ้องจับพิรุธเขม็ง

“อะลัดตั๊ดต๊า...รู้ได้ยังไง เราไปอยู่กับเขาตลอดเวลารึก็เปล่า...เอ๊ะหรือว่าอยู่”
“จะไปอยู่ได้ไง ไปล่ะ...ไม่อยากพูดกับแม่แล้ว” อ้อยใจว่าแล้วลุกหนี...

ขณะที่ป้าจุรีเริ่มสงสัยว่าศักดิ์สิทธิ์กับอ้อยใจต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกัน เตชิตชวนเสียงหวานไปนั่งรถชมสถานที่ต่างๆในปากช่อง เผื่อเธอจะจำอะไรได้บ้าง เสียงหวานดีใจมาก หายตัวแวบไปนั่งรออยู่ในรถด้วยสีหน้าแจ่มใส จากนั้น เตชิตขับรถพาเสียงหวานตระเวนไปตามที่ต่างๆเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำ แต่ต้องกลับมามือเปล่าเช่นเคย เสียงหวานจำอะไรไม่ได้สักอย่าง ศรีตรังฟังเพื่อนรักบ่นแล้วพลอยเซ็งไปด้วย ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้

“รูปที่แกไปให้เพื่อนวาดเสร็จหรือยัง”

เตชิตคาดว่าน่าจะเสร็จแล้ว มัวแต่ยุ่งๆเลยยังไม่ได้เอาไป ศรีตรังบอกให้เตชิตไปเอาได้แล้ว จะได้ให้พวกคนงานทั้งในรีสอร์ตและในไร่ดู ไปพรุ่งนี้เช้าแล้วกัน เธอจะขอไปด้วย...

ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านศักดิ์สิทธิ์ พงษ์ศักดิ์เห็นลูกชายไปไหนมาไหนกับอ้อยใจบ่อยๆ ตัดสินใจถามลูกตัวดีว่าจริงจังกับเธอแค่ไหน ถ้าชอบพอกันจริงๆจะได้จัดการทำตามประเพณีให้เป็นเรื่องเป็นราว อ้อยใจเอาปิ่นโตใส่อาหารมาให้ศักดิ์สิทธิ์ได้ยินพอดี แอบฟัง ศักดิ์สิทธิ์ไม่คิดจริงจังกับผู้หญิงใจง่ายอย่างนั้นแน่ อ้อยใจอ่อยเหยื่อไปทั่ว ผู้ชายหน้าตาท่าทางดีๆโดนฟาดเรียบ ถ้าพ่อไม่เชื่อคำพูดของเขาให้ไปถามตรีทศได้เลย

“พูดแบบนี้ผู้หญิงเขาเสียหายนะเว้ย” พงษ์ศักดิ์ปราม

“ก็มันจริงนี่พ่อ แค่เล่นๆน่ะพอรับได้ แต่ให้จริงจังไม่ไหวแน่” ศักดิ์สิทธิ์ยิ้มเหยียด อ้อยใจค่อยๆย่องกลับไปด้วยความเคียดแค้น

ooooooo

เตชิตมารอศรีตรังแต่เช้าเพื่อจะเข้ากรุงเทพฯด้วยกัน ป้าจุรีซึ่งตอนนี้มีผ้าปิดตาข้างซ้ายไว้ตลอดเวลาตั้งแต่ค้นพบโดยบังเอิญว่าตาซ้ายตัวเองเท่านั้นที่
เห็นผี เข้ามารายงานว่าศรีตรังเพิ่งตื่น ให้เตชิตนั่งจิบกาแฟรอไปพลางๆก่อน เตชิตหยิบ นสพ.ขึ้นมาอ่านฆ่าเวลาโดยมีเสียงหวานชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วย ก่อนจะร้องเอะอะ

“ฉันรู้จักผู้หญิงคนนี้ค่ะ”

“ถามถึงใครไม่รู้จักสักคน แต่ดันจำดาราได้”

เตชิตว่าประชด เสียงหวานไม่สนใจคำเหน็บแนม บอกอีกว่าผู้หญิงคนนี้ชื่อ ชลธิดา เตชิตหัวเราะลั่นยื่น นสพ.ให้เสียงหวานดูใกล้ๆ เป็นภาพเจนจิราใส่แว่นดำอยู่บนโรงพัก

“ชลธิดาอะไรของคุณ เธอชื่อเจนจิราเป็นนางเอกละครโดนจับฐานเมาแล้วขับ” เตชิตว่าแล้วอ่านคำบรรยายใต้ภาพนั้นให้เสียงหวานฟัง “...เมาแล้วซ่าส์ เจนจิรา

เกรย์แฮมป์ โดนข้อหาเมาแล้วขับ หลังพารถสปอร์ตคู่ใจแหกด่านตรวจแอลกอฮอล์ เจ้าตัวปฏิเสธว่าถูกตำรวจกลั่นแกล้งและจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด”
เสียงหวานยืนยันคำเดิมว่ารู้จักผู้หญิงคนนี้จริงๆ เธอไม่ได้เป็นลูกครึ่งและไม่ได้ชื่อเจนจิรา แล้วชวนเตชิตไปหาผู้หญิงคนนี้ด้วยกัน เธอมั่นใจว่าผู้หญิงคนนี้ต้องรู้จักเธอแน่ๆ เตชิตนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจพาเสียง–หวานเข้ากรุงเทพฯทันทีโดยไม่รอศรีตรัง พอขึ้นรถได้ เตชิตคว้ามือถือโทร.มาเล่าเหตุการณ์เมื่อครู่ให้ศรีตรังฟังและขอโทษเธอด้วยที่ไม่ได้รอ ศรีตรังเข้าใจดี แต่ไม่วายขอด่าเขาสักหนึ่งคำว่า “ไอ้บ้า”...

เตชิตขับรถยังไม่ได้ครึ่งทางต้องเบนรถจอดเพราะหัวเสียที่เสียงหวานเกิดไม่มั่นใจเรื่องผู้หญิงที่ชื่อเจนจิราขึ้นมา ถึงเธอจะจำหน้าได้แต่มาคิดๆดูแล้วกลับจำเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เลย เตชิตชำเลืองมองเสียงหวานอย่างเคืองๆแล้วสตาร์ตรถ เสียงหวานรีบถามว่าจะกลับเลยหรือ

“ไม่...ผมจะไปเอารูปคุณที่ให้เพื่อนตำรวจวาด”

“ดีค่ะ จะได้ไม่เสียเที่ยว” เสียงหวานรีบบอกอย่างเอาใจ แต่กลับโดนเตชิตสั่งให้อยู่เงียบห้ามออกความคิดเห็นอะไรทั้งนั้น เสียงหวานหน้าจ๋อย เบือนหน้ามองข้างทางเพื่อซ่อนความน้อยใจ ขณะเตชิตขับรถผ่านบริเวณทางโค้งแห่งหนึ่ง เสียงหวานรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างแวบเข้ามาในความทรงจำ ร้องบอกให้เตชิตจอดรถ

ชายหนุ่มยังไม่ทันจะแตะเบรกเสียงหวานหายวับไปแล้ว เขากระแทกเบรกทันที รถที่ตามมาข้างหลังเบรกตัวโก่ง บีบแตรลั่น เตชิตต้องเปิดกระจกชะโงกหน้าไปขอโทษ แล้วรีบเบนรถจอดข้างทาง หันไปมองอีกทีเห็นเสียงหวานกำลังก้มๆเงยๆเหมือนหาอะไรบางอย่าง เตชิตรีบตามไปดู เสียงหวานเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆจนถึงเพิงไม้เล็กๆ ใกล้ๆกันนั้นมีอู่รถตั้งอยู่ เธอเดินเลยเข้าไปในพงหญ้าสายตาสอดส่ายไปตามพื้นดิน

“กำลังหาอะไร...ผมจะได้ช่วยหา” เตชิตร้องถาม

เสียงหวานเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่แล้วเตชิตเห็นอะไรบางอย่าง ค่อยๆหยิบขึ้นมาปัดเศษดินออก มองออกรางๆเป็นพระเครื่ององค์หนึ่ง เสียงหวานเอื้อมมาคว้าแต่วืดจับไม่ได้ จากนั้น ทั้งคู่กลับมาที่รถ เตชิตหยิบขวดนํ้ามาเทล้างของที่เก็บได้ เผยให้เห็นพระเครื่องเลี่ยมไว้ในกรอบพลาสติก เสียงหวานจำได้ว่าเป็นของเธอ แต่จำไม่ได้ว่ามาอยู่แถวนี้ได้อย่างไร รู้แต่ว่าท่านต้องสำคัญมากสำหรับเธอ เตชิตสีหน้าครุ่นคิด

“ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า คุณเข้าไปทำอะไรในที่รกร้างแบบนั้น...นอกจากพระเครื่องนี่แล้ว คุณจำอะไรได้อีก”

“ฉันจำไม่ได้หรอกค่ะ แต่มันมีแวบๆเข้ามาว่า ตอนนั้นยังไม่มีเพิง มีแต่ทุ่งโล่งแล้วก็เสาไฟฟ้า”

เตชิตนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชวนเสียงหวานเดินทางต่อ จังหวะนั้น ศรีตรังโทร.มาบอกว่าได้แฟ้ม

คนงานตามที่เขาต้องการแล้ว และเธอยังมีอะไรบางอย่างจะให้ดู เป็นรูปตรีทศถ่ายกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นเกษรินก็ได้ เตชิตให้เธอเก็บรูปไว้ก่อน แล้วจะกลับไปดู ศรีตรังสงสัยตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน

“กำลังจะกลับบ้าน...อย่าเพิ่งซัก แล้วจะเล่าให้ฟังทีหลัง” เตชิตวางสายแล้วสตาร์ตรถขับออกไป...

ผ่านไปพักใหญ่ เตชิตมาถึงบ้านของเขา เสียงหวานตามเข้ามามองสำรวจภายในบ้านอย่างสนใจ ชายหนุ่มออกตัวว่าบ้านฝุ่นเยอะไปหน่อยไม่ได้อยู่หลายวัน เลยไม่มีใครทำความสะอาด แล้วขอตัวขึ้นไปอาบนํ้าเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนไปเขาเดินไปเปิดทีวีทิ้งไว้ให้เสียงหวานดูฆ่าเวลา

ขณะเตชิตเข้าไปในห้องนอนของเขา วิญญาณเด็กน้อยตามมาร้องเรียกพ่อ แต่เขาไม่ได้ยินและมองไม่เห็น เด็กน้อยเสียใจคิดว่าพ่อไม่รักวิ่งหนีลงไปข้างล่าง เสียงหวานเห็นเด็กน้อยมายืนมองๆร้องทัก

“อ้าวหนู...หนูมองเห็นน้าด้วยหรือ”

“คุณน้านั่นแหละมองเห็นหนูเหรอ”

เสียงหวานชักเอะใจทำไมเด็กน้อยถามแปลกๆ ลุกขึ้น ถอยกรูด ละลํ่าละลักถามว่าเป็นใครมาจากไหนแล้วพ่อแม่ของหนูอยู่ไหน เด็กน้อยอยู่ที่นี่ แม่ไปสวรรค์แล้ว ส่วนพ่อเตชิตไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่ถึงอยู่ก็ไม่เคยพูดกับเธอ ทำเหมือนไม่เห็นเธอ เสียงหวานรู้ทันทีว่าเด็กน้อยเป็นผี กลัวจัดพุ่งขึ้นไปหาเตชิตซึ่งเพิ่งออกจากห้องนํ้านุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียว ละล่ำละลักว่าเจอผีลูกของเขา

ข้างล่าง เตชิตวิ่งลงมาดูแต่เด็กน้อยไม่อยู่แล้ว แปลกใจไม่หาย ทำไมเขามองลูกตัวเองไม่เห็น จากนั้นเตชิตขึ้นไปแต่งตัว เสียงหวานกลัวผีขออยู่ด้วยโดยยืนหันหลังให้เตชิตเล่าเหตุการณ์ที่ภรรยาของเขาถูกคนเมา

ยาบ้าแทงตายไปพร้อมกับลูกในท้องให้ฟังระหว่างสวมเสื้อผ้า พอแต่งตัวเสร็จเขาตรงไปขึ้นรถขับออกไปโดยคิดว่าเสียงหวานนั่งอยู่ในรถด้วย แอบดีใจที่เธอนั่งเงียบๆ กับเขาเป็น แล้วหยิบมือถือขึ้นมาโทร.บอกจ่าธงว่ากำลังจะไปเอารูปวาดที่เพื่อนของเขาฝากไว้

ooooooo

ขณะที่เตชิตมุ่งหน้าไป สน.โดยไม่รู้เลยว่าเสียงหวานยังคงอยู่ที่บ้านของเขา พยายามจะทำความรู้จักกับลูกของเขาทั้งๆที่กลัวผีขึ้นสมอง แต่ด้วยความจริงใจและรอยยิ้มอันอบอุ่นของเธอ ทำให้เด็กน้อยไว้ใจ ยอมออกมาคุยด้วย แถมชวนเธอให้มาเป็นแฟนของพ่อเพราะเด็กน้อยอยากมีแม่ เสียงหวานมองเด็กน้อยด้วยความสงสาร

“แม่ไปตั้งนานแล้ว พ่อก็ลืมหนู...หนูเหงา”

เสียงหวานน้ำตาไหล ปลอบเด็กน้อยว่าพ่อของแกไม่ได้ลืมแก ยังรักและคิดถึงแกมากด้วย...

ที่ สน. หลังจากได้รูปวาดของเสียงหวานแล้ว เตชิตชวนจ่าธงไปเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทน ขณะทั้งคู่กำลังจะเดินผ่านหน้าห้องทำงานของเสนา เตชิตต้องชะงักเมื่อเห็นเสนาหัวหน้าของเขาเดินออกมาส่งพอลหน้าห้อง ทั้งเตชิตและพอลต่างมองเขม่นกันอยู่ในที เสนาฉุนกึกที่เห็นเตชิต เรียกเข้าไปเฉ่งในห้องทำงาน

“มาทำไม...บอกแล้วว่าให้หายตัวไปพักหนึ่ง”

“คนเมื่อกี้มันเป็นลูกน้องไอ้เดนิสนะครับ ผู้กำกับ”

เสนาปฏิเสธว่าไม่จริง นั่นคือผู้กองพอลเป็นตำรวจเช่นกัน เตชิตยืนยันคำเดิมเพราะเขาเห็นพอลไปกับเดนิสที่ รพ. เสนาสวนทันที รพ.ไหน เตชิตนึกขึ้นได้ว่าหลุดปาก จึงไม่พูดอะไรอีก เสนาตำหนิเขาที่ล้ำเส้นกล้าขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา กำชับเสียงเขียวห้ามยุ่งเรื่องนี้เด็ดขาดแล้วไล่เขากลับ เตชิตออกจากห้องเสนาอย่างหงุดหงิด พอเจอพอลยืนมองมาด้วยสายตายิ้มเยาะถึงกับฟิวส์ขาดจะเข้าไปเอาเรื่อง จ่าธงต้องรีบลากตัวเตชิตออกไป เสนาได้ยินเสียงเอะอะออกมาดู พอลหันมามองสบตาเสนา แล้วพยักพเยิดให้อย่างรู้กัน...

เตชิตไม่ยอมให้คนชั่วอย่างพอลรอดสายตาไปได้ ชวนจ่าธงสะกดรอยตาม แต่พอลรู้ตัวเสียก่อน ขับรถซิกแซ็กหลบหลีกหนีรอดไปได้ เตชิตตบพวงมาลัยรถตัวเองด้วยความเจ็บใจ แล้วหันไปซักจ่าธงว่าพอลมาพบเสนาบ่อยไหม ได้ความว่าไม่บ่อย จะมาต่อเมื่อมีธุระเท่านั้น เตชิต ชักไม่ไว้ใจ ขอร้องให้จ่าธงช่วยจับตาดูสองคนนี้ให้หากเห็นอะไรไม่ชอบมาพากล ช่วยโทร.บอกเขาด้วย จ่าธงมองเตชิตสีหน้าไม่สบายใจ...

ด้านพอลกลับถึงคอนโดฯที่พักด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องที่สลัดเตชิตหลุด แต่ต้องหุบยิ้ม เมื่อมีชายสามคนสวมหมวกไหมพรมอำพรางใบหน้าตรงเข้าทำร้ายโดยที่พอลไม่ทันตั้งตัว ทีแรกพอลเพลี้ยงพล้ำแต่พอตั้งหลักได้เขาอัดสามคนนั่นแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง พอลเดาได้ไม่ยากนี่ต้องเป็นฝีมือเดนิส...

กว่าเตชิตจะรู้ว่าเสียงหวานไม่ได้ไปด้วยเป็นตอนที่เขากลับถึงบ้านของเขาแล้ว ที่เสียงหวานไม่ตามไปเพราะสงสารลูกของเขาก็เลยอยู่เป็นเพื่อน เตชิตสะเทือนใจที่ไม่สามารถเห็นลูกตัวเองได้ ทั้งๆที่มองเห็นเสียงหวานแล้วอ้าปากจะถามถึงลดาภรรยาของเขา เสียงหวานเหมือนจะรู้ทัน รีบชิงบอกว่าเธอไปสวรรค์แล้ว

เตชิตเพ่งไปรอบๆเผื่อจะเห็นหน้าลูก กลับพบแต่ความว่างเปล่า เขาถอนใจเฮือก เดินขึ้นบ้านเงียบๆ เด็กน้อยรอพ่ออยู่ในห้องนอน พอเห็นเขาเปิดประตูเข้ามาก็

ดีใจร้องเรียก “พ่อ” ลั่น เตชิตเดินทะลุตัวเด็กน้อยมาทรุดตัวลงฟุบหน้ากับฝ่ามือตัวเอง เด็กน้อยยืนมองน้ำตาคลอ แล้ววิ่งลงไปข้างล่าง โผกอดเสียงหวานพลางสะอึกสะอื้น

“พ่อไม่เห็นหนู...พ่อมองไม่เห็นหนู”

ตอนที่ 4

แม้จะเหนื่อยมาทั้งวัน แต่เตชิตไม่สามารถ

ข่มตาให้หลับได้ เดินลงมาข้างล่างจะมาหาเพื่อนคุย เห็นเสียงหวานทำท่าเหมือนกอดใครบางคนแนบอก น้ำตานองหน้า เตชิตทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ ถามว่ากำลังกอดลูกของเขาอยู่ใช่ไหมขอเขากอดแกบ้าง

“ยื่นมือมาสิคะ...หลับตาลงแล้วสำรวมจิตคิดถึงแกให้แน่วแน่”

เตชิตเพ่งสมาธิไปยังจุดที่คิดว่าลูกอยู่ พึมพำเรียกแกเบาๆ เสียงหวานคลายอ้อมกอดออกแล้วพยักหน้าให้เด็กน้อยที่ค่อยๆยื่นมือมาแตะมือพ่อ เตชิตรู้สึกเหมือนมีมือเล็กๆมาสัมผัส รีบอ้าแขนโอบกอด แต่คว้าได้เพียงลม พอรู้จากเสียงหวานว่าแกไปแล้ว เตชิตมีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด

“แกคงโกรธผม...เพราะผมไม่เคยรู้ว่าแกมีตัวตน”

“แกบอกฉันว่าคุณทำบุญกรวดน้ำไปให้แกสม่ำเสมอ”

เตชิตอยากเห็นลูกมาก อยากเห็นว่าหน้าตาของแกจะเป็นอย่างไร แล้วนึกขึ้นมาได้ เขาจะให้จ่าธงวาดรูปลูกให้ รีบตรงไปที่รถ หยิบซองใส่รูปวาดของเสียงหวานออกมาให้เธอดู เสียงหวานชมเปาะว่าสวยกว่าตัวจริง เตชิตค้านตัวจริงสวยกว่ารูป เสียงหวานเขินจัดรัศมีรอบตัวเลยเปลี่ยนเป็นสีชมพู รีบถามกลบเกลื่อนว่าเตชิต

จะให้คนที่วาดรูปเธอวาดรูปลูกของเขาหรือ

“เปล่า คนที่วาดรูปคุณชื่อหมวดสัญญา แต่ผมจะให้จ่าธงวาดรูปลูก ถ้าให้สัญญาวาดอีก เขาอาจจะสงสัย อีกอย่างผมจะให้จ่าธงมาวาดที่นี่”

ooooooo

พอลแวะซื้อโจ๊ก 2 ถุง เพื่อไปกินมื้อเช้ากับปรกเดือน แต่พบว่าเธอนั่งกินข้าวต้มอยู่กับเดนิสแล้ว ปรกเดือนเห็นรอยฟกช้ำบนใบหน้าพอล ร้องทักไปโดนอะไรมา ชายหนุ่มโกหกว่า หกล้ม แววตาเดนิสเยาะเย้ยแวบหนึ่ง ก่อนจะสมน้ำหน้าพอลที่เดินไม่ดู

ตาม้าตาเรือ ปรกเดือนตำหนิเดนิสที่ไปว่าพอลอย่างนั้น

“ไม่เป็นไร บางทีเราเดินไปด้วยความบริสุทธิ์ใจแต่พอเคราะห์หามยามซวยก็อาจจะไปเหยียบตาปลานักเลงเข้าให้” พอลแดกดัน เดนิสไม่ค่อยชอบใจนักที่เห็นพอลมาหาปรกเดือนบ่อยๆ พอลเองก็รู้ตัวแต่แกล้งไม่รู้ไม่ชี้ รอจนเดนิสกลับไปแล้ว จึงบอกปรกเดือนว่าต่อไปเขาคงจะมาที่นี่บ่อยๆไม่ได้อีกแล้วเพราะเดนิสหึงเขา

“เขากำลังเบื่อเดือนต่างหาก” ปรกเดือนยิ้มเศร้า พอลเห็นสมควรแก่เวลา เลยขอตัวกลับ แต่ต้องประหลาดใจเมื่อปรกเดือนขอให้เขาพาเธอไปปากช่องด้วย พอลมองหญิงสาวตรงหน้าราวกับจะหยั่งความรู้สึก...

ทางฝ่ายเดนิสแปลกใจเมื่อกลับถึงบ้านตัวเองแล้วพบว่าเจนจิรามารออยู่ ดาราสาวปรับกลยุทธ์ใหม่ แสร้งทำใสซื่อบริสุทธิ์ต่อหน้าเดนิส เอาอกเอาใจเขาทุกอย่างเพื่อให้เขาตายใจ แม้กระทั่งรู้ว่าเขาไปกินมื้อเช้า

กับปรกเดือนมา เธอกลับเป็นปลื้มไปกับปรกเดือนที่สามีคอยเอาใจ เดนิสถึงกับออกปาก ไม่อิจฉาปรกเดือนหรือ

“โถ...จะอิจฉาไปทำไมให้จิตใจหมองมัวคะ เท่าที่เสี่ยกรุณาเจนขนาดนี้ก็นับเป็นบุญของเจนแล้ว เหนือสิ่งอื่นใดเจนไม่อยากให้เสี่ยต้องมาเดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องพวกนี้ค่ะ เจนยึดความกตัญญูเป็นที่ตั้ง”

“นี่พูดเอาแต่ดีหรือเปล่า” เดนิสมองลึกเข้าไปในดวงตาเจนจิรา ราวกับจะค้นหาความจริง

“เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ค่ะ” เจนจิรานํ้าเสียงหนัก– แน่นจริงจัง จังหวะนั้น สาวใช้เข้ามารายงานเดนิสว่าเจียงมาแล้ว เจนจิราเห็นเดนิสมีงานต้องทําเลยขอตัวกลับ

“อย่าเพิ่งกลับ ฉันคุยไม่นานหรอก...เดี๋ยวเสร็จแล้ว ไปส่งที่คอนโดฯ” เดนิสมองเจนจิราอย่างเป็นนัยๆแล้วตรงไปที่ห้องทำงาน เห็นเจียง ซึ่งยังอยู่ในสภาพมีเฝือกที่แขนข้างหนึ่ง ท่าทางอิดโรยนั่งรออยู่ เดนิส

อ้างว่าที่ต้องให้คนไปรับเจียงมาที่นี่ทั้งๆที่ยังไม่หายดีเพราะมีงานจะให้ทําเป็นการแก้ตัว เขาจะให้เจียงคอยตามดูพอลให้

“ได้ครับ...เพียงแต่ตอนนี้...”

“เออ...รู้แล้วว่าแกไปไหนยังไม่สะดวก ถึงได้จะให้แกย้ายมาอยู่ที่นี่...แกมีอะไรขัดข้องหรือเปล่า”

เจียงไม่ไว้ใจเดนิส แต่ไม่กล้าขัด ได้แต่รับคําสีหน้าเป็นกังวล...

สายวันเดียวกัน จ่าธงมาถึงบ้านของเตชิตตามนัด ซักรายระเอียดคร่าวๆว่าเตชิตต้องการให้เขาวาดรูปใครเตชิตตอบไม่ทันคิดว่ารูปลูกของเขา จ่าธงชะงัก ร้องทักว่าเตชิตมีลูกตั้งแต่เมื่อไหร่

เตชิตรู้สึกตัวรีบกระแอมกลบเกลื่อน “ขอโทษ...รูปเด็กน่ะ”

จ่าธงซักอีกว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย เสียงหวานชิงตอบว่าผู้หญิง เตชิตหันไปเอ็ดเสียงหวานให้อยู่เงียบๆก่อน ถึงเวลาแล้วเขาจะถามเธอเอง จ่าธงอ้าปากหวอมองเตชิต ที่พูดกับความว่างเปล่าอย่างงงๆ

“เธอเป็นเด็กผู้หญิง อายุประมาณ 4 ขวบ...ใช่ไหมครับ” ประโยคสุดท้ายเตชิตหันไปถามเสียงหวานซึ่งพยักหน้ารับ จ่าธงถึงกับมึนตึบ มองเตชิตอย่างเห็นใจ เพราะคิดว่าเขาเสียใจที่ตกงานจนเพี้ยน ขณะที่จ่าธงวาดรูป เตชิตจะหันไปถามรูปพรรณของเด็กน้อยจากเสียงหวานเป็นระยะๆ ในที่สุดจ่าธงก็วาดรูปลูกของเตชิตสําเร็จจนได้

ooooooo

จ่าธงเก็บเรื่องความเพี้ยนของเตชิตไว้คนเดียวไม่ไหว รีบเข้าไปรายงานให้เสนาทราบ เสนาพลอยสลดใจไปด้วย ถ้าถึงขั้นนี้คงต้องส่งเตชิตไปให้จิตแพทย์รักษา แต่จะบอกเขาตรงๆ เขาคงไม่ยอมไป เสนาจะคิดหาวิธีช่วยเตชิตเอง จ่าธงทําความเคารพผู้บังคับแล้ว กลับออกไป เสนาหยิบมือถือมาโทร.หาพอลทันที พอลกําลังขับรถพาปรกเดือนไปปากช่อง รับปากจะดูแลเรื่องนี้ให้ พอพอลวางสายปรกเดือนอดถามไม่ได้ว่ามีเรื่องอะไร

“เจ้านายสั่งให้คอยดูเพื่อนน่ะครับ เห็นว่าพอว่างงานแล้วออกจะเพี้ยนๆ...ใกล้จะถึงแล้ว คุณพร้อมนะ”

“ไปถวายสังฆทานก่อนเถอะค่ะ...เดือนอยากจะตั้งสติก่อน”

พอลไม่ขัด รีบบ่ายหน้าไปยังวัดธรรมชนะ...หลังจากทําสังฆทานเสร็จ พอลขับรถพาปรกเดือนไปยังสถานที่เกิดเหตุ ปรกเดือนนึกย้อนถึงเหตุการณ์วันนั้นแล้ว นํ้าตาไหลพราก

“...ทําใจลําบากจริงๆ...มันคงเป็นตราบาปไปจนชั่วชีวิต” ปรกเดือนพูดจบ ปล่อยโฮ พอลสงสารเธอจับใจเอื้อมมือมาบีบมือเธอเบาๆปลอบใจ...

ในเวลาต่อมา ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งไม่ห่างจากจุดเกิดเหตุนัก ขณะศรีตรังกําลังกินข้าวไปคุยไปกับป้าจุรีอย่างออกรส ต้องชะงักเมื่อเห็นพอลพาปรกเดือนเดินเข้ามา ศรีตรังไม่รอช้าปราดเข้าไปที่โต๊ะทั้งคู่ทันที

“เอาแซนดี้ไปทิ้งซะที่ไหนล่ะ...พอล” ศรีตรังว่า แล้วทรุดตัวลงนั่งหน้าตาเฉย ปรกเดือนมองหญิงสาวตรงหน้างงๆ แล้วหันมองพอลเป็นเชิงจะถามว่าใคร พอลยังไม่ทันจะตอบ ศรีตรังชิงพูดกับปรกเดือนเสียก่อน

“ระวังจะถูกหลอกนะคุณ คราวที่แล้วพอลเขาควงแซนดี้มา โอ๊ย จี๋จ๋าเหมือนกับที่ทำกับคุณแบบนี้เลย...

เอหรือว่าจะแซบกว่าด้วยซ้ำ...จริงๆ นะ ฉันไม่ได้ใส่ร้ายแม้แต่นิดเดียว”

พอลหมดความอดทน ลุกขึ้นคว้าแขนศรีตรังลากออกไป ป้าจุรีจะตามแต่ถูกบริกรในร้านเข้ามาขวาง จะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นถ้ายังไม่ได้จ่ายเงิน ป้าจุรีได้แต่มองตามศรีตรังตาปริบๆ...

ศรีตรังกับพอลออกไปปะทะคารมกันนอกร้าน พอลพูดแทงใจดำเลยโดนศรีตรังปล่อยหมัดตรงเข้าเต็มหน้า ปากแตกเลือดซิบ แต่เขายังไม่ยอมหยุดเหน็บแนม หญิงสาวเลยแถมให้อีกหนึ่งหมัด คราวนี้คุณชายเผือกถึงกับทรุด จากนั้นศรีตรังเดินอาดๆ เข้าร้านอาหารตรงไปหาปรกเดือนที่โต๊ะ

“เชิญไปเก็บศพพอลได้เลยค่ะ” ศรีตรังพูดจบกลับไปที่โต๊ะตัวเอง ชวนป้าจุรีกลับ วางเงินค่าอาหารไว้บนโต๊ะ แล้วผลุนผลันออกไป ป้าจุรีพยายามซักถามว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างศรีตรังกับคุณชายเผือก เธอบอกแค่ว่า เขาเป็นศัตรูของเธอแล้วไม่พูดอะไรอีก...

และเช่นเดียวกัน ปรกเดือนก็พยายามซักถามพอลว่า ผู้หญิงคนเมื่อครู่เป็นใคร ทำไมถึงทำร้ายเขาขนาดนี้ พอลขอผลัดไปก่อน วันนี้ไม่มีอารมณ์จะเล่า...

หลังจากส่งปรกเดือนที่บ้านเรียบร้อย พอลไปแอบซุ่มอยู่ตรงเงามืดหน้าบ้านเตชิต เห็นเตชิตเดินออกมาที่สนามหญ้าหน้าบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ออกท่าออกทางเหมือนคุยกับใครบางคนอยู่

“ท่าทางมันจะบ้าจริงๆ” พอลสรุป

เตชิตเงยหน้ามองพระจันทร์สวย แล้วหันมายิ้มให้เสียงหวานที่กำลังเหลียวมองไปรอบๆบริเวณ เตชิตสงสัยเธอกำลังมองหาอะไร เสียงหวานไม่เห็นลูกสาวของเขาตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่รู้หายไปไหน เตชิตสีหน้าเป็นกังวลขึ้นมาทันที ชี้ชวนให้เสียงหวานค้นดูตรงโน้นตรงนี้เผื่อลูกจะไปซ่อนตัว พอลซึ่งแอบมองอยู่ส่ายหน้าหนักใจ ที่เห็นเตชิตพูดกับความว่างเปล่า หลังจากดูจนพอใจแล้ว พอลกลับไปที่รถซึ่งจอดห่างออกมา หยิบมือถือขึ้นมาโทร.รายงานเสนา

“ท่าทางจะอาการหนักเหมือนกันครับท่าน... ดีครับ...พรุ่งนี้ผมจะไปพบท่านแต่เช้า...สวัสดีครับ” พอลวางสายแล้วขึ้นรถขับออกไป...

ทางฝ่ายเตชิตกับเสียงหวานยังคงตามหาเด็กน้อย ไปทั่วบ้านแต่ไม่เจอ เสียงหวานคิดว่าแกคงไม่ได้ไปไหนไกล คงเที่ยวซุกซนตามประสาเด็ก เตชิตถอนใจหนักใจไม่รู้จะไปตามหาลูกที่ไหน ขอตัวขึ้นห้อง ตรงไปหยิบรูปวาดของเด็กน้อยที่ใส่กรอบเรียบร้อยขึ้นมาดูด้วยสีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความผูกพัน พึมพำเบาๆกับรูปวาด

“ลูกพ่อหน้าตาเป็นอย่างนี้เอง”

เตชิตจ้องมองรูปวาดเขม็ง เด็กน้อยราวกับมีชีวิตขึ้นมา แต่แค่พริบตาเดียว เด็กน้อยกลับเป็นแค่รูปวาดอย่างเดิม เตชิตสีหน้าสลด

ooooooo

ระหว่างที่เสียงหวานเอนตัวหลับตา เด็กน้อยเข้ามาสะกิดแขน เสียงหวานรีบลุกขึ้นนั่ง ถามว่าวันนี้หาย ไปไหนมาทั้งวัน เด็กน้อยไม่ได้หายไปไหน แค่ไปแอบเพื่อที่คุณน้าจะได้จู๋จี๋กับพ่อ รัศมีรอบตัวเธอเปลี่ยนเป็นสีชมพูด้วยความเขิน เตชิตเดินลงมาพอดี ถามเสียงหวานว่าลูกของเขากลับมาแล้วใช่ไหม เสียงหวานหันมาเห็นเตชิตยิ่งเขินหน้าแดง จนชายหนุ่มร้องทักทำไมต้องอายขนาดนั้น

“หนูไปล่ะ...โชคดีนะคะ...พ่อ” เด็กน้อยยิ้มล้อเลียนเสียงหวาน ก่อนร่างจะเลือนหายไป

“เอ๊ะ...หนูนี่...เดี๋ยวน้าตีตายเลย”

“ลูกผมทำอะไรผิด คุณถึงจะตีแก”

เสียงหวานไม่กล้าสบตาด้วย ปฏิเสธว่าเปล่า เตชิตคาดคั้นให้บอก ผีสาวรีบเปลี่ยนเรื่องพูด ถามว่าจะกลับปากช่องเมื่อไหร่ เตชิตจะกลับต่อเมื่อเธอต้องบอกมาก่อนว่าทำไมต้องอายขนาดนั้นด้วย เสียงหวานไม่ง้อ ถ้าเขาไม่กลับเธอกลับเองก็ได้ เตชิตคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า ถ้าเขาไม่กลับแล้วเธอจะกลับได้อย่างไร

“สบายมาก ฉันไม่ได้ตัวติดกับคุณนี่” เสียงหวานพูดจบหายวับไป เตชิตร้องเรียกลั่น แต่ทุกอย่างเงียบกริบ

ooooooo

เตชิตตื่นเช้าขึ้นมาตามหาจนทั่วก็ไม่เจอเสียงหวาน รีบอาบน้ำล้างหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงไปที่รถ พลางตะโกนบอกเสียงหวานว่าจะกลับแล้ว แต่ไม่มีเสียงตอบ เด็กน้อยปรากฏตัวขึ้นที่ระเบียงบ้านด้วยสีหน้าหม่นหมอง เหมือนท้องฟ้ายามนี้ที่ฝนใกล้จะตก ตะโกนเรียกพ่อแข่งกับเสียงฟ้าร้อง แต่เขาไม่ได้ยิน เด็กน้อยน้ำตาคลอมองตามพ่อขับรถออกไปอย่างใจหาย ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก...

ทันทีที่มาถึง สน. พอลรีบเข้าไปพบเสนาที่ห้องทำงาน เสนาเป็นห่วงเตชิตมาก ได้ข่าวจากจ่าธงว่าเขาจะกลับไปปากช่อง แล้วแบบนี้จะเอาตัวไปหาจิตแพทย์ได้อย่างไร เตชิตอาจจะดูเพี้ยนๆ แต่พอลไม่คิดว่าจะบ้าถึงขนาดต้องส่งหมอ เสนาพยักหน้ารับรู้ แล้วถามความคืบหน้าเรื่องเดนิสเมื่อไหร่จะส่งของอีก

“ตอนนี้ยังนิ่งอยู่ครับ...มันกำลังเขม่นผมอยู่ แต่ไม่เป็นไรหรอกครับแค่เรื่องผู้หญิง”

เสนาถึงกับร้อยเฮ้ย เรื่องผู้หญิงนี่แหละเรื่องใหญ่ พอลไม่อยากให้เสนาเป็นกังวล เรื่องนี้เขาจัดการได้ไม่ยาก แล้วขอตัวกลับ เสนาร้องเรียกไว้ สั่งว่าไม่ต้องไปสนใจเรื่องเตชิตอีก ปล่อยให้เป็นหน้าที่เขาดูแลเอง...

ด้านเตชิตกลับถึงรีสอร์ตสุขศรีตรังตอนตะวันเกือบตรงหัว เดินหน้าบึ้งเข้าบ้านพักโดยมีเสียงหวานตามมาง้อ ขอโทษที่กลับมาก่อน เตชิตไม่สนใจทำเหมือนเธอเป็นอากาศธาตุ เสียงหวานขอร้องอย่าโกรธเธอเลย พอดีเพื่อนผีของเธอจะมาที่นี่ เธอเลยต้องรีบไปพบเพื่อน เพราะรู้ว่าเขากลัว เตชิตปฏิเสธทันควันว่าไม่กลัว

“หรือคะ ดีจัง งั้นต่อไปฉันจะได้ชวนเธอมาคุยกับคุณที่นี่...เธอ...”

เตชิตสวนทันทีว่าไม่ต้อง ให้เธออยู่ที่ของเธอดีแล้ว หรือไม่ก็ไปที่ชอบๆ เสียงหวานว่า ตราบใดที่เรื่องของเพื่อนผียังคลุมเครือ เธอคงไปที่ชอบๆไม่ได้ เตชิตย้อนถาม แล้วเสียงหวานไปที่ชอบๆ ได้ไหม เสียงหวานหน้าสลดไม่แน่ใจจะชอบที่ชอบนั่นหรือเปล่า เธอออกจะกลัวเสียด้วยซ้ำ เพราะไม่รู้เลยว่ามีอะไรรออยู่ เตชิตสงสารเธอจับใจ เดินเข้ามาโอบกอดเพื่อปลอบ แต่คว้าได้เพียงอากาศ ร่างของเสียงหวานก็เลือนหายไปด้วยความเศร้า

ooooooo

ที่ห้องทำงานของตรีทศภายในออฟฟิศติดไร่ข้าวโพด อ้อยใจเอาใจตรีทศด้วยการยกกาแฟกับของว่างทำเองกับมือมาเสิร์ฟ ตรีทศอึดอัดใจมากไม่รู้ จะปฏิเสธอย่างไรได้แต่นั่งนิ่ง อ้อยใจคว้าจานใส่ขนม เดินนวยนาดมายังเก้าอี้ที่ตรีทศนั่ง แล้วอาขนมจ่อปากท่าทางยั่วยวนเต็มที่

“อ้าปากซิคะ...แล้วอ้อยจะบอกความลับสำคัญให้”

ขณะที่ตรีทศคิดไม่ตกจะชิ่งหนีอย่างไรดี ลุงสมเปิดประตูห้องผลัวะเข้ามา อ้างว่ามีธุระด่วนต้องคุยกับตรีทศ อ้อยใจรีบผละจากตรีทศอย่างหงุดหงิด ต่อว่าลุงสมที่ไม่รู้จักเคาะประตูก่อน ตรีทศถอนใจโล่งอก รีบตัดบท

“อ้อย...ขอบใจที่ทำขนมมาให้ แต่ตอนนี้ผมต้องคุยธุระกับลุงสม”

อ้อยใจถลึงตาใส่ลุงสม ก่อนสะบัดหน้าออกไป ลุงสมเห็นอ้อยใจเข้ามาในนี้นานผิดปกติ เป็นห่วงตรีทศก็เลยเข้ามาดู ตรีทศขอบคุณลุงสมมากที่ช่วยเขาไว้ได้ทันเวลา...

ศักดิ์สิทธิ์แปลกใจมากเมื่อมาถึงหน้าออฟฟิศแล้วเจออ้อยใจ เพราะเขาบอกเธอแล้วว่าวันนี้จะไม่มาทำงาน ต้องไปธุระกับพ่อแล้วเธอมาหาเขาทำไม อ้อยใจแค่จะเอาขนมมาฝาก แต่ลืมไปว่าศักดิ์สิทธิ์ไม่มาทำงานก็เลยเอาไปให้พี่ทศแทน

“ไม่ใช่ตั้งใจจะเอามาให้พี่ทศนะ” ศักดิ์สิทธิ์ดักคอ

“อ้อยจะไปทำอย่างนั้นทำไม...ไปล่ะ” อ้อยใจว่าแล้วขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป ศักดิ์สิทธิ์มองตามแคลงใจ...

ทันทีที่อ้อยใจกลับถึงบ้านถูกป้าจุรีด่าเป็นชุดจะออกไปข้างนอกทำไมไม่ปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อยก่อนแล้วอยู่บ้านเฉยๆแทนที่จะช่วยเธอปัดกวาดทำความสะอาดบ้านบ้าง กลับไม่แตะอะไรสักอย่าง

“อ้อยไม่ว่าง...กำลังเฟ้นหาลูกเขยให้แม่ไง ตอนนี้เหลือเข้ารอบอยู่สองคน” อ้อยใจยืดอกภาคภูมิใจ ป้าจุรีฟังแล้วแทบจะเป็นลม ขืนปล่อยให้ลูกเพ้อเจ้อไม่ทำอะไร เธอคงอกแตกตาย คิดได้ดังนั้น รีบไปขอให้ศรีตรังช่วยหางานให้อ้อยใจทำ ศรีตรังรับอ้อยใจเข้าทำงานทันที ถ้าเธอพร้อมเมื่อไหร่ให้ไปทำงานเป็นผู้ช่วยลุงสมได้เลย...

แทนที่อ้อยใจจะดีใจที่ได้งานทำกลับเรื่องมากขอร้องแม่ช่วยไปบอกศรีตรังว่าเธออยากเป็นเลขาฯตรีทศมากกว่าเพราะเขาเป็นหนึ่งในสองคนที่เธอหมายตาไว้ให้เป็นลูกเขยของแม่ ป้าจุรีทำท่าจะลมจับให้ได้...

พงษ์ศักดิ์ถึงกับส่ายหน้าเซ็งที่ลูกชายคนเดียวของเขายังกลัวผีไม่เลิก นอกจากโยงสายสิญจน์รอบห้องนอนตัวเองไม่รู้กี่ชั้น ยังคิดจะดั้นด้นเข้ากรุงเทพฯเพื่อหาซื้อใบหนาดมาไว้จัดการกับผี พงษ์ศักดิ์ไม่เข้าใจทำไมทั้งศักดิ์สิทธิ์ทั้งผีตนนี้เคียดแค้นอะไรกันขนาดนั้น หรือว่าเขาเคยรู้จักผีตนนี้ตอนยังไม่ตาย

“ผมจะไปรู้จักมันได้ยังไง...พ่อไปนอนเถอะครับ ผมจะจัดการของผมเอง”

“พ่อไม่อยากให้แกหมกมุ่นกับเรื่องภูติผีปีศาจนี่มากนัก”

ศักดิ์สิทธิ์รับคำส่งๆพอพ่อคล้อยหลัง เขารีบหยิบข้าวสารเสกที่ได้จากหมอผีขึ้นมาเตรียมพร้อม...

ทางฝ่ายพงษ์ศักดิ์เป็นห่วงลูกชายมากไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงโทร.ไปปรึกษาเจ้านายสาว ศรีตรังเห็นใจหัวอกคนเป็นพ่อ พรุ่งนี้เธอจะลองพูดกับศักดิ์สิทธิ์ให้

“ขอบคุณคุณศรีตรังมากครับ...ผมฝากเจ้าศักดิ์มันด้วย นี่ร่ำๆจะทำท่าว่ารู้จักคุ้นเคยกับผีเอาเสียด้วย”

ooooooo

ระหว่างกินมื้อเช้าด้วยกัน ศรีตรังขอร้องเตชิตลองถามคุณหนูเผือกเสียงหวานทีว่าใช่เธอหรือเปล่าที่ตามไปหลอกหลอนศักดิ์สิทธิ์ เตชิตมั่นใจต้องไม่ใช่เสียงหวาน น่าจะเป็นเพื่อนผีของเธอมากกว่า ป้าจุรีซึ่งยังคงมีผ้าปิดตาข้างซ้ายไว้ ฝากเตชิตไปบอกเสียงหวานด้วยว่า อย่าเที่ยวไปหลอกหลอนใครให้เป็นบาปแก่ตัวเองเลย

“ป้าจะบอกเองมั้ยล่ะครับ” เตชิตประชด

ป้าจุรีขอผ่าน ขอมอบหน้าที่นี้ให้เตชิต ศรีตรังเห็นด้วยกับป้าจุรี เขาทำหน้าที่นี้ได้เหมาะสมที่สุดแล้ว...

ในเวลาเดียวกัน ศักดิ์สิทธิ์ชวนอ้อยใจไปหาหมอผีที่บ้านเพื่อจ่ายเงินค่าตอบแทนที่เขาช่วยไปทำพิธีเมื่อวันก่อน ตั้งแต่หมอผีแนะให้เราสองคนทำบุญอุทิศส่วนกุศลคราวนั้น ผีก็ไม่มาให้เห็นอีกเลย

“อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจผี...รอให้เวลาผ่านไป 3 วันเสียก่อนถึงจะชัวร์” สิ้นเสียงเตือน อ้อยใจกับศักดิ์สิทธิ์ถึงกับหน้าเสีย ศักดิ์สิทธิ์บ่นอุบนี่ยังต้องรอดูคืนนี้อีกคืนหรือ...

ศักดิ์สิทธิ์เก็บเอาคำเตือนของหมอผีไปฝันเป็นตุเป็นตะว่า เกษรินมาหาที่ห้อง สะดุ้งตื่นเหงื่อท่วมตัวมองไปรอบๆถึงได้รู้ว่าเป็นแค่ฝันร้าย เขาลุกขึ้นมารินนํ้าดื่มแก้กระหาย บังเอิญสายตาเหลือบมองไปที่หน้าต่าง ตกใจแก้วนํ้าในมือหล่นแตก ฝันร้ายกลายเป็นจริง ผีเกษรินปรากฏตัวอยู่ใต้ต้นไม้หน้าบ้านกวักมือเรียกเขาลงไปหา แต่แล้วความกลัวเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว ศักดิ์สิทธิ์คว้าถุงข้าวสารเสกพุ่งไปที่ประตูบ้าน กระชากออกอย่างแรง แต่ต้องร้องลั่น ผงะถอยหลังเมื่อเห็นผีเกษรินยืนรออยู่ พอตั้งสติได้เขาซัดข้าวสารเสกใส่ ผีผงะ แล้วเลือนหายไป

“หายไปไหนล่ะ ออกมาสิ บอกให้ออกมา” ศักดิ์สิทธิ์ร้องท้าทายราวกับคนเสียสติ

พงษ์ศักดิ์ได้ยินเสียงเอะอะเปิดประตูออกมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ศักดิ์สิทธิ์คิดว่าผีปลอมเป็นพ่อ มองตาขวางก่อนจะซัดข้าวสารเสกใส่หน้า พงษ์ศักดิ์ด่าลั่น ศักดิ์สิทธิ์ได้สติรีบเข้าไปขอโทษ พงษ์ศักดิ์เห็นลูกชักจะบ้ากันไปใหญ่จะออกไปดูให้เห็นกับตาว่ามีอะไรหรือเปล่า ศักดิ์สิทธิ์ไม่ให้ไป ผีนังเกษรออยู่ข้างนอก

“นังเกษอะไรของแก หรือว่า...เกษริน”

ศักดิ์สิทธิ์กลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไร เขาแค่ฝันร้ายแล้วขอตัวกลับห้อง รอจนได้ยินเสียงประตูห้องพ่อปิด เขาจึงหยิบมือถือขึ้นมาโทร.เตือนอ้อยใจว่า ผีเกษรินมาหาเขา ตอนนี้อาจกำลังไปหาเธอก็ได้ อ้อยใจโกรธด่าไอ้บ้าแล้ววางสาย ศักดิ์สิทธิ์ย่องไปแอบมองที่หน้าต่างเห็นแต่ความว่างเปล่า ยิ้มสะใจจะเดินไปที่เตียง จู่ๆเศษแก้วที่เกลื่อนพื้นชิ้นหนึ่งเคลื่อนเข้าหาเหมือนมีใครเป่า ศักดิ์สิทธิ์เหยียบเต็มเท้าเลือดโชก พลันมีเสียงหัวเราะน่ากลัวดังขึ้น

“อยากลองดีใช่มั้ย...นังเกษ” ศักดิ์สิทธิ์ขบกรามแน่นอย่างเคียดแค้น

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น เท้าศักดิ์สิทธิ์บวมอักเสบน่ากลัวทั้งที่แผลเล็กนิดเดียว พงษ์ศักดิ์ให้ยาแก้อักเสบลูกกินแล้ว แต่ยังไม่วางใจคิดจะพาไปหาหมอ ศักดิ์สิทธิ์โวยวายที่แผลอักเสบผิดปกติเพราะโดนผีตนนั้นแกล้ง พงษ์ศักดิ์งงผีจะแกล้งเขาทำไมหรือเขาเคยไปทำอะไรให้ ศักดิ์-สิทธิ์อ้าปากจะพูดบางอย่าง แต่อ้อยใจรีบตัดบท

“คุณลุงไปทำงานเถอะค่ะ เดี๋ยวอ้อยจะดูศักดิ์ให้เอง เมื่อกี้คุณลุงให้ยาแก้อักเสบแล้ว งั้นอีกเดี๋ยวก็คงค่อยยังชั่ว ถ้าเป็นอะไรมาก อ้อยจะโทร.บอกคุณลุงเอง”

พงษ์ศักดิ์ขอบใจอ้อยใจมากแล้วออกจากบ้านไป ศักดิ์สิทธิ์จะพูดบางอย่าง อ้อยใจรีบยกนิ้วแตะปากเป็นทำนองไม่ให้พูดอะไร...พงษ์ศักดิ์ไม่สบายใจที่แผลแก้วบาดเล็กน้อยของลูกชายแต่อาการอักเสบกลับเว่อร์เกินเหตุ จนชักจะเริ่มคล้อยตามลูกว่าอาจจะเป็นฝีมือของผี จึงแวะมาปรึกษากับศรีตรัง เตชิตนั่งฟังอยู่ด้วย เห็นสีหน้าไม่สู้ดีของพงษ์ศักดิ์ อาสาจะไปดูอาการของศักดิ์สิทธิ์ให้...

ฝ่ายศักดิ์สิทธิ์ทนเจ็บแผลไม่ไหว ขอร้องอ้อยใจไปตามหมอผีมาให้ อ้อยใจหาว่าเขาคิดมากไปเอง ศักดิ์สิทธิ์โวยลั่น เธอไม่ได้โดนกับตัวเองไม่มีทางเข้าใจ ผีนังเกษรินตามมาแก้แค้นเขา อ้อยใจสั่งให้ศักดิ์สิทธิ์หยุดพูดเดี๋ยวนี้ ถ้าใครได้ยินขึ้นมาจะพากันเดือดร้อน ศักดิ์สิทธิ์ฟุบหน้ากับฝ่ามือรํ่าร้องให้อ้อยใจไปตามหมอผีมาให้

“อ้อยว่า เราไปหาแกที่บ้านดีกว่า...ศักดิ์รอ

เดี๋ยวนะ...อ้อยจะไปยืมปิกอัพลุงสม”

อ้อยใจเดินออกมาอย่างหงุดหงิด แต่ต้องหยุดกึก เมื่อเห็นศรีตรังขับรถมาจอดริมรั้วแล้วก้าวลงมาพร้อมเตชิตจะมาเยี่ยมศักดิ์สิทธิ์ อ้อยใจรีบเข้ามาห้าม โกหกว่าศักดิ์สิทธิ์อาการดีขึ้นแล้ว เพิ่งหลับไปเมื่อครู่นี้เอง เตชิตจะขอดูแค่แผลไม่ต้องปลุกศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ อ้อยใจอ้างว่าแผลพันผ้าไว้ ถ้าจะดูต้องแกะผ้าออกศักดิ์สิทธิ์อาจจะตื่นก็ได้ ศรีตรังไม่อยากรบกวนคนเจ็บ ชวนเตชิตกลับ อ้อยใจมองตามสองเพื่อนซี้กลับไปอย่างโล่งใจ...

ในเวลาต่อมา อ้อยใจพาศักดิ์สิทธิ์ไปบ้านหมอผี หมอผีตรวจดูบาดแผลแล้วอดสงสัยไม่ได้ ศักดิ์สิทธิ์ไปทำอะไรให้ผีตนนี้แค้นนักหนา ถึงได้ตามอาฆาตขนาดนี้ ศักดิ์สิทธิ์ขอร้องอย่าเพิ่งถามอะไร ช่วยรักษาแผลให้เขาก่อน ปวดจะตายอยู่แล้ว หมอผีค่อยๆบรรจงทาผงสีดำลงบนแผล อาการปวดแสบปวดร้อนบรรเทาลงแทบไม่เหลือ แถมทิ้งนํ้าหนักลงเท้าได้เกือบจะเป็นปกติ อ้อยใจชมเปาะลุงหมอเก่งจริงๆ

“ทุกคนเขาก็พูดอย่างนั้นละเว้ย...เฮ้ย” หมอผีคุยอวดแล้วยื่นขวดยาเล็กๆให้ อ้อยใจจะรับ แต่หมอผีชักมือกลับ “ขวดละ 2,500 บาท เงินมายาไป เงินไม่มา ยาไม่มี”

อ้อยใจโวยวายทำไมถึงแพงนัก ศักดิ์สิทธิ์ไม่ต่อสักคำ ควักเงินให้ทันที...

ระหว่างที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่บ้านหมอผี เตชิตชวนเสียงหวานมาบ้านศักดิ์สิทธิ์หวังจะใช้ร่างของเธอบังตัวเขาแล้วแอบเข้าไปดูแผลศักดิ์สิทธิ์ ผีสาวไม่แน่ใจจะทำได้หรือเปล่า เตชิตเห็นผีที่ไหนก็ทำแบบนี้ได้ทั้งนั้น แล้วบอกให้เสียงหวานเดินนำ เสียงหวานเดินทะลุประตูบ้านเข้าไปขณะที่เตชิตชนโครม เสียงหวานตกใจถอยกลับมาดู

“เมื่อไหร่จะจำเสียทีว่าคุณเป็นผี ผมเป็นคน”

เตชิตโวย

เสียงหวานรีบขอโทษ รอให้เตชิตเปิดประตูบ้านก่อน แล้วจึงเดินนำเขาเข้าไป แต่ต้องผิดหวังเพราะในบ้านไม่มีใครอยู่ เสียงหวานยื่นหัวทะลุผนังเข้าไปสำรวจดูทุกห้อง แต่ไม่พบใครสักคน...

หลังจากเตชิตกับเสียงหวานกลับไปไม่นาน อ้อยใจพยุงศักดิ์สิทธิ์เข้ามาในบ้าน กำชับว่าทีหน้าทีหลังอย่าเอะอะโวยวายอีก เดี๋ยวจะเผลอหลุดอะไรออกมาให้ผู้คนจับพิรุธได้ ศักดิ์สิทธิ์ต้องการให้หมอผีมากำจัดเกษรินให้สิ้นซากจะเสียเงินเท่าไหร่ไม่อั้น อ้อยใจขอร้องศักดิ์สิทธิ์ให้ใจเย็นๆก่อน เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่เธอจัดการเองแล้วขอตัวไปทำงาน ศักดิ์สิทธิ์กลัวไม่กล้าอยู่คนเดียวร้องตาม

“ศักดิ์จะไปได้ยังไงอ้อยจะไปทำงาน คุณศรีตรังสั่งให้อ้อยเริ่มงานวันนี้ อยู่นี่แหละแล้วอ้อยจะคอยแวะมาดู”

ooooooo

เจนจิราดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อเดนิสโทร.มาบอกว่าเขาใช้เส้นสายช่วยให้เธอได้เป็นนางเอกละครฟอร์มยักษ์แห่งปีเรื่อง “ปรารถนา” แถมอาทิตย์หน้า ยังชวนเธอไปดูที่ที่ปากช่อง และจะพักที่นั่นสามถึงสี่วันเป็นอย่างน้อย สั่งให้เธอเตรียมตัวไว้จะเดินทางวันไหนจะบอกให้รู้อีกที เจนจิรายิ้มร้ายกาจ ก่อนจะโทร.ไปเย้ยหยันปรกเดือนเหมือนเคยๆ ปรกเดือนแค้นใจมากกระแทกหูใส่ นั่งสงบสติอารมณ์สักพัก แล้วโทร.นัดพอลออกมาพบ...

หลังจากปรับทุกข์ให้พอลฟัง ปรกเดือนอยากจะเลิกกับเดนิสให้รู้แล้วรู้รอด เธอทนสภาพแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว พอลเตือนให้คิดให้ดีก่อน เธอก็รู้ว่าทำอย่างนั้นอันตรายแค่ไหน จังหวะนั้น เสียงมือถือของพอลดังขึ้น เดนิสโทร.มาสั่งให้เขาตามไปปากช่องด้วย

“คงกลัวว่าเราจะนัดพบกันนั่นแหละ ตัวเองเลว เลยนึกว่าคนอื่นเลวเหมือนกัน” ปรกเดือนพยายามกลั้นน้ำตา ขณะที่พอลนั่งนิ่ง สีหน้าครุ่นคิด...

นอกจากพอลแล้ว เดนิสยังสั่งให้เจียงไปปากช่องด้วย และให้คอยประกบพอลตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น...

พอเตชิตรู้จากศรีตรังว่า เดนิสโทร.มาจองบ้านพักที่รีสอร์ตของเธอ รีบโทร.รายงานเสนาทันที แต่เขากลับสั่งให้เตชิตอยู่เฉยๆ นี่ไม่ใช่เรื่องอะไรของเตชิต แล้ววางสายใส่ เตชิตถึงกับพลุ่งพล่าน ไม่เข้าใจทำไมเสนาถึงเป็นอย่างนี้ไปได้...

ฝ่ายเสนาไม่รอช้า รีบโทร.บอกเรื่องนี้ให้พอลรู้ พอลแปลกใจมาก ทำไมข่าวนี้ถึงไปเร็วขนาดนั้น เสนาก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน ถึงได้โทร.มาเตือนให้เขาระวังตัว

“ไม่ต้องระวังหรอกครับ ก็เจ้าของรีสอร์ตกับไอ้เตเป็นเพื่อนรักเพื่อนใคร่กัน”

“เสียงนายมันเหมือนประชดประชันแดกดันยังไงก็ไม่รู้ว่ะ” เสนาตั้งข้อสังเกต พอลไม่รู้จะประชดพวกนั้นไปทำไม ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเขาสักหน่อย เสนาขี้เกียจฟังคำแก้ตัว ขอตัวไปทำงานต่อแล้ววางสาย...

ผ่านไปไม่กี่วัน ขณะที่เตชิตกำลังนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในบ้านของศรีตรังอย่างสบายอารมณ์ ศรีตรังก้าวฉับๆเข้ามาบอกว่า เดนิสกับพวกมาถึงแล้ว ไม่ออกไปต้อนรับหน่อยหรือ
“ฉันไม่เกี่ยว แกนั่นแหละไป”

“เรื่อง ฉันให้คุณทศไปคอยรับหน้าแทนแล้ว...นั่นจะไปไหน” ศรีตรังร้องถามเมื่อเห็นเตชิตลุกขึ้น

“กลับบ้านพัก...ศรี แกต้องระวังอย่าให้พวกมันใช้รีสอร์ตแกเป็นที่ซื้อขายยาเสพติดแล้วกัน” เตชิตว่าแล้วหยิบหมวกกับแว่นดำขึ้นมาสวม ตรงไปที่มอเตอร์ไซค์แล้วขี่กลับที่พัก ระหว่างทางสวนกับรถของเดนิสที่พอลเป็นคนขับนั่งคู่มากับเจียง ทั้งคู่ต่างมองเตชิตแวบหนึ่ง เจียงถึงกับออกปากไอ้คนที่ขี่มอเตอร์ไซค์สวนกันเมื่อครู่ หน้าตาคุ้นๆบอกไม่ถูก พอลถามเจียงว่าเคยมาที่นี่หรือเปล่า เจียงเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก

“งั้นไอ้หมอนั่นคงหน้าโหล” พอลพยายามทำให้เจียงเขว

“ไอ้เจียงมันจำคนแม่น...เดี๋ยวเห็นอีกทีอาจจะจำได้” เดนิสเข้าข้างเจียงกลายๆ พอลเหลือบมองเดนิสทางกระจกส่องหลัง เห็นเขามองตอบด้วยแววตาท้าทาย

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.9 บุญวดี เผยด้านมืด เล่าเรื่องเลวๆ ของพีทให้ชาครีย์ฟัง
20 เม.ย. 2564

09:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 15:47 น.