ตอนที่ 2
ครอบครัวบำรุงประชากิจยังพูดคุยเรื่องโจรใต้ บรานีเป็นห่วงว่ารินจะรู้เรื่องหรือยัง ถ้ารู้คงตกใจมาก เจ้าคุณบำรุงมั่นใจว่ารินจะช่วยศรัณย์ให้รอดปลอดภัย เพ็ญแข บรานีและบุรณีไม่เข้าใจ เจ้าคุณอธิบาย
“ผู้ชายที่บุ่มบ่ามอย่างศรัณย์ ถ้ามีผู้หญิงรอคอยเขาอยู่ที่บ้าน เขาจะรักชีวิตของเขา และพาตัวของเขากลับบ้านเสมอ”
เพ็ญแขเข้าใจแล้วว่าสามีห่วงศรัณย์ อยากดูแลเขาแทนเพื่อนที่จากไป เจ้าคุณพยักหน้ารับบอกบุรณีให้เขียนจดหมายไปบอกรินว่า...ทำตัวให้เป็นของมีค่า ทำบ้านให้เป็นบ้าน ศรัณย์จะปลอดภัยและตัวรินเองก็จะปลอดภัย...เพ็ญแขยิ้มเชื่อว่าผู้หญิงอย่างริน ถ้าไม่ติดเรื่องชาติตระกูล จะทำบ้านให้เป็นบ้านได้แน่นอน ตนมั่นใจ บรานีกับบุรณีเห็นด้วย
ด้านรินแทบเข่าอ่อนเมื่อฟังเรื่องโจรใต้ ตนต้องผจญความเกลียดชังยังไม่พอ ยังมีเสือสางอีกหรือ...แก้วยืนกรานกับศรัณย์ว่าจะไม่ไปไหน จะอยู่ที่นี่กับเขา ไม่อาจทนรอฟังข่าวที่ไหนได้
หน้าไปรษณีย์พระนคร ชรัตน์นำจดหมายมาส่งเพราะเป็นห่วงศรัณย์จึงเขียนจดหมายไปถามไถ่ทุกข์สุขทั้งที่รู้ว่าเพื่อนไม่ชอบการเขียนจดหมาย ขณะเดียวกันบุรณีนำจดหมายที่เขียนถึงรินมาจะส่งเช่นกัน เกิดลมพัดวูบ ฝุ่นทรายเข้าหน้าบุรณี จดหมายในมือปลิวไปปะทะตัวชรัตน์ เขาคว้าไว้ทันแล้วต้องแปลกใจที่จดหมายจ่าหน้าซองเป็นที่เดียวกัน ต่างแต่ชื่อผู้รับ
บุรณีปัดฝุ่น ตั้งตัวได้มองหาจดหมาย จนเห็นว่าอยู่ในมือชรัตน์ ทั้งสองประสานสายตากันสักพัก หญิงสาว ก็กล่าวขอจดหมายคืน ชรัตน์รีบเก็บจดหมายตัวเองลงกระเป๋าและคืนจดหมายให้บุรณี เห็นเธอยังขยี้ตาจึงควักผ้าเช็ดหน้าส่งให้ เธอสงวนท่าทีอย่างผู้ดีระวังตัว
“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวผ้าสวยๆจะสกปรก ขอบคุณนะคะ”
ชรัตน์ยังสงสัยทำไมเธอถึงส่งจดหมายถึงบราลีที่บ้านศรัณย์จึงตามมานั่งมองหน้าครุ่นคิดว่าเคยเห็นเธอที่ไหนมาก่อน หญิงสาวเริ่มระแวงเอาหนังสือมาบังหน้าทำทีเป็นอ่าน ชรัตน์ยิ่งชอบใจกับการวางตัวของเธอ แล้วเขาก็นึกได้รีบบอกเธอว่าเคยเจอเธอมากับบราลีที่สถานลีลาศ
“ไม่ยักกะจำได้ คุณเป็นเพื่อนพี่ราลีหรือคะ” บุรณีวางหนังสือครุ่นคิด
“พี่บราลี แสดงว่าคุณเป็นน้องสาว” บุรณีรับว่าใช่และแนะนำตัว “ผมเจอคุณบราลีที่งานเลี้ยงสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ ผมจบที่นั่นครับ...ผมเห็นพี่สาวคุณแต่ไม่ได้ทักทายอย่างเป็นทางการน่ะครับ” ชรัตน์อมยิ้มไม่กล้าเล่าว่าตนตื่นตาสาวสวยทุกคนโดยเฉพาะบราลี
บุรณีครุ่นคิดสร้างความจำให้เขาใหม่ “พี่สาวคนนั้นชื่อบรานีค่ะ ไม่ใช่บราลี...ชื่อบรานี”
ชรัตน์งงเป็นไปได้อย่างไร บุรณีรีบบอกว่าพี่สาวที่ชื่อบราลีแต่งงานไปแล้วเขาคงสับสน พอดีเจ้าหน้าที่เรียกบุรณีให้จ่ายเงิน เธอจึงรีบลุกไป เผอิญลืมกระเป๋าไว้ ชรัตน์คิดหาวิธีสานสัมพันธ์ต่อ จึงแอบเอาผ้าเช็ดหน้าหย่อนไปในกระเป๋าเธอ บุรณีนึกได้กลับมาเอากระเป๋าไม่พูดจา
ขณะออกมาหารถกลับ บุรณีเปิดกระเป๋าเห็นผ้าเช็ดหน้าชรัตน์ก็แปลกใจ หันมองหาเขาก็ไม่เจอแล้ว ชรัตน์ซุ่มดูยิ้มย่องจะได้กลับมาเจอเธออีก
ooooooo
วันนี้เสนอเดินนำรินมาทานกลางวันที่เรือนใหญ่ บอกว่าเป็นคำสั่งคุณหญิงเพราะท่านไปพบนายอำเภอเรื่องงานแต่งงาน ศรัณย์พยักหน้ารับแต่ก็ไม่สนใจ เอาหนังสือพิมพ์มากางอ่าน ไม่แม้แต่จะมองหน้าริน เสนอกระซิบว่าคุณหญิงต้องการเปิดโอกาสให้คุยกัน
ศรัณย์พับหนังสือพิมพ์หันมาทานอาหารไม่พูดคุย เสนอเกริ่นให้ “คุณหญิงท่านฝากคำถามมาครับ ว่าเรื่องงานแต่งงานจะใช้ชุดไหนครับ ให้ทั้งสองคุยกันครับ”
ศรัณย์ทำเป็นไม่ได้ยิน เสนอเกาหัว “ขอย้ำอีกครั้งครับ ให้คุยกันครับ ไม่ใช่ทำเหมือนอีกฝ่ายเป็นมดเป็นปลวก ไม่ถูกครับ”
ศรัณย์จึงให้บอกแม่ว่าตนให้ท่านจัดการ ตนไม่มีปัญหา เสนอกางกระดาษที่จดคำถามของแก้วอ่าน “ข้อสอง ท่านถามว่าจะหยุดงานกี่วัน ให้คุยกันครับ” ศรัณย์สวนว่าไม่หยุด “คำถามที่สาม ท่านถามว่าต้องการอะไรเพิ่มไหมครับ” ศรัณย์สวนอีกว่าไม่มี เสนอยิ้มเก้อๆ “ไม่ได้ถามคุณครับ...ถามคุณบราลี”
“ดิฉันอยากได้ของใช้ส่วนตัวค่ะ บอกทางมาก็ได้ค่ะพี่ ดิฉันไปเอง”
“นี่เลยครับ ท่านเขียนว่าหากคุณนายต้องการอะไรให้คุณศรัณย์พาไป...นี่ครับนี่” เสนอชี้ในกระดาษ ศรัณย์โกรธตบโต๊ะปังลุกพรวดเก้าอี้ล้มโครม เสนอถอยห่าง รินผวาลุกถอยเช่นกัน
ศรัณย์มองหน้ารินและเสนอด้วยสีหน้าดุดันก่อนจะเดินออกไป เสนอบอกให้รินตาม เธอกลัวๆกล้าๆ เสนอพารินมาที่หน้าบ้านเห็นศรัณย์นั่งรออยู่ในรถ ก็ดันให้เธอไปขึ้นรถอย่างไรก็ต้องอยู่ด้วยกันอีกนานต้องคุยกัน รินจึงเดินไปเอื้อมมือจะเปิดประตูรถ จู่ๆศรัณย์ก็ออกรถพรืด รินผวาถอยกรูดไปชนพุ่มไม้ เสนอตกใจเข้าดูว่าเธอเป็นอะไรไหม รินโกรธตะโกนไล่หลัง
“ฉันจากบ้านมาไกล มาเจออะไรบ้าง ข้างนอกมีเสือสาง ข้างในบ้านยังมีคนใจร้าย!”
ศรัณย์ไม่ได้สะใจกับการกระทำ แต่เครียดกับเรื่องอกหักแล้วยังโดนบังคับให้แต่งงานอีก รินเข้าห้องเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าด้วยความโกรธ เผอิญเห็นจดหมายจากบุรณี จึงเปิดอ่านคำสอนของเจ้าคุณบำรุง ที่ให้ทำตัวเป็นของมีค่า คนบ้าบิ่นอย่างศรัณย์จะปลอดภัย ตัวเธอก็ปลอดภัยและชีวิตจะมีความสุข...รินนั่งมองกระเป๋ากลัดกลุ้ม เสนอเข้ามาเห็นก็อ้อนวอนอย่าไปเลย
“ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นฉันต้องเป็นบ้าแน่” รินเดินออกไป เสนอรีบตามรินมาคว้ามีดพร้าจากกองอุปกรณ์ เสนอตกใจจะเอาไปทำอะไร สีหน้ารินดุ เดินฉับๆราวกับจะไปฆ่าใคร เสนอรีบปราม เรื่องแค่นี้อย่าให้ถึงเลือดตกยางออกเลย...รินเดินมากลางสนาม เสริมยืนอยู่ตกใจ เสนอร้องบอกอย่าทำเด็กครับคุณนาย...รินลงมือตัดกิ่งไม้ที่รกรุงรัง เสริมห้ามบอกนี่เป็นงานของตน รินไม่สนให้ช่วยๆกัน ว่าแล้วก็นั่งลงถางหญ้าฉับๆ
ตกดึกศรัณย์อ่านจดหมายชรัตน์แล้วไม่รู้จะตอบอะไร จึงมายืนมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นรินยังถางหญ้าโดยมีเสริมถือตะเกียงเจ้าพายุ ตบยุงเปาะแปะขอร้องให้พอได้แล้ว ระวังจะเจองูเงี้ยวเขี้ยวขอ แต่เธอก็ไม่หยุด ศรัณย์รู้สึกว่าเธอน่าสนใจขึ้นทุกวัน มีอะไรเกินกว่าที่คาด
ooooooo
เช้าวันใหม่ ศรัณย์ในชุดข้าราชการนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟกับโชติ มองไปเห็นรินออกมาซื้อของกับเสนอ เธอแย่งถุงช่วยเสนอถือดูทะมัดทะแมงจนเขารู้สึกแปลกๆ
ตกค่ำที่โต๊ะอาหาร แก้วมองศรัณย์ตักกับข้าวชิมทุกอย่างทำหน้าเซ็งๆ รินนั่งกินเงียบๆ แก้วทนไม่ไหว “ใจคอจะไม่พูดกันเลยหรือ เรื่องงานแต่งงานให้แม่ทำคนเดียวเลยใช่ไหม”
ศรัณย์รวบช้อนบอกอิ่มแล้วลุกไป...วันต่อมา ศรัณย์ก็ไม่คิดจะคุยกับริน เอาแต่ซ้อมมวยอยู่หลังบ้าน แก้วอ่อนใจเดินมาหน้าเรือน เห็นรินลงแปลงต้นมะลิสีหน้ามีความสุข แก้วถอนใจที่สองคนเหมือนไม่ได้อยู่บนโลกเดียวกัน
ตกบ่ายศรัณย์ยืนมองรินลงแปลงต้นไม้ท่าทางชำนาญ ดูแล้วไม่น่าเป็นคุณหนู ชักสงสัยว่าเธอเป็นใคร... พอสายซักผ้า รินก็มาช่วยท่าทางคล่องแคล่วจนสายเขม่นรู้สึกถูกแย่งงาน เสร็จจากซักผ้ารินก็มาทำน้ำอบไทยใส่ขวด ต้มหม้อสมุนไพรและดอกไม้ทำบุหงารำไป กลิ่นหอมชื่นใจ ศรัณย์จับตามองมาตลอด จนวันต่อมา รินยังแย่งสายเก็บผ้าที่ตากแห้งแล้วมาที่เรือนเล็ก
“เอาแล้ว เอาหล่า...มาแย่งงานกัน แทนที่จะอยู่สวยๆบนเรือน ฮึ่ย...” สายบ่นไม่พอใจ
รินเอาผ้าทั้งหมดมาอบร่ำในหีบก่อนจะนำไปเก็บตามห้อง...แก้วได้กลิ่นหอมทึ่งกับความประณีตของรินอย่างมาก “ผ้าอบร่ำ! หนูทำเองหรือจ๊ะ”
“เจ้าค่ะ อบด้วยบุหงารำไป คุณหญิง เอ้อ! คุณแม่ท่านสืบทอดเรื่องเครื่องหอมชาววังมาน่ะค่ะ ชอบจริงหรือคะ งั้นคราวหน้าหนูทำให้อีกนะคะ”
“ขอบใจมาก นี่ล่ะ...สิ่งยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ” แก้วชื่นชมอย่างยิ่งศรัณย์เปิดตู้หยิบเสื้อ รู้สึกถึงกลิ่นหอมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว เดินออกมาเห็นรินกำลังเย็บผ้าม่านด้วยมือท่าทางมีความสุข เสนอเข้ามากระซิบ จะแอบดูทำไม สงสัยก็เข้าไปถาม เขาหันขวับมายิ้มเยาะ “ถามอะไรจากคนโกหก แกคิดว่าจะได้อะไร”
เสนอตอบว่าได้คำโกหก ศรัณย์พยักหน้าทำนองนั่นสิแล้วจะถามทำไม...พอกลางวัน รินเข้าครัวทำน้ำพริกลงเรือ สายหน้างอบ่น “เอาแล้ว เอาหล่า... มีคนมาท้าเสียแล้ว”
พออาหารตั้งโต๊ะ ศรัณย์ทานอาหารได้มากโข ชมเปาะว่าสายทำน้ำพริกลงเรือได้อร่อย สายหน้าบึ้ง เสริมจะบอกว่าแม่ไม่ได้ทำแต่รินปรามไม่ให้พูด แก้วพลอยชมสายว่าฝีมือดีขึ้น
หลังอาหาร ศรัณย์นั่งดูปืน แก้วตามมาถามผ่านไปอาทิตย์หนึ่งแล้วทำไมไม่คุยกับรินบ้าง เขามองปืนเฉย แก้วโมโหดึงปืนมาวางแล้วกล่าวเสียงเข้ม “คุยกับน้องเขาเดี๋ยวนี้ นี่เป็นคำสั่ง”
ศรัณย์ลุกยืนรับคำแล้วเดินไป เสนอปรี่เข้าบอกแก้วให้รีบตามไปดู...สายกำลังตากผ้า เสริมวิ่งมาบอกว่าปลัดจะคุยกับคุณนายแล้ว สายวางมือทันทีดูเป็นเรื่องตื่นเต้นกับทุกคน
รินง่วนกับต้นมะลิที่ปลูก มีเจ้าหน้าหวานนั่งอยู่ไม่ห่าง ศรัณย์เดินมายืนข้างๆ รินหันมาตกใจ ทั้งสองประจันหน้ากัน ทุกคนลุ้นว่าศรัณย์จะคุยอะไรกับริน แล้วเขาก็โพล่งขึ้น
“คนใช้! เป็นคนใช้ใช่ไหม” รินตกใจทิ้งของในมือ อึกอัก ศรัณย์ยิ่งสะใจ “ใช่จริงๆด้วย”
แก้วงงว่าลูกชายหมายถึงอะไร เสนอส่ายหน้าไปมา ศรัณย์ปักใจว่าใช่แน่ หันไปอุ้มลูกสุนัขมาเล่น เอ่ยถามไม่มองหน้าว่าทำไมต้องเป็นมะลิ ปลูกอย่างอื่นสลับกันบ้างก็ได้ เห็นรินเงียบจึงถามอีก ถามแล้วทำไมไม่ตอบ รินโมโหเสียงเข้ม “ก็คุณคุยกับหมา ไม่ได้คุยกับฉัน!”
ศรัณย์หันขวับ “หมาไม่ได้ปลูกมะลิ ถามเรื่องมะลิ หรือมะลิแท้จริงแล้วปลูกโดยหมาล่ะ”
“ถ้าจะถามฉัน ต้องมองหน้าฉัน อย่าทำเหมือนฉันไม่มีตัวตน เพราะฉันมีศักดิ์ศรี เป็นคนเหมือนกับคุณ...ฉันเกลียดความรู้สึกแบบนี้ เขาไม่ต้องการเราคุณเคยโดนไหม” รินจ้องหน้าเขม็ง
เสนอตื่นเต้นบอกแก้วว่าทั้งสองประจันหน้ากันแล้ว ด้านเสริมกระซิบบอกสาย คุณนายเห็นหงิมๆท่าทางเอาเรื่องเหมือนกัน สายพยักหน้าเห็นด้วย
ศรัณย์ตอบรินว่าเคย...รินเห็นสายตาจริงจังของเขา จึงพยักหน้าเราไม่รู้ว่าเราทำผิดอะไร ทำไมถึงปฏิเสธเรา...รินนึกถึงตัวเองที่โดนทิ้งแต่แบเบาะโดยมีชื่อติดไว้ว่า ริน ระพี... รินมองต้นมะลิเศร้าๆตอบคำถามของศรัณย์ “มะลิเป็นดอกไม้ที่หาง่าย ขึ้นง่าย ไม่มีความพิเศษไม่น่าจดจำ และใครๆก็มักจะมองข้ามไป...เหมือนตัวฉัน” รินน้ำตาไหลด้วยอึดอัดเต็มทน
ศรัณย์ชะงักที่ทำให้เธอร้องไห้ แก้วหวั่นใจว่ารินร้องไห้แบบนี้จะอยู่ถึงวันแต่งงานไหมเกรงจะหนีไปเสียก่อน เสนอหน้าเสียไปด้วย
ooooooo
ศรัณย์ตัดสินใจตอบจดหมายชรัตน์...ชรัตน์เพื่อนรัก นายถามฉันว่าฉันเป็นอย่างไร เหมือนที่ใครคนหนึ่งพูด เมื่อเขาไม่ต้องการเรา ความรู้สึกเช่นนี้แสนเจ็บปวด ฉันคิดถึงดวงสวาท ยิ่งถูกเขาปฏิเสธยิ่งคิดถึง...ศรัณย์คิดถึงห้วงเสน่หาในอดีตน้ำตาคลอ
ผิวเนียนนุ่ม ใบหน้าสวย ริมฝีปากอวบอิ่ม ความทรงจำพวกนั้นกำลังจะฆ่าฉัน...ศรัณย์พยายามเขียนความรู้สึกให้ชรัตน์รับรู้ว่าการอกหักครั้งนี้เป็นครั้งแรกและยิ่งใหญ่ในชีวิต
วันต่อมาศรัณย์กลับมาบ้านเห็นแปลงดอกมะลิปลูกสลับกับดอกไม้ไทยอื่นๆดูสวยงาม ขึ้นบ้านมาก็เห็นความสะอาดรื่นรมย์ เห็นรินกำลังนั่งเย็บผ้าม่านก็ทึ่ง แก้วเข้ามากระซิบถามว่าสวยมากใช่ไหม เขาทำหน้างงๆ แก้วขยายความ
“ผู้หญิงบางคนมีเอาไว้ตรึงกาย เอาไว้ตักตวงให้อิ่มกาย แต่ผู้หญิงบางคนสวยตรึงใจ มีเอาไว้ตักตวงให้อิ่มใจ ลูกของแม่ชอบอย่างไหน” ศรัณย์แทรกว่าไม่เข้าใจ “เข้าใจอยู่แล้ว ไม่งั้นหน้าจะแดงได้อย่างไร ดูสิ...บ้านน่าอยู่ขึ้นมาด้วยมือของเธอแท้ๆ”
ศรัณย์มองไปรอบๆคิดตาม...บ่ายวันนั้น แก้วเดินเข้ามาในครัวเห็นรินทำครัวอยู่คนเดียว จึงเปรย นึกอยู่แล้วว่าไม่ใช่ฝีมือสาย รินยิ้มแหยๆอ้างว่าอยู่ว่างๆ แก้วเปิดฝาหม้อข้าวชมเปาะ
“ขนาดข้าวเปล่ายังหอมกว่าปกติ อาหารสูตรชาววังใช่ไหม”
“คุณหญิง เอ้อ! คุณแม่เคยบอก กินอาหารดีๆชีวิตก็จะดีตาม”
“ขอบใจนะ ขอบใจมาก...ศรัณย์ไปไหนไม่รอดแน่นอน ฉันมั่นใจ”
รินยิ้มเก้อเขิน...พออาหารจัดตั้งโต๊ะ ศรัณย์ทานข้าวหลายจาน ชมว่าน้ำพริกอร่อยมากให้สายทำบ่อยๆ ทุกวันได้ยิ่งดี สายหน้าบูด เสริมจะบอกว่าใครทำ รินส่งสายตาห้าม แก้วยิ้มขำๆเย้าว่าสองสามวันมานี้เขาทานข้าวได้เยอะแม่ก็ดีใจ เสริมเกาปากยิกๆอยากจะพูดความจริง
เช้าวันใหม่ รินกับเสริมช่วยกันติดผ้าม่านที่เย็บเสร็จ รินปีนขึ้นไปเอง พอเห็นศรัณย์เดินมาก็รีบทิ้งม่านร่วงลงหัวเสริม ลงมานั่งวางท่าคุณนาย ชี้ให้เสริมทำ เสริมร้องด้วยความเจ็บหัว รินทำทีสั่ง “ไปตามแม่สายมาช่วย ฉันบอกวิธีเธอแล้วนี่”
เสริมงงเล็กน้อยก่อนจะรับคำ...ครับพี่...รินเอ็ดต้องเรียกตนว่าคุณนายเพราะตนเป็นเมียปลัด เสริมร้องเอ้า! ก็คุณบอก...รินทำตาดุกำชับให้เรียกคุณนาย เสริมแซวทำไมหน้าแดง รินเงอะงะฝากเสริมดูแลติดม่าน ตนจะลงไปดูสวน เสริมล้อ “เอ้าๆแดงเป็นลูกตำลึงเลยคราวนี้”
ศรัณย์แอบขำ จากที่เคยสงสัยเปลี่ยนมาเป็นชอบใจอยากรู้จักเธอให้มากขึ้น จึงแกล้งเดินตามมานั่งมองเธอในสวน เสนอเห็นรีบหลบแอบมอง...รินเห็นศรัณย์ยิ้มกรุ้มกริ่มก็ไม่พอใจถามมองหน้าตนทำไม ศรัณย์เย้า “คราวที่แล้ว หล่อนบอกฉันไม่ยอมมองหน้าหล่อน ต่อไปนี้ฉันจะมองหน้าหล่อนทุกครั้งที่มีโอกาส”
รินจะโวย ศรัณย์ชิงพูดต่อ “เจ้าคุณพ่อฉันกับเจ้าคุณแห่งบ้านบำรุงประชากิจสนิทกัน ท่านให้ลูกชายลูกสาวแต่งงานกันเพื่อสืบทอดความเป็นเพื่อน แต่มาตอนนี้ในสายตาของเจ้าคุณประชากิจ ท่านมองหลานคนนี้เป็นอะไร...สงสารจนกลายเป็นสมเพชใช่ไหม”
รินไม่เข้าใจเขาหมายถึงอะไร ศรัณย์จึงถามเธอมีชื่ออื่นอีกไหมนอกจากบราลี รินอึกอักก่อนจะบอกว่าเรียก...รินก็ได้ ศรัณย์ว่าชื่อธรรมดาเหลือเกิน รินรับว่าใช่ ธรรมดาเหมือนตัวเธอ
“เอาแล้ว เอาหล่า...ชักยังไงเสียแล้ว รีบไปเรียนคุณหญิงดีกว่าว่าเรามีหวัง” เสนอเลียนคำพูดของสาย ดีใจรีบเดินออกไป
ooooooo
วันต่อมา รินเข้าครัวจะทำอาหาร ถูกสายต่อว่าว่าแย่งงาน เธอจะลาออก รินรีบวางมือขอโทษบอกจะไม่ยุ่งในครัวอีก สายยิ้มย่องลงมือทำน้ำพริก พึมพำมันจะยากอะไร
พอตั้งโต๊ะ ศรัณย์ตักเข้าปากก็บ่นไม่อร่อยเหมือนเดิม สายโวยว่าตนทำตามคุณนายทุกอย่าง ศรัณย์ชะงักเพิ่งรู้ว่าสองสามวันที่ผ่านมารินเป็นคนทำครัว แก้วจึงอธิบายกับสาย
“หล่อนทำยังไงก็ไม่เหมือนหรอกแม่สาย หล่อนทำงานสักแต่ว่าให้เสร็จ หล่อนไม่ได้ใส่หัวใจลงไป”
ศรัณย์อ้าปากค้าง เสนอเสริมว่าคุณนายไม่ได้ทำสวนอย่างเดียว น้ำพริกที่เขาชอบ ผ้าที่อบ เครื่องเรือนในบ้าน ฝีมือคุณนายทั้งหมด สายโวยว่ารินแย่งงานทุกอย่าง รินหน้าเสีย สายยื่นคำขาดให้ศรัณย์ตอบว่าชอบทุกอย่างที่รินทำหรือที่ตนทำ เสริมสะกิดเตือนแม่ถามออกไปได้อย่างไร ศรัณย์ตัดบทรวบช้อนลุกออกไป รินทนไม่ไหวลุกขึ้นพูดเสียงเข้ม
“อย่าเดินหนี ฉันอยากได้คำตอบ...อยู่ในที่ที่คนไม่ต้องการเรา ไม่มีใครอยากอยู่หรอก คำตอบของคุณสำคัญกับฉันมาก”
ศรัณย์จะเดินหนี รินมาดักหน้าถามย้ำ เขาจึงโพล่งออกมาว่า ไม่ชอบทุกสิ่งที่เธอทำ เสนอขัด เห็นๆอยู่ว่าชอบ รินเจ็บปวด ขอบคุณสำหรับคำตอบที่ตรงไปตรงมาของศรัณย์แล้วเดินไป แก้วรีบถามจะไปไหน ศรัณย์เองก็ยืนนิ่งไม่รู้ทำไมตัวเองตอบออกไปอย่างนั้น
รินเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋า เสนอร้อนใจถามแก้วจะปล่อยเธอไปหรือ เสริมต่อว่าสายไม่น่าพูดให้เป็นเรื่อง สายหน้าเสียโทษปลัดเป็นคนไล่ เสนอถามแก้วจะปล่อยรินไปแล้วงานแต่งงานที่แจกการ์ดออกไปแล้วจะทำอย่างไร แก้วถอนใจ
“เอาลูกเขามาทรมานฉันก็ละอายใจเป็นนะ ฉันจะไปส่งเขาให้ถึงพระนคร ไปเตรียมรถ...”
เสนอรับคำเอากุญแจรถออกมา แล้วต้องแปลกใจที่เห็นศรัณย์ยืนอยู่ที่รถ เขาบอกเสนอว่าจะไปส่งเอง เสนอจึงยื่นกุญแจให้...รินถือกระเป๋าเสื้อผ้าออกมา หันมองตัวบ้านเศร้าๆก่อนจะเดินตรงไปยังประตู ศรัณย์เลื่อนรถตาม
แก้วรู้จากเสนอก็แปลกใจที่ศรัณย์ขอไปส่งรินเอง มองผ้าม่านผ้าปูโต๊ะที่รินเย็บแล้วเปรย “เรื่องเล็กๆน้อยๆ มีสิ่งยิ่งใหญ่อยู่ในนี้ ความรัก...ใครก็ตามที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ ก็เหมือนได้รับความรัก ศรัณย์เพิ่งเจ็บปวดมา คนแบบนี้แพ้ความรัก เขาย่อมกลัวที่จะได้ความรักอีกครั้ง”
รินเห็นศรัณย์ขับรถมาเทียบก็ถามจะตามมาทำไม เขาบอกเขาเป็นปลัดมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของราษฎร รินหมั่นไส้ เห็นมีรถผ่านมาจึงวิ่งไปโบกขออาศัยไปด้วย สองตายายจอดรับ ศรัณย์ลงจากรถมาดึงเธอไว้แล้วบอกตายายว่าภรรยาตนงอนเราทะเลาะกัน ตายายยิ้มว่าผัวหนุ่มเมียสาว แบบนี้ลูกดกแน่ รินหน้าชาด้วยความเขินอาย ตาเคลื่อนรถออกไป
ศรัณย์บอกรินว่าจะไปส่งเอง เธอมองหน้าเหน็บ “ละอายใจที่ต้องปล่อยผู้หญิงเดินกลับงั้นหรือ ถ้าอยากให้ดิฉันไปมากแล้วตามดิฉันมาแต่งงานทำไม” ศรัณย์บอกว่าเป็นความคิดของแม่ “เข้าใจแล้ว คุณไม่ได้เต็มใจ คุณไม่ได้อยากแต่งงาน เพราะอะไรคะ ที่เคยบอกว่าถูกปฏิเสธ...ผู้หญิงใช่ไหม” เขาพยักหน้า “คุณลืมหล่อนไม่ได้ น่าจะบอกกันตรงๆตั้งแต่แรกว่าไม่อยากแต่ง”
ศรัณย์ตัดบทให้ขึ้นรถ รินมองนาฬิกาเห็นว่าอีกครึ่งชั่วโมงรถไฟจะออก จึงยอมให้เขาไปส่ง...แต่แล้วเขากลับขับรถไปที่ทุ่งทานตะวันบอกเพิ่งเจอที่นี่วันก่อน รินตะลึงกับความสวยงาม ศรัณย์เอ่ย “ใช่สวยจริงๆ ทานตะวันเกิดมาเพื่อทิศทางเดียวกับแสงอาทิตย์ของมัน หล่อนมีแสงอาทิตย์ของหล่อนไหม”
“บ้าน ฉันมาที่นี่เพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ของฉัน”
แววตาศรัณย์เศร้าลง “ดอกทานตะวันในตอนกลางคืนคงเศร้ามาก จู่ๆแสงอาทิตย์นำทางก็ดับวูบไป” รินถามถึงดวงตะวันของเขาไปไหน ศรัณย์กลับตอบเฉไฉ “ที่ทำงาน ฉันวางแผนตามล่าพวกเสือขาว ที่บ้านซ้อมยิงปืน ต่อยมวยตอนโมโห ถ้าวันไหนทนไม่ได้ก็ขึ้นมาบนนี้ ฉันบอกกับตัวเองจะไม่กลับไปเป็นทานตะวัน ของผู้หญิงคนไหนอีก”
“ไม่ต้องห่วง ไปส่งดิฉันที่สถานีรถไฟ ดิฉันจะไปจากคุณตลอดกาล”
ศรัณย์ดึงรินลงเอนทาบกับรถ ใช้ลำตัวกดตัวเธอยื่นหน้าเข้ามองใบหน้าสวยจนรินใจสั่นกลัว เขาชมว่าเธอสวยมาก ทั้งผม ผิว ดวงตา รินโวยจะทำอะไร เขาเยาะ
“ผู้หญิงสวยขนาดนี้หลอกผู้ชายได้ทั้งโลก แล้วฉันล่ะในสายตาหล่อน ฉันดูเป็นยังไง” ศรัณย์จับมือรินแตะที่หน้า “ใบหน้าผู้ชายไม่เหมือนของผู้หญิง หล่อนไม่รู้หรอกว่ามันเป็นยังไง จนกว่าหล่อนจะแต่งงานและนี่หล่อนก็กำลังจะแต่ง” ศรัณย์ยิ้มกรุ้มกริ่มขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
“ปล่อย! คุณทำให้ฉันกลัว ปล่อยฉัน”
“แม่บอกว่าหล่อนสวยตรึงใจ ที่หล่อนทำทั้งหมดนั่น อาหารบ้านสวนเพื่อยั่วยวนฉันรึ”
“บ้าสิ คนหลงตัวเอง ดิฉันทำทุกอย่างเพราะ...มะลิทำให้คิดถึงบ้านที่พระนคร ที่นั่นมีแต่มะลิ บุหงารำไปคือสิ่งที่คุณแม่สอน อาหารพวกนั้นคือของโปรดคุณพ่อ ฉันคิดถึงบ้านคิดถึงบ้านได้ยินไหม...” รินร้องไห้ออกมา
ศรัณย์ตกใจปล่อยตัวริน ถามย้ำแน่ใจหรือว่าไม่ได้ทำเพื่อตน รินประกาศลั่นว่า ไม่มีวัน ตนจะทำเพื่อเขาทำไมแล้วรำพัน “ถ้าคุณไม่ให้ฉันทำ ฉันก็หยุดคิดถึงบ้านไม่ได้ คุณหยุดคิดถึงผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ ฉันก็หยุดคิดถึงบ้านไม่ได้เหมือนกัน”
ศรัณย์อึ้งครุ่นคิด แล้วพารินกลับมาส่งบ้าน เธอถามทำไมไม่ส่งตนที่สถานีรถไฟ เขาอ้าง “หล่อนใจร้อนเกิน พ่อแม่ส่งมาเป็นเมียเขา จู่ๆก็หนีไปแล้วพ่อแม่หล่อนจะเอาหน้าไปไว้ไหน”
รินหาว่าเขาไล่ ศรัณย์แก้ตัวว่าตนตอบคำถามสาย ถ้าสายถามว่าชอบเธอไหม รินหน้าแดง ศรัณย์ขยับเข้าประชิดทำตากรุ้มกริ่ม “ถ้าถาม ฉันจะตอบแม่สายไปว่า...ไม่แน่!”
ศรัณย์มองรินด้วยสายตาพิฆาตนารี รินหน้าซีด เขาหัวเราะออกมาเดินฮัมเพลงไปหน้าตาเฉยด้วยสะใจที่ได้แกล้งเธอ แต่ก็รู้สึกสุขในใจ...รินสบถ คนบ้าอะไรกันนี่ เสริมวิ่งมาเห็นรินก็ดีใจร้องบอกทุกคนว่าปลัดพาคุณนายกลับมา แก้วเดินรี่มาต่อว่าริน ใจคอจะไปไม่ล่ำลาเลยหรือ รินกราบขอโทษที่ไม่ทันคิด แก้วเตือนถ้ากลับไปจะทำให้พ่อแม่เสียชื่อเพราะทิ้งสัจจะ ตัวเธอก็เป็นม่ายขันหมาก จะถูกลือติฉินไม่จบสิ้น...เสนอบอกรินว่ารถไฟวันนี้หมดแล้วกลับเข้าบ้านเถิด เสริมกระซิบตำหนิแม่เกือบเป็นมือที่สามทำลายการแต่งงานเจ้านายแล้ว สายตบหัวลูกไม่ยอมรับ
ooooooo
คืนนั้นรินนอนไม่หลับคิดถึงการกระทำของศรัณย์ เมื่อกลางวันที่ทุ่งทานตะวัน...ศรัณย์เองก็เครียดกับความรู้สึกของตัวเอง คิดถึงอดีตหอมหวนกับดวงสวาท คืนพระจันทร์สวยงามริมทะเล คืนที่ทั้งสองได้เสียกัน เขาไม่อาจลืมค่ำคืนนั้นได้
ในขณะที่ดวงสวาทแต่งงานไปกับนริศ ทั้งสองกลับจากฮันนีมูน นั่งแท็กซี่มาจอดหน้าวัง นริศไขประตูเปิดวังด้วยตัวเอง แล้วขนกระเป๋าเข้าไป ดวงสวาทหาวหวอดบ่นง่วงนอนไม่รู้จะปรับเวลานอนได้เมื่อไหร่ ถ้าไม่ติดเขาต้องกลับมาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย ตนจะชวนอยู่ต่อ นริศให้เธอไปอาบน้ำให้สบายตัวเขาจะเก็บข้าวของก่อน ดวงสวาทแปลกใจทำไมไม่มีคนรับใช้มาทำให้ และบ้านก็ดูเงียบราวป่าช้า นริศสีหน้าไม่สบายใจก่อนจะบอกว่า เรามีเรื่องต้องคุยกัน...
ดวงสวาทตาโพลงตกใจอย่างยิ่งเมื่อได้รับฟังว่า นริศขายวังไปแล้ว “เงินค่าวังหมดไปกับการเรียนหนังสือของผมที่อังกฤษ แต่เราอยู่ได้อีกอาทิตย์หนึ่งนะ ผมจะซื้อเครื่องเรือนดีๆไปไว้ที่บ้านพักอาจารย์ ผมไปดูมาแล้ว บ้านพักน่าอยู่มาก”
ดวงสวาทต่อว่าทำไมไม่บอกเรื่องนี้ก่อนแต่งงาน นริศหลบสายตาเพราะรักเธอมากจริงๆ อ้อมแอ้มถามว่าเรื่องขายวังสำคัญด้วยหรือ เธอวีนแตกด้วยความผิดหวังสุดๆ “ถามออกมาได้ว่ามันสำคัญไหม คนข้างนอกจะพูดกันว่าคุณชายนริศจนกรอบจนต้องขายวัง คุณไม่อายเขาหรือ”
“แต่ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยนะ มีบ้านฟรีได้เดินทางไปเมืองนอก มีเกียรติยศทุกอย่าง เราไม่ได้น่าอายอะไรนะ”
ดวงสวาทกราดเกรี้ยวใส่ว่าตนและพ่อแม่ตนอาย หาว่าเขาโกหกจงใจปกปิด เอาเปรียบ ตนไม่อาจอยู่กับเขาได้อีก นริศเครียดไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี
ในวันเดียวกัน แก้วโทรศัพท์หาชรัตน์เพื่อชวนมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว เขาตกใจเพิ่งรู้ว่าศรัณย์กำลังจะแต่งงานกับบราลี แก้วบ่นนึกแล้วว่าศรัณย์ไม่เล่าให้ฟัง
ขณะนั้นศรัณย์มาที่ห้างหรูในตัวเมืองกับโชติ มาที่ร้านขายของนอกที่เพิ่งโดนปล้นเมื่อเดือนที่แล้ว ศรัณย์เอ่ยขึ้นว่า เป็นหลังที่สามแล้วใช่ไหม โชติไม่เข้าใจ ศรัณย์ขยายความว่า
“สังเกตดูสิ หลังแรกเป็นโรงงานรับซื้อยาง หลังที่สองเป็นภัตตาคาร หลังนี้เป็นห้างขายของหรู มันมุ่งมั่นปล้นกิจการของคหบดีเก่าแก่ในเมืองนี้ทั้งนั้น”
โชติทึ่งที่ศรัณย์ช่างสังเกต ศรัณย์บอกพอเจ้าของร้านมาให้ช่วยกันเก็บรายละเอียด เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญ ระหว่างนั้นศรัณย์หันมาเห็นน้ำหอมก็คิดจะซื้อไปฝากริน...
เมื่อเสร็จงานกลับบ้าน เสนอเอาน้ำหอมมาให้รินบอกว่าศรัณย์เห็นเธอซื้อผ้ามาแต่งบ้าน ซื้อกับข้าวมาทำครัวจึงมอบน้ำหอมเป็นของกำนัล รินถึงกับอึ้งเดินมามองศรัณย์ซึ่งนั่งอ่านเอกสารท่าทางเคร่งเครียด ศรัณย์แอบขำทำทีไม่เห็นริน
ในวันนั้น รินได้รับจดหมายจากบรานีเล่าถึงความสุขที่ได้รับการเอาใจจากพณิช แม้เป็นเพียงคู่หมั้นรอวันแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ทำให้เธอหัวใจพองฟูไปกับชีวิตใหม่ แล้วถามถึงรินว่ารู้สึกเหมือนเธอไหมที่กำลังจะแต่งงานวันพรุ่งนี้...
รินน้ำตาซึมตอบจดหมายบรานีว่า งานแต่งงานตนตรงข้ามกับเธอ เพราะเป็นงานเล็กๆเหมือนงานบุญ เจ้าบ่าวคุยแต่เรื่องชาวบ้านถูกเสือปล้น เจ้าสาวอย่างตนได้แต่แอบอยู่บนห้องเหมือนนักโทษรอวันประหาร
เช้าวันใหม่ แก้วกับเสนอไปรอรับเพ็ญแขที่สถานีรถไฟ เธอบอกว่าเจ้าคุณบำรุงป่วยกะทันหันจึงมาไม่ได้ และต้องทิ้งลูกสาวสองคนให้ดูแลท่าน
บรรยากาศงานแต่งงานที่บ้าน แขกที่มาคือชาวบ้านละแวกนั้น ศรัณย์วางพานขันหมากพร้อมเปิดกรวยให้เพ็ญแข เธอตรวจนับเงินและเครื่องประดับกล่าวคำมงคลตามพิธี
“เงินทองมาจากไหนอีกไม่รู้ งอกเงยออกมานับ ไม่ไหว”
แขกเหรื่อช่วยกันโรยข้าวตอกดอกไม้และงาลงบนกองสินสอด ชรัตน์เห็นศรัณย์หน้าเศร้าจึงกระซิบให้ทำหน้าดีๆให้สมกับบรรยากาศที่ดูอบอุ่น ศรัณย์ยอมรับว่าภาพแบบนี้ตนเคยฝันว่าเจ้าสาวคือดวงสวาท แต่พอไม่ใช่ใจมันหาย ชรัตน์มองเพื่อนอย่างเข้าใจ แต่พอพระสงฆ์เข้ามานั่ง ประตูห้องเปิด เจ้าสาวเดินออกมา ศรัณย์ตะลึงกับความงามของเธอ ชรัตน์รำพึง
“โอ้โห...แกไม่เห็นเคยบอกเลยว่าเจ้าสาวสวยขนาดนี้ แต่เอ๊ะ! นี่ไม่ใช่บราลีนี่”
ศรัณย์จุ๊ปากให้เพื่อนเงียบไว้ ชรัตน์งง ศรัณย์คลานเข้าไปนั่งหน้าหิ้งพระ เพื่อนเจ้าสาวพารินมานั่งข้างเพื่อจุดธูปเทียน ทั้งสองต่างแอบชำเลืองมองกันเขินๆ
แก้วยกมือพนมอธิษฐาน “คุณพระคุณเจ้า ท่านเจ้าคุณของดิฉัน ขอให้งานแต่งงานครั้งนี้ราบรื่น ขอให้ลูกของเรามีแต่ความสุขนะคะ” สักพักเกิดลมพัดแรงเข้ามา เทียนล้มลง สองบ่าวสาวตกใจ ขณะเดียวกันที่สถานีรถไฟ ดวงสวาทก้าวเท้าลงจากรถไฟหารถพาไปบ้านปลัดศรัณย์ คนขับถามมางานแต่งงานปลัดศรัณย์หรือ เธอตาโพลงตกใจมาก
เสนอเข้ามาตั้งเทียนและบอกว่าเป็นเรื่องเล็ก แก้วหน้าเสีย พระเริ่มสวด...เสร็จพิธี เจ้าสาวกลับเข้าห้อง เพ็ญแขตามเข้ามา รินโผกอดเรียกคุณหญิง เพ็ญแขให้เรียกใหม่ว่าคุณแม่ แล้วทักว่าเธอผอมไปมากและบอกว่าพ่อไม่สบาย สองสาวจึงต้องอยู่ดูแล รินพยักหน้ารับถามเสียงสั่น
“คุณแม่ขา คุณแม่เห็นคุณพ่อในวันแต่งงานคุณแม่รักคุณพ่อได้ยังไงคะ”
เพ็ญแขยิ้มขำๆว่าเด็กสมัยนี้คงคิดว่าการแต่งงานจะเหมือนในนิยาย รินถามอีกว่ามันไม่เหมือนหรือ เพ็ญแขขออธิบายว่า สามีภรรยาทุกคู่มีทั้งความรัก มีทั้งความเกลียด บางวันก็คิดถึงกัน บางวันก็เหม็นหน้ากัน รินเข้าใจแล้วว่าเหมือนลิ้นกับฟัน เพ็ญแขพยักหน้า “คนรุ่นเราไม่ได้แต่งงานด้วยความรัก แต่แต่งงานด้วยสัจจะ ด้วยความตั้งใจว่าจะมีคู่ผัวตัวเดียว เมื่อมีความตั้งใจก็มีความอดทน มีความพยายามที่จะแก้ปัญหา”
“ใครๆมองว่าหนูใจเย็น แต่ที่จริงหนูไม่มีความอดทนเลย”
“นับจากวันนี้อย่าหนีอีก อย่ายอมแพ้ ทำหน้าที่ของตนเหมือนที่เคยทำ ต่อให้ไม่รัก รินก็จะได้ความเคารพไปจนตลอดชีวิต เข้าใจไหมลูก” เพ็ญแขอบรมด้วยความรักจริงใจ
ooooooo
บ่าวสาวเปลี่ยนเป็นชุดไทย นั่งตั่งรดน้ำ นายอำเภอสวมมงคลและกล่าวอวยพร “มงคลแฝดนี้ขอให้ร้อยรัดคุณทั้งสองไว้ด้วยกัน อย่าได้มีอะไรมาทำลายไป”
ผู้ใหญ่สวมพวงมาลัยให้บ่าวสาว แก้วรดน้ำอวยพร “น้ำเปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะที่มันใส่ น้ำจึงไม่มีอัตตาตัวตนเมื่อหลอมชีวิตเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก็ขอให้อภัยต่อกัน ใช้ความเมตตาต่อกันนำทางไปนะลูก”
เพ็ญแขรดน้ำศรัณย์กล่าว “ผู้หญิงคนนี้คือปดิวรัดา ภรรยาที่หาได้ยากยิ่ง คุณจะค่อยๆเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด ขอให้รักษาเธอเอาไว้ให้ดีนะคุณปลัด” จากนั้นหันมารดน้ำรินที่น้ำตาคลอ “คำว่าภรรยาเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ หน้าที่เป็นหลักใจให้แก่สามี หลักชีวิตให้แก่ลูกหลานดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่นี่ล่ะหน้าที่ของผู้สร้างโลก”
รินก้มหน้ารับน้ำตาร่วงเผาะ ศรัณย์รู้สึกซาบซึ้งไปด้วย แขกเหรื่อทยอยเข้ารดน้ำอวยพร ไม่ทันไร ดวงสวาทในชุดดำโผล่เข้ามาทิ้งกระเป๋าเดินทางโครม มองศรัณย์น้ำตาไหล ทุกคนตกตะลึงพรึงเพริด ศรัณย์ลุกพรวดมงคลบนหัวร่วงหล่นลงพื้น เพ็ญแขตกใจติงใครกันแต่งชุดดำมางานมงคล แก้วอุทานชื่อดวงสวาท ชรัตน์ได้สติกดศรัณย์ให้ลงนั่งสวมมงคลคืนแล้วกระซิบบอกว่าจะไปจัดการให้ ศรัณย์ยอมพนมมือตามเดิม โชติบอกแขกทุกคนว่าไม่มีอะไร
ชรัตน์ปรี่ไปดึงมือดวงสวาทออกไปที่สวนบ้าน ต่อว่าทำไมแต่งชุดดำมาร้องไห้กลางงานแบบนี้ ดวงสวาทสะอึกสะอื้นบอกตนไม่รู้ว่าศรัณย์แต่งงาน ชรัตน์บอกตนก็เพิ่งรู้ว่าเขาต้องแต่งงานกับคู่หมั้นตั้งแต่เด็ก หญิงสาวปล่อยโฮขอให้ช่วยตนด้วยแล้วเล่าเรื่องว่านริศเป็นพวกสิบแปดมงกุฎหลอกให้ตนแต่งงานด้วย ชรัตน์ติง แต่งงานเดือนเดียวหนีมาหาคู่รักเก่านี่มันเรื่องใหญ่ แล้วครุ่นคิด บอกจะพาเธอไปพักโรงแรมที่จองไว้ ดวงสวาทขอนั่งพักสักครู่
“งั้นก็ได้ อยู่รอผมตรงนี้นะครับ อย่าเข้าไปในงานของเขาอีก แค่นี้ก็เสียฤกษ์มากพอแล้ว”
ดวงสวาทหน้าเสียไม่รับปาก ชรัตน์กลับเข้าไปในงาน...ถึงพิธีส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ แก้วกำชับศรัณย์ไม่ให้ออกมาจากห้องจนกว่าจะพรุ่งนี้เช้า พอทุกคนออกจากห้องหมด รินก็เอ่ยปากถามศรัณย์ว่าผู้หญิงคนนั้นคือแฟนเขาใช่ไหม เขาพยักหน้าบอกว่าเธอแต่งงานไปก่อนหน้า
“แต่เขาก็มาถึงที่นี่...ทั้งน้ำตา คุณคงห่วงเธอมาก”
“เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ บ้านเราอยู่ติดกัน” ศรัณย์รู้ว่าไม่ควรออกจากห้องแต่ทนไม่ไหว “ฉันขออนุญาตต่อหล่อน แค่อยากรู้ว่าเขาร้องไห้ทำไม แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเขา”
รินเหวอเขาจะออกไปได้อย่างไร ศรัณย์ถอดเสื้อและโจงกระเบนเปลี่ยนชุดทะมัดทะแมง ปีนลงทางระเบียง หญิงสาวไม่พอใจที่เขาไม่ให้เกียรติในวันสำคัญ...พอลงมาถึงข้างล่างไม่ทันที่ศรัณย์จะเดินไปไกล ดวงสวาทก็วิ่งเข้ามากอดร้องไห้บอกว่าจะหย่ากับนริศ เขาหลอกลวงตน
ชรัตน์เดินมาต่อว่าหาดวงสวาทตั้งนาน มาอยู่นี่เอง และโวยศรัณย์ที่ออกมาจากห้องหอ แล้วไล่ให้กลับขึ้นไปพรุ่งนี้ค่อยคุยกัน ไม่ต้องห่วงตนจะดูแลเธอให้เอง ดวงสวาท ร้องว่ายังไม่ได้เล่าเรื่องให้เขาฟังเลย แต่ศรัณย์เชื่อเพื่อนวิ่งกลับไป หญิงสาวร้องไห้โฮอย่าทิ้งตน ชรัตน์กำชับให้ดวงสวาทรอตรงนี้แล้วเดินตามไปดูศรัณย์ว่าลงมาได้อย่างไร ศรัณย์เอาบันไดพาดปีนขึ้นไป ชรัตน์เงยมอง
“ชะอุ้ย! เจ้าสาวคนสวยยืนตาเขียวอยู่โน่น เขาจะถีบบันไดแกไหม”
“เขาอยู่บ้านนี้มาเป็นเดือนแล้ว เขาไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก ฝากคุณดวงด้วยนะ”
ขาดคำศรัณย์ปีนขึ้นไปกลางบันได รินมองลงมาด้วยสายตาคมกริบ ข่มใจว่าจะไม่โกรธๆ แต่มือมันยื่นออกไปผลักบันได เสียงศรัณย์ร้องเฮ้ย...ตามด้วยเสียงตุ้บ ชรัตน์โดดหลบเอาตัวรอดกลัวเพื่อนหล่นมาทับ ศรัณย์ร้องโอดโอย
แก้วกำลังคุยชื่นชมกับเพ็ญแขว่ารินเป็นเด็กเรียบร้อย จิตใจดี พลันต้องสะดุ้งกับเสียงร้องของศรัณย์ เสนอกระซิบว่าคงไม่มีอะไร...ศรัณย์นอนแอ้งแม้ง ชรัตน์ถามไหนบอกว่าเจ้าสาวไม่ใช่คนอย่างนั้น แล้วหัวเราะชมรินเป็นผู้หญิงใช้ได้ทีเดียว ศรัณย์โวยไปชมทำไม ทำตนแสบนัก รินมองลงมานิ่งๆก่อนจะสะบัดหน้ากลับเข้าไป ศรัณย์เจ็บใจแต่ก็ต้องปีนขึ้นทางเดิม
รินไม่คิดว่าเขาจะกลับขึ้นมาจึงไม่ทันปิดประตูระเบียง ทั้งสองยื้อดันประตูกันแต่รินสู้แรงศรัณย์ไม่ได้จะล้มหงายหลัง ศรัณย์โดดเข้าคว้าตัวเธอไว้ทัน ข้างล่างสะดุ้งอีกครั้งกับเสียงร้องของริน นายอำเภอยิ้มๆทำนองแบบนี้ลูกดกแน่...รินตั้งตัวได้ผละออกจากศรัณย์ เขาต่อว่า
“เอาบันไดออก กล้ามากนะ...คิดอีกที ดีใจจัง” รินงงดีใจอะไร “หล่อนมีหัวใจ ฉันนึกว่าหัวใจหล่อนอยู่ที่ต้นไม้ อยู่ที่ม่าน อยู่ที่มีดในครัวนั่นเสียอีก”
“ดิฉันเห็นคุณกอดกับผู้หญิงคนนั้น” ศรัณย์ฟังแล้วหัวเราะ เธอโวย “หัวเราะอะไร!”
ศรัณย์ยื่นหน้ามากระซิบข้างหูรินว่า “หล่อนหึงฉัน...” รินร้องอ๊าย...ผลักเขาเต็มแรงไปกระแทกตู้ ของตั้งโชว์หล่นแตกเพล้ง
แขกเหรื่อข้างล่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เพ็ญแขกับแก้วยิ้มแหยๆ...รินโวยศรัณย์มองอะไร เขาบอกว่ามองหน้าเธอเหมือนที่เธออยากให้มอง รินให้หยุดไม่ต้องมองอีก แต่เขายั่วว่าหยุดไม่ได้เพราะชอบ หญิงสาวหน้าแดงสะบัดหน้าจะออกไปห้องนอนเล็กที่ประตูเชื่อมกันแต่เปิดไม่ออก
“ห้องนอนเล็กเป็นห้องของดิฉัน ดิฉันต้องเข้าได้สิ”
ศรัณย์บอกว่าแม่สั่งให้ล็อก รินแบมือขอกุญแจเขาชี้ว่าอยู่ในลิ้นชัก แต่พอเธอเปิดดูกลับไม่มี รู้ว่าเขาหลอกก็โกรธเดินเข้าหาจะเอาเรื่อง ศรัณย์แกล้งยื่นขาให้สะดุด เธอล้มมาในอ้อมกอดเขา รินยิ่งปรี๊ดทุบเขาอั้กๆ ร้อง “อี๊ เอามือสกปรกออกไปนะ เมื่อกี้คุณเพิ่งไปกอดคนอื่นมา”
ศรัณย์แก้ตัวเขาไม่ได้เริ่ม เธอมากอดเอง รินดิ้นผลักไส เขาจึงแกล้งยื่นหน้ามาใกล้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “วันนี้เป็นวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเรา ชีวิตเราในวันพรุ่งนี้จะเป็นยังไงไม่รู้เลย”
รินถามกลับเขามีความเป็นมนุษย์อยู่แค่ไหน ชายหนุ่มงง “สัตว์มีความอยาก แล่นไปตามใจอยาก มนุษย์มีความข่มใจ ข่มใจเพื่อรักษาหน้าที่ รักษาคุณธรรม ถ้าคุณมี ชีวิตก็เป็นสุข แต่ถ้าไม่ ชีวิตก็จะวุ่นวายไม่จบสิ้น อยู่ที่คุณคนเดียว”
ศรัณย์อึ้งกับคำสั่งสอนศีลธรรม รินสะบัดตัวออกวิ่งไปคว้าพวงกุญแจทั้งพวงของเขา พยายามไขทีละดอกจนเปิดประตูได้ ศรัณย์นั่งมองยิ้มๆ รินเข้าห้องได้ก็ล็อกประตูโล่งอก
ศรัณย์ตะโกน “นั่นกุญแจผมนะ กุญแจทุกอย่างของผมอยู่ในนั้น”
รินดึงลูกกุญแจห้องออกไว้ “คนเจ้าชู้ อย่าหวังเลยว่าฉันจะเข้าไปวุ่นวายกับรักเศร้าเคล้าน้ำตาของพวกคุณ ต่างคนต่างอยู่เถอะ” ว่าแล้วรินก็เปิดประตู ไถลพวงกุญแจออกมาตามพื้น แล้วรีบปิดประตูล็อกตามเดิม ศรัณย์ยิ่งขำกับการกระทำของริน
ooooooo










