ตอนที่ 13
เมื่อเผาจนกำแพงพังลงแถบหนึ่ง ทหารอังวะก็กรูกันเข้าไปปล้นฆ่าเผาบ้านเรือนชาวบ้านเพื่อสร้างความโกลาหลขึ้น ดังคำบรรยายว่า...
“เวลาประมาณ 2 ทุ่มของคืนวันที่ 7 เมษายน พุทธศักราช 2310 กำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยาด้านหัวรอได้พังทลายลง กองทัพของอังวะได้บุกเข้ามาทางด้านนั้นและเริ่มต้นการทำลายล้างกรุงศรีอยุธยาทันที และถือเป็นการสิ้นสุดการเป็นราชธานีของกรุงศรีอยุธยาที่ยืนยาวมากว่า 417 ปีอีกด้วย”
เสียงกรีดร้องของชาวบ้าน เสียงปืนใหญ่ และเสียงดาบที่ปะทะกันดังแว่วมาในตำหนักกรมขุนวิมลไม่ขาด ทันใดข้าหลวงคนหนึ่งก็วิ่งตื่นกลัวเข้ามาบอกว่า
“กรุงแตก กรุงแตกแล้ว พวกอังวะบุกเข้ามาแล้ว หนีเร็ว”
แมงเม่าตั้งสติได้ก่อนร้องบอกกรมขุนวิมลให้ตามตนมา เห็นเป้าก็ร้องบอกให้ตามมาเร็ว
ทหารอังวะบุกเข้าไปที่ตำหนักเจ้าจอมเพ็ญ ข้าหลวงคนหนึ่งพุ่งเข้าขวางถูกแทงตาย เจ้าจอมเพ็ญถือโอกาสนั้นวิ่งหนีไปทันที
แมงเม่าพากรมขุนวิมลกับเป้าวิ่งออกมาเจอเจ้าจอมอำพันกับคุณท้าวโสภาจึงพาทั้งหมดวิ่งไป แต่ถูกทหารอังวะเข้าขวางจะฟันเจ้าจอมอำพัน ก็ถูกขันทองถีบกระเด็นและแย่งดาบมาฟันมันตายคาที่ คนอื่นกรูกันเข้ามารุมขันทอง ถูกขันทองที่มีฝีมือกว่าหลบหลีกตอบโต้อย่างสวยงาม
พระยากำแหงสู้กับพวกอังวะหันมาเห็นฝีมือการฟันดาบของขันทองก็มองอึ้ง พลันก็กระโจนเข้าใส่ขันทองทันที ขันทองถามว่าทำร้ายตนทำไม
“มึงไม่ต้องตีสองหน้า เพลงดาบมึงร้ายกาจถึงเพียงนี้หาใช่ขันทีจริงเป็นแน่ มึงเป็นจารบุรุษปลอมตัวมาทำลายอโยธยา กูน่าจะเชื่อคำของหลวงศรีมะโนราชไม่ควรปล่อยมึงไว้เลย”
พระยากำแหงพุ่งเข้าใส่ขันทองทันที ขันทองตั้งรับอย่างใจเย็น พอฉากออกมาได้ก็พยายามชี้แจงว่า
“กระผมเป็นจารบุรุษจริง แต่มิได้คิดคดทำลายอโยธยา เพียงแต่เพลานี้ไม่สะดวกอธิบาย หากมีวาสนาเราคงได้เจอกันอีกขอรับ”
พระยากำแหงไม่ยอมให้ขันทองหนี ขันทองหลบหลีก เตะพระยากำแหงจนเซแล้วหนีไปได้
ขุนรักษ์เทวาเจอหลวงศรีมะโนราชเมานั่งพิงคอพับอยู่จึงพาหนีมาจนถึงห้องหนึ่ง หลวงศรีมะโนราชก็สะบัดหลุดแล้วทุบท้ายทอยขุนรักษ์เทวาจนสลบ ค้นกุญแจไขเข้าไปในห้องเห็นสมบัติมากมายก็ตาโตพึมพำ
“หมายตามานาน ในที่สุดก็ถึงคราวของข้าเสียที” แล้วถอดผ้าคาดเอวออกโกยทรัพย์สมบัติไปมากที่สุดเท่าที่จะขนไปได้
ooooooo










