ตอนที่ 7
เมื่อรินอธิบายให้ทุกคนในบ้านบำรุงประชากิจเข้าใจว่าศรัณย์ไม่ใช่โจร ศรัณย์ยืนมาดนิ่งแนะนำตัวว่าเป็นสามีของรินและกราบสวัสดีเจ้าคุณบำรุงกับเพ็ญแข “ผมต้องกราบขอโทษ เมียหนีมาไม่บอกไม่กล่าว เลยร้อนใจ ไม่ได้เข้ามากราบท่านทั้งสองก่อน”
เพ็ญแขติงคิดแล้วเชียวว่าทะเลาะกันมา ศรัณย์ฟ้องว่ารินหาว่าตนมีผู้หญิงอื่น รินปรามไม่ให้พูดมาก เขาสวนว่าตนเป็นคนพูดตรง ถามมาก็ตอบตรง บุรณี ขำที่แต่งงานไม่กี่เดือนดุเดือดเลือดพล่านขนาดนี้เลยหรือ บรานีเสริม “พระเอกของตัวงามหยดขนาดนี้ ก็ต้องมีผู้หญิงเป็นธรรมดา รินก็ทำคิดมากไปได้”
เพ็ญแขปรามไม่ควรล้อพี่ เจ้าคุณยินดีอย่างยิ่งที่ได้เจอลูกชายเพื่อนรัก เชื้อเชิญให้ทานข้าวด้วยกัน...เพ็ญแขเพิ่งรู้ว่าทางศรัณย์ยังไม่ได้รับการ์ดเชิญจึงขอโทษที่มันฉุกละหุก ศรัณย์บอกตนค่อยสบายใจคิดว่ารินหมดรักตนแล้วหนีตาม...เพื่อนมา เจ้าคุณขำแซวรินด้วยความเอ็นดู
“อยู่บ้านก็ดูหงิมๆ พอออกเรือนไปก็แสนงอนขนาดนี้เชียวรึ คนใจเย็นคนใจดีของฉันหายไปไหนเสียแล้ว หือแม่ริน”
“นั่นสิ ทีหลังไม่เอานะลูก มีอะไรก็คุยกันเสีย ทำคุณปลัดเสียงานเสียการต้องมาตามถึงพระนคร แบบนี้ไม่ถูก” เพ็ญแขตำหนิ รินค้อนศรัณย์ที่ทำให้ตนโดนดุคนเดียว
เจ้าคุณบอกศรัณย์ว่าตนเสียใจที่ตอนพ่อของเขามีปัญหาตนอยู่อังกฤษถึงหกปีจึงไม่รู้เรื่องไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ ศรัณย์กราบขอบคุณ และว่าเท่านี้ก็เมตตาแล้ว เจ้าคุณเน้นจริงใจ
“รินเป็นคนสำคัญของพวกเราทุกคน ที่ยกให้เพราะมั่นใจว่าศรัณย์จะได้ของขวัญที่ดีที่สุดจากครอบครัวเรา ในอนาคตไม่ว่าจะได้ยินอะไรมา ขอให้เชื่อคำอา ลูกสาวอาคนนี้เป็นของมีค่า อายกให้เพราะหวังดีต่อศรัณย์”
ศรัณย์รับคำ เพ็ญแขเห็นว่าค่ำมืดจึงถามเขาพักที่ไหน เขายิ้มกริ่มขอนอนกับภรรยาเพราะไม่มีบ้านในพระนคร รินจะแย้งแต่พอเห็นสายตาทุกคนที่มองมาก็พูดไม่ออก...ศรัณย์ได้เข้ามาในห้องนอน ก็สำรวจเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ เห็นถึงความแตกต่างระหว่างของบุรณีกับของริน รวมถึงภาพถ่ายที่ไม่มีรูปแบบออกงานสังคมเหมือนบรากับบุรณี รินอ้างว่าตนไม่ชอบออกงาน เสื้อผ้าก็ชอบตัดเย็บเอง ศรัณย์ยิ้มๆทำนองรู้ทัน รินร้อนตัว
“ไม่เชื่อใจฉันหรือ คิดว่าคนบ้านนี้หลอกคุณหรือ งั้นก็ปล่อยฉันไว้ที่นี่ กลับไปซะ คุณดวงสวาทรอคุณอยู่ ฉันสาบานจะไม่กลับไปให้คุณเห็นหน้าอีก”
“ไม่ ฉันตีตราจองหล่อนไว้แล้ว ทั้งแก้มซ้ายแก้มขวา อ้อ โดนขัดจังหวะเสียก่อน ยังมีอีกที่” ศรัณย์ดึงรินมาจะจูบปาก รู้สึกว่าเธอนิ่งก็แปลกใจ ทันใดได้ยินเสียงคลิก ก้มมองเห็นมีดพับที่เธอใช้จ่อที่ท้องก็สะดุ้งโหยงถอยกรูดร้องลั่น “เฮ้ย! เกือบโดนแล้วนะคุณ โห นี่จะฆ่ากันเลยหรือ”
รินบอกถ้าอยู่กันแบบเพื่อนไม่ได้ ตนก็จะพกนี่ไว้ตลอดเวลา ศรัณย์ยิ้มแหยๆ บอกล้อเล่น จะรอจนกว่าเธอจะเปิดใจ ว่าแล้วก็คว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ
อาบน้ำเสร็จ ศรัณย์เดินตามหารินมาเจอทำขนมอยู่ในครัว เธอบอกให้เขาไปนอนก่อน ตนต้องทำขนมมงคลไว้ใช้ในงานแต่ง เขามองไปรอบๆ ถามไม่ได้นัดอรุณมาพบกลางดึกใช่ไหม รินตาเขียววางมือเลิกทำ เดินปึ่งๆขึ้นนอน ศรัณย์ยิ้มแฉ่งดีใจ
ในห้องแยกเป็นสองเตียง ศรัณย์นอนมองมาที่ริน ทำให้เธอไม่กล้าหลับตากลัวโดนขโมยหอมแก้มอีก ทนไม่ไหวจึงหันหลังให้ เขาล้อไม่ใช่เธอคนเดียวที่ไม่ลืม ตนก็ไม่ลืม คิดถึงแก้มเธอจนนอนไม่หลับ รินลุกขึ้นร้องอ๊าย...หยิบของใกล้มือขว้างใส่ เขาหลบกลิ้งตกเตียงโวย
“เฮ้ย! เหล็กทั้งดุ้น ตายได้นะ เดี๋ยวก็มีดเดี๋ยวก็เหล็ก”
“อุตส่าห์หนีมาอยู่เงียบๆคนเดียว ยังตามมากวนประสาทอยู่ได้ นี่ขอให้ฉันได้ใช้ชีวิตสงบสุขบ้างไม่ได้หรือไงหา...” รินล้มตัวนอนหันหลังให้อย่างโกรธๆ
ศรัณย์เข้ามาคุกเข่าข้างเตียง เธอหันมาเจอตกใจจะทำอะไร เขาถามว่าอยู่เงียบๆชั่วคราวหรือตลอดไป
รินตอบไม่ได้ ถามกลับที่เขามาตาม...ตนมีความหมายอะไรสำหรับเขา ศรัณย์อึ้ง
“คุณก็ไม่มีคำตอบใช่ไหม ฉันก็เหมือนกัน ถ้าเราหาคำตอบให้คำถามนี้ไม่ได้ ชีวิตเราสองคนแย่แน่... หน้าเครียดเลย ตลกไม่ออกแล้วสิ...ชิ...” รินเยาะเมื่อเห็นสีหน้าเขาอึ้ง
ศรัณย์ครุ่นคิดว่ารินมีความหมายอะไร รินย้ำถ้ามีคำตอบให้ ตนถึงจะยอมกลับไปกับเขา
ooooooo
ในห้อง พระพิจารณ์นอนป่วยอยู่ ชรัตน์เอาเอกสารงานมานั่งศึกษาเฝ้าไข้พ่อไปด้วย ท่านพยายามจะพูดคำเดิม เขา...พะ...ยุง...ชรัตน์ถามหมายถึงต้นพยุงหรือ เขาส่ายหน้านิดๆ เผอิญชรัตน์อ่านเอกสารเจอคำว่าลานเขาพยุง สัมปทานป่าไม้ของบริษัทเมื่อยี่สิบปีก่อน ก็ถามที่นี่ใช่ไหม
พระพิจารณ์ร้องไห้ออกมาส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอ สะอื้นจนชรัตน์ต้องเข้าปลอบและบอกจะจัดการทุกอย่างที่พ่อต้องการ ท่านส่งสัญญาณด้วยการกระดิกนิ้วมือขวา น้ำตาไหลริน
ชรัตน์มาสอบถามช้องนางว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ลานเขาพยุง เธอบอกตอนที่ได้สัมปทานที่นั่นเป็นระยะเวลาสั้นๆ ตนเรียนอยู่ปีนังจึงไม่รู้เรื่องอะไร ต้องไปถามลุงฉมคนเก่าแก่ของบริษัท พอมาถามลุงฉม เขาบอกว่าตัวเขาประจำอยู่พระนคร แต่ได้ยินคนลือกันว่าท่านเจ้าคุณมีเมียมีลูกที่นั่น ทั้งชรัตน์และช้องนางตกใจถามลูกหญิงหรือชาย ลุงฉมส่ายหน้า
รุ่งเช้าดวงสวาทได้รับโทรศัพท์จากสุนันทาว่าพ่อกับแม่กำลังเดินทางมานครศรีธรรมราชจะถึงในวันนี้ ให้รีบนั่งรถรับจ้างที่เร็วที่สุดมาบ้านเธอโดยด่วน
บุรณีเห็นรินทำขนมมีศรัณย์กับแจ๋วเป็นลูกมือ ก็บอกว่าพวกตนจะไปค้างโรงแรมฝากพ่อกับแม่ด้วย และถามจะฝากอะไรไปก่อนบ้าง รินจะเดินนำไปเอาของที่โต๊ะในสวน ศรัณย์รีบถามสวนอยู่ติดบ้านอรุณหรือเปล่า อ้างจะไปช่วยยก รินเสียงเข้มไม่ให้ตาม ศรัณย์จ๋อยลงนั่งที่เดิม
บุรณียินดีด้วยที่ศรัณย์รักรินมาก ตามเฝ้าอย่างกับกลัวเธอหาย รินบอกเขาแค่คิดว่าตนเป็นของเป็นสมบัติของเขาเท่านั้นไม่ใช่ความรัก บุรณีไม่เข้าใจ รินเล่าว่าศรัณย์ไม่ถูกกับอรุณ บุรณีฟันธงว่าต้องหึงแน่ๆ รินแย้งหึงเขาใช้กับคนที่รักกันแต่ศรัณย์แค่กลัวเสียหน้ากลัวแพ้อรุณเท่านั้น ขาดคำ
เสียงอรุณดังเข้ามาถามรินคิดถึงตนหรือ รินหน้าเสียจะมาทำไม เขาอ้างมาช่วยงาน เธอจึงให้เขาช่วยยกขนมไปส่งที่รถ อรุณกลับบอกว่าหิว แล้วเดินตรงไปยังครัว รินห้ามไม่ทัน
อรุณโผล่เข้ามาในครัวเจอศรัณย์เดินงุ่นง่านอยู่ พอทั้งสองประจันหน้าก็ต่อว่าต่อขานยกใหญ่ เปิดศึกชกกันทันที ปาเครื่องของใส่กันเลอะเทอะ บุรณีกับแจ๋วช่วยกันห้ามไม่สำเร็จ รินโกรธมากหยิบถาดปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ แล้วฟาดหัวชายหนุ่มทั้งสองอย่างแรง บุรณีกับแจ๋วตะลึง สองหนุ่มชะงักกุมหัวร้องอูยๆ ต่างโวยไม่เคยเห็นโหดแบบนี้มาก่อน รินสั่งเสียงเฉียบ
“แยกกันเดี๋ยวนี้ พี่อรุณจะไปเข้าห้องน้ำก็รีบไปเลย แล้วอย่าเดินมาที่นี่ คุณศรัณย์นั่งลง ห้ามออกไปจากครัว ได้ยินไหมคะ...ไปสิคะ!”
บุรณีขำเข้าใจแล้วว่าแมวกับหนูเมื่อเจอกันเป็นอย่างไร แล้วเดินตามอรุณออกไป แจ๋วปิดปากหัวเราะ รินมองข้าวของที่หกเกลื่อนกลาดด้วยความเสียดาย
เมื่อสุนันทารับมหินท์ นิจและนริศจากสถานีรถไฟมาบ้าน มหินท์ถามหาดวงสวาททำไมไม่ไปรับพวกตน ใจดำ โทร.มาก็ไม่คุยกับพ่อแม่ จนพวกตนต้องถ่อมาถึงที่นี่ หรือจะตัดขาดกัน
ดวงสวาทซึ่งมาถึงก่อนหน้าสักครู่ ทำทีลงมาจากข้างบนเข้ามากราบขอโทษ รำพันว่าบุญคุณพ่อแม่ท่วมหัว ใครจะกล้าตัดขาด เพียงแต่ตนไม่สบายใจอยากอยู่เงียบๆ มหินท์ต่อว่าเรื่องที่แต่งงานใหญ่โต คนรู้ทั้งพระนคร เท่ากับมีชีวิตเดียวกันต้องอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันให้ได้ แล้วสั่งให้กลับพระนคร ดวงสวาทมองหน้านริศประกาศกร้าว ไม่กลับถ้าไม่ได้ชีวิตอย่างที่ฝัน
นริศถามชีวิตที่เธอฝันหมายถึงอะไร ดวงสวาทกล่าวจริงจัง “ดวงแต่งงานกับคุณทั้งที่ไม่รู้จักกัน เพราะคิดว่าคุณจะให้ความมั่นคง ให้เกียรติยศ ดวงยกชีวิตทั้งชีวิตให้คุณ แต่เป็นได้แค่เมียอาจารย์จนๆ ถ้าจะให้ได้แค่นี้ ดวงขอเลือกคนที่ดวงรักดีกว่า”
นิจเอ็ด ผู้หญิงดีๆมีผัวเดียวทั้งนั้น อย่าทำเป็นวันทองสองใจ นริศออกตัวว่ากำลังคิดจะลาออกจากการเป็นอาจารย์ ทราบมาว่ามหินท์มีแผนจะทำห้างสรรพสินค้าใจกลางพระนคร จึงอยากขอโอกาสบริหารงานนี้ มหินท์งงเพราะห้างสี่กั๊กพระยาศรีที่จะทำยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลย นริศเสนอตัวว่าตนโตที่ยุโรป เห็นห้างทำนองนี้มามาก รู้วิธีบริหารดี ตนจะทำให้ครอบครัวเขาได้ทั้งความมั่นคงและเกียรติยศ...นิจเห็นว่าดี ได้คนมาบริหารที่ไว้ใจได้ บอกดวงสวาทให้กลับพระนครได้ แต่เธอกลับขอเวลาหกเดือน ถ้าทุกอย่างไปได้ดีตนถึงจะกลับ อ้าง
“ฉันจะไม่เชื่อคำพูดของคุณชายอีกแล้ว ในสายตาดวงไม่รู้จักคุณเลย ภายนอกคุณดูน่าเชื่อถือ แต่คุณมักจะมีเรื่องลึกลับแอบซ่อนไว้เสมอ ต่อไปนี้ดวงจะดูที่การกระทำของคุณเท่านั้น”
นริศรับปากกลับไปจะลาออกถ้ามหินท์ตกลง
มหินท์รู้สึกลังเลแต่ภาวะจำยอมต้องเออออ ดวงสวาทบอกจะรอที่นี่สั่งห้ามใครมายุ่งกับตน นิจแปลกใจลูกคิดทำอะไร...มหินท์บ่นเมื่ออยู่กันลำพังว่า เราให้ลูกแต่งงานเพราะหวังขยายความมั่นคงให้ครอบครัว ไปๆมาๆ
นริศกลับมีแต่ตัว แล้วยังมาเป็นกาฝากทำงานกงสีเราอีก นิจปลอบไหนๆก็เสียลูกให้เขาไปแล้ว จะทำอย่างไรได้
ooooooo
งานแต่งงานของบรานีกับพณิช จัดในโรงแรมหรู แขกมากมายมารดน้ำสังข์ เจ้าคุณบำรุงรดน้ำและอวยพร “ห้าคาถาไว้ครองคู่ จำไว้นะ...อดทน ไม่พูด ซื่อสัตย์ แกล้งโง่ ลืมง่าย”
อรุณเดินมาที่โต๊ะเครื่องดื่ม เปรยกับแจ๋วว่ารินสวยมาก ศรัณย์ได้ยินหมั่นไส้ แกล้งเด็ดใบไม้มาบี้ใส่ในแก้วเครื่องดื่มเขา อรุณมัวพร่ำเพ้อมองริน คว้าแก้วมาดื่มแล้วถุยทิ้งแทบไม่ทัน หันมาเห็นหน้าศรัณย์ยิ้มๆ ก็รู้ว่าเป็นคนแกล้งจะเอาเรื่อง แจ๋วต้องห้ามและทวนคำสั่งของรินที่ให้ทั้งสองคนอยู่ห่างๆกัน อรุณทำปากขมุบขมิบทำนองฝากไว้ก่อน
หลังพิธีรดน้ำก็เป็นงานรื่นเริง บ่าวสาวเต้นรำกลางฟลอร์ เจ้าคุณบำรุงเปรยกับเพ็ญแขว่า น่าแปลกที่ญาติทางฝ่ายพณิชมีเพียงลุงคนเดียว ทั้งที่เขาบอกว่าญาติเขาอยู่แค่ปีนัง น่าจะมางานได้ ศรัณย์เต้นรำกับริน เธอพลาดเหยียบเท้าเขาบ่อยๆ จนเขาแกล้งบ่นว่า พี่น้องเธอก็ดูเต้นรำเก่ง แต่เธอเต้นรำได้แย่ ตนถามญาติๆทุกคนยืนยันว่าเจ้าคุณมีลูกสาวสามคน รินสวนก็มันเป็นความจริง
“เพื่อนอย่างหล่อนจะไม่หลอกลวงเพื่อนอย่างฉันใช่ไหม” รินหลบตารับว่าใช่ “ดวงตาทุกคนตอนพูดถึงหล่อนมีพิรุธ ฉันขอถามหล่อนในคำถามที่สำคัญมาก สำหรับความเป็นเพื่อนระหว่างเรา หล่อนมีอะไรปิดบังฉันไหม...หล่อนมองครอบครัวหล่อน นั่นคือคนที่หล่อนรักใช่ไหม คนที่หล่อนมองกับคนที่จับมือหล่อนอยู่นี่ หล่อนจะเลือกใคร”
รินเงยหน้าสบตาศรัณย์อ้ำอึ้งตอบไม่ได้ ศรัณย์ย้ำว่าคำตอบของเธอสำคัญกับตนมาก รินครุ่นคิดอยากบอกความจริงแต่ไม่กล้าจึงตอบไปว่าไม่ได้มีอะไรปิดบัง เขาถามย้ำว่ามั่นใจหรือ เธอรับคำ ศรัณย์ผิดหวังหยุดเต้นปล่อยมือเธอ รินใจหายเห็นสายตาบ่งบอกว่าเสียใจของเขา
“ทานตะวันหันสู่พระอาทิตย์ได้แค่ดวงเดียว ครอบครัวของหล่อนสำคัญมากกว่าฉัน!” ศรัณย์เดินออกจากฟลอร์ เหลือเพียงรินที่ยืนคว้าง บุรณีมองมาด้วยความสงสัยสองคนคุยอะไร
ศรัณย์มายืนเครียดข้างโต๊ะเครื่องดื่ม อรุณได้ทีแก้แค้นแอบเอาพริกไทยใส่ในแก้วของเขาแล้วรอดูอย่างสะใจ ศรัณย์มีสติพอที่เห็นว่าน้ำขุ่นก็สาดทิ้งไปในพุ่มไม้โดนหน้าอรุณเต็มๆ โดยไม่ตั้งใจ อรุณยิ่งเจ็บใจเดินไปห้องน้ำเพื่อล้างหน้า...ชรัตน์เข้ามาคุยกับศรัณย์มองสามสาวพี่น้องที่ยืนคุยกัน เพ้อว่างามหยดทั้งสามคน แต่งงานไปแล้วสอง เหลืออีกหนึ่ง ตนจะมีสิทธิ์ไหม
ศรัณย์กลับเปรยว่า เมื่อวานรินถามตนว่ามาตามเขากลับทำไม ชรัตน์หันขวับมาด้วยความอยากรู้เช่นกัน เพราะถ้ารักดวงสวาทจริงก็น่าจะใช้โอกาสนี้จัดการปัญหาเสีย ศรัณย์โวยว่าตนไม่ใช่คนมักง่าย ทำแบบนั้นผู้ใหญ่จะเอาหน้าไปไว้ไหน ชรัตน์ย้อนถาม “งั้นที่อยู่กันนี่อยู่ เพราะความรับผิดชอบใช่ไหม คุณบราลีเขาคงอยากถามนายเหมือนที่ฉันถามนี่ล่ะ”
“เขาถามฉันแล้วเมื่อคืน เขาบอกว่าถ้าไม่ตอบ...เขาไม่กลับ” ชรัตน์รีบถามจะตอบว่าอะไร ศรัณย์ส่ายหน้า “ไม่มีคำตอบ เป็นคำถามที่ตอบยากที่สุดเลย ชรัตน์เอ๊ย”
ชรัตน์เตือน “คนเรายังไงก็ต้องมีความรัก เวลาเจออุปสรรคอย่างเรื่องดวงสวาทเนี่ยเพราะไม่มีความรักกับบราลีนายถึงสับสนไง ถ้ามีความรักให้กันเวลาเจออุปสรรคมันถึงจะมีแรงสู้”
“ตอนพ่อตาย บ้านถูกยึดฉันต้องไปอยู่วัด ฉันเหลือเพื่อนแค่สองคนคือนายกับดวงสวาท แต่ในที่สุดดวงสวาทก็หวั่นไหวแพ้ความมั่นคงเลือกไปแต่งงานกับคนอื่น ถ้าฉันจะมีรักครั้งใหม่ ฉันอยากเชื่อใจเขาได้จริงๆ ไม่มีความลับ ไม่มีวันทิ้งกัน ถ้ารินทำให้ฉันเห็นฉันคงรักเขาได้”
ชรัตน์ถามจะพิสูจน์อย่างไร ศรัณย์เครียด ตราบใดที่รินโกหกเลือกครอบครัวก่อนตน ตนจะรักเธอได้อย่างไร ชรัตน์ตบไหล่เพื่อนเบาๆอย่างเห็นใจ
ด้านริน บุรณีถามเมื่อครู่คุยเครียดอะไรกับศรัณย์ รินเศร้าลงบอกว่าเขาอยากรู้ความลับของตน ความลับที่ตนเป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ทิ้ง บุรณีปลอบให้เลิกคิดเรื่องนี้เสียที รินระบายความอัดอั้นว่า แฟนเก่าของศรัณย์เป็นคนสวย ร่ำรวย มีชาติตระกูล ตนเทียบไม่ติด บารนีเตือน
“ตัวต้องมั่นใจมากกว่านี้นะ มั่นใจในตัวเอง ถ้ารู้สึกต่ำต้อยไม่เลิก ผู้หญิงคนนั้นจะใช้เรื่องนี้ทำร้ายจิตใจตัว”
บุรณีเห็นด้วยบอกรินมีความรู้ มันจะทำให้เธอสง่างาม ไม่จำเป็นต้องมีชาติตระกูล เลิกน้อยใจเสีย รินถอนใจนึกถึงคำของเจ้าคุณบำรุง “คุณพ่อบอกว่า ขอให้รินรักษาหน้าที่ แม้ไม่มีความรักรินจะได้รับความยกย่องชื่นชมไปตลอดชีวิต...แต่รินต้องการมากกว่ายกย่องชื่นชม ชีวิตที่ไม่มีความรัก ไม่มีความหมายกับเขารินจะอยู่ได้ยังไง”
บุรณีถาม “คำตอบที่คุณศรัณย์ต้องหามาให้ริน คือความรักใช่ไหม”
รินพยักหน้า บอกเมื่อกี้ที่เขาจับมือ มันเย็นเหลือเกิน มือคู่นั้นเยือกเย็นเพราะเป็นเพียงหน้าที่ ไม่ใช่ความรัก... บารนีกับบุรณีเห็นใจโอบกอดปลอบริน เพ็ญแขแอบได้ยิน ถอนใจ บุรณีเห็นชรัตน์ยืนอยู่ ก็เข้ามาต่อว่าที่เขาไม่เคยบอกว่าเป็นเพื่อนกับศรัณย์ เขาตอบกวนๆ ไม่รู้ว่าต้องบอกว่ามีเพื่อนชื่ออะไรบ้าง ถ้าให้บอกต้องมีเวลาให้กันมากกว่านี้ เธอมีให้ไหม
“คุณมีความลับ คุณไว้ใจไม่ได้ เราเป็นอะไรกันไม่ได้ทั้งนั้น เป็นเพื่อนยังไม่ได้เลย”
ชรัตน์เหวอถามว่าโกรธขนาดนี้เชียวหรือ บุรณีโต้ว่า โกรธใช้กับเพื่อน แต่กับเขาแค่คนรู้จักจะโกรธทำไม ชรัตน์โอดโอยว่าตนเปลี่ยนตัวเองกลับไปเรียนรู้งานเลิกเที่ยวเพราะเธอ...แค่ขอความเป็นเพื่อน หญิงสาวบอกทุกความสัมพันธ์เริ่มต้นด้วยความไว้ใจแล้วสะบัดหน้าเดินจากไป ชรัตน์เศร้าเดินมาปรับทุกข์กับศรัณย์ แต่ก็ยืนยันจะไม่เลิกจีบบุรณี
ooooooo
ในค่ายเสือขาว ลูกน้องเริ่มระส่ำว่าคาถาอาคมของเสือขาวเสื่อม บางถึงถูกปลัดฆ่าตาย เสือขาวต้องสร้างความมั่นใจแก่ลูกน้อง ด้วยการท้าให้คนที่เริ่มพูดมาสู้กับตน ให้เห็นว่าไม่อาจฟันแทงตนเข้า และย้ำว่าคาถาอาคมต้องรักษาหมั่นภาวนา ไม่กินเหล้าเพราะจะทำให้ขาดสตินิ่มยอมรับความจริงว่าบางติดเหล้า ต้องกินทุกวัน เตือนอย่างไรก็ไม่ฟัง จึงเป็นเหตุให้อาคมในตัวสลายไป ลูกน้องทุกคนเริ่มมีความมั่นใจขึ้น เสือขาวปลุกเร้าให้ทุกคนฮึกเหิม ล้างแค้นให้พรรคพวกที่ตาย สิงห์สงสัยขึ้นมาว่าปลัดศรัณย์จะมีคาถาอาคมเหมือนกัน เสือขาวจึงบอกว่าได้ทำของล้างอาคมในตัวศรัณย์ไว้แล้ว คือผ้ายันต์ที่เปื้อนเลือดสกปรกของสตรี...
พอเสร็จสิ้นงานแต่งงาน พณิชจะพาบารนีไปอยู่ใต้ ชวนศรัณย์ให้กลับพร้อมกันจะได้เป็นเพื่อนคุยกันบนรถไฟ ศรัณย์บอกว่ารินยังไม่กลับตนก็จะอยู่รอ บารนีบอกรินกลับไปใต้เมื่อไหร่ให้ไปเป็นพี่เลี้ยงตนที่บ้านพณิช เพื่อช่วยจัดบ้านเพราะตนทำอะไรไม่เป็น รินรับปาก
บ่ายวันนั้น ศรัณย์นั่งอ่านเอกสารงานที่นำมาด้วย อรุณคอยจ้องแกล้งดึงเก้าอี้ออกเพื่อให้เขาล้มก้นจ้ำแล้วทำท่าเอาคืนสำเร็จเย้ย ศรัณย์ลุกขึ้นได้จะเอาเรื่อง อรุณดึงเอกสารมาดูแล้วถามลางานมากี่วัน เขาตอบอีกสองวัน
อรุณบอกรินคงไม่กลับเพราะกลับไปก็ต้องไปรบกับดวงสวาท ป่านนี้ทุกคนในเมืองคงคิดว่าภรรยาปลัดศรัณย์คือดวงสวาท ส่วนรินเป็นเพียงแม่ครัว แล้วต่อว่าเขาทำให้รินเจ็บ ศรัณย์ไม่พอใจพูดแบบนี้ต่อยกันดีกว่า อรุณอ้างวันนี้แต่งตัวราคาแพง แค่จะมาบอกว่าทั้งตนและรินไม่กลับไปใต้แล้ว ศรัณย์ถามถึงร้านทอง อรุณบอกให้ลูกน้องดูแลและตอกย้ำว่าในเมื่อไม่รักรินก็ไม่ควรลากเธอไปในวังวนรักสามเศร้าอีก ทำเอาศรัณย์เถียงไม่ออก
และแล้วคืนนั้น เสือขาวทำพิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ใต้แสงจันทร์ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้ลูกน้องและตักน้ำราดตัวทุกๆคน บริกรรมคาถาสร้างความมั่นใจแก่ลูกน้องทุกคน
ooooooo
คืนนี้เป็นฤกษ์สำคัญราหูย้ายเรือน รินจึงชวนศรัณย์เข้ามาสวดมนต์ในห้องพระ เขาแปลกใจที่เธอเชื่อเรื่องฤกษ์ยาม รินบอกว่าปกติไม่สนใจแต่เห็นว่าพวกเสือขาวมีคาถาอาคม ศรัณย์ว่าตนไม่กลัวคุณไสยเพราะเชื่อว่าคนที่มีศีลธรรมหมั่นสวดมนต์ไหว้พระ คุณไสยทำอะไรไม่ได้
“คุณเข้มแข็งอย่างนี้นี่เองถึงกล้าอาสามาปราบเสือขาว”
ศรัณย์บอกตนเป็นข้าราชการทำเพื่อประชาชน พระสยามเทวาธิราชจะปกป้องคุ้มครอง ท่านคือเหล่าเทวดาที่ปกป้องบ้านเมือง...แต่รินก็ยังห่วงเพราะคนดีก็คนละชั้นกับโจร ศรัณย์เชื่อว่าพวกโจรใช้คาถาอาคมย้อมใจให้พวกพ้องเข้มแข็งหลอกคนอื่นให้กลัว ถ้าพวกมันสะกดจิตตัวเองได้ ตนก็สะกดจิตตนเองได้เหมือนกันให้ตนต้องชนะเท่านั้น รินทึ่งเขาถึงไม่มีของขลังใดๆ จึงถอดสร้อยคอให้ บอกพระองค์นี้สำคัญมากติดตัวตนมาแต่เด็ก รินชะงักไม่กล้าเล่ามากกว่านี้
ศรัณย์เข้าใจว่าแม่ให้เธอมาจึงไม่ขอรับ รินกล่าวรู้สึกผิดมากที่ไม่ได้อวยพรเขาครั้งก่อน ขอให้เขาสวมสร้อยตนไว้ ปราบเสือขาวเสร็จค่อยเอามาคืน ศรัณย์หาว่าที่รีบให้เพราะจะบอกลาไม่กลับปักษ์ใต้แล้วใช่ไหม รินอ้ำอึ้งขอร้องให้เขาสวมสร้อยไว้แล้วชวนให้สวดมนต์
เช้าวันใหม่ แจ๋วหน้าตาตื่นพาเจ้าหน้าที่จากกระทรวงมาพบศรัณย์ในบ้าน เจ้าหน้าที่มาแจ้งว่า มีวิทยุด่วนรายงานว่าที่ปักษ์ใต้เกิดเรื่องใหญ่ ข่าวออกทางวิทยุไปทั่ว...อรุณนั่งจิบกาแฟอยู่อาแปะที่เฝ้าร้านโทร.มารายงาน เจอประกาศขู่จากเสือขาวจะปล้นร้านทอง เขาตกใจมาก
ศรัณย์สะพายเป้กำลังลาเจ้าคุณบำรุงและเพ็ญแข รินตกใจถามมีเรื่องอะไร ศรัณย์ขอให้เธออยู่ที่พระนครไปก่อน เพ็ญแขติงผัวเมียไม่ควรอยู่แยกกันนาน ศรัณย์ขอร้องและว่าตนต้องรีบไปให้ทันรถไฟ รินเดินตามมาส่งอย่างห่วงๆ อรุณท่าทางร้อนใจเดินเข้ามาเห็นศรัณย์สะพายเป้ก็รีบบอกว่ากำลังมาชวนไปพร้อมกัน ศรัณย์กล่าวพักรบชั่วคราว อรุณพยักหน้ารับ รินยิ่งงง
“ทำไมต้องพักรบ เกิดอะไรขึ้นแน่ๆ ไม่งั้นสองคนนี้ไม่มีทางญาติดีกัน เกิดอะไรขึ้นคะ”
สองหนุ่มกล่าวพร้อมกันว่า...ไม่มี! อรุณถอนใจบอกรินให้อยู่ที่นี่ไปก่อนดีแล้ว ศรัณย์กล่าวลาแล้วเดินจ้ำออกไป รินมองตามงงๆ ก่อนหน้านี้ ที่ว่าการอำเภอมีถุงผ้าถูกมีดปักติดที่ประตู แม่บ้านมาพบตกใจรีบตามโชติไปดู เป็นถุงผ้าสกปรกมีเลือดหยดออกมาลงพื้น...ศรัณย์ได้รับแจ้งจากโชติระหว่างที่นั่งรถไฟมากับอรุณ ทั้งสองคุยกันเรื่อง
ที่เกิดขึ้น ศรัณย์บอกว่าถุงนั่นเป็นวิธีล้างอาถรรพ์ ทำลายคุณไสย เสือขาวคงคิดว่าตนมีคุณไสย เลยต้องการสร้างความมั่นใจให้พวกเดียวกัน อรุณคิดว่าเสือขาวคงต้องการแก้แค้นให้เสือบาง แต่ทำไมจะมาปล้นร้านทองของตน หรือมันรู้ว่าเรารู้จักกัน ศรัณย์คิดว่า
“มันไม่ได้ออกปล้นนาน เงินคงขาดมือ ปล้นร้านทองรวยเร็วที่สุด ที่สำคัญคุณเป็นคนต่างถิ่น ปล้นคุณเท่ากับไม่ได้สร้างศัตรู ไม่เหมือนปล้นคนในท้องถิ่น”...
เมื่อศรัณย์เดินเข้าบ้าน ทุกคนดีใจกันใหญ่ แก้วถามหาริน ศรัณย์รู้สึกได้เลยว่าพอบ้านไม่มีรินอยู่ดูเงียบเหงา สายและเสริมเศร้าลง เสนอส่ายหน้า คุณนายไม่มาคนในบ้านนี้แย่แน่ ขาดคำดวงสวาทเดินเข้ามาโผกอดศรัณย์ตีหน้าเศร้าร้องไห้ เป็นห่วงที่เขาโดนเสือขาวขู่ ศรัณย์แกะมือเธอออกด้วยอายคนอื่นๆ ดวงสวาทเช็ดน้ำตาป้อยๆ ทึกทักเอาเอง
“เป็นเมียข้าราชการต้องอดทน ต้องไม่ร้องไห้ ดวงขอโทษค่ะ”
แก้วตัดบทให้ศรัณย์ไปพักผ่อน ดวงสวาทรีบบอกจะไปจัดอาหารเครื่องดื่มให้ แก้วปัดไม่ต้องแต่เธอแย้ง “คนงานจะดูแลได้ดีกว่า...เมียได้ยังไงคะ บ้านนี้ไม่มีใครดูแล รัณกลับมาคนเดียว ดวงจะเข้ามาดูแลคุณน้ากับคนในบ้านนี้เอง” พูดจบก็เดินไป
“เอ๊า...ดูสิ...” แก้วโวย สาย เสนอ เสริมส่ายหน้าระอา ศรัณย์กลัดกลุ้ม ดวงสวาทตามมาที่ห้องศรัณย์ ถามทำไมรินไม่กลับมา เขาย้อนให้ถามตัวเอง เธอยิ้มเยาะ“บราลีเป็นผู้หญิงฉลาด เธอเลือกในสิ่งที่ถูกต้องแล้วสำหรับเราสามคน ลืมเธอเสียเถอะค่ะ”
ดวงสวาทเข้ามาเล้าโลม ศรัณย์ถอยหนีบอกมีเรื่องในเมือง ตนจะต้องนอนค้างที่อำเภอ เธอโกรธลืมตัวอาละวาดปาดข้าวของบนโต๊ะลงพื้น ศรัณย์หันมาจ้องตำหนิ เธอข่มอารมณ์กล่าวขอโทษ วางท่าผู้ดีบอกจะให้เวลาเขาและทุกคนในบ้านลืมรินให้ได้ก่อนแล้วตนจะเข้ามาแทนที่ แต่พอดวงสวาทเดินออกมาจากห้องก็หยุดชะงัก ทำนบน้ำตาพังทลายร้องไห้เข่นเขี้ยว
“ไม่ โอกาสของฉันมาถึงแล้ว ศรัณย์ไม่มีผู้หญิงคนนั้นแล้ว ฉันต้องเข้มแข็ง ฉันต้องกลับมาเป็นที่หนึ่งในใจของศรัณย์ให้ได้”
ดวงสวาทเดินกลับเข้ามาในห้องศรัณย์ เห็นเขาถอดสร้อยของรินแขวน ยิ้มทำนองคิดถึงคนให้ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำ ดวงสวาทอิจฉาเข้ามาหยิบสร้อยพระไป
ooooooo
ทางเจ้าคุณบำรุงถามเพื่อนที่เป็นหน่วยข่าวเรื่องทางปักษ์ใต้ จึงรู้ว่าเสือขาวขู่ทางการ อาละวาดจะปล้นร้านทอง รินตกใจมาก เพ็ญแขเป็นห่วงบ้านบารนี รินบอกว่าบ้านพณิชอยู่คนละอำเภอ เธอค่อยโล่งใจ เจ้าคุณและเพ็ญแขเห็นว่ารินควรไปเป็นกำลังใจให้สามี รินอ้างเหนื่อย
บุรณีรีบบอกพ่อกับแม่ว่ารินไม่อยากกลับไปรบกับแฟนเก่าของศรัณย์ เพ็ญแขพยักหน้าเข้าใจแล้ว เตือนจะกลัวพวกมือที่สามทำไม ตนเคยจัดการมาแล้ว เจ้าคุณร้อนตัวรีบขอตัวขึ้นห้อง สองสาวสนใจถามแม่ว่าเรื่องเป็นอย่างไร เธอจึงเล่าว่าเจ้าคุณเคยมีแหม่มชื่อแคทธาลีนมาวอแว รินจำได้ว่าเพ็ญแขตามไปอยู่กับเจ้าคุณที่อังกฤษสามปี โดยอ้างว่าท่านป่วย เธอพยักหน้ายิ้มๆ
“การเปลี่ยนแปลงคือธรรมชาติของโลกใบนี้ ใครที่คิดว่าความรักจะยืนยงตลอดกาลเหมือนในนิยายน่ะคิดผิด” สองสาวไม่อยากเชื่อว่าพ่อชอบแหม่มคนนั้นจริง “เอ๊า พระเอกต้องเป็นพระเอกวันยังค่ำงั้นหรือ นั่นมันนิยาย มนุษย์มันก็ต้องมีวันหลงผิด มีวันเผลอใจไปกับคนอื่นบ้าง” รินถามไม่เสียใจหรือ “เสียใจสิ ทำใจไม่ได้เป็นเดือน คิดว่าถ้าพ่อเขาไล่แม่กลับเมื่อไหร่ แม่จะกลับแล้วเลิกกัน แต่พ่อก็ไม่ไล่ ยังดูแลแม่อย่างดี สุดท้ายแหม่มคนนั้นก็ล่าถอยไปเอง”
บุรณีโยงมาว่าเหมือนศรัณย์ ถ้าชอบผู้หญิงคนนั้น คงไม่ลางานมาตามริน เพ็ญแขย้ำ “ใช่ รินฟังแม่นะ ถ้าอยากได้คำตอบจากชีวิต ต้องออกไปใช้ชีวิตไม่ใช่หลบซ่อนตัวเองอยู่กับบ้านแบบนี้ ต้องออกไปใช้ชีวิตซักตั้งนะลูก”
ในวันนั้น ศรัณย์ยืนมองต้นทานตะวันคิดถึงริน เข้าบ้านก็ชื่นใจกับกลิ่นบุหงารำไปที่ผ้าม่านและหมอน ด้านรินเข้ามาคุยกับเจ้าคุณบำรุงในห้องพระ ขออนุญาตถามถึงเรื่องที่เพ็ญแขเล่า เจ้าคุณรับว่าจริง รินถามตอนนั้นท่านรักทั้งสองคนพร้อมกันหรือ เจ้าคุณย้อนถามเธอยังรักพ่อกับแม่ บารนีและบุรณีพร้อมกันได้ รินพอเข้าใจแล้ว เจ้าคุณบอกว่า
“มนุษย์รักเดียวใจเดียวเพราะคุณธรรมเพราะจารีต ประเพณี ทีนี้เวลาอยู่ด้วยกันไปนานๆก็อืม...แปรเปลี่ยนเป็นธรรมชาติ ความรักจึงเป็นสิ่งที่ต้องสร้าง ต้องช่วยกันสร้างขึ้นใหม่ทุกวันพอแม่มาหาพ่อมาเตือนสติพ่อก็คิดได้ ก็เลยให้แม่อยู่ต่อเพื่อสร้างความรักของเราขึ้นมาใหม่” รินคิดตาม เจ้าคุณให้จำไว้ “คนที่รอความรัก จะต้องรอไปตลอดชาติ คนที่คาดหวังในชีวิตจะผิดหวังเสมอ แต่คนที่สร้างความรักด้วยตัวเอง ไม่รอไม่ยอมแพ้ เขาจะมีความรักอยู่รอบตัว”
รินอ่อนใจเพราะผู้หญิงอีกคนทั้งสวย เก่ง มีชาติตระกูล เข้าสังคมคล่อง ช่วยงานศรัณย์ได้ เจ้าคุณขอให้ศรัณย์เป็นคนตัดสินว่าอะไรคือความรักสำหรับเขา รินควรทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด อย่าให้ใครตำหนิได้ว่าไม่มีความรับผิดชอบ รินรับคำแต่แอบเหนื่อยใจ
ooooooo
ดวงสวาทเริ่มเข้ามาก้าวก่ายการดำเนินชีวิตในบ้านศรัณย์ ตัดดอกไม้ที่รินปลูกจนเกลี้ยงอ้างว่าดอกไม้จะสวยเมื่ออยู่ในแจกัน ตอกหน้าสายว่าทำอาหารไม่ได้เรื่อง ไม่มีใครกล้าบอกเพราะมัวรักษาความเป็นผู้ดี ตนจะหาแม่ครัวคนใหม่เสนอมารายงานแก้วว่าดวงสวาทเข้ามาวุ่นวายที่เรือนใหญ่ แก้วอ่อนใจตัวเองแก่ลงทุกวันจนหันหน้าเข้าวัด จะให้มางัดกับลูกสะใภ้ก็คงไม่ไหว สายหน้าเสียเตรียมตัวกลับบ้านเก่า ในขณะเดียวกันบุรณีจัดการเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าของริน บอกว่าบารนีบังคับให้ลงไปหาที่ใต้
ศรัณย์ อรุณ นายอำเภอ สารวัตรและเจ้าหน้าที่อื่นๆประชุมเครียดเรื่องเสือขาว ศรัณย์คาดการณ์ว่าเสือขาวจะปล้นในคืนวันเสาร์นี้เพราะพวกมันถือฤกษ์งามยามดี และวันนั้นเป็นโจโรฤกษ์ และคิดว่ามันจะต้องปล้นร้านทองก่อน นายอำเภอให้วางกำลังรักษาร้านทองไว้ให้ได้
เช้าวันใหม่ รินเดินทางมาถึงบ้านพณิช ซึ่งเป็นบ้านสไตล์โบราณ บารนีเล่าว่าพณิชซื้อต่อจากคุณหลวงเจ้าเมืองคนก่อน มันใหญ่โตจนตนทำอะไรไม่ถูก จึงเรียกเธอมาช่วย พณิชพยายามพูดถึงศรัณย์ว่าเป็นคนดีน่าคบ บารนีบอกพรุ่งนี้ให้รินมาช่วยซื้อของเครื่องใช้ในบ้าน วันนี้จะไปส่งกลับบ้านก่อน รินแปลกใจจะส่งที่ไหน บารนีบอกว่าบ้านศรัณย์ รินอึกอักขอนอนค้างที่นี่
“ไม่ได้นะ ตัวแต่งงานแล้วก็ต้องนอนกับหวานใจตัวเองสิ จะมานอนบ้านเราได้ไง กลัวเผชิญหน้ากับผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม เมื่อก่อนตัวคนเดียวก็สมควรต้องกลัว แต่ตอนนี้ตัวมีเรา มีคุณพณิช ใครรังแกตัวเราสองคนจะช่วยเอง”
“ผมมีความคิดดีๆ แฟนเก่าคุณศรัณย์ต้องโดนดัดหลังบ้าง ถ้าคุณรินพร้อมสู้ เราสองคนจะช่วย” พณิชให้รินนอนที่บ้านได้ ขอเวลาเตรียมตัวหนึ่งวัน
บารนีบอกรินว่า พณิชเชื่อว่าศรัณย์ไม่อยากเลิกกับเธอ ตนไม่รู้แผนของพณิชแต่คิดว่าต้องยอดเยี่ยม รินมองหน้าทั้งสองคนด้วยความสงสัย
วันต่อมาหลังเสร็จสิ้นการประชุมวางแผนรับมือการปล้นของเสือขาว นายอำเภอบอกศรัณย์ว่า คู่เขยเขาที่ค้าขายอยู่ปีนังมาตั้งรกรากที่ใต้ แวะมาแนะนำตัวกับตนเมื่อวาน และเชิญทุกคนไปทานข้าวที่บ้านเขา โดยส่งรถมารับด้วย ศรัณย์แปลกใจไม่ทันไร เสนอก็เดินนำพณิชเข้ามา
“ผมไม่ได้เรียนคุณปลัดก่อนเลยแวะมารับด้วยตัวเอง ขอโทษที่กะทันหันไปหน่อย” พณิชเชิญทุกคนไปขึ้นรถ
ส่วนบารนีมารับแก้วที่บ้านด้วยตัวเอง จิ้มลิ้มแอบฟังเอาไปรายงานดวงสวาท...ก่อนหน้านี้ บารนีเตรียมชุดสวยและเครื่องสำอางวางไว้ให้ริน เน้นย้ำว่าเราเป็นลูกเจ้าคุณต้องรักษาหน้าตาวงศ์ตระกูล รินแย้งว่าไม่ใช่ความดีหรือ บารนีบอกว่า “ความดีเป็นเกียรติยศแท้จริง แต่สำหรับคนในสังคมที่มีทั้งปัญญามากและปัญญาน้อย มีคนดีมีคนเลว เปลือกนอกก็สำคัญ...”
ทุกคนนั่งคุยกันในบ้านพณิช รวมทั้งผู้ว่า ภรรยาและแก้ว ทุกคนชื่นชมว่าขนมอร่อย บารนีบอกว่าเป็นฝีมือภรรยาปลัดศรัณย์ คุณหญิงพิมเข้าใจว่าดวงสวาทมาจึงมองหา บารนีเอ่ย
“พี่สาวดิฉันเป็นลูกสาวคนโตของท่านเจ้าคุณบำรุงประชากิจ เป็นภรรยาที่แต่งงานอย่างถูกต้องกับคุณศรัณย์ เธอชื่อบราลีค่ะ”
ทันใดรินเดินนำคนรับใช้ถือถาดอาหารมาวาง ทุกคนตะลึง แก้วกับศรัณย์ดีใจมาก ผู้ว่าและภรรยาเหวอ นายอำเภออธิบาย “ผมตั้งใจจะไปเรียนให้ทราบ มัวแต่ยุ่งๆ เอ้อ...คุณดวงสวาทเป็นเมียคนก่อน คนนี้เป็นเมียแต่งครับ”
ผู้ว่า ภรรยาและสารวัตรหัวเราะเข้าใจแล้วว่า คนหล่อเหลาอย่างปลัดจะมีเมียสองก็ไม่แปลก ถึงว่าคราวก่อนทำหน้ายุ่งเป็นยุงตีกัน คราวนี้ยิ้มหน้าบาน คุณหญิงพิมรู้สึกหน้าแตก แก้วรีบอวดว่ารินทำอาหารไทยทั้งคาวหวานเก่งมาก ถ้าอยากทานอะไรแวะไปบอกที่บ้านได้เลย ศรัณย์ปลื้มอดไม่ได้ที่จะจับมือรินมากุมไว้ คุณหญิงพิมชี้ให้สามีดู รินอายพยายามจะดึงมือกลับ พณิชออกตัวว่าสองพี่น้องสนิทกันมาก บารนีจึงขอยืมตัวรินมาช่วยดูเครื่องเรือน วันนี้คงต้องส่งคืน ศรัณย์รีบรับคำว่าอยากได้คืนใจจะขาด นายอำเภอแซวว่าช่างเป็นทั้งนักรักและนักบู๊
เสนอไม่วายเสนอหน้าบอกว่าคุณหนูของตนยังเป็นนักร้อง เล่นกีตาร์ได้เก่งมาก พณิชรีบเอากีตาร์มายื่นให้เขาโชว์ ศรัณย์เล่นและร้องเพลงหวาน ส่งสายตาง้อรินเต็มที่จนเธอเขินอาย ทุกคนชื่นชมและยิ้มปลื้มกับความรักของหนุ่มสาว
ooooooo










